arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๘. สีวีราชจริยา เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๘ (Royal Thai)8/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สีวีราชจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 33, pp. 598–600

Page 598

๘. สีวีราชจริยา

ว่าด้วยพระจริยาของพระเจ้าสีวีราช

{๘} [๕๑] เมื่อเราเป็นกษัตริย์พระนามว่าสีวีอยู่ในพระนครอันมีนามว่าอริฏฐะ เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้ดำริอย่างนี้ว่า[๕๒] “ทานที่มนุษย์พึงให้อย่างใดอย่างหนึ่งที่เรายังไม่ได้ให้แล้ว ไม่มีแม้ผู้ใดพึงขอจักษุกะเรา เราก็จะให้ได้ไม่พรั่นพรึงเลย”[๕๓] ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพทรงทราบความดำริของเราแล้วประทับนั่งในเทพบริษัทได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า

[๕๔] “พระเจ้าสีวีผู้มีฤทธิ์มาก ประทับนั่งในปราสาทอันประเสริฐพระองค์ทรงดำริถึงทานต่าง ๆ ไม่ทรงเห็นสิ่งที่ยังมิได้ให้

[๕๕] ข้อนั้นจะเป็นจริงหรือไม่หนอ อย่ากระนั้นเลย เราจักทดลองท้าวเธอดู ท่านทั้งหลายพึงคอยอยู่สักครู่หนึ่ง เพียงเรารู้น้ำใจของพระเจ้าสีวีเท่านั้น”[๕๖] ท้าวสักกะจึงทรงแปลงเพศเป็นคนตาบอด มีกายสั่นเทา ศีรษะหงอก หนังหย่อน โซเซเพราะความชรา เข้าไปเฝ้าพระราชา[๕๗] ในกาลนั้น อินทพราหมณ์นั้นประคองพระพาหาเบื้องซ้ายขวาประคองอัญชลีเหนือเศียรได้กล่าวดังนี้ว่า

[๕๘] “ข้าแต่มหาราชาผู้ทรงธรรม ทรงปกครองรัฐให้เจริญ ข้าพระองค์มาขอกะพระองค์ พระเกียรติคุณคือความยินดีในทานของพระองค์ขจรไปในเทวดาและมนุษย์

Page 599

[๕๙] ดวงนัยน์ตาทั้งสองข้างของข้าพระองค์บอดเสียแล้ว ขอได้โปรดพระราชทานพระเนตรแก่ข้าพระองค์สักข้างหนึ่งเถิด พระองค์ก็จักทรงยังอัตภาพให้เป็นไปได้ด้วยพระเนตรอีกข้างหนึ่ง,[๖๐] เราได้ฟังคำของพราหมณ์นั้นแล้ว ทั้งดีใจและสลดใจ ประคองอัญชลี มีปีติและปราโมทย์ได้กล่าวดังนี้ว่า

[๖๑] “เราคิดแล้วลงจากปราสาทมาถึงที่นี้บัดนี้เอง ท่านรู้จิตของเราแล้วมาขอนัยน์ตา

[๖๒] โอ ! ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว ความดำริของเราบริบูรณ์แล้ว วันนี้เราจักให้ทานอันประเสริฐซึ่งเราไม่เคยให้แก่ยาจก

[๖๓] มานี่แน่ะหมอสิวิกะ จงขมีขมันอย่าชักช้า อย่าครั่นคร้าม จงควักนัยน์ตาทั้งสองข้างออกให้แก่วณิพกนี้เดี๋ยวนี้”

[๖๔] หมอสิวิกะนั้นเราเตือนแล้วก็เชื่อฟังคำของเรา ได้ควักนัยน์ตาทั้งสองข้างออกให้แก่ยาจกทันที เหมือนคนควักจาวตาลฉะนั้น

[๖๕] เมื่อเราจะให้ก็ดี กำลังให้ก็ดี ให้แล้วก็ดี จิตของเราไม่เป็นอย่างอื่น เพราะเหตุแห่งพระโพธิญาณนั้นเอง

[๖๖] จักษุทั้งสองเราจะเกลียดชังก็หาไม่ แม้ตนเองเราก็มิได้เกลียดชังแต่พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา ฉะนั้น เราจึงได้ให้จักษุ ฉะนี้แล

จบ สีวีราชจริยาที่ ๘

Page 600

๙. เวสสันตรจริยา

ว่าด้วยพระจริยาของพระเวสสันดร

{๙} [๖๗] นางกษัตริย์พระนามว่าผุสดีพระชนนีของเรา พระนางเป็นมเหสีของท้าวสักกะในชาติที่ล่วงมาแล้ว

[๖๘] ท้าวสักกะจอมเทพทรงเห็นว่าพระนางจะสิ้นอายุ จึงตรัสดังนี้ว่า “เราจะให้พร ๑๐ ประการแก่เธอ นางผู้เจริญจะปรารถนาพรอันใด”

[๖๙] พอท้าวสักกะตรัสอย่างนี้เท่านั้น พระเทวีนั้นได้ทูลท้าวสักกะ ดังนี้ว่า“หม่อมฉันมีความผิดอะไรหรือ หม่อมฉันเป็นผู้น่าเกลียดหรือหนอ เพราะเหตุใดจึงจะให้หม่อมฉันเคลื่อนจากสถานอันน่ารื่นรมย์ เหมือนลมพัดให้ต้นไม้หวั่นไหวฉะนั้น”[๗๐] เมื่อพระนางผุสดีตรัสอย่างนี้ ท้าวสักกะนั้นได้ตรัสกะพระนาง ดังนี้อีกว่า “เธอไม่ได้ทำความชั่วเลย และจะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่

[๗๑] แต่อายุของเธอมีประมาณเท่านี้เอง เวลานี้เป็นเวลาที่เธอจักต้องจุติ เธอจงรับพร ๑๐ ประการอันประเสริฐสุดที่ฉันให้เถิด”

[๗๒] พระนางผุสดีนั้นมีพระทัยยินดี ร่าเริงเบิกบานพระทัย ทรงรับพร ๑๐ ประการซึ่งเป็นพรอันท้าวสักกะพระราชทาน รวมเราไว้ในพรด้วย

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑พร ๑๐ ประการ ในที่นี้คือ (๑) ความเป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัย (๒) ความเป็นผู้มีดวงตาสีเขียว (๓) ความเป็นผู้มีขนระหว่างคิ้วเขียว (๔) ความเป็นผู้มีชื่อว่าผุสดี (๕) ความได้บุตรที่มีคุณสมบัติพิเศษ (๖) ความเป็นผู้มีท้องไม่นูนขึ้น (๗) ความเป็นผู้มีถันไม่ย้อยยาน (๘) ความเป็นผู้มีผมไม่หงอก (๙) ความเป็นผู้มีผิวละเอียด (๑๐) ความไม่เป็นหมัน (ขุ.จริยา.อ. ๙๓)

End of ๘. สีวีราชจริยา