arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา · ฉักกนิบาต

๗. คุตตาเถรีคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๘ ในฉักกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา ฉักกนิบาต คุตตาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๖๔๗–๖๔๙

หน้า ๖๔๗

หม่อมฉันเมื่อไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่ได้ที่พึ่งพิง จึงได้เวียนว่ายตายเกิดไป

[๑๖๐] เพราะหม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้จึงเป็นชาติสุดท้าย ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีกต่อไป

[๑๖๑] ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรพระสาวกทั้งหลายผู้ปรารภ ความเพียร มีจิตมุ่งพระนิพพาน มีความบากบั่น มั่นคงเป็นนิจ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำโลกุตตร ธรรมให้ประจักษ์แก่ตนนี้เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย[๑๖๒] พระนางเจ้ามหามายาเทวีได้ประสูติพระโคดมมาเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้บรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลายผู้อันพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว

๗. คุตตาเถรีคาถา

พระพุทธโอวาทเตือนพระคุตตาเถรี

(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสอนพระคุตตาเถรีด้วยพระคาถาเหล่านี้ว่า)

{๔๕๗}[๑๖๓] ดูก่อนคุตตา การที่เธอละบุตร หมู่ญาติ และกองแห่ง โภคะอันเป็นทิ่รักแล้วมาบวชเพื่อประโยชน์ใด เธอจงพอกพูนประโยชน์นั้นเนือง ๆ เถิด เธออย่าตกอยู่ใน อำนาจของจิตเลย

หน้า ๖๔๘

[๑๖๔] สัตว์โลกทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง ถูกจิตหลอกลวงแล้ว ยินดี ในสิ่งอันเป็นวิสัยของมาร จึงพากันท่องเที่ยวไปสู่ชาติสงสาร มิใช่น้อย

[๑๖๕-๑๖๖] ดูก่อนภิกษุณี เธอจงละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ ประการ เหล่านี้ คือ กามฉันทะ พยาบาท สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาสเสียให้ขาดแล้วอย่ากลับมาสู่กามภพ นี้อีก[๑๖๗] เธอเว้นราคะ มานะ อวิชชา อุทธัจจะ และตัดสังโยชน์ทั้งหลายได้แล้ว ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้

[๑๖๘] เธอยังชาติสงสารให้สิ้นไปแล้ว กำหนดรู้ภพใหม่ได้แล้ว จักหมดความทะยานอยาก เป็นผู้สงบระงับเที่ยวไปในปัจจุบัน

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังโยชน์ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ (มี ๑๐ อย่าง) ในที่นี้ โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจ ในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ขุ.ธ.อ. ๒/๑๐๖}
  2. ๒สังโยชน์ทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงอุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ (ขุ.เถรี.อ. ๒๐๓) คือ (๑) รูปราคะ ความติดอยู่ในรูปภพ (๒) อรูปราคะ ความติดอยู่ในอรูปภพ (๓) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๔) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๕) อวิชชา ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ขุ.ธ.อ. ๒/๑๐๖}
หน้า ๖๔๙

๘. วิชยาเถรีคาถา

สุภาษิตชี้ผลการฟังธรรม

(พระวิชยาเถรีครั้นบรรลุอรหัตแล้วพิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนได้ภาษิต อุทานคาถา ๖ คาถาเหล่านี้ ความว่า){๔๕๘}[๑๖๙] เราทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง[๑๗๐] ภายหลังเข้าไปหาเขมาภิกษุณีไต่ถามโดยเคารพ ท่านได้แสดงธรรมคือ ธาตุ อายตนะ

[๑๗๑] อริยสัจ ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ และมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ แก่เรา เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด[๑๗๒] เราได้ฟังคำของท่านแล้ว ทำตามคำสั่งสอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้นก็ระลึกถึงชาติก่อนได้

[๑๗๓] ในมัชณิมยามได้บรรลุทิพพจักขุญาณ ในปัจฉิมยามได้ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว

[๑๗๔] ก็ในกาลนั้น เรามีความสุขอันเกิดแต่ปีติแผ่ไปทั่วกายอยู่ ในวันที่ครบ ๗ เราทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว จึงเหยียดเท้าออก

จบ ฉักกนิบาต

จบ ๗. คุตตาเถรีคาถา