พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค
๑๕. อัตตทัณฑสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๗๑๙–๗๒๓
[๙๓๘] ภิกษุไม่พึงนำ(ตน)ไปในการพูดเท็จ ทั้งที่รู้ตัวอยู่ก็ไม่พึงทำความโอ้อวด อนึ่ง ไม่พึงดูหมิ่นผู้อื่นด้วยความเป็นอยู่ด้วยสติปัญญา และด้วยศีลและวัตรปฏิบัติ
[๙๓๙] ภิกษุผู้ถูกกระทบกระทั่ง ได้ฟังคำพูดมากมายของพวกสมณะหรือของพวกปุถุชน แล้วไม่พึงโต้ตอบพวกเขาด้วยคำหยาบ เพราะผู้สงบย่อมไม่ก่อศัตรู
[๙๔๐] อนึ่ง ภิกษุรู้ธรรมนั้นแล้วพึงเลือกเฟ้น มีสติศึกษาอยู่ในกาลทุกเมื่อ ภิกษุรู้ความดับกิเลสว่าเป็นความสงบแล้วไม่พึงประมาทในศาสนาของพระโคดม
[๙๔๑] ภิกษุนั้นแลเป็นผู้ครอบงำอารมณ์มีรูปเป็นต้นได้ ไม่ถูกอารมณ์เหล่านั้นครอบงำ ได้เห็นแล้วซึ่งธรรมที่ตนเห็นเองโดยไม่ต้องอ้างว่าท่านว่ากันมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแล ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น พึงนอบน้อมหมั่นศึกษาในกาลทุกเมื่อ
๑๕. อัตตทัณฑสูตร
ว่าด้วยภัยที่เกิดจากโทษของตน
(พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า)
{๔๒๒} [๙๔๒] ภัยเกิดจากโทษของตน ท่านทั้งหลายจงดูคนที่ทุ่มเถียงกัน เราจักแสดงความสังเวชใจอย่างที่เราได้เคยสังเวชมาแล้ว
- ๑ภัยเกิดจากโทษของตน หมายถึงภัยเกิดเพราะเหตุแห่งการประพฤติทุจริตของตน (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๑๐)
๑๕. อัตตทัณฑสูตร
[๙๔๓] ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้วเพราะเห็นหมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่เหมือนปลาทั้งหลายดิ้นรนอยู่ในหนองที่มีน้ำน้อย และเพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายกระทบกระทั่งกันและกัน
[๙๔๔] โลกโดยรอบไม่มีแก่นสาร สังขารทั้งหลายก็หวั่นไหวแล้วทุกทิศทาง เราปรารถนาที่พึ่งพิงอยู่ ยังมองไม่เห็นฐานะอะไร ๆ ที่จะไม่ถูกครอบงำเลย
[๙๔๕] เพราะได้เห็นเหล่าสัตว์ผู้มีแต่ถึงที่สุดทั้งถูกขัดขวาง ความไม่ยินดีจึงได้มี แก่เรา อนึ่ง เราได้เห็นลูกศร(คือกิเลส) อันเห็นได้ยากอาศัยอยู่ในหทัยในสัตว์เหล่านี้[๙๔๖] สัตว์โลกถูกลูกศรใดปักติดแล้วย่อมวิ่งพล่านไปทุกทิศทางครั้นถอนลูกศรนั้นนั่นแหละได้แล้วย่อมไม่วิ่งพล่านไปย่อมไม่จมลง(ในโอฆะทั้ง ๔)
[๙๔๗] การศึกษาหรืออารมณ์ที่น่ายินดีในโลกเหล่าใดอันชาวโลกศึกษากันอยู่ ผู้เป็นมุนีไม่พึงขวนขวายในการศึกษา หรือในอารมณ์เหล่านั้น พึงรู้แจ้งถึงกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวงแล้วศึกษาถึงความดับกิเลสของตน
[๙๔๘] ผู้เป็นมุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนอง ไม่มีมายา ปราศจากคำส่อเสียด ไม่มักโกรธ พึงข้ามความโลภอันต่ำช้าและความหวงแหนเสียให้พ้น
- ๑ผู้มีแต่ถึงที่สุดทั้งถูกขัดขวาง หมายถึงเป็นผู้ถึงที่สุดแห่งความเป็นหนุ่มเป็นสาวเป็นต้น คือประสบกับความตาย มีแต่ความพินาศ และถูกขัดขวางด้วยทุกขธรรมมีชราเป็นต้น (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๑๑)
- ๒การศึกษาหรืออารมณ์ที่น่ายินดี ในที่นี้ การศึกษา หมายถึงศิลปะต่าง ๆ มีศิลปะในการฝึกช้างเป็นต้น อารมณ์ที่น่ายินดี หมายถึงกามคุณ ๕ (ขุ.สุ.อ. ๒/๔๑)
[๙๔๙] นรชนพึงข่มความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ด้วยความประมาท ไม่พึงตั้งอยู่ในความดูหมิ่น พึงเป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน[๙๕๐] นรชนไม่พึงนำตนไปในการพูดเท็จ ไม่พึงทำความเสน่หาในรูป พึงกำหนดรู้ความถือตัว และพึงเว้นจากความผลุนผลันเที่ยวไป
[๙๕๑] ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์เก่า ไม่พึงทำความพอใจในอารมณ์ใหม่ เมื่ออารมณ์เก่าหรือใหม่นั้นเสื่อมสูญไปก็ไม่พึงเศร้าโศก ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสเครื่องเกี่ยวข้อง (ตัณหา)[๙๕๒] ความติดใจ(ตัณหา)เรากล่าวว่าเป็นห้วงนํ้าใหญ่ กล่าวว่าเป็นสิ่งแล่นไปเร็ว เป็นความหิว เป็นอารมณ์เป็นสิ่งกำหนด เปือกตมคือกามเป็นสิ่งที่ล่วงได้โดยยาก[๙๕๓] มุนีผู้ไม่ก้าวล่วงสัจจะ เป็นผู้ลอยบาปแล้วดำรงอยู่บนบกสลัดทิ้งสิ่งทั้งปวง (คือ อายตนะ ๑๒) ได้แล้ว มุนีนั้นแลเรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ[๙๕๔] มุนีนั้นแลเป็นผู้มีความรู้ เป็นผู้บรรลุเวท(วิชชา) รู้ธรรมแล้วไม่อาศัยธรรม มุนีนั้นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่พัวพันกับใคร ๆ ในโลกนี้[๙๕๕] ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายและเครื่องข้องที่ล่วงพ้นได้ยากในโลกได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ตัดกระแสได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีเครื่องผูก ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่เพ่งเล็ง
๑๕. อัตตทัณฑสูตร
[๙๕๖] กิเลสที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต ท่านจงให้เหือดแห้งไปเสีย เครื่องกังวลที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในภายหลัง(อนาคต)ก็อย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ยึดถือสังขารในท่ามกลาง(ปัจจุบัน) ท่านก็จักเป็นผู้เข้าไปสงบเที่ยวไป[๙๕๗] ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของเราในนามรูปโดยประการทั้งปวง และผู้ใดไม่เศร้าโศกเพราะนามรูปที่ไม่มีอยู่ผู้นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก
[๙๕๘] ผู้ใดไม่มีความกังวลว่า ‘สิ่งนี้เป็นของเรา’ หรือว่า ‘สิ่งนี้เป็นของคนอื่น’ ผู้นั้นเมื่อไม่ได้ความยึดถือว่าเป็นของเราจึงไม่เศร้าโศกว่า ‘เราไม่มีสิ่งนี้’
[๙๕๙] เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหวแล้ว ขอบอกอานิสงส์ ๔ ประการในบุคคลนั้น คือ บุคคลนั้นเป็นผู้ไม่ริษยา ๑ ไม่ติดใจ ๑ ไม่หวั่นไหว ๑ เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง ๑
[๙๖๐] อภิสังขารอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่หวั่นไหว รู้เแจ้งอยู่บุคคลนั้นงดเว้นแล้วจากอภิสังขาร ย่อมประสบความเกษมในที่ทั้งปวง
[๙๖๑] มุนีย่อมไม่พูดถึงตนในพวกคนที่เสมอกัน ในพวกคนที่ด้อยกว่า ในพวกคนที่เด่นกว่า มุนีนั้นเป็นผู้สงบ ปราศจากความตระหนี่ จึงไม่ต้องยึดถือ ทั้งไม่ต้องสลัดทิ้ง
๑๖. สารีปุตตสูตร
ว่าด้วยพระสารีบุตรกล่าวสรรเสริญพระพุทธคุณ
(ท่านพระสารีบุตรเถระกล่าวดังนี้ว่า)
{๔๒๓} [๙๖๒] พระศาสดาผู้มีพระสุรเสียงอันไพเราะ เสด็จจากชาวดุสิตมาสู่ความเป็นพระคณาจารย์อย่างนี้ ก่อนแต่นี้ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเลย ทั้งไม่เคยได้ยินจากใคร ๆ เลย[๙๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงมีพระจักษุทรงปรากฏเหมือนกันแก่ชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์ทรงกำจัดความมืดทั้งปวงได้แล้ว ทรงเป็นเอก (พระองค์เดียว) บรรลุถึงแล้วซึ่งความยินดี(ในเนกขัมมะเป็นต้น)[๙๖๔] ข้าพระองค์มีความประสงค์ถามปัญหา จึงได้มาเฝ้าพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ไม่อาศัย ผู้คงที่ ผู้ไม่หลอกลวง ผู้มาสู่ความเป็นพระคณาจารย์ของผู้ผูกพันกันเป็นอันมากในพระศาสนานี้[๙๖๕] เมื่อภิกษุเบื่อหน่ายความเกิดเป็นต้นจึงเสพอาศัยเสนาสนะอันว่างเปล่า คือ รุกขมูลบ้าง สุสานบ้าง หรือในถํ้าแห่งภูเขาทั้งหลายบ้าง
[๙๖๖] ที่นอนทั้งหลายทั้งสูงและต่ำ อารมณ์ที่น่ากลัวซึ่งเป็นเหตุให้ภิกษุหวาดหวั่นไม่ได้ในเสนาสนะอันปราศจาก เสียงรบกวนในที่นั้น มีประมาณเท่าไร
[๙๖๗] อันตรายในโลกของภิกษุผู้จะไปยังทิศที่ยังไม่เคยไปมีเท่าไรซึ่งภิกษุพึงบำราบเสียในเสนาสนะอันสงัด
จบ ๑๕. อัตตทัณฑสูตร