arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค

๑๕. อัตตทัณฑสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค อัตตทัณฑสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่

ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๔๗ หน้า ๘๓๙–๘๕๐

หน้า ๘๓๙

อัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

ว่าด้วยความสลดใจ

[๔๒๒] ภัยเกิดแล้วแต่อาชญาของ

ตน ท่านทั้งหลายจงเห็นคนผู้ทะเลาะกัน เราจักแสดงควานสลดใจตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว.

เราได้เห็นหมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่

(ด้วยตัณหาและทิฏฐิ) เหมือนปลาในแอ่ง

น้ำน้อย ฉะนั้น ภัยได้เข้ามาถึงเราแล้ว

เพราะได้เห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกัน.

โลกโดยรอบหาแก่นสารมิได้ ทิศ

ทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เราปรารถนาความ

ต้านทานแก่ตนอยู่ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไร ๆอันทุกข์มีชราเป็นต้นไม่ครอบงำแล้ว.

เราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็น

สัตว์ทั้งหลาย ผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วผู้ถึงความพินาศ อนึ่ง เราได้เห็นกิเลส

ดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น ยากที่สัตว์จะเห็น

ได้ อันอาศัยหทัยในสัตว์เหล่านี้.

หน้า ๘๔๐

สัตว์อันกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้น

ใดเสียบติดอยู่แล้ว ย่อมแล่นไปยังทิศทั้ง

ปวง บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็น-

ต้นนั้นออกได้แล้ว ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะทั้งสี่.

อารมณ์น่ายินดีเหล่าใดมีอยู่ในโลก

หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศึกษา เพื่อให้

ได้ซึ่งอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น กุลบุตรผู้

เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่

น่ายินดีเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลาย

โดยประการทั้งปวงแล้ว พึงศึกษานิพพาน

เพื่อตน.

มุนีพึงเป็นผู้มีสัจจะ ไม่คะนองไม่มี

มายา ละการส่อเสียดเสีย เป็นผู้ไม่โกรธ

พึงข้ามความโลภอันลามกและความตระหนี่เสีย.

นรชนพึงครอบงำความหลับ ความ

เกียจคร้าน ความท้อแท้เสีย ไม่พึงอยู่ร่วม

ด้วยความประมาท ไม่พึงดำรงอยู่ในการ

ดูหมิ่นผู้อื่น พึงมีใจน้อมไปในนิพพาน.

หน้า ๘๔๑

ไม่พึงน้อมไปในการกล่าวมุสา ไม่

พึงกระทำความเสน่หาในรูปและพึงกำหนด

รู้ความถือตัว พึงเว้นเสียจากความผลุนผลัน

แล้วเที่ยวไป.

ไม่พึงเพลิดเพลินถึงอารมณ์ที่ล่วงมา

แล้ว ไม่พึงกระทำความพอใจในอารมณ์ที่

เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ไม่พึงเศร้าโศกถึงอารมณ์

ที่กำลังละไปอยู่ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา.

เรากล่าวความกำหนัดยินดีว่าเป็น

โอฆะอันใหญ่หลวง กล่าวตัณหาว่าแล่นไป

เร็ว กล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องกระซิบใจ

กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์ กล่าวตัณหาว่า

ทำใจให้กำเริบ เปือกตมคือกาม ยากที่สัตว์

จะล่วงไปได้.

พราหมณ์ผู้เป็นมุนี ไม่ปลีกออกจาก

สัจจะแล้ว ย่อมตั้งอยู่บนบก คือ นิพพานมุนีนั้นแล สละค้นอายตนะทั้งหมดแล้วโดยประการทั้งปวง เรากล่าวว่า เป็นผู้สงบ.

มุนีนั้นแลเป็นผู้รู้ เป็นผู้ถึงเวท รู้

สังขตธรรมแล้ว อันตัณหาและทิฏฐิไม่อาศัย

เป็นอยู่ในโลกโดยชอบ ย่อมไม่ทะเยอทะยาน

ต่ออะไร ๆ ในโลกนี้.

หน้า ๘๔๒

ผู้ใดข้ามกามทั้งหลาย และธรรมเป็น

เครื่องข้องยากที่สัตว์จะล่วงได้ในโลกมิได้

แล้ว ผู้นั้นตัดกระแสตัณหาขาดแล้ว ไม่มี

เครื่องผูกพัน ย่อมไม่เศร้าโศก ย่อมไม่

เพ่งเล็ง.

ท่านจงทำกิเลสชาติเครื่องกังวลใน

อดีตให้เหือดแห้ง กิเลสชาติเครื่องกังวลใน

อนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน ถ้าท่านจักไม่ถือ

เอาในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยว

ไป.

ผู้ใดไม่มีความยึดถือในนามรูป ว่า

เป็นของเราโดยประการทั้งปวง และไม่

เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี ผู้

นั้นแลย่อมไม่เสื่อมในโลก.

ผู้ใดไม่มีกิเลสเครื่องกังวลว่า สิ่งนี้

ของเรา และว่า สิ่งนี้ของผู้อื่น ผู้นั้นไม่

ประสบการยึดถือในสิ่งนั้นว่าเป็นของเราอยู่

ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี.

เราเป็นผู้อันเขาถามถึงบุคคลผู้ไม่

หวั่นไหว จะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคล

นั้น ดังนี้ว่า บุคคลนั้นไม่มีความขวนขวาย

หน้า ๘๔๓

ไม่กำหนัดยินดี ไม่มีความหวั่นไหว เป็นผู้

เสมอในอารมณ์ทั้งปวง.

ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งอะไร ๆ ย่อม

ไม่มีแก่ผู้ไม่หวั่นไหว ผู้รู้แจ้ง ผู้นั้นเว้นแล้ว

จากการปรารภมีปัญญาภิสังขารเป็นต้น ย่อม

เห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถาน.

มุนีย่อมไม่กล่าวยกย่องตนในบุคคล

ผู้เสมอกัน ผู้ต่ำกว่า ผู้สูงกว่า มุนีนั้นเป็น

ผู้สงบปราศจากความตระหนี่ ย่อมไม่ยึดถือ

ไม่สละธรรมอะไร ๆ ในบรรดาธรรมมีรูป

เป็นต้น,

จบอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

อรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕

อัตตทัณฑสูตรมีคำเริ่มต้นว่า อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ดังนี้

พระสูตรนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?

พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบการทะเลาะกันเพราะเรื่องน้ำของเจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะ ดังได้พรรณนาไว้แล้วในเรื่องการเกิดขึ้นแห่งสัมมา-ปริพพาชนิยสูตร ทรงดำริว่าพวกพระญาติทะเลาะกัน เอาเถิด เราจักห้ามพระญาติเหล่านั้นดังนี้ เสด็จประทับยืน ณ ท่ามกลางเหล่าเสนาทั้งสองฝ่ายแล้วจึงตรัสพระสูตรนี้.

หน้า ๘๔๔

ในสูตรนั้นพึงทราบความในคาถาต้นดังนี้. ภัยอันใดเกิดขึ้นในปัจจุบันและสัมปรายภพ ภัยนั้นทั้งหมดเกิดแต่อาชญาของตน เกิดแต่เหตุทุจริตของตนเมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านทั้งหลายจงเห็นชนผู้ทะเลาะกัน จงเห็นชนมีเจ้าศากยะเป็นต้นนี้ทะเลาะกัน ทำร้ายกัน เบียดเบียนกันและกัน.

พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นทรงตำหนิชนผู้พิโรธตอบโต้กัน ผู้ปฏิบัติผิดนั้นอย่างนี้แล้วเพื่อให้เกิดสังเวชแก่ชนนั้น ด้วยการแสดงสัมมาปฏิบัติของพระองค์จึงตรัสว่า สํเวคํ กิตฺตยิสฺสามิ ยถา สํวิชิตํ มยา เราจักแสดงความสลดใจ ตามที่เราได้สลดใจมาแล้ว อธิบายว่า เคยเป็นพระโพธิสัตว์มาแล้วนั่นเอง.

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงประการตามที่พระองค์สลดพระทัยมาแล้ว จงตรัสคำมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ ได้แก่ หมู่สัตว์กำลังดิ้นรนอยู่ด้วยตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า อปฺโปทเก คือในแอ่งน้ำน้อย. บทว่า อญฺมญฺเหิพฺยารุทฺเธ ทิสฺวา คือ เพราะเห็นคนทั้งหลายผู้พิโรธกันและกันเหมือนสัตว์ต่าง ๆ. บทว่า มํ ภยมาวิสิ คือ ภัตได้เข้ามาถึงเราแล้ว. บทว่า สมนฺตมสาโรโลโก โลกโดยรอมหาแก่นสารมิได้ คือ โลกโดยรอบตั้งแต่นรกเป็นต้นหาแก่นสารมิได้ คือ เว้นจากแก่นสารมีความเป็นของเที่ยงเป็นต้น. บทว่า ทิสาสพฺพา สเมริตา คือ ทิศทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว เพราะความเป็นของไม่เที่ยง.

บทว่า อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน คือ เราปรารถนาความต้านทานแก่ตนอยู่. บทว่านาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นสถานที่อะไร ๆ อันทุกข์มีชราเป็นต้น

หน้า ๘๔๕

ไม่ครอบงำแล้ว บทว่า โอสาเนเตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรตึ อหุเราไม่ได้มีความยินดี เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้วในที่สุด คือ เรามิได้มีความยินดี เพราะเห็นสัตว์ทั้งหลายผู้อันทุกข์มีชราเป็นต้นกระทบแล้ว ถึงความพินาศไปในที่สุด แห่งความเป็นหนุ่มสาวเป็นต้นนั้นเอง. บทว่า อเถตฺถ สลฺลํ คือ เราได้เป็นกิเลสดุจลูกศรมีราคะเป็นต้นในสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้. บทว่า หทยนิสฺสิตํ อันอาศัยหทัย คือ อันอาศัยจิต.

หากมีคำถามว่า กิเลสดุจลูกศรมีอานุภาพอย่างไร พึงทราบคาถาว่า เยนสลฺเลน โอติณฺโณ สัตว์ถูกกิเลสดุจลูกศรเสียบติดแล้ว.

บทว่า ทิสา สพฺพา วิธาวติ สัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศทั้งปวง คือสัตว์ย่อมแล่นไปยังทิศคือความทุจริตทั้งปวงบ้าง ยังทิศบูรพาเป็นต้นบ้าง.

บทว่า ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ คือ บัณฑิตถอนกิเลสดุจลูกศรนั้นแลออกเสียได้ ย่อมไม่แล่นไปยังทิศและไม่จมลงในโอฆะ ๔. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายถูกกิเลสดุจลูกศรอันมีอานุภาพมากเสียบอย่างนี้แล้ว พึงทราบคาถาว่า ตตฺถ สิกฺขานุคียนฺติ ยานิ โลเก คธิตานิ หมู่มนุษย์ย่อมพากันเล่าเรียนศิลปะ เพื่อให้ได้อารมณ์ที่น่ายินดีในโลก.

บทนั้นมีความดังนี้ กามคุณ ๕ ใดในโลก ท่านเรียกว่า คธิตานิยินดี เพราะอรรถว่า ย่อมปรารถนาเพื่อจะได้คืน หรือเพราะเสพตลอดกาลนานหรือเพราะกล่าวเล่าเรียนศิลปะหลายแขนงมีศิลปะการฝึกช้างเป็นต้นอันเป็นเครื่องหมายในกามคุณเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจะเถิด โลกนี้มัวเมากันเพียงไรกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ไม่พึงขวนขวายในอารมณ์ที่น่ายินดีเหล่านั้น หรือในศิลปะเหล่านั้น พึงเบื่อหน่ายกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ด้วยการเห็นลักษณะมีลักษณะไม่เทียงเป็นต้นโดยถ่องแท้ พึงศึกษานิพพานเพื่อตนเถิด.

หน้า ๘๔๖

บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงสิ่งที่ควรศึกษา จึงตรัสคำมีอาทิว่า สจฺโจ สิยา ดังนี้.

ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺโจ พึงเป็นผู้มีสัจจะ คือ พึงเป็นผู้ประกอบด้วยวาจาสัจจะ ญาณสัจจะ มรรคสัจจะ. บทว่า ริตฺตเปสุโณ คือ ละคำส่อเสียด. บทว่า เววิจฺฉํ คือความตระหนี่. บทว่า นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํพึงครอบงำความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ ได้แก่ พึงครอบงำธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือ ความง่วงเหงาหาวนอน ความเกียจคร้านทางกายและความเกียจคร้านทางจิต. บทว่า นิพฺพานมนโส คือ มีจิตน้อมไปในนิพพาน. บทว่า สาหสา ความผลุนผลัน คือ เพราะเหตุแห่งความผลุนผลันอันมีประเภทแห่งความประพฤติกำหนัดเป็นต้นของตนกำหนัด. บทว่า นาภิ-นนฺเทยฺย ไม่พึงยินดีสิ่งที่ล่วงหาแล้ว คือ รูปที่ล่วงมาแล้วเป็นต้น. บทว่า นเวคือในปัจจุบัน. บทว่า หิยฺยมาเน คือ อารมณ์ที่หายไป. บทว่า อากาสํน สิโต สิยา คือ ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศ. จริงอยู่ ตัณหา ท่านเรียกว่าอากาศเพราะเป็นช่องแห่งรูปเป็นต้น หากมีคำถามว่า เพราะอะไร จึงไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา. พึงทราบคาถาต่อไปว่า อหํ หิ อิมํ เคธํ พฺรูมิ เพราะเรากล่าวตัณหานี้ว่าเป็นความกำหนัดยินดี.

บทนั้นมีความดังนี้ เพราะเรากล่าวตัณหาที่เรียกว่าอากาศนี้ว่าเป็นความกำหนัดยินดี เพราะเป็นช่องทางแห่งรูปเป็นต้น. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีดังนี้เรากล่าวตัณหาว่าเป็นโอฆะ เพราะการทำลายลง กล่าวตัณหาว่าอาชวะ เพราะแล่นไปเร็ว กล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องกระซิบ เพราะเหตุให้กระซิบว่า นี้ของเรานี้ของเรา กล่าวตัณหาว่าเป็นอารมณ์ เพราะปล่อยได้ยาก กล่าวตัณหาว่า

หน้า ๘๔๗

ทำใจให้กำเริบ เพราะเหตุทำให้หวั่นไหว อนึ่ง ตัณหานี้เป็นเปือกตมคือกามชื่อว่า ยากที่สัตว์จะล่วงไปได้ เพราะเป็นความห่วงใยของโลก และเพราะสัตว์ก้าวพ้นไปได้ยาก. หากมีคำถามว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศดังนี้ อากาศคืออะไร. ตอบว่า เคธํ พฺรูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี ด้วยเหตุนั้นพึงทราบการเชื่อมคาถานั้นด้วยประการฉะนี้. ในบทนั้นพึงทราบการแก้บทว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรากล่าวอากาศว่าเป็นความกำหนัดยินดี เหมือนอย่างเรากล่าวว่าตัณหาเป็นห้วงน้ำใหญ่ ตัณหาเป็นความแล่นไปเร็ว ตัณหาเป็นเครื่องกระซิบใจตัณหาเป็นอารมณ์ ตัณหาเป็นความกำเริบ ตัณหาเป็นเปือกตมคือกามในโลกพร้อมทั้งเทวโลกอันสัตว์ข้ามได้ยาก. ไม่พึงเป็นผู้อาศัยอากาศอันเป็นปริยายว่าความกำหนัดยินดีเป็นต้นอย่างนี้. พึงทราบคาถาว่า สจฺจา อโวกฺกมฺม มุนีไม่ปลีกออกจากสัจจะแล้ว.

บทนั้นมีความดังนี้ พราหมณ์ไม่ปลีกออกจากสัจจะ ๓ อย่างดังกล่าวมาก่อนแล้ว เรียกชื่อว่าเป็นมุนี เพราะปฏิบัติปฏิปทาเพื่อความเป็นมุนี ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน พราหมณ์นั้นแลสละคืนอายตนะทั้งหมดแล้ว เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้น มีคาถาว่า สเว วิทวา มุนีนั้นแล เป็นผู้รู้ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวา ธมฺมํ คือรู้ธรรมอันปรุงแต่งโดยนัยมีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า สมฺมา โส โลเก อริยาโน มุนีนั้นเป็นอยู่ในโลกโดยชอบ คือ เพราะละกิเลสอันทำให้เป็นอยู่โดยมิชอบเสียได้.

ก็เมื่อไม่ทะเยอทะยานอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า โยธ กาเม ผู้ใดข้ามกามทั้งหลายในโลกนี้ได้ ดังนี้เป็นต้น.

หน้า ๘๔๘

ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคํ ธรรมเป็นเครื่องข้อง คือผู้ใดข้าธรรมเป็นเครื่องข้อง ๗ อย่างได้. บทว่า นาชฺเฌติ คือย่อมไม่เพ่งเล็ง. เพราะฉะนั้นในบรรดาท่านทั้งหลาย ผู้ใดปรารถนาจะเป็นอย่างนี้ เรากล่าวถึงผู้นั้น. พึงทราบคาถาต่อไปว่า ยํ ปุพฺเพ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ คือกิเลสชาติและกรรมในอดีตปรารภสังขารในอดีตเกิดขึ้นเป็นธรรมดา. บทว่า ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํกิเลสชาติเครื่องกังวลในภายหลังอย่าได้มีแก่ท่าน คือ กิเลสชาติเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้นปรารภสังขารแม้ในอนาคตอย่าได้มีแก่ท่าน. บทว่า มชฺเฌ เจโน คเหสฺสสิ หากท่านจักไม่ถือเอาในปัจจุบัน คือ หากท่านจักไม่ถือธรรมมีรูปในปัจจุบันเป็นต้น.

พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการบรรลุพระอรหัตด้วยบทว่าอุปสนฺโต จริสฺสสิ ท่านจักเป็นผู้สงบเที่ยวไปอย่างนี้แล้ว บัดนี้ได้ตรัสคาถาทั้งหลายต่อจากนี้ ด้วยการสรรเสริญพระอรหัต.

ในบทเหล่านั้น พึงทราบความแห่งคาถาว่า สพฺพโส โดยประการทั้งปวงเป็นต้น. บทว่า มมายิตํ ยึดถือในนามรูปว่าเป็นของเรา คือ ทำความยึดถือว่าเป็นของเรา หรือยึดถือวัตถุว่า สิ่งนี้ของเรา ดังนี้. บทว่า อสตา จ นโสจติ คือ ไม่เศร้าโศกเพราะเหตุแห่งนามรูปอันไม่มี เพราะเหตุแห่งความไม่ยินดี. บทว่า น ชยฺยติ ไม่เสื่อมคือไม่ถึงความชรา. มีอะไรยิ่งไปกว่านี้อีกมีคาถาว่า ยสฺส นตฺถิ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจนํ เครื่องกังวลคือธรรมชาติมีรูปเป็นต้นไร ๆ. มีอะไรยิ่งไปอีก มีคำถามว่า อนุฏฺฐุรี ดังนี้เป็นต้น.

หน้า ๘๔๙

ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุฏฺฐุรี แปลว่า ไม่มีความขวนขวาย.

อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อนุทฺธรี ก็มี. บทว่า สพฺพธิ สโม คือเป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นผู้วางเฉย. บทนี้ท่านอธิบายว่า บุคคลใดไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เราเป็นผู้ถูกถามถึงบุคคลนั้นผู้ไม่หวั่นไหวจะบอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีความขวนขวาย ไม่กำหนัดยินดีไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอารมณ์ทั้งปวง. มีอะไรยิ่งไปกว่านี้ มีคาถาว่าอเนชสฺส ผู้ไม่หวั่นไหว ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า นิสงฺขติ ธรรมชาติเครื่องปรุงแต่งคือสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งในปุญญาภิสังขารเป็นต้น เพราะสังขารนั้นถูกปรุงแต่ง หรือย่อมปรุงแต่ง ฉะนั้นท่านจึงเรียก นิสงฺขติ. บทว่า วิยารมฺภา จากการปรารภคือจากการปรารภ ๓ อย่างมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. บทว่า เขมํ ปสฺสติสพฺพธิ ย่อมเห็นความปลอดโปร่งในที่ทุกสถานคือเห็นความไม่มีภัยในที่ทั้งปวงนั้นเอง เมื่อเห็นอย่างนี้ พึงทราบคาถาต่อไปว่า น สเมสุ ดังนี้เป็นต้น.

ในบทเหล่านั้น บทว่า น วทเต ย่อมไม่กล่าวยกย่องตนคือไม่กล่าวยกย่องตนแม้ในบุคคลผู้เสมอกัน ด้วยถือตัวว่าเราเป็นเช่นเดียวกันเป็นต้นแม้ในบุคคลผู้ต่ำกว่า แม้ในบุคคลผู้สูงกว่า. บทว่า นาเทติ น นิรสฺสติไม่ยึดถือ ไม่สละ คือ ไม่ยึดถือไม่สละธรรมไร ๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น.

บทที่เหลือชัดแล้วทั้งหมด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้.

เมื่อจบเทศนา ศากยกุมารและโกลิยกุมาร ๕๐๐ ได้ผนวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุเหล่านั้นเสด็จเข้าไปยังป่ามหาวัน.

จบอรรถกถาอัตตทัณฑสูตรที่ ๑๕ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย

ชื่อปรมัตถโชติกา

หน้า ๘๕๐

สารีปุตตสูตรที่ ๑๖

ว่าด้วยความไม่สะดุ้งกลัว

ท่านพระสารีบุตรทูลถามว่า

[๔๒๓] พระศาสดา ผู้มีพระวาจา

ไพเราะอย่างนี้ เสด็จมาแต่ชั้นดุสิต สู่ความ

เป็นคณาจารย์ ข้าพระองค์ยังไม่ได้เห็นหรือไม่ได้ยินต่อใคร ๆ ในกาลก่อนแต่นี้เลย.

พระองค์ผู้มีพระจักษุย่อมปรากฏแก่

มนุษย์ทั้งหลาย เหมือนปรากฏแก่โลกพร้อม

ด้วยเทวโลก ฉะนั้น พระองค์ผู้เดียวบรรเทา

ความมืดได้ทั้งหมด ทรงถึงความยินดีใน

เนกขัมมะ.

ศิษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้นเป็นอัน

มาก มาเฝ้าพระองค์ผู้เป็นพุทธะ ผู้อันตัณหา

และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ผู้คงที่ ไม่หลอกลวง

เสด็จมาแล้วสู่ความเป็นคณาจารย์ ณ เมือง

สังกัสสะนี้ ด้วยปัญหามีอยู่.

เมื่อภิกษุเกลียดชังแต่ทุกข์ มีชาติเป็น

ต้นอยู่ เสพที่นั่งอันสงัด คือ โคนไม้ ป่าช้า

หรือที่นั่งอันสงัดในถ้ำแห่งภูเขา ในที่นอน

จบ ๑๕. อัตตทัณฑสูตร