arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค

๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ทุฏฐัฏฐกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ วทนฺติ เว ทุฏฺฐมนาปิ เอเก

อโถปิ เว สจฺจมนา วทนฺติ

วาทญฺจ ชาตํ มุนิ โน อุเปติ

ตสฺมา มุนี นตฺถิ ขิโล กุหิญฺจิ ฯ

สกญฺหิ ทิฏฺฐึ กถมจฺจเยยฺย

ฉนฺทานุนีโต รุจิยา นิวิฏฺโฐ

สยํ สมตฺตานิ ปกุพฺพมาโน ๑

ยถา หิ ชาเนยฺย ตถา วเทยฺย ฯ

โย อตฺตโน สีลวตานิ ชนฺตุ

อนานุปุฏฺโฐ จ ๒ ปเรส ปาวา

อนริยธมฺมํ กุสลา ตมาหุ

โย อาตุมานํ สยเมว ปาวา ฯ

สนฺโต จ ภิกฺขุ อภินิพฺพุตตฺโต

อิติหนฺติ สีเลสุ อกตฺถมาโน

ตมริยธมฺมํ กุสลา วทนฺติ

ยสฺสุสฺสทา นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก ฯ

ปกปฺปิตา สงฺขตา ยสฺส ธมฺมา

ปุรกฺขตา สนฺติ ๓ อวีวทาตา

ยทตฺตนิ ปสฺสติ อานิสํสํ

ตํ นิสฺสิโต กุปฺปปฏิจฺจ สนฺตึ ฯ

ทิฏฺฐีนิเวสา น หิ สฺวาติวตฺตา

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ตสฺมา นโร เตสุ นิเวสเนสุ

นิรสฺสตี อาทิยติจฺจ ธมฺมํ ฯ

โธนสฺส หิ นตฺถิ กุหิญฺจิ โลเก

ปกปฺปิตา ทิฏฺฐิ ภวาภเวสุ๓

มายญฺจ มานญฺจ ปหาย โธโน

ส เกน คจฺเฉยฺย อนูปโย โส ฯ

อุปโย หิ ธมฺเมสุ อุเปติ วาทํ

อนูปยํ เกน กถํ วเทยฺย

อตฺตํ ๑ นิรตฺตํ น หิ ตสฺส อตฺถิ

อโธสิ โส ทิฏฺฐิมิเธว สพฺพนฺติ ๒ ฯ

ทุฏฺฐฏฺฐกสุตฺตํ ตติยํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส จตุตฺถํ สุทฺธฏฺฐกสุตฺตํ

๑ โป. ปกฺรุพฺพมาโน ฯ ๒ ม. ว ปเรส ปาว ฯ ๓ โป. สนฺติมวีวทาตา ฯ

ฉบับหลวง

เดียรถีย์บางพวก มีใจประทุษร้าย ย่อมติเตียนโดยแท้แม้อนึ่ง พวกชนที่ฟังคำของเดียรถีย์เหล่านั้นแล้ว ปลงใจเชื่อจริง ก็ติเตียน แต่มุนีย่อมไม่เข้าถึงการติเตียนที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น มุนีย่อมไม่มีหลักตอคือ ราคะ โทสะและโมหะ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้ถูกความพอใจครอบงำแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความชอบใจ จะพึงล่วงทิฐิของตนได้อย่างไรเล่า บุคคลกระทำทิฐิเหล่านั้นให้บริบูรณ์ด้วยตนเองรู้อย่างใดก็พึงกล่าวอย่างนั้น ผู้ใดไม่ถูกเขาถามเลย กล่าวอวดอ้างศีลและวัตรของตนแก่ผู้อื่น ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า ผู้ไม่มีอริยธรรม ผู้ใดกล่าวอวดตนด้วยตนเองผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการอวดของผู้นั้นว่า

ผู้นี้ไม่มีอริยธรรมส่วนภิกษุผู้สงบ มีตนดับแล้ว ไม่กล่าวอวดในศีลทั้งหลายว่าเราเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวภิกษุนั้นว่า มีอริยธรรม ภิกษุใดไม่มีกิเลสเครื่องฟูขึ้นในโลกไหนๆ ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวการไม่กล่าวอวดของภิกษุนั้นว่า ภิกษุนี้มีอริยธรรม ธรรมคือ ทิฐิอันปัจจัยกำหนดปรุงแต่งแวดล้อม ไม่ผ่องแผ้ว ย่อมมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุที่ผู้นั้นเห็นอานิสงส์ มีคติวิเศษเป็นต้นในตน ฉะนั้นจึงเป็นผู้อาศัยทิฐินั้นอันละเอียด อาศัยความกำเริบนรชนตัดสินธรรมที่ตนยึดหมั่นแล้วในธรรมทั้งหลาย ไม่พึงล่วงการยึดมั่นด้วยทิฐิได้โดยง่ายเลย เพราะเหตุนั้น นรชนย่อมยึดถือและถือมั่นธรรม

ในเพราะความยึดมั่นด้วยทิฐิเหล่านั้น ก็บุคคลผู้มีปัญญาไม่มีทิฐิอันปัจจัยกำหนดแล้วในภพและมิใช่ภพ ในโลกไหนๆ บุคคลผู้มีปัญญานั้นละมายาและมานะได้แล้ว จะพึงถึงการนับเข้าในคติพิเศษในในนรกเป็นต้น ด้วยคติพิเศษอะไร บุคคลผู้มีปัญญานั้นไม่มีตัณหาและทิฐิ ก็บุคคลผู้มีตัณหาและทิฐิ ย่อมเข้าถึงวาทะในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นจะพึงกล่าวกะพระขีณาสพผู้ไม่มีตัณหาและทิฐิว่าผู้กำหนัดหรือว่าผู้ประทุษร้ายได้อย่างไรด้วยความกำหนัดหรือความประทุษร้ายอะไร ความเห็นว่าเป็นตน หรือความเห็นว่าขาดสูญย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้นเลย เพราะพระขีณาสพนั้น ละทิฐิได้ทั้งหมดในอัตภาพนี้ ฉะนี้แล ฯ

จบทุฏฐัฏฐกสูตรที่ ๓

จบ ๓. ทุฏฐัฏฐกสูตร