arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค

๑๑. กลหวิวาทสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปุราเภทสุตฺตํ ทสมํ

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

เอกาทสมํ กลหวิวาทสุตฺตํ

กลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๑ กุโต ปหูตา กลหา วิวาทา

ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ

มานาติมานา สหเปสุณา จ

กุโต ปหูตา เต ตทิงฺฆ พฺรูหิ ฯ

ปิยปฺปหูตา กลหา วิวาทา

ปริเทวโสกา สหมจฺฉรา จ

มานาติมานา สหเปสุณา จ

มจฺเฉรยุตฺตา กลหา วิวาทา

วิวาทชาเตสุ จ เปสุณานิ ฯ

ปิยา สุ โลกสฺมึ กุโตนิทานา

เย วาปิ ๑ โลภา วิจรนฺติ โลเก

อาสา จ นิฏฺฐา จ กุโตนิทานา

เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ

ฉนฺทานิทานานิ ปิยานิ โลเก

เย วาปิ โลภา วิจรนฺติ โลเก

อาสา จ นิฏฺฐา จ อิโตนิทานา

เย สมฺปรายาย นรสฺส โหนฺติ ฯ

ฉนฺโท นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน

วินิจฺฉยา วาปิ กุโต ปหูตา

โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ

เย วาปิ ธมฺมา สมเณน วุตฺตา ฯ

สาตํ อสาตนฺติ ยมาหุ โลเก

ตมูปนิสฺสาย ปโหติ ฉนฺโท

รูเปสุ ทิสฺวา วิภวํ ภวญฺจ

วินิจฺฉยํ กุรุเต ๑ ชนฺตุ โลเก ฯ

โกโธ โมสวชฺชญฺจ กถงฺกถา จ

เอเตปิ ธมฺมา ทฺวยเมว สนฺเต

กถงฺกถี ญาณปถาย สิกฺเข

ญตฺวา ปวุตฺตา สมเณน ธมฺมา ฯ

สาตํ อสาตญฺจ กุโตนิทานา

กิสฺมึ อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต

วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ

เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยโตนิทานํ ฯ

ผสฺสนิทานํ สาตํ อสาตํ

ผสฺเส อสนฺเต น ภวนฺติ เหเต

วิภวํ ภวญฺจาปิ ยเมตมตฺถํ

เอตนฺเต ปพฺรูมิ อิโตนิทานํ ฯ

ผสฺโส นุ โลกสฺมึ กุโตนิทาโน

ปริคฺคหา วาปิ กุโต ปหูตา

กสฺมึ อสนฺเต น มมตฺตมตฺถิ

กสฺมึ วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ

นามญฺจ รูปญฺจ ปฏิจฺจ ผสฺโส

อิจฺฉานิทานานิ ปริคฺคหานิ

อิจฺฉาย ๑ อสนฺตฺยา น มมตฺตมตฺถิ

รูเป วิภูเต น ผุสนฺติ ผสฺสา ฯ

กถํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ

สุขํ ทุกฺขํ วาปิ กถํ วิโภติ

เอตมฺเม ปพฺรูหิ ยถา วิโภติ

ตํ ชานิยาม อิติ ๒ เม มโน อหุ ฯ

น สญฺญสญฺญี น วิสญฺญสญฺญี

โนปิ อสญฺญี น วิภูตสญฺญี

เอวํสเมตสฺส วิโภติ รูปํ

สญฺญานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา ฯ

ยนฺตํ อปุจฺฉิมฺห อกิตฺตยิ โน

อญฺญนฺตํ ปุจฺฉาม ตทิงฺฆ พฺรูหิ

เอตฺตาวตคฺคํ โน ๓ วทนฺติ เหเก

ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส

อุทาหุ อญฺญมฺปิ วทนฺติ เอตฺโต ฯ

เอตฺตาวตคฺคมฺปิ วทนฺติ เหเก

ยกฺขสฺส สุทฺธึ อิธ ปณฺฑิตาเส

เตสํ ปุเนเก สมยํ วทนฺติ

อนุปาทิเสเส กุสลา วทานา ฯ

เอเต จ ญตฺวา อุปนิสฺสิตาติ

ญตฺวา มุนี นิสฺสเย โส วิมํสี

ญตฺวา วิมุตฺโต น วิวาทเมติ

ภวาภวาย น สเมติ ธีโรติ ฯ

กลหวิวาทสุตฺตํ เอกาทสมํ ฯ

______________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ทฺวาทสมํ จูฬวิยูหสุตฺตํ

๑ โป. ม. สพฺพตฺถ วาเรสุ จาปิ ฯ

๑ ม. กุพฺพติ ฯ

๑ ยุ. อิจฺฉา น สนฺตฺยา ฯ ๒ ม. ชานิยามาติ ฯ ๓ ม. นุ ฯ

ฉบับหลวง

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากอะไร ธรรมเครื่องเศร้าหมองเหล่านั้นเกิดจากอะไร ขอเชิญพระองค์จงตรัสบอกเนื้อความที่ข้าพระองค์ถามนั้นเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความทะเลาะ ความวิวาท ความร่ำไร ความเศร้าโศก กับทั้งความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่นผู้อื่น และทั้งคำส่อเสียด เกิดจากของที่รัก ความทะเลาะ ความวิวาทประกอบเข้าแล้วด้วยความตระหนี่ก็เมื่อความวิวาทเกิดแล้วคำส่อเสียดย่อมเกิด ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามต่อไปว่า

ความรักในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้นมีความโลภ เที่ยวไปในโลก ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชนซึ่งมีในสัมปรายภพมีอะไรเป็นเหตุ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความรักในโลกมีความพอใจเป็นเหตุ แม้อนึ่ง ชนเหล่าใดมีกษัตริย์เป็นต้น มีความโลภเที่ยวไปในโลก ความโลภของชนมีกษัตริย์เป็นต้นเหล่านั้น มีความพอใจเป็นเหตุ ความหวังและความสำเร็จของนรชน ซึ่งมีในสัมปรายภพ มีความพอใจนี้เป็นเหตุ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความพอใจในโลกเล่ามีอะไรเป็นเหตุ แม้การวินิจฉัย คือตัณหาและทิฐิก็ดี ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยก็ดี ที่พระสมณะตรัสแล้ว เกิดจากอะไร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวสุขเวทนาและทุกขเวทนาใดว่า เป็นความยินดีและความไม่ยินดีในโลก ความพอใจย่อมเกิดเพราะอาศัยสุขเวทนาและทุกขเวทนานั้น สัตว์ในโลก เห็นความเสื่อมไปและความเกิดขึ้นในรูปทั้งหลายแล้ว ย่อมกระทำการวินิจฉัย ความโกรธ โทษแห่งการกล่าวมุสา และความสงสัยธรรมแม้เหล่านี้ เมื่อความยินดีและความไม่ยินดีทั้งสองอย่างนั่นแหละมีอยู่ ก็ย่อมเกิดขึ้นได้ บุคคลผู้มีความสงัดพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ ท่านผู้เป็นสมณะรู้แล้ว จึงกล่าวธรรมทั้งหลาย ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ความยินดีและความไม่ยินดี มีอะไรเป็นเหตุ เมื่อธรรมอะไรไม่มี ธรรมเหล่านี้จึงไม่มี ขอพระองค์จงตรัสบอกอรรถ คือทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้น (แห่งความยินดีและความไม่ยินดี) นี้ว่า มีสิ่งใดเป็นเหตุแก่ข้าพระองค์เถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ความยินดี ความไม่ยินดี มีผัสสะเป็นเหตุ เมื่อผัสสะไม่มีธรรมเหล่านี้จึงไม่มี เราขอบอกอรรถ คือ ทั้งความเสื่อมไปและทั้งความเกิดขึ้นนี้ ว่ามีผัสสะนี้เป็นเหตุแก่ท่าน ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ผัสสะในโลกเล่า มีอะไรเป็นเหตุ อนึ่ง ความหวงแหนเกิดจากอะไรเมื่อธรรมอะไรไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อธรรมอะไรไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ผัสสะอาศัยนามและรูปจึงเกิดขึ้น ความหวงแหนมีความปรารถนาเป็นเหตุ เมื่อความปรารถนาไม่มี ความถือว่าสิ่งนี้เป็นของเราจึงไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะจึงไม่ถูกต้อง ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

เมื่อบุคคลปฏิบัติอย่างไร รูปจึงไม่มี อนึ่ง สุขก็ดี ทุกข์ก็ดีอย่างไรจึงไม่มี ขอพระองค์โปรดตรัสบอกอาการที่รูปและสุขทุกข์นี้ไม่มีแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์มีใจดำริว่า เราควรรู้ความข้อนั้น ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลเป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาเป็นปรกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาด้วยสัญญาอันผิดปรกติ เป็นผู้ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นผู้มีสัญญาว่าไม่มีก็มิใช่ เมื่อบุคคลปฏิบัติแล้วอย่างนี้ รูปจึงไม่มี เพราะว่าธรรมเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า มีสัญญาเป็นเหตุ ฯ

พระพุทธนิมิตตรัสถามว่า

ข้าพระองค์ได้ถามความข้อใดกะพระองค์ พระองค์ก็ได้ทรงแสดงความข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ขอถามความข้ออื่นกะพระองค์ ขอเชิญพระองค์ตรัสบอกความข้อนั้นเถิดก็สมณพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตพวกหนึ่งในโลกนี้ ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ของสัตว์ว่าเป็นยอดด้วยเหตุเพียงเท่านี้ หรือว่าย่อมกล่าวความบริสุทธิ์อย่างอื่นอันยิ่งไปกว่ารูปสมาบัตินี้ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ก็สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยง พวกหนึ่ง (มีความถือตัวว่า)เป็นบัณฑิตในโลกนี้ ย่อมกล่าวอรูปสมาบัตินี้ว่า เป็นความบริสุทธิ์ของสัตว์แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าขาดสูญพวกหนึ่งเป็นผู้มีวาทะว่าตนเป็นคนฉลาดในอนุปาทิเสสนิพพาน ย่อมโต้เถียงสมณพราหมณ์ผู้มีวาทะว่าเที่ยงเหล่านั้นแหละ ส่วนท่านผู้เป็นมุนี รู้บุคคลเจ้าทิฐิเหล่านั้นว่า เป็นผู้อาศัยสัสสตทิฐิและอุจเฉททิฐิ ท่านผู้เป็นมุนีนั้นเป็นนักปราชญ์ พิจารณารู้ผู้อาศัยทิฐิทั้งหลายแล้ว รู้ธรรมโดยลักษณะมีความไม่เที่ยงและเป็นทุกข์เป็นต้น หลุดพ้นแล้ว ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกับใคร ย่อมไม่มาเพื่อความเกิดบ่อยๆ ฯ

จบกลหวิวาทสูตรที่ ๑๑

จบ ๑๑. กลหวิวาทสูตร