พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค
๑๐. ปุราเภทสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปุราเภทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๗๐๑–๗๐๓
๑๐. ปุราเภทสูตร
ว่าด้วยก่อนที่ร่างกายจะแตกทำลายไป
{๔๑๗} [๘๕๕] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
บุคคลผู้มีทัสสนะอย่างไร มีศีลอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว ข้าแต่พระโคดม พระองค์ถูกถามถึงนรชนผู้สูงสุดแล้ว ได้โปรดตรัสบอกนรชนผู้สูงสุดนั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด[๘๕๖] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ผู้ใดก่อนที่ร่างกายจะแตกทำลายไป เป็นผู้ปราศจากตัณหาไม่อาศัยส่วนเบื้องต้น(คืออดีต) ใคร ๆ ก็กำหนดไม่ได้ในส่วนท่ามกลาง(คือปัจจุบัน) ผู้นั้นไม่มีความมุ่งหวังข้างหน้า (คืออนาคต) ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว[๘๕๗] ผู้ใดเป็นผู้ไม่มักโกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่มีความรำคาญ พูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแลเป็นมุนี ผู้สำรวมวาจา เราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว
[๘๕๘] ผู้ใดไม่มีเครื่องเหนี่ยวรั้ง(ตัณหา)ในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เห็นวิเวกในผัสสะทั้งหลายอันใคร ๆ ชักนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้ ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว[๘๕๙] ผู้ใดเป็นผู้หลีกเร้น ไม่หลอกลวง ไม่ทะเยอทะยาน ไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่น่ารังเกียจ ไม่ประกอบการส่อเสียด ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว
๑๐. ปุราเภทสูตร
[๘๖๐] ผู้ใดเป็นผู้ไม่ยินดีในสิ่งที่น่ายินดี(คือกามคุณ) ไม่ประกอบในความถือตัวจัด เป็นผู้ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณไม่เชื่อต่อใครๆ ไม่ต้องคลายกำหนัด ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว[๘๖๑] ผู้ใดไม่ศึกษาเพราะต้องการได้ลาภ ไม่โกรธเพราะไม่ได้ไม่พิโรธ และไม่ติดใจด้วยตัณหาในรส ผู้นั้นเราเรียกว่า ผู้สงบนิ่งแล้ว
[๘๖๒] ผู้ใดเป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตนว่าเสมอเขาไม่สำคัญตนว่าดีกว่าเขา ไม่สำคัญตนว่าด้อยกว่าเขาผู้นั้นย่อมไม่มีกิเลสที่ทำให้ฟูขึ้น ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบนิ่งแล้ว[๘๖๓] ผู้ใดไม่มีที่อาศัย(คือตัณหาและทิฏฐิ) เป็นผู้ไม่อาศัยธรรมเพราะรู้แล้ว เป็นผู้ไม่มีตัณหาในภพ(สัสสตทิฏฐิ) และวิภพ (อุจเฉททิฏฐิ) ผู้นั้นเราเรียกว่าผู้สงบฺนิ่งแล้ว[๘๖๔] ผู้นั้นเป็นผู้ไม่ไยดีในกามทั้งหลาย เราเรียกว่าเป็นผู้สงบนิ่งแล้ว กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายของผู้นั้นก็ไม่มี ผู้นั้นข้ามพ้นตัณหาได้แล้ว
[๘๖๕] ผู้นั้นไม่มีบุตร ธิดา ปศุสัตว์ นา และที่ดิน ความเห็นว่ามีอัตตา (สัสสตทิฎฐิ) ก็ดี ความเห็นว่าปราศจากอัตตา (อุจเฉททิฏฐิ) ก็ดี ย่อมหาไม่ได้ในบุคคลนั้น[๘๖๖] พวกปุถุชนและสมณพราหมณ์ทั้งหลายพึงด่าว่าด้วยโทษใด โทษนั้นอันบุคคลนั้นมิได้ทำไว้ข้างหน้า (มิได้ถือเป็นเรื่องใหญ่) เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงไม่หวั่นไหวในเพราะวาทะทั้งหลาย
[๘๖๗] บุคคลผู้เป็นมุนี ปราศจากความกำหนัด ไม่มีความตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวถึงตนในเพราะเป็นผู้สูงกว่าเขา ในเพราะเป็นผู้เสมอเขา ในเพราะเป็นผู้ด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกำหนด(คือตัณหาและทิฏฐิ) ไม่ถึงความกำหนด[๘๖๘] ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของตนในโลก ไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่ไม่มี และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่าผู้สงบแล้ว
๑๑. กลหวิวาทสูตร
ว่าด้วยสาเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท
{๔๑๘} [๘๖๙] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมีมาจากอะไร กิเลสเหล่านั้นมีมาจากอะไร ขอพระองค์ได้โปรดตรัสเฉลยความนั้นด้วยเกิด[๘๗๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมีมาจากสิ่งเป็นที่รัก ความทะเลาะความวิวาทเกี่ยวเนื่อง ในความตระหนี่ และเมื่อความวิวาทกันเกิดแล้ว การพูดส่อเสียดกันก็มี
จบ ๑๐. ปุราเภทสูตร