พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค
๑๑. กลหวิวาทสูตร เล่ม ๒๕
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๑/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค กลหวิวาทสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๕ หน้า ๗๐๓–๗๐๗
[๘๖๗] บุคคลผู้เป็นมุนี ปราศจากความกำหนัด ไม่มีความตระหนี่ ย่อมไม่กล่าวถึงตนในเพราะเป็นผู้สูงกว่าเขา ในเพราะเป็นผู้เสมอเขา ในเพราะเป็นผู้ด้อยกว่าเขา เป็นผู้ไม่มีความกำหนด(คือตัณหาและทิฏฐิ) ไม่ถึงความกำหนด[๘๖๘] ผู้ใดไม่มีความยึดถือว่าเป็นของตนในโลก ไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่ไม่มี และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแลเรียกว่าผู้สงบแล้ว
๑๑. กลหวิวาทสูตร
ว่าด้วยสาเหตุให้เกิดการทะเลาะวิวาท
{๔๑๘} [๘๖๙] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมีมาจากอะไร กิเลสเหล่านั้นมีมาจากอะไร ขอพระองค์ได้โปรดตรัสเฉลยความนั้นด้วยเกิด[๘๗๐] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ความทะเลาะ ความวิวาท ความรำพัน ความโศก ความตระหนี่ ความถือตัว ความดูหมิ่น และการพูดส่อเสียดมีมาจากสิ่งเป็นที่รัก ความทะเลาะความวิวาทเกี่ยวเนื่อง ในความตระหนี่ และเมื่อความวิวาทกันเกิดแล้ว การพูดส่อเสียดกันก็มี
๑๑. กลหวิวาทสูตร
[๘๗๑] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร หรือว่าชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้นมีสาเหตุมาจากอะไร อนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชนในภายภาคหน้านั้นมีสาหตุมาจากอะไร[๘๗๒] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
สิ่งเป็นที่รักทั้งหลายในโลกมีสาเหตุมาจากความพอใจ และชนเหล่าใดแลท่องเที่ยวไปในโลกเพราะความโลภ ความโลภของชนเหล่านั้น ก็มีสาเหตุมาจากความพอใจอนึ่ง ความหวังและความสำเร็จสมหวังที่มีแก่นรชนในภายภาคหน้านั้นก็มีสาเหตุมาจากความพอใจ[๘๗๓] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ความพอใจในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และกิเลสเครื่องตัดสินใจมีมาจากอะไร อนึ่ง ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัยมีมาจากอะไร หรือธรรมเหล่าใดที่พระสมณะตรัสไว้แล้ว ธรรมเหล่านั้นมีมาจากอะไร[๘๗๔] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
คนทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใดว่า ความดีใจ ความเสียใจในโลก ความพอใจย่อมมีได้เพราะอาศัยสิ่งนั้น ๆ สัตว์โลก เห็นความเสื่อมและความเจริญในรูปทั้งหลายแล้วจึงทำการตัดสินใจ
- ๑กิเลสเครื่องตัดสินใจ หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๙๒)
[๘๗๕] ธรรมแม้เหล่านี้ คือ ความโกรธ ความเป็นผู้พูดเท็จ และความสงสัย เมื่อความดีใจและความเสียใจทั้งสองมีอยู่ ก็มีตามมา บุคคลผู้มีความสงสัยพึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณธรรมทั้งหลายพระสมณะทราบแล้วจึงตรัสบอกไว้[๘๗๖] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นจึงไม่มีอรรถคือความไม่มีและความมีนี้ ขอพระองค์ตรัสบอกข้าพระองค์ด้วยว่ามีสาเหตุมาจากอะไร[๘๗๗] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ความดีใจและความเสียใจมีสาเหตุมาจากผัสสะ เมื่อผัสสะไม่มี ความดีใจและความเสียใจเหล่านั้นก็ไม่มี อรรถคือความไม่มีและความมีนี้ขอบอกท่านว่ามีสาเหตุมาจากผัสสะนี้[๘๗๘] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ผัสสะในโลกมีสาเหตุมาจากอะไร และความยึดถือ มีมาจากอะไร เมื่ออะไรไม่มี ความยึดถือว่าเป็นของเรา จึงไม่มีเมื่ออะไรไม่มี ผัสสะจึงจะถูกต้องไม่ได้
[๘๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
ผัสสะเกิดขึ้นเพราะอาศัยนามและรูป ความยึดถือมีสาเหตุมาจากความปรารถนา เมื่อความปรารถนาไม่มี
- ๑พึงศึกษาเพื่อทางแห่งญาณ หมายถึงพึงศึกษาไตรสิกขาเพื่อบรรลุญาณทัสสนะ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๙๓)
๑๑. กลหวิวาทสูตร
ความยึดถือว่าเป็นของเราก็ไม่มี เมื่อรูปไม่มี ผัสสะก็ถูกต้องไม่ได้
[๘๘๐] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
เมื่อบุคคลดำเนินอย่างไร รูปจึงจะไม่มี อนึ่ง สุขและทุกข์จะไม่มีได้อย่างไร ขอพระองค์ตรัสบอกอาการที่รูปเป็นต้นจะไม่มีอย่างนั้น แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ข้าพระองค์ได้ตั้งใจไว้ว่าจะรู้อาการอย่างนั้น[๘๘๑] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
บุคคลที่มิใช่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ มิใช่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ มิใช่เป็นผู้ไม่มีสัญญา ทั้งมิใช่เป็น ผู้มีสัญญาเด่นชัด เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงจะไม่มี เพราะว่าธรรมอันเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้ามีสาเหตุมา จากสัญญา[๘๘๒] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
ข้าพระองค์ได้ทูลถามธรรมข้อใด พระองค์ก็ได้แถลงธรรมข้อนั้นแก่ข้าพระองค์แล้ว ข้าพระองค์จะขอทูลถามธรรมส่วนอื่นกะพระองค์ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอกธรรมนั้นด้วย
- ๑ในพระคาถานี้ มิใช่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ หมายถึงบุคคลที่เป็นบ้าหรือบุคคลผู้มีจิตฟุ้งซ่าน มิใช่เป็นผู้ไม่มีสัญญา หมายถึงท่านผู้เข้านิโรธสมาบัติ หรือเทพที่เรียกว่าอสัญญีสัตว์ ทั้งมิใช่เป็นผู้มีสัญญาเด่นชัด หมายถึงท่านผู้ได้อรูปฌาน (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๙๔)
- ๒ธรรมอันเป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้า ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ (ขุ.สุ.อ. ๒/๓๙๔)
ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจดของยักษ์(สัตว์โลก)ด้วยอรูปสมาบัติว่าเป็นธรรมอันเลิศอย่างเดียวเท่านั้น หรือว่ายังมีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่งกล่าวถึงความหมดจดอย่างอื่นที่ยิ่งไปกว่าอรูปสมาบัตินี้
[๘๘๓] (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า)
ก็สมณพราหมณ์ผู้สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตในโลกนี้ มีพวกหนึ่ง (พวกสัสสตวาท) ย่อมกล่าวถึงความหมดจดแห่งสัตว์โลกด้วยอรูปสมาบัติเท่านั้นว่าเป็นธรรมอันเลิศ บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น มีสมณพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง (พวกอุจเฉทวาท) อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาดในอนุปาทิเสส (ความไม่มีอะไรเหลืออยู่) ย่อมกล่าวถึงความขาดสูญ[๘๘๔] มุนีผู้มีปัญญาพิจารณารู้ว่าสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อาศัยทิฏฐิ และรู้ถึงทิฏฐิอันเป็นที่อาศัยด้วย เพราะรู้นักปราชญ์จึงเป็นผู้หลุดพ้นได้ จึงไม่ก่อความวิวาทกับใคร ไม่กลับมาในภพน้อยภพใหญ่อีก
๑๒. จูฬวิยูหสูตร
ว่าด้วยการยึดมั่นในลัทธิของตน สูตรเล็ก
{๔๑๙} [๘๘๕] (พระพุทธเนรมิตทูลถามว่า)
มีสมณพราหมณ์บางพวกเป็นผู้ถือมั่นอยู่ในทิฏฐิของตน ๆ ถือทิฏฐินั้นแล้วก็อ้างตนว่าเป็นผู้ฉลาด พูดต่างกันไปว่า
จบ ๑๑. กลหวิวาทสูตร