พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มัญชิฏฐกวรรค
๘. อัมพวิมาน เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๒ ในมัญชิฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค อัมพวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๑๐๒–๑๐๔
[๗๕๘] นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๗๕๙] เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกผักตบกำมือหนึ่งแก่ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่งในปัณณกตนครอันประเสริฐ ประดับแล้วด้วยเสาระเนียด น่ารื่นรมย์[๗๖๐-๗๖๑] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
[๗๖๒-๗๖๔] ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงดงาม ... และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร[๗๖๕] นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๗๖๖] เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกอุบลเขียวกำมือหนึ่งแก่ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตรูปหนึ่งในปัณณกตนครอันประเสริฐ ประดับแล้วด้วยเสาระเนียด น่ารื่นรมย์[๗๖๗-๗๖๘] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกายสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
[๗๖๙-๗๗๑] ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงดงาม ... และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร[๗๗๒] นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๗๗๓] เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งซึ่งมี โคนขาว กลีบเขียว เกิดเองที่สระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยว.....
บิณฑบาตรูปหนึ่งในปัณณกตนครอันประเสริฐ ประดับแล้วด้วยเสาระเนียด น่ารื่นรมย์
[๗๗๔-๗๗๕] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกาย สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
[๗๗๖-๗๗๘] ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงดงาม ... และรัศมี กายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร[๗๗๙] นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๗๘๐] เมื่อชาติก่อน ดิฉันมีชื่อว่าสุมนา มีใจงาม ได้ถวายดอกมะลิตูมซึ่งมีสีขาวเหมือนงาช้างแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต รูปหนึ่งในปัณณกตนครอันประเสริฐ ประดับแล้วด้วย เสาระเนียด น่ารื่นรมย์[๗๘๑-๗๘๒] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกาย สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
จบ จตุริตถีวิมานที่ ๗
๘. อัมพวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาองค์หนี่งว่า)
{๔๖}[๗๘๓] สวนมะม่วงทิพย์ของท่านนี้น่ารื่นรมย์ ในสวนของท่าน
นั้นมีปราสาทใหญ่กว้างขวาง กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ และอึกทึกไปด้วยหมู่นางอัปสร
[๗๘๔] อนึ่งในปราสาทของท่านนี้มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่าง รุ่งเรืองเป็นนิจ ปราสาทของท่านรายล้อมไปด้วยตันไม้ ที่มีผลเป็นผ้าโดยรอบ
[๗๘๕-๗๘๖] สวนมะม่วงน่ารื่นรมย์ ในสวนมะม่วงของท่านนั้น มีปราสาทใหญ่กว้างขวางเพราะบุญอะไร ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญอะไร ... และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญอะไร[๗๘๗] นางเทพธิดานั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๗๘๘] ในชาติก่อน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก มีจิตเลื่อมใสได้ให้สร้างวิหารที่รายล้อม ไปด้วยต้นมะม่วงถวายสงฆ์
[๗๘๙] เมื่อวิหารสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลอง ใช้ผ้าล้อมต้นมะม่วง เอาผ้าทำเป็นผลมะม่วง
[๗๙๐] ตามประทีปไว้ที่ต้นมะม่วงนั้น และนิมนต์พระสงฆ์ผู้เป็น หมู่อุดมสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ฉัน แล้วมีจิตใจ ผ่องใสมอบถวายวิหารนั้นแก่สงฆ์ด้วยมือทั้งสองของตน[๗๙๑] เพราะบุญนั้น ดิฉันจึงมีสวนมะม่วงน่ารื่นรมย์ และมีปราสาทใหญ่กว้างขวางอยู่ในสวนมะม่วงนั้น กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ และอึกทึกไปด้วยหมู่นางอัปสร
[๗๙๒] อนึ่งในปราสาทของดิฉันนี้มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่างไสวเป็นนิจ ปราสาทของดิฉันรายล้อมไปด้วยต้นไม้ มีผลเป็นผ้าโดยรอบ[๗๙๓-๗๙๔] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกาย สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
จบ อัมพวิมานที่ ๘
๙. ปีตวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปีตวิมาน
(สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสถามนางเทพธิดาองค์หนึ่งว่า)
{๔๗}[๗๙๕] ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้เจริญ ผู้มีผ้านุ่งห่มและธงล้วน แต่สีเหลือง ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการเหลือง มีกาย อันลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์เหลือง ทัดทรงดอก อุบลเหลือง[๗๙๖] มีปราสาท ที่นอน ที่นั่ง ภาชนะ ฉัตร รถ ม้า และ พัดล้วนแต่มีสีเหลือง
[๗๙๗] ดูก่อนแม่นางผู้เจริญ ชาติก่อนในภพมนุษย์เธอได้ทำกรรมอะไรไว้ ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร(นางเทพธิดานั้นทูลตอบว่า)
[๗๙๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มีเถาไม้ชนิดหนึ่งชื่อว่าบวบขม
จบ ๘. อัมพวิมาน