มัญชิฏฐกวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๙–๕๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๗ ในวิมานวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จตุตฺโถ มญฺชิฏฺฐกวคฺโค
มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔
๑. มัญชิฏฐกวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัญชิฏฐกวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค มัญชิฏฐกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ มญฺชิฏฺฐเก ๒ วิมานสฺมึ โสวณฺณวาลุกสนฺถเต
ปญฺจงฺคิเกน ตุริเยน รมสิ สุปฺปวาทิเต
ตมฺหา วิมานา โอรุยฺห นิมฺมิตา รตนามยา
โอคาหสิ สาลวนํ ปุปฺผิตํ สพฺพกาลิกํ
ยสฺส ยสฺเสว สาลสฺส มูเล ติฏฺฐสิ เทวเต
โส โส มุญฺจติ ปุปฺผานิ โอนมิตฺวา ทุมุตฺตโม
วาเตริตํ สาลวนํ อาธุตํ ทิชเสวิตํ
วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา
ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ทาสี อยฺยิรกุเล ๑ อหุํ
พุทฺธํ นิสินฺนํ ทิสฺวาน สาลปุปฺเผหิ โอกิรึ
วฏํสกญฺจ สุกตํ สาลปุปฺผมยํ อหํ
พุทฺธสฺส อุปนาเมสึ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
ตาหํ กมฺมํ กริตฺวาน กุสลํ พุทฺธวณฺณิตํ
อเปตโสกา สุขิตา สมฺปโมทามนามยาติ ฯ
มญฺชิฏฺฐกวิมานํ ปฐมํ ฯ
๑ ม. อุฬาโร ฯ อุฉุปลฺลงฺโก ฯ ๒ ยุ. มญฺเชฏฺฐเก ฯเปฯ
ดูกรนางเทพธิดา ท่านยินดีรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้วผลึก มีภาคพื้นดารดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึกอันบุญกรรมแต่งไว้ เข้าไปสู่ป่าไม้รังอันมีดอกบานสะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นรังต้นใดๆ ต้นรังนั้นๆ ก็น้อมกิ่งอันงาม โปรยปรายดอกลงถูกต้องอวัยวะของท่าน ป่ารังนั้นอันลมพัดพานแล้วกิ่งก้านสบัดโบกไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติมีกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ ดุจต้นอุโลก ฉะนั้น ท่านย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดาตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นทาสีอยู่ในตระกูลเจ้า ได้เห็นพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอกรังถวายเป็นอาสนะ และได้น้อมนำพวงดอกรังอันร้อยกรองอย่างงดงาม ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของตน ครั้นดิฉันทำกุศลกรรม อันพระพุทธเจ้าสรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศกหมดโรคภัย ได้รับแต่ความสุข
กายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิตย์.
จบ มัญชิฏฐกวิมานที่ ๑.
๒. ปภัสสรวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปภัสสรวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค ปภัสสรวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ ปภสฺสวรวณฺณนิเภ
สุรตฺตวตฺถนิวาสเน
มหิทฺธิเก จนฺทนรุจิรคตฺเต
กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ
ปลฺลงฺโก จ เต มหคฺโฆ
นานารตนจิตฺติโต รุจิโร
ยตฺถ ตฺวํ นิสินฺนา วิโรจสิ
เทวราชาริว นนฺทเน วเน
กึ ตฺวํ ปุเร สุจริตมาจริ ภทฺเท
กิสฺส กมฺมสฺส วิปากํ อนุโภสิ
เทวโลกสฺมึ เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข
กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ
ปิณฺฑาย เต จรนฺตสฺส
มาลํ ผาณิตญฺจ อททํ ภนฺเต
ตสฺส กมฺมสฺสิทํ วิปากํ
อนุโภมิ เทวโลกสฺมึ
โหติ จ เม อนุตาโป
อปราธํ ๑ ทุกฺขิตญฺจ เม ภนฺเต
สาหํ ธมฺมํ นาสฺโสสึ
สุเทสิตํ ธมฺมราเชน
ตํ ตํ วทามิ ภทฺทนฺเต
ยสฺส เม อนุกมฺปิโย
โกจิ ธมฺเมสุ ตํ สมาทเปถ
สุเทสิตํ ธมฺมราเชน
เยสํ อตฺถิ สทฺธา พุทฺเธ
ธมฺเม จ สงฺฆรตเน จ
เต มํ อติวิโรจนฺติ
อายุนา ยสสา สิริยา
ปตาเปน วณฺเณน อุตฺตริตรา
อญฺเญ มหิทฺธิกตรา มยา เทวาติ ฯ
ปภสฺสรวิมานํ ทุติยํ ฯ
๑ ม. อยิรกุเล ฯ ยุ. อยฺยรกุเล ฯ ๒ ยุ. จนฺทร ... ฯ
๑ ม. ยุ. อปรทฺธํ ฯ
ดูกรนางเทพธิดา ผู้มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก นุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มากร่างกายสวยงาม ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่อนึ่ง ท่านนั่งบนบัลลังก์ใด ย่อมไพโรจน์ ดังท้าวสักกเทวราชในนันทวโนทยาน บัลลังก์ของท่านนั้นมีค่ามาก งามวิจิตรด้วยรัตนะต่างๆดูกรนางเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อชาติก่อน ท่านได้ประพฤติสุจริตอะไร จึงได้มาเสวยผลแห่งกรรมเช่นนี้ในเทวโลก อาตมาถามแล้ว ขอท่านจง
บอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดาตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้ถวายพวงมาลัยและน้ำอ้อยแก่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดิฉันจึงได้มาเสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แต่ดิฉันยังมีความเดือดร้อนกินแหนง เป็นทุกข์ เพราะดิฉันไม่ได้ฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดิฉันจึงมากราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉัน ชักชวนดิฉันให้ตั้งมั่นในธรรมทั้งหลาย เทวดาพวกอื่นที่มีความเชื่อในพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ได้ฟังธรรมอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้วย่อมรุ่งเรืองยิ่งกว่าดิฉันด้วยอายุ ยศ ศิริ อำนาจ วรรณะ และมีฤทธิ์
มากกว่าดิฉัน.
จบ ปภัสสรวิมานที่ ๒.
๓. นาควิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมาน
พระวังคีสเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค นาควิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ อลงฺกตา กนกกญฺจนาจิตํ ๑
สุวณฺณชาลจิตฺตํ มหนฺตํ
อภิรุยฺห คชวรํ สุกปฺปิตํ
อิธาคมา เวหาสยํ อนฺตลิกฺเข
นาคสฺส ทนฺเตสุ ทุเวสุ นิมฺมิตา
อจฺโฉทกา ปทุมินิโย สุผุลฺลา
ปทุเมสุ ๒ ตุริยคณา ปวชฺชเร ๓
อิมา จ นจฺจนฺติ มโนหราโย
เทวิทฺธิปตฺตาสิ มหานุภาเว
มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ
เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
พาราณสิยํ อุปสงฺกมิตฺวา
พุทฺธสฺสาหํ วตฺถยุคํ อทาสึ
ปาทานิ วนฺทิตฺวา ฉมา นิสีทึ
จิตฺตาว ๑ ตํ อญฺชลิกํ อกาสึ
พุทฺโธ จ เม กญฺจนสนฺนิภตฺตโจ
อเทสยิ สมุทยทุกฺขนิจฺจตํ
อสงฺขตํ ๒ ทุกฺขนิโรธสจฺจํ
มคฺคํ อเทสยิ ยโต วิชานิสฺสํ
อปฺปายุกี กาลกตา ตโต จุตา
อุปปนฺนา ติทสานํ ๓ ยสสฺสินี
สกฺกสฺสาหํ อญฺญตรา ปชาปติ
ยสุตฺตรา นาม ทิสาสุ วิสฺสุตาติ ฯ
นาควิมานํ ตติยํ ฯ
๑ ม. มณิกญฺจนาจิตํ ฯ โป. ยุ. มณิกนกญฺจนาจิตํ ฯ ๒ ยุ. จสทฺโท ทิสฺสติ ฯ
๓ ม. ปภิชฺชเร ฯ
ท่านประดับประดาแล้ว ขึ้นนั่งบนคชสารอันประเสริฐ ประดับไปด้วยแก้วและทอง มีกระพองปกคลุมด้วยข่ายทองอันวิจิตร ผูกสายรัดประคนทองเรียบร้อย เลื่อนลอยไปในอากาศเวหา ที่งาทั้งสองของคชสารมีสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด อันบุญกรรมเนรมิตให้แล้ว ดารดาษไปด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง ดอกปทุมทุกๆดอก มีหมู่นางเทพอัปสรพากันมาขับระบำรำฟ้อน ชวนให้เกิดความรื่นเริงบันเทิงใจ ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพอันยิ่งใหญ่ ท่านถึงความเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์อย่างนี้ ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้
เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ดิฉันได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าที่เมืองพาราณสี ได้ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระพุทธองค์ ถวายบังคมพระยุคลบาท แล้วนั่งอยู่ที่พื้นดิน ได้กระทำอัญชลีด้วยจิตอันเลื่อมใส พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระฉวีวรรณดุจทองคำธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และทรงแสดงทุกขนิโรธสัจและมัคคสัจว่า อันปัจจัยอะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ให้ดิฉันฟัง เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงได้รู้แจ้งชัดในอริยสัจ ๔ ดิฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละจุติจากชาตินั้นแล้ว ไปบังเกิดในชั้นไตรทศ เป็นผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีคนหนึ่งของท้าวสักกะ
นามว่ายสุตตรา ปรากฏไปทั่วทุกทิศ.
จบ นาควิมานที่ ๓.
๔. อโลมวิมาน
ว่าด้วยผลที่บุญทำให้ไปเกิดในอโลมวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค อโลมวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกาฎ
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหญฺจ พาราณสิยํ พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน
อทาสึ สุกฺขกุมฺมาสํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
สุกฺขาย อโลณิกาย จ ปสฺส ผลํ กุมฺมาสปิณฺฑิยา
อโลมํ สุขิตํ ทิสฺวา โก ปุญฺญํ น กริสฺสติ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
อโลมวิมานํ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. ยุ. วิตฺตาว ฯ ๒ ม. ... สสฺสตํ ฯ ๓ อุปฺปนฺนา ติทสคณํ ฯ
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในเมืองพาราณสี มีจิตเลื่อมใสได้ถวายขนมแห้งแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ด้วยมือของตน ขอพระคุณเจ้าจงดูผลแห่งก้อนขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้ใครได้เห็นความสุขของบุคคลผู้ถวายขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้แล้ว ไฉนจักไม่กระทำบุญเล่า เพราะผลแห่งการถวายขนมแห้งอันหารสเค็มมิได้นั้นดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
จบ อโลมวิมานที่ ๔.
๕. กัญชกทายิกาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัญชิกทายิกาวิมาน
พระโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค กัญชกทายิกาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
... เป ... โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ อนฺธกวินฺทสฺมึ พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน
อทาสึ โกลสมฺปากํ กญฺชิกํ เตลธูปิตํ
ปิปฺผลฺยา ลสุเณน จ มิสฺสํ ลามชฺชเกน จ
อทาสึ อุชุภูตสฺมึ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
ยา มเหสิตํ กาเรยฺย จกฺกวตฺติสฺส ราชิโน
นารี สพฺพงฺคกลฺยาณี ภตฺตุ จาโนมทสฺสิกา
เอตสฺส กญฺชิกทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
สตํ นิกฺขา สตํ อสฺสา สตํ อสฺสตรีรถา
สตํ กญฺญาสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา
เอตสฺส กญฺชิกทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
สตํ เหมวตา นาคา อีสาทนฺตา อุรูฬฺหวา
สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา
เอตสฺส ๑ กญฺชิกทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
จตุนฺนํปิ ปทีปานํ ๒ อิสฺสรํ โยธ การเย
เอตสฺส กญฺชิกทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสินฺติ ฯ
กญฺชิกทายิกาวิมานํ ปญฺจมํ ฯ
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม
อะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
เมื่อชาติก่อน ฉันเกิดเป็นมนุษย์ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำข้าวอันปรุงด้วยพริกและใส่น้ำมันอันเจียวแล้ว และปรุงด้วยดีปลี กระเทียม ขิงข่า กระชาย แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ซึ่งประทับอยู่ ณ พระนครอันธกวินทะ ดิฉันจึงได้เสวยทิพยสมบัติเช่นนี้ นางแก้วผู้งดงามทั่วสรรพางค์ สามีไม่จืดจางในการมองชม ได้รับอภิเษกเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิราช ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น ทองคำแท่งตั้งร้อยแท่ง ม้าอัศดรร้อยม้า รถอันเทียมด้วยม้าอัศดรร้อยคัน นางราชกัญญาอันประดับประดาด้วยแก้วมุกดาแก้วมณี และกุณฑลประมาณตั้งแสน ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น คชสารตัวประเสริฐอันเกิดแต่ป่าหิมพานต์เป็นตระกูลคชสารมาตังคะ มีงาอันงอนงามดุจงอนรถ มีสายรัดแล้วด้วยทองคำ ร้อยเชือก ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้นถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิผู้ได้เสวยราชสมบัติเป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ก็ยัง
ไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น.
จบ กัญชิกทายิกาวิมานที่ ๕.
๖. วิหารวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวิหารวิมาน
ท่านพระอนุรุทธเถระได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค วิหารวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๖ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
... เป ... โอสธี วิย ตารกา
ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส
ทิพฺพา สทฺทา นิจฺฉรนฺติ สวนียา มโนรมา
ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส
ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ สุจิคนฺธา มโนรมา
วิวตฺตมานา กาเยน ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา
เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา
วฏํสกา วาตธูตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา
เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา
ยาปิ เต สิรสิ มาลา สุจิคนฺธา มโนรมา
วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา
ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลนฺติ ฯ
สาวตฺถิยํ มยฺห สขี ภทนฺเต
สงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ
ตตฺถ ปสนฺนา อหมานุโมทึ
ทิสฺวา อคารญฺจ ปิยญฺจ เมตํ
ตาเยว เม สุทฺธนุโมทนาย
ลทฺธํ วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ
สมนฺตโต โสฬสโยชนานิ
เวหาสยํ คจฺฉติ อิทฺธิยา มม
กูฏาคารา นิเวสา เม วิภตฺตา ภาคโส มิตา
ททฺทลฺลมานา อาภนฺติ สมนฺตา สตโยชนํ
โปกฺขรญฺโญ จ เม เอตฺถ ปุถุโลมนิเสวิตา
อจฺโฉทกา วิปฺปสนฺนา โสวณฺณวาลุกสนฺถตา
นานาปทุมสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสโมตตา
สุรภี สมฺปวายนฺติ มนุญฺญมาลุเตริตา
ชมฺพุโย ปนสา ตาลา นาฬิเกรา วนานิ จ
อนฺโต นิเวสเน ชาตา นานารุกฺขา อโรปิตา ๑
นานาตุริยสงฺฆุฏฺฐํ อจฺฉราคณโฆสิตํ
โยปิ มํ สุปิเน ปสฺเส โสปิ วิตฺโต สิยา นโร
เอตาทิสํ อพฺภูตทสฺสเนยฺยํ วิมานํ สพฺพโส ปภํ
มม กมฺเมหิ นิพฺพตฺตํ อลํ ปุญฺญานิ กาตเว
ตาเยว เต สุทฺธนุโมทนาย
ลทฺธํ วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ
ยา เจว สา ทานมทาสิ นารี
ตสฺสา คตึ พฺรูหิ กุหึ อุปฺปนฺนา สาติ ฯ
ยา สา อหุ มยฺห สขี ภทนฺเต
สงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ
วิญฺญาตธมฺมา สา อทาสิ ทานํ
อุปฺปนฺนา นิมฺมานรตีสุ เทเวสุ
ปชาปตี ตสฺส สุนิมฺมิตสฺส
อจินฺติยา กมฺมวิปาก ตสฺสา
ยเมตํ ปุจฺฉสิ กุหึ อุปฺปนฺนา สาติ
ภนฺเต วิยากาสึ ๑ อนญฺญถา อหํ
เตน หญฺเญปิ สมาทเปถ
สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ วิตฺตา
ธมฺมญฺจ สุณาถ ปสนฺนมานสา
สุทุลฺลโภ ลทฺโธ มนุสฺสลาโภ
ยํ มคฺคํ มคฺคาธิปตี อเทสยิ
พฺรหฺมสฺสโร กญฺจนสนฺนิภตฺตโจ
สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ วิตฺตา
มหปฺผลา ยตฺถ ภวนฺติ ทกฺขิณา
เย ปุคฺคลา อฏฺฐสตํ ปสฏฺฐา
จตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ
เต ทกฺขิเณยฺยา สุคตสฺส สาวกา
เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ
จตฺตาโร จ ปฏิปนฺนา จตฺตาโร จ ผเล ฐิตา
เอส สงฺโฆ อุชุภูโต ปญฺญาสีลสมาหิโต
ยชมานานํ มนุสฺสานํ ปุญฺญเปกฺขาน ปาณินํ
กโรนฺตํ โอปธิกํ ปุญฺญํ สงฺเฆ ทินฺนํ มหปฺผลํ
เอโส หิ สงฺโฆ วิปุโล มหคฺฆโต
เอสปฺปเมยฺโย อุทธีว สาคโร
เอเตหิ เสฏฺฐา นรวิริยสาวกา ๑
ปภงฺกรา ธมฺมมุทีรยนฺติ
เตสํ สุทินฺนํ สุหุตฺตํ สุยิฏฺฐํ
เย สงฺฆมุทฺทิสฺส ททนฺติ ทานํ
สา ทกฺขิณา สงฺฆคตา ปติฏฺฐิตา
มหปฺผลา โลกวิทูหิ วณฺณิตา
เอตาทิสํ ปุญฺญมนุสฺสรนฺตา
เย เวทชาตา วิจรนฺติ โลเก
วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ
อนินฺทิตา สคฺคมุเปนฺติ ฐานนฺติ ฯ
วิหารวิมานํ ฉฏฺฐํ ฯ
ภาณวารํ ทุติยํ ฯ
๑ ม. เอกสฺส ฯ ๒ โป. ยุ. จ ทีปานํ ฯ ม. ทีปานํ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. อโรปิมา ฯ
๑ โป. พยากาสึ ฯ
๑ ม. ยุ. นรวีรสาวกา ฯ
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เมื่อท่านฟ้อนอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์น่าฟัง รื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน ทั้งกลิ่นทิพย์อันหอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนเมื่อท่านไหวกายกลับไปมา เสียงของเครื่องประดับช้องผมก็ดังเสียงไพเราะ ดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ อนึ่ง เสียงมงกุฎที่ถูกลมรำเพยพัดให้หวั่นไหว ก็กังวานไพเราะดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบนเศียรเกล้าของท่าน มีกลิ่นหอมชวนให้เบิกบานใจ หอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศดุจต้นอุโลก ฉะนั้น ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่าน
จงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดาตอบว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉันอยู่ในเมืองสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดิฉันเห็นมหาวิหารนั้นแล้ว มีจิตเลื่อใสอนุโมทนา ก็วิมานอันเป็นที่รักนี้อันดิฉันได้แล้วเพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น วิมานนี้เป็นวิมานอัศจรรย์น่าดูน่าชม โดยรอบสูง ๑๖ โยชน์ เลื่อนลอยไปในอากาศได้ตามความปรารถนาของดิฉัน ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่อาศัย อันบุญกรรมจัดแจงเนรมิตให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดิฉัน มีสระโบกขรณีเป็นที่อาศัยของหมู่มัจฉาชาติมีน้ำใสสะอาด มีท่าอันลาดด้วยทรายทอง ดารดาษไปด้วยปทุมชาตินานาชนิดพร้อมทั้งบัวขาว เกษรแห่งบัวทั้งหลายอันลมรำเพยพัด ย่อมหอมฟุ้งเจริญใจ มีรุกขชาติต่างๆ อันบุญกรรมปลูกไว้ใกล้วิมาน คือ ไม้หว้าขนุน ตาล มะพร้าว วิมานนี้กึกก้องไปด้วยเสียงดนตรีต่างๆ และกึกก้องไปด้วยหมู่นางอัปสร แม้นรชนใดได้เห็นวิมานนี้ด้วยความฝันนรชนนั้นก็พึงปลื้มใจ วิมานอันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ น่าอัศจรรย์น่าดูน่าชมเช่นนี้ เกิดแต่ดิฉันเพราะกุศลกรรมทั้งหลาย ควรทำบุญโดยแท้.
พระอนุรุทธเถระ เมื่อจะให้นางเทพธิดาบอกที่เกิดของนางวิสาขามหาอุบาสิกา จึงกล่าวถามด้วยคาถาความว่า
วิมานอันอัศจรรย์น่าดูน่าชมนี้ ท่านได้แล้ว เพราะการอนุโมทนาด้วยจิตอันบริสุทธิ์อย่างเดียวเท่านั้น นางนารีอันมีนามว่าวิสาขา ได้ถวายทานและได้สร้างมหาวิหาร ไปเกิดที่ไหน ขอท่านจงบอกคติของนาง
วิสาขานั้น แก่อาตมาด้วยเถิด?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายแด่สงฆ์และได้ถวายทานแด่สงฆ์ เป็นผู้รู้ธรรมแจ่มแจ้งเธอได้บังเกิดในหมู่ทวยเทพชั้นนิมมานรดี เป็นประชาบดีของท้าวสุนิมมิตวดี ผู้เป็นใหญ่ในชั้นนิมมานรดีนั้น วิบากแห่งกรรมของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใครไม่ควรคิด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขาที่พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นบังเกิด ณ ที่ไหนโดยถูกต้องแล้ว ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าได้ชักชวนแม้ชนเหล่าอื่นว่าท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม การได้อัตภาพมาเป็นมนุษย์เป็นการได้ด้วยแสนยาก อันพวกท่านได้แล้ว
พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงธรรมใดไว้ว่า เป็นทางสวรรค์ ทางนั้นเป็นทางอันประเสริฐ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ที่บุคคลถวายทักษิณาแล้วมีผลมาก บุคคลเหล่าใดอันพระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้วว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ บุรุษบุคคล ๘ เหล่านี้บุคคลเหล่านั้นเป็นพระทักขิไณยบุคคล สาวกแห่งพระสุคต ทานอันบุคคลถวายแล้วในพระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น มีผลมาก ท่านผู้ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ในอริยผล ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติซื่อตรง ดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ
ถวายทานในท่านเหล่านี้หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมากพระสงฆ์นี้ เป็นผู้มีคุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานในท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่จะปริมาณได้ว่าเท่านี้ๆ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำเท่านี้ๆ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประเสริฐ เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่าง คือ พระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง ปวงชนผู้ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักษิณาของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักษิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชาแล้วชอบ เพราะทักษิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มาหวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่ พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ความลังเลใจ และการตีตนเสมอท่าน อันเป็นมูลฐานเสียได้ ทั้งจะไม่เป็นผู้อันผู้รู้ติเตียน แต่นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่
อันเป็นแดนสวรรค์.
จบ วิหารวิมานที่ ๖
จบ ภาณวารที่ ๒.
๗. จตุริตถีวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจตุริตถีวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค จตุริตถีวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๗ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อินฺทีวรานํ หตฺถกํ อหมทาสึ
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
เอสิกานํ อุณฺณตสฺมึ นคเร
วเร ปณฺณกเต รมฺเม
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๑)
______________________
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
นีลุปฺปลหตฺถกํ อหมทาสึ
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
เอสิกานํ อุณฺณตสฺมึ นคเร
วเร ปณฺณกเต รมฺเม
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...ฎ
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๒)
_________________
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
โอทาตมูลกํ หรีตปตฺตํ
อุทกมฺหิ สเร ชาตํ อหมทาสึ
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
เอสิกานํ อุณฺณตสฺมึ นคเร
วเร ปณฺณกเต รมฺเม
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๓)
_________________
อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ สุมนา สุมนสฺส สุมนมกุลานิ
ทนฺตวณฺณานิ อหมทาสึ
ภิกฺขุโน ปิณฺฑาย จรนฺตสฺส
เอสิกานํ อุณฺณตสฺมึ นคเร
วเร ปณฺณกเต รมฺเม
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๔)
จตุริตฺถิวิมานํ สตฺตมํ ฯ
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกผักตบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในปัญณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ อันประดับแล้วด้วยเสาระเนียดเพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป
ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้วมีความปลาบปลื้ม
ใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกนิลอุบลกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในปัณณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์อันประดับแล้วด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และเป็นผู้มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป
ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีโคนขาวกลีบขาว เกิดแล้วที่สระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในปัณณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ ประดับด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้นดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมนั้น.
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณงามยิ่งนัก ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป
ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันได้ถวายพวงมาลัยอันร้อยด้วยดอกมะลิตูม มีสีขาวดังงาช้าง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในปัณณกตนครอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ ประดับแล้วด้วยเสาระเนียด เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมนั้น.
จบ จตุริตถีวิมานที่ ๔.
๘. อัมพวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค อัมพวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๘ ทิพฺพนฺเต อมฺพวนํ รมฺมํ ปาสาเทตฺถ มหลฺลโก
นานาตุริยสงฺฆุฏฺโฐ อจฺฉราคณโฆสิโต
ปทีโป เจตฺถ ชลติ นิจฺจํ โสวณฺณโย มหา
ทุสฺสผเลหิ รุกฺเขหิ สมนฺตา ปริวาริโต
เกน เต อมฺพวนํ รมฺมํ ปาสาเทตฺถ มหลฺลโก
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก
วิหารํ สงฺฆสฺส กาเรสึ อมฺเพหิ ปริวาริตํ!
ปริโยสิเต วิหาเร กาเรนฺเต นิฏฺฐิเต มเห
อมฺเพหจฺฉาทยิตฺวาน กตฺวา ทุสฺสมเย ผเล
ปทีปํ ตตฺถ ชาเลตฺวา โภชยิตฺวา คณุตฺตมํ
นิยฺยาเทสึ ตํ สงฺฆสฺส ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
เตน เม อมฺพวนํ รมฺมํ ปาสาเทตฺถ มหลฺลโก
นานาตุริยสงฺฆุฏฺโฐ อจฺฉราคณโฆสิโต
ปทีโป เจตฺถ ชลติ นิจฺจํ โสวณฺณโย มหา
ทุสฺสผเลหิ รุกฺเขหิ สมนฺตา ปริวาริโต
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
อมฺพวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ
สวนมะม่วงทิพย์ของท่านนี้น่ารื่นรมย์ ในสวนของท่านนั้นมีปราสาทใหญ่กว้างขวาง กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ และกึกก้องด้วยหมู่นางอัปสรอนึ่ง ในปราสาทของท่านนี้มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่างรุ่งเรื่องเป็นนิตย์ ปราสาทของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้มีผลเป็นผ้าโดยรอบ สวนมะม่วงอันน่ารื่นรมย์ใจ และในสวนมะม่วงนั้น มีปราสาทสูงใหญ่กว้างขวางเกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะบุญกรรมอะไร ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบ
ปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก มีจิตเลื่อมใส ได้ให้สร้างวิหารถวายสงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อให้สร้างวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำการฉลอง แวดล้อมต้นมะม่วงด้วยผ้า เอาผ้าทำเป็นผลมะม่วงตามประทีปไว้ที่ต้นมะม่วงนั้น อันอุดม และนิมนต์พระสงฆ์ผู้เป็นหมู่อุดมสาวกของพระผู้มีพระภาคให้ฉัน แล้วมอบถวายวิหารนั้นแก่สงฆ์ ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้นดิฉันจึงมีสวนมะม่วงอันน่ารื่นรมย์ใจ และมีปราสาทสูงใหญ่กว้างขวางอยู่ในสวนมะม่วงนั้น กึกก้องไปด้วยดนตรีต่างๆ และกึกก้องไปด้วยหมู่นางอัปสรและที่ปราสาทของดิฉันนี้ มีประทีปทองดวงใหญ่ส่องสว่างเรืองเป็นนิตย์ปราสาทของดิฉันแวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง มีผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป
ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
จบ อัมพวิมานที่ ๘.
๙. ปีตวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในปีตวิมาน
สมเด็จอัมรินทราธิราชตรัสถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค ปีตวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๙ ปีตวตฺเถ ปีตธเช ปีตาลงฺการภูสิเต
ปีตจนฺทนลิตฺตงฺเค ปีตุปฺปลมธารินี
ปีตปาสาทสยเน ปีตาสเน ปีตโภชเน ๑
ปีตฉตฺเต ปีตรเถ ปีตสฺเส ปีตวีชเน
กึ กมฺมํ อกรี ภทฺเท ปุพฺเพ มานุสเก ภเว
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ
โกสาตกี ๑ นาม ลตตฺถิ ภนฺเต ติตฺติกา อนภิชฺฌิตา
ตสฺสา จตฺตาริ ปุปฺผานิ ถูปํ อภิหรึ อหํ่
สตฺถุ สรีรํ อุทฺทิสฺส วิปฺปสนฺเนน เจตสา
นาสฺส มคฺคํ อเวกฺขิสฺสํ ตทงฺคมนสา สตี
ตโต มํ อวธิ คาวี ถูปํ อปฺปตฺตมานสํ
ตญฺจาหํ อภิสญฺเจยฺยํ ภิยฺโย ๒ นูน อิโต สิยา
เตน กมฺเมน เทวินฺท มฆวา เทวกุญฺชร
ปหาย มานุสํ เทหํ ตว สหพฺยตมาคตาติ ฯ
อิทํ สุตฺวา ติทสาธิปติ มฆวา เทวกุญฺชโร
ตาวตึเส ปสาเทนฺโต มาตลึ เอตทพฺรวิ
ปสฺส มาตลิ อจฺเฉรํ จิตฺตํ กมฺมผลํ อิทํ
อปฺปกมฺปิ กตํ เทยฺยํ ปุญฺญํ โหติ มหปฺผลํ
นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปกา นาม ทกฺขิณา
ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถ วา ตสฺส สาวเก
เอหิ มาตลิ อเมฺหปิ ภิยฺโย ภิยฺโย ๒ มเหมฺหเส ๓
ตถาคตสฺส ธาตุโย สุโข ปุญฺญานมุจฺจโย
ติฏฺฐนฺเต นิพฺพุเต วาปิ สเม จิตฺเต สมํ ผลํ
เจโตปณิธิเหตู หิ สตฺตา คจฺฉนฺติ สุคฺคตึ
พหุนฺนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา
ยตฺถ การํ กริตฺวาน สคฺคํ คจฺฉนฺติ ทายกาติ ฯ
ปีตวิมานํ นวมํ ฯ
๑ ม. ปีตภาชเน ฯ
๑ ยุ. โกสาติกี ฯ ๒ ยุ. ภีโย ฯ ๓ ม. ยุ. มเหมเส ฯ
ดูกรนางเทพธิดาผู้เจริญ ผู้นุ่งห่มผ้าล้วนแล้วด้วยสีเหลือง มีธงก็เหลืองตกแต่งด้วยเครื่องอลังการเหลือง มีกายอันลูบไล้ด้วยจุณจันทน์เหลืองทัดทรงดอกบัวหลวง มีปราสาทอันแล้วด้วยทองคำ มีที่นอนและที่นั่งสีเหลือง ทั้งภาชนะที่รองรับขาทนียะและโภชนียะสีเหลือง มีฉัตรสีเหลืองรถสีเหลือง มีม้าและพัดล้วนแล้วสีเหลือง เมื่อชาติก่อนท่านเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญอะไรไว้ ฉันถามท่านแล้วขอท่านจงบอก นี้เป็นผล
แห่งกรรมอะไร
นางเทพธิดาตอบว่า
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันได้น้อมนำเอาดอกบวบขมซึ่งมีรสขมไม่มีใครชอบ จำนวน ๔ ดอก ไปบูชาพระสถูปตั้งจิตอุทิศต่อพระบรมธาตุของพระบรมศาสดา ด้วยจิตอันเลื่อมใสกำลังส่งใจไปในพระบรมธาตุของพระศาสดานั้น ไม่ทันได้พิจารณาถึงหนทางที่มาแห่งแม่โค ทันใดนั้น แม่โคได้ขวิดหม่อมฉันผู้มีความปรารถนาแห่งใจยังไม่ถึงพระสถูปถ้าหม่อมฉันได้สั่งสมบุญนั้นไซร้ หม่อมฉันพึงได้ทิพยสมบัติยิ่งกว่านี้เป็นแน่ ข้าแต่ท้าวมัฆวานจอมเทพผู้เทพกุญชร เพราะบุญกรรมนั้นหม่อมฉันละอัตภาพมนุษย์แล้ว จึงได้มาอภิรมย์อยู่กับพระองค์ท้าวมัฆวานผู้เป็นอธิบดีแห่งทศเทพผู้ทรงเทพกุญชร ได้ทรงสดับเนื้อความนี้แล้ว เมื่อจะทรงยังทวยเทพเจ้าชาวดาวดึงส์สวรรค์ให้เลื่อมใส ได้ตรัสกะมาตลีเทพบุตรว่า
ดูกรมาตลี จงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่าอัศจรรย์นี้ ทานวัตถุแม้มีประมาณน้อยอันนางเทพธิดานี้ทำแล้ว ย่อมเป็นบุญมีผลมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าหรือในสาวกของพระตถาคต ทักษิณา ย่อมไม่เชื่อว่ามีผลน้อยเลย มาเถิดมาตลี แม้เราทั้งหลายพึงรีบเร่งบูชาพระบรมสารีริกธาตุของพระตถาคตให้ยิ่งๆ ขึ้นเถิด เพราะการสั่งสมบุญย่อมนำสุขมาให้ เมื่อพระตถาคตจะยังทรงพระชนม์อยู่ หรือเสด็จปรินิพพานไปแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอผลก็ย่อมสม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบธรรม สัตว์ทั้งหลายย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะบูชาในพระตถาคตเหล่าใดไว้แล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้นย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อ
ประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ.
จบ ปีตวิมานที่ ๙.
๑๐. อุจฉุวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุจฉุวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค อุจฉุวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๐ โอภาสยิตฺวา ปฐวึ สเทวกํ
อติโรจสิ จนฺทิมสุริยา วิย
สิริยา จ วณฺเณน ๑ ยเสน เตชสา
พฺรหฺมาว เทเว ติทเส สหินฺทเก
ปุจฺฉามิ ตํ อุปฺปลมาลธาริเนป
อาเวฬิเน กญฺจนสนฺนิภตฺตเจ
อลงฺกเต อุตฺตมวตฺถธาริเน
กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ ๒ [๓]
ทานํ สุจิณฺณํ อถ สีลสญฺญโม ๔
เกนูปปนฺนา สุคตึ ยสสฺสินี
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ
อิทานิ ภนฺเต อิมเมว คามํ
ปิณฺฑาย อมฺหาก ฆรํ อุปาคมิ
ตโต เต อุจฺฉุสฺส อทาสึ ขณฺฑิกํ
ปสนฺนจิตฺตา อตุลาย ปีติยา
สสฺสุ จ ปจฺฉา อนุยุญฺชเต มมํ
กหํ นุ อุจฺฉฉ วธุ เต อวากริ
น ฉฑฺฑิตํ น ปน ขาทิตํ มยา
สนฺตสฺส ภิกฺขุสฺส สยํ อทาสิหํ
ตุยฺหญฺจิทํ อิสฺสริยํ อโถ มม
อิติสฺส สสฺสุ ปริภาสเต มมํ
เลฑฺฑฑ คเหตฺวา ปหารํ อทาสิ เม
ตโต จุตา กาลกตมฺหิ เทวตา
ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา
สุขญฺจ กมฺมํ อนุโภมิ อตฺตนา
เทเวหิ สทฺธึ ปริจาริยามหํ
โมทามหํ กามคุเณหิ ปญฺจหิ
ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา
สุขญฺจ กมฺมํ อนุโภมิ อตฺตนา
เทวินฺทคุตฺตา ติทเสหิ รกฺขิตา
สมปฺปิตา กามคุเณหิ ปญฺจหิ
เอตาทิสํ ปุญฺญผลํ อนปฺปกํ
มหาวิปากา มม อุจฺฉุทกฺขิณา
เทเวหิ สทฺธึ ปริจาริยามหํ
โมทามหํ กามคุเณหิ ปญฺจหิ
เอตาทิสํ ปุญฺญผลํ อนปฺปกํ
มหาชุติกา มม อุจฺฉุทกฺขิณา
เทวินฺทคุตฺตา ติทเสหิ รกฺขิตา
สหสฺสเนตฺโตริว นนฺทเน วเน
ตุวญฺจ ภนฺเต อนุกมฺปกํ วิทุํ
อุเปจฺจ วนฺทึ กุสลญฺจ ปุจฺฉิมํ
ตโต เต อุจฺฉุสฺส อทาสิ ขณฺฑิกํ
ปสนฺนจิตฺตา อตุลาย ปีติยาติ ฯ
อุจฺฉุวิมานํ ทสมํ ฯ
๑ สรีรวณฺเณนาติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ โป. ยุ. มม ฯ ๓ กึ ตฺวํ ปุเร กมฺมมกาสิ
อตฺตนา มนุสฺสภูตา ปุริมาย ชาติยา ฯ ๔ ม. สีลสญฺญมํ ฯ
ท่านมีศิริ วรรณะ ยศ และเดช มีรัศมีส่องสว่างไปทั่วพื้นปฐพี ตลอดถึงเทวโลก งามไพโรจน์ ดังพระจันทร์และพระอาทิตย์และเหมือนท้าวมหาพรหม รวมทั้งสมเด็จอัมรินทราธิราช ผู้เป็นใหญ่กว่าทวยเทพชั้นดาวดึงส์ อาตมาขอถามท่าน ดูกรนางเทพธิดาผู้งามทั่วสรรพรางค์ ทัดทรงพวงมาลัยอุบล มีช้องผมอันล้วนแล้วด้วยทอง มีผิวพรรณงดงามเปล่งปลั่งทอง ตกแต่งประดับประดาด้วยภูษาอันเป็นทิพย์ ท่านเป็นใครไหว้เราอยู่ ดูกรท่านผู้เรืองยศ ท่านได้บริจาคทาน หรือสำรวมในศีลอย่างไร จึงได้เข้าถึงสุคติ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้วขอท่าน
โปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ (เมื่อดิฉันอยู่ในมนุษยโลก) พระคุณเจ้าเข้าไปบิณฑบาตตามบ้านจนถึงเรือนของดิฉัน ขณะนั้นดิฉันมีจิตเลื่อมใส เต็มตื้นด้วยปีติหาประมาณมิได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า แต่ภายหลังแม่ผัวมาซักถามดิฉันว่า นางใจร้าย เจ้าเอาอ้อยไปไว้ที่ไหน ดิฉันตอบว่า ฉันไม่ได้เอาไปทิ้งและไม่ได้รับประทาน ได้ถวายแก่ภิกษุผู้มีความสงบด้วยตนเอง แม่ผัวได้บริภาษดิฉันว่า อ้อยนี้เป็นของข้าและข้าก็เป็นเจ้าของ ฉะนี้แล้ว คว้าได้ก้อนดินขว้างดิฉัน (จนตาย) เมื่อดิฉันตายจากมนุษยโลกนั้นแล้ว มาบังเกิดเป็นเทพธิดา เพราะเหตุที่ดิฉันทำกุศลกรรมนั้นไว้ ดิฉันจึงได้มาเสวยความสุขด้วยตนเอง ได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับเทวดาทั้งหลาย
และร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ เพราะเหตุที่ดิฉันได้กระทำกุศลกรรมนั้น ดิฉันจึงมาเสวยสุขด้วยตนเอง อันท้าวเทวราชจอมเทพทรงคุ้มครอง อันเทวดาชาวไตรทศรักษาเพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ โอ ผลแห่งบุญนี้มิใช่นิดหน่อย การถวายอ้อยของดิฉันมีวิบากมากมาย ดิฉันได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับเทวดาทั้งหลาย ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อยของดิฉัน มีผลอันรุ่งโรจน์มากดิฉันอยู่ในความคุ้มครองรักษาของท้าวเทวราช และชาวไตรทศทั้งหลายดังหนึ่งท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทวัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันระลึกถึงพระคุณเจ้าผู้มีพระคุณอนุเคราะห์ดิฉัน จึงเข้ามาสู่ที่ใกล้ถวายนมัสการถามถึงสุขทุกข์ ดิฉันมีจิตเลื่อมใสเต็มตื้นด้วยปีติเป็นล้นพ้น ได้ถวาย
ท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้าครั้งเป็นมนุษย์.
จบ อุจฉุวิมานที่ ๑๐
๑๑. วันทนวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในวันทนวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค วันทนวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๑ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ทิสฺวาน สมเณ สีลวนฺเต
ปาทานิ วนฺทิตฺวา มนํ ปสาทยึ
วิตฺตา จหํ อญฺชลิกํ อกาสึ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
วนฺทนวิมานํ เอกาทสมํ ฯ
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม
อะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ได้เห็นพระสมณะทั้งหลายผู้มีศีล จึงนมัสการเท้าทั้งคู่แล้วทำใจให้เลื่อมใส มีความร่าเริงบันเทิงใจ ได้ถวายนมัสการโดยเคารพ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญกรรมนั้น.
จบ วันทนวิมานที่ ๑๑
๑๒. รัชชุมาลาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในรัชชุมาลาวิมาน
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค รัชชุมาลาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๒ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห นจฺจสิ สุปฺปวาทิเต
ตสฺสา เต นจฺจมานาย ๑ องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส
ทิพฺพา สทฺทา นิจฺฉรนฺติ สวนียา มโนรมา
ตสฺสา เต นจฺจมานาย องฺคมงฺเคหิ สพฺพโส
ทิพฺพา คนฺธา ปวายนฺติ สุจิคนฺธา มโนรมา
วิวตฺตมานา กาเยน ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา
เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา
วฏํสกา วาตธูตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา
เตสํ สุยฺยติ นิคฺโฆโส ตุริเย ปญฺจงฺคิเก ยถา
สาปิ เต สิรสิ มาลา สุจิคนฺธา มโนรมา
วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา รุกฺโข มญฺชูสโก ยถา
ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ
ทาสี อหํ ปุเร อาสึ คยายํ พฺราหฺมณสฺสหํ
อปฺปปุญฺญา อลกฺขิกา รชฺชุมาลาติ มํ วิทู
อกฺโกสานํ วธานญฺจ ตชฺชนาย จ อุกฺกตา ๒
กุฏํ คเหตฺวา นิกฺขมฺม อาคจฺฉึ อุทกหาริยา
วิปเถ กุฏํ นิกฺขิปิตฺวา วนสณฺฑํ อุปาคมึ
อิเธวาหํ มริสฺสามิ กฺวตฺโถปิ ชีวิเตน เม
ทฬฺหปาสํ กริตฺวาน อาลมฺพิตฺวาน ปาทเป
ตโต ทิสา วิโลเกสึ โก นุ โขว นมสฺสิโต
ตตฺถทฺทสาสึ ๑ สมฺพุทฺธํ สพฺพโลกหิตํ มุนึ
นิสินฺนํ รุกฺขมูลสฺมึ ฌายนฺตํ อกุโตภยํ
ตสฺสา เม อหุ สํเวโค อพฺภูโต โลมหํสโน
โก นุ โขว นมสฺสิโต มนุสฺโส อุทาหุ เทวตา
ปาสาทิกํ ปสาทนียํ วนา นิพฺพนมาคตํ
ทิสฺวา มโน เม ปสีทิ นายํ ยาทิสิกีทิโส
คุตฺตินฺทฺริโย ฌานรโต อพหิคตมานโส
หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อยํ ภวิสฺสติ
ภยเภรโว ทุราสโท สีโหว คูหนิสฺสิโต
ทุลฺลภายํ ทสฺสนาย ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา
โส มํ มุทูหิ วาจาหิ อาลปิตฺวา ตถาคโต
รชฺชุมาเลติ มํ อโวจ สรณํ คจฺฉ ตถาคตํ
ตาหํ คิรํ สุณิตฺวาน เนลํ อตฺถวตึ สุจึ
สณฺหํ มุทุญฺจ วคฺคุญฺจ สพฺพโสกาปนูทนํ
กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ญตฺวา ปสนฺนํ สุทฺธมานสํง
หิโต สพฺพสฺส โลกสฺส อนุสาสิ ตถาคโต
อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ อโวจ อยํ ทุกฺขสฺส สมฺภโว
อยํ ทุกฺขนิโรโธ จ อญฺชโส อมโตคโธ
อนุกมฺปกสฺส กุสลสฺส โอวาทมฺหิ อหํ ฐิตา
อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ
สาหํ อวตฺถิตา ๑ เปมา ทสฺสเน อวิกมฺปินี
มูลชาตาย สทฺธาย ธีตา พุทฺธสฺส โอรสา
สาหํ รมามิ กีฬามิ โมทามิ อกุโตภยา
ทิพฺพมาลํ ธารยามิ ปิวามิ มธุมทฺธุวํ ๒
สฏฺฐิตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม
อาฬมฺโพ คคฺคโร ภีโม สาธุวาที จ สํสโย
โปกฺขโร จ สุผสฺโส จ วีณา โมกฺขา จ นาริโย
นนฺทา เจว สุนนฺทา จ โสณทินฺนา สุจิมฺหิตา ๓
อลมฺพุสา มิสฺสเกสี จ ปุณฺฑรีกาติทารุณี
เอณิปสฺสา สุปสฺสา จ สุภทฺทา มุทุกาวที
เอตา จญฺญา จ เสยฺยาเส อจฺฉรานํ ปโพธิยา
ตา มํ กาเลนุปาคนฺตฺวา อภิภาสนฺติ เทวตา
หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส
นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ
อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ
สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ
สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ
เตสํ สหพฺยกามานํ กาตพฺพํ กุสลํ พหุํ
กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโน
พหุนฺนํ วต อตฺถาย อุปฺปชฺชนฺติ ตถาคตา
ทกฺขิเณยฺยา มนุสฺสานํ ปุญฺญกฺเขตฺตานมากรา
ยตฺถ การํ กริตฺวาน สคฺเค โมทนฺติ ทายกาติ ฯ
รชฺชุมาลาวิมานํ ทฺวาทสมํ ฯ
อุทฺทานํ
มญฺชิฏฺฐา ปภสฺสรา นาคา อโลมา กญฺชิกทายิกา
วิหารจตุริตฺถมฺพา ปีตา อุจฺฉุวนฺทนรชฺชุมาลา จ
วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ
อิตฺถิวิมาเน วคฺโค จตุตฺโถ ฯ
๑ ยุ. นนฺทมานาย ฯ ๒ อุคฺคตาติปิ ทิสฺสติ ฯ
๑ ยุ. ตตฺถทฺทสามิ ฯ
๑ ยุ. อวฏฺฐิตา ฯ ๒ ม. มธุมทฺทวํ ฯ ๓ ยุ. สุวิมฺหิตา ฯ
ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก กรีดกรายร่ายรำอยู่ในวิมานอันกึกก้องไปด้วยเสียงเพลงขับทิพย์ เมื่อท่านเยื้องย่างฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์อันไพเราะน่าฟังดังจับใจ ย่อมเปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วนทั้งกลิ่นทิพย์หอมระรื่นน่าชื่นใจ ย่อมฟุ้งขจรออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ของท่านทุกส่วน เมื่อท่านไหวกายกลับกลอกไปมา เสียงของเครื่องประดับที่ท่านประดับบนช้องผม ย่อมเปล่งเสียงไพเราะกังวานปานดนตรีเครื่อง ๕ และเสียงมงกุฎของท่านที่ถูกลมรำเพยพัด ย่อมเปล่งเสียงดังเสนาะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงดอกไม้บนเศียรเกล้าของท่าน ก็มีกลิ่นหอมระรื่นน่าชื่นใจ หอมตระหลบไปทั่วทุกทิศ ประดุจดอกอุโลกฉะนั้นท่านย่อมสูดดมกลิ่นอันหอมระรื่น ทั้งได้เห็นรูปอันเป็นทิพย์ ดูกรนางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
เมื่อชาติก่อน ดิฉันเป็นหญิงรับใช้ของพราหมณ์อยู่ในบ้านคยา เป็นคนมีบุญน้อย ต่ำทราม ชนทั้งหลายเรียกดิฉันว่ารัชชุมาลา ดิฉันถูกเจ้านายลงโทษด้วยการด่าว่าเฆี่ยนตี และขู่เข็ญอย่างหนัก จึงถือเอาหม้อน้ำออกจากบ้านเพื่อตักน้ำแล้ววางหม้อน้ำไว้เสียข้างทางบ่ายหน้าสู่ป่าชัฏ ด้วยตั้งใจว่า เราจักตายเสียในที่นี้แหละ ความเป็นอยู่ของเราหาประโยชน์อะไรมิได้เลย
ครั้นแล้วผูกเชือกให้เป็นบ่วงรัดคออย่างแน่น แล้วปล่อยห้อยไปตามต้นไม้ คิดว่าจะโดดลงไปให้ตาย เหลียวไปดูรอบทิศ ด้วยเกรงว่า จะมีผู้ใดมาแอบดูอยู่บ้าง ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นปราชญ์ ผู้ทรงเกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ กำลังประทับนั่งเข้าณานอยู่ที่โคนไม้ ดิฉันนั้นเกิดความสังเวช โลมชาติชูชันไม่เคยมีมาแต่ก่อน ด้วยคิดว่า ใครหนอจะเป็นมนุษย์หรือเทวดามานั่งอยู่ เพราะได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สมควรที่จะเกิดความเลื่อมใสโดยแท้จริง ผู้หลีกออกจากป่า คือกิเลสแล้วมาสู่นิพพาน ใจของดิฉันก็เกิดความเลื่อมใสเพราะคิดว่าท่านผู้สำรวมอินทรีย์ ยินดีณาน มีใจคงที่เช่นนี้
คงไม่ใช่ผู้อื่นจักเป็นพระพุทธเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทั้งปวง ทรงหวาดกลัวต่อภัยทรงหลีกเลี่ยงเสียห่างไกล ดังพญาราชสีห์ หลีกเลี่ยงจากภัย เข้าอาศัยอยู่ในถ้ำฉะนั้น การได้พบเห็นพระพุทธเจ้าเช่นนี้เป็นการยาก ดังดอกมะเดื่อ อันบุคคลเห็นได้ยากฉะนั้น (ขณะที่ดิฉันกำลังคิดอยู่อย่างนี้)พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น ได้ตรัสเรียกดิฉันด้วยพระวาจาอันอ่อนหวานว่า
ดูกรนางรัชชุมาลา ดังนี้แล้ว มีพระดำรัสสืบต่อไปว่า ท่านจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่งเถิด ดิฉันได้สดับพระวาจาอันปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์บริสุทธิ์สะอาด เป็นพระวาจาละเอียดอ่อนหวาน ไพเราะน่าฟัง สามารถบรรเทาความโศกเศร้าทั้งปวงเสียได้นั้น จึงเข้าไปเฝ้าตามรับสั่ง พระตถาคตเจ้าผู้ทรงเกื้อกูลแก่สัตว์โลกทุกหมู่เหล่าทรงทราบว่า ดิฉันมีจิตอ่อนเลื่อมใส มีใจบริสุทธิ์แล้ว จึงตรัสสอนดิฉันต่อไปว่านี้ทุกข์ นี้เป็นแดนเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นทางหยั่งลงสู่อมตธรรม ดิฉันตั้งอยู่ในพระโอวาทของพระตถาคตผู้ทรงพระมหากรุณา ฉลาดในเทศนาสั่งสอนสัตว์ จึงได้บรรลุถึงทางนิพพานเป็นธรรมอันไม่ตาย
สงบระงับ ไม่มีจุติต่อไป ดิฉันเป็นผู้มีความภักดีมั่น ไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัยด้วยความเชื่อมั่นเป็นรากฐาน เพราะเห็นว่า พระผู้มีพระภาคเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคตรัสดีแล้ว พระสงฆ์สาวกของผู้มีพระภาคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ จึงถวายตัวเป็นสาวิกาผู้เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ดิฉันรื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหนๆ ทัดทรงทิพย์มาลา ดื่มน้ำผึ้งทิพย์อันมีรสหวานสนิท มีนางฟ้าหกหมื่นบรรเลงดนตรี กระทำความปลาบปลื้มให้แก่ดิฉัน นางเทพอัปสร มีชื่อต่างๆ กัน คือ อาฬัมพา คัครา ภีมาสาธุวาที สังสยา โบกขรา สุผัสสา วีณา โมกขา นันทา สุนันทาโสณทินนา สุจิมหิตา
อาลัมพุสา มิสสเกสี ปุณฑริกา เอณิปัสสาสุปัสสา สุภัททา มุทุกาวที เหล่านี้และเหล่าอื่น ล้วนประเสริฐกว่านางเทพอัปสรทั้งหลาย ในทางบำเรอ ให้ปลาบปลื้ม นางเทพธิดาเหล่านั้น เมื่อถึงเวลา จะเข้ามาใกล้ชิด แล้วกล่าวประเล้าประลมดิฉันว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจะฟ้อนรำ ขับร้อง บำเรอท่านให้รื่นรมย์ทีเดียวก็เทพอุทยานชื่อว่านันทวัน อันหาความโศกเศร้ามิได้ มีแต่ความรื่นเริงบันเทิงใจ นับว่าเป็นเทพอุทยานอันใหญ่ยิ่งของเทวดาชาวไตรทศนี้ ไม่เป็นที่อยู่ของผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่อยู่ของผู้ทำบุญไว้เท่านั้น ความผาสุกย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น แต่ย่อมมีแก่ผู้ทำบุญไว้ ทั้งในโลกนี้และโลกอื่น นรชนผู้ปรารถนาจะอยู่กับเทวดาเหล่านั้น ควรทำกุศลไว้ให้มาก เพราะผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ ทายกทั้งหลายได้กระทำสักการะบูชาในพระตถาคตเจ้าเหล่าใดแล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ พระตถาคตเจ้าเหล่านั้นเป็นทักขิไณยบุคคล และเป็นบ่อเกิดแห่งเนื้อนาบุญของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเสด็จอุบัติขึ้น เพื่อประโยชน์แก่สรรพสัตว์
เป็นอันมากหนอ.
จบ รัชชุมาลาวิมานที่ ๑๒
รวมวิมานที่มีในวรรค
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน
๓. นาควิมาน ๔. อโลมวิมาน
๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน
๗. จตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน
๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน
๑๑. วันทนวิมาน ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน.
จบ วรรคที่ ๔ ในอิตถีวิมาน.
จบ มัญชิฏฐกวรรค