arnon.worldเข้าสู่ระบบ

มหารถวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๑–๖๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๗ ในวิมานวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปญฺจโม มหารถวคฺโค

มหารถวรรคที่ ๕

มัณฑุกเทวปุตตวิมาน

ว่าด้วยบุญกรรมของมัณฑุกเทพบุตร

พระผู้มีพระภาคตรัสถามมัณฑุกเทพบุตรว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค มัณฑุกเทวปุตตวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ โก เม วนฺทติ ปาทานิ อิทฺธิยา ยสสา ชลํ

อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน สพฺพา โอภาสยํ ทิสาติ ฯ

มณฺฑุโกหํ ปุเร อาสึ อุทเก วาริโคจโร

ตว ธมฺมํ สุณนฺตสฺส อวธิ วจฺฉปาลโก

มุหุตฺตํ จิตฺตปสาทสฺส อิทฺธึ ปสฺส ยสญฺจ เม

อานุภาวญฺจ เม ปสฺส วณฺณํ ปสฺส ชุติญฺจ เม

เย จ เต ทีฆมทฺธานํ ธมฺมํ อสฺโสสุํ โคตม

ปตฺตา เต อจลฏฺฐานํ ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจเรติ ฯ

มณฺฑุกเทวปุตฺตวิมานํ ปฐมํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครมีวรรณะงามยิ่งนัก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ ยังทิศทั้งปวงให้สว่าง

ไสว ไหว้เท้าทั้งสองของเราอยู่?

มัณฑุกเทพบุตรกราบทูลว่า

เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบเที่ยวหาอาหารอยู่ในน้ำ เมื่อข้าพระองค์กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงโคได้ฆ่าข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงดูฤทธิ์ ยศ อานุภาพ ผิวพรรณและความรุ่งเรืองของข้าพระองค์ผู้มีจิตเลื่อมใสครู่หนึ่งเท่านั้น ข้าแต่พระโคดม ก็ผู้ใดได้ฟังธรรมของพระองค์สิ้นกาลนาน ผู้นั้นพึงได้บรรลุนิพพานอันเป็นฐานะไม่หวั่นไหว

เป็นสถานที่ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศกเป็นแน่.

จบมัณฑุกเทวปุตตวิมานที่ ๑.

เรวดีวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเรวดีวิมาน

พระผู้มีพระภาคตรัสกะท่านพระมหาโมคคัลลานเถระว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค เรวดีวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๒ จิรปฺปวาสึ ปุริสํ ทูรโต โสตฺถิมาคตํ

ญาตี มิตฺตา สุหชฺชา จ อภินนฺทนฺติ อาคตํ

ตเถว กตปุญฺญํปิ อสฺมา โลกา ปรํ คตํ

ปุญฺญานิ ปฏิคฺคณฺหนฺติ ปิยํ ญาตีว อาคตํ

อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม

อปารุตํ ทฺวารํ อทานสีเล

เนสฺสาม ตํ ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตา

สมปฺปิตา เนรยิกา ทุกฺเขนาติ

อิจฺเจวํ วตฺวาน ยมสฺส ทูตา

เต เทฺว ยกฺขา โลหิตกฺขา พฺรหนฺตา

ปจฺเจกพาหาสุ คเหตฺวา เรวตึ

ปกฺกามยึสุ เทวคณสฺส สนฺติเก

อาทิจฺจวณฺณํ รุจิรํ ปภสฺสรํ

พฺยมฺหํ สุภํ กญฺจนชาลฉนฺนํ

กสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ

สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ

นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา ๑

อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ

ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ

โก โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเนติ ฯ

พาราณสิยํ นนฺทิโย นามาสิ อุปาสโก

อมจฺฉรี ทานปตี วทญฺญู

ตสฺเสตํ อากิณฺณชนํ วิมานํ

สุริยสฺส รํสีริว โชตมานํ

นารีคณา จนฺทนสารานุลิตฺตา ๒

อุภโต วิมานํ อุปโสภยนฺติ

ตนฺทิสฺสติ สุริยสมานวณฺณํ

โส โมทติ สคฺคปฺปตฺโต วิมาเน

นนฺทิยสฺสาหํ ภริยา

อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา

ภตฺตุวิมาเน รมิสฺสามิ ทานิหํ

น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนาย

เอเสว เต นิรโย สุปาปธมฺเม

ปุญฺญํ ตยา อกตํ ชีวโลเก

น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม

สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ

กึ นุ คูถญฺจ มุตฺตญฺจ อสุจิ ปฏิทิสฺสติ

ทุคฺคนฺธํ กิมิทํ มิฬฺหํ กิเมตํ อุปวายติ

เอส สํสวโก นาม นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส

ยตฺถ วสฺสสหสฺสานิ ตุวํ ปจฺจสิ เรวเตติ ฯ

กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

เกน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส (อิติ) ฯ

สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ อญฺเญ จาปิ ๒ วณิพฺพเก

มุสาวาเทน วญฺเจสิ ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา

เตน สํสวโก ลทฺโธ นิรโย ๑ คมฺภีโร สตโปริโส

ตตฺถ วสฺสสหสฺสานิ ตุวํ ปจฺจสิ เรวเต

หตฺเถปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ ปาเท

กณฺเณปิ ฉินฺทนฺติ อโถปิ นาสํ

อโถปิ กาโกลคณา สเมจฺจ

สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานนฺติ ฯ

สาธุ โข มํ ปฏิเนถ กาหามิ กุสลํ พหุํ

ทาเนน สมจริยาย สญฺญเมน ทเมน จ

ยํ กตฺวา สุขิตา โหนฺติ น จ ปจฺฉานุตปฺปเรติ ฯ

ปุเร ตฺวํ ปมชฺชิตฺวา อิทานิ ปริเทวสิ

สยํ กตานํ กมฺมานํ วิปากํ อนุโภสฺสสิ

โก เทวโลกโต มนุสฺสโลกํ

คนฺตฺวาน ปุฏฺโฐ เม เอวํ วเทยฺย

นิกฺขิตฺตทณฺเฑสุ ททาถ ทานํ

อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ ๑

น หิ มจฺฉริโย โรสโก ปาปธมฺโม

สคฺคูปคานํ ลภติ สหพฺยตํ (อิติ) ฯ

สาหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ

วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา กาหามิ กุสลํ พหุํ

ทาเนน สมจริยาย สญฺญเมน ทเมน จ

อารามานิ จ โรปิสฺสํ ทุคฺเค สงฺกมนานิ จ

ปปญฺจ อุทปานญฺจ วิปฺปสนฺเนน เจตสา

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี

ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ

อุโปสถํ อุปวสิสฺสํ สทา สีเลสุ สํวุตา

น จ ทาเน ปมชฺชิสฺสํ สามํ ทิฏฺฐมิทํ มยาติ ฯ

อิจฺเจวํ วิลปนฺติญฺจ ๒ ผนฺทมานํ ตโต ตโต

ขิปึสุ นิรเย โฆเร อุทฺธปาทํ อวํสิรํ

อหํ ปุเร มจฺฉรินี อโหสึ

ปริภาสิกา สมณพฺราหฺมณานํ

วิตเถน จ สามิกํ วญฺจยิตฺวา

ปจฺจามหํ นิรเย โฆรรูเปติ ฯ

เรวติวิมานํ ทุติยํ ฯ

๑-๒ ยุ. จนฺทนสารลิตฺตา ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. วาปิ ฯ

๑ ม. เสยฺยมถนฺนปานํ ฯ ๒ ม. ยุ. วิปฺปลปนฺตึ ฯ โป. วิปฺปลปนฺติญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

ญาติ มิตร และสหายทั้งหลาย ย่อมพากันชื่นชมยินดีกะบุรุษผู้พลัดพรากจากกันไปนาน กลับมาโดยสวัสดีแต่ที่ไกลว่าเป็นผู้มาแล้ว ฉันใดบุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้ว จากโลกนี้ไปสู่ปรโลก

ดุจญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาแล้ว ฉันนั้น.

ยักษ์ผู้เป็นทูตของพญายม ปรารถนาจะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก เพราะฉะนั้นจึงได้กล่าวกะนางเรวดีว่า

แน่ะนางเรวดีผู้แสนจะชั่วช้า ผู้ไม่ให้ทาน ประตูนรกได้เปิดไว้คอยให้เจ้าเข้าไป เพราะเจ้าด่าว่าพระอริยเจ้า เพราะฉะนั้นเจ้าจงรีบลุกขึ้นเร็วเถิด พวกเราจักพาเจ้าไปโยนลงในอุสสทนรก อันเป็นที่ทอดถอนใจ

ของเหล่าสัตว์นรก พรั่งพร้อมอยู่ด้วยทุกข์.

ยักษ์ ๒ ตนผู้เป็นทูตของพญายม ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มีนัยน์ตาลุกแดงใหญ่โตน่าสะพรึงกลัว จับนางเรวดีที่แขนคนละข้าง หลีกไปใน

สำนักแห่งหมู่เทวดาในดาวดึงส์.

นางเรวดีอันยักษ์ ๒ ตนนั้นนำไปสู่ภพดาวดึงส์อย่างนี้แล้ว วางไว้ ณ ที่ใกล้วิมานของนันทิยเทพบุตร ได้เห็นวิมานอันมีรัศมีเปล่งปลั่งยิ่งนัก ดุจรัศมีพระอาทิตย์ จึงถามยักษ์ทั้ง ๒นั้นว่า

นี่วิมานของใคร มีรัศมีจุดพระอาทิตย์ งามระยับเลื่อมประภัสสรปกคลุมด้วยข่ายทองงามแพรวพราว เกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรและเทพธิดามีรัศมีรุ่งเรืองดังรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ ไปด้วยจุรณจันทน์แดงอยู่ทั้งภายในและภายนอกวิมานทั้ง ๒ ข้าง ต่างก็พากันเข้าไปขับกล่อมด้วยดุริยางค์ดนตรี วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีดุจพระ

อาทิตย์ ใครมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมานนี้?

ยักษ์ ๒ ตนจึงบอกแก่นางเรวดีว่า

วิมานของนันทิยอุบาสกในเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นผู้ไม่ตระหนี่เป็นทานาธิบดี มีใจโอบอ้อมอารี เป็นวิมานเกลื่อนกล่นไปด้วยเทพบุตรเทพธิดามีรัศมีรุ่งเรือง ดุจรัศมีพระอาทิตย์ มีหมู่นางเทพนารีผู้มีสกลกายลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์แดง อยู่ทั้งภายในและภายนอกทั้งสองข้าง ต่างพากันเข้าไปขับกล่อมดุริยางค์ดนตรี วิมานของนันทิยอุบาสกนั้น ปรากฏมีรัศมีดุจพระอาทิตย์ นันทิยอุบาสกนั้นมาเกิดในสวรรค์บันเทิงอยู่ใน

วิมานนี้.

ลำดับนั้น นางเรวดีกล่าวว่า

ฉันเป็นภรรยาของนันทิยอุบาสก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่ในสกุลทั้งปวง เพราะฉะนั้น บัดนี้ฉันจักรื่นรมย์อยู่ในวิมานของสามี ก็พวกท่านปรารถนาจะนำฉันไปสู่นรก ฉันไม่ปรารถนาจะเห็นนรกนั้น.

ยักษ์ ๒ ตนนั้นมิยอมอนุญาตให้ จึงพาตัวลงไปใกล้อุสสทนรก แล้วจึงกล่าวว่า

แน่นางเรวดีแสนจะชั่วช้า นรกนี่แลเป็นของเจ้า เพราะเมื่อเจ้าอยู่ในมนุษยโลก ไม่ได้ทำบุญไว้ ด้วยว่า บุคคลผู้มีความตระหนี่ขึ้งโกรธ มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายแห่งเทวดาผู้เข้าถึงสวรรค์.

ครั้นยักษ์ทั้งสองกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หายไป ณ ที่นั่นเอง ก็วันนั้น นางเรวดีเห็นนายนิรยบาล ๒ คนพากันมาฉุดคร่าตนเพื่อจะโยนลงในคูถนรก ชื่อว่าสังสวกะ จึงถามนายนิรยบาลนั้นว่า

เหตุไรคูถนรกและมูตนรกจึงปรากฏมีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด ไฉนคูถนี้จึง

มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไปเล่า?

นายนิรยบาลตอบว่า

แน่ะนางเรวดี นี่เป็นนรกชื่อสังสวกะ ลึกร้อยชั่วบุรุษ เจ้าจักหมกไหม้

อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี.

นางเรวดีจึงถามว่า

ฉันทำชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะกรรมอะไรฉันจึงตกนรก

สังสวกะอันลึกร้อยชั่วบุรุษเล่า?

นายนิรยบาลตอบว่า

เพราะเจ้าด่าว่าสมณพราหมณ์ และวณิพกเหล่าอื่น ด้วยคำมุสาวาท บาปนั้นเจ้าทำไว้แล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจึงต้องตกนรกสังสวกะลึกร้อยชั่วบุรุษ แน่ะนางเรวดี เจ้าจักหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นสิ้นพันปี ใช่แต่เท่านั้น นายนิรยบาลทั้งหลายจะตัดมือ เท้า หู และแม้จมูกของเจ้าอนึ่ง ฝูงกา ปากเหล็กย่อมพากันมารุมจิกกินเนื้อของเจ้าให้ดิ้นรนอยู่.

นางเรวดีจึงวิงวอนว่า

ขอไหว้เถิดพ่อคุณ ขอจงได้นำฉันกลับไปส่งยังมนุษยโลกเถิด ฉันจักทำบุญให้มากด้วยการให้ทาน การประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ความสำรวมการฝึกฝนตน ชนทั้งหลายทำสิ่งใดแล้ว ย่อมได้รับความสุขและไม่

เดือดร้อนในภายหลัง ฉันจักทำแต่สิ่งนั้น.

นายนิรยบาลกล่าวว่า

เมื่อก่อนเจ้าประมาทมัวเมา เดี๋ยวนี้จะมาร่ำไรไปทำไมเล่า เจ้าจักต้อง

เสวยผลแห่งกรรมทั้งหลายอันทำไว้เอง.

นางเรวดีสั่งว่า

ถ้าใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก พึงช่วยบอกแก่บุตรของฉันอย่างนี้ว่าจงให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าวและน้ำเป็นทานในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีอาญาอันวางแล้ว เพราะว่า บุคคลผู้ตระหนี่ ขึ้งโกรธด่าว่า มีธรรมอันเลวทราม ย่อมไม่ได้เป็นสหายของหมู่เทวดาผู้เข้าถึง

สวรรค์.

นางเรวดีได้กล่าวต่อไปว่า

ถ้าฉันไปจากนรกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้มีใจโอบอ้อมอารี สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มาก โดยให้ทาน ประพฤติธรรมสม่ำเสมอ สำรวมกาย วาจา ใจ ฝึกฝนตน จักสร้างอารามและสพานในที่ลุ่ม ขุดบ่อ ขุดสระน้ำให้เป็นทาน ด้วยจิตอันเลื่อมใส จักรักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และในวันปาฏิหาริยปักษ์ จักเป็นผู้สำรวมระวังในศีลทุกเมื่อและจักไม่ประมาทในทาน เพราะผลแห่งกรรมนี้ฉันได้เห็นเองแล้ว.

พระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ว่า

นายนิรยบาลทั้งหลายพากันจับนางเรวดี ผู้ดิ้นรนรำพันอยู่อย่างนี้ เอาเท้าขึ้นเบื้องบน เอาหัวลงเบื้องต่ำ โยนลงไปในนรกอันร้ายกาจ.

เมื่อชาติก่อน เราเป็นคนตระหนี่ ด่าว่าสมณพราหมณ์ หลอกลวงสามี

ด้วยเรื่องเท็จ จึงได้มาหมกไหม้อยู่ในนรกอันร้ายกาจนี้.

จบเรวดีวิมานที่ ๒.

ฉัตตมาณวกวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในฉัตตมาณวกวิมาน

พระผู้มีพระภาค เมื่อจะทรงแสดงวิธีเรียนไตรสรณคมน์แก่ฉัตตมาณพ จึงได้ตรัสว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค ฉัตตมาณวกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ โย วทตํ ปวโร มนุเชสุ

สกฺยมุนี ภควา กตกิจฺโจ

ปารคโต พลวิริยสมงฺคี

ตํ สุคตํ สรณตฺถมุเปหิ

ราควิราคมเนญฺชมโสกํ

ธมฺมสงฺขตมปฺปฏิกูลํ

มธุรมิมํ ปคุณํ สุวิภตฺตํ

ธมฺมมิมํ สรณตฺถมุเปหิ

ยตฺถ จ ทินฺนมหปฺผลมาหุ

จตูสุ สุจีสุ ปุริสยุเคสุ

อฏฺฐ จ ปุคฺคลธมฺมทฺทสา เต

สงฺฆมิมํ สรณตฺถมุเปหีติ ๑ ฯ

น ตถา ตปติ นภสฺมึ สุริโย

จนฺโท น ภาสติ น ผุสฺโส

ยถา ตุลมิทํ มหปฺปภาสํ

โก นุ ตฺวํ ติทิวามหิมุปาคมิ

ฉินฺทติ จ รํสิ ปภากรสฺส

สาธิกวีสติ โยชนานิ อาภา

รตฺติมฺปิ จ ยถา ทิวํ กโรติ

ปริสุทฺธํ วิมลํ สุภํ วิมานํ

พหูปทุมวิจิตฺรปุณฺฑรีกํ

โวกิณฺณํ กุสุเมหิ เนกวิจิตฺตํ ๑

อรชวิรชเหมชาลจฺฉนฺนํ

อากาเส ตปติ ยถาปิ สุริโย

รตฺตกมฺพลปีตวาสสาหิ ๒

อคลูปิยงฺคุกจนฺทนุสฺสทาหิ

กญฺจนตนุสนฺนิภตฺตจาหิ

ปริปูรงฺคคณํว ตารกาหิ

นรนาริโย พหุเกตฺถ เนกวณฺณา

กุสุมวิภูสิตาภรเณตฺถ สุมนา

อนิลปมุญฺจิตา ปวนฺติ สุรภิ ๓

ตปนียจิตฺตตฺตา สุวณฺณฉทนา

กิสฺส กมฺมสฺส ๔ อยํ วิปาโก

เกนาสิ กมฺมผเลนิธูปปนฺโน

ยถา จ เต อธิคตมิทํ วิมานํ

ตทนุรูปํ อวจาสิ อิงฺฆ ปุฏฺโฐติ ฯ

สยมิธ ปเถ สเมจฺจ มาณเวน

สตฺถานุสาสิ อนุกมฺปมาโน

ตว รตนวรสฺส ธมฺมํ สุตฺวา

กริสฺสามีติ จ อิติ พฺรวิตฺถ ฉตฺโต

ชินปวรํ อุเปมิ สรณํ

ธมฺมญฺจาปิ ตเถว ภิกฺขุสงฺฆํ

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต

ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ

มา จ ปาณวธํ วิวิธมาจรสฺสุ อสุจึ

น หิ ปาเณสุ อสญฺญตํ อวณฺณยึสุ สปฺปญฺญา

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต

ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ

มา จ ปรชนสฺส รกฺขิตาโย ๑ [๒]

ปรภริยาโย อคมา อนริยเมตํ

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต๑

ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ

มา จ วิตถํ อญฺญถา อภณิ

น หิ มุสาวาทํ อวณฺณยึสุ สปฺปญฺญา

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต

ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ

เยน จ ปุริสสฺส อเปติ สญฺญา

ตํ มชฺชํ ปริวชฺชยสฺสุ สพฺพํ

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต

ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ

สฺวาหํ อิธ ปญฺจสิกฺขา กริตฺวา

ปฏิปชฺชิตฺวา ตถาคตสฺส ธมฺเม

เทฺวปถมคมาสึ โจรมชฺเฌ

เต มํ ตตฺถ วธึสุ โภคเหตุ

เอตฺตกมิทํ อนุสฺสรามิ กุสลํ

ตโต ปรํ น เม วิชฺชติ อญฺญํ

เตน สุจริเตน กมฺมุนาหํ

อุปปนฺโน ติทิเวสุ กามกามี

ปสฺส ขณมุหุตฺตสญฺญมสฺส

อนุธมฺมปฏิปตฺติยา วิปากํ

ชลมิว ยสสา เปกฺขมานา

พหุกา มํ ปิหยนฺติ หีนธมฺมา ๑

ปสฺส กติปยาย เทสนาย

สุคติญฺจมฺหิ คโต สุขญฺจ ปตฺโต

เย จ เต สตฺตญฺจ สุณนฺติ ธมฺมํ

มญฺเญ เต อมตํ ผุสนฺติ เขมํ

อปฺปกมฺปิ กตํ มหาวิปากํ

วิปุลํ โหติ ตถาคตสฺส ธมฺเม

ปสฺส กตปุญฺญตาย ฉตฺโต

โอภาเสติ ปฐวึ ยถาปิ สุริโย

กิมิทํ กุสลํ กิมาจเรม

อิจฺเจเก หิ สเมจฺจ มนฺตยนฺติ

เต มยํ ปุนเทว ลทฺธา มานุสฺสตฺตํ

ปฏิปนฺนา วิจาเรมุ ๑ สีลวนฺโต

พหุกาโร อนุกมฺปโก จ เม สตฺถา

อิติ เม สติ อคมา ทิวาทิวสฺส

สฺวาหํ อุปคโตมฺหิ สจฺจนามํ

อนุกมฺปสฺสุ ปุนปิ สุโณมิ ๒ ธมฺมํ

เยธ ปชหนฺติ กามราคํ

ภวราคานุสฺสยญฺจ ปหาย โมหํ

น จ เต อุเปนฺติ ๓ คพฺภเสยฺยํ

ปรินิพฺพานคตา หิ สีติภูตาติ ฯ

ฉตฺตมาณวกวิมานํ ตติยํ ฯ

๑ ม. ยุ. สรณตฺถมุเปหิ ฯ

๑ ม. เนกจิตฺตํ ฯ ๒ ม. ยุ. รตฺตมฺพรปิต ... ฯ ๓ ม. สุรภึ ฯ

๔ ม. สํยมสฺส ฯ

๑ ม. รกฺขิตมฺปิ ฯ ยุ. รกฺขิตมฺหิ ฯ ๒ โป. ยุ. อาทาตพฺพมมญฺญิตฺโถ อทินฺนํ

โนติ ปฐมํ อโวจาหํ ภนฺเต ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ มา จ ปรชนสฺส รกฺขิตาโย ฯ

๑ หีนกามาติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ วิหเรมุ อิติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ สี. สุโณม ฯ ม. สุเณมุ ฯ ๓ โป. ยุ. ปุนมุเปนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นโอรสแห่งศากยราช เป็นผู้จำแนกแจกธรรม มีกิจอันทำเสร็จแล้วผู้ถึงฝั่ง เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกำลังและความเพียร ท่านจงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้เสด็จไปดีแล้ว เพื่อเป็นที่พึ่งของตนเถิด ท่านจงเข้าถึงพระธรรม อันเป็นธรรมคลายความกำหนัด เป็นธรรมไม่หวั่นไหว ไม่มีความเศร้าโศก อันปัจจัยอะไรปรุงแต่งไม่ได้ ไม่ปฏิกูล เป็นธรรมไพเราะคล่องแคล่ว เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคทรงจำแนกดีแล้วเพื่อเป็นที่พึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวทาน อันบุคคลให้แล้วในพระอริยสงฆ์ผู้สะอาด เป็นคู่แห่งบุรุษทั้ง ๔ เป็นบุรุษบุคคล ๘ เพราะเหตุได้แสดงธรรมว่ามีผลมาก ท่านจงเข้าถึงพระสงฆ์นี้ เพื่อเป็นที่พึ่งเถิด.

พระผู้มีพระภาค เพื่อจะทรงประกาศบุญกรรมอันฉัตตเทพบุตรนั้นทำแล้ว ให้ปรากฏแก่มหาชน จึงได้ตรัสถามฉัตตเทพบุตรนั้นว่า.

วิมานของท่านนี้ มีรัศมีรุ่งเรืองมากมายหาที่เปรียบเทียบมิได้ ฉันใดถึงพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวนักขัตฤกษ์ รุ่งเรืองอยู่ในท้องฟ้าก็ไม่อาจจะเปรียบเทียบได้ ฉันนั้น ท่านเป็นใครหนอ มาเกิดในวิมานนี้ อนึ่ง วิมานของท่านนี้มีรัศมีรุ่งเรืองตัดเสียซึ่งรัศมีแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีรัศมีแผ่ไปเกินกว่า ๒๐ โยชน์ และทำแม้กลางคืนให้เป็นดุจกลางวัน วิมานของท่านนี้งามบริสุทธิ์ผุดผ่องไม่หม่นหมองงดงามไปด้วยดอกปทุมแลบัวขาวเป็นอันมาก เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกโกสุม งามวิจิตรด้วยมาลากรรมหลายอย่างต่างๆ กัน ปกคลุมไปด้วยข่ายทองคำอันบริสุทธิ์ ปราศจากธุลี ดุจพระอาทิตย์แผดแสงสว่างอยู่ในอากาศฉะนั้น

อนึ่ง ท่านทรงผ้ากัมพลแดง ลางทีก็ทรงภูษาสีเหลืองสดใส มีสกลกาย ลูบไล้ด้วยกลิ่นกฤษณา ดอกประยงค์ และแก่นจันทน์ คันธชาติ มีผิวพรรณเปล่งปลั่งด้วยทองคำ ท่านจะไปเที่ยวในวิมานใด วิมานนี้ก็เต็มไปด้วยเทพบุตรและนางเทพธิดา อันเที่ยวไปในที่นั้น ดุจท้องฟ้าอันดาดาษไปด้วยหมู่ดาว ฉะนั้น เทพบุตรเทพธิดาในวิมานนั้นมากมายมีวรรณะต่างๆ กัน ทรงอาภรณ์ทิพย์อันประดับด้วยดอกโกสุมและดอกมะลิ สวมใส่เครื่องประดับผุดผ่อง มีกายรุ่งเรืองวิจิตรปกปิดด้วยเครื่องทอง หอมฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไรท่านมาเกิดในวิมานนี้ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ก็วิมานนี้อันท่านได้แล้วด้วยประการใด ตถาคตถามแล้ว ขอท่านจงบอกเหตุแห่งการ

ได้วิมานนั้น ด้วยประการนั้นเถิด?

ฉัตตเทพบุตรกราบทูลว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาค พระองค์ได้พบกับมาณพคนหนึ่งชื่อฉัตตมาณพซึ่งเดินทางมาในทางนี้ พระองค์ทรงเป็นครู ทรงเอ็นดูพร่ำสอนธรรมแก่เขา ฉัตตมาณพนั้นคือข้าพระองค์ ได้ฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐ แล้วได้ทูลรับรองว่า จักกระทำตามที่พระองค์พร่ำสอน อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ว่า ท่านจงเข้าถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งเถิดข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกว่าท่านอย่าได้ประพฤติฆ่าสัตว์มีประการต่างๆ อันเป็นความไม่สะอาดเพราะท่านผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ตรัสบอกว่า ท่านอย่าได้ถือเอาสิ่งของที่คนอื่นรักษาหวงแหน และอย่าได้คบชู้กะภรรยาของผู้อื่น เพราะข้อนี้ไม่ประเสริฐ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกว่า ท่านอย่าได้พูดให้คลาดเคลื่อนจากความจริง เพราะผู้มีปัญญาทั้งหลายมิได้สรรเสริญการพูดเท็จ ทีแรกข้าพระองค์ทูลปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระราชดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น อนึ่ง พระองค์ได้ตรัสบอกว่า สัญญาของบุรุษย่อมฟั่นเฟือนไป เพราะน้ำเมาอันได้ดื่มแล้วท่านจงงดเว้นน้ำเมาอันเป็นโทษทั้งหมด

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้ปฏิเสธ แต่ภายหลังได้ทำตามพระราชดำรัสของพระองค์เหมือนอย่างนั้น ข้าพระองค์นั้นได้รักษาศีล ๕ ในศาสนาของพระองค์และได้ปฏิบัติในธรรมของพระตถาคต ได้เดินทางไปถึงระหว่างเขตบ้านทั้งสอง ในท่ามกลางหมู่โจร โจรเหล่านั้นได้ฆ่าข้าพระองค์เพราะเหตุแห่งโภคทรัพย์ ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลมีประมาณเท่านี้ สิ่งอื่นอันยิ่งไปกว่ากุศลตามที่กราบทูลแล้วนั้น มิได้มีแก่ข้าพระองค์ เพราะกรรมอันสุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงได้เกิดในไตรทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยกามคุณตามปรารถนา ขอพระองค์ทรงดูผลแห่งการถึงสรณคมน์ สมาทานศีลและการปฏิบัติธรรมอันสมควร สิ้นกาลเพียงครู่หนึ่งเหมือนดังรุ่งเรืองอยู่ด้วยฤทธิ์และยศเกินจะประมาณ

ชนทั้งหลายซึ่งมีโภคทรัพย์ด้อยกว่าสมบัติของข้าพระองค์เป็นอันมาก มาเห็นสมบัติอันมากของข้าพระองค์ย่อมอยากได้ ขอพระองค์ทรงดูผลแห่งเทศนาอันเล็กน้อย อันข้าพระองค์ฟังแล้ว ข้าพระองค์ยังไปสู่สุคติและได้ประสบความสุขชนเหล่าใดได้ฟังธรรมของพระองค์เนืองๆ ชนเหล่านั้นเห็นจะได้บรรลุนิพพานอันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นธรรมเกษม เพราะกุศลมีประมาณไม่น้อย อันชนเหล่านั้นทำแล้ว ขอพระองค์ทรงดูผลอันมากมายไพบูลย์ อันข้าพระองค์ตั้งอยู่ในธรรมของพระตถาคตทำไว้แล้ว ฉัตตเทพบุตรยังปฐพีให้สว่างไสวดุจพระอาทิตย์ เพราะเป็นผู้มีบุญอันทำไว้แล้วก็ชนบางพวกได้พบได้เห็นแล้วพากันคิดว่า พวกเราจักทำกุศลอย่างไรจะประพฤติอย่างไร

จึงจะได้อย่างนี้ (คิดไปๆ เห็นว่าทำได้แสนยากดุจพลิกแผ่นดินและดุจยกเขาสิเนรุราช) ชนเหล่านั้นจึงคิดว่า พวกเราได้ความเป็นมนุษย์อีกแล้ว ควรเป็นผู้มีศีล ปฏิบัติ ประพฤติธรรมพระองค์เป็นครูของข้าพระองค์ ทรงมีอุปการะและอนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เป็นอันมาก เมื่อข้าพระองค์ได้พบพระองค์แล้วในวันนั้น ก็ได้ถูกพวกโจรฆ่าตายในเวลาเช้า ข้าพระองค์เป็นฉัตตมาณพได้เข้าถึงสัจจนามขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะขอฟังธรรมอีกชนเหล่าใดในศาสนานี้ ละกามราคะ ภวราคะ อันเป็นอนุสัยและโมหะแล้ว ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงการนอนในครรภ์ต่อไป เพราะว่า

เป็นผู้บรรลุนิพพาน มีความเย็นเกิดแล้ว.

จบ ฉัตตมาณวกวิมานที่ ๓

กักกฏรสทายกวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกักกฏรสทายกวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค กักกฏรสทายกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา

เวฬุริยตฺถมฺภา ๑ รุจิรตฺถตา ๒ สุภา

ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ

ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู

ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ

นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณฉนฺนา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ

อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา

ปุจฺฉามิ ตํ เทว มหานุภาว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

สติสมุปฺปาทกโร ทฺวาเร กกฺกฏโก ฐิโต

นิฏฺฐิโต ชาตรูปสฺส โสภติ ทสปาทโก

เตน เมตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ

อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา

เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

กกฺกฏรสทายกวิมานํ จตุตฺถํ

อิตรํ ๑ ปญฺจวิมานํ ยถา กกฺกฏวิมานํ ตถา วิตฺถาเรตพฺพํ ฯ

๑ ยุ เวฬุริยตฺถมฺพา ฯ ๒ โป. ยุ. รุจิกตฺถตา ฯ ม. รุจกตฺถตา ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ ยอดมีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยแผ่นทองคำงาม

วิจิตรอย่างยิ่ง ท่านอยู่ กิน และดื่ม อยู่ในวิมานนี้ อนึ่งทวยเทพผู้มีเสียงอันไพเราะพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ให้ท่านฟัง เบญจกามคุณมีรสอันเป็นทิพย์ ก็มีพร้อมอยู่ในวิมานนี้ อนึ่ง เหล่าเทพนารีผู้ประดับประดาด้วยอาภรณ์ทองคำพากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้เพราะบุญกรรมอะไร อนึ่ง โภคสมบัติอันเป็นที่ชอบใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญกรรมอะไร ดูกรเทพเจ้าผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้นอันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ปูมี ๑๐ เท้าสำเร็จด้วยทองคำ ห้อมล้อมอยู่ที่ประตูวิมาน งามรุ่งเรือง เป็นการเตือนให้เกิดความระลึกว่า สมบัตินี้เราได้เพราะการถวายแกงปูข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ข้าพเจ้าในวิมานนี้เพราะบุญกรรมนั้น อนึ่ง โภคสมบัติอันเป็นที่ชอบใจทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดแก่ข้าพเจ้าเพราะบุญกรรมนั้น ข้าพเจ้ามีอานุภาพรุ่งเรืองและมีรัศมีกายสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรม

นั้น.

จบ กักกฏรสทายกวิมานที่ ๔.

อีก ๕ วิมานที่เหลือพึงให้พิสดารเหมือนกักกฏรสทายกวิมานนี้.

ทวารปาลกวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในทวารปาลกวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค ทวารปาลกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๕ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

ทิพฺพํ มม วสฺสสหสฺสมายุ

วาจาภิคีตํ มนสา ปวตฺติตํ

เอตฺตาวตา ฐสฺสติ ปุญฺญกมฺโม

ทิพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๑)

ทฺวารปาลกวิมานํ ปญฺจมํ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านสูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป

ทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้นอันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า พันปีทิพย์เป็นอายุของข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ทำกุศลด้วยเหตุเพียงพูดอ่อนหวาน ประพฤติด้วยใจ บุคคลผู้ทำบุญด้วยเหตุเพียงพูดอ่อนหวานและยังใจให้เลื่อมใสเท่านี้ จักดำรงอยู่ในชั้นดาวดึงส์นี้สิ้นพันปี และพรั่งพร้อมไปด้วยทิพยกามคุณ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ

และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ ทวารปาลกวิมานที่ ๕.

กรณียวิมานที่ ๑

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกรณียวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค กรณียวิมาน ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๖ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

กรณียานิ ปุญฺญานิ ปณฺฑิเตน วิชานตา

สมคฺคเตสุ พุทฺเธสุ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ

อตฺถาย วต เม พุทฺโธ อรญฺญา คามมาคโต

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ตาวตึสูปโค อหํ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๒)

กรณียวิมานํ ฉฏฺฐํ ฯ

๑ ม. อนนฺตรํ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว

ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุญทั้งหลายอันบัณฑิตผู้รู้แจ้ง พึงทำในพระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นเขตที่บุคคลให้ทานแล้วมีผลมาก พระพุทธเจ้าเสด็จจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใส ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงได้เกิดในดาวดึงส์ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวทั่วทุกทิศอย่างนี้

เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ กรณียวิมานที่ ๖.

กรณียวิมานที่ ๒

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกรณียวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค กรณียวิมาน ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๗ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

กรณียานิ ปุญฺญานิ ปณฺฑิเตน วิชานตา

สมคฺคเตสุ ภิกฺขูสุ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ

อตฺถาย วต เม ภิกฺขู อรญฺญา คามมาคตา

ตตฺถ จิตฺตํ ปสาเทตฺวา ตาวตึสูปโค อหํ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๓)

ทุติยกรณียวิมานํ สตฺตมํ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว

ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุญทั้งหลายอันบัณฑิตรู้แจ้งพึงกระทำในภิกษุผู้ปฏิบัติชอบ ซึ่งเป็นเขตที่บุคคลให้ทานแล้วมีผลมาก ภิกษุทั้งหลายจากป่ามาสู่บ้าน เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้น จึงได้เกิดในดาวดึงส์ ฯลฯ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้นฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ กรณียวิมานที่ ๗.

สูจิวิมานที่ ๑

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสูจิวิมานที่ ๑

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค สูจิวิมาน ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๘ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

ยํ ททาติ น ตํ โหติ

ยญฺเจว ทชฺชา ตญฺเจว เสยฺโย

สูจิ ทินฺนา สูจิเมว เสยฺโย

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๔)

สูจิวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด๗๐๐ ยอด มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง

ไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า บุคคลให้สิ่งใด ผลสิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ย่อมมีผลดีกว่าสิ่งที่ตนให้ ข้าพเจ้าได้ถวายเข็ม ๒ เล่ม การถวายเข็มนั้นแล เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้สมบัติอันประเสริฐ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้นฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ สูจิวิมานที่ ๘.

สูจิวิมานที่ ๒

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสูจิวิมานที่ ๒

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค สูจิวิมาน ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๙ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก

อทฺทสํ วิรชํ ภิกฺขุํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ

ตสฺส อทาสิหํ สูจึ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

ฉบับหลวง

วิมานของท่านนี้สูงมาก ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ มียอด ๗๐๐ ยอดมีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วมณี ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์อันผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสได้ถวายเข็มแก่ภิกษุนั้นด้วยมือทั้งสองของตน ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ

บุญกรรมนั้น.

จบ สูจิวิมานที่ ๙

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ (๕)

ทุติยสูจิวิมานํ นวมํ ฯ8

นาควิมานที่ ๑

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมานที่ ๑

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค นาควิมาน ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๐ สุสุกฺกขนฺธํ อภิรุยฺห นาคํ

อกาจินํ ทนฺติพลึ มหาชวํ

อารุยฺห คชํ ปวรํ สุกปฺปิตํ

อิธาคมา เวหาสยมนฺตลิกฺเข

นาคสฺส ทนฺเตสุ ทุเวสุ นิมฺมิตา

อจฺโฉทกา ปทุมินิโย สุผุลฺลา

ปทุเมสุ จ ตุริยคณา ปวชฺชเร

อิมา จ นจฺจนฺติ มโนหราโย

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อฏฺเฐว มุฏฺฐิปุปฺผานิ ๑ กสฺสปสฺส ภควโต ๒

ถูปสฺมึ อภิโรปยึ ๓ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

นาควิมานํ ทสมํ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านขึ้นนั่งบนคอเทพกุญชรเผือกผ่อง มีงางอนงาม ทั้งกำลังวังชาว่องไวยิ่ง สมเป็นมิ่งคชสาร ยอดเยี่ยม ผูกสอดไปด้วยสายรัดประคนทองอันเรียบร้อย เลื่อนลอยมาในอากาศเวหา ที่งาทั้งสองของคชสาร มีสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยม เต็มเปี่ยมด้วยน้ำใสสะอาด อันบุญกรรมธรรมชาติเนรมิตให้ดาดาษไปด้วยปทุมพุ่มสลอน มีดอกอ่อนตูมบานแย้มเกสร ในดอกปทุมทุกดอกมีหมู่นางเทพอัปสร ออกมาบรรเลงดนตรี ฟ้อนรำ นำให้เกิดความรื่นเริงใจ ท่านเกิดเป็นเทพบุตร มีฤทธิ์อานุภาพอันยิ่งใหญ่ เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ

บุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้วมีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้นำเอาดอกไม้ ๘ กำ ไปบูชาที่พระสถูปของของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป ด้วยมือทั้งสองของตน ฯลฯ

ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ นาควิมานที่ ๑๐

นาควิมานที่ ๒

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมานที่ ๒

พระวังคีสเถระได้รับอนุญาตจากพระผู้มีพระภาคแล้ว จึงได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค นาควิมาน ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๑ มหนฺตํ นาคํ อภิรุยฺห สพฺพเสตํ คชุตฺตมํ

วนา วนํ อนุปริยาสิ นารีคณปุรกฺขิโต

โอภาเสนฺโต ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

อุปาสโก จกฺขุมโต อโหสึ

ปาณาติปาตา วิรโต อโหสึ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยิสฺสํ

อมชฺชโป โน จ มุสา อภาณึ

สเกน ทาเรน จ ตุฏฺโฐ อโหสึ

อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

ทุติยนาควิมานํ เอกาทสมํ ฯ

๑ ม. ยุ. มุตฺตปุปฺผานิ ฯ ๒ ม. ยุ. มเหสิโน ฯ ๓ ม. ยุ. อภิโรเปสึ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านขึ้นนั่งบนคอช้างใหญ่เผือกผ่อง มีกระพองประดับไปด้วยข่ายแก้วเป็นคชสารอันอุดม แวดล้อมไปด้วยหมู่เทพนารียังทิศทั้ง ๔ ให้สว่างไสว ดังดาวประกายพฤกษ์ เที่ยวไปมาจากสวนโน้นสู่สวนนี้ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว

ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระวังคีสเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึง

พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า

เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นอุบาสกของพระผู้มีพระภาคผู้มีพระญาณจักษุเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทานยินดีเฉพาะภริยาของตน ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวน้ำให้เป็นทานอันไพบูลย์ ด้วยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ

อย่างนี้ เพราะบุญกรรมนั้น.

จบ นาควิมานที่ ๑๑

นาควิมานที่ ๓

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนาควิมาน

บัณฑิตคนหนึ่งได้ถามบุพกรรมของเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค นาควิมาน ที่ ๓ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๒ โก นุ ทิพฺเพน ยาเนน สพฺพเสเตน หตฺถินา

ตุริยตาฬิตนิคฺโฆโส อนฺตลิกฺเข มหิยฺยติ

เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท

อชานนฺตา ตํ ปุจฺฉาม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ

นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท

สุธมฺมา นาม เย เทวา เตสํ อญฺญตโร อหนฺติ ฯ

ปุจฺฉาม เทว สุธมฺม ปุถุํ กตฺวาน อญฺชลึ

กึ กตฺวา มานุเส กมฺมํ สุธมฺมํ อุปปชฺชสีติ ฯ

อุจฺฉาคารํ ติณาคารํ วตฺถาคารญฺจ โย ทเท

ติณฺณมญฺญตรํ ทตฺวา สุธมฺมํ อุปปชฺชตีติ ฯ

ตติยนาควิมานํ ทฺวาทสมํ ฯ

ฉบับหลวง

ใครหนอมีเสียงกึกกล้องไปด้วยดุริยางค์และกังสดาล มีคชสารเผือกผ่องเป็นทิพยยาน ลอยอยู่ในอากาศ อันบริวารเป็นอันมาก บูชาอยู่ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะ จอมเทวันผู้ให้ทานในปางก่อน เราไม่รู้จักท่านจึงขอถาม ไฉนเราจะรู้จักท่านอย่างไร?

เทพบุตรตอบว่า

ข้าพเจ้าไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ และไม่ใช่ท้าวสักกะ ผู้ให้ทานในปางก่อน ข้าพเจ้าเป็นผู้หนึ่งในจำนวนเทพเจ้าชาวสุธรรมา.

บัณฑิตถามว่า

ดูกรท่านสุธรรมเทวัน เราขอทำอัญชลีแก่ท่านโดยเคารพขอถามท่านว่า ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงมาเกิดเป็น

เทพบุตรชาวสุธรรมา?

เทพบุตรตอบว่า

ผู้ใดได้ถวายเรือนอันมุงบังด้วยใบอ้อย มุงบังด้วยหญ้า และมุงบังด้วยผ้าผู้นั้นครั้นได้ถวายเรือนทั้งสามอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมบังเกิดเป็น

เทพบุตรชาวสุธรรมา.

จบ นาควิมานที่ ๑๒

จูฬรถวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจูฬรถวิมาน

พระมหากัจจายนเถระถามสุชาตกุมารว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค จูฬรถวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๓ ทฬฺหธมฺมนิสารสฺส ธนน โอลุพฺภ ติฏฺฐสิ

ขตฺติโย นุสิ ราชญฺโญ อาทู ลุทฺโธ วนาจโรติ ฯ

อสฺสกาธิปติสฺสาหํ ภนฺเต ปุตฺโต วเนจโร

นามํ เม ภิกฺขุ เต พฺรูมิ สุชาโต อิติ มํ วิทู

มิเค คเวสมาโนหํ โอคาหนฺโต พฺรหาวนํ

มิคํ คนฺเตฺวว นาทกฺขึ ตญฺจ ทิสฺวา อหํ ฐิโต (อิติ) ฯ

สฺวาคตนฺเต มหาปุญฺญ อโถ เต อทูราคตํ

อิโต อุทกมาทาย ปาเท ปกฺขาลยสฺสุ เต

อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา

ราชปุตฺต ตโต ปิตฺวา สนฺถตสฺมึ อุปาวิสาติ ฯ

กลฺยาณี วต เต วาจา สวนียา มหามุนิ

เนลา ๑ อตฺถวตี วคฺคู มนฺตา อตฺถญฺจ ภาสสิ

กา เต รติ วเน วิหรโต

อิสินิสภ วเทหิ ปุฏฺโฐ

ตว วจนปถํ นิสามยิตฺวา

อตฺถธมฺมปทํ สมาจเรมเสติ ฯ

อหึสา สพฺพปาณินํ กุมารมฺหากํ ๒ รุจฺจติ

เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารติ

อรติ สมจริยา จ พาหุสจฺจํ กตญฺญุตา

ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปสํสา ๓ ธมฺมา เอเต ปสํสิยาติ

สนฺติเก มรณํ ตุยฺหํ โอรํ มาเสหิ ปญฺจหิ

ราชปุตฺต วิชานาหิ อตฺตานํ ปริโมจยาติ ฯ

กตมํ สฺวาหํ ชนปทํ คนฺตฺวา กึ กมฺมํ กิญฺจิ โปริสํ

กาย วา ปน วิชฺชาย ภเวยฺยํ อชรามโรติ ฯ

น วิชฺชเต โส ปเทโส ๑ กมฺมํ วิชฺชา จ โปริสํ

ยตฺถ คนฺตฺวา ภเว มจฺโจ ราชปุตฺตาชรามโร

มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา

ปหูตธนธญฺญาเส น เตปิ อชรามรา

ยทิ เต สุตา อนฺธกเวณฺฑปุตฺตา ๒

สูรา วีรา วิกฺกนฺตปฺปหาริโน

เตปิ อายุกฺขยํ ปตฺตา

วิทฺธสฺตา สสฺสตีสมา

ขตฺติยา พฺราหฺมณา เวสฺสา สุทฺทา จณฺฑาลปุกฺกุสา

เอเต จญฺเญ จ ชาติยา เตปิ น อชรามรา

เย มนฺตํ ปริวตฺเตนฺติ ฉฬงฺคํ พฺรหฺมจินฺติตํ

เอเต จญฺเญ จ วิชฺชาย เตปิ น อชรามรา

อิสโย จาปิ เย สนฺตา สญฺญตตฺตา ตปสฺสิโน

สรีรํ เตปิ กาเลน วิชหนฺติ ตปสฺสิโน

ภาวิตตฺตาปิ อรหนฺโต กตกิจฺจา อนาสวา

นิกฺขิปนฺติ อิมํ เทหํ ปุญฺญปาปปริกฺขยา (อิติ) ฯ

สุภาสิตา อตฺถวตี คาถาโย เต มหามุนิ

นิชฺฌตฺโตมฺหิ สุภฏฺเฐน ตฺวญฺจ เม สรณํ ภวาติ ฯ

มา มํ ตฺวํ สรณํ คจฺฉ ตเมว สรณํ วช

สกฺยปุตฺตํ มหาวีรํ ยมหํ สรณํ คโตติ ฯ

กตรสฺมึ โส ชนปเท สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

อหมฺปิ ทฏฺฐฐ คจฺฉิสฺสํ ชินํ อปฺปฏิปุคฺคลนฺติ ฯ

ปุรตฺถิมสฺมึ ชนปเท โอกฺกากกุลสมฺภโว

สตฺถาปิ ปุริสาชญฺโญ โส จ โข ปรินิพฺพุโตติ ฯ

สเจ หิ พุทฺโธ ติฏฺเฐยฺย สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

โยชนานิ สหสฺสานิ คจฺเฉ ๑ ปยิรุปาสิตุํ

ยโต จ โข ปรินิพฺพุโต สตฺถา ตุมฺหาก มาริส

ปรินิพฺพุตํ มหาวีรํ คจฺฉามิ สรณํ อหํ

อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ

สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ

ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ

สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐติ ฯ

สหสฺสรํสีว ยถา มหปฺปโภ

ทิสํ ยถา ภาติ นเภ อนุกฺกมํ

ตถปฺปกาโร ๒ ตวายํ ๓ มหารโถ

สมนฺตโต โยชนสตํ อายโต ๑

สุวณฺณปฏฺเฏหิ สมนฺตโมนโฏ ๒

อุรสฺส มุตฺตาหิ มณีหิ จิตฺติโต

เลขา สุวณฺณสฺส จ รูปิยสฺส จ

โสภนฺติ เวฬุริยมยา สุนิมฺมิตา

สีสญฺจิทํ เวฬุริยสฺส นิมฺมิตํ

ยุคญฺจิทํ โลหิตกาย จิตฺติตํ

ยุตฺตา สุวณฺณสฺส จ รูปิยสฺส จ

โสภนฺติ อสฺสาปิ จิเม มโนชวา

โส ติฏฺฐสิ เหมรเถ อธิฏฺฐิโต

เทวานมินฺโทว สหสฺสวาหโน

ปุจฺฉามิ ตาหํ ยสวนฺตโกวิทํ

กถํ ตยา ลทฺโธ อยํ อุฬาโรติ ฯ

สุชาโต นามหํ ภนฺเต ราชปุตฺโต ปุเร อหุํ

ตญฺจ ๓ มํ อนุกมฺปาย สญฺญมสฺมึ นิเวสยิ

ขีณายุกญฺจ มํ ญตฺวา สรีรํ ปาทาสิ สตฺถุโน (อิติ) ฯ

อิมํ สุชาต ปูเชหิ ตนฺเต อตฺถาย โหหีติ

ตาหํ คนฺเธหิ มาเลหิ ปูชยิตฺวา สมุยฺยุโก ๔

ปหาย มานุสํ เทหํ อุปปนฺโนมฺหิ นนฺทเน

นนฺทเน ปวเร ๑ รมฺเม นานาทิชคณายุเต

รมามิ นจฺจคีเตหิ อจฺฉราหิ ปุรกฺขิโตติ ฯ

จูฬรถวิมานํ เตรสมํ ฯ

๑ ยุ. เนฬา ฯ ๒ ม. กุมารมฺหาก ฯ ๓ ม. ปาสํสา ฯ

๑ ยุ. น. วิชฺชเต หิ เทโส ฯ ๒ สี. อนฺธกเวณฺหุปุตฺตา ฯ ม. อนฺธกเวณฺฑุปุตฺตา ฯ

๑ ม. ยุ. คจฺเฉยฺยํ ฯ ๒ ม. ตถาปกาโร ฯ ๓ สี. ยุ. ตวยํ ฯ

๑ ม. โยชนสตฺตมายโต ฯ ๒ ม. สมนฺตโมตฺถโต ฯ ๓ ม. ตฺวญฺจ ฯ ๔ ม. ยุ. สมุยฺยุโต ฯ

ฉบับหลวง

ท่านเป็นกษัตริย์ เป็นราชโอรส หรือเป็นพรานป่าพเนจร สพายธนู

อันทำด้วยไม้แก่นอันมั่นคง ยืนอยู่?

สุชาตกุมารตรัสตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรสของพระเจ้าอัสสกะ ผู้เป็นใหญ่ในแคว้นอัสสกรัฐ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าจะขอบอกนามของข้าพเจ้าแก่ท่าน ชนทั้งหลายเรียกข้าพเจ้าว่า สุชาต ข้าพเจ้าเที่ยวลัดเลาะไปในป่าใหญ่แสวงหาหมู่เนื้อ ไม่ได้เห็นเนื้อ มาเห็นท่าน ข้าพเจ้าจึงได้

ยืนอยู่.

พระมหากัจจายนเถระกล่าวว่า

ดูกรท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านมาดีแล้ว อนึ่ง ถึงท่านมาไกลก็เหมือนมาใกล้ขอท่านจงตักน้ำจากภาชนะนี้ล้างเท้าของท่านเสียเถิด น้ำนี้เย็นใสสะอาดอาตมภาพตักมาจากซอกเขา ดูกรพระราชบุตร ขอเชิญท่านดื่มน้ำจาก

ภาชนะนี้แล้ว เชิญนั่งบนพื้นอันปูลาดเถิด.

สุชาตกุมารตรัสถามว่า

ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี วาจาของท่านนี้ไพเราะเสนาะโสต ไม่มีโทษมีแต่ประโยชน์ จับใจนัก ให้เกิดปัญญา และท่านรู้ว่ามีประโยชน์แล้วจึงพูด ข้าแต่ท่านฤาษีผู้องอาจ อะไรเป็นความยินดีของท่านผู้อยู่ในป่าข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอก ข้าพเจ้าฟังถ้อยคำของท่านแล้วจะ

ประพฤติอรรถธรรมให้สม่ำเสมอ.

พระมหากัจจายนเถระตอบว่า

ดูกรพระราชกุมาร อาตมภาพชอบการไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ชอบการงดเว้นจากการลักขโมย จากการประพฤติล่วงละเมิดในหญิงที่เขาหวงห้าม จากการดื่มน้ำเมา และชอบความประพฤติชอบ ความเป็นพหูสูต ความกตัญญู เพราะธรรมเหล่านี้เป็นเหตุเกิดความสรรเสริญวิญญูชนพึงสรรเสริญในปัจจุบันโดยแท้ ความตายของท่านใกล้เข้ามาแล้ว ท่านจักตายภายใน ๕ เดือน ดูกรพระราชบุตร ขอท่านจงรู้เถิด

จงรีบปลดเปลื้องตนเสียเถิด.

พระราชกุมารตรัสถามว่า

ข้าพเจ้าพึงไปสู่ชนบทไหน ทำการงานอะไร ทำกิจอะไรของบุรุษ หรือ

พึงเล่าเรียนวิชาอะไรหนอ จึงจะไม่แก่ไม่ตาย?

พระมหากัจจายนเถระตอบว่า

ดูกรพระราชกุมาร สัตว์พึงไปในประเทศใดแล้ว ประกอบการงานและเล่าเรียนวิชา กระทำกิจของบุรุษ จะไม่แก่ไม่ตาย ประเทศเช่นนั้นจะไม่มีเลย แม้ชนทั้งหลายผู้มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก เป็นกษัตริย์ปกครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย จะไม่แก่ไม่ตายไม่มีเลย ถึงชนเหล่านั้นจะเป็นลูกอันธกเวณฑะ มีเพลงอาวุธอันได้ศึกษาแล้ว แกล้วกล้า องอาจ สามารถจะต่อสู้ศัตรูได้ก็ตาม แต่ชนเหล่านั้นก็ถึงความสิ้นอายุ จะดำรงยั่งยืนเหมือนพระจันทร์พระอาทิตย์ก็หาไม่ เหล่าชนที่เป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร คนจัณฑาลคนอยากเหยื่อ และชนชาติอื่นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี ชนเหล่าใดเล่าเรียนมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ ที่เป็นพรหมลิขิตและพวกที่เรียนวิชาเหล่าอื่น แม้ชนเหล่านั้นที่จะไม่แก่ไม่ตายก็ไม่มี อนึ่ง ฤาษีทั้งหลายผู้สงบสำรวมตนบำเพ็ญตบะ ก็จำต้องละทิ้งสรีระไปตามกาล ถึงพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เสร็จกิจแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญ

และบาปแล้ว ก็ยังต้องทอดทิ้งร่างกายนี้ไป.

พระราชกุมารตรัสว่า

ข้าแต่ท่านผู้เป็นมหามุนี คาถาของท่านเป็นสุภาษิตมีประโยชน์ ข้าพเจ้าโล่งใจเพราะวาจาอันท่านกล่าวดีแล้ว ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าเถิด.

พระเถระกล่าวว่า

ท่านอย่าถึงอาตมภาพเป็นที่พึ่งเลย จงถึงพระพุทธเจ้าผู้เป็นศากยบุตรเป็นมหาวีรบุรุษ ที่อาตมภาพถึงเป็นที่พึ่ง ว่าเป็นที่พึ่งเถิด.

พระราชกุมารตรัสถามว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบรมครูของท่านพระองค์นั้นเวลานี้ประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพระ

องค์นั้น ผู้ชนะมาร หาบุคคลเปรียบปรานมิได้?

พระเถระตอบว่า

แม้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นบรมครู เป็นบุรุษอาชาไนย ทรงสมภพในวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช อยู่ในชนบทปุรัตถิมทิศ แต่ว่า

พระองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว.

พระราชกุมารตรัสว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครูของท่านพึงยังดำรงพระชนม์อยู่ไซร้ ถึงจะประทับอยู่ไกลพันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าให้จงได้ ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ก็เพราะพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของท่านเสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าซึ่งเสด็จปรินิพพานแล้วเป็นมหาวีรบุรุษ เป็นที่พึ่ง อนึ่ง ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้ากับทั้งพระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน เป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากปาณาติบาต อทินนาทาน จะ

ขอยินดีด้วยภรรยาของตนไม่พูดเท็จและไม่ดื่มน้ำเมา.

พระเถระกล่าวว่า

พระอาทิตย์มีรัศมีตั้งพัน โคจรไปในท้องฟ้าส่องแสงสว่างไปทั่วทิศฉันใด รถใหญ่ของท่านนี้ก็ฉันนั้น วัดโดยรอบยาวได้ร้อยโยชน์ หุ้มด้วยแผ่นทองคำรอบด้าน งอนรถนั้นวิจิตรด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณีลอยจำหลักเป็นรูปดอกไม้ลดาวัลย์ ตระการไปด้วยแก้วไพฑูรย์ อันบุญกรรมตบแต่งแล้ว งามเพริดแพร้วด้วยทองคำและเงิน และปลายงอนรถนี้อันบุญกรรมตบแต่งด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรไปด้วยแก้วทับทิมสายเชือกล้วนแล้วไปด้วยทองคำและเงิน อนึ่ง ม้าเหล่านี้ฝีเท้าว่องไวดังใจ งามรุ่งเรือง ท่านยืนอยู่บนรถทองดูองอาจ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ทวยเทพ ผู้ทรงราชรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนยตั้งพันฉะนั้น อาตมภาพขอถามท่านผู้มียศ ผู้ฉลาด รถอันยิ่งใหญ่นี้ ท่านได้

มาอย่างไร?

สุชาตเทพบุตรตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชาติก่อน ข้าพเจ้าเป็นราชบุตรนามว่า สุชาตกุมารพระคุณเจ้าอนุเคราะห์สั่งสอนข้าพเจ้าให้ตั้งอยู่ในความสำรวม และพระคุณเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าจะสิ้นอายุได้ให้พระบรมสารีริกธาตุแก่ข้าพเจ้า โดยกล่าวว่า ดูกรสุชาตราชกุมาร ท่านจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้เถิดพระบรมสารีริกธาตุนี้ จักเป็นประโยชน์แก่ท่าน ข้าพเจ้าได้บูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้น ด้วยของหอมและพวงมาลัย ขวนขวายในการทำบุญให้ทาน ละร่างมนุษย์นั้นแล้ว ได้ไปบังเกิดในสวนนันทวัน เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ามีหมู่นางเทพอัปสรฟ้อนรำ ขับร้องห้อมล้อม รื่นเริงอยู่ในสวนนันทวันอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่สกุณชาติ

นานาชนิด.

จบ จูฬรถวิมานที่ ๑๓.

มหารถวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมหารถวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มหารถวรรค มหารถวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๔ สหสฺสยุตฺตํ หยวาหนํ สุภํ

อารุยฺหิมํ สนฺทนเนกจิตฺตํ

อุยฺยานภูมึ อภิโต อนุกฺกมํ

ปุรินฺทโท ภูตปตีว วาสโว

โสวณฺณมยา เต รถกุพฺพรา อุโภ

ผเลหิ อํเสหิ อตีว สงฺคตา

สุชาตคุมฺพา นรวีรนิฏฺฐิตา

วิโรจติ ปณฺณรเสว จนฺโท

สุวณฺณชาลาวิตโต ๒ รโถ อยํ

พหูหิ นานารตเนหิ จิตฺติโต

สุนนฺทิโฆโส จ สุภสฺสโร จ

วิโรจติ จามรหตฺถพาหุหิ

อิมา จ นาโภฺย มนสาหิ ๓ นิมฺมิตา

รถสฺส ปาทนฺตรมชฺฌภูสิตา

อิมา จ นาโภฺย สตราชิจิตฺติตา

สเตริตา ๔ วิชฺชุริวปฺปภาสเร

อเนกจิตฺตาวิตโต ๑ รโถ อยํ

ปุถู จ เนมี จ สหสฺสรํสิโย ๒

เตสํ สโร สุยฺยติ วคฺคุรูโป

ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ

สิรสฺมึ จิตฺตํ มณิสนฺทกปฺปิตํ ๓

สทา วิสุทฺธํ รุจิรํ ปภสฺสรํ

สุวณฺณราชีหิ อตีว สงฺคตํ

เวฬุริยราชีหิ อตีว โสภติ

อิเม จ วาฬี มณิสนฺทกปฺปิตา ๓

อาโรหกมฺพู สุชวา พฺรหฺมูปมา

พฺรหา มหนฺตา พลิโน มหาชวา

มโน ตวญฺญาย ตเถว สึสเร

อิเม จ สพฺเพ สหิตา จตุกฺกมา

มโน ตวญฺญาย ตเถว สึสเร

สมํ วหนฺติ มุทุกา อนุทฺธตา

อาโมทมานา ตุรคานมุตฺตมา

ธุนนฺติ วคฺคนฺติ ปวตฺตนฺติ อมฺพเร

อพฺภุทฺธุนนฺตา สุกเต ปิลนฺธเน

เตสํ สโร สุยฺยติ วคฺคุรูโป

ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ

รถสฺส โฆโส อปิลนฺธนานิ ๑

ขุรสฺส นาทิ อภิหึสนาย จ

โฆโส สุวคฺคู สมิตสฺส สุยฺยติ

คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺรสวเน

รเถ ฐิตา ตา มิคมนฺทโลจนา

อาฬารปมฺหา หสิตา ปิยํวทา

เวฬุริยชาลา วินตา ๒ ตนุจฺฉวา

สเทว คนฺธพฺพสุรคฺคปูชิตา

รตฺตา รตฺตมฺพรปีตวาสสา

วิสาลเนตฺตา อภิรตฺตโลจนา

กุเลสุ ชาตา สุตนู สุวิมฺหิตา ๓

รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา

ตา กมฺพุกายุรธรา สุวาสสา

สุมชฺฌิมา อูรุถโนปปนฺนา

วฏฺฏงฺคุลิโย สุมุขา สุทสฺสนา

รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา

อญฺญาสุ เวณีสุ สุมิสฺสเกสิโย ๔

สมํ วิภตฺตาหิ ปภสฺสราหิ จ

อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา

รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา

อาเวฬินิโย ปทุมุปฺปลจฺฉทา

อลงฺกตา จนฺทนสารโวสิตา ๑

อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา

รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา

ตา มาลินิโย ปทุมุปฺปลจฺฉทา

อลงฺกตา จนฺทนสารโวสิตา

อนุปุพฺพตา ตา ตว มานเส รตา

รเถ ฐิตา ปญฺชลิกา อุปฏฺฐิตา

กณฺเฐสุ เต ๒ ยานิ ปิลนฺธนานิ จ

หตฺเถสุ ปาเทสุ ตเถว สีเส

โอภาสยนฺติ ทส สพฺพโต ๓ ทิสา

อพฺภุทฺทยํ สารทิโกว ภาณุมา

วาตสฺส เวเคน จ สมฺปกมฺปิตา

ภุเชสุ มาลา อปิลนฺธนานิ จ

มุญฺจนฺติ โฆสํ รุจิรํ สุจึ สุภํ

สพฺเพหิ วิญฺญูหิ สุสตฺตรูปํ ๔

อุยฺยานภุมฺยา จ ทุวฏฺฐิโต ๕ ฐิตา

รถา จ นาคา ตุริยานิ วาสโร ๑

ตเมว เทวินฺท ปโมทยนฺติ

วีณา ยถา โปกฺขรปตฺตพาหุหิ

อิมาสุ วีณาสุ พหูสุ วคฺคูสุ

มนุญฺญรูปาสุ หทเยริตมฺปิ ตํ

ปวชฺชมานาสุ อตีว อจฺฉรา

ภมนฺติ กญฺญา ปทุเมสุ สิกฺขิตา

ยถา จ คีตานิ จ วาทิตานิ จ

นจฺจานิ จิมานิ สเมนฺติ เอกโต

อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา

โอภาสยนฺติ อุภโต ว รตฺติยา

โส โมทสิ ตุริยคณปฺปโพธโน

มหียมาโน วชิราวุโธริว

อิมาสุ วีณาสุ พหูสุ วคฺคูสุ

มนุญฺญรูปาสุ หทเยริตมฺปิ ตํ่

กึ ตฺวํ ปุเร กมฺมมกาสิ อตฺตนา

มนุสฺสภูโต ปุริมาย ชาติยา

อุโปสถํ กึ ว ตุวํ อุปาวิสิ

กึ ธมฺมจริยํ วตมาภิโรจสิ

นยิทํ อปฺปสฺส กตสฺส กมฺมุโน

ปุพฺเพ สุจิณฺณสฺส อุโปสถสฺส วา

อิทฺธานุภาโว วิปุโล อยํ ตว

ยํ เทวสงฺฆํ อภิโรจเส ภุสํ

ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน

อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตมฺเม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต (อิติ) ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

ชิตินฺทฺริยํ พุทฺธมโนมนิกฺกมํ

นรุตฺตมํ กสฺสปมคฺคปุคฺคลํ

อปาปุรนฺตํ อมตสฺส ทฺวารํ

เทวาติเทวํ สตปุญฺญลกฺขณํ

ตมทฺทสํ กุญฺชรโมฆติณฺณํ

สุวณฺณสิงฺคินทพิมฺพสาทิสํ

ทิสฺวาน ตํ ขิปฺปมหุํ สุจิมโน

ตเมว ทิสฺวาน สุภาสิตทฺธชํ

ตมนฺนปานํ อถ วาปิ จีวรํ

สุจึ ปณีตํ รสสา อุเปตํ

ปุปฺผาภิกิณฺณมฺหิ สเก นิวาสเน

ปติฏฺฐเปสึ ส อสงฺคมานโส

ตมนฺนปาเนน จ จีวเรน จ

ขชฺเชน โภชฺเชน จ สายเนน จ

สนฺตปฺปยิตฺวา ทิปทานมุตฺตมํ

โส สคฺคโส เทวปุเร รมามหํ

เอเตนุปาเยน อิมํ นิรคฺคลํ

ยญฺญํ ยชิตฺวา ติวิธํ วิสุทฺธํ

ปหายหํ มานุสฺสกํ สมุสฺสยํ

อินฺทสโม เทวปุเร รมามหํ

อายุญฺจ วณฺณญฺจ สุขํ พลญฺจ

ปณีตรูปํ อภิกงฺขตา มุนิ

อนฺนญฺจ ปานญฺจ พหุํ สุสงฺขตํ

ปติฏฺฐเปตพฺพมสงฺคมานโส

อิมสฺมึ โลเก ปรสฺมึ วา ปน

พุทฺเธน เสฏฺโฐ จ สโม น วิชฺชติ

อาหุเนยฺยานํ ปรมาหุตํ ๑ คโต

ปุญฺญตฺถิกานํ วิปุลปฺผเลสินนฺติ ฯ

มหารถวิมานํ จุทฺทสมํ ฯ

อุทฺทานํ

มณฺฑูโก เรวตี ฉตฺโต กกฺกฏโก ๒ ทฺวารปาลโก

เทฺว กรณียา เทฺว สูจี ตโย นาคา จ เทฺว รถา

ปุริสานํ ปญฺจโม วคฺโคติ ปฐโม วคฺโค ๓ ปวุจฺจตีติ ฯ

ภาณวารํ ตติยํ ฯ

๑ ม. นนฺทเน จ วเน ฯ ยุ. ปวเน ฯ ๒ สุวณฺณชาลาวตโตติปิ ทิสฺสติ ฯ

๓ ม. ยุ. มนสาภินิมฺมิตา ฯ ๔ ม. สเตรตา ฯ

๑ อเนกจิตฺตาวตโตติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. สหสฺสรํสิโก ฯ

๓ ...จนฺท... อิติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ อปิลนฺธนานญฺจ อิติปิ ทิสฺสติ ฯ ๒ เวฬุริยชาลาวิตตาติปิ ทิสฺสติ ฯ

๓ สุจิมฺหิตาติปิ ทิสฺสติ ฯ ๔ อญฺญา สุเวณี สุสฺ มิสฺสเกสิโยติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ ม ... วาสิตา ฯ ๒ ยุ. ตว ฯ ๓ ม. สพฺพโส ฯ

๔ โป. สุตคฺครูปํ ฯ ม. สุตพฺพรูปํ ฯ ๕ ม. ทุวทฺธโต ฯ ยุ. ทุหฏฺฐโต ฯ

๑ จ สโรติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปรมาหฺตึ ฯ ๒ ม. ยุ. กกฺกโฏ ฯ ๓ ยุ. ปฐโม วคฺโคติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านขึ้นรถม้าอันงามวิจิตรมิใช่น้อย เทียมด้วยม้าหนึ่งพันมาในที่ใกล้ภูมิสถานอุทยาน ย่อมรุ่งเรือง ดุจท้าววาสวปุรินททะผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาแม่แคร่รถทั่งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองคำ ปูเรียบด้วยแผ่นกระดานทองสนิทดี มีลูกกรงอันจัดไว้ได้ระเบียบเรียบร้อย ดังสำเร็จด้วยนายช่างผู้มีความเพียร งามไพโรจน์ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถของท่านนี้ปกคลุมด้วยข่ายทอง วิจิตรด้วยรตนะต่างๆ อย่างมากมาย มีเสียงกึกก้องไพเราะ น่าเพลิดเพลิน รุ่งเรืองไปด้วยหมู่เทพบุตรและเทพนารีผู้ถือจามร

อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้วิจิตรไปด้วยลวดลายอย่างละร้อย ดุจว่าเนรมิตแล้วดังใจนึก สว่างไสวดังสายฟ้าแลบ นับได้ด้านละร้อย รถนี้ปกคลุมด้วยมาลากรรมอันวิจิตรเป็นอเนก กงใหญ่อันมีรัศมีตั้งพัน เสียงแห่งกงเหล่านั้นดังไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ อันบุคคลบรรเลงแล้ว ที่งอนรถร้อยด้วยแก้วมณีกลมดุจมณฑล พระจันทร์ งามวิจิตร แต่งด้วยลายทองลายแก้วไพฑูรย์งามยิ่งนัก บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ม้าเหล่านี้ผูกสอดแล้วด้วยแก้วมณี ทั้งสูงทั้งใหญ่ ว่องไว ดังพรหมพลีมีฤทธิ์มาก อ้วนพี มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่านวิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้าทั้งหมดนี้อดทนไปด้วยเท้า ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก

เป็นม้าอ่อนโยน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบยังใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นม้าอันอุดมกว่าม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับอันนายช่างทองทำดีแล้วสลัดขนหางอยู่ไปมา บางทีก็วิ่งยกย่างเท้าไป บางทีก็เหาะไป เสียงแห่งเครื่องประดับเหล่านั้น ดังไพเราะน่าฟัง ดังดนตรีเครื่อง ๕ อันบุคคลบรรเลงแล้ว เสียงรถเสียงเครื่องประดับทั้งหลาย เสียงบันลือแห่งกลีบม้า เสียงม้าคำรนร้อง และเสียงเทพเจ้าผู้บันเทิง ดังไพเราะน่าฟัง ดังดนตรีแห่งคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา มีนางเทพอัปสรทั้งหลายยืนอยู่บนรถ มีดวงตารุ่งเรืองดังตาลูกเนื้อทราย มีขนตาดก มีหน้ายิ้มแย้มพูดจาอ่อนหวาน มีสรีระปกคลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวพรรณอันละเอียดอ่อน

ผู้อันคนธรรพ์เทวดาผู้เลิศบูชาแล้ว นุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองอันน่ากำหนัดรักใคร่ มีตากว้างยาว มีดวงตางาม มีสรีระงดงาม หัวเราะเพราะพริ้งเกิดแล้วในตระกูล นางอัปสรทั้งหลายยืนประนมปรากฏอยู่บนรถ สอดสวมกำไลทองมีร่างส่วนกลางงดงาม มีลำขาและถันอันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้างาม น่าดูน่าชม นางอัปสรบางพวกยืนประนมมืออยู่บนรถ มีช้องผมอันงาม ล้วนแต่เป็นสาวรุ่นๆมีผมอันสอดแซมด้วยแก้วมาลา ลอนผมเรียบร้อย งดงาม แบ่งออกเท่าๆ กัน นางอัปสรเหล่านั้น มีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่านนางอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏบนรถ บางเหล่าสวมพวงมาลัยปกคลุมไปด้วยดอกประทุมและดอกอุบล ตบแต่งแล้วด้วยมาลามาลัยลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์

นางเทพอัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน นางเทพอัปสรทั้งหลายยืนประนมมือปรากฏอยู่บนรถ บางพวกสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ด้วยเครื่องประดับทั้งหลายที่ประดับแล้วที่คอที่มือ ที่เท้า ที่ศีรษะ ดุจพระอาทิตย์ส่องแสงอุทัยในสารทกาล ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง อันกำลังลมพัดพานแล้ว ย่อมเปล่งเสียงกึกก้องไพเราะเจริญใจ เป็นเสียงอันเลิศ อันวิญญูชนทั้งปวงพึงฟังดูกรท่านผู้เป็นจอมเทพ ก็เสียงอันเกิดแล้วเพราะรถ ช้างและดุริยางค์ดนตรีทั้งหลาย อันตั้งอยู่แล้วในภูมิสถานอุทยาน โดยสองข้างเหล่านั้นย่อมยังท่านให้บันเทิงใจ ดุจพิณทิพย์ทั้งหลาย มีรางและคันถือประกอบแล้วเรียบร้อย

อันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมยังชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากนี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันนางอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นจับใจยิ่งนัก นางเทพกัญญาทั้งหลายผู้ได้ศึกษาแล้ว พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลายเปรียบเหมือนการขับร้อง การฟ้อนรำ และการประโคม ย่อมประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกัน ฉะนั้น นางเทพอัปสรบางพวกฟ้อนรำอยู่บนรถของท่านนี้ และนางเทพอัปสรบางพวกย่อมยังทศทิศให้สว่างไสว ในข้างทั้งสองในประเทศนั้น ด้วยสรีระของตนและด้วยรัศมีแห่งวัตถาภรณ์ ท่านนั้นเป็นผู้อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้ม บันเทิงใจ อันหมู่ทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ ดุจท้าววชิราวุธ

เมื่อพิณทิพย์เป็นอันมากนี้ เสียงไพเราะเจริญใจ อันนางอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่ แม้เสียงนั้นก็จับใจอย่างยิ่งเมื่อชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ชาติก่อน ท่านเป็นมนุษย์ได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม และการสมาทานวัตรอะไร การที่ท่านมีอิทธานุภาพอันไพบูลย์รุ่งโรจน์โชติช่วงครอบงำซึ่งหมู่เทวดาอย่างยิ่ง นี้ไม่ใช่ผลแห่งกรรมอันท่านทำแล้ว หรือแห่งอุโบสถอันท่านประพฤติแล้วในชาติก่อน มีประมาณนิดหน่อยเลยนี่เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้วขอท่าน

จงบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมา?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้มีอินทรีย์อันชนะแล้ว มีความก้าวหน้าไม่ต่ำทรามผู้สูงสุดกว่านระ ทรงพระนามว่ากัสสปเป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่งอมตธรรม เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา มีมหาปุริสลักษณะอันเกิดแล้วด้วยอำนาจบุญตั้งร้อย ผู้เช่นกับกุญชรข้ามโอฆะได้แล้ว มีพระรูปงามดุจทองสิงคิวรรณและทองชมพูนุท ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้วก็เกิดความเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นธงชัยแห่งพระธรรมได้ถวายข้าวและน้ำ อันประกอบด้วยรสอร่อย สะอาด ประณีตกับทั้งจีวร แก่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้ามีใจไม่ข้องอยู่ในอะไรๆ ได้อังคาสพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้สูงสุดกว่าหมู่สัตว์ ด้วยข้าว น้ำ จีวรของเคี้ยว ของบริโภค และของควรลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทพบุรีโดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายมหาทานที่ควรบูชาอันบริสุทธิ์ ๓อย่างนี้เสมอๆ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้เสมอด้วย พระอินทร์ รื่นรมย์

อยู่ในเทพบุรี.

โคบาลเทพบุตร ครั้นบอกบุรพกรรมอันตนทำแล้วแก่พระเถระด้วยประการดังนี้แล้ว บัดนี้มีความปรารถนาเพื่อยังชนแม้เหล่าอื่นให้ดำรงอยู่ในนิสสยสมบัติ เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของตนในพระตถาคต จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า

ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี เมื่อใครๆ หวังซึ่งอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปอันประณีต อย่างพึงมีใจข้องอยู่ในสิ่งอื่น พึงยังข้าวและน้ำอันตนตบแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ให้ตั้งไว้ในพระพุทธเจ้า เพราะใครๆ ในโลกนี้หรือโลกอื่น จะเป็นผู้ประเสริฐหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า มิได้มีพระตถาคตเจ้านั้นถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง กว่าบุคคลผู้ควรบูชาทั้งหลาย ของชนผู้มีความต้องการบุญ แสวงหาผลอันไพบูลย์.

จบ มหารถวิมานที่ ๑๔.

________________________

รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. มัณฑุกเทวปุตตวิมาน ๒. เรวดีวิมาน

๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ๔. กักกฏรสทายกวิมาน

๕. ทวารปาลกวิมาน ๖. กรณียวิมานที่ ๑

๗. กรณียวิมานที่ ๒ ๘. สูจิวิมานที่ ๑

๙. สูจิวิมานที่ ๒ ๑๐. นาควิมานที่ ๑

๑๑. นาควิมานที่ ๒ ๑๒. นาควิมานที่ ๓

๑๓. จูฬรถวิมาน ๑๔. มหารถวิมาน.

จบ มหารถวรรคที่ ๕.

จบ ภาณวารที่ ๓.

จบ มหารถวรรค