จิตตลดาวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๘–๒๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๗ ในวิมานวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ทุติโย จิตฺตลตาวคฺโค
จิตตลดาวรรคที่ ๒
๑. ทาสีวิมาน
ว่าด้วยบุญที่ทำให้ไปเกิดในทาสีวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค ทาสีวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ อปิ สกฺโกว เทวินฺโท รมฺเม จิตฺตลตาวเน
สมนฺตา อนุปริยาสิ นารีคณปุรกฺขตา
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ
อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา
ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว
มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ
เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ทาสี อโหสึ ปรเปสฺสิยา กุเล
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
ตสฺสา เม นิกฺกโม อาสิ สาสเน ตสฺส ตาทิโน
กามํ ภิชฺชตุ ยํ กาโย เนว อตฺเถตฺถ สนฺถนํ
สิกฺขาปทานํ ปญฺจนฺนํ มคฺโค โสวตฺถิโก สิโว
อกณฺฏโก อคหโน อุชุ สพฺภิ ปเวทิโต
นิกฺกมสฺส ผลํ ปสฺส ยถิทํ ปาปุณิตฺถิกา
อามนฺตนิกา รญฺโญมฺหิ สกฺกสฺส วสวตฺติโน
สฏฺฐิ ตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม
อาลมฺโพ คคฺคโม ภีโม สาธุวาทิ ปสํสิโย
โปกฺขโร จ สุผสฺโส จ วีณาโมกฺขา จ นาริโย
นนฺทา เจว สุนนฺทา จ โสณทินฺนา สุจิมฺหิตา
อาลมฺพุสา มิสฺสเกสี ๑ ปุณฺฑรีกาติ ทารุณี
เอนิปสฺสา สุปสฺสา จ สุภทฺทา มุทุกาวที
เอตา อญฺญา จ เสยฺยาเส อจฺฉรานํ ปโพธิกา
ตา มํ กาเลนุปาคนฺตฺวา อภิภาสนฺติ เทวตา
หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส
นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ
อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ
สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ
สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ
เตสํ สหพฺยกามานํ กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ
กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโนติ ฯ
ทาสีวิมานํ ปฐมํ ฯ
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ท่านผู้แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพนารี เที่ยวชมไปโดยรอบในสวนจิตตลดาวันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจท้าวสักกเทวาธิราช ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสวเหมือนดาวประกายพฤกษ์ ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร ประการหนึ่ง โภคสมบัติต่างๆ อันเป็นเครื่องปลื้มใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และมี
รัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ จึงได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ครั้งเมื่อดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นทาสีหญิงรับใช้ในตระกูลแห่งชนอื่นดิฉันนั้นเป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดม ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศเมื่อดิฉันรักษาศีล ทำมนสิการในกรรมฐานอยู่ ๑๖ ปี กรรมฐานกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการได้สำเร็จแก่ดิฉัน ด้วยอานุภาพแห่งการมนสิการนั้น การออกไปจากกิเลสได้เกิดมีแก่ดิฉัน ในศาสนาของพระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในจิตว่า แม้ถึงร่างกายนี้จะแตกทำลายไปก็ตามที การที่จะหยุดความเพียรในการเจริญกรรมฐานนี้
เป็นอันไม่มีเป็นอันขาด ขอท่านจงดูผลแห่งความเพียรเป็นเหตุก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้า กล่าวคือความสวัสดี ความเกษมความปราศจากเสี้ยนหนามคือกิเลส สภาวะที่หาเครื่องยึดเหนี่ยวมิได้ความซื่อตรง และองค์อริยมรรค ที่สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นประกาศแล้ว อันเป็นอุปนิสัยสืบเนื่องมาจากการรักษาสิกขาบท ๕ประการของดิฉันนั้น อันเป็นเหตุให้บรรลุซึ่งผลอันนี้ ดิฉันเป็นที่โปรดปรานและคุ้นเคยกับท้าวสักกเทวราช เทพบุตรอันมีนามว่าอาลัมพะคัคคมะ ภีมะ สาธุวาที ปสังสิยะ โปกขรา และสุผัสสะ และเหล่าเทพธิดาน้อยๆ อันมีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนาสุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี และนางบุณฑริกา
ได้ทำการบำเรอปลุกปลื้มแก่ดิฉัน ด้วยดนตรีทิพย์มีประมาณได้หกหมื่น และนางเทพกัญญาเหล่านี้ คือ นางเอนิปัสสา นางสุปัสสา นางสุภัททา นางมุทุกาวทีผู้ประเสริฐกว่า นางเทพอัปสรทั้งหลาย และนางเทพกัญญาเหล่าอื่นผู้บำรุงบำเรอ นางเทพอัปสรทั้งหลายเหล่านั้น ได้เข้ามาสู่ที่ใกล้ชิดตามกาลอันควร สนองเสนอดิฉันด้วยวาจาที่น่ายินดีว่า เอาเถอะ พวกดิฉันจักฟ้อนรำ ขับร้อง จักยังท่านให้รื่นรมย์ ดังนี้ ฐานะที่ดิฉันได้รับในบัดนี้ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ไม่ได้ทำบุญไว้ ฐานะที่หาความโศกมิได้ น่าเพลิดเพลินน่ารื่นรมย์ เป็นอุทยานใหญ่ของเทวดาชาวไตรทศเช่นนี้ ย่อมเกิดมีสำหรับผู้มีบุญเท่านั้น ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมไม่มีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนผู้มีบุญอันได้บำเพ็ญแล้ว ย่อมมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า อันบุคคลผู้ปรารถนา เพื่อสถิตร่วมกับเทวดาชาวไตรเทศเหล่านั้นควรจะบำเพ็ญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าผู้มีบุญอันก่อสร้างไว้แล้ว ย่อม
เพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ ร่าเริงบันเทิงอยู่ในสวรรค์.
จบ ทาสีวิมานที่ ๑.
๒. ลขุมาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในลขุมาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค ลขุมาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
เกวฏฺฏทฺวารา นิกฺขมฺม อหุ มยฺหํ นิเวสนํ
ตตฺถ สํสรมานานํ สาวกานํ มเหสินํ
โอทนํ กุมฺมาสํ ฑากํ โลณโสวีรกญฺจหํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเลสุ สํวุตา
สญฺญมา สํวิภาคา จ วิมานํ อาวสามหํ
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ สญฺญตา
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจานโกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
มม จ ภนฺเต วจเนน ภควโต ปาเท สิรสา วนฺเทยฺยาสิ ลขุมา นาม ภนฺเต อุปาสิกา ภควโต ปาเท สิรสา วนฺทตีติ อนจฺฉริยํ โข ปเนตํ ภนฺเต ยํ มํ ภควา อญฺญตรสฺมึ สามญฺญผเล พฺยากเรยฺย ตํ ภควา สกทาคามิผเล พฺยากาสีติ ฯ
ลขุมาวิมานํ ทุติยํ ฯ
๑ โป. ม. ยุ. อลมฺพุสา มิสฺสเกสี จ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อขณะท่องเที่ยวอยู่ ณ เทวสถานได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
ดูกรนางเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีรัศมีงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทิศสถิตอยู่ ประดุจดาวประจำรุ่ง ฉะนั้น ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญกรรมอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทิศ เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า เมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่บ้านของดิฉันตั้งอยู่ใกล้กับประตูบ้านชาวประมง ดิฉันได้ถวายข้าวสุกขนมกุมมาส ผักดอง และน้ำเครื่องดื่ม เจือด้วยรสต่างๆ แก่พระสาวกทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง ซึ่งออกจากประตูบ้านชาวประมงกำลังท่องเที่ยวไปในบ้านของดิฉันนั้น ประการหนึ่ง ดิฉันเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสในพระอริยสาวกผู้มีจิตอันซื่อตรง ได้เข้ารักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สังวรด้วยดีในองค์ศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงได้ครอบครองวิมานนี้ เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาตเว้นขาดจากการเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการประพฤติล่วงละเมิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในเบญจศีล ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ และพระเกียรติยศ ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญกรรมนั้น ฯลฯ
และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ ประการหนึ่ง ขอท่านผู้เจริญพึงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลตามคำของดิฉันว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อลขุมา ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็การที่พระผู้มีพระภาคพึงทรงพยากรณ์ดิฉันในสามัญผล อย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่น่าอัศจรรย์ แต่การที่พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ดิฉัน ในสกทาคามิผล
นั้น น่าอัศจรรย์แท้จริง.
จบ ลขุมาวิมานที่ ๒.
๓. อาจามทายิกาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอาจามทายิกาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค อาจามทายิกาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ ปิณฺฑาย เต จรนฺตสฺส ตุณฺหีภูตสฺส ติฏฺฐโต
ทฬิทฺทา กปณา นารี ปราคารํ อวสฺสิตา ๑
ยา เต อทาสิ อาจามํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
สา หิตฺวา มานุสํ เทหํ กํ นุ สาทิสตํ คตาติ ฯ
ปิณฺฑาย เม จรนฺตสฺส ตุณฺหีภูตสฺส ติฏฺฐโต
ทฬิทฺทา กปณา นารี ปราคารํ อวสฺสิตา ๑
ยา เม อทาสิ อาจามํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
สา หิตฺวา มานุสํ เทหํ วิปฺปมุตฺตา อิโต จุตา
นิมฺมานรติโน นาม สนฺติ เทวา มหิทฺธิกา
ตตฺถ สา สุขิตา นารี โมทิตาจามทายิกา
อโห ทานํ วรากิยา กสฺสเป สุปติฏฺฐิตํ
ปราภเตน ทาเนน อิชฺฌิตฺถ วต ทกฺขิณา
ยา มเหสิตฺตํ กเรยฺย จกฺกวตฺติสฺส ราชิโน
นารี สพฺพงฺคกลฺยาณี ภตฺตุ จาโนมทสฺสิกา
เอตสฺสาจามทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
สตํ นิกฺขา สตํ อสฺสา สตํ อสฺสตรี รถา
สตํ กญฺญาสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา
เอตสฺสาจามทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
สตํ เหมวตา นาคา อีสา ทนฺตา อุรูฬฺหวา
สุวณฺณกจฺฉา มาตงฺคา เหมกปฺปนิวาสสา
เอตสฺสาจามทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ
จตุนฺนํ มหาทีปานํ อิสฺสรํ โยธ การเย
เอตสฺสาจามทานสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสินฺติ ฯ
อาจามทายิกาวิมานํ ตติยํ ฯ
๑ อปสฺสิตาติปิ ฯ
ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะตรัสถามถึงที่เกิดแห่งหญิงนั้น กะพระมหากัสสปเถระจึงตรัสคาถาสองคาถาความว่า
หญิงขัดสน เป็นคนกำพร้า อาศัยชายคาเรือนของคนอื่นอยู่ มีจิตเลื่อมใสได้ถวายข้าวตังแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวไปบิณฑบาต ซึ่งมาหยุดยืนนิ่งอยู่เฉพาะหน้า ด้วยมือของตนเอง ครั้นละจากอัตภาพมนุษย์แล้ว ได้ไป
บังเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ชั้นไหนหนอ?
พระมหากัสสปเถระถวายพระพรว่า
หญิงขัดสน เป็นคนกำพร้า อาศัยชายคาเรือนของคนอื่นอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวตังแก่อาตมภาพผู้กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาตซึ่งมายืนหยุดนิ่งเฉพาะหน้า ด้วยมือของตนเองนั้น ครั้นละจากอัตภาพมนุษย์ จุติจากมนุษยโลกนี้พ้นไปแล้ว ได้บังเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีฤทธิ์มาก อยู่ ณ ชั้นนิมมานรดี ถึงความสุขอันเป็นทิพย์ ร่าเริง
บันเทิงใจอยู่ในชั้นนิมมานรดีนั้น เหตุสักว่าอาจามทานฯ
ท้าวสักกเทวราชกล่าวสรรเสริญทานนั้นว่า
น่าอัศจรรย์จริงหนอ ทานของคนกำพร้าไร้ญาติ เป็นทานที่นำมาแต่ผู้อื่นแล้ว ได้นอบน้อมถวายแก่พระมหากัสสป สำเร็จเป็นทักษิณามากถึงเพียงนี้ นางแก้วผู้งามทั่วสรรพางค์ สามีไม่จืดจางในการมองชม ได้รับอภิเษกเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ทองคำแท่งมีปริมาณตั้งร้อยก็ดีม้ามีกำลังเร็วมีปริมาณตั้งร้อยก็ดี ราชรถอันเทียมด้วยม้าอัศดรตั้งร้อยก็ดี นางราชกัญญาอันประดับประดาแล้วด้วยแก้วมุกดา และแก้วมณีและต่างหูมีปริมาณตั้งแสนก็ดี ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ คชสารตัวประเสริฐเกิดแต่ป่าหิมพานต์ เป็นคชสารตระกูลมาตังคะ มีงางามงอนดุจงอนรถ มีสายรัดแล้วด้วยทองคำ มีข่ายทองคำปกเหนือกระพองศีรษะ มีประมาณตั้งร้อยเชือก ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ ได้เสวยราชสมบัติ เป็นใหญ่ในมหาทวีปทั้งสี่ ก็ยังไม่เทียบเท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้.
จบ อาจามทายิกาวิมานที่ ๓
๔. จัณฑาลิวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจัณฑาลิวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค จัณฑาลิวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ จณฺฑาลิ วนฺท ปาทานิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน
ตเมว อนุกมฺปาย อฏฺฐาสิ อิสิสตฺตโม
อภิปฺปสาเทหิ มนํ อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ๑
ขิปฺปมญฺชลิกา ๒ วนฺท ปริตฺตํ ตว ชีวิตนฺติ ฯ
โจทิตา ภาวิตตฺเตน สรีรนฺติมธารินา
จณฺฑาลี วนฺทิ ปาทานิ โคตมสฺส ยสสฺสิโน
ตเมนํ อวธิ คาวี จณฺฑาลึ ปญฺชลึ ฐิตํ
นมสฺสมานํ สมฺพุทฺธํ อนฺธกาเร ปภงฺกรํ
ขีณาสวํ วิคตรชํ อเนญฺชํ
[๓]
เทวิทฺธิปตฺตา อุปสงฺกมิตฺวา
วนฺทามิ ตํ วีร มหานุภาว
สุวณฺณวณฺณา ชลิตา มหายสา
วิมานโมรุยฺห อเนกจิตฺตา
ปริวาริตา อจฺฉราสงฺคเณน
กา ตฺวํ สุเภ เทวเต วนฺทเส มมํ (อิติ) ฯ
อหํ ภทนฺเต จณฺฑาลี ตยา ๔ วีเรน เปสิตา
วนฺทึ อรหโต ปาเท โคตมสฺส ยสสฺสิโน
สาหํ วนฺทิตฺวา ปาทานิ จุตา จณฺฑาลโยนิยา
วิมานํ สพฺพโส ภทฺทํ อุปปนฺนมฺหิ นนฺทเน
อจฺฉรานํ สหสฺสานิ ปุรกฺขิตฺวา มํ ติฏฺฐนฺติ
ตาสาหํ ปวรา เสฏฺฐา วณฺเณน ยสสายุนา
ปหูตกตกลฺยาณา สมฺปชานา ปติสฺสตา
มุนึ การุณิกํ โลเก ภนฺเต วนฺทิตุมาคตาติ
อิทํ วตฺวาน จณฺฑาลี กตญฺญุกตเวทินี
วนฺทิตฺวา อรหโต ปาเท ตตฺเถวนฺตรธายตีติ ฯ
จณฺฑาลิวิมานํ จตุตฺถํ ฯ
๑ โป. ตาทิโน ฯ ม. ยุ. ตาทินิ ฯ ๒ ม. ยุ. ขิปฺปํ ปญฺชลิกา ฯ ๓ โป. ม. ยุ. เอกํ
อารญฺญมฺหิ รโห นิสินฺนํ ฯ ๔ ยุ. ตโย ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาสองคาถาความว่าแน่ะยายจัณฑาลท่านจงถวายอภิวาทพระบาทยุคลของพระสมณโคดมผู้อุดม ด้วยพระเกียรติยศ พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าผู้วิเศษทั้งหลาย ได้ประทับยืนอยู่เพื่อทรงอนุเคราะห์ท่านคนเดียวเท่านั้น ท่านจงยังจิตให้เลื่อมใสยิ่ง ในพระพุทธเจ้าผู้ห่างไกลจากกิเลสทั้งมวล เป็นผู้หนักแน่น แล้วจงประคองหัตถ์ถวายอภิวาทโดยเร็วเถิด ชีวิตของท่านยังเหลือน้อยเต็มที.
เพื่อจะแสดงประวัติของหญิงจัณฑาลนั้นโดยตลอด ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า
หญิงจัณฑาลผู้นี้มีตนอันอบรมแล้ว ดำรงไว้ซึ่งสรีระอันเป็นที่สุด อันพระมหาเถระตักเตือนแล้ว จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระสมณโคดม ผู้อุดมด้วยพระเกียรติยศ แต่โคนมได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประคองหัตถ์ นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ส่องแสงสว่าง คือ
พระญาณในโลกอันมืดมัว.
เพื่อประกาศข้อความเป็นไปของตน นางเทพธิดาจึงกล่าวว่าข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก พวกดิฉันถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้มีฤทธิ์อันประเสริฐ เข้ามาขอถวายนมัสการท่านผู้สิ้นอาสวะปราศจากกิเลสธุลี
เป็นผู้ไม่หวั่นไหว.
พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าวกะนางนั้นว่า
ท่านทั้งหลายผู้มีรัศมีอร่ามงามรุ่งโรจน์ มากด้วยเกียรติยศ ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์งามวิจิตรพิสดาร แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสรพากันลงมาจากวิมาน แนะแม่เทพธิดาผู้มีคุณอันงาม ท่านเป็นใคร มาไหว้ฉันอยู่
นางเทพธิดานั้น อันพระมหาเถระถามอย่างนี้ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่าข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อดิฉันยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นหญิงจัณฑาล อันท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อถวายบังคมพระบาทของพระพุทธเจ้า ดิฉันได้ถวายบังคมพระบาทยุคลของพระสมณโคดมผู้เป็นพระอรหันต์ มีพระเกียรติยศอันงาม ครั้นได้ถวายบังคมพระบาทยุคลแล้ว เคลื่อนจากกำเนิดหญิงจัณฑาลไปบังเกิดในวิมาน อันเพรียบพร้อมด้วยสมบัติทั้งปวงในเทวราชอุทยานมีนามว่านันทวัน นางเทพอัปสรประมาณพันหนึ่งได้พากันมายืนห้อมล้อมดิฉัน ดิฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่านางเทพอัปสรเหล่านั้นโดยรัศมี เกียรติยศ และอายุ ดิฉันได้กระทำกรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกดิฉันพากันมาครั้งนี้ เพื่อถวายนมัสการท่านผู้เป็นนักปราชญ์ ประกอบด้วยความ
เอ็นดูในโลก.
นางเทพธิดานั้น ครั้นกล่าวถ้อยคำนี้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความกตัญญูกตเวที ไหว้เท้าทั้งสองของพระมหาโมคคัลลานเถระ องค์อรหันต์
แล้วก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง.
จบ จัณฑาลวิมานที่ ๔.
๕. ภัททิตถิกาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภัททิตถิกาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค ภัททิตถิกาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ นีลา ปีตา จ กาฬา จ มญฺชิฏฺฐา อถ โลหิตา
อุจฺจาวจานํ วณฺณานํ กิญฺชกฺขปริวาริตา
มนฺทารวานํ ปุปฺผานํ มาลํ ธาเรสิ มุทฺธนิ
นยิเม อญฺเญสุ กาเยสุ รุกฺขา สนฺติ สุเมธเส
เกน กายํ อุปปนฺนา ตาวตึสํ ยสสฺสินี
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ (อิติ) ฯ
ภทฺทิตฺถิกาติ มํ อญฺญึสุ กิมฺพิลายํ อุปาสิกา
สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา สํวิภาครตา สทา
อจฺฉาทนญฺจ ภตฺตญฺจ เสนาสนํ ปทีปิยํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเล สุสํวุตา
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ สญฺญตา
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจาน โกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต อปฺปมาทวิหารินี
กตาวกาสา กตกุสลา ตโต จุตา
สยมฺปภา อนุวิจรามิ นนฺทนํ
ภิกฺขู จาหํ ปรมหิตานุกมฺปเก
อโภชยึ ตปสฺสิยุคํ มหามุนึ
กตาวกาสา กตกุสลา ตโต จุตา
สยมฺปภา อนุวิจรามิ นนฺทนํ
อฏฺฐงฺคิกํ อปริมิตํ สุขาวหํ
อุโปสถํ สตฺตตมุปาวสึ อหํ
กตาวกาสา กตกุสลา ตโต จุตา
สยมฺปภา อนุวิจรามิ นนฺทนนฺติ ฯ
ภทฺทิตฺถิกาวิมานํ ปญฺจมํ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามถึงบุรพกรรมที่นางภัททาเทพธิดานั้นได้กระทำไว้ว่าท่านผู้มีกายอันมีรัศมีสีสรรต่างๆ บ้างเขียว บ้างเหลือง บ้างดำ หงสบาทและแดง แวดล้อมด้วยกลีบเกสรดอกไม้ มีเกศเกล้าอันแพรวพราวด้วยพวงมณฑาทิพย์ ดูกรนางผู้มีปัญญาดี ต้นไม้เหล่านี้ย่อมไม่มีในหมู่เทวดาเหล่าอื่น ดูกรนางผู้เลอยศ ท่านได้บังเกิดในหมู่เทวดาชั้นดาวดึงส์ เพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดา ขอท่านจงแถลงข้อที่เราถาม ผลเช่นนี้แห่ง
กรรมอะไร?
นางเทพธิดา เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงกราบทูลพยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หม่อมฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในกิมพิลนคร ชนทั้งหลายรู้จักหม่อมฉันชื่อว่า ภัททิตถิกา หม่อมฉันเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล ยินดีในการจำแนกทานทุกเมื่อ มีจิตอันผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตาหารเสนาสนะ และประทีปพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ ในพระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติซื่อตรง หม่อมฉันได้เข้ารักษาอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการในดิถีที่ ๑๔-๑๕ และดิถีที่ ๘ ของปักษ์ ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดีในศีลทุกเมื่อ คือ งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นขาดจากการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการประพฤติผิดในกามสำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง
๕และเป็นผู้ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้าผู้มีพระสมันตจักษุ มีปกติเป็นอยู่ด้วยความไม่ประมาท หม่อมฉันได้บำเพ็ญสุจริตธรรมความชอบสำเร็จแล้ว จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว เป็นนางเทพธิดาผู้มีรัศมีกายอันรุ่งโรจน์ เที่ยวเชยชมอยู่ในสวนนันทวัน อนึ่ง หม่อมฉันได้เลี้ยงดูท่านภิกษุผู้เป็นอัครสาวกทั้งสอง ผู้อนุเคราะห์ชาวโลกด้วยประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง ผู้เพรียบพร้อมด้วยตบะธรรม เป็นจอมปราชญ์และได้บำเพ็ญสุจริตธรรมความชอบไว้มาก ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ได้บังเกิดเป็นเทพธิดา ผู้มีรัศมีกายอันสว่างไสว เที่ยวเชยชมอยู่ในสวนนันทวัน หม่อมฉันได้เข้ารักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์๘ ประการ มีคุณอันกำหนดมิได้ นำมาซึ่งความสุขเนืองนิตย์ และได้สร้างกุศลธรรมความชอบไว้บริบูรณ์แล้ว ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้วได้บังเกิดเป็นนางเทพธิดาผู้มีรัศมีกายอันรุ่งเรือง เที่ยวเชยชมอยู่ในเทพ
อุทยานนันทวัน.
จบ ภัททิตถิกาวิมานที่ ๕.
๖. โสณทินนาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในโสณทินนาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค โสณทินนาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๖ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ
อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา
ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว
มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ
เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
ปญฺหํ ปุฏฺฐา วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
โสณทินฺนาติ มํ อญฺญึสุ นาลนฺทายํ อุปาสิกา
สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา สํวิภาครตา สทา
อจฺฉาทนญฺจ ภตฺตญฺจ เสนาสนํ ปทีปิยํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเล สุสํวุตา
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ ๑ สญฺญตา ๒
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจาน โกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
โสณทินฺนาวิมานํ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ โป. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ โป. ยุ. สุสญฺญตา ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้สอบถามนางเทพธิดาตนหนึ่งด้วยคาถาความว่า ดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ เพราะทำบุญอะไรไว้ อิฐผลสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้และโภคทรัพย์อันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน แน่ะแม่เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เมื่อท่านยังเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญสิ่งใดไว้ และเพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง
ถึงเพียงนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในพระนครนาลันทา ชนชาวนาลันทานครรู้จักดิฉันว่า โสณทินนาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีแล้วในทานบริจาคเสมอ ได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตาหาร เสนาสนะ และประทีปพร้อมด้วยเชื้อ ในพระอริยเจ้าผู้มีจิตเที่ยงธรรมเป็นอันมาก ด้วยจิตอันผ่องใส ดิฉันได้เข้ารักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ทุกวัน ๑๔-๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ด้วย เป็นผู้สำรวมด้วยดีในองค์ศีลทุกเมื่อ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจากอทินนาทาน และการประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา ดิฉันเป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ และพระเกียรติยศ เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาดในอริยสัจ ดิฉันจึงมีรัศมีงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เพราะบุญนั้น.
จบ โสณทินนาวิมานที่ ๖.
๗. อุโบสถวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุโบสถวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค อุโบสถวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๗ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อุโปสถาติ มํ อญฺญึสุ สาเกตายํ อุปาสิกา
สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา สํวิภาครตา สทา
อจฺฉาทนญฺจ ภตฺตญฺจ เสนาสนํ ปทีปิยํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเล สุสํวุตา
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ สญฺญตา
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจาน โกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
อภิกฺขณํ นนฺทนํ สุตฺวา ฉนฺโท เม อุปปชฺชถ
ตตฺถ จิตฺตํ ปณิธาย อุปปนฺนมฺหิ นนฺทนํ
นากาสึ สตฺถุ วจนํ พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน
หีเน จิตฺตํ ปณิธาย สมฺหิ ปจฺฉานุตาปินี
กีวจิรํ วิมานสฺมึ อิธ วสฺสสุโปสเถ
เทวเต ปุจฺฉิตาจิกฺข ยทิ ชานาสิ อายุ โน (อิติ) ฯ
สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ [๑] อิธ ฐตฺวา มหามุนิ
อิโต จุตา คมิสฺสามิ มนุสฺสานํ สหพฺยตนฺติ ฯ
มา ตฺวํ อุโปสเถ ภยิ สมฺพุทฺเธนาสิ พฺยากตา
โสตาปนฺนา วิเสสยิ ปหีนา ตว ทุคฺคตีติ ฯ
อุโปสถวิมานํ สตฺตมํ ฯ
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้นว่าดูกรแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรม
อะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองสาเกต ประชาชนเรียกดิฉันว่าแม่อุโบสถเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ... ได้เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญนั้น.
เมื่อจะแสดงโทษของตน นางเทพธิดานั้นจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่าความพอใจได้เกิดมีแก่ดิฉัน เพราะได้ทราบถึงทิพสมบัติต่างๆ ในนันทวันเนืองๆ เพราะเหตุที่ตั้งใจไว้ ดิฉันจึงได้บังเกิดในนันทวันชั้นดาวดึงสพิภพนั้น ดิฉันมิได้ใส่ใจถึง เพราะวาจาของพระพุทธเจ้าเหล่ากอแห่งพระอาทิตย์ ตั้งจิตไว้ในภพอันเลว จึงมีความเดือดร้อนใน
ภายหลัง.
เพื่อจะปลุกปลอบใจนางเทพธิดานั้น พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าวคาถานั้น ความว่าดูกรแม่เทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ถ้าทราบอายุของท่าน ผู้อยู่ใน
อุโบสถวิมาน ในโลกนี้ จงบอกว่าสิ้นกาลนานเท่าไร?
นางเทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านจอมปราชญ์ดิฉันดำรงอยู่ในอุโบสถวิมานนี้ สิ้นกาลประมาณ
หกหมื่นปีทิพย์ จุติจากที่นี้แล้ว จักไปบังเกิดเป็นมนุษย์.
พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ยังนางเทพธิดานั้นให้อาจหาญร่าเริงด้วย
คาถานี้ ความว่า
ท่านอย่าสะทกสะท้านถึงการอยู่ในอุโบสถวิมานนี้เลย ท่านเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้แล้ว ท่านจักถึงคุณวิเศษ คือ เป็น
พระโสดาบัน ทุคติของท่านก็จักพลันเสื่อมไป.
จบ อุโบสถวิมานที่ ๗.
๘. สุนิททาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุนิททาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค สุนิททาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๘ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
สุนิทฺทาติ มํ อญฺญึส ราชคหสฺมึ อุปาสิกา
สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา สํวิภาครตา สทา
อจฺฉาทนญฺจ ภตฺตญฺจ เสนาสนํ ปทีปิยํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเล สุสํวุตา
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ สญฺญตา
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา๔
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจาน โกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สุนิทฺทาวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. ยุ. ติสฺโส จ วสฺสโกฏิโย ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น
จึงกล่าวคาถานี้ความว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุรพกรรมอะไรท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในพระนครราชคฤห์ ประชาชนเรียกว่า สุนิททา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ... เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น และจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ
ดิฉันมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น
จบ สุนิททาวิมานที่ ๘.
๙. สุทินนาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุทินนาวิมาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค สุทินนาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๙ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
สุทินฺนาติ มํ อญฺญึสุ ราชคหสฺมึ อุปาสิกา
สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา สํวิภาครตา สทา
อจฺฉาทนญฺจ ภตฺตญฺจ เสนาสนํ ปทีปิยํ
อทาสึ อุชุภูเตสุ วิปฺปสนฺเนน เจตสา
จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี
ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ
อุโปสถํ อุปวสึ สทา สีเล สุสํวุตา
ปาณาติปาตา วิรตา มุสาวาทา จ สญฺญตา
เถยฺยา จ อติจารา จ มชฺชปานา จ อารกา
ปญฺจสิกฺขาปเท รตา อริยสจฺจาน โกวิทา
อุปาสิกา จกฺขุมโต โคตมสฺส ยสสฺสิโน
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สุทินฺนาวิมานํ นวมํ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น จึงกล่าว
คาถานี้ความว่า
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร?
ท่านจึงมีผิวพรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ
เพราะบุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
ดิฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองราชคฤห์ ประชาชนเรียกดิฉันว่า แม่สุทินนาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ... เป็นอุบาสิกาของพระสมณโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญกรรมนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมนั้น.
จบ สุทินนาวิมานที่ ๙.
๑๐. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค ภิกษาทายิกาวิมาน ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๐ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ปุริมาย ชาติยา มสุสฺสโลเก
อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ
ตสฺส อทาสิหํ ภิกฺขํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
ภิกฺขาทายิกวิมานํ ทสมํ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดานั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่าดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ
กรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่พระเถระถามนั้นว่า
ในชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดิฉันเกิดความเลื่อมใส ได้ทูลถวายภิกษาแด่พระองค์ท่านด้วยมือของดิฉันเองเพราะบุญกรรมอันนั้น ดิฉันจึงมีวรรณงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง
ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
จบ ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑๐.
๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ จิตตลดาวรรค ภิกษาทายิกาวิมาน ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๑ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐสิ เทวเต
โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา
เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
สา เทวตา อตฺตมนา โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิตา
... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ
อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา
ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก
อทฺทสํ วิรชํ พุทฺธํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ
ตสฺส อทาสิหํ ภิกฺขํ ปสนฺนา สเกหิ ปาณิหิ
เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...
วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ
ทุติยภิกฺขาทายิกวิมานํ เอกาทสมํ ฯ
อุทฺทานํ
ทาสี เจว ลขุมา จ อถ อาจามทายิกา
จณฺฑาลี ภทฺทิตฺถิกา เจว โสณทินฺนา อุโปสถา
นิทฺทา เจว สุทินฺนา จ เทฺว จ ภิกฺขายทายิกา
วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ฯ
อิตฺถิวิมาเน ทุติโย วคฺโค ฯ
ภาณวารํ ปฐมํ ฯ
พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาตนนั้น ด้วยคาถานี้ความว่า.
ดูกรแม่เทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพฤกษ์ เพราะบุญกรรมอะไรท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ
บุญกรรมอะไร?
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ
ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่พระเถระถามนั้นว่า
ในชาติก่อน ดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่ในมนุษย์มนุษยโลก ได้พบเห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีอินทรีย์ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดิฉันเกิดความเลื่อมใส ได้ทูลถวายภิกษาแด่พระองค์ท่านด้วยมือของดิฉันเอง เพราะบุญกรรมอันนั้น ดิฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสว
ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น.
จบ ทุติยภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑๑.
___________________________
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ทาสีวิมาน ๒. ลขุมาวิมาน ๓. อาจามทายิกาวิมาน ๔. จัณฑาลิวิมาน ๕. ภัททิตถิกาวิมาน ๖. โสณทินนาวิมาน ๗. อุโปสถวิมาน ๘. สุนิททาวิมาน ๙. สุนินนาวิมาน ๑๐. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๑ ๑๑. ภิกษาทายิกาวิมานที่ ๒.
จบ วรรคที่ ๒ ในอิตถีวิมาน.
จบ ปฐมภาณวาร.
จบ จิตตลดาวรรค