arnon.worldเข้าสู่ระบบ

สุนิกขิตวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๕–๘๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๗/๗ ในวิมานวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สตฺตโม สุนิกฺขิตฺตวคฺโค

สุนิกขิตวรรคที่ ๗

๑. จิตตลดาวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจิตตลดาวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค จิตตลดาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ ยถา วนํ จิตฺตลตํ ปภาสติ

อุยฺยานเสฏฺฐํ ติทสานมุตฺตมํ

ตถูปมํ ตุยฺหมิทํ วิมานํ

โอภาสยํ ติฏฺฐติ อนฺตลิกฺเข

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

ทลิทฺโท อตาโณ กปโณ กมฺมกโร อโหสึ

ชิณฺเณ จ มาตาปิตโร อภรึ

ปิยา จ เม สีลวนฺโต อเหสุํ

อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

จิตฺตลตาวิมานํ ปฐมํ ฯ

ฉบับหลวง

สวนจิตลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ย่อมสว่างไสวฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ย่อมสว่างไสว ลอยอยู่ในอากาศท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อครั้งท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว

ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นคนขัดสน ไม่มีที่พึ่ง เป็นคนกำพร้า เป็นกรรมกร เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง ท่านผู้มีศีลเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสได้ถวายข้าวและน้ำเป็นทานอันไพบูลย์ โดยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ

อย่างนี้ เพราะบุญนั้น.

จบ จิตตลดาวิมานที่ ๑

๒. นันทนวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในนันทนวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค นันทนวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๒ ยถา วนํ ๑ จิตฺตลตํ ปภาสติ

อุยฺยานเสฏฺฐํ ติทสานมุตฺตมํ

ตถูปมํ ตุยฺหมิทํ วิมานํ

โอภาสยํ ติฏฺฐติ อนฺตลิกฺเข

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

ทลิทฺโท อตาโณ กปโณ กมฺมกโร อโหสึ

ชิณฺเณ จ มาตาปิตโร อภรึ

ปิยา จ เม สีลวนฺโต อเหสุํ

อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

นนฺทนวิมานํ ทุติยํ ฯ

๑ ยุ. นนฺทนํ ฯ

ฉบับหลวง

สวนจิตลดา เป็นสวนประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ ฯลฯ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นคนขัดสน ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้

เพราะบุญนั้น.

จบ นันทนวิมานที่ ๒

๓. มณิถูณวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมณิถูณวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค มณิถูณวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

กูฏาคารา สตฺตสตา อุราฬา

เวฬุริยตฺถมฺภา รุจิรตฺถตา สุภา

ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ

ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู

ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ

นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณฉนฺนา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ้

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

วิวเน ปเถ จงฺกมํ อกาสึ

อารามรุกฺขานิ จ โรปยิสฺสํ

ปิยา จ เม สีลวนฺโต อเหสุํ

อนฺนญฺจ ปานญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

สกฺกจฺจ ทานํ วิปุลํ อทาสึ

เตน เมตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

มณิถูณวิมานํ ตติยํ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ท่านอยู่ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงไพเราะก็พากันมาบรรเลงพิณทิพย์ เบญจกามคุณมีรสอันเป็นทิพย์ก็มีอยู่ในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีผู้ประดับประดาด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว

ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้สร้างที่จงกรมไว้ใกล้ทางในป่าใหญ่ และปลูกต้นไม้อันน่ารื่นรมย์ อนึ่ง ท่านผู้มีศีลเป็นที่น่ารักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสได้ถวายข้าวน้ำมากมายเป็นทานโดยความเคารพ ข้าพเจ้ามีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญนั้น ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญนั้น.

จบ มณิถูณวิมานที่ ๓

๔. สุวรรณวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุวรรณวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค สุวรรณวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ โสวณฺณมเย ปพฺพตสฺมึ วิมานํ สพฺพโต ปภํ

เหมชาลปฏิจฺฉนฺนํ กึกณิกชาลกปฺปิตํ

อฏฺฐํสา สุกตา ถมฺภา สพฺเพ เวฬุริยามยา

เอกเมกาย อํสิยา รตนา สตฺต นิมฺมิตา

เวฬุริยสุวณฺณสฺส ผลิการูปิยสฺส จ

มสารคลฺลมุตฺตาหิ โลหิตงฺคมณีหิ จ

จิตฺรา มโนรมา ภูมิ น ตตฺถุทฺธํสเต รโช

โคปาณเส ๑ คณาปีตา กูฏํ ธาเรนฺติ นิมฺมิตา

โสปาณานิ จ จตฺตาริ นิมฺมิตา จตุโร ทิสา

นานารตนคพฺเภหิ อาทิจฺโจว วิโรจติ

เวทิกา ๑ จตสฺโส ตตฺถ วิภตฺตา ภาคโส มิตา

ททฺทลฺลมานา อาเภนฺติ ๒ สมนฺตา จตุโร ทิสา

ตสฺมึ วิมาเน ปวเร เทวปุตฺตา มหปฺปภา

อติโรจสิ วณฺเณน อุทยนฺโตว ภาณุมา

ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน

อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ อนฺธกวินฺทสฺมึ พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน

วิหารํ สตฺถุโน ๓ กาเรสึ ปสนฺโน สเกหิ ปาณิหิ

ตตฺถ คนฺธญฺจ มาลญฺจ ปจฺจยญฺจ วิเลปนํ

วิหารํ สตฺถุโนทาสึ ๔ วิปฺปสนฺเนน เจตสา

เตน มยฺหํ อิทํ ลทฺธํ วสํ วตฺเตมิ นนฺทเน

นนฺทเน ปวเร รมฺเม นานาทิชคณายุเต

รมามิ นจฺจคีเตหิ อจฺฉราหิ ปุรกฺขิโตติ ฯ

สุวณฺณวิมานํ จตุตฺถํ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. โคปาณสี ฯ

ฉบับหลวง

วิมานของท่านสว่างไสวทุกส่วน ปกคลุมด้วยข่ายทองคำ ผูกขึงข่ายกระดึงตั้งอยู่บนภูเขาทอง เสาทุกต้นของวิมานนั้นแปดเหลี่ยม อันบุญกรรมทำดีแล้ว สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ที่เหลี่ยมหนึ่งๆ มีรตนะ ๗ ประการอันบุญกรรมเนรมิตแล้ว มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรด้วยแก้วไพฑูรย์ทองคำ แก้วผลึก รูปิยะ มรกต มุกดา ทับทิม และแก้วมณี วิมานนั้นไม่มีธุลีพุ่งขึ้น หมู่กลอนทั้งหลายมีสีเหลือง อันบุญกรรมเนรมิตแล้วทรงไว้ซึ่งช่อฟ้า บุญกรรมเนรมิตบันได ๔ บันไดในทิศทั้ง ๔ มีห้องสำเร็จด้วยรตนะต่างๆ รุ่งเรืองสว่างไสวดุจพระอาทิตย์ มีอัฒจันท์ ๔จำแนกออกเป็นส่วนๆ รุ่งเรืองสว่างไสวไปตลอดทั่วทิศทั้ง ๔ โดยรอบท่านมีรัศมีรุ่งเรืองล่วงเหล่าเทพบุตรผู้มีรัศมีมาก ในวิมานอันประเสริฐนั้นดุจพระอาทิตย์อุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน

อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอกผลกรรมนั้นแก่อาตมา?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์อยู่ในเมืองอันธกวินทะ มีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวายพระศาสดาผู้เป็นพระพุทธเจ้าเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ด้วยมือของตน ข้าพเจ้ามีใจผ่องใสได้บูชาด้วยของหอม ดอกไม้ ปัจจัย และเครื่องลูบไล้ แด่พระศาสดาผู้อยู่ในวิหารนั้น เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ผลนี้มีอำนาจปกครองนันทนอุทยาน อันหมู่นางอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวันอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์เกลื่อนไปด้วยหมู่นกต่างๆ พรรณ.

จบ สุวรรณวิมานที่ ๔

๕. อัมพวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอัมพวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค อัมพวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๕ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา

เวฬุริยตฺถมฺภา รุจิรตฺถตา สุภา

ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ

ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู

ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ

นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณฉนฺนา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ ... เป ...

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส ปตาปนฺเต ทิวงฺกเร

ปเรสํ ภตโก โปโส อมฺพารามํ อสิญฺจหํ

อถ เตนาคมา ภิกฺขุ สารีปุตฺโตติ วิสฺสุโต

กิลนฺตรูโป กาเยน อกิลนฺโตปิ เจตสา

ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ อโวจ อมฺพสิญฺจโก

สาธุ ตํ ภนฺเต นฺหาเปยฺยํ ยํ มมสฺส สุขาวหํ

ตสฺส เม อนุกมฺปาย นิกฺขิปิ ปตฺตจีวรํ

นิสีทิ รุกฺขมูลสฺมึ ฉายาย เอกจีวโร

ตญฺจ อจฺเฉน วารินา ปสนฺนมานโส เถรํ

นฺหาปยึ รุกฺขมูลสฺมึ ฉายาย เอกจีวรํ

อมฺโพ จ สิตฺโต สมโณ นหาปิโต

มยา จ ปุญฺญํ ปสุตํ อนปฺปกํ

อิติ โส ปีติยา กายํ สพฺพํ ผรติ อตฺตโน

ตเทว เอตฺตกํ กมฺมํ อกาสึ ตาย ชาติยา

ปหาย มานุสํ เทหํ อุปปนฺโนมฺหิ นนฺทนํ

นนฺทเน ปวเร ๑ รมฺเม นานาทิชคณายุเต

รมามิ นจฺจคีเตหิ อจฺฉราหิ ปุรกฺขิโตติ ฯ

อมฺพวิมานํ ปญฺจมํ ฯ

๑ โป. ม. เวทิยา ฯ ๒ ม. ยุ. อาภนฺติ ฯ ๓ ยุ. สตฺถุ ฯ ๔ ยุ. สตฺถุ ปาทาสึ ฯ

ฉบับหลวง

วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีปราสาท ๗๐๐ มีเสาล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดทองคำอันงามยิ่ง ตัวของท่านก็อยู่ ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงอันไพเราะ พากันมาบรรเลงเพลงพิณทิพย์ให้ฟัง เบญจกามคุณซึ่งมีรสอันเป็นทิพย์มีอยู่พรั่งพร้อมในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีมีร่างอันประดับด้วยเครื่องทองคำ พากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้เพราะบุญอะไร ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญ

อะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นบุรุษรับจ้างของชนเหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนได้ตักน้ำรดสวนมะม่วงอยู่ ครั้งนั้นภิกษุปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกายไม่ลำบากใจได้มาทางสวนมะม่วงนั้น ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นคนรดน้ำต้นมะม่วง ได้เห็นท่านพระสารีบุตรกำลังเดินมา จึงได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอโอกาสเถิด ขอนิมนต์ท่านสรงน้ำ ข้อนั้นจะพึงนำความสุขมาให้แก่ข้าพเจ้า ท่านพระสารีบุตรวางบาตรและจีวรไว้ เหลือแต่จีวรตัวเดียวนั่งที่ร่มโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใส เอาน้ำอันใสสรงพระเถระผู้มีจีวรตัวเดียว นั่งอยู่ที่ร่ม ณ โคนต้นไม้ ต้นมะม่วง ข้าพเจ้าได้รดน้ำแล้ว และสมณะข้าพเจ้าได้สรงน้ำแล้ว ข้าพเจ้าได้ประสบบุญมีประมาณมิใช่น้อย บุรุษนั้นย่อมซาบซ่านไปทั่วกายของตนด้วยความปีติด้วยคิดว่า เราได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้ในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้ว ได้มาบังเกิดในสวนนันทวัน ข้าพเจ้าอันนางเทพอัปสรพากันฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในสวนนันทวันอันประเสริฐ เป็นสถานอันรื่นรมย์เกลื่อนไปด้วยหมู่นกนานาพรรณ.

จบ อัมพวิมานที่ ๕.

๖. โคปาลวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในโคปาลวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค โคปาลวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๖ ทิสฺวาน เทวํ ปฏิปุจฺฉิ ภิกฺขุ

อุจฺเจ วิมานมฺหิ จิรฏฺฐิติเก

อามุตฺตหตฺถาภรโณ ยสสฺสี [๒]

ทิพฺเพ วิมานมฺหิ ยถาปิ จนฺทิมา

ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู

อฏฺฐฏฺฐกา สิกฺขิตา สาธุรูปา

ทิพฺพา จ กญฺญา ติทสจรา ๓ อุฬารา

นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูโต

สงฺคมฺม รกฺขิสฺสํ ปเรสํ เธนุโย

ตโต จ อาคา สมโณ มม ๑ สนฺติเก

คาโว จ มาเส อคมํสุ ขาทิตุํ

ทฺวยชฺชกิจฺจํ อุภยญฺจ การิสฺสํ ๒

อิจฺเจวหํ ภนฺเต ตทา วิจินฺตยํ ๓-๕

ตโต จ สญฺญํ ปฏิลทฺธโยนิโส

อทาสิ ๔ ภนฺเตติ ขิปึ อนนฺตกํ

โส มาสเขตฺตํ ตุริโต อวาสรึ

ปุรายํ ภญฺชติ ยสฺสิทํ ธนํ

ตโต จ กโณฺห อุรโค มหาวิโส

อฑํสิ ปาเท ตุริตสฺส เม สโต

สฺวาหํ อฏฺโฏมฺหิ ทุกฺเขน ปีฬิโต

ภิกฺขุ จ ตํ มุญฺจิตฺวา ๕ อนนฺตกํ

อทาสิ ๖ กุมฺมาสํ มมานุกมฺปาย

ตโต จุโต กาลมกโตมฺหิ เทวตา

ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา

สุขญฺจ กมฺมํ อนุโภมิ อตฺตนา

ตยา หิ ภนฺเต อนุกมฺปิโต ภุสํ

กตญฺญุตาย อภิวาทยามิ ตํ

สเทวเก โลเก สมารเก จ

อญฺโญ มุนิ นตฺถิ ตยานุกมฺปโก

ตยา หิ ภนฺเต อนุกมฺปิโต ภุสํ

กตญฺญุตาย อภิวาทยามิ ตํ

อิมสฺมึ โลเก ปรสฺมึ วา ปน

อญฺโญ มุนิ นตฺถิ ตยานุกมฺปโก

ตยา หิ ภนฺเต อนุกมฺปิโต ภุสํ

กตญฺญุตาย อภิวาทยามิ ตนฺติ ฯ

โคปาลวิมานํ ฉฏฺฐํ ฯ

๑ โป. ยุ. ปวเน ฯ ม. จ วเน ฯ ๒ ม. ยุ. ทิพฺเพ วิมานมฺหิ ยถาปิ จนฺทิมา

อลงฺกโต มาลธาริ สุวตฺโถ สุกุณฺฑลี กปฺปิตเกสมสฺสุ อามุตฺตหตฺถาภรโณ ยสสฺสี ฯ

๓ โป. ยุ. ติทสวรา ฯ

๑ ม. ยุ. มมนฺติเก ฯ ๒ ม. ยุ. การิยํ ฯ ๓ โป. ม. ยุ. วิจินฺตยึ ฯ

๔ ยุ. ททาหิ ฯ ม. ททามิ ฯ ๕ ยุ. สามํ ... ภุญฺชิ จนนฺตกํ ฯ

ม. สามํ ... นนฺตกํ ฯ ๖ โป. ยุ. อโหสิ ฯ ม. อหาสิ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุเห็นข้าพเจ้าแล้วได้ถามว่า ท่านมีมือสวมเครื่องประดับเรืองยศรุ่งโรจน์อยู่ในวิมานอันสูง อันตั้งอยู่สิ้นกาลนาน ดุจพระจันทร์ รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมานฉะนั้น อนึ่ง เทพบุตรผู้มีเสียงอันไพเราะพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ให้ฟัง ในปราสาทหลังหนึ่งๆ มีนางเทพอัปสร ๖ หมื่นนางล้วนได้ศึกษาแล้วมีรูปงามยิ่ง เที่ยวไปในไตรทศ พากันมาฟ้อนรำขับร้องให้ท่านบันเทิงใจ ท่านถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ มีอานุภาพมาก เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่าง

ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์ ได้รับจ้างรักษาแม่โคนมของชนเหล่าอื่น ภายหลังมีสมณะมายังสำนักของข้าพเจ้า แม่โคทั้งหลาย ได้ไปเพื่อจะกินถั่วราชมาส และข้าพเจ้าได้ทำกิจสองอย่างในวันนี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้คิดอยู่อย่างนั้น ภายหลังกลับได้สัญญาโดยอุบายอันแยบคาย จึงวางขนมกุมมาสลงในมือของพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญขอจงให้โอกาส ข้าพเจ้าได้รีบเข้าไปสู่ไร่ถั่วราชมาสก่อนกว่าเจ้าของไร่ที่หมู่โคหักรานทรัพย์นั้น งูเห่าที่มีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้รีบไปในไร่ถั่วราชมาสนั้น ข้าพเจ้าผู้อันทุกข์บีบคั้นแล้ว เป็นผู้อึดอัดใจ ภิกษุฉันขนมกุมมาสนั้นเองแล้วได้ให้ขนมกุมมาสเพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกาละ จุติจากอัตภาพนั้น แล้วไปบังเกิดเป็นเทวดา กุศลกรรมเพียงเท่านั้น อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว ข้าพเจ้าได้เสวยกรรมอันเป็นสุขด้วยตนเอง ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์แล้วอย่างยิ่ง ขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู มุนีอื่นในโลกพร้อมเทวโลก มารโลก เป็นผู้อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้ามิได้มี ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์แล้วอย่างยิ่ง ขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู มุนีอื่นในโลกนี้หรือในโลกหน้าเป็นผู้อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า มิได้มี ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ข้าพเจ้าเป็นผู้อันพระคุณเจ้าอนุเคราะห์แล้วอย่างยิ่ง ขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความ

เป็นผู้กตัญญู.

จบ โคปาลวิมานที่ ๖.

๗. กัณฐกวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในกัณฐกวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค กัณฐกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๗ ปุณฺณมาเย ๑ ยถา จนฺโท นกฺขตฺตปริวาริโต

สมนฺตา อนุปริยาติ ตารกาธิปติ สสี

ตถูปมํ อิทํ พฺยมฺหํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ

อติโรจติ วณฺเณน อุทยนฺโตว รํสิมา

เวฬุริยสุวณฺณสฺส ผลิการูปิยสฺส จ

มสารคลฺลมุตฺตาหิ โลหิตงฺคมณีหิ จ

จิตฺรา มโนรมา ภูมิ เวฬุริยสฺส สนฺถตา ๒

กูฏาคารา สุภา รมฺมา ปาสาโท เต สุมาปิโต

รมฺมา จ เต โปกฺขรณี ปุถุลา มจฺฉเสวิตา ๑

อจฺโฉทกา วิปฺปสนฺนา โสวณฺณวาลุกสนฺถตา

นานาปทุมสญฺฉนฺนา ปุณฺฑรีกสโมคตา

สุรภิ สมฺปวายนฺติ มนุญฺญา มาลุเตริตา

ตสฺสา เต อุภโต ปสฺเส วนคุมฺพา สุมาปิตา

อุเปตา ปุปฺผรุกฺเขหิ ผลรุกฺเขหิ จูภยํ

โสวณฺณปาเท ปลฺลงฺเก มุทุเก โคณสนฺถเต

นิสินฺนํ เทวราชํว อุปติฏฺฐนฺติ อจฺฉรา

สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา นานามาลาวิภูสิตา

รเมนฺติ ตํ มหิทฺธิกํ วสวตฺตีว โมทสิ

เภริสงฺขมุทิงฺคาหิ วีณาหิ ปณเวหิ จ

รมสิ รติสมฺปนฺโน นจฺจคีเตสุ วาทิเต

ทิพฺพา เต วิวิธา รูปา ทิพฺพา สทฺทา อโถ รสา

คนฺธา จ เต อธิปฺเปตา โผฏฺฐพฺพา จ มโนรมา

ตสฺมึ วิมาเน ปวเร เทวปุตฺตา มหปฺปภา

อภิโรจสิ วณฺเณน อุทยนฺโตว ภาณุมา

ทานสฺส เต อิทํ ผลํ อโถ สีลสฺส วา ปน

อโถ อญฺชลิกมฺมสฺส ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ สากิยานํ ปุรุตฺตเม

สุทฺโธทนสฺส ปุตฺตสฺส กณฺฐโก สหโช อหุํ

ยทา โส อฑฺฒรตฺตายํ สมฺโพธาย อภินิกฺขมิ

โส มํ มุทูหิ ปาณีหิ ชาลิตมฺพนเขหิ จ

สฏฺฐึ อาโกฏยิตฺวาน วห สมฺมาติมพฺรวิ

อหํ โลกํ ตารยิสฺสํ ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ

ตํ เม คิรํ สุณนฺตสฺส หาโส เม วิปุโล อหุ

อุทคฺคจิตฺโต สุมโน อภิสึสึ ตทา อหํ

อภิรูฬฺหญฺจ มํ ญตฺวา สากฺยปุตฺตํ มหายสํ

อุทคฺคจิตฺโต มุทิโต วาหิสฺสํ ปุริสุตฺตมํ

ปเรสํ วิชิตํ คนฺตฺวา อุคฺคตสฺมึ ทิวงฺกเร ๑

มมํ ฉนฺนญฺจ โอหาย อนาเปกฺโข อปกฺกมิ

ตสฺส ตมฺพนเข ปาเท ชิวฺหาย ปริเลหิสํ ๒

คจฺฉนฺตญฺจ มหาวีรํ รุทมาโน อุทิกฺขิสฺสํ

อทสฺสเนนหํ ตสฺส สากฺยปุตฺตสฺส สิรีมโต

อลตฺถํ ครุกาพาธํ ขิปฺปํ เม มรณํ อหุ

ตสฺเสว อานุภาเวน วิมานํ อาวสามิทํ ๓

สพฺพกามคุณูเปตํ ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ

ยญฺจ เม อหุ วาหาโส สทฺทํ สุตฺวาน โพธิยา

เตเนว กุสลมูเลน ผุสิสฺสํ อาสวกฺขยํ

สเจ หิ ภนฺเต คจฺเฉยฺยาสิ สตฺถุ พุทฺธสฺส สนฺติเก

มมาปิ ตํ วจเนน สิรสา วชฺชาสิ วนฺทนํ

อหมฺปิ ทฏฺฐฐ คจฺฉิสฺสํ ชินํ อปฺปฏิปุคฺคลํ

ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ โลกนาถาน ตาทินนฺติ ฯ

โส จ กตญฺญู กตเวที สตฺถารํ อุปสงฺกมิ

สุตฺวา คิรํ จกฺขุมโต ธมฺมจกฺขุํ วิโสธยิ

วิโสธยิตฺวา ทิฏฺฐิคตํ วิจิกิจฺฉา วตานิ จ

วนฺทิตฺวา สตฺถุโน ปาเท ตตฺเถวนฺตรธายถาติ ฯ

กณฺฐกวิมานํ สตฺตมํ ฯ

๑ โป. ปุณฺณมาโย ฯ ม. ปุณฺณมาเส ฯ ๒ โป. ยุ. สนฺถิตา ฯ

๑ ยุ. ปุถุโลมนิเสวิตาติปิ ทิสฺสติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. ทิวากเร ฯ ๒ โป. ม. ปริเลหสึ ฯ ๓ โป. อาวสมิหํ ฯ ม. อาวสามหํ ฯ

ฉบับหลวง

พระจันทร์ในวันเพ็ญ อันหมู่ดาวนักษัตรแวดล้อมแล้ว เป็นใหญ่กว่าหมู่ดาว มีรูปกระต่าย ย่อมหมุนเวียนไปโดยรอบฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปไมยฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ยิ่งด้วยรัศมี อยู่ในเทพบุรี ดุลพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น พื้นวิมานของท่านน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรแล้วด้วยไพฑูรย์ทองคำ แก้วผลึก รูปียะ มรกต มุกดา และแก้วทับทิม ลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ปราสาททั้งหลายของท่านงามน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่านอันบุญกรรมเนรมิตดีแล้ว

อนึ่ง สระโบกขรณีของท่าน เป็นสถานน่ารื่นรมย์กว้างขวาง อันหมู่ปลาเป็นอันมาก อาศัยแล้ว มีน้ำใสสะอาดพื้นลาดด้วยทรายทอง ดารดาษด้วยปทุมชาตินานา เป็นที่รวมอยู่แห่งบัวขาบ ครั้นลมรำเพยพัด กลิ่นหอมฟุ้งชื่นใจ ที่สองข้างแห่งสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้อันบุญกรรมเนรมิตไว้ให้เป็นอย่างดี ประกอบด้วยหมู่ไม้ดอกและไม้ผล หมู่นางเทพอัปสรปกคลุมด้วยสรรพาภรณ์ทัดทรงมาลาต่างๆ พากันมาบำรุง ท่านผู้มีฤทธิ์มาก ผู้นั่งบนบัลลังก์เชิงทองคำ อ่อนนุ่ม อันบุญกรรมลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ ให้รื่นรมย์ใจดุจท้าววสวดีเทวราช ท่านสมบูรณ์ด้วยความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้องและการประโคม รื่นเริงด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์อันท่านประสงค์แล้วน่ารื่นรมย์ใจ มีอยู่พร้อมในวิมานของท่าน ท่านมีรัศมีรุ่งเรืองยิ่งกว่าเทพบุตรผู้มีรัศมีรุ่งเรืองในวิมาน อันประเสริฐนั้น ดุจพระอาทิตย์อุทัยนี้เป็นผลแห่งทาน ศีลหรืออัญชลีกรรมของท่าน อาตมาถามแล้ว ขอจง

บอกผลนั้น แก่อาตมา?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญญาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นพญาม้าชื่อกัณฐกะ เป็นสหชาติของพระโอรส ของพระเจ้าสุทโธทนะ ผู้เป็นใหญ่กว่าเจ้าศากยะทั้งหลายในกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชโอรสนั้น เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ในมัชฌิมยามเพื่อความตรัสรู้ เอาฝ่าพระหัตถ์อันอ่อนเล็บแดงจางสุกใส ตบอกข้าพเจ้าเบาๆ แล้วตรัสกะข้าพเจ้าว่า จงพาฉันไปเถิดสหาย ฉันได้บรรลุพระโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้มีความร่าเริงยินดีเบิกบาน บันเทิงใจเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจึงได้รับคำของท่านโดยความเคารพ

ครั้นข้าพเจ้ารู้ว่า พระมหาบุรุษผู้เป็นพระโอรสแห่งศากยราชผู้เรืองยศ ประทับนั่งบนหลังของข้าพเจ้าแล้ว มีจิตเบิกบานบันเทิงใจ นำพระมหาบุรุษออกไปจากพระนคร ไปจนถึงแว่นแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระมหาบุรุษมิได้มีความอาลัยละทิ้งข้าพเจ้ากับฉันนะอำมาตย์ไว้ ทรงหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้ง ๒ ของพระองค์ ซึ่งมีเล็บอันแดง ด้วยลิ้น ร้องไห้ แลดูพระลูกเจ้าผู้มีความเพียรอันยิ่งใหญ่เสด็จไปอยู่ ข้าพเจ้าป่วยอย่างหนักเพราะมิได้เห็นพระมหาบุรุษศากโยรส ผู้มีศิริพระองค์นั้น ข้าพเจ้าได้ตายลงอย่างรวดเร็วด้วยอานุภาพแห่งปีติและโสมนัสนั้น ข้าพเจ้าจึงได้มาอยู่ยังวิมานนี้

อันประกอบด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ดุจท้าวสักกเทวราชผู้เป็นใหญ่ในเทพบุรีฉะนั้น ความยินดีและความร่าเริงได้เกิดมีแก่ข้าพเจ้า เพราะได้ฟังเสียงว่า เพื่อพระโพธิญาณก่อนกว่าสิ่งอื่นๆ ฉักจักบรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะกุศลกรรมนั้นนั่นแล ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงทูลถึงการถวายบังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้เห็นพระโลก

นาถเจ้าเช่นนั้น หาได้ยาก.

พระสังคีติกาจารย์ได้รจนาคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า

ก็กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที ได้เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังพระดำรัสของพระศาสดาผู้มีพระจักษุแล้ว ได้บรรลุธรรมจักษุกล่าวคือโสดาปัตติผล ได้ชำระทิฏฐิและวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสของตนให้บริสุทธิ์ถวายบังคมพระบาททั้งสองของพระศาสดา แล้วอันตรธานไปในที่นั้น

นั่นเอง.

จบ กัณฐกวิมานที่ ๗.

๘. อเนกวัณณวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอเนกวัณณวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค อเนกวัณณวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๘ อเนกวณฺณํ ทรโสกนาสนํ

วิมานมารุยฺห อเนกจิตฺตํ

ปริวาริโต อจฺฉรานํ ๑ คเณน

สุนิมฺมิโต ภูตปตีว โมทสิ

สมสฺสโม ๒ นตฺถิ กุโตปนุตฺตโร

ยเสน ปุญฺเญน จ อิทฺธิยา จ

สพฺเพ จ เทวา ติทสา คณา สเมจฺจ

ตํ ตํ นมสฺสนฺติ สสึว เทวา

อิมา จ เต อจฺฉราโย สมนฺตโต

นจฺจนฺติ คายนฺติ ปโมทยนฺติ

เทวิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

... เป ... ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

โสหํปิ ภนฺเต ๑ อหุวาสิ ปุพฺเพ

สุเมธนามสฺส ชินสฺส สาวโก

ปุถุชฺชโน อนุโพโธหมสฺมิ

โส สตฺตวสฺสานิ ปพฺพชิสฺสหํ

โสหํ สุเมธสฺส ชินสฺส สตฺถุโน

ปรินิพฺพุตสฺโสโฆติณฺณสฺส ตาทิโน

รตนุจฺจยํ เหมชาเลน ฉนฺนํ

วนฺทิตฺวา ถูปสฺมึ มนํ ปสาทยึ

น มาสิ ทานํ น จ ปน มตฺถิ ทาตุํ

ปเร จ โข ตตฺถ สมาทเปสึ

ปูเชถ นํ ปูชเนยฺยสฺส ธาตุํ

เอวํ กิร สคฺคมิโต คมิสฺสถ

ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา

สุขญฺจ [๑] ทิพฺพํ อนุโภมิ อตฺตนา ๒

โมทามหํ ติทสคณสฺส มชฺเฌ

น ตสฺส ปุญฺญสฺส ขยมฺหิ อชฺฌคาติ ฯ

อเนกวณฺณวิมานํ อฏฺฐมํ ฯ

๑ โป. ยุ. อจฺฉราสํ ฯ ๒ ยุ. สมาสโม ฯ

๑ ม. อหํ ภทนฺเต ฯ

ฉบับหลวง

ท่านอันหมู่นางเทพอัปสรแวดล้อมแล้ว ขึ้นสู่วิมานอันมีรัศมีต่างๆ เป็นที่ระงับความกระวนกระวาย และความเศร้าโศกมีรูปอันวิจิตรต่างๆ อันบุญกรรมตบแต่งดีแล้ว บันเทิงอยู่ดุจท้าวสุนิมมิตเทวราชผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดา ไม่มีผู้จะเสมอเหมือนท่าน ไม่มีใครแม้ที่ไหนยิ่งไปกว่าท่านด้วยยศบุญและฤทธิ์ เทพเจ้าทั้งหมด และเทพเจ้าชั้นไตรทศก็พากันมาประชุมไหว้ท่าน ดุจมนุษย์และเทวดาไหว้พระจันทร์ ซึ่งปรากฏในวันเพ็ญฉะนั้น เทพบุตรและนางเทพอัปสรเหล่านี้ พากันมาฟ้อนรำขับร้องอยู่โดยรอบเพื่อให้ท่านเบิกบานใจ ท่านเป็นผู้ถึงความเป็นเทพเจ้าผู้มีฤทธิ์ท่านมีอานุภาพมาก เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นสาวกของพระชินเจ้าทรงพระนามว่าสุเมธ เป็นปุถุชนยังไม่ได้ตรัสรู้มรรคผล บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระศาสดาทรงพระนามว่าสุเมธผู้ชนะมาร มีโอฆะอันข้ามได้แล้ว ผู้คงที่ ปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นได้ไหว้รัตนเจดีย์อันหุ้มด้วยข่ายทองคำ ยังใจให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นข้าพเจ้าไม่มีการให้ทาน เพราะข้าพเจ้าไม่มีไทยวัตถุให้ แต่ได้ชักชวนชนเหล่าอื่นในการให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระพุทธเจ้าผู้ควรบูชาเถิด ได้ยินว่าพวกท่านจักไปสู่สวรรค์ เพราะการบูชาพระบรมธาตุอย่างนี้ กุศลกรรมเท่านั้นอันข้าพเจ้าได้กระทำแล้ว ข้าพเจ้าจึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตนเอง บันเทิงใจอยู่ในท่ามกลางหมู่เทพ

เจ้าชาวไตรทศ ข้าพเจ้ายังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งบุญนั้น.

จบ อเนกวัณณวิมานที่ ๘.

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัฏฐกุณฑลีวิมาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค มัฏฐกุณฑลีวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๙ อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี

มาลาธารี ๓ หริจนฺทนุสฺสโท

พาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ

วนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ ฯ

โสวณฺณมโย ปภสฺสโร

อุปฺปนฺโน รถปญฺชโร มม

ตสฺส จกฺกยุคํ น วินฺทามิ

เตน ทุกฺเขน ชหิสฺสามิ ๔ ชีวิตนฺติ ฯ

โสวณฺณมยํ มณิมยํ

โลหิตงฺคมยํ ๕ อถ รูปิยมยํ

อาจิกฺข เม ตุวํ ภทฺทมาณว

จกฺกยุคํ ปฏิลาภยามิ เตติ ฯ

โส มาณโว ตสฺส ปาวทิ

จนฺทิมสุริยา ๑ อุภเยตฺถ ทิสฺสเร

โสวณฺณมโย รโถ มม

เตน จกฺกยุเคน โสภตีติ ฯ

พาโล โข ตฺวมสิ มาณว

โย [๒] ตฺวํ ปตฺถยสิ อปตฺถิยํ

มญฺญามิ ตุวํ มริสฺสสิ

น หิ ตุวํ ลจฺฉสิ จนฺทิมสุริเยติ ๓ ฯ

คมนาคมนํปิ ทิสฺสติ

วณฺณธาตุ อุภยตฺถ วีถิยา

เปโต ปน ๔ กาลกโต น ทิสฺสติ

โก นีธ กนฺทตํ พาลฺยตโรติ ฯ

สจฺจํ โข วเทสิ มาณว

อหเมว กนฺทตํ พาลฺยตโร

จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ

เปตํ กาลกตาภิปตฺถยนฺติ

อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ

วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ

อพฺพูฬฺหํ ๑ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ

โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ

สฺวาหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ สีตภูโตสฺมิ ๒ นิพฺพุโต

น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ

เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท

โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ

ยญฺจ กนฺทสิ ยญฺจ โรทสิ

ปุตฺตํ อาฬาหเน สยํ ฑหิตฺวา

สฺวาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ

ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ฯ

อปฺปํ วา พหุํ วา น อทฺทสามิ

ทานํ ททนฺตสฺส สเก อคาเร

อุโปสถกมฺมํ วา ตาทิสํ

เกน กมฺเมน คโตสิ เทวโลกนฺติ ฯ

อาพาธิโกหํ ทุกฺขิโต คิลาโน

อาตูรรูโปมฺหิ สก นิเวสเน

พุทฺธํ วิคตรชํ วิติณฺณกงฺขํ

อทฺทกฺขึ สุคตํ อโนมปญฺญํ

สฺวาหํ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต

อญฺชลึ อกรึ ตถาคตสฺส

ตาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ

ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ๑ ฯ

อจฺฉริยํ วต อพฺภูตํ วต

อญฺชลีกมฺมสฺส อยมีทิโส วิปาโก

อหํปิ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต

อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชามีติ ฯ

อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชาหิ

ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

ตเถว สิกฺขาย ปทานิ ปญฺจ

อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ

ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณาหิ

สเกน ทาเรน น โหหิ ตุฏฺโฐติ ฯ

อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต

กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม

อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ

สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ

ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ

สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐติ ฯ

มฏฺฐกุณฺฑลิวิมานํ นวมํ ฯ

๑ โป. ยุ. กมฺมํ ฯ ๒ โป. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ธมฺมปทฏฺฐกถาย มาลาภารีติ

ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ ๔ ม. ชหามิ ฯ ๕ ม. โลหิตกมยํ ฯ

๑ ธมฺมปทฏฺฐกถาย จนฺทสูริยา อุภยตฺถ ภาตโรติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. โขสทฺโท อตฺถิ ฯ

๓ ม. จนฺทสูริเย ฯ ๔ ม. ปนสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ

๑ ธมฺมปทฏฺฐกถาย อพฺพุหีติ ทิสฺสติ ฯ ม. อพฺพหี ฯ ๒ ยุ. สีติ ... ฯ

๑ ม. คโตติ ฯ

ฉบับหลวง

พราหมณ์ถามเทพบุตรนั้นว่า

ท่านประดับแล้ว มีต่างหูอันเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีตัวลูบไล้ด้วยจันทน์แดง ประคองแขนทั้งสองข้างคร่ำครวญอยู่ในป่าช้า ท่านเป็น

ทุกข์ถึงอะไรเล่า?

มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า

เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาคู่ล้อของรถนั้นยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจักสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพผู้เจริญ ท่านอยากได้คู่ล้อทำด้วยทองคำ ทำด้วยแก้ว ทำด้วยทองแดง หรือทำด้วยเงิน ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้คู่

ล้อนั้น.

มาณพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า

พระจันทร์อาทิตย์ ย่อมปรากฏในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำ

ย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพ ท่านเป็นคนโง่ ที่ท่านมาปรารถนา สิ่งที่ไม่ควรปรารถนาข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านจักตาย จักไม่ได้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง

เลย.

มาณพกล่าวว่า

แม้การไปและการมาของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมีของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้น ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตายล่วงลับไปแล้วย่อมไม่ปรากฏ เราทั้งสองคร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะ

โง่กว่ากัน.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพ ท่านพูดจริง เราทั้งสองคนผู้คร่ำครวญอยู่ ข้าพเจ้าเองเป็นคนโง่กว่า เพราะข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น ท่านมารดข้าพเจ้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวายทั้งปวงให้ดับเหมือนบุคคลดับไฟ ที่ลาดเปรียงด้วยน้ำฉะนั้นลูกศรคือความโศกอันเสียบแทงหทัยของข้าพเจ้า อันท่านผู้บรรเทาความโศกถึงบุตรแก่ข้าพเจ้า ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้ว ดูกรมาณพ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันท่านถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็น ดับสนิท จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของท่าน ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร

หรือเป็นบุตรของใคร ไฉนข้าพเจ้าจะรู้จักท่านเล่า?

มาณพกล่าวว่า

ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใดบุตรคนนั้นคือข้าพเจ้า ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของเทพเจ้าชาวไตรทศ.

พราหมณ์ถามว่า

เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น ท่านไปสู่เทวโลกได้เพราะกรรมอะไร?

มาณพกล่าวว่า

เมื่อข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ข้ามพ้นความสงสัยผู้เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าพเจ้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชาวไตรทศ

เพราะทำกุศลกรรมนั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ผลของอัชลีกรรมเป็นได้ถึงเช่นนี้ถึงข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบานเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้

ทีเดียว.

มาณพกล่าวว่า

ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย คือ จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน จงเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงยินดีด้วยภรรยาของตน อย่ากล่าวเท็จ อย่าดื่ม

น้ำเมา.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรเทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นนรเทพว่าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน ของดเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ยินดีในภรรยา

ของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา.

จบ มัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙.

๑๐. เสริสสกวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในเสริสสกวิมาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค เสริสสกวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๐ สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ

สมาคโม ยตฺถ ตทา อโหสิ

ยถา กถํ อิตรีตเรน จาปิ

สุภาสิตํ ตญฺจ สุณาถ สพฺเพ

โย โส อหุ ราชา ปายาสิ นาม

ภุมฺมานํ สหพฺยคโต ยสสฺสี

โส โมทมาโน ว สเก วิมาเน

อมานุโส มานุเส อชฺฌภาสีติ ฯ

สงฺเก ๑ อรญฺเญ อมนุสฺสฐาเน

กนฺตาเร อปฺโปทเก อปฺปภกฺเข

สุทุคฺคเม วนปถสฺส ๒ มชฺเฌ

วงฺกมฺภยา นฏฺฐมนา มนุสฺสา

นยิธ ผลา มูลมยา จ สนฺติ

อุปาทานํ นตฺถิ กุโตธ ภิกฺขา

อญฺญตฺร ปํสูหิ จ วาลุกาหิ จ

ตตฺตาหิ อุณฺหาหิ จ ทารุณาหิ

อุชฺชงฺคลํ ตตฺตมิทํ ๑ กปาลํ

อนายสํ ปรโลเกน ตุลฺยํ

ลุทฺทานมาวาสมิทํ ปุราณํ

ภูมิปฺปเทโส อภิลตฺตรูโป

อถ ตุเมฺห เกน นุ วณฺเณน

กิมาสมานา ๒ อิมํ ปเทสํ หิ

อนุปวิฏฺฐา สหสา สเมจฺจ

โลภา ภยา อถ วา สมฺปมูฬฺหาติ ฯ

มคเธสุ องฺเคสุ จ สตฺถวาหา

อาโรปิยมฺห ๓ ปณิยํ ปหูตํ

เต ยามเส สินฺธุโสวีรภูมึ

ธนตฺถิกา อุทยํ ปตฺถยานา

ทิวา ปิปาสํนธิวาสยนฺตา

โยคฺคานุกมฺปญฺจ ๔ สเมกฺขมานา

เอเตน เวเคน อายาม สพฺเพ

รตฺตึ มคฺคํ ปฏิปนฺนา วิกาเล

เต ทุปฺปยาตา อปรทฺธมคฺคา

อนฺธากุลา วิปฺปนฏฺฐา อรญฺเญ

สุทุคฺคเม วนปถสฺส ๑ มชฺเฌ

ทิสํ น ชานาม ปมูฬฺหจิตฺตา

อิทญฺจ ทิสฺวาน อทิฏฺฐปุพฺพํ

วิมานเสฏฺฐญฺจ ตุวญฺจ ยกฺข

ตตุตฺตรึ ชีวิตมาสึสนา

ทิสฺวา ปตีตา สุมนา อุทคฺคาติ ฯ

ปารํ สมุทฺทสฺส อิมญฺจ วนํ ๒

เวตฺตํ ปรํ ๓ สกุปถญฺจ มคฺคํ

นทิโย ปน ปพฺพตานญฺจ ทุคฺคา

ปุถุ ทิสา คจฺฉถ โภคเหตุ

ปกฺขนฺทิยาน วิชิตํ ปเรสํ

เวรชฺชเก มานุเส เปกฺขมานา

ยํ โว สุตํ อถ วาปิ ทิฏฺฐํ

อจฺเฉรกํ ตํ โว สุโณม ตาตาติ ฯ

อิโตปิ อจฺเฉรตรํ กุมาร

น โน สุตํ วา อถ วาปิ ทิฏฺฐํ

อตีตมานุสฺสกเมว สพฺพํ

ทิสฺวาน ตปฺปาม อโนมวณฺณํ

เวหาสยํ โปกฺขรญฺโญ สวนฺติ

ปหูตมาลฺยา พหุปุณฺฑรีกา

ทุมา จ เต นิจฺจผลูปปนฺนา

อตีว คนฺธา สุรภี ปวายนฺติ

เวฬุริยตฺถมฺภา สตมุสฺสิตาเส

สิลปฺปวาฬสฺส จ อายตํสา

มสารคลฺลา สหโลหิตกา

ถมฺภา อิเม โชติรสามยาเส

สหสฺสตฺถมฺภํ อตุลานุภาวํ

เตสุปฺปริ สาธุมิทํ วิมานํ

รตนนฺตรํ ๑ กญฺจนเวทิมิสฺสํ

ตปนียปฏฺเฏหิ จ สาธุ ฉนฺนํ

ชมฺโพนทุตฺตมิทํ สุมฏฺโฐ

ปาสาทโสปาณผลูปปนฺโน

ทโฬฺห จ วคฺคู จ สุสงฺคโต จ

อตีว นิชฺฌานขโม มนุญฺโญ

รตนนฺตรสฺมึ ๒ พหุ อนฺนปานํ

ปริวาริโต อจฺฉราสงฺคเณนภ

มุรชอาลมฺพรตุริยสงฺฆุฏฺโฐ

อภิวนฺทิโตสิ ถูติวนฺทนาย

โส โมทสิ นาริคณปฺปโพธโน

วิมานปาสาทวเร มโนรเม

อจินฺติโย สพฺพคุณูปปนฺโน

ราชา ยถา เวสฺสวโณ นลินฺยา ๑

เทโว นุ อาสิ อุท วาสิ ยกฺโข

อุทาหุ เทวินฺโท มนุสฺสภูโต

ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา

อาจิกฺข โก นาม ตุวํสิ ยกฺโขติ ฯ

เสริสฺสโก นาม อหมฺหิ ยกฺโข

กนฺตาริโย วนปถมฺหิ ๒ คุตฺโต

อิมํ ปเทสํ อภิปาลยามิ

วจนกโร เวสฺสวณสฺส รญฺโญติ ฯ

อธิจฺจลทฺธํ ปริณามชนฺเต

สยํ กตํ อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ

ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา

กถํ ตยา ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ

นาธิจฺจลทฺธํ น ปริณามชนฺเต ๓

น สยํ กตํ น หิ เทเวหิ ทินฺนํ

สเกหิ กมฺเมหิ อปาปเกหิ

ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ มนุญฺญํ

กึ เต วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ

กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก

ปุจฺฉนฺติ ตํ วาณิชสตฺถวาหา

กถํ ตยา ลทฺธมิทํ วิมานํ

มม ปายาสีติ อหุ สมญฺญา

รชฺชํ ยทา การยึ โกสลานํ

นตฺถิ กุทิฏฺฐิ กทริโย ปาปธมฺโม

อุจฺเฉทวาที จ ตทา อโหสึ

สมโณ จ โข อาสิ กุมารกสฺสโป

พหุสฺสุโต จิตฺตกถี อุฬาโร

โส เม ตทา ธมฺมกถํ อกาสิ

ทิฏฺฐิวิสูกานิ วิโนทยิ เม

ตาหํ ตสฺส ธมฺมกถํ สุณิตฺวา

อุปาสกตฺตํ ปฏิเวทยิสฺสํ

ปาณาติปาตา วิรโต อโหสึ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยิสฺสํ

อมชฺชโป โน จ มุสา อภาณึ

สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐ

ตํ เม วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ

ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก

เตเหว กมฺเมหิ อปาปเกหิ

ปุญฺเญหิ เม ลทฺธมิทํ วิมานํ

สจฺจํ กิราหํสุ นรา สปญฺญา

อนญฺญถา วจนํ ปณฺฑิตานํ

ยหึ ยหึ คจฺฉติ ปุญฺญกมฺโม

ตหึ ตหึ โมทติ กามกามี ๑

ยหึ ยหึ โสกปริทฺทโว จ

วโธ จ พนฺโธ จ ปริกฺกิเลโส

ตหึ ตหึ คจฺฉติ ปาปกมฺโม

น มุจฺจติ ทุคฺคติยา กทาจิ

สมฺมูฬฺหรูโป ว ชโน อโหสิ

อสฺมึ มุหุตฺเต กลลีกโต จ

ชนสฺสิมสฺส ตุยฺหญฺจ กุมาร

อปจฺจโย เกน นุ โข อโหสิ

อิเม [๒] สิริสปวนา [๓] ตาตา

ทิพฺพา [๔] คนฺธา สุรภี ปวนฺติ

เต สมฺปวายนฺติ อิทํ วิมานํ

ทิวา จ รตฺโต จ ตมํ นิหนฺตฺวา ๑

อิเมสญฺจ โข วสฺสสตจฺจเยน

สิปาฏิกา ผลนฺติ เอกเมกา

มานุสฺสกํ วสฺสสตํ อตีตํ

ยทคฺเค กายมฺหิ อิธูปปนฺโน

ทิพฺพานหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ

อสฺมึ วิมานมฺหิ ฐตฺวาน ตาตา

อายุกฺขยา ปุญฺญกฺขยา จวิสฺสํ

เตเนว โสเกน ปมุจฺฉิโตสฺมิ

กถํ นุ โสเจยฺย ตถาวิโธ โส

ลทฺธา วิมานํ อตุลํ จิรายํ

เย จาปิ โข อิตฺตรํ อุปปนฺโน

เย นูน โสเจยฺย ปริตฺตปุญฺญาติ ฯ

อนุจฺฉวึ โอวทิยญฺจ เม ตํ

ยํ มํ ตุเมฺห เปยฺยวาจํ วเทถ

ตุเมฺหว โข ตาต มยานุคุตฺตา

เยนิจฺฉกํ เตน ปเลถ โสตฺถินฺติ ฯ

คนฺตฺวา มยํ สินฺธุโสวีรภูมึ

ธนตฺถิกา อุทฺทยปตฺถยานา

ยถา ปโยคา ปริปุณฺณจาคา

กาหาม เสริสฺส มหํ อุฬารนฺติ ฯ

มา เหว เสริสฺส มหํ อกตฺถ

สพฺพญฺจ โว ภวิสฺสติ ยํ วเทถ

ปาปานิ กมฺมานิ วิวชฺชยาถ

ธมฺมานุโยคญฺจ อธิฏฺฐหาถาติ ฯ

อุปาสโก อตฺถิ อิมมฺหิ สงฺเฆ

พหุสฺสุโต สีลวตูปปนฺโน

สทฺโธ จ จาคี จ สุเปสโล จ

วิจกฺขโณ สนฺตุสิโต มุตีมา

สญฺชานมาโน น มุสา ภเณยฺย

ปรูปฆาตาย น เจตเยยฺย

เวภูติกํ ปิสุณํ โน กเรยฺย

สณฺหญฺจ วาจํ สขิลํ ภเณยฺย

สคารโว สปฺปติสฺโส วินีโต

อปาปโก อธิสีเล วิสุทฺโธ

โส มาตรํ ปิตรญฺจาปิ ชนฺตุ

ธมฺเมน โปเสติ อริยวุตฺติ

มญฺเญ โส มาตาปิตูนํ หิ การณา

โภคานิ ปริเยสติ น อตฺตเหตุ

มาตาปิตูนญฺจ โย อจฺจเยน

เนกฺขมฺมโปโณ จริสฺสติ พฺรหฺมจริยํ

อุชู อวงฺโก อสโฐ อมาโย

น เลสกปฺเปน จ โวหเรยฺย

โส ตาทิโส สุกตกมฺมการี

ธมฺเม ฐิโต กินฺติ ลเภถ ทุกฺขํ

ตํการณา ๑ ปาตุกโตมฺหิ อตฺตนา

ตสฺมา จ มํ ปสฺสถ วาณิชา เส

อญฺญตฺร เต น หิ ภสฺมิ ภเวถ

อทฺธากุลา ๒ วิปฺปนฏฺฐา อรญฺเญ

ตํ ขิปฺปมาเนน ลหุํ ปเรน

สุโข หเว สปฺปุริเสน สงฺคโมติ ฯ

กินฺนาม โส กิญฺจ กโรติ กมฺมํ

กึ นามเธยฺยํ กึ ปน ตสฺส โคตฺตํ

มยมฺปิ มํ ทฏฺฐุกามมฺห ยกฺข

ยสฺสานุกมฺปาย อิธาคโตสิ

ลาภา หิ ตสฺส ยสฺส ตุวํ ปิเหสีติ ฯ

โย กปฺปโก สมฺภวนามเธยฺโย

อุปาสโก โกจฺฉภณฺฑูปชีวี

ชานาถ นํ ตุมฺหากํ เปสิโย โส

มา จ โข นํ หีฬิตฺถ สุเปสโล โสติ ฯ

ชานามเส ยํ ตฺวํ วเทสิ ยกฺข

น โข ตํ ชานามเส เอทิโสติ

มยมฺปิ นํ ปูชยิสฺสาม ยกฺข

สุตฺวาน ตุยฺหํ วจนํ อุฬารนฺติ ฯ

เย เกจิมสฺมึ สพฺเพ มนุสฺสา

ทหรา มหนฺตา อถ วาปิ มชฺฌิมา

สพฺเพว เต อาลภนฺตุ วิมานํ

ปสฺสนฺตุ ปุญฺญานํ ผลํ กทริยาติ ฯ

เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ

ตํ กปฺปกํ ตตฺถ ปุรกฺขิตฺวา

สพฺเพว เต อาลภึสุ ๑ วิมานํ

มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส

เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ

อุปาสกตฺตํ ปฏิเทสยึสุ ๒

ปาณาติปาตา วิรตา อเหสุํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยึสุ

อมชฺชปา โน จ มุสา ภณึสุ

สเกน ทาเรน อเหสุํ ตุฏฺฐา

เต ตตฺถ สพฺเพว อหํ ปุเรติ

อุปาสกตฺตํ ปฏิเทสยิตฺวา

ปกฺกามิ สตฺถา อนุโมทมาโน

ยกฺขิทฺธิยา อนุมโต ปุนปฺปุนํ

คนฺตฺวาน เต สินฺธุโสวีรภูมึ

ธนตฺถิกา อุทฺทยํ ปตฺถยานา

ยถา ปโยคา ปริปุณฺณลาภา

ปจฺจาคมม ปาตลิปุตฺตมกฺขตํ

คนฺตฺวาน เต สํ ฆรํ โสตฺถิวนฺโต

ปุตฺเตหิ ทาเรหิ สมงฺคิภูตา

อานนฺทจิตฺตา สุมนา ปตีตา

อกํสุ เสริสฺส มหํ อุฬารํ

เสริสฺสกํ ปริเวณํ มาปยึสุ

เอตาทิสา สปฺปุริสาน เสวนา

มหิทฺธิยา ธมฺมคุณาน เสวนา

เอกสฺส อตฺถาย อุปาสกสฺส

สพฺเพว สตฺตา สุขิตา อเหสุนฺติ ฯ

เสริสฺสกวิมานํ ทสมํ ฯ

๑ ม. ยุ. วงฺเก ฯ ๒ ม. ยุ. วณฺณุปถสฺส ... ฯ

๑ ม. ตตฺตมิว ฯ ๒ ยุ. กาย อาสึสนาย ฯ ๓ ม. อาโรปยิตฺวา ฯ ๔ ม.

โยคฺคานุกมฺมญฺจ ฯ

๑ ยุ. วณฺณุปถสฺส ฯ ๒ ยุ. วณฺณณ ฯ ๓ ยุ. เวตฺตาจรํ ฯ

๑ ยุ. รตนตฺตรํ ฯ ๒ ยุ. รตนตฺตรสฺมึ ฯ

๑ ม. นลินฺทา ฯ ๒ ยุ. วณฺณุปถมฺหิ ฯ ๓ โป. ม. ยุ. ปริณามชมฺเม ฯ

๑ โป. ยุ. กามกามิ ฯ ๒ ยุ. ปิสทฺโท ทิสฺสติ ฯ ๓-๔ ยุ. จสทฺโท ทิสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. นิหนฺตา ฯ

๑ ยุ. การุณา ฯ ๒ ยุ. อนฺธากุลา ฯ

๑ ยุ. อาลมฺพึสุ ฯ ๒ โป. ยุ. ปฏิเทสยิตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ท่านพระควัมปติกล่าวว่า

ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำเทวดา และพวกพ่อค้ามาพบกัน ในเวลาที่พวกพ่อค้าหลงทางในทะเลทราย อนึ่ง ถ้อยคำที่พวกเทวดาและพวกพ่อค้าโต้ตอบกัน ฉันใด ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนั่น ฉันนั้นเถิด ยังมีพระราชาทรงพระนามว่าปายาสิ มียศ ถึงความเป็นสหายของภุมมเทวดาบันเทิงอยู่ในวิมานของตนเป็นเทวดาแต่ได้มาปราศรัยกับพวกมนุษย์.

เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า

มนุษย์ทั้งหลายผู้กลัวทางคด หลงทางแล้วมาทำไมในป่าที่น่ารังเกียจ เป็นที่สัญจรไปแห่งอมนุษย์ เป็นที่กันดารไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไปแสนยาก เป็นท่ามกลางแห่งทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ไม่มีเผือกมัน หาเชื้อมิได้ จักมีอาหารแต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทรายอันร้อนทารุณดังไฟเผา ที่นี้มีภาคพื้นอันแข็ง ร้อนดังแผ่นเหล็กแดงหาความสุขมีได้ เท่ากับนรก สถานที่นี้เป็นที่อยู่ดั้งเดิมของพวกหยาบช้ามีปีศาจเป็นต้น เป็นเหมือนภูมิประเทศถูกสาปแช่งไว้ เออก็พวกท่านหวังประโยชน์อะไร ไม่ทันพิจารณาคุณและโทษ พากันหลงทางเข้ามายังประเทศนี้ เพราะเหตุอะไร เพราะความโลภหรือความกลัวหรือเพราะ

ความหลง.

พวกพ่อค้าตอบว่า

พวกข้าพเจ้าเป็นพ่อค้าเกวียนอยู่ในแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ บรรทุกสินค้ามามาก ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนาอดิเรกลาภเพิ่มพูน จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ข้าพเจ้าทุกคนไม่อาจจะอดกลั้นความกระหายในเวลากลางวัน และหมายจะอนุเคราะห์โคทั้งหลาย จึงได้พากันรีบเดินทางมาในราตรี อันเป็นเวลาค่ำคืนข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลัดจากทางไปสู่ทางผิดมืดมนดุจคนบอด หลงเข้าไปในป่าที่ไปได้แสนยาก อันเป็นท่ามกลางทะเลทราย มีจิตงงงวย ไม่อาจกำหนดทิศได้ ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้เห็นวิมานอันประเสริฐของท่านนี้กับตัวท่าน ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนจึงหวังว่าจะรอดชีวิตได้ยิ่งกว่าก่อน เพราะเห็นวิมานของท่าน กับตัวท่าน พวกข้าพเจ้ามี

ความดีใจร่าเริง ขนลุกขนพอง.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า

ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเที่ยวไปสู่ฝั่งทะเลทรายข้างนี้ จดฝั่งทะเลทรายข้างโน้น และไปสู่ทางอันเป็นทางไปยาก ประกอบด้วยเซิงหวายและหลักตอ ข้ามแม่น้ำและภูเขาทั้งหลายไปสู่ทิศต่างๆ เป็นอันมาก เพราะเหตุอยากได้โภคทรัพย์ เมื่อพวกท่านไปสู่แว่นแคว้นของพระราชาเหล่าอื่น ท่านไปเห็นมนุษย์ในต่างประเทศ เราจะขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่ท่านทั้งหลายได้ฟัง หรือได้เห็นแล้ว ในสำนักของท่าน

ทั้งหลายฯ

พวกพ่อค้าตอบว่า

ดูกรกุมาร พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็นสมบัติมนุษย์ ในประเทศอื่นทั้งหมด ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งไปกว่าสมบัติในวิมานของท่านนี้ พวกข้าพเจ้าได้เห็นวิมานของท่าน อันมีรัศมีไม่ทราม อันเลื่อนลอยไปได้ในอากาศ จึงอิ่มใจนัก ในวิมานของท่านนี้ มีทั้งสระโบกขรณี พวงมาลาบัวขาบมากมาย มีหมู่รุกชาติอันเผล็ดดอกออกผลอยู่เป็นนิจนิรันดร ส่งกลิ่นหอมฟุ้งขจรไป ในวิมานนี้ มีเสาแก้วไพฑูรย์สูงร้อยศอก ประดับด้วยแก้วผลึก แก้วประพาฬ บุษราคัม และแก้วมณีมีเหลี่ยมกว้าง มีรัศมีแผ่ซ่านไป วิมานของท่านนี้งามดีมีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ เสาเหล่านั้นมีวิมานอันงาม แวดล้อมด้วยกำแพงทอง

ด้วยแก้วต่างๆ มีหลังคาอันมุงแล้วด้วยแก้วต่างๆ ชนิด วิมานของท่านนี้มีแสงแห่งทองชมพูนุท ทอแสงขึ้นในเบื้องบน ประกอบด้วยปราสาท บันไดและแผ่นกระดานอันเกลี้ยง งามดี มั่นคงและทรวดทรงงดงาม สม่ำเสมออันบุญกรรมปรุงดีแล้ว น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก ภายในวิมานแก้วนั้น มีข้าวและน้ำอันสมบูรณ์ ท่านเองก็แวดล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสรเสียงกึกก้องด้วยตะโพน เปิงมาง และดุริยางค์เป็นนิจ ท่านเป็นผู้อันหมู่เทพยดานอบนบแล้วด้วยการชมเชย และกราบไหว้ ปลาบปลื้มอยู่ด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงใจอยู่ในวิมาน และปราสาทอันประเสริฐน่ารื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทั้งปวง ดุจท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ ท่านเป็นเทวดาหรือเป็นยักษ์ เป็นท้าวสักกะจอมเทพหรือเป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านจงบอกว่า

ท่านเป็นเทวดาชื่ออะไร?

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า

ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อว่าเสริสสกะ เป็นผู้รักษาทางกันดารเป็นเจ้าทะเลทราย ทำตามคำสั่งของท้าวเวสสุวรรณ รักษาประเทศนี้อยู่.

พวกพ่อค้าถามว่า

วิมานนี้ท่านได้ตามความปรารถนา หรือเกิดในกาลบางคราว ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายมอบให้ พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานอันเป็นที่

ชอบใจนี้ท่านได้มาอย่างไร?

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า

วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้ตามความปรารถนา มิใช่เกิดขึ้นในกาลบางคราว ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง และเทวดาทั้งหลายก็มิได้มอบให้วิมานอันเป็นที่ชอบใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามของตน.

พวกพ่อค้าถามว่า

อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้เป็นวิบากแห่งบุญอะไรที่ท่านสั่งสมไว้แล้ว พ่อค้าเกวียนทั้งหลาย ถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มา

อย่างไร?

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า

ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งข้าพเจ้าเสวยสมบัติในแคว้นโกศลข้าพเจ้ามีความเห็นผิดว่าไม่มี มีความตระหนี่เหนี่ยวแน่น มีธรรมอันลามกมีปรกติกล่าวว่าขาดสูญ มีสมณะนามว่า กุมารกัสสป เป็นพหูสูตเป็นผู้เลิศในทางมีถ้อยคำอันวิจิตร ครั้งนั้นท่านได้แสดงธรรมกถาแก่ข้าพเจ้า ได้บรรเทาทิฏฐิผิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมกถาของท่านนั้นแล้ว ได้ประกาศตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน สันโดษยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมาข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ข้าพเจ้าได้สั่งสมไว้ วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาเพราะบุญกรรมอันดีงามนั้น

นั่นแล.

พวกพ่อค้าถามว่า

ได้ยินว่า ถ้อยคำของนรชนผู้มีปัญญา เป็นบัณฑิต ที่ได้พูดไว้เป็นคำจริงไม่กลับกลายเป็นอย่างอื่นว่า บุคคลผู้ทำบุญจะไปในที่ใดๆ ย่อมได้ตามความปรารถนา บันเทิงใจในที่นั้นๆ ความเศร้าโศก ความร่ำไร การเบียดเบียน การจองจำ ความเศร้าหมอง มีอยู่ในที่ใดๆ คนทำบาปย่อมไม่พ้นจากทุคติในกาลไหนๆ ดูกรกุมาร เพราะเหตุใดหนอ ความโทมนัสจึงได้บังเกิดแก่เทวดาผู้เป็นบริวารของท่านนี้และแก่ท่าน ดุจคน

ผู้หลงใหลฟั่นเฟือน และดุจน้ำอันขุ่นในครู่เดียวนี้.

เสริสสกเทพบุตรตอบว่า

แน่ะพ่อทั้งหลาย ป่าไม้ซึกเหล่านี้เป็นทิพย์มีกลิ่นหอมฟุ้งตระหลบไปทั่ววิมานนี้ ใช่แต่เท่านั้น ป่าไม้ซึกนี้ยังกำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันและกลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักแห่งต้นซึกนี้จึงจะสุกหล่นลงครั้งหนึ่งๆเป็นอันรู้ว่าร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูกรพ่อทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในเทพนิกายนี้จักตั้งอยู่ในวิมานนี้ตลอด ๕๐๐ ปีทิพย์ แล้วจึงจุติเพราะสิ้นอายุ เพราะสิ้นบุญ ข้าพเจ้าสยบซบเซา เพราะความเศร้าโศก

นั้นนั่นแล.

พวกพ่อค้ากล่าวว่า

ท่านได้วิมานนี้มานาน จะนับประมาณมิได้ เมื่อท่านเป็นเช่นนั้นจะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ก็แหละคนที่มีบุญน้อย เข้าอยู่วิมานนี้นิดหน่อยควรเศร้าโศกแน่แท้ แต่ท่านมีอายุถึง ๙ ล้านปีของมนุษย์ จะเศร้าโศก

ไปทำไมเล่า ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า

ดูกรท่านทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายกล่าวตักเตือนข้าพเจ้าด้วยวาจาอันเป็นที่รักนั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตามรักษาพวกท่าน ท่านทั้งหลายจงไปโดยสวัสดี ยังที่ที่ท่านทั้งหลายปรารถนาเถิด.

พวกพ่อค้ากล่าวว่า

ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ปรารถนาอดิเรกลาภเพิ่มพูน จึงไปสู่สินธุประเทศและโสวีระประเทศ บัดนี้ พวกข้าพเจ้าขอบวงสรวงท่านขอให้ปฏิญาณไว้แก่ท่าน ถ้าพวกข้าพเจ้าได้ทรัพย์สมความปรารถนาแล้ว

จักทำการบูชาเสริสสกเทพบุตรให้ยิ่ง.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า

ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาแก่เสริสสกเทพบุตรเลย สิ่งที่ท่านพูดถึงทั้งหมด จักเป็นของท่าน ขอพวกท่านจงงดเว้นกรรมทั้งหลายอันเป็นบาปและจงอธิษฐานการประกอบตามซึ่งธรรม ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีปกติบริจาค มีศีลเป็นที่รัก มีปัญญาเครื่องพิจารณา เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้รู้ เมื่อรู้สึกอยู่ไม่พูดมุสา ไม่คิดเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พึงกล่าวคำส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานละมุนละม่อม มีความเคารพ ยำเกรงอ่อนน้อม ไม่เป็นคนทำบาป หมดจดในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม มีความประพฤติบริสุทธิ์ แสวงหาโภคะทั้งหลายเพราะเหตุแห่งมารดาและบิดา

ไม่ใช่เพราะเหตุแห่งตน เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว มีจิตน้อมไปในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมารยา ไม่พูดโยด้วยอ้างเลศอุบาสกผู้ทำงานอันบริสุทธิ์ตั้งอยู่ในธรรม เช่นนี้ จะพึงได้ทุกข์อย่างไรเล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุข้าพเจ้าจึงมาแสดงตนให้ปรากฏ ดูกรพ่อค้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พวกท่านจึงได้เห็นข้าพเจ้า ก็ถ้าเว้นอุบาสกนั้นเสีย พวกท่านก็จักมืดมน ดุจคนตาบอด หลงเข้าไปในป่า จักเป็นเถ้าถ่านไป อันคนอื่นเบียดเบียนคนอื่นนั้น เป็นการกระทำได้ง่าย การ

สมาคมด้วยสัปบุรุษ นำมาซึ่งความสุข.

พวกพ่อค้าถามว่า

อุบาสกนั้นชื่ออะไร ทำกรรมอะไร มีชื่ออย่างไร มีโคตรอย่างไร ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านมาในที่นี้เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม้พวกข้าพเจ้าก็ต้องการจะเห็นอุบาสกนั้น แม้ท่านรักอุบาสกคนใด ก็เป็นลาภ

ของอุบาสกคนนั้น.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า

บุรุษใดเป็นกัลบกมีชื่อว่า สัมภวะเป็นคนรับใช้สอยของพวกท่านอาศัยการตัดผมเลี้ยงชีพ ท่านทั้งหลายจงรู้บุรุษนั้นว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น ด้วยว่าอุบาสกนั้นผู้มีศีลเป็นที่รัก.

พวกพ่อค้ากล่าวว่า

ดูกรเทพเจ้าผู้ควรบูชา ท่านพูดถึงช่างตัดผมคนใด ข้าพเจ้าทั้งหลายรู้จักแล้ว แต่ก่อนข้าพเจ้าทั้งหลายไม่รู้จักว่าเป็นเช่นนี้เลย เพราะฟังคำของท่าน แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักบูชาอุบาสกนั้นเป็นอย่างยิ่ง.

เสริสสกเทพบุตรกล่าวว่า

มนุษย์ทั้งหมดในโลกนี้ เป็นหนุ่ม แก่หรือปานกลาง มนุษย์เหล่านั้น

ทั้งหมดจงขึ้นสู่วิมานนี้แล้ว จงดูผลบุญของคนตระหนี่.

พระธรรมสังคีตีกาจารย์ได้รจนาคาถาเหล่านี้ไว้ในที่สุดว่า

พวกพ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น พากันห้อมล้อมช่างกัลบกนั้นขึ้นสู่วิมาน ดุจวิมานแห่งท้าววาสะ ด้วยการกล่าวว่าเราก่อนๆ พวกพ่อค้าทั้งหมดนั้น ได้ประกาศความเป็นอุบาสกว่า เราก่อนๆ ดังนี้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่พูดเท็จและไม่ดื่มน้ำเมา พวกพ่อค้าทั้งหมดนั้น ครั้นประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว ผู้อันเสริสสกเทพบุตรบอกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วยเทวฤทธิ์บ่อยๆแล้วหลีกไป พวกพ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการด้วยทรัพย์ ปรารถนาอดิเรกลาภเพิ่มพูน ได้ไปยังสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายามทำตามความปรารถนาของตน ได้ทรัพย์บริบูรณ์ตามความปรารถนา กลับมาสู่ปาตลีบุตรดังเดิม หาอันตรายมิได้ มีความสวัสดี ไปสู่เรือนของตนพรั่งพร้อมด้วยบุตรและภรรยา มีจิตยินดีโสมนัสปลาบปลื้ม ได้ทำการบูชาอย่างยิ่งแก่เสริสสกเทพบุตร ให้สร้างเทวาลัยชื่อว่าเสริสสกะ การคบหาด้วยสัปบุรุษยังประโยชน์ให้สำเร็จอย่างนี้ การคบหาบุคคลผู้มีคุณธรรม มีประโยชน์มาก สัตว์ทั้งปวงย่อมได้รับประโยชน์ และมีความ

สุข เพราะคบหาอุบาสกคนหนึ่งๆ

จบ เสริสสกวิมานที่ ๑๐

๑๑. สุนิกขิตตวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสุนิกขิตตวิมาน

พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค สุนิกขิตตวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๑ อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ

สมนฺตโต ทฺวาทส โยชนานิ

กูฏาคารา สตฺตสตา อุฬารา

เวฬุริยตฺถมฺภา รุจิรตฺถตา สุภา

ตตฺถจฺฉสิ ปิวสิ ขาทสิ จ

ทิพฺพา จ วีณา ปวทนฺติ วคฺคู

ทิพฺพา รสา กามคุเณตฺถ ปญฺจ

นาริโย จ นจฺจนฺติ สุวณฺณฉนฺนา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ

อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา

ปุจฺฉามิ ตํ เทว มหานุภาว

มนุสฺสภูโต กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

โส เทวปุตฺโต อตฺตมโน โมคฺคลฺลาเนน ปุจฺฉิโต

ปญฺหํ ปุฏฺโฐ วิยากาสิ ยสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ

ทุนฺนิกฺขิตฺตํ มาลํ สุนิกฺขิปิตฺวา

ปติฏฺฐเปตฺวา สุคตสฺส ถูเป

มหิทฺธิโก จมฺหิ มหานุภาโว

ทิพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต

เตน เมตาทิโส วณฺโณ เตน เม อิธมิชฺฌติ

อุปฺปชฺชนฺติ จ เม โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา

เตนมฺหิ เอวญฺชลิตานุภาโว

วณฺโณ จ เม สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

สุนิกฺขิตฺตวิมานํ เอกาทสมํ ฯ

อุทฺทานํ

เทฺว ทลิทฺทา เทฺว วิหารา ภฏโก โคปาลกณฺฐโก

อเนกวณฺณมฏฺฐกุณฺฑลี เสริสฺสโก สุนิกฺขิตฺตํ

ปุริสานํ สตฺตโม วคฺโคติ ฯ

ภาณวารํ จตุตฺถํ ฯ

_______________________

สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส

เปตวตฺถุ

__________

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ

ฉบับหลวง

วิมานแก้วมณีของท่านนี้ สูง ๑๒ โยชน์โดยรอบ มีปราสาท ๗๐๐ มีเสาล้วนแล้วไปด้วยแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงามยิ่ง ท่านอยู่ดื่ม และบริโภคสุธาโภชน์ในวิมานนี้ อนึ่ง เทพบุตรผู้นี้มีเสียงอันไพเราะพากันมาบรรเลงพิณทิพย์ เบญจกามคุณซึ่งมีรสเป็นทิพย์ก็มีอยู่พร้อมในวิมานนี้ ทั้งเหล่าเทพนารีปกคลุมด้วยเครื่องประดับทองคำพากันมาฟ้อนรำอยู่ ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฏฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และโภคสมบัติอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร ดูกรเทพเจ้าผู้มีอานุภาพมากอาตมาขอถามท่าน ท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง

และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร?

เทพบุตรนั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจจึงพยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่าข้าพเจ้าได้จัดดอกไม้ อันมหาชนจัดไว้แล้วไม่เรียบร้อย แล้วได้ประดิษฐานไว้ที่พระสถูปของพระสุคตเจ้า จึงเป็นผู้มีฤทธิ์มากและมีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ ข้าพเจ้ามีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น อิฏฐผลสมบัติอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมเกิดแก่ข้าพเจ้าเพราะบุญนั้น ข้าพเจ้ามีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ

บุญนั้นๆ.

จบ สุนิกขิตตวิมานที่ ๑๑

จบ สุนิกขิตตวรรคที่ ๗.

______________________________

รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. จิตตลดาวิมาน ๒. นันทนวิมาน

๓. มณิถูณวิมาน ๔. สุวรรณวิมาน

๕. อัมพวิมาน ๖. โคปาลวิมาน

๗. กัณฐกวิมาน ๘. อเนกวรรณวิมาน

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ๑๐. เสริสสกวิมาน

๑๑. สุนิกขิตตวิมาน.

จบ ภาณวารที่ ๔.

จบ สุนิกขิตวรรค