พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · มัญชิฏฐกวรรค
๖. วิหารวิมาน เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๒ ในมัญชิฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ มัญชิฏฐกวรรค วิหารวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๔๘ หน้า ๓๕๔–๓๗๐
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น.
เมื่อเทวดานั้นชี้แจงถึงกรรมสุจริตที่ตนสั่งสมไว้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะก็แสดงธรรมแก่เธอพร้อมทั้งบริวารอย่างนี้แล้ว กลับมายังมนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดขึ้นแห่งเรื่องทรงแสดงธรรมในท่ามกลางบริษัท ๔. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
จบอรรถกถากัญชิกทายิกาวิมาน
๖. วิหารวิมาน
ว่าด้วยวิหารวิมาน
ท่านพระอนุรุทธะถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๔] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน
ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่
หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก
ส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม
ก็เปล่งเสียงกังวานฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕
มาลัยประดับศีรษะที่ต้องลม ถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง
ดังกังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัย
บนศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นขโมยหวนยวนใจ หอมฟุ้ง
ไปทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่านสูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์
ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของกรรมอะไร.
เทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา
อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการบริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใสในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอยไปในเวหาเปล่งรัศมี ๑๒ โยชน์โดยรอบ ด้วยฤทธิ์ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ
กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็นส่วน ๆ เมื่อส่องแสง ก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดยรอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี
มีหมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาดด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด
อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพยพัด ก็โชยกลิ่นระรื่นจรุงใจ มีรุกขชาตินานาชนิด คือ หว้า
ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะทั้งหลาย เกิดเอง
ภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก วิมานนี้กึกก้องไปด้วย
นานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพนารีก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว
แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่าอัศจรรย์จิตใจ น่าทัศนาเช่นนี้
บังเกิดเพราะกุศลกรรมของดีฉัน (ฉะนั้น) จึงควร
แท้ที่สาธุชนจะทำบุญกันไว้.
พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ที่นางวิสาขาบังเกิดจึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุโมทนา
อันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนางวิสาขา
ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน.
เทพธิดานั้นตอบว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขาอุบาสิกานั้น
เป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ เธอ
รู้แจ้งธรรมได้ถวายทาน เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีเป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่งกรรมของ
นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่ควรคิด
ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขา ที่พระคุณเจ้า
ถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดยถูกต้อง ดังนี้.
ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้คน
อื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด
และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้ความเป็น
มนุษย์ เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้แล้วพระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดั่งพรหม มีพระฉวีวรรณ
ดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงมรรคาไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ซึ่งเป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเป็นพระ-ทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของพระสุคต ทานที่ถวายในบุคคลเหล่านี้ มีผลมาก ท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔และท่านที่ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ นี้คือสงฆ์ เป็นผู้ซื่อตรง มั่นคงอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ บูชากระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก ด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่กว้างใหญ่ คำนวณนับมิได้ เหมือนสาครมหาสมุทรนับจำนวนน้ำมิได้ ก็พระสงฆ์เหล่านี้ เป็นผู้ประเสริฐ
สุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้สร้างแสงสว่าง กล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวายทานอุทิศพระสงฆ์ ทานของชนเหล่านั้น เป็นอันถวายดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้นถึงสงฆ์ ดำรงมั่น มีผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึก
ถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดความรู้ พึงกำจัดมลทินคือความ
ตระหนี่ พร้อมทั้งมูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้า
ถึงสัคคสถานแดนสวรรค์ ดังนี้.
จบวิหารวิมาน
จบภาณวารที่ ๒
อรรถกถาวิหารวิมาน
วิหารวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. วิหารวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น มหาอุบาสิกาวิสาขาพร้อมด้วยเพื่อนหญิงและบริวารชน ต่างขะมักเขม้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะเที่ยวอุทยานในวันรื่นเริงวันหนึ่ง นางบริโภคโภชนะอย่างดี ประดับมหาลดาประสาธน์แวดล้อมไปด้วยเพื่อนหญิงประ-มาณ ๕๐๐ คน ออกจากเรือนด้วยอิสริยะอันยิ่งใหญ่ ด้วยการกำหนดการที่ยิ่งใหญ่ กำลังเดินตรงไปยังอุทยาน คิดว่า ประโยชน์อะไรของเราด้วยการเล่นที่เปล่าประโยชน์ เหมือนเด็กหญิงโง่ ๆ เอาละ เราจักไปวิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลายที่น่าเจริญใจ และจักฟังธรรม ถึงวิหารแล้วหยุดในที่สมควรแห่งหนึ่ง เปลื้องมหาลดาประสาธน์มอบไว้ในมือของหญิงรับใช้ ถวายบังคมพระผู้มีพระ-ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่วิสาขามหาอุบาสิกานั้น.
นางฟังธรรมถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ และไหว้ภิกษุทั้งหลายที่น่าเจริญใจ ออกจากวิหารไปได้หน่อยหนึ่ง กล่าวกะหญิงรับใช้ว่า เอาละแม่สาวใช้ ฉันจักประดับเครื่องประดับ. หญิงรับใช้นั้นห่อเครื่องประดับวางไว้ในวิหารแล้วเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ลืมของไว้ เมื่อประสงค์จะกลับนึกขึ้นได้จึงพูดว่า ดิฉันลืมของไว้เจ้าค่ะ หยุดก่อนนายท่าน ดีฉันจักไปนำมา. นางวิสาขากล่าวว่า นี่เจ้า ถ้าเจ้าลืมเครื่องประดับนั้นไว้ในวิหาร ฉันจักบริจาคเครื่องประดับเพื่อสร้างวิหารนั้นนั่นแหละ นางไปวิหารเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วแจ้งความประสงค์ของตน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักสร้าง-วิหาร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับไว้เถิด พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ.
นางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้น ซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญสร้างปราสาทหลังใหญ่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง คือชั้นล่างห้าร้อยห้อง ชั้นบนห้าร้อยห้อง เช่นเสมือนเทพวิมานมีภูมิพื้นดุจคลังแก้วมณีมีส่วนของเรือนเป็นต้นว่า ฝา เสา ขื่อ จันทัน ช่อฟ้า บานประตูหน้าต่างและบันได ที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผู้ควบคุมการก่อสร้างจัดไว้อย่างดี น่าจับใจ งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดีงานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ วิจิตรไปด้วยจิตรกรรมมีมาลากรรมลายดอกไม้ และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้นที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงามและสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาทใหญ่นั้น และสร้างกุฎีมณฑป และที่จงกรมเป็นต้นเป็นบริวารของปราสาท
เหล่านั้น ใช้เวลา ๙ เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อยแล้ว นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิเหรียญ นางพร้อมด้วยหญิงสหายประมาณ ๕๐๐ คนขึ้นปราสาท ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น ดีใจกล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้ ขอเธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวกเธอ. เพื่อนหญิงทั้งหมดมีใจเลื่อมใสต่างอนุโมทนาว่า อโห สาธุ อโหสาธุ ดีจริง ๆ ดีจริง ๆ.
บรรดาเพื่อนหญิงเหล่านั้น เพื่อนอุบาสิกาคนหนึ่งได้ใส่ใจถึงการแผ่ส่วนบุญให้นั้นเป็นพิเศษ ต่อมาไม่นาน นางได้ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ ด้วยบุญญานุภาพของนางได้ปรากฏวิมานหลังใหญ่ ยาวกว้างและสูงสิบหกโยชน์ ประดับประดาด้วยห้องรโหฐาน กำแพงอุทยานและสระโบกขรณีเป็นต้นมิใช่น้อย ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีของตนไปได้ร้อยโยชน์ อัปสรนั้น เมื่อจะเดินก็เดินไปพร้อมกับวิมาน สำหรับมหาอุบาสิกาวิสาขา เพราะมีจาคะไพบูลและมีศรัทธาสมบูรณ์จึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราชครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเที่ยวจาริกไปเทวโลก เห็นเพื่อนหญิงของนางวิสาขานั้นเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี
สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน
ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ
ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่
หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม
ก็เปล่งเสียงกังวานน่าฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕มาลัยประดับศีรษะที่ช้องผมถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง
กังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบนศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นหอมหวนยวนใจ หอมฟุ้งไป
ทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่านสูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์
ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของกรรมอะไร.
แม้เทพธิดานั้นก็ได้พยากรณ์แก่พระอนุรุทธเถระอย่างนี้ว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา-
อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการ
บริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใสในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอย
ไปในเวหาเปล่งรัศมี ๒ โยชน์ โดยรอบด้วยฤทธิ์ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ
กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็น
ส่วน ๆ เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย
รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี
ที่หมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด
ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด
อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพย
พัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่น จรุงใจ มีรุกขชาตินานา-
ชนิด คือ หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะ
ทั้งหลาย เกิดเองภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก
วิมานนี้กึกก้องรูปด้วยนานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพ-
นารี ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว
ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่า
อัศจรรย์จิต น่าทัศนาเช่นนี้ บังเกิดเพราะกุศลกรรม
ของดีฉัน ( ฉะนั้น ) จึงควรแท้ที่สาธุชนจะทำบุญ
กันไว้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาวตฺถิยํ มยฺหํ สขี ภทนฺเตสงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ ความว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ มหา-อุบาสิกาวิสาขา เพื่อนคือสหายของดีฉันผู้นี้แหละ ได้สร้างวิหารใหญ่นามว่า บุพพาราม ด้านทิศตะวันออก แห่งกรุงสาวัตถี ด้วยการบริจาคทรัพย์เก้าโกฏิเหรียญ อุทิศภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศที่พากันมา.
บทว่า ตตฺถ ปสนฺนา อหมานุโมทึ ความว่า เมื่อสร้างวิหารนั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังมอบถวายแด่สงฆ์อยู่ และนางทำปัตติทาน
ให้ส่วนบุญ ดีฉันเลื่อมใสว่า โอ ! เขาบริจาคสมฐานะจริง ๆ และเกิดปสาทะในพระรัตนตรัยและผลแห่งกรรม จึงได้อนุโมทนา. เพื่อแสดงว่าการอนุโมทนาของนางโอฬารยิ่งใหญ่ เพราะอำนาจวัตถุ เทพธิดาจึงกล่าวว่า ทิสฺวา อคารญฺจ ปิยญฺจ เมตํ ดังนี้ ประกอบความว่า ดีฉันเห็นอาคารนั้นคือปราสาทใหญ่ มีห้องหนึ่งพันห้องน่ารื่นรมย์เหลือเกินคล้ายเทพวิมาน และเห็นการบริจาคทรัพย์มากเช่นนั้น อุทิศภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน จึงอนุโมทนา.
บทว่า ตาเยว เม สุทฺธนุโมทนาย ความว่า ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์ สิ้นเชิง เพราะไม่มีการบริจาคไทยธรรมดังกล่าวแล้ว. บทว่าลทฺธํ วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ ความว่า วิมานนี้ ชื่อว่า อัศจรรย์เพราะไม่เคยมีวิมานเช่นนี้มาก่อน และชื่อว่า น่าทัศนา เพราะน่าเจริญใจรอบด้าน และเพราะน่ารักเหลือเกิน ดีฉันก็ได้แล้ว คือประสบแล้ว. ครั้นแสดงว่าวิมานนั้นสวยงามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ถึงจะแสดงว่าวิมานนั้นใหญ่โดยขนาด ใหญ่โดยอำนาจ และใหญ่โดยเป็นของใช้ เทพธิดาจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สมนฺตโต โสฬสโยชนานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า อิทฺธิยา มม ความว่า ด้วยบุญฤทธิ์ของดีฉัน.
บทว่า โปกฺขรญฺโญ แปลว่า สระโบกขรณี. บทว่า ปุถุโลม-นิเสวิตา แปลว่า มัจฉาทิพย์ทั้งหลายเข้าอยู่อาศัย.
บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ความว่า ปกคลุมด้วยปทุมแดงและบัวแดงหลากอย่างต่างโดยชนิดร้อยกลีบและพันกลีบเป็นต้น. บทว่าปุณฺฑรีกสโมตตา ความว่า มีบัวขาวชนิดต่าง ๆ รายล้อมโดยรอบประกอบความว่า รุกขชาตินานาชนิด ที่มิได้มีใครปลูก โชยกลิ่นหอม
ตลบอบอวล. บทว่า โสปิ ได้แก่ ผู้นั้น คือคนแม้ที่ฝันเห็น. บทว่าวิตฺโต แปลว่า ยินดีแล้ว.
บทว่า สพฺพโส ปภํ ความว่า ส่องสว่างอยู่โดยรอบ. บทว่ากมฺเม แปลว่า ในเพราะกรรม. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าวว่า กมฺเมหิ เพราะอปราปรเจตนาที่เกิดขึ้นดีมาก. บทว่า อลํแปลว่า ควร. บทว่า กาตเว แปลว่า เพื่อทำ.
บัดนี้ พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ ที่นางวิสาขา
บังเกิด จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุ-
โมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนาง
วิสาขา ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา เจว สา ทานมทาสิ นารีความว่า ท่านได้เฉพาะสมบัติเช่นนี้ ด้วยอนุโมทนาทานใด พระเถระกล่าวทานนั้นหมายถึงมหาอุบาสิกาวิสาขาว่า ยา เจว สา นารี อทาสิดังนี้. พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้เทพธิดานั่นแหละบอกถึงสมบัติของนางวิสาขา จึงได้กล่าวว่า ตสฺสา คตึ พฺรูหิ กุหึ อุปฺปนฺนา สา ดังนี้.
บทว่า ตสฺสา คตึ ได้แก่ การบังเกิดของนางวิสาขานั้นคือเทวคติ.
บัดนี้ เมื่อเทพธิดาจะแสดงเนื้อความที่พระเถระนั้นถาม จึงได้กล่าวว่า
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขามหาอุบาสิกา
นั้นเป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์
เธอรู้แจ้งธรรม ได้ถวายทานเกิดในสวรรค์ชั้นนิม-
มานรดี เป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่ง
กรรมของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่
ควรคิด ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขาที่
พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดย
ถูกต้อง ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺญาตธมฺมา ได้แก่ รู้แจ้งศาสน-ธรรม อธิบายว่า เป็นผู้แทงตลอดธรรม คืออริยสัจ ๔.
บทว่า สุนิมฺมิตสฺส ได้แก่ ของท้าวสุนิมมิตเทวราช. บทว่าอจินฺติโย กมฺมวิปาก ตสฺสา เป็นนิทเทสชี้แจงที่ลบวิภัตติ. ความว่าวิบากแห่งกรรมของเพื่อนหญิงของดีฉันผู้เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้นเป็นวิบากแห่งบุญกรรม คือเป็นทิพยสมบัติอันใคร ๆ ไม่พึงคิด คือประมาณไม่ได้. บทว่า อนญฺถา ได้แก่ ไม่ผิด คือตามเป็นจริง.
ถามว่า ก็นางเทพธิดานี้รู้ถึงสมบัติของนางวิสาขาได้อย่างไร. ตอบว่าแม้วิสาขาเทพธิดาก็ไปหาเทพธิดาองค์นั้น เหมือนเทพธิดานางสุภัททาไปหานางภัททา. บัดนี้ เทพธิดาเมื่อจะแนะพระเถระให้ช่วยชักชวนคนอื่น ๆถวายทาน จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้
คนอื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์
เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้
ความเป็นมนุษย์เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้
แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดังพรหม มีพระ-ฉวีวรรณดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งบรรดา ได้ทรง
แสดงมรรคาไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ซึ่งเป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคล
เหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้วบุคคลเหล่านั้นเห็นพระทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของพระสุคต ทานที่ถวายในบุคคลเหล่านี้ มีผลมากท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านที่ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ นั้น คือสงฆ์ เป็นผู้ซื่อตรง มั่นคงอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญบูชา
กระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมากด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่กว้างใหญ่ คำนวณนับ
มิได้เหมือนสาครมหาสมุทร นับจำนวนน้ำมิได้ ก็พระสงฆ์เหล่านี้เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของ
พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้สร้างแสงสว่างกล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวายทานอุทิศพระสงฆ์
ทานของชนเหล่านั้นเป็นอันถวายดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้น ถึงสงฆ์ดำรงมั่น มีผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้
เกิดความรู้ พึงคำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้ง
มูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้าถึงสัคคสถานแดน
สวรรค์ ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหญฺเปิ ตัดบทเป็น เตนหิอญฺเปิ และบทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุนั้น. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. เทพธิดากล่าวว่า สมาทเปถ แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺสทานานิ ททาถ ดังนี้ เพื่อแสดงอาการชักชวน. เทพธิดากล่าวว่าสุทุลฺลโภ ลทฺโธ มนุสฺสลาโภ ดังนี้ หมายเอาความเป็นมนุษย์ซึ่งเว้นจากอขณะ ๘ อย่าง. ในข้อนั้น อขณะ ๘ ได้แก่ อบายส่วนอรูป ๓อสัญญีสัตว์ ๑ ปัจจันตประเทศ ๑ อินทรีย์บกพร่อง ๑ ความเป็นนิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑ ความไม่ปรากฏพระพุทธเจ้า ๑.
บทว่า ยํ มคฺคํ ได้แก่ ทานใด ที่กระทำในเขตอันพิเศษ ทำทานนั้นให้เป็นทางไปสู่สุคติ เพราะให้ถึงสุคติโดยส่วนเดียว ให้เป็นอธิบดีแห่งทาง เพราะเป็นทางประเสริฐเหลือเกิน กว่าทางอบาย และกว่าทางเดินเท้าเป็นต้น ความจริง แม้ทาน ท่านก็เรียกว่า ทางไปเทวโลก เหมือนศรัทธาและหิริ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
ศรัทธา หิริ และกุศลทาน ธรรมเหล่านี้ไป
ตามสัตบุรุษ สัตบุรุษกล่าวธรรมนี้แหละว่าเป็นทาง
ทิพย์ เพราะสัตว์ย่อมไปเทวโลกด้วยทางทิพย์นี้.
ปาฐะว่า มคฺคาธิปติ ดังนี้ก็มี. พึงเห็นเนื้อความของปาฐะนั้นว่าพระศาสดาทรงเป็นอธิบดีของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยอริยมรรค. เทพ-ธิดาเมื่อจะประกอบชนไว้ในการจำแนกทานในทักขิไณยบุคคลอีก จึงกล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ ดังนี้.
บัดนี้ เมื่อจะแสดงอริยสงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลนั้นโดยย่อ เทพธิดาจึงกล่าวคาถาว่า เย ปุคฺคลา อฏฺฐ สตํ ปสตฺถา ดังนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นนิทเทสชี้แจงโดยไม่แน่นอน.
บทว่า ปุคฺคลา ได้แก่ สัตว์. บทว่า อฏฺฐ เป็นการกำหนดจำนวนพระ-อริยบุคคลเหล่านั้น ด้วยว่า พระอริยบุคคลเหล่านั้นมี ๘ คือ ผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔.
บทว่า สตํ ปสตฺถา ความว่า อันสัตบุรุษทั้งหลาย คือ พระ-พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และเทวดาและมนุษย์อื่น ๆสรรเสริญแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะประกอบด้วยคุณมีศีลที่เป็นสหชาตเกิดพร้อมกันเป็นต้น ความจริง คุณทั้งหลายมีศีลและสมาธิที่เกิดพร้อมกันเป็นต้น ของพระอริยบุคคลเหล่านั้น เหมือนสีและกลิ่นที่เกิดพร้อมกันเป็นต้น ของดอกไม้ทั้งหลายมีดอกจำปาและดอกพิกุลเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น คุณเหล่านั้นจึงเป็นคุณที่รักที่ชอบใจและเป็นที่สรรเสริญของสัตบุรุษทั้งหลาย เหมือนดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น เป็นที่รักที่ชอบใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เยปุคฺคลา อฏฺฐ สตํ ปสตฺถา ดังนี้.
อนึ่ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น โดยสังเขปมี ๔ คู่ คือ พระอริย-
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล รวมเป็นคู่ ๑ จนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล รวมเป็นคู่ ๑ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าจตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ เต ทกฺขิเณยฺยา ดังนี้.
บทว่า เต เป็นบทแสดงกำหนดแน่นอนถึงพระอริยบุคคลที่ยกขึ้นแสดงไว้ไม่แน่นอนทีแรก จริงอยู่ พระอริยบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมควรทักษิณา กล่าวคือไทยธรรมที่บุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมพึงถวาย ดังนั้น จึงชื่อว่า ทักขิเณยยะ ผู้ควรทักษิณา เพราะทำทานให้สำเร็จเป็นทานมีผลมาก เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษ [คุณาติเรกสัมปทา].
บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า ชื่อว่า สาวก เพราะฟังธรรมนั้นของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเกิดโดยอริยชาติ เมื่อฟังธรรมจบ.
บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้น้อย ที่ถวายสาวกของพระสุคตเหล่านี้ ก็ชื่อว่ามีผลมาก เพราะทักษิณาบริสุทธิ์โดยปฏิคาหก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ตาม คณะก็ตาม มีประมาณเพียงใด หมู่สาวกของตถาคตเรากล่าวว่าเป็นยอดของหมู่คณะเหล่านั้น ดังนี้เป็นต้น.
บทว่า จตฺตาโร ปฏิปนฺนา เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง. บทที่เหลือก็มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกันแล.
ส่วนในที่นี้ ท่านพระอนุรุทธะกลับมนุษยโลกแล้ว ได้กราบทูลเนื้อความที่ตนและเทพธิดาพูดกัน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ-ภาคเจ้าได้ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดง
ธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล.
จบอรรถกถาวิหารวิมาน
๗. จตุริตถีวิมาน
ว่าด้วยจตุริตถีวิมาน
เทพธิดาองค์ที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า
[๔๕] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ
เปล่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก
เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ
อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง
ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ
ถาม ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่ง แด่
ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บน
จบ ๖. วิหารวิมาน