พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · ปิฐวรรค
๑๓. สุณิสาวิมาน ที่ ๑ เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๗ ในปิฐวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรค สุณิสาวิมาน ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๔๘ หน้า ๑๐๑–๑๐๔
๑๓. ปฐมสุณิสาวิมาน
ว่าด้วยสุณิสาวิมาน ๑
[๑๓] พระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสง
สว่างไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะ
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะอย่างนี้ เพราะบุญอะไร
ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่านครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร
ท่านจึงมีอานุภาพอันรุ่งเรื่องถึงอย่างนี้ อนึ่ง วรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้น อันพระโมคคัลลานะซักถาม
แล้วดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น
บุตรสะใภ้อยู่ในตระกูลแห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้
ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส
ได้ถวายขนมครึ่งหนึ่งแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือทั้งสองของ
ตน ครั้นถวายขนมครึ่งหนึ่งแล้ว ดีฉันจึงมาบันเทิง
อยู่ในสวนนันทนวัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ
อย่างนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน อนึ่ง
โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น
ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉัน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
จบปฐมสุณิสาวิมาน
อรรถกถาปฐมสุณิสาวิมาน
ปฐมสุณิสาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น.
ปฐมสุณิสาวิมานั้น เกิดขึ้นอย่างไร ?
สะใภ้ของครอบครัวผู้หนึ่ง ในเรือนหลังหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เห็นพระเถระขีณาสพเข้ามาบิณฑบาตยังเรือน ก็เกิดปีติโสมนัสว่า นี้บุญเขตอันยอดเยี่ยมมาปรากฏแก่เราแล้ว จึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งซึ่งตนได้มาแล้วน้อมเข้าไปถวายพระเถระด้วยอาการเอื้อเฟื้อ. พระเถระรับขนมนั้นอนุโม-ทนาแล้วก็ไป. ต่อมา สะใภ้ผู้นั้นก็ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. คำที่เหลือทั้งหมด ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. ด้วยเหตุนั้นพระธรรมสังคาหกาจารย์จงกล่าวว่า ท่านพระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่างไป
ทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร
วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้
จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด
แก่ท่าน.
ดูก่อนเพพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้นเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ
ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ
ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้
จึงกล่าวตอบว่า
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันเป็น
สะใภ้ในเรือนพ่อผัว. ดีฉันเห็นพระภิกษุผู้ปราศจาก
กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่หม่นหมองก็เลื่อมใส จึงได้
ถวายขนมแก่ท่านด้วยมือตนเอง ครั้นถวายขนมครึ่ง
หนึ่งแล้ว ก็บันเทิงอยู่ในสวนนันทนวัน.
เพราะบุญนั้น วรรณะของดิฉันจึงเป็นเช่นนี้
เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. เพราะบุญนั้น ดีฉัน
จึงมีอานุภาพมากอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึง
สว่างไสวไปทุกทิศ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุณิสา ได้แก่ ภริยาของบุตร. จริงอยู่บิดาของสามีแห่งหญิง เรียกกันว่าสัสสุระ พ่อผัว. ส่วนหญิง [ ภริยาของบุตร] ของบิดาสามีนั้น เรียกกันว่า สุณิสา สะใภ้ เพราะเหตุนั้น เทวดาหมายถึงบิดาของสามีนั้น จึงกล่าวว่า ได้เป็นสะใภ้ ในเรือนของพ่อผัว.
บทว่า ภาคฑฺฒภาคํ ความว่า ได้ถวายขนมครั้งหนึ่ง จากส่วนที่ตนได้มา. ด้วยบทว่า โมทามิ นนฺทเน วเน เทวดากล่าว เพราะพระเถระ
พบตนในสวนนันทนวัน. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล.
จบอรรถกถาปฐมสุณิสาวิมาน
๑๔. ทุติยสุณิสาวิมาน
ว่าด้วยสุณิสาวิมาร ๒
[๑๔] พระโมคคัลลานะถามว่า
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง
ไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะบุญ
อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้
จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด
แก่ท่าน.
ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน
ครั้งเกิดเห็นมนุษย์อยู่ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึง
มีอานุภาพอันรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ และวรรณะของท่าน
จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
ดีใจ ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น
บุตรสะใภ้อยู่ในตระกูลแห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้
ปราศจากกิเลสดุจ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส
ได้ถวายชิ้นขนมแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือตนเอง ครั้น
จบ ๑๓. สุณิสาวิมาน ที่ ๑