arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · ปิฐวรรค

๑๖. สิริมาวิมาน เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๖/๑๗ ในปิฐวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๑๖. สิริมาวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสิริมาวิมาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรค สิริมาวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

ยุตฺตา จ เต ปรมอลงฺกตา หยา

อโธมุขา อฆสิ คมา พลี ชวา

อภินิมฺมิตา ปญฺจ รถา สตา จ เต

อเนฺวนฺติ ตํ สารถิโจทิตา หยา

สา ติฏฺฐสิ รถวเร อลงฺกตา

โอภาสยํ ชลมิว โชติปาวโก

ปุจฺฉามิ ตํ วรตนุ อโนมทสฺสเน

กสฺมา กายา อนธิวรํ อุปาคมิ

กามคฺคปตฺตานํ ยมาหุ อนุตฺตรา

นิมฺมาย นิมฺมาย รมนฺติ เทวตา

ตสฺมา กายา อจฺฉรา กามวณฺณินี

อิธาคตา อนธิวรํ นมสฺสิตุํ

กึ ตฺวํ ปุเร สุจริตมาจรี อิธ

เกนาสิ ตฺวํ อมิตยสา สุเขธิตา

อิทฺธี จ เต อนธิวรา วิหงฺคมา

วณฺโณ จ เต ทส ทิสา วิโรจติ

เทเวหิ ตฺวํ ปริวุตา สกฺกตา จสิ

กุโต จุตา สุคติคตาสิ เทวเต

กสฺส วา ตฺวํ วจนกรานุสาสนึ

อาจิกฺข เม ตฺวํ ยทิ พุทฺธสาวิกา (ติ) ฯ

นคนฺตเร นครวเร สุมาปิเต

ปริจาริกา ราชวรสฺส สิรีมโต

นจฺเจหิ คีเตหิ ๑ ปรมสุสิกฺขิตา อหุํ

สิริมาติ มํ ราชคเห อเวทึสุ

พุทฺโธ จ เม อิสินิสโภ วินายโก

อเทสยิ สมุทยทุกฺขนิจฺจตํ

อสงฺขตํ ทุกฺขนิโรธํ สสฺสตํ

มคฺคญฺจิมํ อกุฏิลํ อญฺชสํ สิวํ

สุตฺวานหํ อมตปทํ อสงฺขตํ

ตถาคตสฺส อนธิวรสฺส สาสนํ

สีเลสฺวาหํ ปรมสุสํวุตา อหุํ

ธมฺเม ฐิตา นรวรพุทฺธเทสิเต

ญตฺวาน ตํ ๒ วิรชํ ปทํ อสงฺขตํ

ตถาคเตน อนธิวเรน เทสิตํ

ตตฺเถวหํ สมถสมาธิมาผุสึ

สาเยว เม ปรมนิยามตา อหุ

ลทฺธานหํ อมตวรํ วิเสสนํ

เอกํสิกา อภิสมเย วิเสสิย

อสํสยา พหุชนปูชิตา อหํ

ขิฑฺฑํ รตึ ปจฺจนุโภมนปฺปกํ

เอวํ อหํ อมตรสมฺหิ เทวตา

ตถาคตสฺส อนธิวรสฺส สาวิกา

ธมฺมทฺทสา ปฐมผเล ปติฏฺฐิตา

โสตาปนฺนา น จ ปุนมตฺถิ ทุคฺคติ

สา วนฺทิตุํ อนธิวรํ อุปาคมึ

ปาสาทิเก กุสลรเต จ ภิกฺขโว

นมสฺสิตุํ สมณสมาคมํ สิวํ

สคารวา สิริมโต ธมฺมราชิโน

ทิสฺวา มุนึ มุทิตมนมฺหิ ปีณิตา

ตถาคตํ นรวรทมฺมสารถึ

ตณฺหจฺฉิทํ กุสลรตํ วินายกํ

วนฺทามหํ ปรมหิตานุกมฺปกนฺติ ฯ

สิริมาวิมานํ โสฬสมํ ฯ

๑ ม. ยุ. นจฺเจ คีเต ฯ ๒ ญตฺวานหนฺติปิ ฯ

ฉบับหลวง

พระวังคีสเถระประสงค์จะให้นางสิริมาเทพธิดา ได้ประกาศบุญกรรมที่นางทำไว้ในครั้งก่อน จึงย้อนถามนางด้วยคาถาสองคาถา ความว่า

ดูกรนางงามประจำชั้นไตรทศ ผู้มีร่างกายสะโอดสะอง ฉันจะขอถามท่านการที่ท่านเข้าถึงความเป็นผู้มีสกลกาย และยานพาหนะอย่างประเสริฐเลิศยิ่ง คือ ท่านมีรถถึง ๕๐๐ คัน บุญกรรมเนรมิตมาให้โดยเฉพาะ ทั้งเทียมแล้วด้วยม้าอาชาไนยหลายตัว ทุกๆ ตัวเครื่องประดับประจำ ล้วนเครื่องสูง มันพากันก้มหน้าลง ในขณะที่ท่านจะลงมาจากเทวโลกและเหินไปตามอากาศได้ มีกำลังฉับเฉี่ยว ม้าอาชาไนยทุกม้า อันบุญกรรมดังนายสารถีเร่งแล้วก็พาตัวท่านไปได้ ท่านนั้นขณะที่ยืนอยู่บนรถอันเพริศแพร้วที่บุญกรรมตกแต่งมาให้แล้ว ก็สว่างไสวคล้ายกับไฟกำลังโชติ

ช่วงอยู่เช่นนี้ เพราะได้ทำบุญสิ่งใดไว้?

นางเทพธิดาอันพระเถระถามแล้ว เมื่อจะประกาศการกระทำของตนให้ประจักษ์

จึงตอบเป็นคาถาความว่า

พระคุณเจ้าพูดถึงหมู่ทวยเทพชั้นปรนิมมิตวสวัสดี ซึ่งเป็นผู้เลิศโดยเชิงภพที่อยู่ และโภคสมบัติหมู่ใดว่า เป็นทวยเทพที่เยี่ยมหาที่เปรียบมิได้ทวยเทพเหล่านั้น ก็มีความสุขสบายแต่ในภพและโภคสมบัติที่ทวยเทพพวกอื่นมาเนรมิตให้เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทวยเทพที่มีหน้าที่เนรมิตภพและโภคสมบัติให้ คือพวกที่พระคุณเจ้าพูดถึงอยู่นี้ จึงได้นามว่า"นิมมานรดี" เป็นนางฟ้าที่มีร่างกายและผิวพรรณงดงามอันก่อให้เกิดความงวยงงเพราะความรัก เดี๋ยวนี้มาถึงมนุษยโลกนี้แล้วเพื่อจะถวาย

บังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อนางเทพธิดาประกาศความที่ตนเป็นนิมมานรดีเทพ ให้ปรากฏเช่นนี้แล้ว พระเถระใคร่จะถามถึงบุญกรรมที่นางให้ก่อสร้างไว้ในชาติก่อน จึงได้ภาษิตสองคาถาความว่า

ชาติก่อนแต่จะเป็นนางเทพธิดานี้ ท่านได้สั่งสมสุจริตกรรมอย่างไรไว้ท่านมียศบริวารอยู่มากมาย เปี่ยมไปด้วยความสุข สำหรับตัวท่านเล่าก็มีฤทธิ์และอำนาจพ้นจากสิ่งธรรมดาสูงเยี่ยม และมักเหาะไปในอากาศได้ (เช่นนี้) เพราะบุญกรรมอะไร อนึ่ง รัศมีกายของท่านก็สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และท่านเล่าก็มีมวลเทพเจ้าเกรงกลัวและห้อมล้อมอยู่รอบท่านจุติมาจากคติไหนจึงมาถึงสุคตินี้ แม่เทพธิดา อนึ่ง ท่านได้ทำตามด้วยอาการยอมรับเอาโอวาทานุสาสนีในศาสนปาพจน์ของพระศาสดาองค์ไหน หากท่านเป็นสาวิกาของพระพุทธเจ้าจริงไซร้ ขอท่านได้โปรดตอบ

คำถามของฉันนี้แก่ฉันด้วย?

เมื่อนางเทพธิดา จะตอบเนื้อความตามที่พระเถระถามอย่างนี้ จึงกล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ความว่า

ดิฉันเป็นพระสนมของพระเจ้าพิมพิสารผู้ประเสริฐ มีศิริ อยู่ในพระนครราชคฤห์ ซึ่งตั้งอยู่ในระหว่างภูเขา อันเป็นนครที่แออัดไปด้วยนักปราชญ์ดิฉันมีความชำนาญในการฟ้อนรำขับร้องชั้นเยี่ยม ชาวเมืองในกรุงราชคฤห์ เขาพากันเรียกดิฉันว่า "นางสิริมา" พระพุทธเจ้าทรงเป็นผู้องอาจในจำพวกผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ ผู้แนะนำสัตว์โลกให้เป็นผู้พิเศษ ได้ทรงแสดงความไม่เที่ยงแห่งของจริง คือ เหตุเกิดของทุกข์และทางให้ถึงความดับทุกข์ อันเป็นธรรมที่ไม่มีปัจจัยอะไรปรุงแต่ง เป็นทางถาวร ทางตรง เป็นทางสุขเกษมแก่ดิฉัน ครั้นดิฉันฟังธรรมอันเป็นทางไม่ตาย ไม่มีเหตุปัจจัยอะไรปรุงแต่งได้ ซึ่งเป็นคำสอนของพระตถาคตผู้ประเสริฐแล้ว

จึงเป็นผู้สำรวมอย่างเคร่งครัดในศีลทั้งหลายดำรงมั่นอยู่ในธรรมปฏิบัติ ที่พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านรชนทรงแสดงไว้แล้ว ครั้นดิฉันรู้จักบทอันปราศจากธุลี ซึ่งหาเหตุปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ที่พระตถาคตผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้นั้น ดิฉันจึงได้บรรลุสมาธิอันเกิดจากความสงบจิตใจในอัตภาพนั้นเอง ดิฉันนั้นจึงได้มีความแน่นอนในมรรคผลอันเป็นธรรมชั้นเยี่ยมขึ้น ครั้นดิฉันได้ฟังธรรมอันประเสริฐอันไม่เกิดไม่ตายอย่างวิเศษแล้ว จึงหมดความเคลือบแคลงในพระรัตนตรัย มีความรู้พิเศษในการรู้อริยสัจธรรม หมดความสงสัยในสิ่งทั้งปวงจึงควรเป็นที่บูชาของชุมนุมชน ได้รับผลคือความสุขอันมั่นคง เป็นเครื่องตอบแทนมากมาย

โดยทำนองตามที่กราบเรียนมานี้ ดิฉันจึงเป็นนางเทพธิดาผู้เห็นนิพพาน เป็นสาวิกาของพระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นผู้ได้เห็นธรรมตามความเป็นจริง เป็นผู้ตั้งอยู่ในผลขั้นแรก คือ เป็นพระโสดาบันก็ทุคติย่อมไม่มีแก่ดิฉันอีก ดิฉันนั้นมาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ก็เพื่อจะถวายบังคม และนมัสการภิกษุทั้งหลายที่น่าเลื่อมใสผู้ยินดีในธรรมอันไม่มีโทษ และเพื่อจะนมัสการสถานที่ๆ พระสมณะประชุมกัน อันเป็นสถานที่มีธรรมเกษม ดิฉันเป็นผู้มีความเคารพในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงพระศิริ เป็นพระธรรมราชา ครั้นได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์แล้ว ก็อิ่มเอิบปลาบปลื้มใจ ดิฉันขอถวายบังคมพระตถาคต ผู้เป็นสารถีของบุคคลที่ควรฝึกอย่างยอดเยี่ยมทรงตัดตัณหาเสียได้ ทรงยินดีแล้วในกุศลธรรม ผู้ทรงแนะนำประชุมชนให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตว์โลกในทางที่เป็นประโยชน์

อย่างยิ่ง.

จบ สิริมาวิมานที่ ๑๖.

จบ ๑๖. สิริมาวิมาน