arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก

๑. สีลวนาคจริยา เล่ม ๓๓

Text layerBuddha’s wordsItems ๑๑ (Royal Thai)11/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก สีลวนาคจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 74, pp. 234–246

Page 234

๒. หัตถินาควรรค

๒. การบำเพ็ญศีลบารมี

๑. สีลวนาคจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของพระยาช้างสีลวนาค

[๑๑] ในกาลเมื่อเราเป็นกุญชรเลี้ยงมารดาอยู่ในป่าหิมพานต์ ในกาลนั้น ในพื้นแผ่นดินนี้

ไม่มีอะไรที่จะเสมอด้วยศีลคุณของเรา พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้ว ได้กราบทูลแด่พระ-ราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้ใหญ่ ช้างมงคลอันสมควร เป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่อันการจับช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุงและการขุดหลุดลวงก็ไม่ต้อง ในขณะที่จับเข้าที่งวงเท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี้เองพระเจ้าข้า ฝ่ายพระราชาได้ทรงฟังคำของพรานป่านั้นแล้วทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็นอาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว ควาญช้างนั้นไปแล้ว ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ใน

Page 235

สระบัวหลวง เพื่อต้องการเลี้ยงมารดา ควาญ

ช้างรู้ศีลคุณของเรา พิจารณาดูลักษณะแล้ว

กล่าวว่า มานี่แน่ะลูก แล้วได้จับที่งวงของเรา

ในกาลนั้น กำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม

ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน

กับกำลังของช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธแก่ควาญ

ช้างเหล่านั้น ผู้เข้ามาใกล้เพื่อจับเรา เราพึง

สามารถจะเหยียบย่ำเขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอด

ราชสมบัติของมนุษย์แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่

ไว้ในเสาตะลุง เราก็ไม่ทำจิตโกรธเคือง เพื่อ

รักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีให้บริบูรณ์ ถ้า

เขาเหล่านั้นพึงทำลายเราที่เสาตะลุงนี้ด้วยขวาน

และหอกซัด เราก็จะไม่โกรธเขาเหล่านั้นเลย

เพราะเรากลัวศัลของเราจะขาด ฉะนี้แล.

จบ สีลวนาคจริยาที่ ๑

Page 236

อรรถกถาหัตถินาควรรคที่ ๒

๒. การบำเพ็ญศีลบารมี

อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑๑

พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาสีลวนาคจริยาที่หนึ่งแห่งวรรคที่ ๒ดังต่อไปนี้. บทว่า กุญฺชโร คือช้าง. บทว่า มาตุโปสโก ผู้เลี้ยงมารดาคือบำรุงมารดาชราตาบอด. บทว่า มหิยา คือ ในแผ่นดิน บทว่า คุเณนคือด้วยสีลคุณ. ในครั้งนั้นไม่มีอะไรที่จะเสมอเรา.

เรื่องมีอยู่ว่า พระโพธิสัตว์ ในครั้งนั้นบังเกิดในกำเนิดช้าง ณหิมวันตประเทศ. เผือกผ่องตลอด รูปงาม สมบูรณ์ด้วยลักษณะเป็นหัวหน้าโขลง มีช้างบริวาร ๑๐๐,๐๐๐ เชือก. ส่วนมารดาของพระโพธิสัตว์ตาบอดพระโพธิสัตว์ให้ผลาผลมีรสอร่อยในงวงช้างทั้งหลายแล้วเลี้ยงมารดา. ช้างทั้งหลายไม่เอาไปให้มารดาเคี้ยวกินเสียเอง. พระโพธิสัตว์คอยสังเกตดูก็รู้เรื่องราว คิดว่าเราจะเลิกละโขลงช้าง เลี้ยงดูมารดาเอง ตอนกลางคืน เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้ ก็พามารดาไปยังชิงเขาจัณโฑรณบรรพต เข้าไปอาศัยสระบัว สระหนึ่ง ให้มารดาอยู่ในถ้ำภูเขาซึ่งตั้งอยู่ แล้วเลี้ยงดู.

๑. พม่าเป็น มาตุโปสกจริยา.

Page 237

พรานป่าคนหนึ่งหลงทางไม่สามารถกำหนดทิศได้ร้องคร่ำครวญเสียจนดัง. พระโพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานป่านั้นจึงดำริว่าชายผู้นี้ไร้ที่พึ่ง.

เมื่อเราอยู่การที่ชายผู้นี้จะพึงพินาศไปในที่นี้ไม่เป็นการสมควร. จึงไปหาพรานป่า เห็นพรานป่าหนีเพราะความกลัวจึงถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านไม่มีภัยเพราะอาศัยเราดอก. อย่าหนีไปเลย. เพราะเหตุไรท่านจึงเที่ยวร้องคร่ำครวญอยู่เล่า พรานป่าตอบว่า ข้าพเจ้าหลงทางมา วันนี้เป็นวันที่ ๗แล้วละนาย. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า อย่ากลัวไปเลยพ่อ. เราจะพาท่านไปที่ทางเดินของมนุษย์ แล้วให้พรานป่านั่งบนหลังของตนนำออกจากป่าแล้วก็กลับ. พรานป่าลามก คิดว่าเราจักไปพระนครกราบทูลแด่พระราชาจึงทำเครื่องหมายต้นไม้ภูเขาออกไปกรุงพาราณสี.

ในกาลนั้นมงคลหัตถีของพระราชาล้ม. พรานป่าจึงเข้าไปเฝ้าพระ-ราชา กราบทูลถึงความที่ตนเห็นพระมหาบุรุษ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

พรานป่าพบเราในป่าใหญ่แล้วได้กราบทูล

แด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราชช้างมงคลสมควร

เป็นช้างพระที่นั่งทรง มีอยู่ในป่าใหญ่อันการจับ

ช้างนั้นไม่ต้องขุดคู แม้การปักเสาตะลุงและ

Page 238

การขุดหลุมลวงก็ไม่ต้อง ในขณะจับเข้าที่งวง

เท่านั้น ช้างนั้นก็จะมา ณ ที่นี่เองพระเจ้าข้า.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปวเน ทิสฺวา วนจโร คือพรานป่าคนหนึ่งเที่ยวไปในป่าใหญ่เห็นเรา. บทว่า รญฺโญ มํ ปฏิเวทยิ ความว่า จึงกราบทูลแด่พระราชา. บทว่า ตวานุจฺฉโว คือสมควรทำเป็นช้างพระที่นั่งทรงของพระองค์. บทว่า น ตสฺส ปริกฺขายตฺโถ ไม่ต้องขุดคู ความว่าอันการจับช้างนั้นเพื่อการหนีไปกำบังตนด้วยการขุดคู ด้วยใบหูของนางช้างช้างเข้าไปในเชือกบ่วงที่เหวี่ยงไปหรือในเสาล่ามช้าง คือเสาตะลุงที่ปักไว้ก็ไม่สามารถจะไปในที่ใดที่หนึ่งได้. ไม่มีประโยชน์ด้วยหลุมลวงเช่นนั้น.

บทว่า สหคหิเต คือในขณะจับ. บทว่า เอหิติ คือจักมา.

พระราชาได้ให้พรานป่าเป็นผู้นำทางไปป่า ทรงส่งควาญช้างไปกับบริวารด้วยมีพระดำรัสว่า ท่านจงนำคชสารที่พรานป่าบอกมาให้ได้. ควาญช้างนั้นได้ไปกับพรานป่า เห็นพระโพธิสัตว์เข้าไปยังสระบัวหาอาหาร. ดังนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

แม้พระราชาทรงได้ยินคำของพรานป่านั้น

แล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงส่งควาญช้างซึ่งเป็น

อาจารย์ผู้ฉลาดศึกษาดีแล้ว. ควาญช้างนั้นไป

ได้พบช้างกำลังถอนเง่าบัวอยู่ ในสระบัวหลวง

Page 239

เพื่อเอาไปเลี้ยงมารดา. ควาญช้างรู้คุณศีลของ

เราพิจารณาดูลักษณะแล้ว กล่าวว่ามานี่แน่ลูก

แล้วจับที่งวงของเรา.

ในบทเหล่านั้นบทว่า เฉกาจริยํ คือควาญช้างผู้ฉลาดในวิธีจับช้างเป็นต้น. บทว่า สุสิกฺขิตํ คือศึกษาดีแล้วด้วยสำเร็จวิชาฝึกช้าง. บทว่าวิญฺญาย เม สีลคุณํ คือ ควาญช้างรู้คุณศีลของเราว่า ช้างผู้เจริญนี้เป็นช้างอาชาไนย ไม่โง่ ไม่ดุ มีปกติไม่คลุกคลี. รู้อย่างไร ? บทว่าลกฺขณํ อุปธารยิ คือควาญช้างพิจารณาดูลักษณะของเราโดยถ้วนถี่ เพราะเป็นผู้มีศิลปะในการดูช้างซึ่งศึกษามาเป็นอย่างดี. ด้วยเหตุนั้นควาญช้างจึงกล่าวว่ามานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงของเรา.

พระโพธิสัตว์เห็นควาญช้างแล้วตั้งจิตอธิษฐานว่า ภัยของเรานี้เกิดจากพรานป่าผู้นี้. เรามีกำลังมากสามารถจะกำจัดแม้ช้างตั้งพันเชือกได้. เราโกรธขึ้นมาพอที่จะยังเหล่านักรบพร้อมด้วยแคว้นให้พินาศลงไปได้. แต่หากเราโกรธ. ศีลของเราก็จะขาด. เพราะฉะนั้น แม้ควาญช้างจะเอาหอกทิ่มแทงเราะก็จะไม่โกรธ ดังนี้แล้วก็โน้มศีรษะลงยืนนิ่งอยู่. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ในกาลนั้นกำลังของเราที่มีอยู่ในกายตาม

ปกติอันใด วันนี้กำลังของเรานั้นเสมอเหมือน

Page 240

กับกำลังของช้างพันเชือก ถ้าเราโกรธควาญ

ช้างผู้เข้ามาจับเรา เราพึงสามารถจะเหยียบย่ำ

เขาเหล่านั้นได้ แม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์.

แต่ถึงแม้เราจะถูกเขาใส่ไว้ในเสาตะลุง เราก็

ไม่คิดโกรธ เพื่อรักษาศีล เพื่อบำเพ็ญศีล

บารมีให้บริบูรณ์. ถ้าเขาพึงทำลายเราที่เสา

ตะลุงนี้ด้วยขวานและหอกซัดเราก็จะไม่โกรธ

เขาเลย เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด.

ในบทเหล่านั้นบทว่า ปากติกํ คือเหมือนเดิม. บทว่า สรีรานุคตํคือกำลังกายที่ติดอยู่กับร่างกาย. อธิบายว่า มิใช่กำลังกายที่เกิดขึ้นด้วยญาณคือ ความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย. บทว่า อชฺช นาคสหสฺสานํ ความว่าในวันนี้เท่ากับช้างพันเชือก. บทว่า พเลน สมสาทิสํ คือกำลังของเราเท่ากับกำลังในร่างกายของช้างเหล่านั้น. มิใช่ด้วยเพียงเปรียบเทียบ. เพราะในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลมงคลหัตถี.

บทว่า ยทิหํ เตสํ ปกุปฺเปยฺยํ คือหากเราโกรธควาญช้างผู้เข้ามาเพื่อจับเรา. เราพึงมีกำลังต่อสู้ในการทำลายชีวิตของควาญช้างได้. มิใช่มีกำลังต่อสู้ควาญช้างอย่างเดียว ที่จริงแล้วแม้ตลอดราชสมบัติของมนุษย์ เราก็จักทำลายราชสมบัติทั้งหมดของมนุษย์เหล่านี้ผู้มาโดยราชการ ให้เป็น

Page 241

เป็นผุยผงไป. บทว่า อปิ จาหํ สีลรกฺขาย คือ แม้เราสามารถอย่างนั้นได้ เราก็ได้รับการคุ้มกัน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการคุ้มครองของศีล อันตั้งอยู่ในตน ดุจผูกพันไว้. บทว่า น หกโรมิ จิตฺเต อญฺถตฺตํ ความว่า เราไม่ทำจิตโกรธเคือง คือ เราไม่ทำวิธีมีการจับฟาดเป็นต้นแก่สัตว์เหล่านั้นอันเป็นการทำลายศีลนั้น คือ แม้จิตในการจับฟาดเป็นต้นนั้นก็มิได้เกิดขึ้นเลย. บทว่า ปกฺขิปนฺตํ มมาฬฺหเก ความว่า ผูกเราไว้ที่เสาตะลุง คือผูกไว้ที่เสาล่ามช้าง. คำว่า ทิสวาปิ เป็นคำเกิน. หากถามว่าเพราะเหตุไร. โยชนาแก้ไว้ว่า เมื่อเราไม่ทำลายศีลในฐานะเช่นนี้ ด้วยการบำเพ็ญศีลบารมีในไม่ช้าศีลบารมีก็จักบริบูรณ์เพราะเหตุนั้น เพื่อบำเพ็ญศีลบารมีเราจึงไม่ทำลายศีลแม้ในความคิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความมั่นคงด้วยการรักษาศีลแม้ด้วยคาถาว่า ยทิ เต มํ ถ้าเขาทำลายเราดังนี้ แล้วทรงแสดงถึงความที่ศีลนั้นตั้งมั่นแล้ว. ในบทเหล่านั้นบทว่า โกฏฺเฏยฺยุํ คือพึงทำลาย.

บทว่า สีลขณฺฑภยา มม คือเพราะกลัวศีลของเราจะขาด.

ก็พระโพธิสัตว์ครั้นดำริอย่างนี้แล้ว จึงยืนเฉยไม่ไหวติง. ควาญช้างหยั่งลงสู่สระประทุม เห็นลักษณะสมบัติของพระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวว่ามานี่แน่ะลูก แล้วจับที่งวงเช่นกับพวงเงินไปถึงกรุงพาราณสีใน ๗ วัน.

ควาญช้างเมื่อถึงระหว่างทางได้ส่งข่าวถวายพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงให้ตกแต่งพระนคร. ควาญช้างนำพระโพธิสัตว์ซึ่งมีสายรัดทำด้วยกลิ่นหอมประดับประดาตกแต่งแล้วไปสู่โรงช้างวงด้วยม่านอันวิจิตรกราบทูลพระ-

Page 242

ราชาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงถือโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ไปให้แก่พระ-โพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์มิได้ทรงรับโภชนาหารด้วยดำริว่า เราเว้นมารดาเสียแล้ว จักไม่รับอาหาร. แม้พระราชาขอร้องก็ไม่รับ กล่าวว่า :-

มารดาผู้น่าสงสาร ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล

จะถูกตอดำเท้าตกภูเขาจัณโฑรณะ.

พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสถามว่า :-

ท่านมหานาค ใครคือมารดาของท่าน

ตาบอด ไม่มีผู้ดูแล จะถูกตอตำเท้าตกภูเขา

จัณโฑรณะ.

พระโพธิสัตว์ทูลว่า :-

ข้าแต่มหาราช มารดาของข้าพระองค์

ตาบอด ไม่มีผู้ดูแลจะถูกตอตำเท้าตกภูเขา

จัณโฑรณะ.

เมื่อพระโพธิสัตว์ทูลว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗. มารดาของข้าพระองค์ยังไม่ได้อาหารเลย. เพราะฉะนั้นพระราชาจึงตรัสว่า :-

พวกท่านจงปล่อยมหานาค มหานาคนี้

เลี้ยงมารดา ขอมหานาคจงอยู่อย่างสงบกับ

Page 243

มารดาพร้อมด้วยญาติเถิด.

แล้วรับสั่งให้ปล่อยไป.

กุญชรมหานาคพ้นจากพันธนาการแล้ว

พักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งก็ได้ไปภูเขาอันเป็นที่อยู่.

ในบทเหล่านั้น บทว่า กปณิกา คือน่าสงสาร. บทว่า ขาณุํปาเทน ฆฏฺเฏติ ความว่า มารดาร่ำให้เพราะตาบอดและเพราะทุกข์ที่พรากจากบุตร จึงเสียดสีที่ต้นไม้นั้น ๆ ด้วยเท้า. บทว่า จณฺโฑรณํ ปติ ได้แก่ตกภูเขาจัณโฑรณะ คือมุ่งหน้าไปจัณโฑรณบรรพต. อธิบายว่า เดินวนเวียนอยู่ที่เชิงเขานั้น. บทว่า อคมา เยน ปพฺพโต คือช้างตัวประเสริฐนั้นพ้นจากพันธนาการ แล้วพักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้วแสดงทศพิธราชธรรมคาถาถวายพระราชา ทูลให้โอวาทว่า ข้าแต่มหาราชขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ทรงประมาทเถิด มหาชนต่างบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากพระนครเข้าไปหามารดาในวันนั้นเอง แล้วแจ้งเรื่องราวทั้งหมดให้มารดาทราบ. มารดาดีใจ ได้อนุโมทนาพระราชาว่า :-

ขอ พระราชาผู้ปกครองแคว้น กาสีให้

เจริญ ปล่อยลูกของเราผู้มีความอ่อนน้อมต่อ

ผู้ใหญ่ทุกเมื่อ จงมีพระชนม์ยืนนานเถิด.

Page 244

พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณธรรมของพระโพธิสัตว์ รับสั่งให้สร้างบ้านไม่ไกลสระบัว ทรงปรนนิบัติพระโพธิสัตว์และมารดาของพระโพธิสัตว์เป็นเนืองนิจ. ครั้นต่อนาเมื่อมารดาล้มพระโพธิสัตว์ทำการฝังศพมารดาแล้วไปกุรัณฑกอาศรมบท. ก็ ณ ที่นั้นมีฤาษี ๕๐๐ ลงจากหิมวันตประเทศอาศัยอยู่. พระราชาทรงปรนนิบัติฤาษีเหล่านั้น แล้วทรงให้ช่างแกะสลักหินทำเป็นรูปปฏิมาเหมือนรูปพระโพธิสัตว์ แล้วทรงบริจาคมหาสักการะ. ชาวชมพู-ทวีปประชุมกันทุกปีโดยลำดับ กระทำการฉลองรูปเปรียบช้าง.

พระราชาในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ในครั้งนี้. นางช้างคือพระ-มหามายา. พรานป่าคือเทวทัต. ช้างตัวประเสริฐเลี้ยงมารดาคือตถาคต.

แม้ในสีลวนาคจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงทานบารมีเป็นต้นตามสมควร. แต่ศีลบารมีเป็นบารมียอดเยี่ยมเพราะเหตุนั้น ศีลบารมีนั้นท่านจึงยกขึ้นสู่เทศนา. อนึ่งพึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาบุรุษไว้ในจริยานี้มีอาทิอย่างนี้ คือ พระโพธิสัตว์แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉานยังเข้าไปตั้งจิตเคารพมารดา อันสมควรแก่ความเป็นผู้แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรงสรรเสริญด้วยความเป็นพรหม เป็นบุรพเทพ เป็นบุรพาจารย์ เป็นอาหุ-ไนยบุคคลของบุตร แล้วทำไว้ในใจว่า ขึ้นชื่อว่ามารดาเป็นผู้มีอุปการะมากของบุตร. เพราะฉะนั้นการบำรุงมารดา อันบัณฑิตทั้งหลายบัญญัติไว้แล้ว.

แล้วเลี้ยงดูมารดาด้วยคิดว่าเราเป็นใหญ่กว่าช้างพันเชือกไม่ใช่น้อยมีอานุภาพมาก เป็นหัวหน้าโขลง ช้างเหล่านั้นเชื่อฟังไม่คำนึงถึงอันตรายในการอยู่

Page 245

ผู้เดียว ละโขลงผู้เดียว จักบูชามารดาผู้เป็นเขตแห่งผู้มีอุปการะ. การเห็นบุรุษหลงทางแล้วรับไปด้วยความเอ็นดู เลี้ยงด้วยอาหารของมนุษย์. การอดกลั้นความผิดที่พรานป่านั้นทำไว้. ถึงสามารถจักบีบบุรุษที่มาเพื่อจับตนมีควาญช้างเป็นหัวหน้า แม้ด้วยเพียงให้เกิดความหวาดสะดุ้งได้ก็ไม่ทำอย่างนั้น ด้วยคิดว่าศีลของเราจะขาดแล้วเข้าไปจับได้โดยง่ายดุจช้างที่ฝึกดีแล้ว.

การอดอาหารแม้ตลอด ๗ วัน ด้วยคิดว่า เว้นมารดาเสียแล้วเราจักไม่กลืนกินอาหารอะไร ๆ. การไม่ทำจิตให้เกิดขึ้นว่า ผู้นี้ผูกคล้องเราแล้วแผ่เมตตาถวายพระราชา. และการแสดงธรรมถวายพระราชาโดยนัยต่าง ๆ. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-

ท่านผู้แสวงหาเหล่านี้ น่าอัศจรรย์ ทั้งไม่เคยมี

ฯลฯ

จะพูดไปทำไม ถึงการทำตามโดยธรรมสมควร

แก่ธรรม ดังนี้.

จบ อรรถกถาสีลวนาคจริยาที่ ๑

Page 246

๒. ภูริทัตตจริยา

ว่าด้วยจริยาวัตรของภูริทัตตนาคราช

[๑๒] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นพระยานาค

ชื่อภูริทัต มีฤทธิ์มาก เราไปยังเทวโลกพร้อม

กับท้าววิรูปักข์มหาราช ในเทวโลกนั้น เราได้

เห็นทวยเทพผู้สมบูรณ์ด้วยความสุข โดยส่วน

เดียว จึงสมาทานศีลวัตร เพื่อต้องการจะไป

ยังสวรรค์นั้น เราชำระร่างกาย บริโภคอาหาร

พอเป็นเครื่องเลี้ยงชีพแล้ว อธิษฐานอุโบสถ

มีองค์ ๔ ประการว่า ผู้ใดพึงทำกิจด้วยผิวหนัง

ก็ดี ด้วยเนื้อก็ดี ด้วยเอ็นก็ดี ด้วยกระดูกก็ดี

ขอผู้นั้นจงนำเอาอวัยวะที่เราให้นี้ไปเถิด แล้ว

นอนอยู่บนยอดจอมปลวก พราหมณ์อาลัม-

พายน์ อันบุคคลผู้ไม่รู้อุปการะที่บุคคลอื่นทำ

แล้ว บอกแล้ว ได้จับเราใส่ไว้ในตะกร้า ให้

เราเล่นในที่นั้น ๆ แม้เมื่อพราหมณ์อาลัมพายน์

ใส่เราไว้ในตะกร้า แม้เมื่อบีบเราด้วยฝ่ามือ

เราก็ไม่โกรธ เพราะเรากลัวศีลของเราจะขาด

End of ๑. สีลวนาคจริยา