พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · จริยาปิฎก
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา เล่ม ๓๓
Text layerBuddha’s wordsItems ๑๘ (Royal Thai)18/36 in จริยาปิฎก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก ธรรมเทวปุตตจริยา (Royal Thai Volume 33 · Mahachula Volume 33 · Mahamakut Volume 74 · Chaloem Phrakiat Volume 33)
The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.
ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 74, pp. 330–343
๘. ธรรมเทวปุตตจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของธรรมเทวบุตร
[๑๘] อีกเรื่องหนึ่ง ในกาลเมื่อเราเป็นเทพบุตร
ชื่อว่าธัมโม มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก บริวาร
มากเป็นผู้อนุเคราะห์แก่โลกทั้งปวง เราชัก-
ชวนให้มหาชนสมาทานกุศลกรรมบถ ๑๐ ประ-
การ เที่ยวไปยังบ้านและนิคม มีมิตรสหาย มี
บริวารชน ในกาลนั้น เทพบุตรลามก เป็นผู้
ตระหนี่ แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไปในแผ่นดินนี้ มีมิตร
สหาย มีบริวารชน เราทั้งสอง คือ ธรรมวาที
เทพบุตรและอธรรมวาทีเทพบุตร เป็นข้าศึก
แก่กัน เราทั้งสองนั่งรถสวนทางกันมา ชนรถ
ของกันและกันที่แอกรถ การที่เลาะวิวาทอัน
พึงกลัวย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้ประ-
กอบด้วยกัลยาณธรรมและบาปธรรม มหา
สงครามปรากฏแล้ว เพื่อต้องการจะให้กันและ
กันหลีกทาง ถ้าเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพ-
บุตรนั้น ถ้าเราพึงทำลายตบะคุณ เราฟังทำ
อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจ
ธุลีได้ แต่เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความ
ปรารถนาแห่งใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีก
ทางให้แก่อธรรมวาทีเทพบุตร พร้อมกับเมื่อ
เราหลีกจากทาง ทำการระงับจิตได้ แผ่นดิน
ได้ให้ช่องแก่อธรรมเทพบุตร ในขณะนั้น
ฉะนี้แล.
จบ ธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
พึงทราบวินิจฉัยในอรรถกถาเทวปุตตจริยาที่ ๘. บทว่า มหาปกฺโขคือมีบริวารมาก. บทว่า มหิทฺธโก คือประกอบด้วยเทพฤทธิ์มาก บทว่าธมฺโม นาม มหายกฺโข คือเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ชื่อ ธรรม. บทว่าสพฺพโลกานุกมฺปโก คือเป็นผู้มีเคราะห์ โลกทั้งปวงด้วยมหากรุณาไม่ทำการแบ่งแยก.
แท้จริงพระมหาสัตว์ ในกาลนั้น บังเกิดเป็นเทพบุตรชื่อว่า ธรรม-เทพบุตร. ธรรมเทพบุตรตกแต่งด้วยเครื่องประดับเป็นทิพย์ ขึ้นทิพยรถ
แวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร เมื่อมนุษย์ทั้งหลายบริโภคอาหารในตอนเย็นแล้วนั่งสนทนากันอย่างเป็นสุขที่ประตูเรือน ในวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ประดิษฐานอยู่บนอากาศ ในบ้าน นิคม และราชธานี ชักชวนมนุษย์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบถ ๑๐ ว่า ท่านทั้งหลายจงเว้นจาก อกุศลกรรมบถ ๑๐ มีปาณาติบาตเป็นต้น แล้วบำเพ็ญสุจริตธรรม ๓ อย่าง. จงนับถือมารดา บิดาสมณะ พราหมณ์ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล. ท่านทั้งหลายจักได้ไปสวรรค์ เสวยยศยิ่งใหญ่ ดังนี้ กระทำประทักษิณชมพูทวีป. ดังที่พระผู้-มีพระภาคเจ้าตรัสว่า :-
เราชักชวนมหาชนให้สมาทานกุศลกรรม-
บถ ๑๐ เที่ยวไปยังคามและนิคม มีมิตร มี
บริวารชน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า สมิตฺโต คือมีสหาย ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้กล่าวธรรม.
ก็สมัยนั้น มีเทพบุตรองค์หนึ่ง ชื่อว่า อธรรมเทพบุตร เกิดในเทวโลกชั้นกามาวจร. อธรรมเทพบุตรนั้นชักชวนสัตว์ทั้งหลายให้ตั้งอยู่ในอกุศลกรรมบถ ๑๐ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านทั้งหลายจงฆ่าสัตว์ จงลักทรัพย์เถิดแวดล้อมด้วยบริษัทใหญ่ ทำชมพูทวีปให้เป็นบ้าน. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เทพบุตรลามก เป็นผู้ตระหนี่ แสดง
อกุศลกรรมบถ ๑๐ แม้เทพบุตรนั้นก็เที่ยวไป
ในแผ่นดินนี้ มีมิตรสหาย มีบริวารชน.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาโป คือประกอบด้วยธรรมลามก. บทว่ากทริโย คือตระหนี่จัด. บทว่า ยกฺโข คือเทพบุตร. บทว่า ทีเปนฺโตทส ปาปเก แสดงอกุศลกรรมบถ ๑๐ คือเที่ยวประกาศชักชวนว่าธรรม-ลามก ๑๐ ประการมีปาณาติบาตเป็นต้น ควรทำด้วยนัยมีอาทิว่า สักการะชื่อว่าเป็นอาหารในสรรพโลก เกิดมาเพื่อเป็นของอุปโภคบริโภค. เพราะฉะนั้น ควรฆ่าสัตว์ทำอย่างใดอย่างหนึ่งให้ตนอิ่มหมีทำอินทรีย์ให้สำราญ.
บทว่า โสเปตฺถ คืออธรรมเทพบุตรนั้นเที่ยวไปในชมพูทวีปนี้. บทว่ามหิยา คือใกล้แผ่นดิน อธิบายว่า ในอุปจารที่พวกมนุษย์เห็นและได้ยิน.
ในบทนี้ มีความดังต่อไปนี้ สัตว์เหล่าใดทำกรรมดี เป็นผู้หนักในธรรม สัตว์เหล่านั้นเห็นธรรมเทพบุตรมาอย่างนั้น ลุกจากที่นั่ง บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น. พากันสรรเสริญจนกระทำล่วงเลยสายตา. ยืนพนมมือไหว้. ได้ฟังถ้อยคำของธรรมเทพบุตรแล้วเป็นผู้ไม่ประมาท ทำบุญโดยเคารพ. ส่วนสัตว์เหล่าใดมีความประพฤติลามก มีการงานหยาบช้าสัตว์เหล่านั้น ฟังถ้อยคำของอธรรมเทพบุตรแล้วก็พากันพอใจเป็นอย่างยิ่งประพฤติกรรมลามกยิ่งขึ้นไปอีก. ในกาลนั้น เทพบุตรทั้งสองต่างก็มีวาทะ
ตรงกันข้ามและมีการกระทำตรงกันข้ามของกันและกัน เที่ยวไปในโลกด้วยประการฉะนี้. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
ธรรมวาทีเทพบุตรและอธรรรมวาทีเทพบุตรเป็นข้าศึกแก่กัน. เมื่อกาลผ่านไป อยู่มาวันหนึ่งรถของเทพบุตรทั้งสอง ได้มาประจัญหน้ากันในอากาศ. จึงบริวารของเทพบุตรทั้งสองนั้นต่างก็ถามกันว่า พวกท่านเป็นของใคร พวกท่านเป็นของใคร ต่างก็ตอบว่า เราเป็นของธรรมเทพบุตร เราเป็นของอธรรมเทพบุตร แล้วทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง. รถของธรรมเทพบุตรและธรรมเทพบุตรเผชิญหน้ากัน งอนรถกับงอนรถเกยกัน. ทั้งสองฝ่ายเถียงกันเพื่อให้อีกฝ่ายหนึ่งให้ทางว่า ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเราอีกฝ่ายก็ว่าท่านนั่นแหละ จงหลีกรถของท่านให้ทางเรา. ฝ่ายพวกบริวารของเทพบุตรทั้งสอง ต่างก็นำอาวุธออกเตรียมทำสงครามกัน . ดังที่พระผู้มี-พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
เราทั้งสองนั่งรถสวนทางคันมา ชนรถ
ของกันและกันที่แอกรถ. การทะเลาะวิวาท
อันพึงกลัว ย่อมเป็นไปแก่เทพบุตรทั้งสองผู้
ประกอบด้วยกัลยาณธรรมและบาปธรรม มหา
สงครามปรากฏแล้ว เพื่อจะให้กันและกัน
หลีกทางให้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ธุเร ธุรํ คืองอนรถของฝ่ายหนึ่งชนงอนรถของอีกฝ่ายหนึ่ง. บทว่า สมิมฺหา คือมาเผชิญหน้ากัน. คำว่า อุโภ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า แม้เราทั้งสองเป็นข้าศึกของกันและกัน เที่ยวไปในโลกวันหนึ่งมาเผชิญหน้ากัน เมื่อบริวารทั้งสองฝ่ายหลีกจากทาง พร้อมกับรถเราทั้งสองก็เผชิญหน้ากันอีก. บทว่า เภสฺมา คือน่ากลัว. บทว่า กลฺยาณ-ปาปกสฺส จ คือกัลยาณธรรมและบาปธรรม. บทว่า มหายุทฺโธ อุปฏฺฐิโตคือมหาสงครามปรากฏแล้ว.
จริงอยู่ ความที่บริวารต้องการจะรบกันและกันก็เกิดขึ้น. ในทั้งสองฝ่ายนั้น ธรรมเทพบุตรกล่าวกะอธรรมเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายท่านเป็นอธรรม เราเป็นธรรม ทางจึงสมควรแก่เรา ท่านจงหลีกรถของท่านแล้วให้ทางเราเถิด. อีกฝ่ายหนึ่งก็กล่าวว่า เรามียานแข็งแรงมีกำลังไม่หวาดสะดุ้ง เพราะฉะนั้น เราไม่ให้ทาง แต่เราจะรบ ทางจงเป็นของผู้ชนะในการรบเถิด. ด้วยเหตุนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-ธรรมเทพบุตร เราเป็นผู้ให้ยศ ให้บุญ สมณะและ
พราหมณ์สรรเสริญทุกเมื่อ เป็นผู้อัน
เทวดาและมนุษย์บูชา จึงสมควรได้ทาง.
ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราเป็นธรรม-
เทพบุตร ท่านจงให้ทางเถิด.
อธรรมเทพบุตร เราไม่หวาดสะดุ้ง มีกำลังขึ้นอธรรมยาน
แข็งแรง. ดูก่อนธรรมเทพบุตร วันนี้
เราจะให้ทางที่เราไม่เคยให้แก่ใคร ๆ แก่
ท่านได้ เพราะเหตุไรเล่า.
ธรรมเทพบุตร ธรรมนั่นแลปรากฏมาก่อน อธรรมเกิด
ในโลกภายหลัง เราเป็นพี่ เป็นผู้
ประเสริฐ เป็นคนเก่าแก่. ดูก่อนน้อง
ท่านจงหลีกทางให้พี่เถิด.
อธรรมเทพบุตร เราพึงให้ทางแก่ท่าน มิใช่เพราะคำอ้อน-
วอน เพราะคำชื่นชม เพราะสมควร
แก่ทาง วันนี้ เราทั้งสองจงมารบกัน
เถิด ทางจักเป็นของผู้ชนะในภารรบ.
ธรรมเทพบุตร ดูก่อนอธรรมเทพบุตร เราธรรมเทพบุตร
มีกำลังมาก มียศนับไม่ได้ หาผู้เปรียบ
มิได้ เข้าถึงคุณธรรมทั้งปวง ปรากฏ
แพร่หลายไปทั่วทิศ ท่านจักชนะได้
อย่างไร.
อธรรมเทพบุตร ค้อนเหล็กทุบเงินได้ เงินทุบค้อนเหล็ก
ไม่ได้ หากวันนี้ อธรรมจักฆ่าธรรมได้
เราผู้เป็นเหล็ก จะพึงแสดงให้เห็นเป็น
ดุจทองคำ.
ธรรมเทพบุตร ดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านมีกำลัง
ในการรบ คนเจริญและครู ย่อมไม่มี
แก่ท่าน เราจะให้ทางแก่ท่าน ด้วย
ความไม่รัก ดุจด้วยความรัก เราอดทน
วาจาหยาบของท่านได้.
คาถาเหล่านี้ เป็นคาถาโต้ตอบของธรรมเทพบุตรและอธรรมเทพบุตรในบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร คือให้ยกแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการชักชวนให้ประพฤติธรรม. แม้ในบทที่สองก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สทาตฺถุโต คือยกย่องทุกเมื่อ ได้แก่สรรเสริญเป็นนิจ. บทว่าส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺช ทชฺชํ คือเราอธรรมเทพบุตร ขึ้นรถอธรรมยานไม่กลัว มีกำลัง. เฮ้ยธรรมเทพบุตรวันนี้เราจะให้ทางซึ่งเราไม่เคยให้แก่ใครๆแก่ท่านได้เพราะเหตุไรเล่า. บทว่า ปาตุรโหสิ ได้แก่ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ในโลกนี้ ได้ปรากฏมาก่อนครั้งปฐมกัป. บทว่า เชฏฺโฐ จ ท่านกล่าวว่า
เราเป็นพี่ เป็นผู้ประเสริฐ และเป็นคนเก่าแก่ เพราะเกิดก่อน. ส่วนท่านเป็นน้อง เพราะฉะนั้น น้องจงหลีกทางให้พี่.
บทว่า นปิ ปาติรูปา ดูก่อนท่านธรรมเทพบุตร ความจริงเราพึงให้ทางแก่ท่านมิใช่เพราะความอ้อนวอน มิใช่เพราะคำชื่นชม มิใช่เพราะสมควรแก่ทาง. บทว่า อนุวิสโฏ คือเราเป็นผู้ปรากฏแพร่หลายด้วยคุณ.
ธรรมของตนไปทั่วทิศ คือทิศใหญ่ ๔. ทิศน้อย ๔. บทว่า โลเหน คือค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺฉติ คือจักฆ่า. บทว่า ยุทฺธพโล อธมฺม คือดูก่อนอธรรมเทพบุตร หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ. บทว่า วุฑฺฒา จครู จ คือหากว่าคนเจริญเหล่านี้ ครูเหล่านี้ ที่เป็นบัณฑิตไม่มีแก่ท่านด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปิยาปฺปิเยน คือด้วยความไม่รัก ดุจความรักอธิบายว่า เมื่อเราให้แม้ด้วยความไม่รักก็ย่อมให้หนทางแก่ท่าน ดุจด้วยความรัก.
ก็ในกาลนั้น พระมหาสัตว์คิดว่า หากเราดีดนิ้วมือแล้วพึงกล่าวกะบุคคลลามกนี้ผู้ปฏิบัติเพื่อความไม่เป็นประโยชน์แก่สรรพโลก ยึดถือสิ่งตรงกันข้ามกับเราอย่างนี้ว่า ดูก่อนคนไม่มีมารยาท ท่านอย่าอยู่ที่นี่เลย. รีบหลีกไปเสียเถิด จงพินาศเถิด ในขณะนั้นเองเขาจะพึงกระจัดกระจายไปดุจเถ้าถ่านด้วยธรรมเดชของเรา. แต่นั่นไม่สมควรแก่เรา. เราอนุเคราะห์สรรพโลก จะปฏิบัติโดยมุ่งหวังว่าจักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด. ก็คนลามกนี้แหละจะมีส่วนแห่งทุกข์ใหญ่ต่อไป. เราจะพึงอนุเคราะห์คนลามกนี้เป็น
พิเศษ. เพราะฉะนั้น เราจะให้ทางแก่เขา ด้วยอาการอย่างนี้ศีลของเราจักบริสุทธิ์ด้วยดีจักไม่ขาด. ครั้นเมื่อพระโพธิสัตว์ดำริอย่างนี้แล้วจึงกล่าวคาถาว่า หากท่านเป็นผู้มีกำลังในการรบ ดังนี้เป็นต้น พอหลีกจากทางให้หน่อยหนึ่งเท่านั้น อธรรมเทพบุตรไม่สามารถอยู่บนรถได้ หัวทิ่มลงบนแผ่นดินแผ่นดินแยกออก ไปบังเกิดในอเวจีมหานรก. ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :-
หากเราพึงโกรธเคืองอธรรมเทพบุตรนั้น
ถ้าเราฟังทำลายตบะคุณ เราพึงทำอธรรมเทพ-
บุตรนั้นพร้อมทั้งบริวารให้เป็นดุจธุลีได้ แต่
เพื่อจะรักษาศีลไว้ เราจึงระงับความปรารถนา
แห่งใจเสีย พร้อมทั้งบริษัท ได้หลีกทางให้แก่
อธรรมเทพบุตร พร้อมกับเมื่อหลีกจากทาง
ทำการระงับจิตได้ แผ่นดินได้ให้ช่องแก่-
อธรรมเทพบุตร ในขณะนั้น ดังนี้.
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยทิหํ ตสฺส ปกุปฺเปยฺยํ คือ ผิว่า เราพึงโกรธอธรรมเทพบุตรนั้น. บทว่า ยทิ ภินฺเท ตโปคุณํ คือ ผิว่าเราพึงยังศีลสังวร อันเป็นตบะคุณของเราให้พินาศไปด้วยความโกรธอธรรม.
เทพบุตรนั้น. บทว่า สหปรชนํ ตสฺส คือ อธรรมเทพบุตรนั้นพร้อม
ด้วยบริวาร. บทว่า รชภูตํ เป็นดุจธุลี. คือเราพึงทำให้ถึงความเป็นธุลี.
บทว่า อหํ ในบทว่า อปีจาหํ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สีลรกฺขายคือเพื่อรักษาศีล. บทว่า นิพฺพาเปตฺวาน คือสงบใจด้วยสงบความกระวน.
กระวาย้อนเกิดแต่โทสะ โดยไม่ให้ความโกรธอันเกิดขึ้นในอธรรมเทพบุตรนั้นเกิดขึ้นได้ เพราะเราเข้าไปตั้งขันติ เมตตา และความเอ็นดูไว้ล่วงหน้าแล้ว. บทว่า สห ชเนโนกฺกมิตฺวา คือเราให้หลีกทางพร้อมกับบริวารชนของเรา แล้วให้ทางแก่อธรรมเทพบุตร ผู้ลามกนั้น.
บทว่า สห ปถโต โอกฺกนฺเต พร้อมกับเมื่อเราหลีกทางให้ คือพร้อมกับเราทำความสงบจิตตามนัยดังกล่าวแล้ว และกล่าวว่า เราให้ทางแก่ท่าน แล้วหลีกทางให้หน่อยหนึ่ง. บทว่า ปาปยกฺขสฺส คือธรรมเทพบุตรบทว่า ตาวเท คือในขณะนั้นเองมหาปฐพีก็ได้ให้ช่อง. แต่ในอรรถกถาชาดก ท่านกล่าวไว้ว่า ในขณะที่กล่าวคาถาว่า เราให้ทางแก่ท่านนั่นเองมหาปฐพีได้ให้ช่อง.
เมื่ออธรรมเทพบุตรตกลงไปบนแผ่นดินอย่างนั้น มหาปฐพีหนา๒๔๐,๐๐๐ โยชน์ แม้ทรงไว้ซึ่งสิ่งดีและไม่ดีทั้งสิ้น ก็ได้แยกออกเป็น ๒ ส่วนในที่ที่อธรรมเทพบุตรยืนอยู่นั้น เหมือนจะกล่าวว่า เราไม่ทรงบุรุษชั่วนี้ไว้ได้. ส่วนพระมหาสัตว์ เมื่ออธรรมเทพบุตรนั้นตกลงไปเกิดในอเวจีมหา-นรก ยังคงยืนอยู่ที่แอกรถพร้อมกับบริวารด้วยเทวานุภาพใหญ่ ไปตามทาง
ที่ไปนั่นเอง แล้วเข้าไปยังภพของตน. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :-
ธรรมเทพบุตรมีขันติเป็นกำลัง ชนะ
อธรรมเทพบุตร ผู้มีกำลังในการรบ ทำอธรรม-
เทพบุตร ฝังไว้ในแผ่นดิน. ธรรมเทพบุตร
เป็นผู้มีกำลังยิ่งไม่ล่วงสัจจะ ดีใจขึ้นรถไปตาม
นั่นเอง.
อธรรมเทพบุตรในครั้งนั้น ได้เป็นเทวทัตในครั้งนี้. บริวารของอธรรมเทพบุตร คือบริษัทของเทวทัต. ธรรมเทพบุตร คือพระโลกนาถ.
บริวารของธรรมเทพบุตร คือพุทธบริษัท.
แม้ในธรรมเทวปุตตจริยานี้ ก็พึงเจาะจงกล่าวถึงบารมีที่เหลือตามควร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
อนึ่ง แม้ในจริยานี้ ก็พึงประกาศคุณานุภาพแห่งพระมหาสัตว์ มีอาทิอย่างนี้ คือ การที่เมื่อพระมหาสัตว์เปี่ยมพร้อมด้วย อายุ วรรณะ ยศสุข และความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ ด้วยกามคุณอันยิ่งใหญ่เป็นทิพย์เหมือนกัน อันนางอัปสร ๑,๐๐๐ บำเรออยู่ตลอดกาล น่าจะตั้งอยู่ในความประมาทอย่างใหญ่ แต่มิได้ถึงความประมาทแม้แต่น้อย แสดงธรรมในวัน ๑๕ ค่ำทุกๆ เดือนด้วยหวังว่า จักยังโลกัตถจริยาให้ถึงที่สุด พร้อมด้วยบริวารเที่ยว
ไปในทางของมนุษย์ ยังสรรพสัตว์ให้เว้นจากอธรรม แล้วประกอบในธรรมด้วยมหากรุณา การที่พระโพธิสัตว์แม้พบกับอธรรมเทพบุตร ก็มิได้คำนึงถึงความไร้มารยาทที่อธรรมเทพบุตรแสดงออกมา ไม่ทำจิตให้โกรธในอธรรม-เทพบุตรนั้น ยังขันติ เมตตาและความเอ็นดูเท่านั้นให้ตั้งอยู่ แล้วรักษาศีลของตนมิให้ขาด และให้บริสุทธิ์เป็นอย่างดี.
จบ อรรถกถาธรรมเทวปุตตจริยาที่ ๘
๙. ชยทิสจริยา
ว่าด้วยจริยาวัตรของพระเจ้าชยทิส
[๑๙] พระราชาทรงพระนามว่าชยทิส ทรงประ-
กอบด้วยศีลคุณ เสวยสมบัติในพระนครอัน
ประเสริฐชื่อกัปปิลา เป็นนครอุดมในปัญจาล
รัฐ เราเป็นโอรสของพระราชาพระองค์นั้น มี
ธรรมอันสดับแล้ว มีศีลงาม มีพระนามว่า
อลีนสัตตกุมาร มีคุณสงเคราะห์บริวารชนทุก
เมื่อ พระบิดาของเราเสด็จไปทรงล่าเนื้อ ได้
ทรงพบพระยาโปริสาท พระยาโปริสาทนั้นได้
จับพระบิดาของเราแล้วกล่าวว่า ท่านเป็น
อาหารของเราอย่าดิ้นรน พระบิดาของเราทรง
สดับคำของพระยาโปริสาทนั้น ทรงกลัวสะดุ้ง
หวาดหวั่น พระองค์มีพระเพลาแข็งกระด้าง
เพราะทอดพระเนตรเห็นพระยาโปริสาท พระ-
ยาโปริสาทรับเอาเนื้อแล้วปล่อยไปโดยบังคับ
ให้กลับมาอีก พระราชบิดาพระราชทานทรัพย์
แก่พราหมณ์ แล้วตรัสเรียกเรามาว่า พ่อลูก
End of ๘. ธรรมเทวปุตตจริยา