arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย เทวตาสังยุต · นฬวรรค

๖. ชาครสูตร เล่ม ๑๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓–๑๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๑๐ ในนฬวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นฬวรรค ชาครสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๑๕ หน้า ๗–๘

หน้า ๗

{๑๒} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

บุคคลควรตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง ควรละอุทธัมภาคิยสังโยชน์๕ อย่าง ควรเจริญอินทรีย์๕ อย่าง ให้ยิ่งขึ้นไป ภิกษุผู้พ้นกิเลสอันเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง ได้แล้ว เราจึงจะเรียกว่าเป็นผู้ข้ามพ้นโอฆะได้แล้ว

๖. ชาครสูตร

ว่าด้วยผู้หลับและผู้ตื่น

{๑๓} [๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

เทวดาผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งนั้นแลได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

เมื่อธรรมทั้งหลายตื่นอยู่ ธรรมกี่ประเภทชื่อว่าหลับอยู่ เมื่อธรรมทั้งหลายหลับอยู่ ธรรมกี่ประเภทชื่อว่าตื่นอยู่ บุคคลชื่อว่าหมักหมมด้วยธุลีคือกิเลสเพราะธรรมกี่ประเภท บุคคลชื่อว่าบริสุทธิ์เพราะธรรมกี่ประเภท

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพเบื้องต่ำ ๕ คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีสัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒, ม.มู.อ. ๒/๒๒}
  2. ๒อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง หรือกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพเบื้องสูง ๕ คือ (๑) รูปราคะ ความติดอยู่ในรูปภพ (๒) อรูปราคะ ความติดอยู่ในอรูปภพ (๓) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๔) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๕) อวิชชา ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๒}
  3. ๓อินทรีย์ ในที่นี้หมายถึงธรรมที่เป็นใหญ่ในกิจของตน ได้แก่ อินทรียธรรม ๕ (๑) สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือสัทธา (ความเชื่อ) (๒) วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ (ความเพียร) (๓) สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ (ความระลึกได้) (๔) สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ(ความตั้งใจมั่น) (๕) ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญา {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๒๐/๓๒๑}
  4. ๔กิเลสอันเป็นเครื่องข้อง ๕ คือ (๑) ราคะ ความกำหนัดยินดี (๒) โทสะ ความประทุษร้าย (๓) โมหะ ความหลง (๔) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๕) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (สํ.ส.อ. ๒๔)
หน้า ๘

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า

{๑๔} เมื่ออินทรีย์ ๕ ตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ชื่อว่าหลับอยู่ เมื่อนิวรณ์ ๕ หลับอยู่ อินทรีย์ ๕ ชื่อว่าตื่นอยู่ บุคคลชื่อว่าหมักหมมด้วยธุลีคือกิเลสเพราะนิวรณ์ ๕ บุคคลชื่อว่าบริสุทธิ์เพราะอินทรีย์ ๕

๗. อัปปฏิวิทิตสูตร

ว่าด้วยผู้รู้ธรรมและไม่รู้ธรรม

{๑๕} [๗] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี

เทวดาผู้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่งนั้นแลได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า

เหล่าบุคคลไม่รู้แจ้งธรรมทั้งหลายย่อมถูกชักนำไปในวาทะของคนเหล่าอื่นได้ บุคคลเหล่านั้นชื่อว่าหลับอยู่ยังไม่ตื่น เวลานี้เป็นเวลาอันสมควรที่คนเหล่านั้นจะตื่นได้แล้ว{๑๖} พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า

เหล่าบุคคลผู้รู้แจ้งธรรมทั้งหลายย่อมไม่ถูกชักนำไปในวาทะของคนเหล่าอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลาย รู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว ย่อมประพฤติสม่ำเสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่สมํ่าเสมอ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. นิวรณ์ ๕ หมายถึงกิเลสที่กั้นจิตมิให้บรรลุความดี ๕ อย่าง คือ (๑) กามฉันทะ (๒) พยาบาท (๓) ถีนมิทธะ (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ (๕) วิจิกิจฉา {ดู ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๑}
  2. ๒ธรรมทั้งหลาย ในที่นี้หมายถึงธรรมคืออริยสัจ ๔ (ส̊.ส.อ. ๒๔)
  3. ๓วาทะของคนเหล่าอื่น หมายถึงวาทะของพวกเจ้าลัทธิที่มีความเห็นผิด ๖๒ ลัทธิ (สํ.ส.อ. ๒๔)

จบ ๖. ชาครสูตร