arnon.worldเข้าสู่ระบบ

นันทนวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๒๓–๕๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๘ ในเทวตาสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปฐมํ นนฺทนสุตฺตํ

นันทนวรรคที่ ๒

นันทนสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค นันทนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่าน

อนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคแล้ว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ภควา เอตทโวจ ภูตปุพฺพํ ภิกฺขเว อญฺญตรา ตาวตึสกายิกา เทวตา นนฺทนวเน อจฺฉราสงฺฆปริวุตา ทิพฺเพหิ ปญฺจหิ กามคุเณหิ สมปฺปิตา สมงฺคีภูตา ปริจาริยมานา ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ

น เต สุขํ ปชานนฺติ เย น ปสฺสนฺติ นนฺทนํ

อาวาสํ นรเทวานํ ติทสานํ ยสสฺสินนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่อง เคยมีมาแล้วพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งแวดล้อมด้วยหมู่นางอัปสร อิ่มเอิบ พรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสรบำเรออยู่ในสวนนันทวัน ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่าเทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทวัน อันเป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพ สามสิบ

ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักความสุข ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอวํ วุตฺเต ภิกฺขเว อญฺญตรา เทวตา ตํ เทวตํ คาถาย ปจฺจภาสิ ๒

น ตฺวํ พาเล ปชานาสิ ๓ ยถา อรหตํ วโจ

อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน

อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโขติ ฯ

๑ ยุโรปิยโปตฺถเกเยว เอวมฺเม สุตนฺติ ปาฐตฺตยํ อตฺถิ ฯ ๒ สี. อชฺฌภาสิ ฯ

๓ สี. วิชานาสิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์ หนึ่งได้ย้อนกล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า

ดูกรท่านผู้เขลา ท่านย่อมไม่รู้จักคำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความสงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข ฯ

ทุติยํ นนฺทิสุตฺตํ

นันทิสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค นันทิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

นนฺทติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา

โคมิโก ๑ โคหิ ตเถว นนฺทติ

อุปธีหิ นรสฺส นนฺทนา

น หิ โส นนฺทติ โย นิรูปธีติ ฯ

ฉบับหลวง

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย คนมีโค ย่อมยินดี เพราะโค

ทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดีของ คน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มียินดีเลย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสจติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา

โคมิโก ๒ โคหิ ตเถว โสจติ

อุปธีหิ นรสฺส โสจนา

น หิ โส โสจติ โย นิรูปธีติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตรทั้งหลาย บุคคลมีโคย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย ฯ

ตติยํ นตฺถิปุตฺตสมสุตฺตํ

นัตถิปุตตสมสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค นัตถิปุตตสมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

นตฺถิ ปุตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ โคสมิกํ ธนํ

นตฺถิ สุริยสมา อาภา สมุทฺทปรมา สราติ ฯ

ฉบับหลวง

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ความรักเสมอด้วยความรักบุตรไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยโคย่อมไม่มีแสงสว่างเสมอด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี สระทั้งหลายมีทะเลเป็นอย่างยิ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺญสมํ ธนํ

นตฺถิ ปญฺญาสมา อาภา วุฏฺฐิ เว ๓ ปรมา สราติ ฯ

๑-๒ ม. โคมา ฯ ๓ สี. เจ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ความรักเสมอด้วยความรักตนไม่มี ทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็นสระยอดเยี่ยม ฯ

จตุตฺถํ ขตฺติยสุตฺตํ

ขัตติยสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค ขัตติยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

ขตฺติโย ทิปทํ ๑ เสฏฺโฐ พลิพทฺโธ ๒ จตุปฺปทํ

โกมารี ๓ เสฏฺฐา ภริยานํ โย จ ปุตฺตาน ปุพฺพโชติ ฯ

ฉบับหลวง

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า โคประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้าภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมฺพุทฺโธ ทิปทํ เสฏฺโฐ อาชานีโย จตุปฺปทํ

สุสฺสูสา เสฏฺฐา ภริยานํ โย จ ปุตฺตานมสฺสโวติ ๔ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า ภรรยาที่ปรนนิบัติดี ประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย ฯ

ปญฺจมํ สกมานสุตฺตํ

สกมานสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค สกมานสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ๕ ปกฺขิสุ

ปลาเตว ๖ มหารญฺญํ ๗ ตํ ภยํ ปฏิภาติ มนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

(เทวดากล่าวว่า)

เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ ประหนึ่งว่าครวญคราง ความครวญครางของป่านั้นเป็นภัยปรากฏแก่ข้าพเจ้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ฐิเต มชฺฌนฺติเก กาเล สนฺนิสินฺเนสุ ปกฺขิสุ

ปลาเตว มหารญฺญํ สา รตี ปฏิภาติ มนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลาตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ ประหนึ่งว่าครวญคราง นั้นเป็นความยินดีปรากฏแก่เรา ฯ

ฉฏฺฐํ นิทฺทาตนฺทิสุตฺตํ

นิททาตันทิสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค นิททาตันทิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

นิทฺทา ตนฺที วิชิมฺหิตา อรตี ๘ ภตฺตสมฺมโท

เอเตน นปฺปกาสติ อริยมคฺโค อิธ ปาณินนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

(เทวดากล่าวว่า)

อริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ เพราะความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และความมึนเมาเพราะภัต ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นิทฺทํ ตนฺทึ วิชิมฺหิตํ อรตึ ภตฺตสมฺมทํ

วิริเยน นํ ปณาเมตฺวา อริยมคฺโค วิสุชฺฌตีติ ฯ

๑ ม. ยุ. ทฺวิปทํ ฯ ๒ สี. ยุ. พลิวทฺโท ฯ ม. พลิพทฺโท ฯ ๓ ยุ. กุมารี ฯ

๔ สี. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๕ ม. สี. สนฺนิสิเวสุ ฯ ม. สนฺนิสีเวสุ ฯ ๖ สี. ยุ. ม.

สณเตว ฯ ๗ สี. พฺรหารญฺญํ ฯ ๘ ยุ. วิชมฺภิกา อรตี ฯ ม. วิชมฺภิตา ฯ

อ. วิชมฺหิตา ฯ

ฉบับหลวง

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน ความบิดกายความไม่ยินดีและความมึนเมาเพราะภัต ด้วยความเพียรอริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้ ฯ

สตฺตมํ ทุกฺกรสุตฺตํ

ทุกกรสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค ทุกกรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺกรํ ทุตฺติติกฺขญฺจ อพฺยตฺเตน จ สามญฺญํ

พหู หิ ตตฺถ สมฺพาธา ยตฺถ พาโล วิสีทตีติ ฯ

ฉบับหลวง

(เทวดากล่าวว่า)

ธรรมของสมณะ คนไม่ฉลาด ทำได้ยาก ทนได้ยาก เพราะธรรมของ

สมณะนั้นมีความลำบากมาก เป็นที่ติดขัดของ คนพาล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหํ จเรยฺย สามญฺญํ จิตฺตํ เจ น นิวารเย

ปเท ปเท วิสีเทยฺย สงฺกปฺปานํ วสานุโค ๑

กุมฺโมว องฺคานิ สเก กปาเล

สโมทหํ ภิกฺขุ มโนวิตกฺเก

อนิสฺสิโต อญฺญมเหฐยาโน

ปรินิพฺพุโต นูปวเทยฺย กญฺจีติ ฯ

ฉบับหลวง

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

คนพาล ประพฤติธรรมของสมณะสิ้นวันเท่าใด หากไม่ห้ามจิต เขาตกอยู่ในอำนาจของความดำริทั้งหลาย พึงติดขัดอยู่ทุกๆ อารมณ์ ภิกษุยั้งวิตกในใจไว้ได้ เหมือนเต่าหดอวัยวะทั้งหลายไว้ในกระดองของตนอันตัณหานิสัยและ ทิฐินิสัยไม่พัวพันแล้ว ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น

ปรินิพพาน แล้ว ไม่พึงติเตียนใคร ฯ

อฏฺฐมํ หิริสุตฺตํ

หิริสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค หิริสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

หิรินิเสโธ ปุริโส โกจิ โลกสฺมิ วิชฺชติ

โย นิทฺทํ อปโพเธติ อสฺโส ภโทฺร กสามิวาติ ฯ

ฉบับหลวง

บุรุษที่เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ ได้มีอยู่น้อยคนในโลก ภิกษุใดบรรเทาความหลับเหมือนม้าดีหลบแซ่ ภิกษุนั้นมีอยู่น้อยรูปในโลก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

หิรินิเสธา ตนุยา เย จรนฺติ สทา สตา

อนฺตํ ทุกฺขสฺส ปปฺปุยฺย จรนฺติ วิสเม สมนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ขีณาสวภิกษุพวกใด เป็นผู้เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริมีสติประพฤติอยู่ในกาลทั้งปวง ขีณาสวภิกษุพวกนั้นมีน้อย ขีณาสวภิกษุทั้งหลายบรรลุนิพพานเป็นส่วนสุดแห่งทุกข์แล้ว เมื่อสัตตนิกายประพฤติไม่เรียบร้อย ย่อมประพฤติเรียบร้อย ฯ

นวมํ กุฏิกาสุตฺตํ

กุฏิกาสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค กุฏิกาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

กจฺจิ เต กุฏิกา นตฺถิ กจฺจิ นตฺถิ กุลาวกา

กจฺจิ สนฺตานกา นตฺถิ กจฺจิ มุตฺโตสิ พนฺธนาติ ฯ

ฉบับหลวง

(เทวดากล่าวว่า)

กระท่อมของท่านไม่มีหรือ รังของท่านไม่มีหรือ เครื่องสืบต่อของท่านไม่มีหรือ ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกหรือ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตคฺฆ เม กุฏิกา นตฺถิ ตคฺฆ นตฺถิ กุลาวกา

ตคฺฆ สนฺตานกา นตฺถิ ตคฺฆ มุตฺโตมฺหิ พนฺธนาติ ฯ

๑ โป. ม. อิติสทฺโท อตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

(พระผู้มีพระภาคตรัสว่า)

แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละเครื่องสืบต่อของเราไม่มี แน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กินฺตาหํ กุฏิกํ พฺรูมิ กินฺเต พฺรูมิ กุลาวกํ

กินฺเต สนฺตานกํ พฺรูมิ กินฺตาหํ พฺรูมิ พนฺธนนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นกระท่อม ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นรัง ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องสืบต่อ ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็นเครื่องผูก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มาตรํ กุฏิกํ พฺรูสิ ภริยํ พฺรูสิ กุลาวกํ

ปุตฺเต สนฺตานเก พฺรูสิ ตณฺหํ เม พฺรูสิ พนฺธนนฺติ ฯ

สาหุ เต กุฏิกา นตฺถิ สาหุ นตฺถิ กุลาวกา

สาหุ สนฺตานกา นตฺถิ สาหุ มุตฺโตสิ พนฺธนาติ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าว

บุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็น เครื่องผูกแก่เรา ฯ

ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง เครื่อง

สืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจาก เครื่องผูก ฯ

ทสมํ สมิทฺธิสุตฺตํ

สมิทธิสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต นันทนวรรค สมิทธิสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา สมิทฺธิ รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ๑ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมิ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ตโปเท คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสิ คตฺตานิ สุกฺขาปยมาโน ๒ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ครั้งนั้นแล

พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว จึงกลับขึ้นยืนมีจีวรผืนเดียวรอให้ ตัวแห้ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ ตโปทํ โอภาเสตฺวา เยน อายสฺมา สมิทฺธิ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เวหาสํ ฐิตา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ คาถาย อชฺฌภาสิ

อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ

ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ

๑ ปจฺจุสสมเยติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ม. ปุพฺพาปยมาโน ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำ

ตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาพระสมิทธิเถระผู้มีอายุถึงที่ใกล้ ครั้นแล้ว จึงลอยอยู่ในอากาศ

ได้กล่าวกะพระสมิทธิเถระผู้มีอายุด้วยคาถาว่า

ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ ต้องขอเลย

ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่า ล่วงท่านไปเสียเลย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กาลํ โวหํ น ชานามิ ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ

ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ

ฉบับหลวง

ส. เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะ เหตุนั้น เราไม่บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไป เสียเลย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สา เทวตา ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ เอตทโวจ ทหโร ตฺวํ ภิกฺขุ ปพฺพชิโต สุสุ กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวี กาเมสุ ภุญฺช ภิกฺขุ มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวีติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวกะพระสมิทธิ เถระว่า ภิกษุ

ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำประกอบด้วยปฐมวัย จำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลิน

ในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภค กามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็น

ประจักษ์เสีย วิ่งไปหาทิพยกามอัน มีโดยกาลเลย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

น ขฺวาหํ อาวุโส สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวามิ กาลิกญฺจ ขฺวาหํ อาวุโส หิตฺวา สนฺทิฏฺฐิกํ อนุธาวามิ กาลิกา หิ อาวุโส กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย ๑ สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ

ฉบับหลวง

ส. ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหา ทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหา โลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล (เป็นของชั่วคราว) พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก

มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผล

ไม่มีกาล ควร เรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึง

ทราบเฉพาะตน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถญฺจ ภิกฺขุ กาลิกา กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย กถํ สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาลควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน เป็นอย่างไร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน อาจิกฺขิตุํ อยํ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉ ๒ ยถา เต ภควา พฺยากโรติ ตถา นํ ธาเรยฺยาสีติ ฯ น โข ภิกฺขุ สุกโร โส ภควา อเมฺหหิ อุปสงฺกมิตุํ อญฺญาหิ มเหสกฺขาหิ เทวตาหิ ปริวุโต สเจ โข ตฺวํ ภิกฺขุ ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยาสิ มยํปิ อาคจฺเฉยฺยาม ธมฺมสฺสวนายาติ ๑ ฯ เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา สมิทฺธิ ตสฺสา เทวตาย ปฏิสฺสุณิตฺวา ๒ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ

๑ ภีโยติปิ ปาโฐ ฯ ๒ สี. ปุจฺเฉยฺยาสิ ฯ

ฉบับหลวง

ส. ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้

เถิด พระผู้มีพระภาคทรง พยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ฯ

ท. พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อม แล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค นั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ฯ

พระสมิทธิเถระผู้มีอายุรับต่อเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราจะทูลถามอย่างนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ครั้นเข้าไปแล้ว จึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา สมิทฺธิ ภควนฺตํ เอตทโวจ อิธาหํ ภนฺเต รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย เยน ตโปทา เตนุปสงฺกมึ คตฺตานิ ปริสิญฺจิตุํ ตโปเท คตฺตานิ ปริสิญฺจิตฺวา ปจฺจุตฺตริตฺวา เอกจีวโร อฏฺฐาสึ คตฺตานิ สุกฺขาปยมาโน อถ โข ภนฺเต อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ ตโปทํ โอภาเสตฺวา เยนาหํ เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา เวหาสํ ฐิตา อิมาย คาถาย อชฺฌภาสิ

อภุตฺวา ภิกฺขสิ ภิกฺขุ น หิ ภุตฺวาน ภิกฺขสิ

ภุตฺวาน ภิกฺขุ ภิกฺขสฺสุ มา ตํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ

เอวํ วุตฺเต อหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ คาถาย อชฺฌภาสึ ๓

กาลํ โวหํ น ชานามิ ฉนฺโน กาโล น ทิสฺสติ

ตสฺมา อภุตฺวา ภิกฺขามิ มา มํ กาโล อุปจฺจคาติ ฯ

อถ โข ภนฺเต สา เทวตา ปฐวิยํ ปติฏฺฐหิตฺวา มํ เอตทโวจ ทหโร ตฺวํ ภิกฺขุ ปพฺพชิโต สุสุ กาฬเกโส ภเทฺรน โยพฺพเนน สมนฺนาคโต ปฐเมน วยสา อนิกฺกีฬิตาวี กาเมสุ ภุญฺช ภิกฺขุ มานุสเก กาเม มา สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวีติ ฯ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ เอตทโวจํ น ขฺวาหํ อาวุโส สนฺทิฏฺฐิกํ หิตฺวา กาลิกํ อนุธาวามิ กาลิกญฺจ ขฺวาหํ อาวุโส หิตฺวา สนฺทิฏฺฐิกํ อนุธาวามิ กาลิกา หิ อาวุโส กามา วุตฺตา ภควตา พหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ

เอวํ วุตฺเต ภนฺเต สา เทวตา มํ เอตทโวจ กถญฺจ ภิกฺขุ กาลิกา กามา วุตฺตา ภควตา ฬหุทุกฺขา พหูปายาสา อาทีนโว เอตฺถ ภิยฺโย กถํ สนฺทิฏฺฐิโก อยํ ธมฺโม อกาลิโก เอหิปสฺสิโก โอปนยิโก ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหีติ ฯ เอวํ วุตฺตาหํ ภนฺเต ตํ เทวตํ เอตทโวจํ อหํ โข อาวุโส นโว อจิรปพฺพชิโต อธุนาคโต อิมํ ธมฺมวินยํ น ตาหํ สกฺโกมิ วิตฺถาเรน อาจิกฺขิตุํ อยํ โส ภควา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ราชคเห วิหรติ ตโปทาราเม ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺฉ ยถา เต ภควา พฺยากโรติ ตถา นํ ธาเรยฺยาสีติ ฯ เอวํ วุตฺเต ภนฺเต สา เทวตา มํ เอตทโวจ น โข ภิกฺขุ สุกโร โส ภควา อเมฺหหิ อุปสงฺกมิตุํ อญฺญาหิ มเหสกฺขาหิ เทวตาหิ ปริวุโต สเจ โข ตฺวํ ภิกฺขุ ตํ ภควนฺตํ อุปสงฺกมิตฺวา เอตมตฺถํ ปุจฺเฉยฺยาสิ มยํปิ อาคจฺเฉยฺยาม ธมฺมสฺสวนายาติ ฯ สเจ ภนฺเต ตสฺสา เทวตาย สจฺจํ วจนํ อิเธว สา เทวตา อวิทูเรติ ฯ เอวํ วุตฺเต สา เทวตา อายสฺมนฺตํ สมิทฺธึ เอตทโวจ ปุจฺฉ ภิกฺขุ ปุจฺฉ ภิกฺขุ ยมหํ อนุปฺปตฺตาติ ๑ ฯ

๑ ธมฺมสวนายาตีติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ยุ. ปฏิสฺสุตฺวา ฯ ๓ ม. ยุ. ปจฺจภาสึ ฯ

ฉบับหลวง

พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระ

ผู้มีพระภาคว่า ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสกราบทูล ข้าพระองค์ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรีเข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว กลับขึ้นยืน มีจีวรผืนเดียวรอให้ตัวแห้ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วจึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวด้วยคาถานี้ว่าภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ต้องขอเลย

ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่าล่วงท่านไปเสียเลย ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า

เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่ บริโภคแล้วจึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย ฯ

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้วกล่าว คำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำ ประกอบ ด้วยปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่านจงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกาม

ที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไป หาทิพยกามอันมีโดยกาลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้น

กล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็น

ประจักษ์ วิ่งเข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดย กาลแล้ว วิ่งเข้า

ไปหาโลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลาย อันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาค

ตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกาม ทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคล

พึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อัน

วิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว

เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี พระภาคตรัสว่า

มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมากเป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเองให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่าน จงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน เป็น อย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้ กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับอยู่ที่ตโปทาราม เขตพระนครราชคฤห์ ท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแล้วทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ แก่ท่านอย่างไร ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้น

เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระ

องค์ว่า ภิกษุ พระผู้มีพระภาคนั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคนั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้

ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าคำของเทวดา นั้นเป็นคำจริง เทวดานั้นพึงมา

ในที่ใกล้วิหารนี้นี่แล ฯ

เมื่อพระสมิทธิเถระทูลอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะพระสมิทธิ เถระผู้มีอายุว่าทูลถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ ข้าพเจ้าตามมาถึงแล้ว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ภควา ตํ เทวตํ คาถาหิ อชฺฌภาสิ

อกฺเขยฺยสญฺญิโน สตฺตา อกฺเขยฺยสฺมึ ปติฏฺฐิตา

อกฺเขยฺยมปริญฺญาย โยคมายนฺติ มจฺจุโน

อกฺเขยฺยญฺจ ปริญฺญาย อกฺขาตารํ น มญฺญติ

ตญฺหิ ตสฺส น โหตีติ เยน นํ วชฺชา น ตสฺส อตฺถิ ๒

สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ๓ ฯ

น ขฺวาหํ ภนฺเต อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ภาสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ๔ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเทวดานั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า

สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในข้อที่ได้รับบอก ติดอยู่ในข้อที่ได้รับบอก

ไม่กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมมาสู่อำนาจแห่งมัจจุส่วนขีณาสวภิกษุ

กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมไม่สำคัญข้อที่ได้รับบอกแล้ว เพราะข้อที่

ได้รับบอกนั้น ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะพึงพูดถึงข้อ

ที่ได้รับบอกจึงมิได้มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จง

พูด ฯ

เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่

พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพระโอกาส

ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้

อย่างไร พระผู้มีพระภาค โปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สโม วิเสสี อุทวา ๕ นิหีโน

โย มญฺญติ โส วิวเทถ เตน

ตีสุ วิธาสุ อวิกมฺปมาโน

สโม วิเสสีติ น ตสฺส โหติ

สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ๖ ฯ

อิมสฺสปิ ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ น อาชานามิ สาธุ เม ภนฺเต ภควา ตถา ภาสตุ ยถาหํ อิมสฺส ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชาเนยฺยนฺติ ฯ

๑ ยุ. อนุปฺปตฺโตติ ฯ ๒ สี. น ตสฺส อตฺถีติ ปาฐตฺตยํ น ทิสฺสติ ฯ ๓-๖ ยกฺขีติ ฯ

๔ ม. ยุ. ชาเนยฺยนฺติ ฯ ๕ ยุ. อถ วา ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า

บุคคลใดสำคัญว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขาบุคคลนั้นพึงวิวาทกับเขา ขีณาสวภิกษุเป็นผู้ไม่หวั่นไหวอยู่ใน มานะ๓ อย่าง

มานะว่าเราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูกรเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ

เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างใด ขอพระผู้มีพระภาคโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปหาสิ สงฺขํ ๑ น วิมานมาคา ๒

อจฺเฉชฺชิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป

ตํ ฉินฺนคนฺถํ อนิฆํ นิราสํ

ปริเยสมานา นาชฺฌคมม

เทวา มนุสฺสา อิธ วา หุรํ วา

สคฺเคสุ วา สพฺพนิเวสเนสุ

สเจ วิชานาสิ วเทหิ ยกฺขาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า

ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว บรรลุธรรมที่ปราศจากมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานที่อาศัยของสัตว์ทั้งปวงก็ดี

เที่ยวค้นหาก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์

ไม่มีตัณหา ดูกรเทวดาถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต ภควตา สงฺขิตฺเตน ภาสิตสฺส เอวํ วิตฺถาเรน อตฺถํ อาชานามิ

ปาปํ น กยิรา วจสา มนสา

กาเยน วา กิญฺจน สพฺพโลเก

กาเม ปหาย สติมา สมฺปชาโน

ทุกฺขํ น เสเวถ อนตฺถสญฺหิตนฺติ ฯ

นนฺทนวคฺโค ทุติโย ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

นนฺทนา นนฺทติ เจว นตฺถิปุตฺตสเมน จ

ขตฺติโย สกมาโน จ นิทฺทาตนฺทิ จ ทุกฺกรํ

หิริ กุฏิกา นวโม ทสโม วุตฺโต สมิทฺธินาติ ฯ

_____________

สตฺติวคฺโค ตติโย

๑ สี. สงฺคํ ฯ ๒ ม. ยุ. น วิมานมชฺฌคา ฯ

ฉบับหลวง

เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า

ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหนๆ ในโลก ทั้งปวง ควรละกามทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มีสัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์ ฯ

จบนันทนวรรคที่ ๒

__________________________

สูตรที่กล่าวในนันทนวรรคนั้น นันทนสูตร นันทิสูตร นัตถิปุตตสมสูตร ขัตติยสูตร

สกมานสูตร นิททาตันทิสูตร ทุกกรสูตร หิริสูตร กุฏิกาสูตร เป็นที่ ๙ กับสมิทธิสูตร เป็น

ที่ ๑๐ ท่านกล่าวแล้วฉะนี้ ฯ

จบ นันทนวรรค