arnon.worldเข้าสู่ระบบ

สัตติวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖–๗๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๘ ในเทวตาสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ปฐมํ สตฺติสุตฺตํ

สัตติวรรคที่ ๓

สัตติสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค สัตติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว ๑ มตฺถเก

กามราคปฺปหานาย ๒ สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ

ฉบับหลวง

เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อละกามราคะ เหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอกมุ่งถอนเสีย และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ มุ่งดับไฟ ฉะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺติยา วิย โอมฏฺโฐ ฑยฺหมาเนว มตฺถเก

สกฺกายทิฏฺฐิปฺปหานาย สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเชติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสพระคาถาว่า

ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่ออันละสักกายทิฏฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วยหอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บนศีรษะ ฯ

ทุติยํ ผุสติสุตฺตํ

ผุสติสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ผุสติสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

นาผุสนฺตํ ผุสติ จ ผุสนฺตญฺจ ตโต ผุเส

ตสฺมา ผุสนฺตํ ผุสติ อปฺปทุฏฺฐปโทสินนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม วิบากพึงถูก บุคคลผู้ถูกกรรมโดยแท้ เพราะฉะนั้น วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ประทุษร้าย นรชนผู้ไม่ประทุษร้าย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โย อปฺปทุฏฺฐสฺส นรสฺส ทุสฺสติ

สุทฺธสฺส โปสสฺส อนงฺคณสฺส

ตเมว พาลํ ปจฺเจติ ปาปํ

สุขุโม รโช ปฏิวาตํว ขิตฺโตติ ฯ

๑ สี. ม. สพฺพตฺถ ฑยฺหมาโนวาติ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ ๒ สี. ม. กามราคปฺปหาเนน ฯ

ฉบับหลวง

ภ. บุคคลใดย่อมประทุษร้ายแก่นรชน ผู้ไม่ประทุษร้ายเป็นผู้บริสุทธิ์

ปราศจากกิเลส บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้น ผู้เป็นพาลแท้ ประดุจธุลี

อันละเอียดที่ซัดไปทวนลม ฉะนั้น ฯ

ตติยํ ชฏาสุตฺตํ

ชฏาสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ชฏาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

อนฺโตชฏา พหิชฏา ชฏาย ชฏิตา ปชา

ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ โก อิมํ วิชฏเย ชฏนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. หมู่สัตว์รกทั้งภายใน รกทั้งภายนอก ถูกรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ข้าแต่พระโคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถามพระองค์ว่า ใครพึงถางรกชัฏนี้ได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สีเล ปติฏฺฐาย นโร สปญฺโญ จิตฺตํ ปญฺญญฺจ ภาวยํ

อาตาปี นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ๑

เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา

ขีณาสวา อรหนฺโต เตสํ วิชฏิตา ชฏา

ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ

ปฏิฆรูปสญฺญา ๒ จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ๓ ชฏาติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มีความเพียร มีปัญญารักษาตนรอดภิกษุนั้นพึงถางรกชัฏนี้ได้ ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดีบุคคลทั้งหลายใด กำจัดเสียแล้วบุคคลทั้งหลายนั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลทั้งหลายนั้นสางเสียแล้ว นามก็ดี รูปก็ดีปฏิฆสัญญาและรูปสัญญาก็ดี ย่อมดับหมดในที่ใด ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น ฯ

จตุตฺถํ มโนนิวารณสุตฺตํ

มโนนิวารณสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค มโนนิวารณสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ยโต ยโต มโน นิวารเย น ทุกฺขเมติ นํ ตโต ตโต

ส สพฺพโต มโน นิวารเย ส สพฺพโต ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ๔ ฯ

ฉบับหลวง

ท. บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใดๆ ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้นเพราะอารมณ์นั้นๆ บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะอารมณ์ทั้งปวง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

น สพฺพโต มโน นิวารเย มโน ยตตฺตมาคตํ ๕

ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเยติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใดๆ บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์นั้นๆ ฯ

ปญฺจมํ อรหนฺตสุตฺตํ

อรหันตสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค อรหันตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี

ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี ๖

อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย

มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ

๑ โป. ยุ. ชฏนฺติ ฯ ๒ ม. ยุ. ปฏิมํ ฯ ๓ ม. เอตฺเถสา วิชเฏ ฯ ๔ โป.

ม. ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๕ ม. ยุ. น มโน สํยตตฺตมาคตํ ฯ

๖ สี. สพฺพตฺถหนฺติมเทหธารีติ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี

ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี

อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย

มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย

โลเก สมญฺญํ กุสโล วิทิตฺวา

โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้วเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้างบุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลกพึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โย โหติ ภิกฺขุ อรหํ กตาวี

ขีณาสโว อนฺติมเทหธารี

มานํ นุ โข โส อุปาคมฺม ๑ ภิกฺขุ

อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย

มม วทนฺตีติปิ โส วเทยฺยาติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดมานะหรือหนอ จึงกล่าวว่าเราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้บ้าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปหีนมานสฺส น สนฺติ คนฺถา

วิธูปิตา มานคนฺถสฺส ๒ สพฺเพ

ส วีติวตฺโต ยมตํ สุเมโธ

อหํ วทามีติปิ โส วเทยฺย

มมํ วทนฺตีติปิ โส วเทยฺย ๓

โลเก สมญฺญํ ๔ กุสโล วิทิตฺวา

โวหารมตฺเตน โส โวหเรยฺยาติ ฯ

๑ โป. ม. อุปคมฺม ฯ ๒ สี. ม. มานคนฺธสฺส ฯ ๓ สี. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๔ โป. ม. มญฺญตํ. ฯ

ฉบับหลวง

ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้วมานะและคันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้วภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดีล่วงเสียแล้วซึ่งความสำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน ฯ

ฉฏฺฐํ ปชฺโชตสุตฺตํ

ปัชโชตสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค ปัชโชตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

กติ โลกสฺมิ ปชฺโชตา เยหิ โลโก ปกาสติ ๑

ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่างทั้งหลายใด แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่เท่าไรในโลก ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อจะทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนจะรู้จักแสงสว่างที่ทูลถามนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโร โลเก ปชฺโชตา ปญฺจเมตฺถ น วิชฺชติ

ทิวา ตปติ อาทิจฺโจ รตฺติมาภาติ จนฺทิมา

อถ อคฺคิ ทิวารตฺตึ ตตฺถ ตตฺถ ปกาสติ ๒

สมฺพุทฺโธ ตปตํ เสฏฺโฐ เอสา อาภา อนุตฺตราติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. แสงสว่างทั้งหลายมีอยู่ ๔ อย่างในโลก แสงสว่างที่๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์สว่างในกลางคืน อนึ่งไฟย่อมรุ่งเรืองในกลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลายแสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม ฯ

สตฺตมํ สรสุตฺตํ

สรสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค สรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

กุโต สรา นิวตฺตนฺติ กตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ ๓

กตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหนนามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยตฺถ อาโป จ ปฐวี เตโช วาโย น คาธติ

อโต สรา นิวตฺตนฺติ เอตฺถ วฏฺฏํ น วตฺตติ

เอตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดีรูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้ ฯ

อฏฺฐมํ มหทฺธนสุตฺตํ

มหัทธนสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค มหัทธนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

มหทฺธนา มหาโภคา รฏฺฐวนฺโตปิ ขตฺติยา

อญฺญมญฺญาภิคิชฺฌนฺติ กาเมสุ อนลงฺกตา

เตสุ อุสฺสุกชาเตสุ ภวโสตานุสาริสุ

โรธตณฺหํ ๔ ปวาหึสุ ๕ เก โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ

๑-๒ สี. ปภาสติ ฯ ๓ ยุ. วฏฺฏติ ฯ ๔ สี. โกธตณฺหํ ฯ ยุ. เคธตณฺหํ ฯ

๕ ม. ยุ ปชหึสุ ฯ

ฉบับหลวง

ท. กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติมาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จักพอในกามทั้งหลาย ย่อมขันแข่งซึ่งกันและกันเมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอยไปตามกระแสแห่งภพ บุคคลพวกไหนไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

หิตฺวา อคารํ ปพฺพชิตา หิตฺวา ปุตฺตํ ปสุมฺปิยํ

หิตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ อวิชฺชญฺจ วิราชิย

ขีณาสวา อรหนฺโต เต โลกสฺมึ อนุสฺสุกาติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รักบวชแล้ว กำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลสบุคคลพวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก ฯ

นวมํ จตุจกฺกสุตฺตํ

จตุจักกสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค จตุจักกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

จตุจกฺกํ นวทฺวารํ ปุณฺณํ โลเภน สํยุตํ

ปงฺกชาตํ มหาวีร กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่าเปือกตมความออกไป (จากทุกข์) ได้ จักมีได้อย่างไร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เฉตฺวา นทฺธึ ๑ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ

สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ๒ เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัดด้วยความปรารถนาและความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมีอวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออกไป (จากทุกข์)จึงจักมีได้ ฯ

ทสมํ เอณิชงฺฆสุตฺตํ

เอณิชังคสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต สัตติวรรค เอณิชังคสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอณิชงฺฆํ กิสํ วีรํ อปฺปาหารํ อโลลุปํ

สีหํเวกจรํ นาคํ กาเมสุ อนเปกฺขินํ

อุปสงฺกมฺม ปุจฺฉาม กถํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ท. พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียรซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มีความโลภ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺฐา ปเวทิตา

เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจตีติ ฯ

สตฺติวคฺโค ตติโย ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

สตฺติยา ผุสติ เจว ชฏา มโนนิวารณา

อรหนฺเตน ปชฺโชโต สรา มหทฺธเนน จ

จตุจกฺเกน นวมํ เอณิชงฺเฆน เต ทสาติ ฯ

_______________

สตุลฺลปกายิกวคฺโค จตุตฺโถ

๑ สี. ยุ. นนฺทึ ฯ ๒ อพฺพุฬฺหาติปิ ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

ภ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิตประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิก

ความพอใจในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้อย่างนี้ ฯ

จบสัตติวรรคที่ ๓

_____________________

สูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้น สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร มโนนิวารณสูตรอรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตร เป็นที่ ๙ กับเอณิชังคสูตรครบ ๑๐ ฉะนี้แล ฯ

จบ สัตติวรรค