อาทิตตวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๓๕–๑๕๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๘ ในเทวตาสังยุตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปฐมํ อาทิตฺตสุตฺตํ
อาทิตตวรรคที่ ๕
อาทิตตสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค อาทิตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อญฺญตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา เกวลกปฺปํ เชตวนํ โอภาเสตฺวา เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ อฏฺฐาสิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของ ท่านอานาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีวรรณงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาค แล้วยืน อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ฯ
เอกมนฺตํ ฐิตา โข สา เทวตา ภควโต สนฺติเก อิมา คาถาโย อภาสิ
อาทิตฺตสฺมึ อคารสฺมึ ยํ นีหรติ ภาชนํ
ตํ ตสฺส โหติ อตฺถาย โน จ ยํ ตตฺถ ฑยฺหติ
เอวมาทิตฺตโก โลโก ๑ ชราย มรเณน จ
นีหเรเถว ทาเนน ทินฺนํ โหติ สุนิพฺภตํ
ทินฺนํ สุขผลํ โหติ นาทินฺนํ โหติ ตํ ตถา
โจรา หรนฺติ ราชาโน อคฺคิ ฑยฺหติ นสฺสติ
อถ อนฺเตน ชหติ สรีรํ สปริคฺคหํ
เอตทญฺญาย เมธาวี ภุญฺเชถ จ ทเทถ จ
ทตฺวา จ ๑ ภุตฺวา จ ยถานุภาวํ
อนินฺทิโต สคฺคมุเปติ ฐานนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. เอวมาทีปิโต โลโก ฯ เอวมาทิตฺตเก โลเกติปิ ปาเฐน ปน ภวิตพฺพํ ฯ
เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า
เมื่อเรือนถูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของเรือนขนเอาภาชนะใดออกไปได้ ภาชนะนั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้น ฉันใด ฯ
โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะเผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก(ซึ่งโภคสมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว ฯ
ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุขเป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อมไม่เป็นเหมือนเช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้ ฯ
อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อมด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วยตายจากไปผู้มีปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและให้ทาน ฯ
เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควรแล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึง สถานที่อันเป็นสวรรค์ ฯ
ทุติยํ กินฺททสุตฺตํ
กินททสูตรที่ ๒
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค กินททสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
กึทโท พลโท โหติ กึทโท โหติ วณฺณโท
กึทโท สุขโท โหติ กึทโท โหติ จกฺขุโท
โย ๒ จ สพฺพทโท โหติ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโตติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า
บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุและบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ฯ
อนฺนโท พลโท โหติ วตฺถโท โหติ วณฺณโท
ยานโท สุขโท โหติ ทีปโท โหติ จกฺขุโท
โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ
อมตนฺทโท จ โส โหติ โย ธมฺมมนุสาสตีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุและผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้อมฤตธรรม ฯ
ตติยํ อนฺนสุตฺตํ
อันนสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค อันนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
อนฺนเมวาภินนฺทนฺติ อุภเย ๓ เทวมานุสา
อถ โข ๔ นาม โส ยกฺโข ยํ อนฺนํ นาภินนฺทตีติ ฯ
เทวดากราบทูลว่า
เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น เออก็ผู้ที่ไม่พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้ ฯ
เย นํ ททนฺติ สทฺธาย วิปฺปสนฺเนน เจตสา
ตเมว อนฺนํ ภชติ อสฺมึ โลเก ปรมฺหิ จ
ตสฺมา วิเนยฺย มจฺเฉรํ ทชฺชา ทานํ มลาภิภู
ปุญฺญานิ ปรโลกสฺมึ ปติฏฺฐา โหนฺติ ปาณินนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. จกาโร นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. โก ฯ ๓ สี. ยุ. อุภโย ฯ ๔ ม. ยุ. อถ โก ฯ
พ. ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสแล้ว ให้อาหารนั้นด้วยศรัทธา อาหารนั้น
แลย่อมพะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้นบุคคลพึงนำความตระหนี่ให้ปราศจากไป พึงข่มความ ตระหนี่ซึ่งเป็นตัวมลทินเสียให้ทาน เพราะบุญทั้งหลายเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า ฯ
จตุตฺถํ เอกมูลสุตฺตํ
เอกมูลสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค เอกมูลสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เอกมูลํ ทฺวิอาวฏฺฏํ ๑ ติมลํ ปญฺจปตฺถรํ
สมุทฺทํ ทฺวาทสาวฏฺฏํ ปาตาลํ อตรี อิสีติ ฯ
เทวดากราบทูลว่า
บาดาล มีรากอันเดียว มีความวนสอง มีมลทินสาม มี เครื่องลาดห้าเป็นทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้นแล้ว ฯ
ปญฺจมํ อโนมิยสุตฺตํ
อโนมิยสูตรที่ ๕
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค อโนมิยสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
อโนมนามํ นิปุณตฺถทสฺสึ
ปญฺญาททํ กามาลเย อสตฺตํ
ตํ ปสฺสถ สพฺพวิทุํ สุเมธํ
อริเย ปเถ กมฺมานํ มเหสินฺติ ฯ
เทวดากราบทูลว่า
ท่านทั้งหลายเชิญดูพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระนามไม่ทราม ผู้ทรงเห็นประโยชน์อันละเอียด ผู้ให้ซึ่งปัญญาไม่ทรงข้องอยู่ในอาลัยคือกามตรัสรู้ธรรมทุกอย่าง มีพระปรีชาดี ทรงก้าวไปในทางอันประเสริฐ ผู้ทรงแสวงคุณอันใหญ่ ฯ
ฉฏฺฐํ อจฺฉราสุตฺตํ
อัจฉราสูตรที่ ๖
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค อัจฉราสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
อจฺฉราคณสงฺฆุฏฺฐํ ปิสาจคณเสวิตํ
วนนฺตํ โมหนํ นาม กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสตีติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า
ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสรประโคมแล้ว อันหมู่ปีศาจสิงอยู่แล้วทำไฉนจึงจะหนีไปได้ ฯ
อุชุโก นาม โส มคฺโค อภยา นาม สา ทิสา
รโถ อกุชฺชโน นาม ธมฺมจกฺเกหิ สํยุโต
หิริ ตสฺส อปาลมฺโพ สตสฺส ๒ ปริวารณํ
ธมฺมาหํ สารถึ พฺรูมิ สมฺมาทิฏฺฐิปุเร ชวํ
ยสฺส เอตาทิสํ ยานํ อิตฺถิยา ปุริสสฺส วา
ส เว เอเตน ยาเนน นิพฺพานสฺเสว สนฺติเกติ ฯ
๑ สี. ทฺวาวฏฺฏนฺติ วา ทฺวาวทฺธนฺติ วา ปาโฐ ฯ ยุ. ทฺวิราวฏฺฏํ ฯ
๒ ยุ. สตฺยสฺสาติ ทิสฺสติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดังประกอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถนั้นสติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น เรากล่าวธรรมมีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถี ยานชนิดนี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม เขา (ย่อมไป) ในสำนักพระนิพพานด้วยยานนี้แหละ ฯ
สตฺตมํ วนโรปสุตฺตํ
วนโรปสูตรที่ ๗
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค วนโรปสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เกสํ ทิวา จ รตฺโต จ สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
ธมฺมฏฺฐา สีลสมฺปนฺนา เก ชนา สคฺคคามิโนติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า
ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ
อารามโรปา วนโรปา เย ชนา เสตุการกา
ปปญฺจ อุทปานญฺจ เย ททนฺติ อุปสฺสยํ
เตสํ ทิวา จ รตฺโต จ สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
ธมฺมฏฺฐา สีลสมฺปนฺนา เต ชนา สคฺคคามิโนติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้(ใช้ร่มเงา)สร้างสะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทานและบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้นย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์ ฯ
อฏฺฐมํ เชตวนสุตฺตํ
เชตวนสูตรที่ ๘
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค เชตวนสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
อิทํ หิตํ เชตวนํ อิสิสงฺฆนิเสวิตํ
อาวุตฺถํ ธมฺมราเชน ปีติสญฺชนนํ มม
กมฺมํ วิชฺชา จ ธมฺโม จ สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ
เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ น โคตฺเตน ธเนน วา
ตสฺมา หิ ปณฺฑิโต โปโส สมฺปสฺสํ อตฺถมตฺตโน
โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ
สารีปุตฺโตว ปญฺญาย สีเลน อุปสเมน จ
โยปิ ปารคโต ภิกฺขุ เอตาวปรโม สิยาติ ฯ
เทวดากราบทูลว่า
ก็พระเชตวันมหาวิหารนี้นั้น อันหมู่แห่งท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัยแล้วอันพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาประทับอยู่แล้ว เป็นแหล่งที่เกิดปีติของข้าพระองค์ การงาน ๑ วิชา ๑ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอย่างสูง ๑สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยคุณธรรม ๕ นี้ หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือด้วยทรัพย์ไม่ ฯเพราะเหตุนั้นแหละ คนผู้ฉลาด เมื่อเห็นประโยชน์ของตนควรเลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายอันแยบคาย เพราะเมื่อเลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อมหมดจดได้ในธรรมเหล่านั้น ฯ
พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น (เป็นผู้ประเสริฐ) ด้วยปัญญา ศีล และความสงบ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่านพระสารีบุตรนั้นเป็นเยี่ยม ฯ
นวมํ มจฺฉริสุตฺตํ
มัจฉริสูตรที่ ๙
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค มัจฉริสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
เยธ มจฺฉริโน โลเก กทริยา ปริภาสกา
อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายกรา นรา
กีทิโส ๑ เตสํ วิปาโก สมฺปราโย จ กีทิโส ๒
ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขาทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ
วิบากของคนพวกนั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ฯ
ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึง จะรู้ความข้อนั้น ฯ
เยธ มจฺฉริโน โลเก กทริยา ปริภาสกา
อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายกรา นรา
นิรยํ ติรจฺฉานโยนึ ยมโลกูปปชฺชเร ๓
สเจ เอนฺติ มนุสฺสตฺตํ ทฬิทฺเท ชายเร กุเล
โจฬํ ปิณฺโฑ รตี ขิฑฺฑา ยตฺถ กิจฺเฉน ลพฺภติ
ปรโต อาสึสเร พาลา ตํปิ เตสํ น ลพฺภติ
ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก สมฺปราโย ๔ จ ทุคฺคตีติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขาทำการกีดขวางคนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่ ฯ
คนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุลคนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร
ความร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก ฯ
คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้นสมความปรารถนา นั่นเป็นผลในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็นทุคติอีกด้วย ฯ
อิติ เหตํ วิชานาม อญฺญํ ปุจฺฉาม โคตมํ ๕
เยธ ลทฺธา มนุสฺสตฺตํ วทญฺญู วีตมจฺฉรา ๖
พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา
กีทิโส เตสํ วิปาโก สมฺปราโย จ กีทิโส
ภควนฺตํ ปุฏฺฐุมาคมฺม กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ
เทวดาทูลถามว่า
ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้ (แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดมชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาค ไฉนข้าพระองค์จึงจะรู้ความข้อนั้น ฯ
เยธ ลทฺธา มนุสฺสตฺตํ วทญฺญู วีตมจฺฉรา
พุทฺเธ ปสนฺนา ธมฺเม จ สงฺเฆ จ ติพฺพคารวา
เอเต สคฺเค ๗ ปกาเสนฺติ ยตฺถ เต อุปปชฺชเร
สเจ เอนฺติ มนุสฺสตฺตํ อฑฺเฒ อาชายเร กุเล
โจฬํ ปิณฺโฑ รตี ขิฑฺฑา ยตฺถากิจฺเฉน ลพฺภติ
ปรสมฺภเตสุ โภเคสุ วสวตฺตีว โมทเร
ทิฏฺเฐ ธมฺเม ส วิปาโก สมฺปราโย จ สุคตีติ ฯ
๑-๒ ยุ. กึทิโส ๓ ยุ. ยมโลกมุปฺปชฺชเร ฯ ๔ โป. ยุ. สมฺปราเย ฯ
๕ ม. ยุ. โคตม ฯ ๖ โป. จตฺตมจฺฉรา ฯ ๗ โป. มคฺคา ฯ ม. สคฺคา. ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า
ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์อันเป็นที่อุบัติหากถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความร่าเริงและความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึงมีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากในภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ฯ
ทสมํ ฆฏิกรสุตฺตํ
ฆฏิกรสูตรที่ ๑๐
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เทวตาสังยุต อาทิตตวรรค ฆฏิกรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)
อวิหํ อุปปนฺนาเส วิมุตฺตา สตฺต ภิกฺขโว
ราคโทสปริกฺขีณา ติณฺณา โลเก วิสตฺติกนฺติ ฯ
เย จ เต ๑ อตรุํ สงฺคํ ๒ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ
เต หิตฺวา มานุสํ เทหํ ทิพฺพโยคํ อุปจฺจคุนฺติ ฯ
อุปโก ผลคณฺโฑ ๓ จ ปุกฺกุสาติ จ เต ตโย
ภทฺทิโย ขณฺฑเทโว ๔ จ พหุทนฺตี ๕ จ สิงฺคิโย ๖
เต หิตฺวา มานุสํ เทหํ ทิพฺพโยคํ อุปจฺจคุนฺติ ฯ
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่าอวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะโทสะสิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้แล้ว ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ผู้ข้ามเครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสนยาก ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่งทิพยโยคะ ฯ
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่านท่านภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี ๑ ท่านสิงคิยะ ๑
(รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว ฯ
กุสลี ๗ ภาสสี เตสํ มารปาสปฺปหายินํ
กสฺส เต ธมฺมมญฺญาย อจฺฉิทุํ ภวพนฺธนนฺติ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ท่านเป็นคนมีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ
น อญฺญตฺร ภควตา นาญฺญตฺร ตว สาสนา
ยสฺส เต ธมฺมมญฺญาย อจฺฉิทุํ ภวพนฺธนํ
ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ
ตํ เต ธมฺมมิธญฺญาย อจฺฉิทุํ ภวพนฺธนนฺติ ฯ
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใดจึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้น
ไม่มีอื่นไปจากพระผู้มีพระภาค และธรรมนั้นไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอนของพระองค์ ฯ
นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนานี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ฯ
คมฺภีรํ ภาสสี วาจํ ทุพฺพิชานํ สุทุพฺพุธํ
กสฺส ตฺวํ ธมฺมมญฺญาย วาจํ ภาสสิ อีทิสนฺติ ฯ
๑ ยุ. เก จ เต ฯ ๒ ม. ยุ. ปงฺกํ ฯ ๓ ม. ปลคณฺโฑ ฯ ๔ สี. ภทฺทิโก
ภทฺทเทโว ฯ ๕ ม. ยุ. ภาหุรคฺคิ ฯ ๖ สี. ยุ. ปิงฺคิโย ฯ ๗ กุสลนฺติปิ ปาโฐ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า
ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรม ของใครจึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้ ฯ
กุมฺภกาโร ปุเร อาสึ เวภฬิงฺเค ๑ ฆฏีกโร
มาตาเปตฺติภโร อาสึ กสฺสปสฺส อุปาสโก
วิรโต เมถุนา ธมฺมา พฺรหฺมจารี นิรามิโส
อหุวา เต สคาเมยฺโย อหุวา เต ปุเร สขา
โสหเมเต ปชานามิ วิมุตฺเต สตฺต ภิกฺขโว
ราคโทสปริกฺขีเณ ติณฺเณ โลเก วิสตฺติกนฺติ ฯ
ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า
เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็น
ผู้เลี้ยงมารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาลปางก่อน ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะสิ้นแล้วผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว ฯ
เอวเมตํ ตทา อาสิ ยถา ภาสสิ ภคฺคว
กุมฺภกาโร ปุเร อาสิ เวภฬิงฺเค ฆฏีกโร
มาตาเปตฺติภโร อาสิ กสฺสปสฺส อุปาสโก
วิรโต เมถุนา ธมฺมา พฺรหฺมจารี นิรามิโส
อหุวา เม สคาเมยฺโย อหุวา เม ปุเร สขาติ ฯ
เอวเมตํ ปุราณานํ สหายานมหุ สงฺคโม
อุภินฺนํ ภาวิตตฺตานํ สรีรนฺติมธารินนฺติ ฯ
อาทิตฺตวคฺโค ปญฺจโม ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
อาทิตฺตํ กินฺททํ อนฺนํ เอกมูลํ อโนมิยํ
อจฺฉรา วนโรปเชตํ มจฺเฉเรน ฆฏีกโรติ ฯ
________________
ชราวคฺโค ฉฏฺโฐ
๑ เวหฬิงฺเคติ วา ปาโฐ ฯ ม. เวกฬิงฺเค ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
แน่ะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่องอย่างใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้นในกาลนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงมารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้าเป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรมเป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วยอามิสได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน ฯ
พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า
สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มาพบกันด้วยอาการอย่างนี้ ฯ
จบ อาทิตตวรรค ที่ ๕
___________________________
สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ
อาทิตตสูตร กินททสูตร อันนสูตร เอกมูลสูตร อโนมิยสูตร อัจฉราสูตร วนโรปสูตร เชตวนสูตร มัจฉริสูตร ฆฏิกรสูตร ฉะนี้แล ฯ
จบ อาทิตตวรรค