arnon.worldเข้าสู่ระบบ

ยักขสังยุต

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๐๑–๘๔๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๑ ในสคาถวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ยกฺขสํยุตฺตํ

ปฐมํ อินฺทกสุตฺตํ

ยักขสังยุต

อินทกสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อินทกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ อินฺทกูเฏ ปพฺพเต อินฺทกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บนภูเขาอินทกูฏ ซึ่งอินทกยักษ์ ครอบครอง เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อินฺทโก ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

รูปํ น ชีวนฺติ วทนฺติ พุทฺธา

กถํ นฺวยํ วินฺทติมํ สรีรํ

กุตสฺส อฏฺฐียกปิณฺฑเมติ

กถํ นฺวยํ สชฺชติ คพฺภสฺมินฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลด้วยคาถาว่า

"[ถ้า] ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวว่า รูปหาใช่ชีพไม่ สัตว์นี้จะประสพร่างกายนี้ได้อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อ จะมาแต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้อย่างไร"

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมํ กลลํ โหติ กลลา โหติ อพฺพุทํ

อพฺพุทา ชายเต เปสิ เปสิ นิพฺพตฺตตี ฆโน

ฆนา ปสาขา ชายนฺติ เกสา โลมา นขาปิ จ

ยญฺจสฺส ภุญฺชติ มาตา อนฺนํ ปานญฺจ โภชนํ

เตน โส ตตฺถ ยาเปติ มาตุกุจฺฉิคฺคโต นโรติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะจากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิเกิดเป็นฆนะจากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม(ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ (เป็นต้น) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น" ฯ

ทุติยํ สกฺกสุตฺตํ

สักกสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สักกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ คิชฺฌกูเฏ ปพฺพเต ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สกฺกนามโก ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ คาถาย อชฺฌภาสิ

สพฺพคนฺถปฺปหีนสฺส วิปฺปมุตฺตสฺส เต สโต

สมณสฺส น ตํ สาธุ ยทญฺญมนุสาสตีติ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ยักษ์มีชื่อว่าสักกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลด้วยคาถาว่า

"การสั่งสอนคนอื่นนั้น ไม่เหมาะแก่สมณะเช่นท่าน ผู้ละกิเลสได้ทั้งหมด ผู้พ้นจากไตรภพ"

บาลี (สยามรัฐ)

เยน เกนจิ วณฺเณน สํวาโส สกฺก ชายติ

น ตํ อรหติ สปฺปญฺโญ มนสา อนุกมฺปิตุํ

มนสา เจ ปสนฺเนน ยทญฺญมนุสาสติ

น เตน โหติ สํยุตฺโต ยานุกมฺปา ๒ อนุทฺทยาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ดูกรสักกะ ธรรมเครื่องอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คนมีปัญญาไม่ควรที่จะไหวตามเหตุนั้นด้วยใจถ้าคนมีใจผ่องใสแล้วสั่งสอนคนอื่นบุคคลนั้นย่อมไม่เป็นผู้พัวพันด้วยเหตุนั้น นอกจากจะอนุเคราะห์เอ็นดู" ฯ

ตติยํ สูจิโลมสุตฺตํ

สูจิโลมสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สูจิโลมสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา คยายํ วิหรติ ฏงฺกิตมญฺเจ สูจิโลมสฺส ยกฺขสฺส ภวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน ขโร จ ยกฺโข สูจิโลโม จ ยกฺโข ภควโต อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ฯ อถ โข ขโร ยกฺโข สูจิโลมํ ยกฺขํ เอตทโวจ เอโส สมโณติ ฯ เนโส สมโณ สมณโก เอโส ยาว ชานามิ ยทิ วา โส สมโณ ยทิ วา ๓ สมณโกติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับบนเตียงชนิดมีเท้าตรึงติดกับแม่แคร่ อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์ เขตบ้านคยา ฯ

สมัยนั้นแล ยักษ์ชื่อขระและยักษ์ชื่อสูจิโลมะเดินผ่านเข้าไปไม่ไกลพระผู้มีพระภาค ฯ

ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อขระได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า

นั่นสมณะ ฯ

นั่นไม่ใช่สมณะ เป็นสมณะน้อย แต่จะเป็นสมณะหรือสมณะน้อยเราพอจะรู้ได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต กายํ อุปนาเมสิ ฯ อถ โข ภควา กายํ อปนาเมสิ ฯ อถ โข สูจิโลโม ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ ภายสิ มํ สมณาติ ฯ น ขฺวาหนฺตํ อาวุโส ภายามิ อปิจ เต สมฺผสฺโส ปาปโกติ ฯ ปญฺหํ ตํ สมณ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม สมณ น พฺยากริสฺสสิ จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ หทยํ วา เต ผาเลสฺสามิ ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิปิสฺสามีติ ฯ น ขฺวาหนฺตํ อาวุโส ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย เม จิตฺตํ วา ขิเปยฺย หทยํ วา ผาเลยฺย ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ตีเร ขิเปยฺย อปิจ ตฺวํ อาวุโส ปุจฺฉ ยทากงฺขสีติ ฯ

๑ โป. ม. ยทญฺญมนุสาสสีติ ฯ ๒ ยุ. สานุกมฺปา ฯ ๓ ม. ยุ. ยทิ วา ปน โส ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคยังที่ประทับ ครั้นแล้วได้เข้าไปเหนี่ยวพระกายของพระองค์ ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงกระเถิบถอยพระกายไปเล็กน้อย ฯ

ครั้งนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคว่า ท่านกลัวเราไหมสมณะ ฯ

อาวุโส เราไม่กลัวท่านเลย แต่สัมผัสของท่านเลวทราม ฯ

สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่กล่าวแก้แก่เรา เราจักทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา ฯ

อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะพึงทำจิตของเราให้พลุ่งพล่าน หรือฉีกหัวใจเรา

หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคาได้ อาวุโส เอาเถอะ ท่านจงถามตามที่ท่านจำนงเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ราโค จ โทโส จ กุโตนิทานา

อรตี รติ โลมหํโส กุโตชา

กุโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา

กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺตีติ ฯ

ฉบับหลวง

สูจิโลมยักษ์ จึงถามว่า

ราคะแลโทสะ มีอะไรเป็นเหตุความไม่ยินดี ความยินดี และความสยดสยอง เกิดแต่อะไรความตรึกในใจเกิดแต่อะไรแล้วดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกา ฉะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ราโค จ โทโส จ อิโตนิทานา

อรตี รติ โลมหํโส อิโตชา

อิโต สมุฏฺฐาย มโนวิตกฺกา

กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชนฺติ

เสฺนหชา อตฺตสมฺภูตา นิโคฺรธสฺเสว ขนฺธชา

ปุถู วิสตฺตา กาเมสุ มาลุวา วิตฺถตา วเน

เย นํ ปชานนฺติ ยโตนิทานํ ๑

เต นํ วิโนเทนฺติ สุโณหิ ยกฺข

เต ทุตฺตรํ โอฆมิมํ ตรนฺติ

อติณฺณปุพฺพํ อปุนพฺภวายาติ ฯ

๑ สี. ยโตนิทานา ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ราคะแลโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดี และความสยดสยองเกิดแต่อัตภาพนี้ ความตรึกในใจเกิดแต่อัตภาพนี้แล้ว ดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกา ฉะนั้น ฯ

อกุศลวิตกเป็นอันมาก เกิดแต่ความเยื่อใยคือตัณหา เกิดขึ้นในตนแล้วแผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลาย เหมือนย่านไทร เกิดแต่ลำต้นไทรแล้วแผ่ซ่านไปในป่า ฉะนั้น ฯ

ชนเหล่าใดย่อมรู้ อัตภาพนั้นว่าเกิดแต่สิ่งใด ชนเหล่านั้นย่อมบรรเทาเหตุเกิดนั้นเสียได้ ดูกรยักษ์ ท่านจงฟัง ชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงกิเลสนี้ ซึ่งข้ามได้ยาก และไม่เคยข้ามเพื่อความไม่มีภพอีกต่อไป ฯ

จตุตฺถํ มณิภทฺทสุตฺตํ

มณิภัททสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต มณิภัททสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา มคเธสุ วิหรติ มณิมาฬเก เจติเย มณิภทฺทสฺส ยกฺขสฺส ภวเน ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่เจดีย์ชื่อมณิมาฬกะ อันเป็นที่ครอบครองของยักษ์ชื่อมณีภัท ในแคว้นมคธ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข มณิภทฺโท ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควโต สนฺติเก อิมํ คาถํ อภาสิ

สติมโต สทา ภทฺทํ สติมา สุขเมธติ

สติมโต สุเว เสยฺโย เวรา จ ปริมุจฺจตีติ ๑ ฯ

สติมโต สทา ภทฺทํ สติมา สุขเมธติ

สติมโต สุเว เสยฺโย เวรา น ปริมุจฺจตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อมณิภัททะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคว่า

ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิตย์ และคนมีสติย่อมหลุดพ้นจากเวร ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมีแก่คนมีสติเป็นนิตย์ แต่คนมีสติยังไม่หลุดพ้นจากเวร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยสฺส สพฺพมโหรตฺตึ ๒ อหึสาย รโต มโน

เมตฺตํโส ๓ สพฺพภูเตสุ เวรนฺตสฺส น เกนจีติ ฯ

ฉบับหลวง

แต่ผู้ใดมีใจยินดีในความไม่เบียดเบียนตลอดวันและคืนทั้งหมด และเป็นผู้มีส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์ ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับใครๆ ฯ

ปญฺจมํ สานุสุตฺตํ

สานุสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สานุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตริสฺสา อุปาสิกาย สานุ นาม ปุตฺโต ยกฺเขน คหิโต โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตเมืองสาวัตถี ฯ

สมัยนั้นแล บุตรของอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสานุ ถูกยักษ์เข้าสิง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สา อุปาสิกา ปริเทวมานา ตายํ เวลายํ อิมา คาถาโย อภาสิ

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี

ปาริหาริกปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ

อุโปสถํ อุปวสนฺติ พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ เย

น เตหิ ยกฺขา กีฬนฺติ อิติ เม อรหตํ สุตํ

สาทานิ อชฺช ปสฺสามิ ยกฺขา กีฬนฺติ สานุนาติ ฯ

๑ ม. อยํ คาถา น ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. สพฺพมโหรตฺตํ ฯ ๓ เมตฺตํ โสติปิ

ปาเฐน ภวิตพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล อุบาสิกานั้นได้ปริเวทนาการกล่าวคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่าฉันได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้นบัดนี้ ฉันเห็นในวันนี้ ยักษ์เล่นกับสามเณรสานุ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺฐมี

ปาริหาริกปกฺขญฺจ อฏฺฐงฺคสุสมาคตํ

อุโปสถํ อุปวสนฺติ พฺรหฺมจริยํ จรนฺติ เย

น เตหิ ยกฺขา กีฬนฺติ สาหุ ๑ เต อรหตํ สุตํ

สานน ปพุทฺธํ วชฺชาสิ ยกฺขานํ วจนํ อิทํ

มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ อาวิ วา ยทิ วา รโห

สเจว ๒ ปาปกํ กมฺมํ กริสฺสสิ กโรสิ วา

น เต ทุกฺขา ปมุตฺยตฺถิ อุปฺปจฺจาปิ ปลายโตติ ฯ

ฉบับหลวง

ยักษ์กล่าวว่า

ท่านได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลายว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น เป็นการชอบ ท่านพึงบอกสานุผู้ฟื้นขึ้นแล้วว่า ยักษ์สั่งคำนี้ไว้ว่าท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามกทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ถ้าท่านจักกระทำหรือกำลังกระทำกรรมอันลามกไซร้ ถึงท่านจะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มตํ วา อมฺม โรทนฺติ โย วา ชีวํ น ทิสฺสติ

ชีวนฺตํ อมฺม ปสฺสนฺตี กสฺมา มํ อมฺม โรทสีติ ฯ

ฉบับหลวง

สามเณรสานุฟื้นขึ้นแล้วกล่าวว่า

โยม ญาติ และมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป โยมยังเห็นฉันเป็นอยู่ ไฉนเหตุไรโยมจึงร้องไห้ถึงฉัน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มตํ วา ปุตฺต โรทนฺติ โย วา ชีวํ น ทิสฺสติ

โย จ กาเม จชิตฺวาน ๓ ปุนราคจฺฉเต ๔ อิธ

ตํ วาปิ ปุตฺต โรทนฺติ ปุน ชีวํ มโต หิ โส

กุกฺกุลา อุพฺภโต ตาต กุกฺกุลํ ปติตุมิจฺฉสิ

นรกา อุภโต ตาต นรกํ ปติตุมิจฺฉสิ

อภิธาวถ ภทฺทนฺเต กสฺส อุชฺฌาปยามเส

อาทิตฺตา นิพฺภตํ ภณฺฑํ ปุน ฑยฺหิตุมิจฺฉสีติ ฯ

๑ ยุ. อิติ เม ฯ ๒ ม. ยุ. สเจ จ ฯ ๓ ยุ. วชิตฺวาน ฯ ๔ โป. ปุนราวตฺตเต ฯ

ฉบับหลวง

อุบาสิกากล่าวว่า

ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะกลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก

ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว แน่พ่อเรายกท่านขึ้นจากเถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้วท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึงอีก แน่พ่อ เรายกท่านขึ้นจากเหวแล้วท่านอยากจะตกลงไปสู่เหวอีก เราจะโพนทะนาแก่ใครเล่าว่า ขอท่านจงช่วยกัน ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ประดุจสิ่งของที่ขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แต่ท่านอยากจะเผามันเสียอีก ฯ

ฉฏฺฐํ ปิยงฺกรสุตฺตํ

ปิยังกรสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปิยังกรสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ อายสฺมา อนุรุทฺโธ สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน อายสฺมา อนุรุทฺโธ รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย ธมฺมปทานิ ภาสติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ฯ

สมัยนั้นแล ท่านพระอนุรุทธลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี กล่าวบทแห่งพระธรรมอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ปิยงฺกรมาตา ยกฺขินี ปุตฺตกํ เอวํ โตเสสิ

มา สทฺทมกรี ปิยงฺกร

ภิกฺขุ ธมฺมปทานิ ภาสติ

อปิจ ธมฺมปทํ วิชานิย

ปฏิปชฺเชม หิตาย โน สิยาติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่าปิยังกระ อย่าอึกทึกไป ภิกษุกำลังกล่าวบทพระธรรมอยู่ อนึ่ง เรารู้แจ้งบทพระธรรมแล้วปฏิบัติ ข้อนั้นจะพึงมีเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปาเณสุ จ สญฺญมามเส

สมฺปชานมุสา น ภณามเส

สิกฺเขม สุสีลฺยมตฺตโน

อปิ มุจฺเจม ปิสาจโยนิยาติ ฯ

ฉบับหลวง

เราสำรวมในเหล่าสัตว์มีปราณ เราไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ เราศึกษาทำตนให้เป็นผู้มีศีลดีนั่นแหละ เราจะพ้นจากกำเนิดปีศาจ ฯ

สตฺตมํ ปุนพฺพสุสุตฺตํ

ปุนัพสุสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปุนัพพสุสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา ภิกฺขู นิพฺพานปฏิสํยุตฺตาย ธมฺมิยา กถาย สนฺทสฺเสติ สมาทเปติ สมุตฺเตเชติ สมฺปหํเสติ ฯ เต จ ภิกฺขู อฏฺฐิกตฺวา มนสิกตฺวา สพฺพเจตโส สมนฺนาหริตฺวา โอหิตโสตา ธมฺมํ สุณนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตกรุงสาวัตถี ฯ

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ

ให้รื่นเริงอยู่ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน ฯ

ภิกษุเหล่านั้นตั้งใจมนสิการ ประมวลไว้ด้วยใจทั้งหมด เงี่ยโสตลงสดับพระธรรม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข ปุนพฺพสุมาตา ยกฺขินี ปุตฺตกํ ๑ เอวํ โตเสสิ

ตุณฺหี อุตฺตริเก โหหิ ตุณฺหี โหหิ ปุนพฺพสุ

ยาวาหํ พุทฺธเสฏฺฐสฺส ธมฺมํ โสสฺสามิ สตฺถุโน

นิพฺพานํ ภควา อาห สพฺพคนฺถปฺปโมจนํ

อติเวลา จ เม โหติ อสฺมึ ธมฺเม ปิยายนา

ปิโย โลเก สโก ปุตฺโต ปิโย โลเก สโก ปติ

ตโต ปิยตรํ ๒ มยฺหํ อสฺส ธมฺมสฺส มคฺคนา

น หิ ปุตฺโต ปติ วาปิ ปิโย ทุกฺขา ปโมจเย

ยถา สทฺธมฺมสฺสวนํ ทุกฺขา โมเจติ ปาณินํ

โลเก ทุกฺขปเรตสฺมึ ชรามรณสํยุเต

ชรามรณโมกฺขาย ยํ ธมฺมํ อภิสมฺพุธํ

ตํ ธมฺมํ โสตุมิจฺฉามิ ตุณฺหี โหหิ ปุนพฺพสูติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปุนัพสุปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่านิ่งเสียเถิดลูกอุตรา นิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุ จนกว่าแม่จะฟังธรรมของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดาจบ พระผู้มีพระภาคตรัสนิพพานอันเป็นเครื่องเปลื้องตนเสีย จากกิเลสเครื่องร้อยกรองทั้งปวง เวลาที่ปรารถนาในธรรมนั้นจะล่วงเลยแม่ไปเสีย ลูกของตนเป็นที่รักในโลก

ผัวของตนเป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนั้น เป็นที่รักของแม่ยิ่งกว่าลูกและผัวนั้น เพราะลูกหรือผัวที่รัก พึงปลดเปลื้องจากทุกข์ไม่ได้ เหมือนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องเหล่าสัตว์จากทุกข์ได้ ในเมื่อโลกอันทุกข์วงล้อมแล้วประกอบด้วยชราและมรณะ แม่ปรารถนาจะฟังธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เพื่อพ้นจากชราและมรณะจงนิ่งเสียเถิดลูกปุนัพสุ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อมฺม ๓ น พฺยาหริสฺสามิ ตุณฺหีภูตายมุตฺตรา

ธมฺมเมว นิสาเมหิ สทฺธมฺมสฺสวนํ สุขํ

สทฺธมฺมสฺส อนญฺญาย อมฺม ๔ ทุกฺขํ จรามเส

เอส เทวมนุสฺสานํ สมฺมูฬฺหานํ ปภงฺกโร

พุทฺโธ อนฺติมสารีโร ธมฺมํ เทเสติ จกฺขุมาติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุนัพสุพูดว่า

แม่จ๋า ฉันจักไม่พูด อุตราน้องสาวของฉันก็จักเป็นผู้นิ่งเชิญแม่ฟังธรรมอย่างเดียว การฟังพระสัทธรรมนำความสุขมาให้ แม่จ๋า เราไม่รู้พระสัทธรรมจึงได้เที่ยวไปลำบากพระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นผู้ทำความสว่างไสวแก่เทวดาและมนุษย์ผู้ลุ่มหลง มีพระสรีระครั้งสุดท้าย มีพระจักษุ แสดงธรรมอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สาธุ โข ปณฺฑิโต นาม ปุตฺโต ชาโต อุเร สโย ๕

ปุตฺโต เม พุทฺธเสฏฺฐสฺส ธมฺมสุทฺธํ ปิยายติ

ปุนพฺพสุ สุขี โหหิ อชฺชาหมฺหิ สมุคฺคตา

ทิฏฺฐานิ อริยสจฺจานิ อุตฺตราปิ สุณาตุ เมติ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. ปุตฺตเก ฯ ๒ ม. ยุ. ปิยตรา ฯ ๓-๔ ม. อมฺมา ฯ ๕ ยุ. เสยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

ยักษิณีพูดว่า

น่าชื่นชมนัก ลูกผู้นอนบนอกของแม่เป็นคนฉลาด ลูกของแม่ย่อมรักใคร่พระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ปุนัพสุเจ้าจงมีความสุขเถิด วันนี้แม่เป็นผู้ย่างขึ้นไปในพระศาสนา แม่และเจ้าเห็นอริยสัจแล้ว แม้แม่อุตราก็จงฟังแม่ ฯ

อฏฺฐมํ สุทตฺตสุตฺตํ

สุทัตตสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต สุทัตตสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ สีตวเน ฯ เตน โข ปน สมเยน อนาถปิณฺฑิโก คหปติ ราชคหํ อนุปฺปตฺโต โหติ เกนจิเทว กรณีเยน ฯ อสฺโสสิ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ พุทฺโธ กิร โลเก อุปฺปนฺโนติ ตาวเทว จ ปน ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุกาโม โหติ ๑ ฯ อถ ๒ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส เอตทโหสิ อกาโล โข อชฺช ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิตุํ เสฺวทานาหํ กาเลน ภควนฺตํ ทสฺสนาย อุปสงฺกมิสฺสามีติ ฯ พุทฺธคตาย สติยา นิปชฺชิ รตฺติยา สุทํ ติกฺขตฺตุํ วุฏฺฐาสิ ปภาตนฺติ มญฺญมาโน ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน สีวถิกทฺวารํ เตนุปสงฺกมิ ฯ อมนุสฺสา ทฺวารํ วิวรึสุ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับในสีตวัน เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

สมัยนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีไปถึงกรุงราชคฤห์ด้วยกรณียกิจบางอย่าง ฯ

อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สดับว่า เขาลือกันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก จึงในขณะนั้นเอง ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค ฯ

ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ดำริว่า วันนี้เป็นกาลไม่ควรเพื่อจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาค พรุ่งนี้เถิด เราจึงจักเข้าเฝ้าท่านคฤหบดีนอนรำพึงถึงพระพุทธเจ้า สำคัญว่าสว่างแล้วลุกขึ้นในราตรีถึง ๓ ครั้ง ฯ

ลำดับนั้น ท่านคฤหบดีเดินไปทางประตูป่าช้า พวกอมนุษย์เปิดประตูให้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส นครมฺหา นิกฺขมนฺตสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ อถ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทํ อนุสฺสาเวสิ

สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา สตํ อสฺสตรี รถา

สตํ กญฺญาสหสฺสานิ อามุตฺตมณิกุณฺฑลา

เอกสฺส ปทวีติหารสฺส กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ

อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ

อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ

อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ

๑ ยุ. อโหสิ ฯ ๒ ม. ยุ. อถสฺส ฯ

ฉบับหลวง

ครั้นเมื่ออนาถบิณฑิกคฤหบดีออกจากเมืองไป แสงสว่างก็อันตรธานไป ความมืดปรากฏขึ้น ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้าบังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้น ฯ

ครั้งนั้น ยักษ์ชื่อสีวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า

ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถเทียมด้วยม้าอัศดรแสนหนึ่ง หญิงสาวที่สอดสวมแก้วมณีและกุณฑลแสนหนึ่ง ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อัน

จำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย ฯ

ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุติยมฺปิ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทมนุสฺสาเวสิ

สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา ฯเปฯ กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ

อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ

อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ

อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ

ฉบับหลวง

แม้ครั้งที่ ๒ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าบังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก ฯ

แม้ครั้งที่ ๒ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า

ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖อันจำแนก

แล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่งท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดีการก้าวหน้าไปของท่าน

ประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย ฯ

ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตติยมฺปิ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อาโลโก อนฺตรธายิ อนฺธกาโร ปาตุรโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส อุทปาทิ ฯ ตโต จ ปุน นิวตฺติตุกาโม อโหสิ ฯ ตติยมฺปิ โข สิวโก ยกฺโข อนฺตรหิโต สทฺทมนุสฺสาเวสิ

สตํ หตฺถี สตํ อสฺสา ฯเปฯ กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ

อภิกฺกม คหปติ อภิกฺกม คหปติ

อภิกฺกมนนฺเต เสยฺโย โน ปฏิกฺกมนนฺติ ฯ

อถ โข อนาถปิณฺฑิกสฺส คหปติสฺส อนฺธกาโร อนฺตรธายิ อาโลโก ปาตุรโหสิ ยํ อโหสิ ภยํ ฉมฺภิตตฺตํ โลมหํโส โส ปฏิปฺปสฺสมฺภิ ฯ

ฉบับหลวง

แม้ครั้งที่ ๓ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าบังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก ฯ

แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า

ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนก

แล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่งท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดี ท่านจงก้าวหน้าไปเถิดคฤหบดีการก้าวหน้าไปของท่านประเสริฐ

การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย ฯ

ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างได้ปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ เยน สีตวนํ เตนุปสงฺกมิ ฯ เตน โข ปน สมเยน ภควา รตฺติยา ปจฺจูสสมยํ ปจฺจุฏฺฐาย อชฺโฌกาเส จงฺกมติ ฯ อทฺทสา โข ภควา อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ ทูรโตว อาคจฺฉนฺตํ ทิสฺวาน จงฺกมา โอโรหิตฺวา ปญฺญตฺเต อาสเน นิสีทิ ฯ นิสชฺช โข ภควา อนาถปิณฺฑิกํ คหปตึ เอตทโวจ เอหิ สุทตฺตาติ ฯ อถ โข อนาถปิณฺฑิโก คหปติ นาเมน มํ ภควา อาลปตีติ ตตฺเถว ภควโต ปาเทสุ สิรสา นิปติตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ กจฺจิ ภนฺเต ภควา สุขํ วสิตฺถาติ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินเข้าไปถึงสีตวัน ฯ

สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้มาแต่ไกลครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้นแล้วได้ตรัสเรียกอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า มานี่เถิดสุทัตตะ ฯ

ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า พระผู้มีพระภาคทรงทักเราโดยชื่อ จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคด้วยเศียรเกล้าในที่นั้นเอง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคผู้เจริญ พระองค์ประทับอยู่เป็นสุขหรือพระเจ้าข้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพทา เว สุขํ เสติ พฺราหฺมโณ ปรินิพฺพุโต

โย น ลิมฺปติ กาเมสุ สีติภูโต นิรูปธิ

สพฺพา อาสตฺติโย เฉตฺวา วิเนยฺย หทเย ทรํ

อุปสนฺโต สุขํ เสติ สนฺตึ ปปฺปุยฺย เจตสาติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้วไม่ติดอยู่ในกามทั้งหลาย เป็นผู้เย็นปราศจากอุปธิ ย่อมอยู่เป็นสุขเสมอไป ผู้ที่ตัดตัณหาเครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว กำจัดความกระวนกระวายในใจเสียได้ เป็นผู้สงบอยู่เป็นสุขเพราะถึงสันติด้วยใจ ฯ

นวมํ ปฐมสุกฺกาสุตฺตํ

ปฐมสุกกาสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ปฐมสุกกาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน สุกฺกา ภิกฺขุนี มหติยา ปริสาย ปริวุตา ธมฺมํ เทเสติ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

สมัยนั้นแล ภิกษุณีชื่อสุกกา อันบริษัทใหญ่แวดล้อมแสดงธรรมอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สุกฺกาย ภิกฺขุนิยา อภิปฺปสนฺโน ยกฺโข ราชคเห รถิกาย รถิกํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ อุปสงฺกมิตฺวา ตายํ เวลายํ= อิมา คาถาโย อภาสิ

กิมฺเม กตา ราชคเห มนุสฺสา มธุปิตาว เสยเร ๑

เย สุกฺกํ น ปยิรุปาสนฺติ เทเสนฺตึ อมตํ ปทํ

ตญฺจ ปน อปฺปฏิวานิยํ อเสจนกโมชวํ

ปิวนฺติ มญฺเญ สปฺปญฺญา วลาหกมิว ปนฺถคูติ ฯ

๑ ยุ. สุขมสยิตฺถาติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในสุกกาภิกษุณีจากถนนนี้ไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในกรุงราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่ามนุษย์ทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้สุกกาภิกษุณี ผู้แสดงอมตบทอยู่ มัวทำอะไรกัน เป็นผู้ประดุจดื่มน้ำผึ้งหอมแล้วก็นอน ก็แลอมตบทนั้นใครจะคัดค้านไม่ได้ เป็นของไม่ได้เจือปรุง แต่มีโอชา ผู้มีปัญญาคงได้ดื่มอมตธรรมเหมือนคนเดินทางได้ดื่มน้ำฝน ฉะนั้น ฯ

ทสมํ ทุติยสุกฺกาสุตฺตํ

ทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต ทุติยสุกกาสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร อุปาสโก สุกฺกาย ภิกฺขุนิยา โภชนํ อทาสิ ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งได้ถวายโภชนาหารแก่สุกกาภิกษุณี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข สุกฺกาย ภิกฺขุนิยา อภิปฺปสนฺโน ยกฺโข ราชคเห รถิกาย รถิกํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ อุปสงฺกมิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ

ปุญฺญํ วต ปสวิ พหุํ สปฺปญฺโญ วตายมุปาสโก

โย สุกฺกาย อทาสิ โภชนํ สพฺพคนฺเถหิ วิปฺปมุตฺตายาติ ๒ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้นแล ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในสุกกาภิกษุณีจากถนนนี้ไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในพระนครราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถานี้ในเวลานั้นว่าอุบาสกผู้ได้ถวายโภชนะแก่สุกกาภิกษุณีผู้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง เป็นคนมีปัญญาแท้ ประสพบุญมากหนอ ฯ

เอกาทสมํ จีราสุตฺตํ

จิราสูตรที่ ๑๑

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต จีราสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอกํ สมยํ ภควา ราชคเห วิหรติ เวฬุวเน กลนฺทกนิวาเป ฯ เตน โข ปน สมเยน อญฺญตโร อุปาสโก จีราย ๓ ภิกฺขุนิยา จีวรํ อทาสิ ฯ

๑ อจฺฉเร ฯ ๒ ม. ยุ. วิปฺปมุตฺติยาติ ฯ เอวํ สพฺพตฺถ ญาตพฺพํ ฯ ๓ สี. วีราย ฯ

ฉบับหลวง

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวันอันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต เขตกรุงราชคฤห์ ฯ

สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งได้ถวายจีวรแก่จิราภิกษุณี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อถ โข จีราย ภิกฺขุนิยา อภิปฺปสนฺโน ยกฺโข ราชคเห รถิกาย รถิกํ สิงฺฆาฏเกน สิงฺฆาฏกํ อุปสงฺกมิตฺวา ตายํ เวลายํ อิมํ คาถํ อภาสิ

ปุญฺญํ วต ปสวิ พหุํ สปฺปญฺโญ วตายมุปาสโก

โย จีราย อทาสิ จีวรํ สพฺพโยเคหิ วิปฺปมุตฺตายาติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้งนั้น ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในจิราภิกษุณี จากถนนนี้ไปยังถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในพระนครราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถานี้ในเวลานั้นว่าอุบาสกผู้ได้ถวายจีวรแก่จีราภิกษุณีผู้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวง เป็นคนมีปัญญาแท้ ประสพบุญมากหนอ ฯ

ทฺวาทสมํ อาฬวกสุตฺตํ

อาฬวกสูตรที่ ๑๒

พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต อาฬวกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๑๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๑๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๑๕)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา อาฬวิยํ วิหรติ อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน ฯ อถ โข อาฬวโก ยกฺโข เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ ทุติยมฺปิ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ ตติยมฺปิ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา นิกฺขมิ ฯ ปวิส สมณาติ ฯ สาธาวุโสติ ภควา ปาวิสิ ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เขตเมืองอาฬวี ฯ

ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กล่าวว่าท่านจงออกมา สมณะ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จออกมา ฯ

ยักษ์กล่าวว่า ท่านจงเข้าไป สมณะ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จเข้าไป ฯ

แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ฯลฯพระผู้มีพระภาคตรัสว่า ฯลฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตุตฺถมฺปิ โข อาฬวโก ยกฺโข ภควนฺตํ เอตทโวจ นิกฺขม สมณาติ ฯ น ขฺวาหํ อาวุโส นิกฺขมิสฺสามิ ยนฺเต กรณียํ ตํ กโรหีติ ฯ ปญฺหํ ตํ สมณ ปุจฺฉิสฺสามิ สเจ เม น พฺยากริสฺสสิ จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ หทยํ วา เต ผาเลสฺสามิ ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิปิสฺสามีติ ฯ น ขฺวาหนฺตํ อาวุโส ปสฺสามิ สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย โย เม จิตฺตํ วา ขิเปยฺย หทยํ วา ผาเลยฺย ปาเทสุ วา คเหตฺวา ปารคงฺคาย ขิเปยฺย อปิจ ตฺวํ อาวุโส ปุจฺฉ ยทากงฺขสีติ ฯ

ฉบับหลวง

ครั้นครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ท่านจงออกมา สมณะ ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ผู้มีอายุ เราจักไม่ออกไปละท่านจะทำอะไรก็จงทำเถิด ฯ

สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านพยากรณ์แก่เราไม่ได้ เราจักทำจิตของท่านให้ฟุ้งซ่าน หรือฉีกหัวใจของท่านหรือจักจับที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น ฯ

อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเราให้ฟุ้งซ่านได้ หรือขยี้หัวใจของเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น เอาเถิด อาวุโส เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กึสูธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ

กึสุ สุจิณฺณํ สุขมาวหาติ

กึสุ หเว สาธุตรํ รสานํ

กถํชีวึ ๑ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺธีธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺฐํ

ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ

สจฺจํ หเว สาธุตรํ รสานํ

ปญฺญาชีวึ ชีวิตมาหุ เสฏฺฐนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

ศรัทธาเป็นทรัพย์ อันประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความสัตย์แลเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลายนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํสุ ตรติ โอฆํ กถํสุ ตรติ อณฺณวํ

กถํสุ ทุกฺขมจฺเจติ กถํสุ ปริสุชฺฌตีติ ฯ

ฉบับหลวง

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ ข้ามอรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไรบริสุทธิ์ได้อย่างไร

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺธาย ตรติ โอฆํ อปฺปมาเทน อณฺณวํ

วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ ปญฺญาย ปริสุชฺฌตีติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํสุ ลภเต ปญฺญํ กถํสุ วินฺทเต ธนํ

กถํสุ กิตฺตึ ปปฺโปติ กถํ มิตฺตานิ คนฺถติ

อสฺมา โลกา ปรํ โลกํ กถํ เปจฺจ น โสจตีติ ฯ

ฉบับหลวง

อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า

คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไรหนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คนละโลกนี้ไปสู่โลกหน้าทำอย่างไรจึงจะไม่เศร้าโศก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺทหาโน อรหตํ ธมฺมํ นิพฺพานปตฺติยา

สุสฺสูสํ ๑ ลภเต ปญฺญํ อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ

ปฏิรูปการี ธุรวา อุฏฺฐาตา วินฺทเต ธนํ

สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ

ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา สทฺธสฺส ฆรเมสิโน

สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค ส เว เปจฺจ น โสจติ

อิงฺฆ อญฺเญปิ ปุจฺฉสฺสุ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ

ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตฺยา ภิยฺโยธ วิชฺชตีติ ฯ

๑ ฆตฺวาวคฺคสฺส วิตฺตสุตฺเต กถํชีวีติ ... ปญฺญาชีวีติ ทิสฺสนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า

บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท มีวิจาร คนทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระเป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคลใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มีธรรม๔ ประการนี้คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เชิญท่านถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากเหล่าอื่นดูซิว่าในโลกนี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะและขันติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ นุทานิ ปุจฺเฉยฺยํ ปุถู สมณพฺราหฺมเณ

โยหํ อชฺช ปชานามิ โย อตฺโถ สมฺปรายิโก

อตฺถาย วต เม พุทฺโธ วาสายาฬวิมาคมา ๒

โยหํ อชฺช ปชานามิ ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ

โส อหํ วิจริสฺสามิ คามา คามํ ปุรา ปุรํ

นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตนฺติ ฯ

ยกฺขสํยุตฺตํ สมตฺตํ ฯ

ตสฺสุทฺทานํ

อินฺทโก สกฺกสูจิ จ มณิภทฺโท จ สานุ จ

ปิยงฺกรปุนพฺพสุ สุทตฺโต จ เทฺว สุกฺกา จีรา

อาฬวเกน ทฺวาทสาติ ฯ

_____________

สกฺกสํยุตฺตํ

ปฐมวคฺโค ปฐโม

๑ ยุ. สุสฺสูสา ลภเต ปญฺญา ฯ ๒ ยุ. ...วิมาคโต ฯ

ฉบับหลวง

อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า

ทำไมหนอ ข้าพเจ้าจึงจะต้องถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์ พระพุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวี เพื่อประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้วันนี้ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้าน จากบุรีไปสู่บุรีพลางนมัสการพระสัมพุทธเจ้าและพระธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ดี ฯ

จบยักขสังยุตบริบูรณ์

__________

รวมพระสูตรแห่งยักขสังยุต ๑๒ สูตร คือ

อินทกสูตรที่ ๑ สักกสูตรที่ ๒ สูจิโลมสูตรที่ ๓ มณิภัทสูตรที่ ๔สานุสูตรที่ ๕ปิยังกรสูตรที่ ๖ ปุนัพสุสูตรที่ ๗ สุทัตตสูตรที่ ๘ สุกกาสูตร ๒ สูตร จีราสูตร ๑๑

อาฬวกสูตร ๑ รวม ๑๒ สูตร ฯ

จบ ยักขสังยุต