arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรีคาถา

สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๗๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๑๕ ในเถรีคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

เถรีคาถาย ตึสนิปาโต

เถรีคาถา ติงสนิบาต

ว่าด้วยคาถาสุภาษิต ในติงสนิบาต

สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา

คาถาสุภาษิตของนางสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๔ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ ชีวกมฺพวนํ รมฺมํ คจฺฉนฺตึ ภิกฺขุนึ สุภํ

ธุตฺตโก สนฺนิวาเรสิ ตเมนํ อพฺรวี สุภา ฯ

กึ เต อปราธิตํ มยา ยํ มํ โอวทิยานุติฏฺฐสิ ๑

น หิ ปพฺพชิตาย อาวุโส ปุริโส สมฺผุสนาย กปฺปติ ฯ

ครุเก มม สตฺถุ สาสเน ยา สิกฺขา สุคเตน เทสิตา

ปริสุทฺธปทํ อนงฺคณํ กึ มํ โอวทิยานุติฏฺฐสิ ๑ ฯ

อาวิลจิตฺโต อนาวิลํ สรโช วีตรชํ อนงฺคณํ

สพฺพตฺถ วิมุตฺตมานสํ กึ มํ โอวทิยานุติฏฺฐสิ ๑ ฯ

ทหรา จ อปาปิกา จาสิ กินฺเต ปพฺพชฺชา กริสฺสติ

นิกฺขิป กาสายจีวรํ เอหิ รมามเส ๒ สุปุปฺผิเต วเน ฯ

มธุรญฺจ ปวนฺติ สพฺพโส กุสุมรเชน สมุฏฺฐิตา ทุมา

ปฐมวสนฺโต สุโข อุตุ เอหิ รมามเส ๒ สุปุปฺผิเต วเน ฯ

กุสุมิตสิขรา จ ปาทปา อภิคชฺชนฺติว มาลุเตริตา

กา ตุยฺหํ รติ ภวิสฺสติ ยทิ เอกา วนโมคาหิสฺสสิ ฯ

วาฬมิคสงฺฆเสวิตํ กุญฺชรมตฺตกเรณุโลฬิตํ

อสหายิกา คนฺตุมิจฺฉสิ รหิตํ ภีสนกํ มหาวนํ ฯ

ตปนียกตาว ธีติกา วิจรสิ จิตฺตรเถว ๓ อจฺฉรา

กาสิกสุขุเมหิ วคฺคุหิ โสภสิ นิวสเนหิโนปเม ฯ

อหํ ตว วสานุโค สิยํ ยทิ วิหเรมเส กานนนฺตเร

น หิ มตฺถิ ตยา ปิยตโร ปาโณ กินฺนริมนฺทโลจเน ฯ

ยทิ เม วจนํ กริสฺสสิ สุขิตา เอหิ อคารมาวส

ปาสาทนิวาตวาสินี ปริกมฺมนฺเต กโรนฺตุ นาริโย ฯ

กาสิกสุขุมานิ ธารสฺสุ ๑ อภิโรเปหิ จ มาลวณฺณกํ

กญฺจนมณิมุตฺตกํ พหุํ วิวิธํ อาภรณํ กโรมิ เต ฯ

สุโธตรชปจฺฉทํ สุภํ โคณกตูลิกสนฺถตํ นวํ

อภิรูหิ สยนํ มหารหํ จนฺทนมณฺฑิตํ สารคนฺธิกํ ฯ

อุปฺปลํ จ อุทกโต ๒ อุพฺภตํ ยถา ยํ อมนุสฺสเสวิตํ

เอวํ ตุวํ พฺรหฺมจารินิ สเกสุ องฺเคสุ ชรํ คมิสฺสสิ ฯ

กินฺเต อิธ สารสมฺมตํ กุณปปูรมฺหิ สุสานวฑฺฒเนถ

เภทนธมฺเม กเฬวเร ยํ ทิสฺวา วิมโน อุทิกฺขสิ ฯ

อกฺขีนิ จ ตุริยาริว กินฺนริยาริว ปพฺพตนฺตเร

ตว เม นยนานิ ทกฺขิย ภิยฺโย กามรติ ปวฑฺฒติ ฯ

อุปฺปลสิขโรปมานิ เต วิมเล หาฏกสนฺนิเภ มุเข

ตว เม นยนานิ ทกฺขิย ภิยฺโย กามคุโณ ปวฑฺฒติ ฯ

อปิ ทูรคตา สเรมฺหเส อายตปเมฺห วิสุทฺธทสฺสเน

น หิ มตฺถิ ตยา ปิยตรา นยนา กินฺนริมนฺทโลจเน ฯ

อปเถน ปยาตุมิจฺฉสิ จนฺทํ กีฬนกํ คเวสสิ

สิเนรุํ ๑ ลงฺเฆตุมิจฺฉสิ โย ตฺวํ พุทฺธสุตํ ปตฺเถสิ ๒ ฯ

นตฺถิ หิ โลเก สเทวเก ราโค ยตฺถปิ ทานิ เม สิยา

นปิ นํ ชานามิ กีริโส อถ มคฺเคน หโต สมูลโก ฯ

อิงฺฆาฬขุยาว อุชฺฌิโต วิสปตฺโตริว อคฺคโต ๓ กโต

นปิ นํ ปสฺสามิ กีริโส อถ มคฺเคน หโต สมูลโก ฯ

ยสฺสา สิยา อปจฺจเวกฺขิตํ สตฺถา วา อนุสาสิโต สิยา

ตฺวํ ตาทิสิกํ ปโลภย ชานนฺตึ โส อิมํ วิหญฺญสิ ฯ

มยฺหํ หิ อกฺกุฏฺฐวนฺทิเต สุขทุกฺเข จ สติ อุปฏฺฐิตา

สงฺขตมสุภนฺติ ชานิย สพฺพตฺเถว มโน น ลิมฺปติ ฯ

สาหํ สุคตสฺส สาวิกา มคฺคฏฺฐงฺคิกยานยายินี

อุทฺธฏสลฺลา อนาสวา สุญฺญาคารคตา รมามิหํ ฯ

ทิฏฺฐา หิ มยา สุจิตฺติตา โสมฺภา ทารุกจิลฺลกานิ วา

ตนฺตีหิ จ ขีลเกหิ จ วินิพทฺธา วิวิธํ ปนจฺจิตา ฯ

ตมฺหุทฺธเฏ ตนฺติขีลเก วิสฺสฏฺเฐ วิกเล ปริปกฺกเต

อวินฺเท ขณฺฑโส กเต กิมฺหิ ตตฺถ มนํ นิเวสเย ฯ

ตถูปมํ เทหกานิ มํ เตหิ ธมฺเมหิ วินา น วตฺตนฺติ

ธมฺเมหิ วินา น วตฺตนฺติ กิมฺหิ ตตฺถ มนํ นิเวสเย ฯ

ยถา หริตาเลน มกฺขิตํ อทฺทส จิตฺติกํ ภิตฺติยา กตํ

ตมฺหิ เต วิปรีตทสฺสนํ ปญฺญา ๑ มานุสิกา นิรตฺถิกา ฯ

มายํ วิย อคฺคโต กตํ สุปินนฺเตว สุวณฺณปาทปํ

อุปธาวสิ อนฺธ ริตฺตกํ ชนมชฺเฌริว รุปฺปรูปกํ ฯ

วฏฺฏนิริว โกฏโรหิตา มชฺเฌ พุพฺพุฬกา สอสฺสุกา

ปีฬโกฬิกา เจตฺถ ชายติ วิวิธา จกฺขุวิธา ว ๒ มณฺฑิตา ฯ

อุปาทิย ๓ จารุทสฺสนา น จ ปชฺชิตฺถ อลคฺคมานสา ๔

หนฺท เต จกฺขุํ หรสฺสุ ตํ ตสฺส นรสฺส อทาสิ ตาวเท ฯ

ตสฺส จ วิรมาสิ ตาวเท ราโค ตตฺถ ขมาปยิ จ นํ

โสตฺถิ สิยา พฺรหฺมจารินิ น ปุโน เอทิสกํ ภวิสฺสต ฯ

อาหนิย ๕ เอทิสํ ชนํ อคฺคึ ปชฺชลิตํว ลิงฺคิย

คณฺหิสฺสํ อาสีวิสํ ๖ วิย อปิ นุ โสตฺถิ สิยา ขเมหิ โน ฯ

มุตฺตา จ ตโต สา ภิกฺขุนี อคมิ พุทฺธวรสฺส สนฺติกํ

ปสฺสิย วรปุญฺญลกฺขณํ จกฺขุ อาสิ ยถาปุราณกนฺติ ฯ

สุภา ชีวกมฺพวนิกา ฯ

ตึสนิปาโต สมตฺโต ฯ

________________

๑ ม. ยุ. โอวริยาน ติฏฺฐสิ ฯ ๒ ม. รมาม ฯ ๓ ม. จิตฺตลเตว ฯ

๑ ม. ธารย ฯ ๒ ม. อุปฺปลํ จุทกา สมุคฺคตํ ยถาตํ ฯ

๑ ม. ยุ. เมรุํ ฯ ๒ ยุ. มคฺคยสิ ฯ ๓ ม. อคฺคิโต ฯ

๑ โป. ม. สญฺญา มานุสิกา ฯ ๒ ม. ยุ. จ ปิณฺฑิตา ฯ ๓ ม. ยุ. อุปฺปาฏิย ฯ

๔ ม. ยุ. อสงฺคมานสา ฯ ๕ ม. อาสาทิย ฯ ๖ ม. คณฺหิย อาสีวิสํ ฯ

ฉบับหลวง

นักเลงเจ้าชู้คนหนึ่ง ได้ยืนกั้นทางพระสุภาภิกษุณีผู้กำลังเดินไปสู่สวนอัมพวันอันเป็นสถานที่รื่นรมย์ ของหมอชีวกโกมารภัจ พระสุภาภิกษุณีได้กล่าวกะนักเลงนั้นว่า ฉันทำผิดอะไรต่อท่านหรือ ท่านจึงมายืนขวางทางเราไว้ ดูกรอาวุโส บุรุษย่อมไม่ควรถูกต้องหญิงที่บวชแล้วเลย สิกขาอันใด อันพระสุคตทรงบัญญัติไว้แล้ว ในศาสนาที่น่าเคารพแห่งพระศาสดาของเรา เพราะเหตุไร ท่านจึงมายืนขวางเราผู้มีส่วนบริสุทธิ์ด้วยสิกขาเหล่านั้น ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ท่านเป็นผู้มีจิตขุ่นมัว มีธุลีคือราคะ เพราะเหตุไรจึงมายืนขวางเราผู้มีจิตไม่ขุ่นมัว ปราศจากธุลีคือราคะไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน มีจิตหลุดพ้นแล้วจากเบญจขันธ์ทั้งปวง.

เมื่อพระเถรีกล่าวเช่นนี้แล้ว นักเลงเจ้าชู้เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า

ท่านยังเป็นสาวทั้งรูปก็ไม่เลว การบรรพชา จักทำประโยชน์อะไรให้ท่านท่านจงเปลื้องจีวร อันย้อมด้วยน้ำฝาดออกเสียเถิด เชิญท่านมารื่นรมย์กันในป่าไม้อันมีดอกบานสะพรั่งเถิด และหมู่ไม้เหล่านี้ อันลมพัดเอาละอองเกษรหอมฟุ้งไปโดยรอบ ฤดูนี้เริ่มฤดูฝน เป็นฤดูมีความสุขเชิญท่านมารื่นรมย์กันในป่าไม้มีดอกสะพรั่งเถิด ก็ต้นไม้ทั้งหลายมีดอกอันบานแล้ว ถูกลมโชยย่อมส่งกลิ่นฟุ้งไปตามลม ถ้าท่านจักอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความยินดีในป่านั้นจักมีแก่ท่านอย่างไรเล่า ท่านไม่มีเพื่อนปรารถนาจะไปสู่ป่าใหญ่ที่หมู่เนื้อร้ายอาศัย เกลื่อนกล่นด้วยช้างพลายและช้างพังผู้เมามัน เว้นแล้วจากชน น่ากลัว ท่านเป็นตุ๊กตาที่ช่างฉลาดทำแล้วด้วยทองคำมีสีสุก

และเหมือนนางอัปสรเที่ยวอยู่ในสวนจิตรัถบัดนี้ท่านย่อมงาม ด้วยเครื่องนุ่งห่มแคว้นกาสี อันมีเนื้อละเอียดอ่อนไม่มีผ้าอื่นเปรียบปาน ถ้าเราทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน ฉันพึงยอมอยู่ในอำนาจของท่าน ดูกรท่านผู้มีดวงตาดังกินนรี ชีวิตของเราก็ยังไม่เป็นที่รักไปยิ่งกว่าท่าน ถ้าท่านจักทำตามคำของเรา ท่านจักได้รับความสุข เชิญท่านมาอยู่ครองเรือนกับเราเถิด ท่านจักได้อยู่ในปราสาทอันไม่มีลมเข้ามีสาวใช้คอยทำการรับใช้ท่าน ท่านจงนุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีมีเนื้อละเอียดจงตบแต่งร่างกายด้วยดอกไม้และเครื่องลูบไล้ผิวพรรณ เราจะทำเครื่องอาภรณ์ต่างๆ หลายชนิด ซึ่งล้วนด้วยทองคำ และแก้วมณี แก้วมุกดาให้ขอเชิญท่านขึ้นสู่ที่นอนใหม่อันงามมีค่ามาก อันปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์และฟูกไม่มีธุลีเพราะซักฟอกดีแล้ว ประดับด้วยแก่นจันทน์ มีกลิ่นหอม ดอกบัวใด ผุดขึ้นพ้นน้ำอันอมนุษย์หวงแหนแล้ว ดอกบัวนั้นเป็นของอันใครๆ ไม่เคยใช้สอยเลย ฉันใด ท่านเป็นสาวพรหมจารีก็ฉันนั้น เมื่ออวัยวะของตนอันใครไม่ได้ใช้สอยเลย จักถึงความคร่ำคร่า

ไปเสียเปล่าโดยหาประโยชน์มิได้.

เมื่อนักเลงนั้นประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระเถรีเมื่อจะประกาศความที่สรีระเป็นสภาพเต็มด้วยซากศพต่างๆ จึงได้กล่าวตอบว่า

ในร่างกาย ที่เต็มไปด้วยซากศพ อันจักทอดทิ้งไว้ในป่าช้า มีอันแตกทำลายไปเป็นธรรมดานี้ อะไรเล่าที่ท่านเข้าใจว่าเป็นแก่นสาร ท่านเห็น

สิ่งใดแล้ว มีความพอใจในสิ่งนั้น ขอจงบอกแก่เรา.

นักเลงนั้นกล่าวว่า

นัยน์ตาทั้งสองของท่านเหมือนนัยน์ตาลูกเนื้อ และเหมือนนัยน์ตานางกินนรีที่เที่ยวไปภายในภูเขา ความรักของเราเกิดขึ้นอย่างแรงกล้า เพราะเห็นดวงตาทั้งคู่ของท่าน กามคุณย่อมเจริญแก่เราโดยยิ่ง เพราะเห็นหน้าและนัยน์ตาของท่านซึ่งเปรียบปานดังดอกบัว ปราศจากมลทิน งามดังแผ่นทองคำ แน่ะน้องหญิงผู้มีนัยน์ตาบริสุทธิ์ทั้งยาวทั้งกว้าง แม้เราจักไปไกลสักเท่าไร ก็จักไม่นึกถึงอะไรๆ อย่างอื่น จักนึกถึงดวงตาทั้งคู่ของท่านเท่านั้น น้องรักผู้มีดวงตาดังกินนรี สิ่งอื่นอันเป็นที่รักยิ่งไปกว่า

ดวงตาของน้องมิได้มีแก่เราเลย.

พระสุภาเถรีตอบว่า

ท่านปรารถนาเราผู้เป็นธิดาของพระพุทธเจ้า ชื่อว่าปรารถนาจะดำเนินไปโดยทางผิด ชื่อว่าแสวงหาดวงจันทร์มาเป็นของเล่น ปรารถนาจะโดดขึ้นภูเขาสิเนรุ บัดนี้ ความกำหนัดในอารมณ์ใด อารมณ์นั้นไม่มีแก่เราในโลกพร้อมทั้งเทวโลก เราทราบว่าสภาพอันน่ารื่นรมย์แม้ทุกชนิดไม่มีแก่เรา และเรากำจัดเสียได้แล้วพร้อมทั้งรากด้วยมรรคญาณ สภาพอันน่ารื่นรมย์เป็นเหมือนถูกทิ้งไปในหลุมถ่านเพลิง เหมือนถูกดื่มยาพิษ เราทำให้พินาศแล้วแต่ยอด เราเห็นว่าสภาพอันน่ารื่นรมย์แม้ทุกชนิดมิได้มีแก่เรา และเรากำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งรากด้วยมรรคญาณ เบญจขันธ์นี้อันหญิงใดไม่พิจารณาแล้ว หรือไม่ได้รับคำสั่งสอนของพระศาสดา

ท่านจงเล้าโลมหญิงเช่นนั้น ท่านมาเล้าโลมเราผู้รู้ตามเป็นจริงนี้ ย่อมจะลำบากเปล่า เพราะว่าสติของเรามั่นคงดีแล้ว ในการด่า การไหว้ และในสุขทุกข์ ท่านจงรู้ว่า ธรรมอันปัจจัยปรุงแต่งเป็นของไม่งาม ใจของเราไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลย เราเป็นสาวิกาของพระสุคตเจ้า เป็นผู้ดำเนินไปสู่นิพพานด้วยญาณกล่าว คือ อัฏฐังคิกมรรค มีลูกศรอันถอนขึ้นได้แล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่ในเรือนว่างเปล่า ก็รูปภาพทำด้วยใบลานหรือท่อนไม้ที่บุคคลทำให้งดงาม ผูกด้วยเชือกหรือเอาไม้ตอกตะปูติดไว้โดยอาการต่างๆ ทำให้เหมือนกับจะฟ้อนรำได้ เราเคยได้เห็นมาแล้ว เมื่อแก้เชือกและถอนตะปูออกจากรูปนั้น และแยกออกจากกันแล้ว

โดยทำให้เป็นแผนกๆ เรียงรายไว้ เมื่อทำรูปนั้นโดยเป็นชิ้นๆอย่างนี้ไม่พึงได้ชื่อว่ารูป เมื่อเป็นอย่างนั้น บุคคลพึงตั้งความสำคัญใจไว้ในรูปนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร ร่างกายนี้ก็เหมือนรูปไม้ฉะนั้นเว้นจากธรรมมีธาตุ ๔ เป็นต้นเหล่านั้นแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ เว้นจากธรรมมีธาตุ ๔ เป็นต้นแล้ว ย่อมเป็นไปไม่ได้ บุคคลพึงตั้งความสำคัญใจไว้ในร่างกายนั้น จะเป็นประโยชน์อะไร เหมือนบุคคลได้เห็นรูปภาพอันนายช่างผู้ฉลาดวาดเขียนไว้ที่ฝาด้วยหรดาลฉะนั้น ปัญญาสำหรับมนุษย์ของท่านหาประโยชน์มิได้ เพราะท่านมีความเห็นวิปริตในร่างกายนั้น แน่ะท่านผู้บอด ท่านเข้าไปยึดถืออัตภาพอันว่างเปล่า เป็นเหมือนพยับแดดที่ปรากฏอยู่ข้างหน้า และเหมือนดังต้นไม้ทองที่ปรากฏในความฝัน เป็นดังเช่นรูปยนต์ที่คนเล่นกล แสดงแล้วในท่ามกลางแห่งชน ดวงตาเป็นดังฟองน้ำ ปรากฏเหมือนโพรงไม้มีฟองน้ำตั้งอยู่กลางตา

เป็นของมีขี้ตาและน้ำตา เกิดเป็นต่อมดำๆ มีสีต่างๆ กัน.

พระสุภาเถรีผู้มีดวงตางาม มีใจไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ไหนๆ ได้ควักดวงตาออกจากเบ้าตา แล้วส่งให้นักเลงนั้นพร้อมกับกล่าวว่าเชิญท่านเอาดวงตา

นั้นไปเถิดเราให้ดวงตานั้นแก่ท่าน.

ในทันใดนั้น ความกำหนัดในนัยน์ตาของนักเลงนั้นได้หายไปแล้ว นักเลงนั้นได้ขอให้พระเถรีนั้นอดโทษด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ขอความสวัสดีพึงมีแก่ท่าน การประพฤติอนาจารเช่นนี้

จักไม่มีอีกต่อไป.

พระสุภาเถรีกล่าวว่า

ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นนี้ เหมือนกอดไฟอันลุกโพลง ฉะนั้น.

นักเลงกล่าวว่า

เราดุจจับอสรพิษ ขอความสวัสดีพึงมีแก่เราทั้งหลายบ้าง ขอท่านจงอด

โทษให้เราทั้งหลายเถิด.

ก็พระภิกษุณีนั้น พ้นจากนักเลงนั้นแล้ว ได้ไปสู่สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ได้ชมเชยบุญลักษณะอันประเสริฐ จักษุได้เกิดมีขึ้นเหมือน

เดิม.

จบ ติงสนิบาต

จบ สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา