arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · อัฏฐกวรรค

๕. ปรมัฏฐกสูตร เล่ม ๒๕

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๑๒ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๑๖ ในอัฏฐกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส

ปญฺจมํ ปรมฏฺฐกสุตฺตํ

ปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต อัฏฐกวรรค ปรมัฏฐกสูตร (ฉบับหลวง เล่ม ๒๕ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๕ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๗ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๕)

บาลี (สยามรัฐ)

ปรมนฺติ ทิฏฺฐีสุ ปริพฺพสาโน

ยทุตฺตรึ กุรุเต ชนฺตุ โลเก

หีนาติ อญฺเญ ตโต สพฺพมาห

ตสฺมา วิวาทานิ อวีติวตฺโต ฯ

ยทตฺตนี ปสฺสติ อานิสํสํ

ทิฏฺเฐ สุเต สีลพฺพเต ๑ มุเต วา

ตเทว โส ตตฺถ สมุคฺคหาย

นิหีนโต ปสฺสติ สพฺพมญฺญํ ฯ

ตํ วาปิ คนฺถํ กุสลา วทนฺติ

ยํ นิสฺสิโต ปสฺสติ หีนมญฺญํ

ตสฺมา หิ ทิฏฺฐํ ว สุตํ มุตํ วา

สีลพฺพตํ ภิกฺขุ น นิสฺสเยยฺย ฯ

ทิฏฺฐิมฺปิ โลกสฺมึ น กปฺปเยยฺย

ญาเณน วา สีลวเตน วาปิ

สโมติ อตฺตานมนูปเนยฺย

หีโน น มญฺเญถ วิเสสิ วาปิ ๒ ฯ

อตฺตํ ปหาย อนุปาทิยาโน

ญาเณปิ โส นิสฺสยํ โน กโรติ

ส เว วิยตฺเตสุ น วคฺคสารี

ทิฏฺฐิมฺปิ โส น ปจฺเจติ กิญฺจิ ฯ

ยสฺสูภยนฺเต ปณิธีธ นตฺถิ

ภวาภวาย อิธ วา หุรํ วา

นิเวสนา ยสฺส ๓ น สนฺติ เกจิ

ธมฺเมสุ นิจฺเฉยฺย สมุคฺคหีตํ

ตสฺสีธ ทิฏฺเฐ ว สุเต มุเต วา

ปกปฺปิตา นตฺถิ อนูปิ สญฺญา

ตํ พฺราหฺมณํ ทิฏฺฐิมนาทิยานํ

เกนีธ โลกสฺมึ วิกปฺปเยยฺย ฯ

น กปฺปยนฺติ น ปุเรกฺขโรนฺติ

ธมฺมาปิ เตสํ น ปฏิจฺฉิตาเส

น พฺราหฺมโณ สีลวเตน เนยฺโย

ปารํ คโต น ปจฺเจติ ตาทีติ ฯ

ปรมฏฺฐกสุตฺตํ ปญฺจมํ ฯ

___________________

สุตฺตนิปาเต จตุตฺถสฺส อฏฺฐกวคฺคสฺส ฉฏฺฐํ ชราสุตฺตํ

๑ ม. ยุ. สีลวเต ฯ ๒ โป. จาปิ ฯ ๓ ม. ยุ. ตสฺส ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลในโลกยึดถือในทิฐิทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นอย่างยิ่งย่อมกระทำศาสดาเป็นต้นของตนให้เป็นผู้ประเสริฐ กล่าวผู้อื่นนอกจากศาสดาเป็นต้นของตนนั้นว่า เลวทั้งหมด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้นจึงไม่ล่วงพ้นความวิวาทไปได้ บุคคลนั้นเห็นอานิสงส์อันใดในตนกล่าวคือ ทิฐิที่เกิดขึ้นในสิ่งเหล่านี้คือ ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง ศีล พรตหรืออารมณ์ที่ได้ทราบ บุคคลนั้นยึดมั่นอานิสงส์ในทิฐิของตนนั้นแลว่าประเสริฐที่สุด เห็นศาสดาอื่นทั้งหมดโดยความเป็นคนเลวอนึ่งบุคคลผู้อาศัยศาสดาของตนแล้ว เห็นศาสดาอื่นเป็นคนเลว เพราะความเห็นอันใด ท่านผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวความเห็นนั้นว่า เป็นกิเลสเครื่องร้อยรัด

เพราะฉะนั้นแหละ ภิกษุไม่พึงยึดมั่นรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟังอารมณ์ที่ได้ทราบ หรือศีลและพรต แม้ทิฐิก็ไม่พึงกำหนดด้วยญาณหรือแม้ด้วยศีลและพรตในโลก ไม่พึงนำตนเข้าไปเปรียบว่า เป็นผู้เสมอเขา ไม่พึงสำคัญว่า เป็นผู้เลวกว่าเขา หรือว่าเป็นผู้วิเศษกว่าเขาภิกษุนั้นละความเห็นว่าเป็นตนได้แล้ว ไม่ถือมั่นอยู่ ย่อมไม่กระทำนิสัย(ตัณหานิสัยและทิฐินิสัย) แม้ในญาณ ไม่เป็นผู้แล่นไปเข้าพวกในสัตว์ทั้งหลายผู้แตกต่างกันด้วยอำนาจทิฐิต่างๆ ย่อมไม่กลับมาแม้สู่ทิฐิอะไรๆ พราหมณ์ในโลกนี้ไม่มีตัณหาในส่วนสุดทั้ง ๒ มีผัสสะเป็นต้นเพื่อความเกิดบ่อยๆ ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่มีความยึดมั่นอะไรๆไม่มีสัญญาอันปัจจัยกำหนดแล้วแม้แต่น้อย

ในรูปที่ได้เห็น ในเสียงที่ได้ฟังหรือในอารมณ์ที่ได้ทราบ ในโลกนี้ เพราะได้ตัดสินธรรมที่ตนยึดถือแล้วในธรรมทั้งหลาย ใครๆ จะพึงกำหนดพราหมณ์นั้นผู้ไม่ถือมั่นทิฐิ ด้วยการกำหนดด้วยตัณหาหรือด้วยการกำหนดด้วยทิฐิอะไรๆ ในโลกนี้ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมไม่กำหนดด้วยตัณหาหรือทิฐิ ย่อมไม่กระทำตัณหาและทิฐิไว้ในเบื้องหน้า แม้ธรรมคือทิฐิทั้งหลายพราหมณ์เหล่านั้นก็มิได้ปกปิดไว้ พราหมณ์ผู้อันใครๆ จะพึงนำไปด้วยศีลและพรตไม่ได้ ถึงฝั่ง คือ นิพพานแล้ว เป็นผู้คงที่ ย่อมไม่กลับมาหากิเลสทั้งหลายอีก ฉะนั้นแล ฯ

จบปรมัฏฐกสูตรที่ ๕

จบ ๕. ปรมัฏฐกสูตร