arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · สุนิกขิตวรรค

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๘๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๙/๑๑ ในสุนิกขิตวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน

ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในมัฏฐกุณฑลีวิมาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ สุนิกขิตวรรค มัฏฐกุณฑลีวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๙ อลงฺกโต มฏฺฐกุณฺฑลี

มาลาธารี ๓ หริจนฺทนุสฺสโท

พาหา ปคฺคยฺห กนฺทสิ

วนมชฺเฌ กึ ทุกฺขิโต ตุวนฺติ ฯ

โสวณฺณมโย ปภสฺสโร

อุปฺปนฺโน รถปญฺชโร มม

ตสฺส จกฺกยุคํ น วินฺทามิ

เตน ทุกฺเขน ชหิสฺสามิ ๔ ชีวิตนฺติ ฯ

โสวณฺณมยํ มณิมยํ

โลหิตงฺคมยํ ๕ อถ รูปิยมยํ

อาจิกฺข เม ตุวํ ภทฺทมาณว

จกฺกยุคํ ปฏิลาภยามิ เตติ ฯ

โส มาณโว ตสฺส ปาวทิ

จนฺทิมสุริยา ๑ อุภเยตฺถ ทิสฺสเร

โสวณฺณมโย รโถ มม

เตน จกฺกยุเคน โสภตีติ ฯ

พาโล โข ตฺวมสิ มาณว

โย [๒] ตฺวํ ปตฺถยสิ อปตฺถิยํ

มญฺญามิ ตุวํ มริสฺสสิ

น หิ ตุวํ ลจฺฉสิ จนฺทิมสุริเยติ ๓ ฯ

คมนาคมนํปิ ทิสฺสติ

วณฺณธาตุ อุภยตฺถ วีถิยา

เปโต ปน ๔ กาลกโต น ทิสฺสติ

โก นีธ กนฺทตํ พาลฺยตโรติ ฯ

สจฺจํ โข วเทสิ มาณว

อหเมว กนฺทตํ พาลฺยตโร

จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ

เปตํ กาลกตาภิปตฺถยนฺติ

อาทิตฺตํ วต มํ สนฺตํ ฆตสิตฺตํว ปาวกํ

วารินา วิย โอสิญฺจํ สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ

อพฺพูฬฺหํ ๑ วต เม สลฺลํ โสกํ หทยนิสฺสิตํ

โย เม โสกปเรตสฺส ปุตฺตโสกํ อปานุทิ

สฺวาหํ อพฺพูฬฺหสลฺโลสฺมิ สีตภูโตสฺมิ ๒ นิพฺพุโต

น โสจามิ น โรทามิ ตว สุตฺวาน มาณวาติ

เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท

โก วา ตฺวํ กสฺส วา ปุตฺโต กถํ ชาเนมุ ตํ มยนฺติ ฯ

ยญฺจ กนฺทสิ ยญฺจ โรทสิ

ปุตฺตํ อาฬาหเน สยํ ฑหิตฺวา

สฺวาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ

ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ฯ

อปฺปํ วา พหุํ วา น อทฺทสามิ

ทานํ ททนฺตสฺส สเก อคาเร

อุโปสถกมฺมํ วา ตาทิสํ

เกน กมฺเมน คโตสิ เทวโลกนฺติ ฯ

อาพาธิโกหํ ทุกฺขิโต คิลาโน

อาตูรรูโปมฺหิ สก นิเวสเน

พุทฺธํ วิคตรชํ วิติณฺณกงฺขํ

อทฺทกฺขึ สุคตํ อโนมปญฺญํ

สฺวาหํ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต

อญฺชลึ อกรึ ตถาคตสฺส

ตาหํ กุสลํ กริตฺวาน กมฺมํ

ติทสานํ สหพฺยตํ ปตฺโตติ ๑ ฯ

อจฺฉริยํ วต อพฺภูตํ วต

อญฺชลีกมฺมสฺส อยมีทิโส วิปาโก

อหํปิ มุทิตมโน ปสนฺนจิตฺโต

อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชามีติ ฯ

อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ วชาหิ

ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต

ตเถว สิกฺขาย ปทานิ ปญฺจ

อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ

ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณาหิ

สเกน ทาเรน น โหหิ ตุฏฺโฐติ ฯ

อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต

กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม

อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ

สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ

ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ

โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ

อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ

สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐติ ฯ

มฏฺฐกุณฺฑลิวิมานํ นวมํ ฯ

๑ โป. ยุ. กมฺมํ ฯ ๒ โป. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ ธมฺมปทฏฺฐกถาย มาลาภารีติ

ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ ๔ ม. ชหามิ ฯ ๕ ม. โลหิตกมยํ ฯ

๑ ธมฺมปทฏฺฐกถาย จนฺทสูริยา อุภยตฺถ ภาตโรติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. โขสทฺโท อตฺถิ ฯ

๓ ม. จนฺทสูริเย ฯ ๔ ม. ปนสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ

๑ ธมฺมปทฏฺฐกถาย อพฺพุหีติ ทิสฺสติ ฯ ม. อพฺพหี ฯ ๒ ยุ. สีติ ... ฯ

๑ ม. คโตติ ฯ

ฉบับหลวง

พราหมณ์ถามเทพบุตรนั้นว่า

ท่านประดับแล้ว มีต่างหูอันเกลี้ยง ทัดทรงดอกไม้ มีตัวลูบไล้ด้วยจันทน์แดง ประคองแขนทั้งสองข้างคร่ำครวญอยู่ในป่าช้า ท่านเป็น

ทุกข์ถึงอะไรเล่า?

มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า

เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแล้วแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาคู่ล้อของรถนั้นยังไม่ได้ ข้าพเจ้าจักสละชีวิตเพราะความทุกข์นั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพผู้เจริญ ท่านอยากได้คู่ล้อทำด้วยทองคำ ทำด้วยแก้ว ทำด้วยทองแดง หรือทำด้วยเงิน ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้ท่านได้คู่

ล้อนั้น.

มาณพตอบแก่พราหมณ์นั้นว่า

พระจันทร์อาทิตย์ ย่อมปรากฏในวิถีทั้งสอง รถของข้าพเจ้าทำด้วยทองคำ

ย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพ ท่านเป็นคนโง่ ที่ท่านมาปรารถนา สิ่งที่ไม่ควรปรารถนาข้าพเจ้าเข้าใจว่าท่านจักตาย จักไม่ได้พระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้งสอง

เลย.

มาณพกล่าวว่า

แม้การไปและการมาของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ยังปรากฏอยู่ รัศมีของพระจันทร์และพระอาทิตย์นั้น ยังปรากฏอยู่ในวิถีทั้งสอง ส่วนคนที่ตายล่วงลับไปแล้วย่อมไม่ปรากฏ เราทั้งสองคร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใครจะ

โง่กว่ากัน.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรมาณพ ท่านพูดจริง เราทั้งสองคนผู้คร่ำครวญอยู่ ข้าพเจ้าเองเป็นคนโง่กว่า เพราะข้าพเจ้าอยากได้บุตรที่ตายไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น ท่านมารดข้าพเจ้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ยังความกระวนกระวายทั้งปวงให้ดับเหมือนบุคคลดับไฟ ที่ลาดเปรียงด้วยน้ำฉะนั้นลูกศรคือความโศกอันเสียบแทงหทัยของข้าพเจ้า อันท่านผู้บรรเทาความโศกถึงบุตรแก่ข้าพเจ้า ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ถอนขึ้นแล้ว ดูกรมาณพ ข้าพเจ้าเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันท่านถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็น ดับสนิท จะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของท่าน ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร

หรือเป็นบุตรของใคร ไฉนข้าพเจ้าจะรู้จักท่านเล่า?

มาณพกล่าวว่า

ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ถึงบุตรคนใดบุตรคนนั้นคือข้าพเจ้า ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของเทพเจ้าชาวไตรทศ.

พราหมณ์ถามว่า

เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น ข้าพเจ้าไม่เคยเห็น ท่านไปสู่เทวโลกได้เพราะกรรมอะไร?

มาณพกล่าวว่า

เมื่อข้าพเจ้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ข้ามพ้นความสงสัยผู้เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าพเจ้าถึงความเป็นสหายของเทวดาชาวไตรทศ

เพราะทำกุศลกรรมนั้น.

พราหมณ์กล่าวว่า

น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีมาแล้วหนอ ผลของอัชลีกรรมเป็นได้ถึงเช่นนี้ถึงข้าพเจ้าก็มีใจเบิกบานเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้

ทีเดียว.

มาณพกล่าวว่า

ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย คือ จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน จงเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงยินดีด้วยภรรยาของตน อย่ากล่าวเท็จ อย่าดื่ม

น้ำเมา.

พราหมณ์กล่าวว่า

ดูกรเทวดาผู้ควรบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์ ปรารถนาสิ่งเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมอันยอดเยี่ยม และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นนรเทพว่าเป็นที่พึ่ง ข้าพเจ้าของดเว้นจากการฆ่าสัตว์โดยพลัน ของดเว้นการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ยินดีในภรรยา

ของตน ไม่กล่าวเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา.

จบ มัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙.

จบ ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน