พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · ปิฐวรรค
๑๕. อุตตราวิมาน เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๕/๑๗ ในปิฐวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปิฐวรรค อุตตราวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๒๕–๒๘
[๑๒๒] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะการถวายขนมนั้น อิฏฐผลย่อมสำเร็จแกดิฉันในที่นี้เพราะการถวายขนมนั้น อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นแก่ดิฉัน เพราะการถวายขนมนั้น[๑๒๓] ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันนั้นมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศก็เพราะบุญนั้น
จบ ทุฅิยสุณิสาวิมานที่ ๑๔
๑๕. อุตตราวิมาน
ว่าด้วยอานิสงส์แห่งการรักษาศีลและให้ทาน
{๑๕}(พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า)
[๑๒๔] ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงดงาม มีรัศมีรุ่งเรือง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเหมือนดาวประกายพรึกฉะนั้น
[๑๒๕] ท่านมีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อิฏฐผลย่อมสำเร็จ แก่ท่านในที่นี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะบุญอะไร[๑๒๖] ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เมื่อครั้งท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ท่าบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศเพราะบุญอะไร
[๑๒๗] นางเทพธิดานั้นถูกพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามว่า
[๑๒๘] เมื่อครั้งดิฉันยังครองเรือนอยู่ ดิฉันไม่มีความริษยา ไม่มีความตระหนี่ ไม่เย่อหยิ่ง ไม่ตีเสมอ ไม่โกรธ ประพฤติอยู่ในอำนาจสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถเป็นนิจ[๑๒๙] ดิฉันเข้าจำอุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ คํ่า วัน ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ คํ่าแห่งปักษ์ และในปาฎิหาริยปักษ์[๑๓๐] ดิฉันระมัดระวังในศีลอย่างเคร่งครัดตลอดกาลทุกเมื่อ ขณะที่อยู่ในวิมาน ดิฉันก็มีความสำรวมจำแนกทาน
[๑๓๑] ดิฉันยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ คือ งดเว้นห่างไกลจากการฆ่าสัตว์ ๑ จากการลักทรัพย์ ๑ จากการประพฤติล่วงประเวณี ๑ จากการพูดเท็จ ๑ จากการดื่มนํ้าเมา ๑
- ๑ปาฎิหาริยปักษ์ (หรือ ปาฎิหาริกปักษ์) หมายถึงดิถีหรือวันที่กำหนดเข้าจำอุโบสถเป็นกรณีพิเศษ์เพื่อ รับ-ส่งวันอุโบสถจริง ๑ ปาฏิหาริยปักษ์มี ๔ วัน คือ วันรับ ๒ วันได้แก่ วันขึ้นหรือแรม ๗ ค่ำ และ ๑๓ ค่ำ วันส่ง ๒ วัน ได้แก่ วันขึ้นหรือแรม ๙ ค่ำและ ๑ ค่ำ (ขุ.วิ.อ. ๗๘, สํ.ส.อ. ๒๙๑) อนึ่ง ในที่บางแห่ง ปาฎิหาริยปักษ์ หมายถึงอุโบสถศีลที่รักษาประจำตลอด ๓ เดือนภายในพรรษา ถ้าไม่สามารถรักษาไว้ตลอด ๓ เดือนเช่นนั้น แม้อุโบสถศีลที่รักษา ๑ เดือนในช่วงระหว่างวันปวารณาทั้งสอง (วันปวารณาต้น คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๐ วันปวารณาหลัง คือ วันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ๑๒) ก็จัดเป็นอุโบสถศีลที่รักษาตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ถ้าไม่สามารถรักษาเช่นนี้ แม้อุโบสถศีลที่รักษา ไว้ครึ่งเดือนนับแต่วันปวารณาต้น ก็จัดเป็นอุโบสถศีลที่รักษาตลอดปาฏิหาริยปักษ์เหมีอนกัน (องฺ.ติก.อ. ๑๓๙) หมายถึงอุโบสถศีลที่กำหนดรักษาในเวลา ๕ เดือน คือ เดือน ๘ ช่วง ก่อนวันเข้าพรรษา ๓ เดือนภายในพรรษา (เดือน ๙,๑๐,๑๑) และเดือน ๑๒ (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๙๙)
[๑๓๒] ดิฉันเป็นผู้ฉลาดในอริยสัจจธรรม เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้ทรงมีพระจักษุ ผู้เรืองพระยศ
[๑๓๓] ดิฉันนั้นผู้เรืองยศโดยศีลและยศของตนเอง ได้เสวยผลแห่งบุญของตนอยู่ จึงสุขกายสบายใจ ไร้โรคภัยอยู่
[๑๓๔] ดิฉันมีวรรณะเช่นนี้เพราะการกระทำอย่างนั้น อิฏฐผลย่อมสำเร็จแก่ดิฉันในที่นี้เพราะการกระทำอย่างนั้น อนึ่ง โภคะอันเป็นที่รักแห่งใจทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแก่ดิฉัน เพราะการกระทำอย่างนั้น
[๑๓๕] ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ท่าน เมื่อครั้งดิฉันเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใดไว้ ดิฉันนั้นมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ก็เพราะบุญนั้น
[๑๓๖] ขอท่านได้กรุณานำความไปกราบทูลแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของดิฉันด้วยเถิดว่า ‘นางอุตตราอุบาสิกาขอถวายบังคมพระบาทยุคล ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงพยากรณ์นางไว้ในสามัญญผลอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นไม่น่าอัศจรรย์เลย แต่ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์นางไว้ในสกทาคามิผลนั้นน่าอัศจรรย์,
จบ อุตตราวิมานที่ ๑๕
- ๑ฉลาดในอริยสัจจธรรม หมายถีงรู้แจ้งในอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค โดยรู้ยิ่งว่า ทุกข์ควรกำหนดรู้และกำหนดรู้แล้ว สมุทัย (เหตุเกิดทุกข์) ควรกำหนดละและละได้แล้ว นิโรธ (ความดับทุกข์) ควรทำให้แจ้งและทำให้แจ้งแล้ว มรรค (ข้อปฏิบ้ติให้ถึงความดับทุกข์) ควรเจริญให้เกิด มีและได้เจริญให้เกิดมีแล้ว (นัย ขุ.วิ.อ. ๘๐)
๑๖. สิริมาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในสิริมาวิมาน
{๑๖}(พระวังคีสเถระ ประสงค์จะให้สิริมาเทพธิดาได้ประกาศบุญกรรมที่นาง ทำไว้ในปางก่อน จึงถามนางด้วยคาถาประพันธ์ ๒ คาถาว่า)
[๑๓๗] ม้าที่เทียมรถของท่านตกแต่งแล้วด้วยเครื่องอลังการชั้นเยี่ยม ก้มหน้านิ่ง เหาะได้ มีกำลังและความเร็ว รถ ๕๐๐ คันของท่านก็ถูกบุญกรรมเนรมิตขึ้นแล้ว ม้าที่เทียมรถถูกนายสารถีกระด้นแล้วก็ไปตามนั้น
[๑๓๘] ท่านนั้นประคับประดาแล้วยืนอยู่บนรถที่งดงามสว่างไสว อยู่เหมือนดวงไฟที่ลุกโชติช่วงสว่างอยู่ฉะนั้น ดูก่อน แม่นางผู้พิไลลักษณ์ มองดูไม่ด้อยเลย อาตมาขอถามท่าน ท่านมาจากหมู่เทพชั้นไหนจึงได้เข้ามาเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม(สิริมาเทพธิดานั้นถูกพระเถระถามแล้วจึงตอบเป็นคาถาประพันธ์ว่า)
[๑๓๙] ชาวโลกพูดถึงหมู่ทวยเทพชั้นปรนิมมิตวสวัตดีผู้ถีงความเป็นเสิศทางการบริโภคกามคุณว่าเป็นหมู่เทพชั้นสูง ทวย เทพชั้นนิมมานรดีเนรมิตกามคุณด้วย ยินดีอยู่ด้วย กามคุณที่เนรมิตเอง เหล่านางอัปสรผู้มีร่างกายน่ารักใคร่ มาในที่นี้จากหมู่เทพชั้นนั้น เพื่อนมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม
- ๑วิมานนี้พระวังคีสเถระเป็นผู้ถาม เพราะขณะที่สิริมาเทพธิดามาเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่พอดี (ขุ.วิ.อ. ๘๔-๘๕)
จบ ๑๕. อุตตราวิมาน