พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ · ปายาสิกวรรค
๑๐. อุตตรวิมาน เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๗๔ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในปายาสิกวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ปายาสิกวรรค อุตตรวิมาน (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๑๕๔–๑๕๖
[๑๑๐๕] เมื่อครั้งข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ได้พบสมณะหลายท่านผู้มีศีล ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ มียศ เป็นพหูสูต ถึงความสิ้นตัณหา จึงมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวและนํ้าเป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ[๑๑๐๖-๑๑๐๗] ข้าพเจ้ามีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกาย สว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
จบ ทุติยกุณฑลีวิมานที่ ๙
๑๐. อุตตรวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในอุตตรวิมาน
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า)
{๗๔}[๑๑๐๘] เทวสภาชื่อสุธัมมาของท้าวสักกเทวราช เป็นที่นั่งประชุมของหมู่ทวยเทพเป็นฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมา ฉันนั้น สว่างไสวอยู่กลางหาว
- ๑ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ หมายถึงผู้เพียบพร้อมด้วยวิชชาคือญาณ ความรู้แจ้ง ความรู้วิเศษ ๓ ประการ มีปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้ เป็นต้น และผู้เพียบพร้อม ด้วย จรณะคือคุณธรรมเครื่องประพฤติปฏิบัติให้ลุถึงวิชชาหรือนิพพาน ๑๕ ประการ คือ (๑) สีลสัมปทา ความถึงพร้อมด้วยศีล (๒) อินทรียสังวร การสำรวมอินทรีย์ (๓) โภชเนมัตตัญญุตา ความรู้จักประมาณในการบริโภค (๔) ชาคริยานุโยค การหมั่นประกอบความเพียร สัทธรรม ๗ คือ (๕) มีศรัทธา (๖) มีหิริ (๗) มีโอตตัปปะ (๘) เป็นพหูสูต (๙) ปรารภความเพียร (๑๐) มีสติ มั่นคง (๑๑) มีปัญญา รูปาวจรฌาน ๔ คือ (๑๒) ปฐมฌาน (๑๓) ทุติยฌาน (๑๔) ตติยฌาน และ (๑๕) จตุตถฌาน (นัย สํ.ส.อ. ๒๐๘, องฺ.อฏฺฐก.อ. ๒๕๕)
[๑๑๐๙] ท่านถึงความเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก เมื่อครั้งท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศเพราะบุญอะไร[๑๑๑๐] เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๑๑๑๑] เมื่อครั้งข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมูมนุษย์ เป็นมาณพรับใช้ของพระเจ้าปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้วก็ทำการแจกจ่ายไป อนึ่ง ท่านผู้มีศีลทั้งหลายย่อมเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตผ่องใส ได้ถวายข้าวและนํ้า เป็นทานอันไพบูลย์โดยเคารพ[๑๑๑๒-๑๑๑๓] ข้าพเจ้ามีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
จบ อุตตรวิมานที่ ๑๐
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ
๑.ปฐมอคาริยวิมาน ๒. ทุติยอคาริยวิมาน
๓.ผลทายกวิมาน ๔. ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
๕.ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ๖. ภิกขาทายกวิมาน
๗.ยวปาลกวิมาน ๘. ปฐมกุณฑลีวิมาน
๙.ทุติยกุณฑลีวิมาน ๑๐. อุตตรวิมาน
จบ ปายาสิกวรรคที่ ๖
๗. สุนิกขิตตวรรค
๑. จิตตลตาวิมาน
ว่าด้วยผลบุญที่ทำให้ไปเกิดในจิตตลดาวิมาน
(พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า)
{๗๕}[๑๑๑๔] สวนจิตรลดาเป็นสวนที่ประเสริฐสูงสุดของชาวไตรทศ สว่างไสว ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น สว่างไสว ลอยอยู่ในอากาศ
[๑๑๑๔] ท่านถึงความเป็นเทวดาผู้มีฤทธิ์มีอานุภาพมาก เมื่อครั้ง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีกายของท่านสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญอะไร[๑๑๑๖] เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
[๑๑๑๗] เมื่อครั้งข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์อยูในหมู่มนุษย์เป็นคนขัดสน ไม่มีที่พึ่ง เป็นคนกำพร้า เป็นกรรมกร ได้เลี้ยงดูมารดา บิดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง ท่านผู้มีศีลเป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้า มีจิตผ่องใสได้ถวายข้าวและนํ้าเป็นทานอันไพบูลย์ โดยเคารพ[๑๑๑๘-๑๑๑๙] ข้าพเจ้ามีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญนั้น ... และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญนั้น
จบ จิตตลดาวิมานที่ ๑
จบ ๑๐. อุตตรวิมาน