arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

๔. อินทรียกถา เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๒๓–๔๖๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖๒/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๒๘๒–๓๓๐

หน้า ๒๘๒

๔. อินทริยกถา

ว่าด้วยอินทรีย์

๑. ปฐมสุตตันตนิทเทส

แสดงพระสูตรที่ ๑

{๔๒๓} [๔๒๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกคฤหบดี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย” ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์มี ๕ ประการนี้ ๕ ประการคืออะไรบ้าง คือ(๑) สัทธินทรีย์ อินทรีย์คือศรัทธา

(๒) วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ

(๓) สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ

(๔) สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ

(๕) ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญา

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์มี ๕ ประการนี้แล

{๔๒๔} [๔๒๔] อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ คือ เมื่อบุคคลหลีกเว้นพวกบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเสีย ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มี

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑คำว่า ข้าพเจ้า ในที่นี้หมายถึงท่านพระสารีบุตรเถระ (ขุ.ปฏิ.อ. ๒/๑๔๕) โดยปกติ หมายถึงท่านพระอานนทเถระที่กล่าวในคราวกระทำปฐมมหาสังคายนา
หน้า ๒๘๓

ศรัทธา พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใสอยู่ สัทธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลหลีกเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้านเสีย ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร พิจารณาสัมมัปปธานอยู่ วิริยินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลหลีกเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืมเสีย ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น พิจารณาสติปัฏฐานอยู่ สตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลหลีกเว้นพวกบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคงเสีย ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้ พวกบุคคลผู้มีใจมั่นคง พิจารณาฌานและวิโมกข์อยู่ สมาธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลหลีกเว้นพวกบุคคลผู้ด้อยปัญญาเสีย ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญาพิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้งอยู่ ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลหลีกเว้นบุคคล ๕ ประเภท ไปสมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ ประเภท พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้อยู่ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ย่อมหมดจดด้วย อาการ ๑๕ เหล่านี้{๔๒๕} [๔๒๕] บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร

บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ คือ บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์ เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้เกียจคร้าน เมื่อละความประมาท ชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์ เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อม

หน้า ๒๘๔

เจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้

{๔๒๖} [๔๒๖] อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วด้วยอาการเท่าไร

อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วด้วยอาการ ๑๐ คือ สัทธินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วเพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้ว ซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอันบุคคลละแล้วละดีแล้ว เพราะเป็นผู้เจริญแล้วอบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้วเพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นอันบุคคลละแล้วละดีแล้วเพราะเป็นผู้เจริญแล้วอบรมดีแล้วซึ่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วเพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งความประมาท ความประมาทเป็นอันบุคคลละแล้วละดีแล้วเพราะเป็นผู้เจริญแล้วอบรมดีแล้วซึ่งสตินทรีย์

สมาธินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นอันบุคคลละแล้วละดีแล้วเพราะเป็นผู้เจริญแล้วอบรมดีแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วเพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นอันบุคคลละแล้วละดีแล้วเพราะเป็นผู้เจริญแล้วอบรมดีแล้วซึ่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เป็นอันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้{๔๒๗} [๔๒๗] อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการเท่าไร

อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ คือ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้ว

หน้า ๒๘๕

ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้วอบรมดีแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ในขณะอรหัตตผล

มรรควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ ด้วยประการดังนี้ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ เหล่านี้

{๔๒๘} [๔๒๘] บุคคลกี่ประเภทเจริญอินทรีย์ บุคคลกี่ประเภทเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ ประเภทเจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ ประเภทเจริญอินทรีย์แล้ว

บุคคล ๘ ประเภทเจริญอินทรีย์คือใครบ้าง คือ พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑ บุคคล ๘ ประเภทเหล่านี้เจริญอินทรีย์

บุคคล ๓ ประเภทเจริญอินทรีย์แล้วคือใครบ้าง คือ พระขีณาสพผู้สาวก พระตถาคตชื่อว่าพุทโธด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระปัจเจกพุทธะชื่อว่าพุทโธด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่ามีพระคุณประมาณไม่ได้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ ประเภท เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘ ประเภทเหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ ประเภทเหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยประการดังนี้

จบ ปฐมสุตตันตนิทเทส

หน้า ๒๘๖

๒. ทุติยสุตตันตนิทเทส

แสดงพระสูตรที่ ๒

[๔๒๙] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

{๔๒๙} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์มี ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งย่อมไม่รู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นจะสมมติว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะหรือสมมติว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์หาได้ไม่ และท่านผู้มีอายุเหล่านั้นยังทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะหรือประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วย ปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ไม่ได้ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ประจักษ์ซึ่งเหตุเกิด

ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นแลสมมติได้ว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะและสมมติได้ว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านผู้มีอายุเหล่านั้นย่อมทำให้แจ้งซึ่งประโยชน์ของความเป็นสมณะ และประโยชน์ของความเป็นพราหมณ์ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ได้{๔๓๐} [๔๓๐] อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร

หน้า ๒๘๗

อินทรีย์ ๕ มีอุบายเครื่องสลัดออกด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้อุบาย เครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีอุบายเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐{๔๓๑} [๔๓๑] อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ มีอะไรบ้าง บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ มีอะไรบ้าง

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจ เชื่อเป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วย สามารถสัทธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่ง

หน้า ๒๘๘

สตินทรีย์ ความปรากฎเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อเป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อเป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์

หน้า ๒๘๙

เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อเป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นอย่างเดียวด้วยสามารถวิริยินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถปัญญินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้

{๔๓๒} [๔๓๒] อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ อะไรบ้าง บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ อะไรบ้าง

ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคอง

หน้า ๒๙๐

ไว้เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วย สามารถแห่งวิริยินทรีย์เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์

ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์เป็นความดับแห่งสตินทรีย์

ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์

หน้า ๒๙๑

ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความไม่ ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความประคองไว้เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่นเป็นความดับแห่งสตินทรีย์

ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็นเป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้

หน้า ๒๙๒

ก. อัสสาทนิทเทส

{๔๓๓} [๔๓๓] อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ อะไรบ้าง บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อะไรบ้าง

ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อเป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้นเป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความประคองไว้เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์

ความสุขความโสมนัสอันอาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้นเป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งความประมาทเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาทเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยการตั้งมั่นเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้นเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะเป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะเป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่านเป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสงบ

หน้า ๒๙๓

และการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสมาธินทรีย์เกิดขึ้นเป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์

ความไม่ปรากฏแห่งอวิชชาเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชาเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความเห็นเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้นเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้

ข. อาทีนวนิทเทส

{๔๓๔} [๔๓๔] อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ อะไรบ้าง บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อะไรบ้าง

ความปรากฏแห่งอสัทธินทรีย์เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอสัทธินทรีย์เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา

ความปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้านเป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ วิริยินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา

ความปรากฏแห่งความประมาทเป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาทเป็นโทษแห่งสตินทรีย์ สตินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา

หน้า ๒๙๔

ความปรากฏแห่งอุทธัจจะเป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะเป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ สมาธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา

ความปรากฏแห่งอวิชชาเป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชาเป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ปัญญินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา

อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้

ค. นิสสรณนิทเทส

{๔๓๕} [๔๓๕] อินทรีย์ ๕ มีอุบายเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ อะไรบ้าง บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ อะไรบ้าง

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อสลัดออกจากความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสัทธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้สลัดออกจากความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นสลัดออกจากความประมาท ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความประมาท ๑

หน้า ๒๙๕

จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑

สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านสลัดออกจากอุทธัจจะ ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอุทธัจจะ ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากสมาธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑

ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นสลัดออกจากอวิชชา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอวิชชา ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑

อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้น อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถตติยฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถจตุตถฌานสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งทุกขานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนาสลัดออก

หน้า ๒๙๖

จากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งนิโรธานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขยานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวยานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิปริณามานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา

อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนา สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสุญญตานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งยถาภูตญาณทัสสนะสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอาทีนวานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสสนะ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏิสังขานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนา

อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนาสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติมรรคสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติผลสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิมรรคสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิผลสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕

หน้า ๒๙๗

ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรคสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอนาคามิผลสมาบัติสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอรหัตตมรรคสลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอรหัตตผลสมาบัติ สลัดออกจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค

อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะสลัดออกจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในอัพยาบาทสลัดออกจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญาสลัดออกจากถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่านสลัดออกจากอุทธัจจะ อินทรีย์๕ ในธัมมววัตถานสลัดออกจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณสลัดออกจากอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในความปราโมทย์สลัดออกจากอรติ

อินทรีย์ ๕ ในปฐมฌานสลัดออกจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌานสลัดออกจากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌานสลัดออกจากปีติ อินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌานสลัดออกจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติสลัดออกจากรูปสัญญาปฏิฆสัญญานานัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติสลัดออกจากอากาสานัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติสลัดออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติสลัดออกจากอากิญจัญญายตนสัญญาอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนาสลัดออกจากนิจจสัญญา อินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนาสลัดออกจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนาสลัดออกจากอัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนาสลัดออกจากความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนาสลัดออกจากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนาสลัดออกจากสมุทัย อินทรีย์ ๕ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกจากความยึดมั่น อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนาสลัดออกจากฆนสัญญา

หน้า ๒๙๘

อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนาสลัดออกจากการประมวลมาแห่งอายุ อินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกจากธุวสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนาสลัดออกจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนาสลัดออกจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนาสลัดออกจากความถือมั่น อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธัมมวิปัสสนาสลัดออกจากความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสสนะสลัดออกจากความถือมั่นเพราะความหลง อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนาสลัดออกจากความถือมั่นด้วยความอาลัย อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนาสลัดออกจากการไม่พิจารณาหาทาง อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนาสลัดออกจากความถือมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรคสลัดออกจากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฏฐิ อินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรคสลัดออกจากกิเลสส่วนหยาบ ๆ อินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรคสลัดออกจากกิเลสส่วนละเอียด อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค สลัดออกจากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้นๆ อันพระขีณาสพทั้งปวงสลัดออกแล้วสลัดออกดีแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว

อินทรีย์ ๕ มีอุบายเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐ เหล่านี้

จบ ทุติยสุตตันตนิทเทส

จบ ภาณวารที่ ๑

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ภาณวาร ดูความหมายที่เชิงอรรถในข้อ ๒๙ หน้า ๒๔ ของเล่มนี้
หน้า ๒๙๙

๓. ตติยสุตตันตนิทเทส

แสดงพระสูตรที่ ๓

อินทรีย์ ๕

[๔๓๖] เรื่องเกิดขึ้นที่พระนครสาวัตถี ...

{๔๓๖} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์มี ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ คืออะไรบ้าง คือ

(๑) สัทธินทรีย์ (๒) วิริยินทรีย์

(๓) สตินทรีย์ (๔) สมาธินทรีย์

(๕) ปัญญินทรีย์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในโสตาปัตติยังคะ ๔ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสัมมัปปธาน ๔ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสติปัฏฐาน ๔

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑โสตาปัตติยังคะ องค์เครื่องบรรลุโสดา หมายถึงองค์ธรรมส่วนเบื้องต้นอันเป็นเหตุให้ได้บรรลุความเป็นพระโสดาบัน ๔ ประการ ซึ่งจำแนกเป็น ๒ ประเภท คือ ประเภทที่ ๑ ได้แก่ (๑) การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า (๒) การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระธรรม (๓) การประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระสงฆ์ (๔) การประกอบด้วยอริยศีล ประเภทที่ ๒ ได้แก่ (๑) สัปปุริสสังเสวะ การคบสัตบุรุษ (๒) สัทธัมมัสสวนะ การฟังคำสั่งสอนของท่าน (๓) โยนิโสมนสิการ การทำไว้ในใจโดยอุบายที่ชอบ (๔) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม {สํ.ม.(แปล) ๑๙/๙๙๗,๑๐๐๑/๕๐๔-๕๐๕,๕๑๐, สํ.มฺ.อ. ๓๕๘} ในที่นี้หมายถึงประเภทที่ ๒ (ขุ.ปฏิ.อ. ๒/๑๖๐)
หน้า ๓๐๐

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในฌาน ๔

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในอริยสัจ ๔

{๔๓๗} [๔๓๗] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไรด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งวริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐

ก. ปเภทคณนนิทเทส

{๔๓๘} [๔๓๘] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการคบสัตบุรุษ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็น

หน้า ๓๐๑

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการฟังธรรมของสัตบุรุษ การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

{๔๓๙} [๔๓๙] ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ในสัมมัปปธาน คือการไม่ยังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ... ในสัมมัปปธานคือการยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ... ในสัมมัปปธานคือความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

หน้า ๓๐๒

{๔๔๐} [๔๔๐] ด้วยสามารถเห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นจิตในจิต ... ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

{๔๔๑} [๔๔๑] ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ... ในตติยฌาน...ในจตุตถฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์

หน้า ๓๐๓

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

{๔๔๒} [๔๔๒] ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจคือทุกข์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจคือทุกขสมุทัย ... ในอริยสัจคือทุกขนิโรธ ... ในอริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

ข. จริยวาร

{๔๔๓} [๔๔๓] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ในสัมมัปปธาน ๔ ... ในสติปัฏฐาน ๔ ... ในฌาน ๔ ... ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ... ในสัมมัปปธาน ๔ ... ในสติปัฏฐาน

หน้า ๓๐๔

๔ ... ในฌาน ๔ ... ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐

{๔๔๔} [๔๔๔] ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสตาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการคบสัตบุรุษ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อในโสตาปัตติยังคะคือการฟังธรรมของ สัตบุรุษ ... ในโสตาปัตติยังคะคือการทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ... ในโสตาปัตติยังคะคือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้

พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้{๔๔๕} [๔๔๕] ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ในสัมมัปปธานคือการไม่ยังบาปอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่ง

หน้า ๓๐๕

ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วย อรรถว่าน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ในสัมมัปปธานคือการละบาปอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ... ในสัมมัปปธานคือการยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ... ในสัมมัปปธานคือความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

{๔๔๖} [๔๔๖] ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ... ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นจิตในจิต ... ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ... พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

หน้า ๓๐๖

{๔๔๗} [๔๔๗] ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติเเห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านในปฐมฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ... ในตติยฌาน ... ในจตุตถฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

{๔๔๘} [๔๔๘] ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ อะไรบ้าง

พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยฺอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจคือทุกข์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจคือทุกขสมุทัย ... ในอริยสัจคือทุกขนิโรธ ... ในอริยสัจคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์

หน้า ๓๐๗

ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้

ค. จารวิหารนิทเทส

{๔๔๙} [๔๔๙] ความประพฤติและวิหารธรรมเป็นอันรู้แล้วแทงตลอดแล้วเหมือนอย่างเพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้เป็นวิญญูชนกำหนดบุคคลไว้ในฐานที่ลึกตามที่ประพฤติตามที่อยู่ว่า “ท่านผู้นี้คงบรรลุแล้วหรือจักบรรลุเป็นแน่”คำว่า ความประพฤติ ได้แก่ จริยา ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑ สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มัคคจริยา ๑ ปัตติจริยา ๑ โลกัตถจริยา ๑คำว่า อิริยาปถจริยา ได้แก่ ในอิริยาบถ ๔

คำว่า อายตนจริยา ได้แก่ ในอายตนภายในภายนอก ๖

คำว่า สติจริยา ได้แก่ ในสติปัฏฐาน ๔

คำว่า สมาธิจริยา ได้แก่ ในฌาน ๔

คำว่า ญาณจริยา ได้แก่ ในอริยสัจ ๔

คำว่า มัคคจริยา ได้แก่ ในอริยมรรค ๔

คำว่า ปัตติจริยา ได้แก่ ในสามัญญผล ๔

คำว่า โลกัตถจริยา ได้แก่ ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน ในพระสาวกบางส่วน

อิริยาปถจริยาเป็นของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้ อายตนจริยาเป็นของท่านผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ สติจริยาเป็นของท่านผู้มีปกติอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สามัญญผล ๔ หมายถึงผลแห่งความเป็นสมณะ (ผู้สงบระงับบาปธรรม) ๔ อย่าง คือ (๑) โสดาปัตติผล (๒) สกทาคามิผล (๓) อนาคามิผล (๔) อรหัตตผล (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๔๗)
หน้า ๓๐๘

ด้วยความไม่ประมาท สมาธิจริยาเป็นของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ญาณจริยาเป็นของท่านผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา มัคคจริยาเป็นของท่านผู้ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยาเป็นของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยาเป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วน ของพระสาวกบางท่าน จริยา ๘ เหล่านี้

จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ๑ ผู้ประคองไว้ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ๑ ผู้ตั้งสติมั่นย่อมประพฤติด้วยสติ ๑ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ๑ ผู้รู้ชัดย่อมประพฤติด้วยปัญญา ๑ ผู้รู้แจ้งย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ๑ ผู้ทราบว่า ‘ท่านปฏิบัติอย่างนี้จึงบรรลุคุณวิเศษ’ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา ๑ ผู้ที่ทราบว่า ‘กุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ย่อมยังอิฏฐผลให้ยืดยาวไป’ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา จริยา ๘ เหล่านี้จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฏฐิ ๑ อภิโรปนจริยาแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา ๑ สมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ ๑ โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ ๑ ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ ๑ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ ๑ อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ ๑ จริยา ๘ เหล่านี้

{๔๕๐} [๔๕๐] คำว่า วิหาร ความว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อย่อมอยู่ด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่นย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่านย่อมอยู่ด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัดย่อมอยู่ด้วยปัญญา

คำว่า รู้ตาม ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์เป็นอันรู้ตามแล้ว

หน้า ๓๐๙

คำว่า แทงตลอดแล้ว ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์... ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้วคำว่า ตามที่ประพฤติ ความว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วยความเพียรอย่างนี้ ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้คำว่า ตามที่อยู่ ความว่า อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ ... ด้วยปัญญาอย่างนี้

คำว่า วิญญูชน คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลส ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้คำว่า เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกันคำว่า ในฐานที่ลึก ความว่า ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา เรียกว่าฐานที่ลึกคำว่า พึงกำหนด ความว่า พึงเชื่อ คือ พึงน้อมใจเชื่อ

คำว่า แน่แท้ นี้ เป็นคำกล่าวส่วนเดียว เป็นคำกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นคำกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นคำกล่าวไม่เป็นสอง เป็นคำกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก เป็นคำกล่าวไม่ผิด เป็นคำกล่าวโดยหลักฐานคำว่า ท่าน นี้ เป็นคำกล่าวด้วยความรัก เป็นคำกล่าวด้วยความเคารพ เป็นคำกล่าวเป็นไปกับด้วยความเคารพและความยำเกรงคำว่า บรรลุแล้ว ความว่า ถึงทับแล้ว

คำว่า หรือว่าจักบรรลุ ความว่า จักถึงทับ

จบ ตติยสุตตันตนิทเทส

หน้า ๓๑๐

๔. จตุตถสุตตันตนิทเทส

แสดงพระสูตรที่ ๔

[๔๕๑] ต้นเหตุเรื่องบริบูรณ์แล้ว

{๔๕๑} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอินทรีย์มี ๕ เหล่านี้ ๕ คืออะไรบ้าง คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์มี ๕ เหล่านี้

อินทรีย์ ๕ เหล่านี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร พึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วยอรรถว่าอะไร ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่ง ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยอรรถว่าครอบงำ ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่

ก. อาธิปเตยยัฏฐนิทเทส

{๔๕๒} [๔๕๒] พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างไร

พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่งบุคคล ผู้ละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้แห่งบุคคล ผู้ละความเกียจคร้านด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงมีนัยเดียวกันกับอินทริยกถา ปฐมสุตตันตนิทเทสข้อ ๔๒๓ หน้า ๒๘๑ ในเล่มนี้
หน้า ๓๑๑

พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นแห่งบุคคลผู้ละความประมาทด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านแห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นแห่งบุคคลผู้ละอวิชชาด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์

พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะแห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะแห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะแห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้

หน้า ๓๑๒

พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะแห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น

พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะแห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น

พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาทแห่งบุคคลผู้ละพยาบาท ... ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญาแห่งบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ... พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งอรหัตตมรรคแห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวงด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ... พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นด้วยสามารถแห่งอรหัตตมรรคแห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างนี้

ข. อาทิวิโสธนัฏฐนิทเทส

{๔๕๓} [๔๕๓] พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างไร

หน้า ๓๑๓

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเกียจคร้าน เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอุทธัจจะเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกามฉันทะเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาทชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังพยาบาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ... อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรคชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างนี้

ค. อธิมัตตัฏฐนิทเทส

{๔๕๔} [๔๕๔] พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างไร

ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ เพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เพื่อละกิเลสที่อยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียดๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง

สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดขึ้นด้วย

หน้า ๓๑๔

สามารถแห่งความปราโมทย์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ สัทธินทรีย์ มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งความสุข โอภาสย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความสุข สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งโอภาส สังเวชย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาส สัทธินทรีย์ มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งสังเวช จิตที่สังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งสมาธิ

จิตที่มั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วย สามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งการประคองไว้ จิตที่ประคองไว้แล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจเสมอกันเพราะความที่จิตหลุดพ้นแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งภาวนาโดยความหมายว่าเป็นธรรมมีกิจเสมอกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกไปจากธรรมนั้นสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่อบรมแล้ว

สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้นเพราะหลีกไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้นเพราะถูกปล่อยไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งความดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละเพราะอรรถว่าสละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความ

หน้า ๓๑๕

ปล่อยด้วยความแล่นไปเพราะอรรถว่าจิตแล่นไปในนิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการนี้

{๔๕๕} [๔๕๕] ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญวิริยินทรีย์ เพื่อละความเกียจคร้าน เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ ... เพื่อละกิเลสทั้งปวง ... ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสตินทรีย์ เพื่อละความประมาท ... เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ... เพื่อละกิเลสทั้งปวง ... ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสมาธินทรีย์ เพื่อละอุทธัจจะ เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ... เพื่อละกิเลสทั้งปวง ... ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญปัญญินทรีย์ เพื่อละอวิชชา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฏฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบ ๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง

ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความปราโมทย์ ปีติเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งปัสสัทธิความสุขย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความสุข โอภาสย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความสุข ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งโอภาส สังเวชย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาส ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งสังเวชจิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งสมาธิ จิตมั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งการประคองไว้ จิตที่

หน้า ๓๑๖

ประคองไว้แล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจเป็นอันเดียวกัน เพราะความที่จิตหลุดพ้นแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจแห่งภาวนาเพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเสมอกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกไปจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่อบรมแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้นเพราะหลีกไปแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความปล่อย

ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้นเพราะจิตปล่อยแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจแห่งความดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการ คือความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละเพราะอรรถว่าสละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไปเพราะอรรถว่าจิตแล่นไปในนิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ ประการนี้ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างนี้

จบ ทุติยภาณวาร

ฆ. อธิฏฐานัฏฐนิทเทส

{๔๕๖} [๔๕๖] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างไร

ฉันทะย่อมเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจแห่งฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น

หน้า ๓๑๗

ด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งความปราโมทย์ ... จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างนี้

{๔๕๗} [๔๕๗] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างไร

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อย่อมครอบงำความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ย่อมครอบงำความเป็นผู้เกียจคร้านย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมครอบงำความประมาทย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความประมาท สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านย่อมครอบงำอุทธัจจะย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมครอบงำอวิชชาย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอวิชชา อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะย่อมครอบงำกามฉันทะอินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาทย่อมครอบงำพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญาย่อมครอบงำถีนมิทธะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่านย่อมครอบงำอุทธัจจะ ... อินทรีย์ ๕ ในอรหัตตมรรค ย่อมครอบงำกิเลสทั้งปวง จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างนี้

ง. ปติฏฐาปกัฏฐนิทเทส

{๔๕๘} [๔๕๘] จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างไร

ผู้มีศรัทธาย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ของผู้มีศรัทธาย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรย่อมให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียรย่อมให้ตั้งอยู่ในความตั้งประคองไว้ ผู้มีสติย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ของผู้มีสติย่อมให้ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน สมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่

หน้า ๓๑๘

ฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญาย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มีปัญญาย่อมให้ตั้งอยู่ในความเห็น

พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรย่อมให้ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรย่อมให้ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ... พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจรย่อมให้ตั้งอยู่ในอรหัตตมรรค จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างนี้

จบ จตุตถสุตตันตนิทเทส

๕. อินทริยสโมธาน

การประชุมอินทรีย์

{๔๕๙} [๔๕๙] ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร

ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐

หน้า ๓๑๙

{๔๖๐} [๔๖๐] ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ อะไรบ้าง คือเพราะน้อมนึกทั่วถึงแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ๑ ปุถุชนเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ เหล่านี้พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ อะไรบ้าง คือ เพราะน้อมนึกทั่วถึงแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว พระเสขะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ เหล่านี้

ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อะไรบ้าง คือ เพราะน้อมนึกทั่วถึงแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ปราศจากราคะ เมื่อเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้{๔๖๑} [๔๖๑] ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร

หน้า ๓๒๐

ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒

{๔๖๒} [๔๖๒] ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ อะไรบ้าง

คือ ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรผันไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน

๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้เป็นสภาพมีนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ๑ ปุถุชนเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ อะไรบ้าง

หน้า ๓๒๑

พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ พระเสขะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ อะไรบ้าง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ อะไรบ้าง

ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ... เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเมื่อเจริญวิปัสสนาย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้เพราะน้อมนึกทั่วถึงแล้ว บุคคลย่อมยังอินทรีย์ให้ประชุมลงด้วย สามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันเป็นประโยชน์คือความสงบ ... ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลงรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันเป็นประโยชน์คือความสงบ

{๔๖๓} [๔๖๓] คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ให้ประชุมลง ความว่า ย่อมยังอินทรีย์ให้ประชุมลงอย่างไร ย่อมยังสัทธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้ง

หน้า ๓๒๒

ไว้ซึ่งสมถนิมิต ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข

ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวนไป ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพที่หานิมิตมิได้ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง

ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยสภาพมีที่ตั้ง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้อง ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ ด้วยสามารถเป็นผู้ฉลาด

หน้า ๓๒๓

ในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ย่อมยังอินทรีย์ให้ประชุมลง รู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมอันเป็นประโยชน์คือความสงบ

{๔๖๔} [๔๖๔] ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ด้วยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ อะไรบ้างคือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรคอัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คืออรหัตตผล

{๔๖๕} [๔๖๕] ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีความประคองไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์ย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดียิ่งเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในการสืบต่อแห่งความเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค เว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นกุศลทั้งสิ้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นธรรมที่นำออก ล้วนเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ล้วนเป็นโลกุตตระ ล้วนเป็นธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีอินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยเป็นบริวาร มีสัมปยุตตธรรมเป็นบริวาร เป็นสหคตธรรม เป็นสหชาตธรรม เป็นธรรมเกี่ยวข้องกัน

หน้า ๓๒๔

เป็นธรรมประกอบกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น

ในขณะโสดาปัตติผล... ...

ในขณะอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ... ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในความสืบต่อแห่งความเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดขณะอรหัตตผล เว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานล้วนเป็นอัพยากฤตทั้งสิ้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นโลกุตตระ ล้วนมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตตผลอัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ นี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ... ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น

อินทรีย์ ๘ รวม ๘ หมวดนี้จึงเป็นอินทรีย์ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้

{๔๖๖} [๔๖๖] คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นคืออะไรบ้าง คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ

อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น และกามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะอันเป็นเหตุให้ไปสู่อบายย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ และภวาสวะ อวิชชาสวะซึ่งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้นย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น และภวาสวะ อวิชชาสวะซึ่งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้นย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะและอวิชชาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตตมรรคนี้

หน้า ๓๒๕

บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง

บทธรรมน้อยหนึ่งก็ควรรู้ที่พระตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว

เป็นไม่มี พระตถาคตทรงรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรนำไปทั้งปวง

เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า

พระสมันตจักษุ

คำว่า สมันตจักษุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุเพราะอรรถว่าอะไร

พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ญาณในทุกขมสมุทัย ... สัพพัญญุตญาณ อนาวรณญาณ ชื่อว่าพระพุทธญาณ พระพุทธญาณ๑๔ นี้บรรดาพระพุทธญาณ ๑๔ ประการนี้ ญาณ ๘ ข้างต้นทั่วไปแก่พระสาวก พระญาณ ๖ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก

{๔๖๗} [๔๖๗] พระตถาคตทรงทราบสภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากตลอดทั้งหมด ที่ไม่ทรงทราบมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่าสมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากพระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้ว ตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่าสมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ... สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุให้เกิด ... สภาพแห่งนิโรธเป็นเหตุดับโดยไม่เหลือ ... สภาพแห่งมรรคเป็นทางให้ถึง ... สภาพแห่งอัตถปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาเครื่องแตกฉานดีโดยอรรถ ... สภาพแห่งธัมมปฏิสัมภิทาเป็นปัญญา แตกฉานดีโดยธรรม ... สภาพแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาแตกฉานดี

หน้า ๓๒๖

โดยภาษา สภาพแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาแตกฉานดีโดยปฏิภาณ ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ญาณในอาสัยและอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ... อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง ที่ถึงที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจในโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแจ้งแล้ว ทรงรู้แล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาไม่มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่าสมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์

บุคคลเมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด

หน้า ๓๒๗

เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเช่ือ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้

เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเช่ือ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น

เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัดเพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัด เพราะความรู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัดพระพุทธจักษุอันใด พระพุทธญาณก็อันนั้น พระพุทธญาณอันใด พระพุทธจักษุก็อันนั้น อันเป็นเครื่องให้พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสธุลีในนัยน์ตาน้อยก็มี มีกิเลสธุลีในนัยน์ตามากก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มี มีอาการชั่วก็มี ที่จะพึงให้รู้ได้โดยง่ายก็มี ที่จะพึงให้รู้ได้โดยยากก็มี บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย

หน้า ๓๒๘

{๔๖๘} [๔๖๘] คำว่า มีธุลีกิเลสในนัยน์ตาน้อย มีธุลีกิเลสในนัยน์ตามาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่ามีกิเลสธุลีในนัยน์ตาน้อย ผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตามาก ผู้ปรารภความเพียรชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตาน้อย ผู้เกียจคร้านชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตามาก ผู้มีสติตั้งมั่นชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตาน้อย ผู้มีสติหลงลืมชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตามาก ผู้มีจิตตั้งมั่นชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตาน้อย ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตามาก ผู้มีปัญญาชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตาน้อย ผู้มีปัญญาทรามชื่อว่ามีธุลีกิเลสในนัยน์ตามากคำว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ... ผู้มีปัญญาชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีปัญญาทรามชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน

คำว่า ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ... ผู้มีปัญญาชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีปัญญาชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว

คำว่า จะพึงให้รู้ได้โดยง่าย จะพึงให้รู้ได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่าจะพึงให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าจะพึงให้รู้ได้โดยยาก ... ผู้มีปัญญาชื่อว่าจะพึงให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีปัญญาชื่อว่าจะพึงให้รู้ได โดยยาก

คำว่า บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีศรัทธาชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้ปรารภความเพียรชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้เกียจคร้านชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ...

หน้า ๓๒๙

ผู้มีปัญญา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีปัญญาชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย

คำว่า โลก ได้แก่ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔ คือ อาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือ สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘คำว่า โทษ ความว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษ อภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และในโทษนี้ ด้วยประการดังนี้ โดยความเป็นภัยอย่างแรงกล้า ปรากฏเฉพาะหน้า เปรียบเหมือนความสำคัญในเพชฌฆาตซึ่งกำลังแกว่งดาบเข้ามาโดยความเป็นภัย ฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้แจ้ง ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้

จบ ตติยภาณวาร

จบ อินทริยกถา

หน้า ๓๓๐

๕. วิโมกขกถา

ว่าด้วยวิโมกข์

อุทเทส

[๔๖๙] ต้นเหตุเรื่องบริบูรณ์แล้ว

{๔๖๙} “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์มี ๓ ประการนี้ ๓ ประการคืออะไรบ้าง คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้

อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ๑ พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ๑ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ๑ วิโมกข์ ๔ จากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ จากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ จากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันอนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันอนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันอนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อันระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่าภิกษุผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย เพราะอรรถว่าภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายในเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก เพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ สมยวิโมกข์ อสมยวิโมกข์ สามยิกวิโมกข์ อสามยิกวิโมกข์ กุปปวิโมกข์ อกุปปวิโมกข์ โลกิยวิโมกข์

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงมีนัยเดียวกันกับอินทริยกถา ปฐมสุตตันตนิทเทส ข้อ ๔๒๓ หน้า ๒๘๑ในเล่มนี้

จบ ๔. อินทรียกถา