arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๖๔–๖๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๖/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ปหาตพฺโพ อสฺมิมาโน เทฺว ธมฺมา ปหาตพฺพา อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ ตโย ธมฺมา ปหาตพฺพา ติสฺโส ตณฺหา จตฺตาโร ธมฺมา ปหาตพฺพา จตฺตาโร โอฆา ปญฺจ ธมฺมา ปหาตพฺพา ปญฺจ นีวรณานิ ฉ ธมฺมา ปหาตพฺพา ฉ ตณฺหากายา สตฺต ธมฺมา ปหาตพฺพา สตฺตานุสยา อฏฺฐ ธมฺมา ปหาตพฺพา อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา นว ธมฺมา ปหาตพฺพา นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ทส ธมฺมา ปหาตพฺพา ทส มิจฺฉตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓ ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะ ๔ ธรรม ๕ควรละ คือ นิวรณ์ ๕ธรรม ๖ ควรละ คือ หมวดตัณหา ๖ ธรรม ๗ ควรละคือ อนุสัย ๗ ธรรม ๘ ควรละ คือมิจฉัตตะ ความเป็นผิด ๘ ธรรม ๙ ควรละคือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ธรรม ๑๐ ควรละ

คือมิจฉัตตะ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เทฺว ปหานานิ สมุจฺเฉทปฺปหานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ สมุจฺเฉทปฺปหานญฺจ โลกุตฺตรํ ขยคามิมคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานญฺจ ผลกฺขเณ ฯ ตีณิ ปหานานิ กามานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ รูปานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ อารุปฺปํ ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส กามา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ อารุปฺปํ ปฏิลทฺธสฺส รูปา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ นิโรธํ ปฏิลทฺธสฺส สงฺขารา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ ฯ จตฺตาริ ปหานานิ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ ฯ ปญฺจปฺปหานานิ วิกฺขมฺภนปฺปหานํ ตทงฺคปฺปหานํ สมุจฺเฉทปฺปหานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ นิสฺสรณปฺปหานํ วิกฺขมฺภนปฺปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทปฺปหานญฺจ โลกุตฺตรํ ขยคามิมคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานญฺจ ผลกฺขเณ นิสฺสรณปฺปหานญฺจ นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ

ฉบับหลวง

ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ

อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผลในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป ฯ

ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปญาณ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้ได้อรูปญาณเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว ฯ

ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดสมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ ฯ

ปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ ปหาตพฺพํ จกฺขุํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ รูปา ปหาตพฺพา จกฺขุวิญฺญาณํ ปหาตพฺพํ จกฺขุสมฺผสฺโส ปหาตพฺโพ ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปหาตพฺพํ โสตํ ปหาตพฺพํ สทฺทา ปหาตพฺพา ฯเปฯ ฆานํ ปหาตพฺพํ คนฺธา ปหาตพฺพา ชิวฺหา ปหาตพฺพา รสา ปหาตพฺพา กาโย ปหาตพฺโพ โผฏฺฐพฺพา ปหาตพฺพา มโน ปหาตพฺโพ ธมฺมา ปหาตพฺพา มโนวิญฺญาณํ ปหาตพฺพํ มโนสมฺผสฺโส ปหาตพฺโพ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปหาตพฺพํ ฯ

รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหติ เวทนํ ปสฺสนฺโต ปชหติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต ปชหติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต ปชหติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต ปชหติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต ปชหติ เย เย ธมฺมา ปหีนา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ปริจฺจตฺตา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ตติยภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง

หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ

ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัยควรละทุกอย่าง ฯ

เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... จักษุ ...ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ [ด้วยความเป็นอนัตตา] ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้นๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

จบตติยภาณวาร ฯ

จบ ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทส