arnon.world

มหาวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑–๕๓๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๔ ในปฏิสัมภิทามรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

มหาวคฺเค ญาณกถา

มหาวรรค ญาณกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สุตมยญาณกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา หานภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา ฐิติภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา วิเสสภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิเม ธมฺมา นิพฺเพธภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา

ปญฺญา สุตมเย ญาณํ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิทํ ทุกฺขสมุทโย ๑ อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิทํ ทุกฺขนิโรโธ ๒ อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว เป็นสุตมยญาณอย่างไร

ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ธรรมเหล่านี้ควรละ ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญ ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลสสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา นี้ทุกขอริยสัจนี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นสุตมยญาณ

[แต่ละอย่าง] ฯ

อภิญเญยยนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อภิญเญยยนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม อภิญฺเญยฺโย สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา เทฺว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา เทฺว ธาตุโย ตโย ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ติสฺโส ธาตุโย จตฺตาโร ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ปญฺจ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ปญฺจ วิมุตฺตายตนานิ ฉ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ฉ อนุตฺตริยานิ สตฺต ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา สตฺต นิทฺทสวตฺถูนิ อฏฺฐ ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา อฏฺฐ อภิภายตนานิ นว ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา นว อนุปุพฺพวิหารา ทส ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา ทส นิชฺชรวตฺถูนิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาอันเป็นเครื่องทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว คือ เป็นเครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยญาณอย่างไรธรรมอย่างหนึ่งควรรู้ยิ่ง คือ

สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ธรรม ๒ ควรรู้ยิ่งคือ ธาตุ ๒ ธรรม ๓ ควรรู้ยิ่ง คือ ธาตุ ๓ธรรม ๔ ควรรู้ยิ่ง คือ อริยสัจ ๔ธรรม ๕ ควรรู้ยิ่ง คือ วิมุตตายตนะ ๕ ธรรม ๖ ควรรู้ยิ่งคืออนุตตริยะ ๖ธรรม ๗ ควรรู้ยิ่ง คือ นิททสวัตถุ [เหตุที่พระขีณาสพนิพพานแล้วไม่ปฏิสนธิอีกต่อไป] ๗ ธรรม ๘ ควรรู้ยิ่ง คือ อภิภายตนะ [อารมณ์แห่งญาณอันฌายีบุคคลครอบงำไว้] ๘ธรรม ๙ ควรรู้ยิ่ง คือ อนุปุพพวิหาร ๙ ธรรม ๑๐ควรรู้ยิ่ง คือนิชชรวัตถุ [เหตุกำจัดมิจฉาทิฐิเป็นต้น] ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพํ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ๓ ภิกฺขเว อภิญฺเญยฺยํ รูปา อภิญฺเญยฺยา จกฺขุวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ ๔ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อภิญฺเญยฺยํ โสตํ อภิญฺเญยฺยํ สทฺทา อภิญฺเญยฺยา ฯเปฯ ฆานํ อภิญฺเญยฺยํ คนฺธา อภิญฺเญยฺยา ชิวฺหา อภิญฺเญยฺยา รสา อภิญฺเญยฺยา กาโย อภิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺพา อภิญฺเญยฺยา มโน อภิญฺเญยฺโย ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา มโนวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ มโนสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. สพฺพตฺถ ทุกฺขสมุทยํ ทุกฺขนิโรธํ ฯ ๓ ม. จกฺขุ ฯ เอวมุปริ ฯ

๔ ยุ. สพฺพตฺถ ยทิทํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ธรรมชาติทั้งปวงควรรู้ยิ่ง คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย [แต่ละอย่างๆ] ควรรู้ยิ่ง หู เสียง ฯลฯ

จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้นรส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้น เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปํ อภิญฺเญยฺยํ เวทนา อภิญฺเญยฺยา สญฺญา อภิญฺเญยฺยา สงฺขารา อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุํ อภิญฺเญยฺยํ โสตํ อภิญฺเญยฺยํ ฆานํ อภิญฺเญยฺยํ ชิวฺหา อภิญฺเญยฺยา กาโย อภิญฺเญยฺโย มโน อภิญฺเญยฺโย รูปา อภิญฺเญยฺยา สทฺทา อภิญฺเญยฺยา คนฺธา อภิญฺเญยฺยา รสา อภิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อภิญฺเญยฺยา ธมฺมา อภิญฺเญยฺยา จกฺขุวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ โสตวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ ฆานวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ กายวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ มโนวิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย โสตสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย ฆานสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย ชิวฺหาสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย กายสมฺผสฺโส

อภิญฺเญยฺโย มโนสมฺผสฺโส อภิญฺเญยฺโย จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา โสตสมฺผสฺสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา ฆานสมฺผสฺสสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา ชิวฺหาสมฺผสฺสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา กายสมฺผสฺสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา อภิญฺเญยฺยา รูปสญฺญา อภิญฺเญยฺยา สทฺทสญฺญา อภิญฺเญยฺยา คนฺธสญฺญา อภิญฺเญยฺยา รสสญฺญา อภิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพสญฺญา อภิญฺเญยฺยา ธมฺมสญฺญา อภิญฺเญยฺยา รูปสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา สทฺทสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา คนฺธสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา รสสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา ธมฺมสญฺเจตนา อภิญฺเญยฺยา รูปตณฺหา อภิญฺเญยฺยา สทฺทตณฺหา อภิญฺเญยฺยา คนฺธตณฺหา อภิญฺเญยฺยา รสตณฺหา อภิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพตณฺหา อภิญฺเญยฺยา ธมฺมตณฺหา อภิญฺเญยฺยา รูปวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย สทฺทวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย คนฺธวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย รสวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺพวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย ธมฺมวิตกฺโก อภิญฺเญยฺโย รูปวิจาโร อภิญฺเญยฺโย สทฺทวิจาโร อภิญฺเญยฺโย คนฺธวิจาโร อภิญฺเญยฺโย รสวิจาโร อภิญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺพวิจาโร อภิญฺเญยฺโย ธมฺมวิจาโร อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ใจรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ จักขุวิญญาณโสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณจักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัสจักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา การสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา รูปสัญญาสัททสัญญา คันธสัญญารสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา คันธสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนาธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหาธรรมตัณหา รูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตกรูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจาร รสวิจาร โผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐวีธาตุ อภิญฺเญยฺยา อาโปธาตุ อภิญฺเญยฺยา เตโชธาตุ อภิญฺเญยฺยา วาโยธาตุ อภิญฺเญยฺยา อากาสธาตุ อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา ปฐวีกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ อาโปกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ เตโชกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ วาโยกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ นีลกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ ปีตกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ โลหิตกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ โอทาตกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ อากาสกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ วิญฺญาณกสิณํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ปฐวีกสิณ

อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณ โลหิตกสิณโอทาตกสิณ อากาสกสิณวิญญาณกสิณ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เกสา อภิญฺเญยฺยา โลมา อภิญฺเญยฺยา นขา อภิญฺเญยฺยา ทนฺตา อภิญฺเญยฺยา ตโจ อภิญฺเญยฺโย มํสํ อภิญฺเญยฺยํ นหารู อภิญฺเญยฺยา อฏฺฐี อภิญฺเญยฺยา อฏฺฐิมิญฺชํ ๑ อภิญฺเญยฺยํ วกฺกํ อภิญฺเญยฺยํ หทยํ อภิญฺเญยฺยํ ยกนํ อภิญฺเญยฺยํ กิโลมกํ อภิญฺเญยฺยํ ปิหกํ อภิญฺเญยฺยํ ปปฺผาสํ อภิญฺเญยฺยํ อนฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อนฺตคุณํ อภิญฺเญยฺยํ อุทริยํ อภิญฺเญยฺยํ กรีสํ อภิญฺเญยฺยํ ปิตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ เสมฺหํ อภิญฺเญยฺยํ ปุพฺโพ อภิญฺเญยฺโย โลหิตํ อภิญฺเญยฺยํ เสโท อภิญฺเญยฺโย เมโท อภิญฺเญยฺโย อสฺสุ อภิญฺเญยฺยํ ๒ วสา อภิญฺเญยฺยา เขโฬ อภิญฺเญยฺโย สึฆาณิกา อภิญฺเญยฺยา ลสิกา อภิญฺเญยฺยา มุตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ มตฺถลุงฺคํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ

ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่าดี เสลด หนอง เลือด

เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูกไขข้อ มูตร สมองศีรษะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จกฺขายตนํ อภิญฺเญยฺยํ รูปายตนํ อภิญฺเญยฺยํ โสตายตนํ อภิญฺเญยฺยํ สทฺทายตนํ อภิญฺเญยฺยํ ฆานายตนํ อภิญฺเญยฺยํ คนฺธายตนํ อภิญฺเญยฺยํ ชิวฺหายตนํ อภิญฺเญยฺยํ รสายตนํ อภิญฺเญยฺยํ กายายตนํ อภิญฺเญยฺยํ โผฏฺฐพฺพายตนํ อภิญฺเญยฺยํ มนายตนํ อภิญฺเญยฺยํ ธมฺมายตนํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ จกฺขุธาตุ อภิญฺเญยฺยา รูปธาตุ อภิญฺเญยฺยา จกฺขุวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา โสตธาตุ อภิญฺเญยฺยา สทฺทธาตุ อภิญฺเญยฺยา โสตวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา ฆานธาตุ อภิญฺเญยฺยา คนฺธธาตุ8 อภิญฺเญยฺยา ฆานวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา ชิวฺหาธาตุ อภิญฺเญยฺยา รสธาตุ อภิญฺเญยฺยา ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา กายธาตุ อภิญฺเญยฺยา

โผฏฺฐพฺพธาตุ อภิญฺเญยฺยา กายวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา มโนธาตุ อภิญฺเญยฺยา ธมฺมธาตุ อภิญฺเญยฺยา มโนวิญฺญาณธาตุ อภิญฺเญยฺยา ฯ จกฺขุนฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ โสตินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ฆานินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ชิวฺหินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ กายินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ มนินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ชีวิตินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อิตฺถินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ปุริสินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ สุขินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ทุกฺขินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ สทฺธินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ วิริยินฺทฺริยํ ๑ อภิญฺเญยฺยํ สตินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ สมาธินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อญฺญินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

๑ ม. อฏฺฐิมิญฺชา อภิญฺเญยฺยา ฯ ๒ ยุ. อสฺสุ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

จักขวายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ

ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ มนายตนะธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ

จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุ ฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุ กายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์ ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ มนินทรีย์ชีวิตินทรีย์ อิตถินทรีย์ ปุริสินทรีย์ สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์อุเบกขินทรีย์ สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้ปฏิบัติด้วยมนสิการว่า เราจักรู้ธรรมที่ยังไม่รู้ อินทรีย์นี้เป็นชื่อของโสดาปัตติมรรคญาณ]อัญญินทรีย์ [อินทรีย์ของผู้รู้จตุสัจจธรรมด้วยมรรคนั้น อินทรีย์นี้เป็นชื่อของญาณในฐานะ ๖ มีโสดาปัตติมรรคเป็นต้น] อัญญาตาวินทรีย์ [อินทรีย์ของพระขีณาสพผู้รู้จบแล้วอินทรีย์นี้เป็นชื่อของอรหัตผลญาณ] ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กามธาตุ อภิญฺเญยฺยา รูปธาตุ อภิญฺเญยฺยา อรูปธาตุ อภิญฺเญยฺยา กามภโว อภิญฺเญยฺโย รูปภโว อภิญฺเญยฺโย อรูปภโว อภิญฺเญยฺโย สญฺญาภโว อภิญฺเญยฺโย อสญฺญาภโว อภิญฺเญยฺโย เนวสญฺญานาสญฺญาภโว อภิญฺเญยฺโย เอกโวการภโว อภิญฺเญยฺโย จตุโวการภโว อภิญฺเญยฺโย ปญฺจโวการภโว อภิญฺเญยฺโย ฯ ปฐมชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ ทุติยชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ ตติยชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ จตุตฺถชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

๑ ม. วีริยินฺทฺริยํ ฯ

ฉบับหลวง

กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุกามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพเนวสัญญานาสัญญาภพ เอกโวการภพ จตุดวการภพ ปัญจโวการภพปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อภิญฺเญยฺยา กรุณา เจโตวิมุตฺติ อภิญฺเญยฺยา มุทิตา เจโตวิมุตฺติ อภิญฺเญยฺยา อุเปกฺขา เจโตวิมุตฺติ อภิญฺเญยฺยา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา ฯ อวิชฺชา อภิญฺเญยฺยา สงฺขารา อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ นามรูปํ อภิญฺเญยฺยํ สฬายตนํ อภิญฺเญยฺยํ ผสฺโส อภิญฺเญยฺโย เวทนา อภิญฺเญยฺยา ตณฺหา อภิญฺเญยฺยา อุปาทานํ อภิญฺเญยฺยํ ภโว อภิญฺเญยฺโย ชาติ อภิญฺเญยฺยา ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเบกขาเจโตวิมุติ อากาสนัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพชาติ ชรา มรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

สัจนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขํ อภิญฺเญยฺยํ ทุกฺขสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา รูปํ อภิญฺเญยฺยํ รูปสมุทโย อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา เวทนา อภิญฺเญยฺยา ฯเปฯ สญฺญา อภิญฺเญยฺยา สงฺขารา อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ ชรามรณสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา ฯ

ฉบับหลวง

ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เวทนา สัญญา สังขาร

วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชรามรณะ ชรามรณสมุทัย ชรามรณนิโรธชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขสฺส ปริญฺญฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสมุทยสฺส ปหานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภาวนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ รูปสฺส ปริญฺญฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปสมุทยสฺส ปหานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธคามินิยาฏ ปฏิปทาย ภาวนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขารานํ วิญฺญาณสฺส จกฺขุสฺส ฯเปฯ ชรามรณสฺส ปริญฺญฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสมุทยสฺส ปหานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภาวนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ควรละแห่งทุกขสมุทัย สภาพที่ควรทำ

ให้แจ้งแห่งทุกขนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาสภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งรูปสภาพที่ควรละแห่งรูปสมุทัย สภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งรูปนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งรูปนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯ แห่งจักษุฯลฯ สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งชรามรณะ สภาพที่ควรละแห่งชรามรณสมุทัยสภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งชรามรณนิโรธ สภาพที่ควรเจริญแห่งชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขสฺส ปริญฺญาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสมุทยสฺส ปหานปฺปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภาวนาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ รูปสฺส ปริญฺญาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปสมุทยสฺส ปหานปฺปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภาวนาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขารานํ วิญฺญาณสฺส จกฺขุสฺส ฯเปฯ ชรามรณสฺส ปริญฺญาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสมุทยสฺส ปหานปฺปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธสฺส สจฺฉิกิริยาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ภาวนาปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ทุกข์ สภาพที่แทงตลอดด้วยการละทุกข

สมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งทุกขนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้รูป สภาพที่แทงตลอดด้วยการละรูปสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งรูปนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญรูปนิโรธคามินีปฏิปทา สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญเวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณฯลฯ จักขุ ฯลฯ สภาพที่แทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ชรามรณะ สภาพที่แทงตลอดด้วยการละชรามรณสมุทัย สภาพที่แทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งชรามรณนิโรธ สภาพที่แทงตลอดด้วยการเจริญชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทาควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขํ อภิญฺเญยฺยํ ทุกฺขสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส สมุทยนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส ฉนฺทราคนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ รูปํ อภิญฺเญยฺยํ รูปสมุทโย อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส สมุทยนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส ฉนฺทราคนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ เวทนา อภิญฺเญยฺยา ฯเปฯ สญฺญา อภิญฺเญยฺยา สงฺขารา อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ ชรามรณสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส สมุทยนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส ฉนฺทราคนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ความดับเหตุให้เกิดทุกข์ ความดับ

ฉันทราคะในทุกข์ ความยินดีในทุกข์ โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูป ความดับเหตุให้เกิดรูป ความยินดีในรูปโทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป แห่งเวทนา ฯลฯ แห่งสัญญา ฯลฯแห่งสังขาร ฯลฯ แห่งวิญญาณ ฯลฯ แห่งจักขุ ฯลฯ ชราและมรณะเหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะ ความดับเหตุให้เกิดชราและมรณะความดับฉันทราคะในชราและมรณะ คุณแห่งชราและมรณะโทษแห่งชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขํ อภิญฺเญยฺยํ ทุกฺขสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา ทุกฺขสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ รูปํ อภิญฺเญยฺยํ รูปสมุทโย อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย รูปนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา รูปสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย รูปสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ เวทนา อภิญฺเญยฺยา ฯเปฯ สญฺญา อภิญฺเญยฺยา สงฺขารา อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ อภิญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อภิญฺเญยฺยํ ชรามรณสมุทโย อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรโธ อภิญฺเญยฺโย ชรามรณนิโรธคามินี ปฏิปทา อภิญฺเญยฺยา ชรามรณสฺส อสฺสาโท อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส อาทีนโว อภิญฺเญยฺโย ชรามรณสฺส นิสฺสรณํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ความยินดีในทุกข์

โทษแห่งทุกข์ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งทุกข์ รูป เหตุให้เกิดรูปความดับรูป ปฏิปทาอันให้ถึงความดับรูป ความยินดีในรูป โทษแห่งรูป อุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป เวทนา ฯลฯ สัญญาฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ฯลฯจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เหตุให้เกิดชราและมรณะ ความดับชราและมรณะปฏิปทาอันให้ถึงความดับชราและมรณะ ความยินดีในชราและมรณะ โทษแห่งชราและมรณะ อุบายเครื่องสลัดออกแห่งชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ทุกฺขานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อนตฺตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา นิพฺพิทานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา วิราคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา นิโรธานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป อนตฺตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป นิพฺพิทานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป วิราคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป นิโรธานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ ทุกฺขานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ อนตฺตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ นิพฺพิทานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ วิราคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ฯ

ฉบับหลวง

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตาการพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป การพิจารณาเห็นความทุกข์ในรูป การพิจารณาเห็นอนัตตาในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความดับในรูป การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนในรูป การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯในสัญญา ฯลฯ ในสังขาร

ฯลฯ ในวิญญาณ ฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะการพิจารณาเห็นอนัตตาในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่ายในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัดในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นความดับในชราและมรณะ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืนในชราและมรณะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท อภิญฺเญยฺโย ปวตฺตํ อภิญเญยฺยํ นิมิตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา ๑ อภิญฺเญยฺยา ปฏิสนฺธิ อภิญฺเญยฺยา คติ อภิญฺเญยฺยา นิพฺพตฺติ อภิญฺเญยฺยา อุปปตฺติ อภิญฺเญยฺยา ชาติ อภิญฺเญยฺยา ชรา อภิญฺเญยฺยา พฺยาธิ อภิญฺเญยฺโย มรณํ อภิญฺเญยฺยํ โสโก อภิญฺเญยฺโย ปริเทโว อภิญฺเญยฺโย อุปายาโส อภิญฺเญยฺโย ฯ อนุปฺปาโท อภิญฺเญยฺโย อปฺปวตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อนายุหนา อภิญฺเญยฺยา อปฺปฏิสนฺธิ อภิญฺเญยฺยา อคติ อภิญฺเญยฺยา อนิพฺพตฺติ อภิญฺเญยฺยา อนุปปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อชาติ อภิญฺเญยฺยา อชรา อภิญฺเญยฺยา อพฺยาธิ อภิญฺเญยฺโย อมตํ อภิญฺเญยฺยํ อโสโก อภิญฺญยฺโย อปริเทโว อภิญฺเญยฺโย อนุปายาโส อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

ความเกิดขึ้น ความเป็นไป เครื่องหมาย ความประมวลมา [กรรมอันปรุงแต่งปฏิสนธิ] ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ โสกะ ปริเทวะ อุปายาส ความไม่เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีเครื่องหมาย ความไม่มีประมวล ความไม่สืบต่อ ความไม่ไปความไม่บังเกิดความไม่อุบัติ ความไม่เกิด ความไม่แก่ ความไม่ป่วยไข้ ความไม่ตาย ความไม่เศร้าโศก ความไม่รำพัน ความไม่คับแค้นใจ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท อภิญฺเญยฺโย อนุปฺปาโท อภิญฺเญยฺโย ปวตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปวตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา อภิญฺเญยฺยา อนายุหนา อภิญฺเญยฺยา ปฏิสนฺธิ อภิญฺเญยฺยา อปฺปฏิสนฺธิ อภิญฺเญยฺยา คติ อภิญฺเญยฺยา อคติ อภิญฺเญยฺยา นิพฺพตฺติ อภิญฺเญยฺยา อนิพฺพตฺติ อภิญฺเญยฺยา อุปปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อนุปปตฺติ อภิญฺเญยฺยา ชาติ อภิญฺเญยฺยา อชาติ อภิญฺเญยฺยา ชรา อภิญฺเญยฺยา อชรา อภิญฺเญยฺยา พฺยาธิ อภิญฺเญยฺโย อพฺยาธิ อภิญฺเญยฺโย มรณํ อภิญฺเญยฺยํ อมตํ อภิญฺเญยฺยํ โสโก อภิญฺเญยฺโย อโสโก อภิญฺเญยฺโย ปริเทโว อภิญฺเญยฺโย อปริเทโว อภิญฺเญยฺโย อุปายาโส อภิญฺญยฺโย อนุปายาโส อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ม. อายูหนา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ความเกิดขึ้น ความไม่เกิดขึ้น ความเป็นไป ความไม่เป็นไป เครื่องหมายความไม่มีเครื่องหมาย ความประมวลมา ความไม่ประมวลมาความสืบต่อ ความไม่สืบต่อ ความไป ความไม่ไป ความบังเกิด ความไม่บังเกิดความอุบัติ ความไม่อุบัติ ความเกิด ความไม่เกิดความแก่ ความไม่แก่ ความป่วยไข้ ความไม่ป่วยไข้ ความตาย ความไม่ตาย ความเศร้าโศกความไม่เศร้าโศก ความรำพัน ความไม่รำพัน ความคับแค้นใจ ความไม่คับแค้นใจควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส ทุกฺขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปเป็นทุกข์เครื่องหมายเป็นทุกข์ความประมวลมาเป็นทุกข์ ปฏิสนธิเป็นทุกข์ คติเป็นทุกข์ความบังเกิดเป็นทุกข์ อุบัติเป็นทุกข์ชาติเป็นทุกข์ พยาธิเป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะเป็นทุกข์ ปริเทวะเป็นทุกข์ อุปายาสเป็นทุกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฺปาโท สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปวตฺตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนายุหนา สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปฏิสนฺธิ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อคติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิพฺพตฺติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปปตฺติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชาติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชรา สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อพฺยาธิ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อมตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อโสโก สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปริเทโว สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปายาโส สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไปเป็นสุขความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความไม่สืบต่อเป็นสุขความไม่ไปเป็นสุข ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความไม่อุบัติเป็นสุข ความไม่เกิดเป็นสุข ความไม่แก่เป็นสุข ความไม่ป่วยไข้เป็นสุขความไม่ตายเป็นสุขความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความไม่รำพันเป็นสุข ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ทุกฺขํ อนุปฺปาโท สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ ทุกฺขํ อปฺปวตฺตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ ทุกฺขํ อนิมิตฺตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา ทุกฺขํ อนายุหนา สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ ทุกฺขํ อปฺปฏิสนฺธิ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ ทุกฺขํ อคติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ ทุกฺขํ อนิพฺพตฺติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ ทุกฺขํ อนุปปตฺติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ ทุกฺขํ อชาติ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา ทุกฺขํ อชรา สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ ทุกฺขํ อพฺยาธิ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ ทุกฺขํ อมตํ สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก ทุกฺขํ อโสโก สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว ทุกฺขํ อปริเทโว สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส ทุกฺขํ อนุปายาโส สุขนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความเป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข เครื่องหมายเป็นทุกข์ ความไม่มีเครื่องหมายเป็นสุข ความประมวลมาเป็นทุกข์ ความไม่ประมวลมาเป็นสุข ความสืบต่อเป็นทุกข์ ความไม่สืบต่อเป็นสุข ความไปเป็นทุกข์ ความไม่ไปเป็นสุข ความบังเกิดเป็นทุกข์ ความไม่บังเกิดเป็นสุข ความอุบัติเป็นทุกข์ ความไม่อุบัติเป็นสุข ความเกิดเป็นทุกข์ ความไม่เกิดเป็นสุข ความแก่เป็นทุกข์ ความไม่แก่เป็นสุข

ความป่วยไข้เป็นทุกข์ ความไม่ป่วยไข้เป็นสุข ความตายเป็นทุกข์ความไม่ตายเป็นสุข ความเศร้าโศกเป็นทุกข์ ความไม่เศร้าโศกเป็นสุข ความรำพันเป็นทุกข์ ความไม่รำพันเป็นสุข ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส ภยนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย เครื่องหมายเป็นภัยความประมวลมาเป็นภัย ความสืบต่อเป็นภัย ความไปเป็นภัยความบังเกิดเป็นภัย ความอุบัติเป็นภัย ความเกิดเป็นภัย ความแก่เป็นภัยความป่วยไข้เป็นภัย ความตายเป็นภัย ความเศร้าโศกเป็นภัย ความรำพันเป็นภัยความคับแค้นใจเป็นภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฺปาโท เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปวตฺตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนายุหนา เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปฏิสนฺธิ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อคติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิพฺพตฺติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปปตฺติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชาติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชรา เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อพฺยาธิ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อมตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อโสโก เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปริเทโว เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปายาโส เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไม่ไปปลอดภัยความไม่บังเกิดปลอดภัย ความไม่อุบัติปลอดภัยความไม่เกิดปลอดภัย ความไม่แก่ปลอดภัยความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัย ความไม่รำพันปลอดภัยความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ภยํ อนุปฺปาโท เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ ภยํ อปฺปวตฺตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ ภยํ อนิมิตฺตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา ภยํ อนายุหนา เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ ภยํ อปฺปฏิสนฺธิ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ ภยํ อคติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ ภยํ อนิพฺพตฺติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ ภยํ อนุปปตฺติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ ภยํ อชาติ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา ภยํ อชรา เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ ภยํ อพฺยาธิ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ ภยํ อมตํ เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก ภยํ อโสโก เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว ภยํ อปริเทโว เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส ภยํ อนุปายาโส เขมนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัยความไม่เป็นไปปลอดภัย เครื่องหมายเป็นภัย ความไม่มีเครื่องหมายปลอดภัย ความประมวลมาเป็นภัย ความไม่ประมวลมาปลอดภัยความสืบต่อเป็นภัย ความไม่สืบต่อปลอดภัย ความไปเป็นภัยความไม่ไปปลอดภัย ความบังเกิดเป็นภัย ความไม่บังเกิดปลอดภัย ความอุบัติเป็นภัย ความไม่อุบัติปลอดภัย ความเกิดเป็นภัย ความไม่เกิดปลอดภัย ความป่วยไข้เป็นภัยความไม่ป่วยไข้ปลอดภัย ความตายเป็นภัย ความไม่ตายปลอดภัย ความเศร้าโศกเป็นภัย ความไม่เศร้าโศกปลอดภัยความรำพันเป็นภัย ความไม่รำพันปลอดภัย ความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส สามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส (เครื่องล่อ) ความเป็นไปมีอามิส ความมี

เครื่องหมายมีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความสืบต่อมีอามิส ความไปมีอามิส ความบังเกิด

มีอามิส ความอุบัติมีอามิส ความเกิดมีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความตายมีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความรำพันมีอามิส ความคับแค้นใจมีอามิส ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฺปาโท นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปวตฺตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนายุหนา นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปฏิสนฺธิ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อคติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิพฺพตฺติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปปตฺติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชาติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชรา นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อพฺยาธิ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อมตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อโสโก นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปริเทโว นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปายาโส นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส (หมดเครื่องล่อ) ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิสความไม่สืบต่อไม่มีอามิสความไม่ไปไม่มีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิสความไม่อุบัติไม่มีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส

ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิสความไม่รำพันไม่มีอามิส ความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สามิสํ อนุปฺปาโท นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ สามิสํ อปฺปวตฺตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ สามิสํ อนิมิตฺตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา สามิสํ อนายุหนา นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ สามิสํ อปฺปฏิสนฺธิ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ สามิสํ อคติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ สามิสํ อนิพฺพตฺติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ สามิสํ อนุปปตฺติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ สามิสํ อชาติ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา สามิสํ อชรา นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ สามิสํ อพฺยาธิ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ สามิสํ อมตํ นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก สามิสํ อโสโก นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว สามิสํ อปริเทโว นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส สามิสํ อนุปายาโส นิรามิสนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความเป็นไปมีอามิสความไม่เป็นไปไม่มีอามิส เครื่องหมายมีอามิส ความไม่มีเครื่องหมายไม่มีอามิส ความประมวลมามีอามิส ความไม่ประมวลมาไม่มีอามิสความสืบต่อมีอามิส ความไม่สืบต่อไม่มีอามิส ความไปมีอามิส ความไม่ไปไม่มีอามิส ความบังเกิดมีอามิส ความไม่บังเกิดไม่มีอามิส ความอุบัติมีอามิสความไม่อุบัติไม่มีอามิส ความเกิดมีอามิส ความไม่เกิดไม่มีอามิส ความแก่มีอามิส ความไม่แก่ไม่มีอามิส ความป่วยไข้มีอามิส ความไม่ป่วยไข้ไม่มีอามิส ความตายมีอามิส ความไม่ตายไม่มีอามิส ความเศร้าโศกมีอามิส ความไม่เศร้าโศกไม่มีอามิส ความรำพันมีอามิส ความไม่รำพันไม่มีอามิส ความคับแค้นใจมีอามิสความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ คติ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส สงฺขาราติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความเป็นไปเป็นสังขาร เครื่องหมายเป็นสังขาร ความประมวลมาเป็นสังขาร ความสืบต่อเป็นสังขาร ความไปเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขาร ความอุบัติเป็นสังขาร ความเกิดเป็นสังขาร ความแก่เป็นสังขาร ความป่วยไข้เป็นสังขาร ความตายเป็นสังขารความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฺปาโท นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปวตฺตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิมิตฺตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนายุหนา นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อคติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนิพฺพตฺติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปปตฺติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชาติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อชรา นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อพฺยาธิ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อมตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อโสโก นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อปริเทโว นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อนุปายาโส นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพานความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไม่ไปเป็นนิพพาน ความไม่บังเกิดเป็นนิพพานความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความไม่เกิดเป็นนิพพานความไม่แก่เป็นนิพพานความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพาน ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สงฺขารา อนุปฺปาโท นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปวตฺตํ สงฺขารา อปฺปวตฺตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิมิตฺตํ สงฺขารา อนิมิตฺตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อายุหนา สงฺขารา อนายุหนา นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิสนฺธิ สงฺขารา อปฺปฏิสนฺธิ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ คติ สงฺขารา อคติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ นิพฺพตฺติ สงฺขารา อนิพฺพตฺติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปปตฺติ สงฺขารา อนุปปตฺติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชาติ สงฺขารา อชาติ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ชรา สงฺขารา อชรา นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ พฺยาธิ สงฺขารา อพฺยาธิ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ มรณํ สงฺขารา อมตํ นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ โสโก สงฺขารา อโสโก นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ปริเทโว สงฺขารา อปริเทโว นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อุปายาโส สงฺขารา อนุปายาโส นิพฺพานนฺติ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ปฐมกาณวารํ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

ควรรู้ยิ่งว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน เครื่องหมายเป็นสังขารความไม่มีเครื่องหมายเป็นนิพพาน ความประมวลมาเป็นสังขาร ความไม่ประมวลมาเป็นนิพพาน ความสืบต่อเป็นสังขาร

ความไม่สืบต่อเป็นนิพพาน ความไปเป็นสังขาร ความไม่ไปเป็นนิพพาน ความบังเกิดเป็นสังขารความไม่บังเกิดเป็นนิพพาน ความอุบัติเป็นสังขาร ความไม่อุบัติเป็นนิพพาน ความเกิดเป็นสังขารความไม่เกิดเป็นนิพพาน ความแก่เป็นสังขาร ความไม่แก่เป็นนิพพาน ความป่วยไข้เป็นสังขารความไม่ป่วยไข้เป็นนิพพาน ความตายเป็นสังขาร ความไม่ตายเป็นนิพพาน ความเศร้าโศกเป็นสังขาร ความไม่เศร้าโศกเป็นนิพพานความรำพันเป็นสังขาร ความไม่รำพันเป็นนิพพาน ความคับแค้นใจเป็นสังขารความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ

จบปฐมภาณวาร ฯ

ทุติยภาณวาร

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทุติยภาณวาร (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ปริคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปริวารฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปริปูรฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกคฺคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อวิสารฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนาวิลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนิญฺชนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน จิตฺตสฺส ฐิตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อารมฺมณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย โคจรฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปหานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปริจฺจาคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วุฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิวฏฺฏนฏฺโฐ ๑ อภิญฺเญยฺโย สนฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปณีตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิมุตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนาสวฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ตรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนิมิตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อปฺปณิหิตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สุญฺญตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกรสฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนติวตฺตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ยุคนทฺธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิยฺยานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เหตฏฺโฐ ๒ อภิญฺเญยฺโย ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ม. ... วาโร ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งธรรมที่ควรกำหนดถือเอา สภาพแห่งธรรมที่เป็นบริวาร สภาพแห่งธรรมที่เต็มรอบ สภาพแห่งสมาธิที่มีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งสมาธิไม่มีความฟุ้งซ่าน สภาพแห่งธรรมที่ประคองไว้ สภาพแห่งธรรมที่ไม่กระจายไปสภาพแห่งจิตไม่ขุ่นมัว สภาพแห่งจิตไม่หวั่นไหว สภาพแห่งจิตตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งความปรากฏแห่งจิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพแห่งธรรมเป็นอารมณ์ สภาพแห่งธรรมเป็นโคจร สภาพแห่งธรรมที่ละ สภาพแห่งธรรมที่สละ สภาพแห่งธรรมที่ออก สภาพแห่งธรรมที่หลีกไป สภาพแห่งธรรมที่ละเอียด สภาพแห่งธรรมที่ประณีต

สภาพแห่งธรรมที่หลุดพ้น สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีอาสวะ สภาพแห่งธรรมเครื่องข้าม สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีเครื่องหมาย สภาพแห่งธรรมที่ไม่มีที่ตั้ง สภาพแห่งธรรมที่ว่างเปล่า สภาพแห่งธรรมที่มีกิจเสมอกัน สภาพแห่งธรรมที่ไม่ล่วงเลยกัน สภาพแห่งธรรมที่เป็นคู่ สภาพแห่งธรรมที่นำออกสภาพแห่งธรรมที่เป็นเหตุ สภาพแห่งธรรมที่เห็น สภาพแห่งธรรมที่เป็นอธิบดี ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมถสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิปสฺสนาย อนุปสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมถวิปสฺสนานํ เอกรสฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ยุคนทฺธสฺส อนติวตฺตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สิกฺขาย สมาทานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อารมฺมณสฺส โคจรฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ลีนสฺส จิตฺตสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อุทฺธตสฺส จิตฺตสฺส( วินิคฺคหฏฺโฐ ๓ อภิญฺเญยฺโย อุโภวิสุทฺธานํ อชฺฌุเปกฺขนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิเสสาธิคมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อุตฺตริปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สจฺจาภิสมยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ม. วิวตฺตนฏฺโฐ ฯ ๒ ม. ยุ. เหตุฏฺโฐ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. นิคฺคหฏฺโฐ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ สภาพที่พิจารณาเห็นแห่งวิปัสนา สภาพที่มีกิจ

เสมอกันแห่งสมถะและวิปัสนา สภาพมิได้ล่วงกันแห่งธรรมที่เป็นคู่สภาพที่สมาทานแห่งสิกขาบทสภาพที่โคจรแห่งอารมณ์ สภาพที่ประคองจิตที่ย่อท้อ สภาพที่ปราบจิตที่ฟุ้งซ่าน สภาพที่คุมจิตอันบริสุทธิ์จากความย่อท้อและฟุ้งซ่านทั้ง ๒ ประการ สภาพที่จิตบรรลุคุณวิเศษ สภาพที่แทงตลอดอริยมรรคอันประเสริฐ สภาพที่ตรัสรู้สัจจะ สภาพที่ให้จิตตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่น้อมไปแห่งสัทธินทรีย์ สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ สภาพที่เห็นแห่งปัญญินทรีย์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺธาพลสฺส อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยพลสฺส โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สติพลสฺส ปมาเท อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมาธิพลสฺส อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปญฺญาพลสฺส อวิชฺชาย ๑ อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ศรัทธาพละมิได้หวั่นไหวเพราะจิตตุปบาทอันเป็นข้าศึกแก่ศรัทธา สภาพที่วิริยพละมิได้หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สภาพที่สติพละมิได้หวั่นไหวเพราะความประมาทสภาพที่สมาธิพละมิได้หวั่นไหวเพราะอุธัจจะ สภาพที่ปัญญาพละมิได้หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปวิจยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ผรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปสมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปฏิสงฺขานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ สภาพที่เลือกเฟ้นแห่งธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยสัมโพชฌงค์ สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติสัมโพชฌงค์ สภาพที่สงบแห่งปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธิสัมโพชฌงค์ สภาพที่พิจารณาหาทางแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมฺมาทิฏฺฐิยา ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาสงฺกปฺปสฺส อภินิโรปนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาวาจาย ปริคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมุฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาอาชีวสฺส โวทานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาวายามสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาสติยา อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมาสมาธิสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ สี. อภิชฺฌาย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่เห็นแห่งสัมมาทิฐิ สภาพที่ตรึกแห่งสัมมาสังกัปปะ สภาพที่กำหนด

แห่งสัมมาวาจา สภาพที่ประชุมแห่งสัมมากัมมันตะ สภาพที่ผ่องแผ้วแห่งสัมมาอาชีวะ สภาพที่ประคองไว้แห่งสัมมาวายามะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสัมมาสติ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อินฺทฺริยานํ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย พลานํ อกมฺปิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย โพชฺฌงฺคานํ นิยฺยานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคสฺส เหตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สติปฏฺฐานานํ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฺมปฺปธานานํ ปทหนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อิทฺธิปาทานํ อิชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สจฺจานํ ตถฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปโยคานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ผลานํ สจฺฉิกิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิตกฺกสฺส อภินิโรปนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิจารสฺส อุปวิจารฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปีติยา ผรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สุขสฺส อภิสนฺทนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส เอกคฺคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อาวชฺชนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิชานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สญฺชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอโกทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่เป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ สภาพที่ไม่หวั่นไหวแห่งพละ สภาพที่นำออกแห่งโพชฌงค์ สภาพที่เป็นเหตุแห่งมรรค สภาพที่ตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน สภาพที่เริ่มตั้งแห่งสัมมัปปธาน สภาพที่สำเร็จแห่งอิทธิบาท สภาพที่เที่ยงแท้แห่งสัจจะ สภาพที่ระงับแห่งประโยชน์สภาพที่ทำให้แจ้งแห่งผลสภาพที่ตรึกแห่งวิตก สภาพที่ตรวจตราแห่งวิจาร สภาพที่แผ่ไปแห่งปีติสภาพที่ไหลมาแห่งสุข สภาพที่มีอารมณ์เดียวแห่งจิต สภาพที่คำนึง สภาพที่รู้แจ้ง สภาพที่รู้ชัดสภาพที่จำได้ สภาพที่สมาธิเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อภิญฺญาย ญาตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปริญฺญาย ตีรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปหานสฺส ปริจฺจาคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ภาวนาย เอกรสฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สจฺฉิกิริยาย ผสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ขนฺธานํ ขนฺธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ธาตูนํ ธาตฏฺโฐ ๑ อภิญฺเญยฺโย อายตนานํ อายตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สงฺขตานํ สงฺขตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ม. ยุ. ธาตุฏฺโฐ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่รู้แห่งปัญญาที่รู้ยิ่ง สภาพที่กำหนดรู้แห่งปริญญา สภาพแห่งปฏิปักขธรรมที่สละแห่งปหานะ สภาพแห่งภาวนามีกิจเป็นอย่างเดียว สภาพที่ถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา สภาพที่เป็นกองแห่งทุกข์ สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุ สภาพที่ต่อแห่งอายตนะ สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จิตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตานนฺตริกฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส วุฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส วิวฏฺฏนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส เหตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ปจฺจยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส วตฺถฏฺโฐ ๑ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ภุมฺมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อารมฺมณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส โคจรฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส จริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส คตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อภินีหารฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส นิยฺยานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่คิด สภาพแห่งจิตไม่มีระหว่าง สภาพที่ออกแห่งจิต สภาพที่หลีกไปแห่งจิต สภาพแห่งจิตเป็นเหตุ สภาพแห่งจิตเป็นปัจจัย สภาพที่เป็นที่ตั้งแห่งจิต สภาพที่เป็นภูมิแห่งจิต สภาพที่เป็นอารมณ์แห่งจิต สภาพที่เป็นโคจรแห่งจิต สภาพที่เที่ยวไปแห่งจิต สภาพที่ไปแห่งจิต สภาพที่นำไปยิ่งแห่งจิต สภาพที่นำออกแห่งจิต สภาพที่สลัดออกแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอกตฺเต อาวชฺชนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต วิชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สญฺชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต เอโกทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อุปนิพนฺธฏฺโฐ ๒ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปกฺขนฺทนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปสีทนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สนฺติฏฺฐนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต วิมุจฺจนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ยานีกตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต วตฺถุกตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อนุฏฺฐิตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปริจิตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สุสมารทฺธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปริคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต

ปริวารฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปริปูรฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สโมธานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อธิฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อาเสวนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ภาวนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต พหุลีกมฺมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สุสมุคฺคตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สุวิมุตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต พุชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อนุพุชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปฏิพุชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สมฺพุชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต โพธนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อนุโพธนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปฏิโพธนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สมฺโพธนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต โพธิปกฺขิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อนุโพธิปกฺขิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปฏิโพธิปกฺขิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สมฺโพธิปกฺขิยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต โชตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อุชฺโชตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต อนุโชตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต ปฏิโชตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย เอกตฺเต สญฺโชตนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ม. ยุ. วตฺถุฏฺโฐ ฯ ๒ ม. ยุ. อุปนิพนฺธนฏฺโฐ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่นึกในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว สภาพที่รู้แจ้ง ...สภาพที่รู้ชัด ...

สภาพที่จำได้ ... สภาพที่จิตมั่นคง ... สภาพที่เนื่อง ... สภาพที่แล่นไป ... สภาพที่ผ่องใส ... สภาพที่ตั้งมั่น ... สภาพที่หลุดพ้น ... สภาพที่เห็นว่านี่ละเอียด ... สภาพที่ทำให้เป็นเช่นดังยาน ... สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้ง ... สภาพที่ตั้งขึ้นเนืองๆ ... สภาพที่อบรม ... สภาพที่ปรารภชอบด้วยดี ... สภาพที่กำหนดถือไว้ ... สภาพที่เป็นบริวาร ... สภาพที่เต็มรอบ ... สภาพที่ประชุม ... สภาพที่อธิษฐาน ... สภาพที่เสพ...

สภาพที่เจริญ ... สภาพที่ทำให้มาก ... สภาพที่รวมดี ... สภาพที่หลุดพ้นด้วยดี ... สภาพที่ตรัสรู้ ...

สภาพที่ตรัสรู้ตาม ... สภาพที่ตรัสรู้เฉพาะ ... สภาพที่ตรัสรู้พร้อม สภาพที่ตื่น ... สภาพที่ตื่นตาม ...

สภาพที่ตื่นเฉพาะ ... สภาพที่ตื่นพร้อม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ตาม ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้เฉพาะ... สภาพที่เป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้พร้อม ... สภาพที่สว่าง ... สภาพที่สว่างขึ้น ... สภาพที่สว่างเนืองๆ ... สภาพที่สว่างเฉพาะ ...

สภาพที่สว่างพร้อมในความที่จิตมีอารมณ์อย่างเดียว ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปตาปนฏฺโฐ ๑ อภิญฺเญยฺโย วิโรจนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย กิเลสานํ สนฺตาปนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อมลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิมลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิมฺมลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิเวกฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย๓ วิเวกจริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิราคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิราคจริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธจริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย โวสฺสคฺคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย โวสฺสคฺคจริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิมุตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิมุตฺติจริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

๑ ยุ. ปกาสนฏฺโฐ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่อริยมรรคให้สว่าง สภาพที่อริยมรรคให้รุ่งเรือง สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสทั้งหลายเร่าร้อน สภาพที่อริยมรรคไม่มีมลทิน สภาพที่อริยมรรคปราศจากมลทิน สภาพที่อริยมรรคหมดมลทิน สภาพที่อริยมรรคสงบ สภาพที่อริยมรรคให้กิเลสระงับ สภาพแห่งวิเวกสภาพแห่งความประพฤติในวิเวกสภาพที่คลายกำหนัด สภาพแห่งความประพฤติในความคลายกำหนัด สภาพที่ดับสภาพแห่งความประพฤติความดับ สภาพที่ปล่อย สภาพแห่งความประพฤติในความปล่อย สภาพที่พ้น สภาพแห่งความประพฤติในความพ้น ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ฉนฺทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส มูลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส ปาทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส ปธานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส อิชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฉนฺทสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ สภาพที่เป็นบาท แห่งฉันทะสภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ สภาพที่สำเร็จแห่งฉันทะ สภาพที่น้อมไปแห่งฉันทะ สภาพที่ประคองไว้แห่งฉันทะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งฉันทะสภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ สภาพที่เห็นแห่งฉันทะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส มูลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส ปาทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส ปธานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส อิชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วิริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นมูลแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นบาทแห่งวิริยะ สภาพที่เป็นประธานแห่งวิริยะ สภาพที่สำเร็จแห่งวิริยะ สภาพที่น้อมไปแห่งวิริยะ สภาพที่ประคองไว้แห่งวิริยะ สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิริยะ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิริยะ สภาพที่เห็นแห่งวิริยะ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จิตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส มูลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ปาทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ปธานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อิชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย จิตฺตสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งจิต สภาพที่เป็นมูลแห่งจิต สภาพที่เป็นบาทแห่งจิต สภาพที่เป็นประธานแห่งจิต สภาพที่สำเร็จแห่งจิต สภาพที่น้อมไปแห่งจิตสภาพที่ประคองไว้แห่งจิต สภาพที่ตั้งมั่นแห่งจิต สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิตสภาพที่เห็นแห่งจิต ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วีมํสฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย มูลฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย ปาทฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย ปธานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย อิชฺฌนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย อธิโมกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย ปคฺคหฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย อุปฏฺฐานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย อวิกฺเขปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย วีมํสาย ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสาสภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา สภาพที่สำเร็จแห่งวิมังสา สภาพที่น้อมไปแห่งวิมังสา สภาพที่ประคองไว้แห่งวิมังสา สภาพที่ตั้งมั่นแห่งวิมังสา สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา สภาพที่เห็นแห่งวิมังสา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส สงฺขตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส สนฺตาปฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ทุกฺขสฺส วิปริณามฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมุทยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมุทยสฺส นิทานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมุทยสฺส สญฺโญคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สมุทยสฺส ปลิโพธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธสฺส วิเวกฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธสฺส อสงฺขตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย นิโรธสฺส อมตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคสฺส เหตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย มคฺคสฺส อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพแห่งทุกข์ สภาพที่ทุกข์บีบคั้น สภาพที่ทุกข์อันปัจจัยปรุงแต่ง สภาพที่

ทุกข์ให้เดือดร้อน สภาพที่ทุกข์แปรปรวน สภาพแห่งสมุทัย สภาพที่สมุทัยประมวลมา สภาพที่สมุทัยเป็นเหตุ สภาพที่สมุทัยเกี่ยวข้อง สภาพที่สมุทัยพัวพัน สภาพแห่งนิโรธ สภาพที่นิโรธสลัดออกสภาพที่นิโรธเป็นวิเวก สภาพที่นิโรธเป็นอสังขตะ สภาพที่นิโรธเป็นอมตะ สภาพแห่งมรรค สภาพที่มรรคนำออก สภาพที่มรรคเป็นเหตุ สภาพที่มรรคเห็น สภาพที่มรรคเป็นอธิบดีควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตถฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อนตฺตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สจฺจฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อภิชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ปริชานนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ธมฺมฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ธาตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ญาตฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ผสฺสนฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย อภิสมยฏฺโฐ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ถ่องแท้ สภาพที่เป็นอนัตตา สภาพที่เป็นสัจจะสภาพที่ควรแทงตลอดสภาพที่ควรรู้ยิ่ง สภาพที่ควรกำหนดรู้ สภาพที่ทรงรู้ สภาพที่เป็นธาตุ สภาพที่อาจได้ สภาพที่รู้ควรทำให้แจ้ง สภาพที่ควรถูกต้อง สภาพที่ควรตรัสรู้ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เนกฺขมฺมํ อภิญฺเญยฺยํ อพฺยาปาโท อภิญฺเญยฺโย อาโลกสญฺญา อภิญฺเญยฺยา อวิกฺเขโป อภิญฺเญยฺโย ธมฺมววตฺถานํ อภิญฺเญยฺยํ ญาณํ อภิญฺเญยฺยํ ปามุชฺชํ อภิญฺเญยฺยํ ปฐมชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ ทุติยชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ ตติยชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ จตุตฺถชฺฌานํ อภิญฺเญยฺยํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา ฯ

ฉบับหลวง

เนกขัมมะ อัพยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความกำหนดธรรมญาณ ความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ทุกฺขานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อนตฺตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา นิพฺพิทานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา วิราคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา นิโรธานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ขยานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา วยานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา วิปริณามานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อนิมิตฺตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อปฺปณิหิตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา สุญฺญตานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ยถาภูตญาณทสฺสนํ อภิญฺเญยฺยํ อาทีนวานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ปฏิสงฺขานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา วิวฏฺฏนานุปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา ฯ

ฉบับหลวง

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นอนัตตา การพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย การพิจารณาเห็นด้วยความคลายกำหนัด การพิจารณาเห็นด้วยความดับ การพิจารณาเห็นด้วยความสละคืน การพิจารณาเห็นความสิ้นไป การพิจารณาเห็นความเสื่อมไป การพิจารณาเห็นความแปรปรวน การพิจารณาเห็นความไม่มีเครื่องหมาย การพิจารณาเห็นธรรมไม่มีที่ตั้ง การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่งความรู้ความเห็นตามความเป็นจริง การพิจารณาเห็นโทษ การพิจารณาหาทาง การพิจารณาเห็นอุบายที่จะหลีกไป ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติมคฺโค อภิญฺเญยฺโย โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา สกทาคามิมคฺโค อภิญฺเญยฺโย สกทาคามิผลสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อนาคามิมคฺโค อภิญฺเญยฺโย อนาคามิผลสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา อรหตฺตมคฺโค อภิญฺเญยฺโย อรหตฺตผลสมาปตฺติ อภิญฺเญยฺยา ฯ

ฉบับหลวง

โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติอนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อภิญฺเญยฺยํ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ อภิญฺเญยฺยํ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ อภิญฺเญยฺยํ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ อภิญฺเญยฺยํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ อภิญฺเญยฺยํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมไป วิริยินทรีย์ด้วยความว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยความว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็น ศรัทธาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความไม่มีศรัทธา วิริยพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน สติพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท สมาธิพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ปัญญาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถเลือกเฟ้นวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าแผ่ไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทาง ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ อภิญฺเญยฺยา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป อภิญฺเญยฺโย ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา อภิญฺเญยฺยา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต อภิญฺเญยฺโย โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว อภิญฺเญยฺโย ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม อภิญฺเญยฺโย อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ อภิญฺเญยฺยา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อภิญฺเญยฺโย ฯ

ฉบับหลวง

สัมมาทิฐิด้วยความว่าเห็น สัมมาสังกัปปะด้วยความว่าตรึก สัมมาวาจาด้วยความว่ากำหนดเอา สัมมากัมมันตะด้วยความว่าให้กุศลธรรมเกิดสัมมาอาชีวะด้วยความว่าขาวผ่องสัมมาวายามะด้วยความว่าประคองไว้ สัมมาสติด้วยความว่าตั้งมั่น สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา อภิญฺเญยฺยา อกมฺปิยฏฺเฐน พลา อภิญฺเญยฺยา นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อภิญฺเญยฺยา เหตฏฺเฐน มคฺโค อภิญฺเญยฺโย อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา อภิญฺเญยฺยา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา อภิญฺเญยฺยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา อภิญฺเญยฺยา ตถฏฺเฐน สจฺจา อภิญฺเญยฺยา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ อภิญฺเญยฺโย อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา อภิญฺเญยฺยา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์ด้วยความว่านำออก มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่นสัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้อิทธิบาทด้วยความว่าสำเร็จ สัจจะด้วยความว่าเที่ยงแท้ สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสนาด้วยความว่าพิจารณา สมถะและวิปัสนาด้วยความว่ามีกิจเสมอกัน ธรรมชาติที่เป็นคู่ด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกันควรรู้ยิ่งทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อภิญฺเญยฺยา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ อภิญฺเญยฺยา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ อภิญฺเญยฺยา มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข อภิญฺเญยฺโย ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา อภิญฺเญยฺยา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ อภิญฺเญยฺยา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ อภิญฺเญยฺยํ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ อภิญฺเญยฺยํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน อภิญฺเญยฺโย มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน อภิญฺเญยฺโย ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน อภิญฺเญยฺโย เวทนา สโมสรณฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน อภิญฺเญยฺโย สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน อภิญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวม จิตตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฏฐิวิสุทธิ

ด้วยความว่าเห็น วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด วิมุติด้วยความว่าสละ

ญาณในความสิ้นไปด้วยความว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูลฐาน มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะด้วยความว่าประมวลมา เวทนาด้วยความว่าประชุมสมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ปัญญาด้วยความว่าประเสริฐกว่ากุศลธรรมนั้นๆ วิมุติด้วยความว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง

บาลี (สยามรัฐ)

เย เย ธมฺมา อภิญฺญาตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ญาตา โหนฺติ ตํญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา อภิญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ๑ ฯ

ทุติยภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

ธรรมใดๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้นๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถ

ว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะฉะนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง เป็นสุตมยญาณ ฯ

จบทุติยภาณวาร ฯ

ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ปริญฺเญยฺโย ผสฺโส สาสโว อุปาทานิโย เทฺว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา นามญฺจ รูปญฺจ ตโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ติสฺโส เวทนา จตฺตาโร ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา จตฺตาโร อาหารา ปญฺจ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฉ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ สตฺต ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย อฏฺฐ ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา อฏฺฐ โลกธมฺมา นว ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา นว สตฺตาวาสา ทส ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา ทสายตนานิ ฯ

๑ ม. ยุ. ญาณนฺติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่าธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ เป็นสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรม ๒ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้คือ เวทนา ๓ ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คืออาหาร ๔ ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้ คืออุปาทานขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ ธรรม ๙ ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพํ ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ภิกฺขเว ปริญฺเญยฺยํ รูปา ปริญฺเญยฺยา จกฺขุวิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุสมฺผสฺโส ปริญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ ๑ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปริญฺเญยฺยํ โสตํ ปริญฺเญยฺยํ สทฺทา ปริญฺเญยฺยา ฯเปฯ ฆานํ ปริญฺเญยฺยํ คนฺธา ปริญฺเญยฺยา ชิวฺหา ปริญฺเญยฺยา รสา ปริญฺเญยฺยา กาโย ปริญฺเญยฺโย โผฏฺฐพฺพา ปริญฺเญยฺยา มโน ปริญฺเญยฺโย ธมฺมา ปริญฺเญยฺยา มโนวิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ มโนสมฺผสฺโส ปริญฺเญยฺโย ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปริญฺเญยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงที่ควรกำหนดรู้คืออะไร คือ ตา รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปํ ปริญฺเญยฺยํ เวทนา ปริญฺเญยฺยา สญฺญา ปริญฺเญยฺยา สงฺขารา ปริญฺเญยฺยา วิญฺญาณํ ปริญฺเญยฺยํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปริญฺเญยฺยํ เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เต เต ธมฺมา ปฏิลทฺธา โหนฺติ เอวํ เต ธมฺมา ปริญฺญาตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ฯ

ฉบับหลวง

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ฯลฯ ชราและมรณะ ฯลฯ นิพพานที่หยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่างบุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใดๆเป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เนกฺขมฺมํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อพฺยาปาทํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อพฺยาปาโท ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อาโลกสญฺญํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อาโลกสญฺญา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อวิกฺเขปํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อวิกฺเขโป ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ญาณํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ญาณํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปามุชฺชํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปามุชฺชํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ

๑ ยุ. ยทิทํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว ...

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้วธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฐมชฺฌานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ทุติยชฺฌานํ ฯเปฯ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้น

เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานเป็นอันได้จตุตถฌานแล้ว ... บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้ว และพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนิจฺจานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ทุกฺขานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ทุกฺขานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนตฺตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนตฺตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ นิพฺพิทานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส นิพฺพิทานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิราคานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิราคานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ นิโรธานุปสฺสนํ

ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส นิโรธานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ขยานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ขยานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วยานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วยานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิปริณามานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิปริณามานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนิมิตฺตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนิมิตฺตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อปฺปณิหิตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อปฺปณิหิตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ สุญฺญตานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส สุญฺญตานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสนา เป็นอันได้อนิจจานุปัสนา

แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขานุปัสนา ... อนัตตานุปัสนา... นิพพิทานุปัสนา ... วิราคานุปัสนา ... นิโรธานุปัสนา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนา... ขยานุปัสนา ... วยานุปัสนา ... วิปริณามานุปัสนา ... อนิมิตตานุปัสนา ...อัปปณิหิตานุปัสนา ... สุญญตานุปัสนา ... เป็นอันได้สุญญตานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ยถาภูตญาณทสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ยถาภูตญาณทสฺสนํ ปฏิลทฺธํ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อาทีนวานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อาทีนวานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ วิวฏฺฏนานุปสฺสนํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ปฏิลทฺธา โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนา การพิจารณาเห็น

ธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นอันได้อธิปัญญาธรรมวิปัสนาแล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณทัสนะ ... อาทีนวานุปัสนา ... ปฏิสังขานุปัสนา ...วิวัฏฏนานุปัสนา ... เป็นอันได้วิวัฏฎนานุปัสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส โสตาปตฺติมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส สกทาคามิมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อนาคามิมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส อรหตฺตมคฺโค ปฏิลทฺโธ โหติ เอวํ โส ธมฺโม ปริญฺญาโต เจว โหติ ตีริโต จ เยสํ เยสํ ธมฺมานํ ปฏิลาภตฺถาย วายมนฺตสฺส เต เต ธมฺมา ปฏิลทฺธา โหนฺติ เอวํ เต ธมฺมา ปริญฺญาตา เจว โหนฺติ ตีริตา จ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ปริญฺเญยฺยาติ โสตาวธานํ ตํปชานา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรค

แล้ว ธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค... อรหัตมรรค เป็นอันได้อรหัตมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใดๆเป็นอันได้ธรรมนั้นๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้น เป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่าธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปหาตัพพนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ปหาตพฺโพ อสฺมิมาโน เทฺว ธมฺมา ปหาตพฺพา อวิชฺชา จ ภวตณฺหา จ ตโย ธมฺมา ปหาตพฺพา ติสฺโส ตณฺหา จตฺตาโร ธมฺมา ปหาตพฺพา จตฺตาโร โอฆา ปญฺจ ธมฺมา ปหาตพฺพา ปญฺจ นีวรณานิ ฉ ธมฺมา ปหาตพฺพา ฉ ตณฺหากายา สตฺต ธมฺมา ปหาตพฺพา สตฺตานุสยา อฏฺฐ ธมฺมา ปหาตพฺพา อฏฺฐ มิจฺฉตฺตา นว ธมฺมา ปหาตพฺพา นว ตณฺหามูลกา ธมฺมา ทส ธมฺมา ปหาตพฺพา ทส มิจฺฉตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ธรรมอย่างหนึ่งควรละ คือ อัสมิมานะ ธรรม ๒ ควรละ คือ อวิชชา ๑ ตัณหา ๑ธรรม ๓ ควรละ คือ ตัณหา ๓ ธรรม ๔ ควรละ คือ โอฆะ ๔ ธรรม ๕ควรละ คือ นิวรณ์ ๕ธรรม ๖ ควรละ คือ หมวดตัณหา ๖ ธรรม ๗ ควรละคือ อนุสัย ๗ ธรรม ๘ ควรละ คือมิจฉัตตะ ความเป็นผิด ๘ ธรรม ๙ ควรละคือ ธรรมมีตัณหาเป็นมูลเหตุ ๙ ธรรม ๑๐ ควรละ

คือมิจฉัตตะ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เทฺว ปหานานิ สมุจฺเฉทปฺปหานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ สมุจฺเฉทปฺปหานญฺจ โลกุตฺตรํ ขยคามิมคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานญฺจ ผลกฺขเณ ฯ ตีณิ ปหานานิ กามานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ เนกฺขมฺมํ รูปานเมตํ นิสฺสรณํ ยทิทํ อารุปฺปํ ยํ โข ปน กิญฺจิ ภูตํ สงฺขตํ ปฏิจฺจ สมุปฺปนฺนํ นิโรโธ ตสฺส นิสฺสรณํ เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส กามา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ อารุปฺปํ ปฏิลทฺธสฺส รูปา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ นิโรธํ ปฏิลทฺธสฺส สงฺขารา ปหีนา เจว โหนฺติ ปริจฺจตฺตา จ ฯ จตฺตาริ ปหานานิ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ปชหติ ฯ ปญฺจปฺปหานานิ วิกฺขมฺภนปฺปหานํ ตทงฺคปฺปหานํ สมุจฺเฉทปฺปหานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานํ นิสฺสรณปฺปหานํ วิกฺขมฺภนปฺปหานญฺจ นีวรณานํ ปฐมชฺฌานํ ภาวยโต ตทงฺคปฺปหานญฺจ ทิฏฺฐิคตานํ นิพฺเพธภาคิยํ สมาธึ ภาวยโต สมุจฺเฉทปฺปหานญฺจ โลกุตฺตรํ ขยคามิมคฺคํ ภาวยโต ปฏิปฺปสฺสทฺธิปฺปหานญฺจ ผลกฺขเณ นิสฺสรณปฺปหานญฺจ นิโรโธ นิพฺพานํ ฯ

ฉบับหลวง

ปหานะ ๒ คือ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ

อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผลในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรค เครื่องให้ถึงความสิ้นไป ฯ

ปหานะ ๓ คือ เนกขัมมะ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งกาม ๑ อรูปญาณ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ๑ นิโรธ เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขตธรรมที่เกิดขึ้นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยกันและกันเกิดขึ้น ๑ บุคคลผู้ได้เนกขัมมะเป็นอันละและสละกามได้แล้ว บุคคลผู้ได้อรูปญาณเป็นอันละและสละรูปได้แล้ว บุคคลผู้ได้นิโรธเป็นอันละและสละสังขารได้แล้ว ฯ

ปหานะ ๔ คือ บุคคลผู้แทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดสมุทัยสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการละ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ บุคคลผู้แทงตลอดมรรคสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ๑ ฯ

ปหานะ ๕ คือ วิกขัมภนปหานะ ๑ ตทังคปหานะ ๑ สมุจเฉทปหานะ ๑ ปฏิปัสสัทธิปหานะ ๑ นิสสรณปหานะ ๑ การละนิวรณ์ด้วยการข่มไว้ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญปฐมฌาน การละทิฐิด้วยองค์นั้นๆ ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญสมาธิอันเป็นไปในส่วนแห่งการชำแรกกิเลส สมุจเฉทปหานะ อันเป็นโลกุตรมรรค และปฏิปัสสัทธิปหานะอันเป็นโลกุตรผล ในขณะแห่งผล ย่อมมีแก่บุคคลผู้เจริญมรรคเครื่องให้ถึงความสิ้นไป และนิสสรณปหานะเป็นนิโรธ คือ นิพพาน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ ปหาตพฺพํ จกฺขุํ ภิกฺขเว ปหาตพฺพํ รูปา ปหาตพฺพา จกฺขุวิญฺญาณํ ปหาตพฺพํ จกฺขุสมฺผสฺโส ปหาตพฺโพ ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปหาตพฺพํ โสตํ ปหาตพฺพํ สทฺทา ปหาตพฺพา ฯเปฯ ฆานํ ปหาตพฺพํ คนฺธา ปหาตพฺพา ชิวฺหา ปหาตพฺพา รสา ปหาตพฺพา กาโย ปหาตพฺโพ โผฏฺฐพฺพา ปหาตพฺพา มโน ปหาตพฺโพ ธมฺมา ปหาตพฺพา มโนวิญฺญาณํ ปหาตพฺพํ มโนสมฺผสฺโส ปหาตพฺโพ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ ปหาตพฺพํ ฯ

รูปํ ปสฺสนฺโต ปชหติ เวทนํ ปสฺสนฺโต ปชหติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต ปชหติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต ปชหติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต ปชหติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต ปชหติ เย เย ธมฺมา ปหีนา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ปริจฺจตฺตา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ปหาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ตติยภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรละ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรละคืออะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยควรละทุกอย่าง

หู เสียง ฯลฯ จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯ กาย โผฏฐัพพะฯลฯ ใจ

ธรรมารมณ์ ฯลฯ มโนวิญญาณ ฯลฯ มโนสัมผัส ฯลฯ สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็น ปัจจัยควรละทุกอย่าง ฯ

เมื่อพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา ... สัญญา ... สังขาร ... วิญญาณ ... จักษุ ...ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะ [ด้วยความเป็นอนัตตา] ด้วยความว่าเป็นที่สุด ย่อมละกิเลสที่ควรละได้ ธรรมใดๆ เป็นธรรมที่ละได้แล้วธรรมนั้นๆ เป็นอันสละได้แล้ว ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรละ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

จบตติยภาณวาร ฯ

จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จตุตถภาณวาร - ภาเวตัพพนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม ภาเวตพฺโพ กายคตา สติ สาตสหคตา เทฺว ธมฺมา ภาเวตพฺพา สมโถ จ วิปสฺสนา จ ตโย ธมฺมา ภาเวตพฺพา ตโย สมาธี จตฺตาโร ธมฺมา ภาเวตพฺพา จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ปญฺจ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ปญฺจงฺคิโก สมฺมาสมาธิ ๑ ฉ ธมฺมา ภาเวตพฺพา ฉ อนุสฺสติฏฺฐานานิ สตฺต ธมฺมา ภาเวตพฺพา สตฺต โพชฺฌงฺคา อฏฺฐ ธมฺมา ภาเวตพฺพา อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค นว ธมฺมา ภาเวตพฺพา นว ปาริสุทฺธิปฺปธานิยงฺคานิ ทส ธมฺมา ภาเวตพฺพา ทส กสิณายตนานิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร

ธรรมอย่างหนึ่งควรเจริญ คือ กายคตาสติอันสหรคตด้วยความสำราญ ธรรม ๒ ควรเจริญ คือ สมถะ ๑ วิปัสนา ๑ ธรรม ๓ ควรเจริญ คือ สมาธิ ๓ธรรม ๔ ควรเจริญ คือสติปัฏฐาน ๔ ธรรม ๕ ควรเจริญ คือ สัมมาสมาธิมีองค์ ๕ ธรรม ๖ ควรเจริญ คือ อนุสสติ ๖ธรรม ๗ ควรเจริญ คือ โพชฌงค์ ๗ธรรม ๘ ควรเจริญ คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ธรรม ๙ ควรเจริญ คือ องค์อันเป็นประธานแห่งความบริสุทธิ์ [ปาริสุทธิ] ๙ ธรรม ๑๐ ควรเจริญ คือ กสิณ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เทฺว ภาวนา โลกิยา จ ภาวนา โลกุตฺตรา จ ภาวนา ฯ ติสฺโส ภาวนา รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา ฯ รูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อรูปาวจรกุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา อตฺถิ หีนา อตฺถิ มชฺฌิมา อตฺถิ ปณีตา อปริยาปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ภาวนา [๑] ปณีตา ฯ จตสฺโส ภาวนา ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌนฺโต ภาเวติ อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ

๑ ม. สมาธิ ฯ

ฉบับหลวง

ภาวนา ๒ คือโลกิยภาวนา ๑ โลกุตรภาวนา ๑ ภาวนา ๓ คือ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล ๑ การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก [โลกุตรกุศล] ๑ การเจริญธรรมอันเป็นรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญธรรมอันเป็นอรูปาวจรกุศล เป็นส่วนเลวก็มี เป็นส่วนปานกลางก็มี เป็นส่วนประณีตก็มี การเจริญกุศลธรรมอันไม่นับเนื่องในโลก เป็นส่วนประณีตอย่างเดียว ภาวนา ๔ คือ เมื่อแทงตลอดทุกขสัจ อันเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดสมุทัยสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดนิโรธสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ เมื่อแทงตลอดมรรคสัจอันเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา ชื่อว่าเจริญอยู่ ๑ ภาวนา ๔ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปราปิ จตสฺโส ภาวนา เอสนาภาวนา ปฏิลาภภาวนา เอกรสาภาวนา อาเสวนาภาวนา ฯ

กตมา เอสนาภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปชฺชนฺตานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ อยํ เอสนาภาวนา ฯ

กตมา ปฏิลาภภาวนา สพฺเพสํ สมาธึ สมาปนฺนานํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ อยํ ปฏิลาภภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ เอสนาภาวนา ๑ ปฏิลาภภาวนา ๑ เอกรสาภาวนา ๑ อาเสวนาภาวนา ๑ ฯ

เอสนาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิอยู่ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในธรรมอันเป็นส่วนเบื้องต้นนั้น มีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้ จึงชื่อว่าเอสนาภาวนา ฯ

ปฏิลาภภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรทั้งปวงเข้าสมาธิแล้ว ธรรม ทั้งหลายที่เกิดในสมาธินั้น ไม่เป็นไปล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ภาวนานี้จึงชื่อว่าปฏิลาภภาวนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา เอกรสาภาวนา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ภาวยโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ภาวยโต วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ภาวยโต สตินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ภาวยโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวยโต ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตาริ

อินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ภาวยโต สทฺธาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ภาวยโต วิริยพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ภาวยโต สติพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ภาวยโต สมาธิพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ภาวยโต ปญฺญาพลสฺส วเสน จตฺตาริ พลานิ เอกรสา โหนฺตีติ พลานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ

อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกสรฏฺเฐน ภาวนา ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ

โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ ภาวยโต อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส วเสน ฉ โพชฺฌงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ โพชฺฌงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ ภาวยโต สมฺมาทิฏฺฐิยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺปํ ภาวยโต สมฺมาสงฺกปฺปสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจํ ภาวยโต สมฺมาวาจาย วเสน สตฺต มคฺคงฺคา

เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺตํ ภาวยโต สมฺมากมฺมนฺตสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีวํ ภาวยโต สมฺมาอาชีวสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายามํ ภาวยโต สมฺมาวายามสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสตึ ภาวยโต สมฺมาสติยา วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ ภาวยโต สมฺมาสมาธิสฺส วเสน สตฺต มคฺคงฺคา เอกรสา โหนฺตีติ มคฺคงฺคานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา อยํ เอกรสาภาวนา ฯ

๑ ยุ. อตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

เอกรสาภาวนาเป็นไฉน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน... เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น อินทรีย์อีก ๔ อย่าง มีกิจอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ

เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัทธาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะอสัทธิยะ พละอีก๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัทธาพละเพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันเมื่อพระโยคาวจรเจริญวิริยพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะโกสัชชะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะปมาทะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอุทธัจจะ ... เมื่อพระโยคาวจรเจริญปัญญาพละ ด้วยอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา พละอีก ๔ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถปัญญาพละ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าพละทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ

เมื่อพระโยคาวจรเจริญสติสัมโพชฌงค์ ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น โพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสติสัมโพชฌงค์ เพราะฉะนั้นชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าเลือกเฟ้น ...

เมื่อเจริญวิริยสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญปีติสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่า ซาบซ่านไป ...เมื่อเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าสงบ ... เมื่อเจริญสมาธิสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ... เมื่อเจริญอุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยอรรถว่าพิจารณาหาทางโพชฌงค์อีก ๖ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอุเบกขาสัมโพชฌงค์เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าโพชฌงค์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ฯ

เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็นชอบ องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาทิฐิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าองค์มรรคทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อพระโยคาวจรเจริญสัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าตรึก ... เมื่อเจริญสัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดเอา ... เมื่อเจริญสัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... เมื่อเจริญสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว ...เมื่อเจริญสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ... เมื่อเจริญสัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ... เมื่อเจริญสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน องค์มรรคอีก ๗ อย่าง มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถสัมมาสมาธิ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนาด้วยอรรถว่าองค์มรรถทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ภาวนานี้ ชื่อว่าเอกรสาภาวนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา อาเสวนาภาวนา อิธ ภิกฺขุ ปุพฺพณฺหสมยํปิ ๑ อาเสวติ มชฺฌนฺติกสมยํปิ อาเสวติ สายณฺหสมยํปิ อาเสวติ ปุเรภตฺตํปิ อาเสวติ ปจฺฉาภตฺตํปิ อาเสวติ ปุริเมปิ ยาเม อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ ยาเม อาเสวติ รตฺตึปิ อาเสวติ ทิวาปิ อาเสวติ รตฺตินฺทิวาปิ อาเสวติ กาเฬปิ อาเสวติ ชุเณฺหปิ อาเสวติ วสฺเสปิ อาเสวติ เหมนฺเตปิ อาเสวติ คิเมฺหปิ อาเสวติ ปุริเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ มชฺฌิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ ปจฺฉิเมปิ วโยขนฺเธ อาเสวติ อยํ อาเสวนาภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

อาเสวนาภาวนาเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งสมาธิที่ถึงความสำราญ ตลอดเวลาเช้าก็ดี ตลอดเวลาเที่ยงก็ดีตลอดเวลาเย็นก็ดี ตลอดเวลาก่อนภัตก็ดี ตลอดเวลาหลังภัตก็ดี ตลอดยามต้นก็ดีตลอดยามหลังก็ดี ตลอดคืนก็ดี ตลอดวันก็ดี ตลอดคืนและวันก็ดี ตลอดกาฬปักษ์ก็ดี ตลอดชุณหปักษ์ก็ดี ตลอดฤดูฝนก็ดี ตลอดฤดูหนาวก็ดี ตลอดฤดูร้อนก็ดีตลอดส่วนวัยต้นก็ดี ตลอดส่วนวัยกลางก็ดี ตลอดส่วนวัยหลังก็ดี ภาวนานี้ชื่อว่าอาเสวนาภาวนา ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปราปิ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

ภาวนา ๔ อีกประการหนึ่ง คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ๑ ภาวนาด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิจิกิจฺฉํ ปชหโต ธมฺมววตฺถานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน

ภาวนา อวิชฺชํ ปชหโต ญาณวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อรตึ ปชหโต ปามุชฺชวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นีวรเณ ปชหโต ปฐมชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิตกฺกวิจาเร ปชหโต ทุติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปีตึ ปชหโต ตติยชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สุขทุกฺเข ปชหโต จตุตฺถชฺฌานวเสน ชาตา ธมฺมา

อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ ปชหโต อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปชหโต อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปชหโต เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ

ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นิจฺจสญฺญํ ปชหโต อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สุขสญฺญํ ปชหโต ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อตฺตสญฺญํ ปชหโต อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ็ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา นนฺทึ ปชหโต นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ราคํ ปชหโต วิราคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ

ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมุทยํ ปชหโต นิโรธานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาทานํ ปชหโต ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฆนสญฺญํ ปชหโต ขยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อายุหนํ ปชหโต วยานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ธุวสญฺญํ ปชหโต วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน

ภาวนา นิมิตฺตํ ปชหโต อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ปณิธึ ปชหโต อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อภินิเวสํ ปชหโต สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สาราทานาภินิเวสํ ปชหโต อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สมฺโมหาภินิเวสํ ปชหโต ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ

อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อาลยาภินิเวสํ ปชหโต อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อปฺปฏิสงฺขํ ปชหโต ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สญฺโญคาภินิเวสํ ปชหโต วิวฏฺฏนานุปสฺสนาวเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ทิฏฺเฐกฏฺเฐ กิเลเส ปชหโต โสตาปตฺติมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา โอฬาริเก กิเลเส ปชหโต สกทาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อณุสหคเต กิเลเส ปชหโต อนาคามิมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ชาตา ธมฺมา อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฯ

๑ ม. ปิสทฺโท นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น

อย่างไร ฯ

เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนกขัมมะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าไม่ล่วงกันและกันแห่งธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น เมื่อพระโยคาวจรละพยาบาท ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่พยาบาท ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละถีนมิทธะธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาโลกสัญญา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอุทธัจจะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิจิกิจฉา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถการกำหนดธรรมย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอวิชชาธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถแห่งญาณย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอรติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถ ความปราโมทย์ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิวรณ์ทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฐมฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละวิตกและวิจาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุติยฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปีติ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถตติยฌาน

ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขและทุกข์ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถจตุตถฌาน ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากาสานัญจายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากาสานัญจายตนสัญญาธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิญญาณัญจายตนสมาบัติย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละวิญญาณัญจายตนสัญญาธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอากิญจัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอากิญจัญญายตนสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละนิจจสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิจจานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสุขสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถทุกขานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...

เมื่อละอัตตสัญญา ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนัตตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...

เมื่อละความเพลิดเพลิน ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิพพิทานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละราคะ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิราคานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละฆนสัญญา ธรรมทั้งหลายเกิดด้วยสามารถขยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละสมุทัยธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถนิโรธานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละความถือมั่น ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏินิสสัคคานุปัสนาย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอายูหนะ (การทำความเพียรเพื่อประโยชน์แก่สังขาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวยานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...เมื่อละธุวสัญญา (ความสำคัญว่ายั่งยืน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถวิปริณามานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละนิมิตร ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอนิมิตตานุปัสนา

ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละปณิธิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอัปปณิหิตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอภินิเวส(ความยึดมั่นว่ามีตัวตน) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสุญญตานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสาราทานาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยการถือว่าเป็นแก่นสาร) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอธิปัญญาธรรมวิปัสนา (ความเห็นแจ้งซึ่งธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัมโมหาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยความหลงใหล) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถยถาภูตญาณทัสนะ ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละอาลยาภินิเวส (ความยึดมั่นด้วยความอาลัย) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถอาทีนวานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ...

เมื่อละอัปปฏิสังขา (ความไม่พิจารณา) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถปฏิสังขานุปัสนา ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละสัญโญคาภินิเวส(ความยึดมั่นด้วยกิเลสเครื่องประกอบสัตว์) ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถด้วยวิวัฏฏานุปัสนา (ความตามเห็นกามเป็นเครื่องควรหลีกไป) ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสที่ตั้งอยู่รวมกันกับทิฐิ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถโสดาปัตติมรรคย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างหยาบ ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยสามารถสกทาคามิมรรค

ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสอย่างละเอียด ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารอนาคามิมรรค ย่อมไม่ล่วงกันและกัน ... เมื่อละกิเลสทั้งปวง ธรรมทั้งหลายที่เกิดด้วยความสามารถอรหัตมรรคย่อมไม่ล่วงกันและกัน เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงกันและกัน

อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ เอกรสา โหนฺตีติ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกันอย่างไร

เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน เมื่อละพยาบาท อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งหมด อินทรีย์ ๕ มีกิจเป็นอย่างเดียวกันด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน วิริยํ วาเหตีติ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างไร ฯ

พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถเนกขัมมะ เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ เมื่อละพยาบาท ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมนำไปซึ่งความเพียรด้วยสามารถอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมนั้นๆ อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ อาเสวตีติ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา เอวํ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา อิมา จตสฺโส ภาวนา รูปํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ เวทนํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต ภาเวติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต ภาเวติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต ภาเวติ เย เย ธมฺมา ภาวิตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา ภาเวตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

จตุตฺถภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก อย่างไร ฯ

เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งเนกขัมมะเพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมาก เมื่อละพยาบาทย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ

เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเสพเป็นอันมากซึ่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากชื่อว่าภาวนา ด้วยอรรถว่าเสพเป็นอันมากอย่างนี้ ภาวนา ๔ ประการนี้ ฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูป ชื่อว่าเจริญภาวนา พิจารณาเห็นเวทนา ...พิจารณาเห็นสัญญา ... พิจารณาเห็นสังขาร ... พิจารณาเห็นวิญญาณ ... พิจารณาเห็นจักษุ ฯลฯ พิจารณาเห็นชราและมรณะ ... พิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ชื่อว่าเจริญภาวนา

ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันเจริญแล้วธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอย่างเดียวกัน ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า ธรรมเหล่านี้ควรเจริญ ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

จบจตุตถภาณวาร

สัจฉิกาตัพพนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจฉิกาตัพพนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอโก ธมฺโม สจฺฉิกาตพฺโพ อกุปฺปา เจโตวิมุตฺติ เทฺว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา วิชฺชา จ วิมุตฺติ จ ตโย ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ติสฺโส วิชฺชา จตฺตาโร ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา จตฺตาริ สามญฺญผลานิ ปญฺจ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ปญฺจ ธมฺมกฺขนฺธา ฉ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ฉ อภิญฺญา สตฺต ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา สตฺต ขีณาสวพลานิ อฏฺฐ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา อฏฺฐ วิโมกฺขา นว ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา นว อนุปุพฺพนิโรธา ทส ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา ทส อเสกฺขา ธมฺมา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดซึ่งธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ธรรมอย่างหนึ่งควรทำให้แจ้ง คือ เจโตวิมุติอันไม่กำเริบ ธรรม ๒ ควรทำให้แจ้งคือ วิชชา ๑ วิมุตติ ๑ ธรรม ๓ ควรทำให้แจ้ง คือ วิชชา ๓ธรรม ๔ ควรทำให้แจ้ง คือสามัญญผล ๔ ธรรม ๕ ควรทำให้แจ้ง คือธรรมขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรทำให้แจ้ง คือ อภิญญา ๖ธรรม ๗ ควรทำให้แจ้งคือ กำลังของพระขีณาสพ ๗ ธรรม ๘ ควรทำให้แจ้ง คือ วิโมกข์ ๘ธรรม๙ ควรทำให้แจ้ง คือ อนุปุพพนิโรธ ๙ ธรรม ๑๐ ควรทำให้แจ้ง คืออเสกขธรรม ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สพฺพํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ สจฺฉิกาตพฺพํ จกฺขุํ ภิกฺขเว สจฺฉิกาตพฺพํ รูปา สจฺฉิกาตพฺพา จกฺขุวิญฺญาณํ สจฺฉิกาตพฺพํ จกฺขุสมฺผสฺโส สจฺฉิกาตพฺโพ ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สจฺฉิกาตพฺพํ โสตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สทฺทา สจฺฉิกาตพฺพา ฯเปฯ ฆานํ สจฺฉิกาตพฺพํ คนฺธา สจฺฉิกาตพฺพา ชิวฺหา สจฺฉิกาตพฺพา รสา สจฺฉิกาตพฺพา กาโย สจฺฉิกาตพฺโพ โผฏฺฐพฺพา สจฺฉิกาตพฺพา มโน สจฺฉิกาตพฺโพ ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพา มโนวิญฺญาณํ สจฺฉิกาตพฺพํ มโนสมฺผสฺโส สจฺฉิกาตพฺโพ ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สจฺฉิกาตพฺพํ ฯ

รูปํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ เวทนํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ สญฺญํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ สงฺขาเร ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ วิญฺญาณํ ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ปสฺสนฺโต สจฺฉิกโรติ เย เย ธมฺมา สจฺฉิกตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ผุสิตา ๑ โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา สจฺฉิกาตพฺพาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

กถํ อิเม ธมฺมา หานภาคิยา อิเม ธมฺมา ฐิติภาคิยา อิเม ธมฺมา วิเสสภาคิยา อิเม ธมฺมา นิพฺเพธภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ปฐมชฺฌานสฺส ลาภึ กามสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อวิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ทุติยชฺฌานสฺส ลาภึ วิตกฺกสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อุเปกฺขาสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา

สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ตติยชฺฌานสฺส ลาภึ ปีติสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อทุกฺขมสุขสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม จตุตฺถชฺฌานสฺส ลาภึ อุเปกฺขาสุขสหคตา ๑ สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย

ธมฺโม อากาสานญฺจายตนสฺส ลาภึ รูปสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม วิญฺญาณญฺจายตนสฺส ลาภึ อากาสานญฺจายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม อากิญฺจญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม อากิญฺจญฺญายตนสฺส ลาภึ วิญฺญาณญฺจายตนสหคตา

สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ หานภาคิโย ธมฺโม ตทนุธมฺมตา สติ สนฺติฏฺฐติ ฐิติภาคิโย ธมฺโม เนวสญฺญานาสญฺญายตนสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิเสสภาคิโย ธมฺโม นิพฺพิทาสหคตา สญฺญามนสิการา สมุทาจรนฺติ วิราคูปสญฺหิตา นิพฺเพธภาคิโย ธมฺโม ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิเม ธมฺมา หานภาคิยา อิเม ธมฺมา ฐิติภาคิยา อิเม ธมฺมา วิเสสภาคิยา อิเม ธมฺมา นิพฺเพธภาคิยาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

๑ ม. ยุ. ผสฺสิตา ฯ

๑ ม. อุเปกฺขาสหคตา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรทำให้แจ้ง ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวง

ควรทำให้แจ้ง คือ อะไร คือ จักษุ รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัสสุขเวทนา ทุกขเวทนาหรือแม้อทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรทำให้แจ้งทุกอย่าง หู เสียง ฯลฯ

จมูก กลิ่น ฯลฯ ลิ้น รส ฯลฯกาย โผฏฐัพพะ ฯลฯ ใจ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณมโนสัมผัส สุขเวทนาทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยควรทำให้แจ้งทุกอย่าง ฯ

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นรูป ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ เมื่อพิจารณาเห็นเวทนา ... เมื่อพิจารณาเห็นสัญญา ... เมื่อพิจารณาเห็นสังขาร ...เมื่อพิจารณาเห็นวิญญาณ ... เมื่อพิจารณาเห็นจักษุ ... เมื่อพิจารณาเห็นชราและมรณะ ... เมื่อพิจารณาเห็นนิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยอรรถว่าเป็นที่สุด ย่อมทำให้แจ้งโดยทำให้เป็นอารมณ์ ธรรมใดๆ เป็นธรรมอันทำให้แจ้งแล้ว ธรรมนั้นๆย่อมเป็นธรรมอันถูกต้องแล้ว ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถรู้ว่าชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่าธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยกาม ของพระโยคาวจร ผู้ได้ปฐมฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ปฐมฌานนั้นยังตั้งอยู่

นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันไม่ประกอบด้วยวิตกเป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย

ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิตก ของพระโยคาวจร ผู้ได้ทุติยฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ทุติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยปีติและสุขของพระโยคาวจร ผู้ได้ตติยฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่ตติยฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนาเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ

สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอุเบกขาและสุข ของพระโยคาวจรผู้ได้จตุตถฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่จตุตถฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสสัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยรูป ของพระโยคาวจรผู้ได้อากาสานัญจายตนฌาน

เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากาสานัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌานเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะเป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากาสานัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้วิญญาณัญจายตนฌาน เป็นไปอยู่นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่วิญญาณัญจายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยอากิญจัญญายตนฌานเป็นไปอยู่

นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่ายประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสสัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยวิญญาณัญจายตนฌาน ของพระโยคาวจรผู้ได้อากิญจัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อมความพอใจอันเป็นธรรมสมควรแก่อากิญจัญญายตนฌานนั้นยังตั้งอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ สัญญาและมนสิการอันประกอบด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ สัญญาและมนสิการอันสหรคตด้วยความเบื่อหน่าย ประกอบด้วยวิราคะ เป็นไปอยู่ นี้เป็นธรรมเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้นชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความเสื่อม ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความตั้งอยู่ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความวิเศษ ธรรมเหล่านี้เป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลส ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

ลักขณัตติกนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ลักขณัตติกนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ รูปํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตาติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่ารูปไม่เที่ยงเพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่าเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ไม่เที่ยง เพราะความว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะความว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะความว่าหาแก่นสารมิได้ ชื่อว่าสุตมยญาณ ชื่อว่าญาณด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่าสังขารทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา ชื่อว่าสุตมยญาณ ฯ

ทุกขสัจนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทุกขสัจนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริสจฺจํ อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

ตตฺถ กตมํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา มรณมฺปิ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสาปิ ทุกฺขา อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ฯ

ตตฺถ กตมา ชาติ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชาติ สญฺชาติ โอกฺกนฺติ นิพฺพตฺติ อภินิพฺพตฺติ ขนฺธานํ ปาตุภาโว อายตนานํ ปฏิลาโภ อยํ วุจฺจติ ชาติ ฯ

ตตฺถ กตมา ชรา ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหิ ตมฺหิ สตฺตนิกาเย ชรา ชีรณตา ขณฺฑิจฺจํ ปาลิจฺจํ วลิตฺตจตา อายุโน สํหานิ อินฺทฺริยานํ ปริปาโก อยํ วุจฺจติ ชรา ฯ

ตตฺถ กตมํ มรณํ ยา เตสํ เตสํ สตฺตานํ ตมฺหา ตมฺหา สตฺตนิกายา จุติ จวนตา เภโท อนฺตรธานํ มจฺจุ มรณํ กาลกิริยา ขนฺธานํ เภโท กเฬวรสฺส นิกฺเขโป ชีวิตินฺทฺริยสฺส อุปจฺเฉโท อิทํ วุจฺจติ มรณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วว่า นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ

ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร ฯ

ในอริยสัจ ๔ ประการนั้น ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ชาติเป็นทุกข์ ชรา เป็นทุกข์ มรณะเป็นทุกข์ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทสนัส และอุปายาสเป็นทุกข์ ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่อ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ฯ

ชาติในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความเกิด ความเกิดพร้อม ความก้าวลง ความบังเกิดความบังเกิดเฉพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ทั้งหลาย ความกลับได้อายตนะ ในหมู่สัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า ชาติ ฯ

ชราในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแก่ ความชำรุด ความเป็นผู้มีฟันหัก ความเป็นผู้มีผมหงอก ความเป็นผู้มีหนังเหี่ยว ความเสื่อมอายุ ความแก่แห่งอินทรีย์ทั้งหลาย ในหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆ นี้ท่านกล่าวว่า ชรา ฯ

มรณะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความจุติ ความเคลื่อน ความแตก ความหายไปความถึงตาย ความตาย ความทำกาละ ความแตกแห่งขันธ์ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ แห่งสัตว์นั้นๆนี้ท่านกล่าวว่า มรณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตโม โสโก โย ๑ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส โสโก โสจนา โสจิตตฺตํ อนฺโตโสโก อนฺโตปริโสโก เจตโส ปริชฺฌายนา โทมนสฺสํ โสกสลฺลํ อยํ วุจฺจติ โสโก ฯ

ตตฺถ กตโม ปริเทโว โย ๑ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อาเทโว ปริเทโว อาเทวนา ปริเทวนา อาเทวิตตฺตํ ปริเทวิตตฺตํ วาจา ปลาโป วิปฺปลาโป ลาลปฺโป ลาลปฺปนา ลาลปฺปิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ ปริเทโว ฯ

ตตฺถ กตมํ ทุกฺขํ ยํ กายิกํ อสาตํ กายิกํ ทุกฺขํ กายสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ กายสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขํ ฯ

ตตฺถ กตมํ โทมนสฺสํ ยํ เจตสิกํ อสาตํ เจตสิกํ ทุกฺขํ เจโตสมฺผสฺสชํ อสาตํ ทุกฺขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา อสาตา ทุกฺขา เวทนา อิทํ วุจฺจติ โทมนสฺสํ ฯ

ตตฺถ กตโม อุปายาโส โย ๒ ญาติพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โภคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส โรคพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส สีลพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส ทิฏฺฐิพฺยสเนน วา ผุฏฺฐสฺส อญฺญตรญฺญตเรน พฺยสเนน สมนฺนาคตสฺส อญฺญตรญฺญตเรน ทุกฺขธมฺเมน ผุฏฺฐสฺส อายาโส อุปายาโส อายาสิตตฺตํ อุปายาสิตตฺตํ อยํ วุจฺจติ อุปายาโส ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๑-๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

โสกะในทุกขอริสัจนั้นเป็นไฉน ความโศก กิริยาที่โศก ความเป็นผู้โศก

ความโศก ณ ภายใน ความตรมตรอม ณ ภายใน ความตรอมจิตความเสียใจ ลูกศร คือ ความโศกแห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งสมบัติกระทบเข้าก็ดีผู้ถูกความฉิบหาย คือ โรคกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งศีลกระทบเข้าก็ดี ผู้ถูกความฉิบหายแห่งทิฐิกระทบเข้าก็ดี ผู้ประจวบกับความฉิบหายอื่นๆ ก็ดี ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า โสกะ ฯ

ปริเทวะในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความครวญ ความคร่ำครวญ ความร่ำไร ความเป็นผู้ร่ำไร ความเป็นผู้รำพัน ความบ่นด้วยวาจา ความเพ้อด้วยวาจาความพูดพร่ำเพรื่อ กิริยาที่พูดพร่ำ ความเป็นผู้พูดพร่ำเพรื่อ แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ... ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า ปริเทวะ ฯ

ทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางกาย ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วซึ่งเกิดแต่กายสัมผัสกิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่กายสัมผัส นี้ท่านกล่าวว่า ทุกข์ ฯ

โทมนัสในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความไม่สำราญ ความลำบากอันมีทางใจ ความไม่สำราญ ความลำบากที่สัตว์เสวยแล้วเกิดแต่สัมผัสทางใจ กิริยาอันไม่สำราญ ทุกขเวทนาซึ่งเกิดแต่สัมผัสทางใจ นี้ท่านกล่าวว่า โทมนัส ฯ

อุปายาสในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉน ความแค้น ความเคือง ความเป็นผู้แค้น ความเป็นผู้เคือง แห่งบุคคลผู้ถูกความฉิบหายแห่งญาติกระทบเข้าก็ดี ... ผู้ถูกเหตุแห่งทุกข์อื่นๆ กระทบเข้าก็ดี นี้ท่านกล่าวว่า อุปายาส ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตโม อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข อิธ ยสฺส เต โหนฺติ อนิฏฺฐา อกนฺตา อมนาปา รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา เย วา ปนสฺส เต โหนฺติ อนตฺถกามา อหิตกามา อผาสุกามา อโยคกฺเขมกามา ยา เตหิ ๑ สงฺคติ สมาคโม สโมธานํ มิสฺสีภาโว อยํ วุจฺจติ อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ฯ

ตตฺถ กตโม ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข อิธ ยสฺส เต โหนฺติ อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา รูปา สทฺทา คนฺธา รสา โผฏฺฐพฺพา เย วา ปนสฺส เต โหนฺติ อตฺถกามา หิตกามา ผาสุกามา โยคกฺเขมกามา มาตา วา ปิตา วา ภาตา วา ภคินี วา มิตฺตา วา อมจฺจา วา ญาตี วา สาโลหิตา วา ยา เตหิ [๒] อสงฺคติ อสมาคโม อสโมธานํ อมิสฺสีภาโว อยํ วุจฺจติ ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ฯ

ตตฺถ กตมํ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ชาติธมฺมานํ สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ อโห วต มยํ น ชาติธมฺมา อสฺสาม น จ วต โน ชาติ อาคจฺเฉยฺยาติ น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ชราธมฺมานํ สตฺตานํ ฯเปฯ พฺยาธิธมฺมานํ สตฺตานํ มรณธมฺมานํ สตฺตานํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมานํ สตฺตานํ เอวํ อิจฺฉา อุปฺปชฺชติ อโห วต มยํ น โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสธมฺมา อสฺสาม น จ วต โน โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา อาคจฺเฉยฺยุนฺติ น โข ปเนตํ อิจฺฉาย ปตฺตพฺพํ อิทมฺปิ ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตมฺปิ ทุกฺขํ ฯ

ตตฺถ กตเม สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา เสยฺยถีทํ รูปูปาทานกฺขนฺโธ เวทนูปาทานกฺขนฺโธ สญฺญูปาทานกฺขนฺโธ สงฺขารูปาทานกฺขนฺโธ วิญฺญาณูปาทานกฺขนฺโธ อิเม วุจฺจนฺติ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ฯ

๑-๒ ม. สทฺธึ ฯ

ฉบับหลวง

ความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้น

เป็นไฉน สังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ไม่น่าพอใจในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใดเป็นผู้ไม่หวังประโยชน์ ไม่หวังความเกื้อกูล ไม่หวังความสบายไม่หวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไปร่วมกัน

การมาร่วมกันการอยู่ร่วมกัน การทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่าความประจวบกับสังขารหรือสัตว์อันไม่เป็นที่รัก เป็นทุกข์ ฯ

ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจนั้นเป็นไฉนสังขารเหล่าใด คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ในโลกนี้ ย่อมมีแก่บุคคลนั้น หรือสัตว์เหล่าใดคือ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่หญิง น้องหญิงมิตร พวกพ้อง ญาติหรือสาโลหิตเป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความสบายหวังความปลอดโปร่งจากโยคกิเลสแก่บุคคลนั้น การไม่ได้ไปร่วมกัน การไม่ได้มาร่วมกัน การไม่ได้อยู่ร่วมกัน การไม่ได้ทำกิจร่วมกัน กับสังขารหรือสัตว์เหล่านั้น นี้ท่านกล่าวว่า ความพลัดพรากจากสังขารหรือสัตว์อันเป็นที่รัก เป็นทุกข์ ฯ

ความไม่ได้สมปรารถนาเป็นทุกข์ในทุกขอริยสัจเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิดเป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่ามีชาติเป็นธรรมดา และชาติอย่ามาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา แม้ความปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น นี้ก็เป็นทุกข์สัตว์ทั้งหลายมีชราเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีพยาธิเป็นธรรมดา ฯลฯ

สัตว์ทั้งหลายมีมรณะเป็นธรรมดา ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายมีโสกะปริเทวะ ทุกข์โทสนัสและอุปายาสเป็นธรรมดา มีความปรารถนาเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า ขอเราทั้งหลายอย่าพึงมีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจเป็นธรรมดาเลยและขอความโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นใจ ไม่พึงมาถึงแก่เราทั้งหลายเลย ข้อนี้อันสัตว์ทั้งหลายไม่พึงได้ตามความปรารถนา ความไม่ได้สมปรารถนาแม้นี้ก็เป็นทุกข์ ฯ

โดยย่ออุปาทาขันท์ ๕ เป็นทุกข์ ในทุกขอริยสัจนั้น เป็นไฉน อุปาทานขันธ์ คือ รูปอุปาทานขันธ์ คือ เวทนา อุปาทานขันธ์ คือ สัญญาอุปาทานขันธ์ คือ สังขาร อุปาทานขันธ์ คือวิญญาณ อุปาทานขันธ์เหล่านี้ท่านกล่าวว่า โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขอริยสัจ

สมุทยสัจนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมุทยสัจนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา สา โข ปเนสา ตณฺหา กตฺถ อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ กตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ กิญฺจ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ โสตํ โลเก ฆานํ โลเก ชิวฺหา โลเก กาโย โลเก มโน โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ รูปา โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ สทฺทา โลเก ฯเปฯ ธมฺมา โลเก จกฺขุวิญฺญาณํ โลเก ฯเปฯ

มโนวิญฺญาณํ โลเก จกฺขุสมฺผสฺโส โลเก ฯเปฯ มโนสมฺผสฺโส โลเก จกฺขุสมฺผสฺสชา เวทนา โลเก ฯเปฯ มโนสมฺผสฺสชา7 เวทนา โลเก รูปสญฺญา โลเก ฯเปฯ ธมฺมสญฺญา โลเก รูปสญฺเจตนา โลเก ฯเปฯ ธมฺมสญฺเจตนา โลเก รูปตณฺหา โลเก ฯเปฯ ธมฺมตณฺหา โลเก รูปวิตกฺโก โลเก ฯเปฯ ธมฺมวิตกฺโก โลเก รูปวิจาโร โลเก ฯเปฯ ธมฺมวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา อุปฺปชฺชมานา อุปฺปชฺชติ เอตฺถ นิวิสมานา นิวิสติ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ฯ

ฉบับหลวง

ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน ตัณหานี้ใดอันให้เกิดในภพใหม่สหรคตด้วยนันทิราคะ อันเพลิดเพลินในอารมณ์นั้นๆคือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ก็ตัณหานี้นั้นแล เมื่อเกิดย่อมเกิดที่ไหน เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ไหน สิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลกตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดในสิ่งนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ในสิ่งนั้น ก็สิ่งอะไรเล่าเป็นที่รักที่ยินดีในโลกจักษุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่จักษุนั้นเมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่จักษุนั้น หู ...

จมูก ... ลิ้น ... กาย ... ใจ เป็นที่รักที่ยินดีในโลกตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ใจนั้น เมื่อตั้งอยู่ย่อมตั้งอยู่ที่ใจนั้น รูปทั้งหลายเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่รูปนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่รูปนั้น เสียง ฯลฯ ธรรมารมณ์ ... จักษุวิญญาณ ฯลฯ จักษุสัมผัส ฯลฯมโนสัมผัส เวทนาที่เกิดแต่จักษุสัมผัส ฯลฯ เวทนาที่เกิดแต่มโนสัมผัสรูปสัญญา ฯลฯ ธรรมสัญญา รูปสัญเจตนา ฯลฯ

ธรรมสัญเจตนา รูปตัณหา ฯลฯธรรมตัณหา รูปวิตก ฯลฯ ธรรมวิตก รูปวิจาร ฯลฯ ธรรมวิจารเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานั้นเมื่อเกิดย่อมเกิดที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ที่ธรรมวิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขสมุทัยอริยสัจ ฯ

นิโรธสัจนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค นิโรธสัจนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ โย ตสฺสา เยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย สา โข ปเนสา ตณฺหา กตฺถ ปหิยฺยมานา ปหียติ กตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ จกฺขุํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ โสตํ โลเก ฯเปฯ ธมฺมวิจาโร โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหิยฺยมานา ปหียติ เอตฺถ นิรุชฺฌมานา นิรุชฺฌติ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ ฯ

ฉบับหลวง

ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ความที่ตัณหานั้นนั่นแลดับด้วยความสำรอกโดยไม่เหลือ ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้นความไม่อาลัย ก็ตัณหานี้นั้นแล

เมื่อละย่อมละได้ที่ไหน เมื่อดับย่อมดับได้ที่ไหนสิ่งใดเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละก็ละได้ในสิ่งนั้น เมื่อดับก็ดับได้ในสิ่งนั้น จักษุเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่จักษุนั้นเมื่อดับย่อมดับได้ที่จักษุนั้น หู ฯลฯ ธรรมวิจารเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ตัณหานี้เมื่อละย่อมละได้ที่ธรรมวิจารนั้น เมื่อดับก็ดับได้ที่ธรรมวิจารนั้น นี้ท่านกล่าวว่าทุกขนิโรธอริยสัจ ฯ

มัคคสัจนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มัคคสัจนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ ฯ

ตตฺถ กตมา สมฺมาทิฏฺฐิ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ อยํ วุจฺจติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯ

ตตฺถ กตโม สมฺมาสงฺกปฺโป เนกฺขมฺมสงฺกปฺโป อพฺยาปาทสงฺกปฺโป อวิหึสาสงฺกปฺโป อยํ วุจฺจติ สมฺมาสงฺกปฺโป ฯ

ตตฺถ กตมา สมฺมาวาจา มุสาวาทา เวรมณี ปิสุณาย วาจาย เวรมณี ผรุสาย วาจาย เวรมณี สมฺผปฺปลาปา เวรมณี อยํ วุจฺจติ สมฺมาวาจา ฯ

ตตฺถ กตโม สมฺมากมฺมนฺโต ปาณาติปาตา เวรมณี อทินฺนาทานา เวรมณี กาเมสุ มิจฺฉาจารา เวรมณี อยํ วุจฺจติ สมฺมากมฺมนฺโต ฯ

ตตฺถ กตโม สมฺมาอาชีโว อิธ อริยสาวโก มิจฺฉาอาชีวํ ปหาย สมฺมาอาชีเวน ชีวิกํ กปฺเปติ อยํ วุจฺจติ สมฺมาอาชีโว ฯ

ตตฺถ กตโม สมฺมาวายาโม อิธ ภิกฺขุ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา ฉนฺทํ ชเนติ วายมติ วิริยํ อารภติ จิตฺตํ ปคฺคณฺหาติ ปทหติ อยํ วุจฺจติ สมฺมาวายาโม ฯ

ตตฺถ กตมา สมฺมาสติ อิธ ภิกฺขุ กาเย กายานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ เวทนาสุ ฯเปฯ จิตฺเต ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสี วิหรติ อาตาปี สมฺปชาโน สติมา วิเนยฺย โลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ อยํ วุจฺจติ สมฺมาสติ ฯ

ตตฺถ กตโม สมฺมาสมาธิ อิธ ภิกฺขุ วิวิจฺเจว กาเมหิ วิวิจฺจ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ สวิตกฺกํ สวิจารํ วิเวกชมฺปีติสุขํ ปฐมชฺฌานํ ๑ อุปสมฺปชฺช วิหรติ วิตกฺกวิจารานํ วูปสมา อชฺฌตฺตํ สมฺปสาทนํ เจตโส เอโกทิภาวํ อวิตกฺกํ อวิจารํ สมาธิชมฺปีติสุขํ ทุติยชฺฌานํ ๒ อุปสมฺปชฺช วิหรติ ปีติยา จ วิราคา อุเปกฺขโก จ วิหรติ สโต จ สมฺปชาโน สุขญฺจ กาเยน ปฏิสํเวเทติ ยนฺตํ อริยา อาจิกฺขนฺติ อุเปกฺขโก สติมา สุขวิหารีติ ตติยชฺฌานํ ๓ อุปสมฺปชฺช วิหรติ สุขสฺส จ ปหานา ทุกฺขสฺส จ ปหานา ปุพฺเพว โสมนสฺสโทมนสฺสานํ อตฺถงฺคมา อทุกฺขมสุขํ อุเปกฺขาสติปาริสุทฺธึ จตุตฺถชฺฌานํ ๔ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วุจฺจติ สมฺมาสมาธิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ฯ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ โสตาวธานํ ตํปชานนา ปญฺญา สุตมเย ญาณํ เอวํ โสตาวธาเน ปญฺญา สุตมเย ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ปฐมํ ฌานํ ฯ ๒ ม. ทุติยํ ฌานํ ฯ ๓ ม. ตติยํ ฌานํ ฯ ๔ ม. จตุตฺถํ ฌานํ ฯ

ฉบับหลวง

ในจตุราริยสัจนั้น ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉนอริยมรรคมีองค์ ๘นี้แล คือ สัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาทิฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัยความรู้ในทุกขนิโรธ ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาทิฐิ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะเป็นไฉน ความดำริในความออกจากกามความดำริในความไม่พยาบาท ความดำริในความไม่เบียดเบียนนี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสังกัปปะ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวาจาเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเท็จเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อนี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวาจา ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมากัมมันตะเป็นไฉน เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม นี้ท่านกล่าวว่า สัมมากัมมันตะ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาอาชีวะเป็นไฉน อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ย่อมละอาชีพที่ผิด สำเร็จความเป็นอยู่ด้วยอาชีพที่ชอบ นี้ท่านกล่าวว่าสัมมาอาชีวะ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาวายามะเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้เพื่อยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ฯลฯ เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ย่อมยังฉันทะให้เกิดขึ้น ย่อมพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตตั้งจิตไว้ เพื่อความตั้งมั่นเพื่อความไม่ฟั่นเฟือน เพื่อความเจริญโดยยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญเพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาวายามะ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสติเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายอยู่ ... พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ... พิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายอยู่มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย นี้ท่านกล่าวว่าสัมมาสติ ฯ

ในอริยมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสมาธิเป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกามสงัดจากอกุศลธรรม เข้าปฐมฌาน มีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ เข้าทุติยฌานอันเป็นความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป

มีปีติและสุขเกิดแก่สมาธิอยู่ ภิกษุเป็นผู้มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป เข้าตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญว่าผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุขเข้าจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่นี้ท่านกล่าวว่า สัมมาสมาธิ นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ ชื่อว่าญาณ ด้วยอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา ด้วยอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ชื่อว่าสุตมยญาณ ปัญญาในการทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างนี้ ฯ

สีลมยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สีลมยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ ปญฺจ สีลานิ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลนฺติ ฯ

ตตฺถ กตมํ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อนุปสมฺปนฺนานํ ปริยนฺตสิกฺขาปทานํ อิทํ ปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

กตมํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ อุปสมฺปนฺนานํ อปริยนฺตสิกฺขาปทานํ อิทํ อปริยนฺตปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

กตมํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกานํ กุสลธมฺเม ยุตฺตานํ อเสกฺขปริยนฺเต ปริปูริการีนํ ๑ กาเย จ ชีวิเต จ อนเปกฺขานํ ปริจฺจตฺตชีวิตานํ อิทํ ปริปุณฺณปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

กตมํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ สตฺตนฺนํ เสกฺขานํ อิทํ อปรามฏฺฐปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

กตมํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลํ ตถาคตสาวกานํ ขีณาสวานํ ปจฺเจกพุทฺธานํ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ อิทํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิปาริสุทฺธิสีลํ ฯ

๑ ม. ยุ. ปริปูรการีนํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้ ชื่อว่าสีลมยญาณอย่างไร ฯ

ศีล ๕ ประเภท คือ ปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์มีส่วนสุด ๑ อปริยันตปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์ไม่มีส่วนสุด ๑ ปริปุณณปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์เต็มรอบ ๑อปรามัฏฐปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์อันทิฐิไม่จับต้อง ๑ ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีล ศีลคือความบริสุทธิ์โดยระงับ ๑

ในศีล ๕ ประเภทนี้ ปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริยันตปาริสุทธินี้ ของอนุปสัมบันผู้มีสิกขาบทมีที่สุด ฯ

อปริยันตปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปริยันตปาริสุทธิศีลนี้ ของอุปสัมบัน ผู้มีสิกขาบทไม่มีที่สุด ฯ

ปริปุณณปาริสุทธิศีลเป็นไฉน ปริปุณณปาริสุทธิศีลนี้ ของกัลยาณปุถุชนผู้ประกอบในกุศลธรรม ผู้กระทำให้บริบูรณ์ในธรรมอันเป็นที่สุดของพระอเสขะ ผู้ไม่อาลัยในร่างกายและชีวิตผู้สละชีวิตแล้ว ฯ

อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลเป็นไฉน อปรามัฏฐปาริสุทธิศีลนี้ ของพระเสขะ๗ จำพวก ฯ

ปฏิปัสสัทธิปริสุทธิศีลเป็นไฉน ปฏิปัสสัทธิปาริสุทธิศีลนี้ของพระขีณาสพสาวกพระตถาคตเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และของพระตถาคตอหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถิ สีลํ ปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ อปริยนฺตํ ฯ ตตฺถ กตมนฺตํ สีลํ ปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ลาภปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ยสปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ญาติปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ องฺคปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ ลาภปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ลาภปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ ยสปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ยสเหตุ ยสปจฺจยา ยสการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ยสปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ ญาติปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ญาติเหตุ ญาติปจฺจยา ญาติการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ญาติปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ องฺคปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ องฺคเหตุ องฺคปจฺจยา องฺคการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ องฺคปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ชีวิตเหตุ ชีวิตปจฺจยา ชีวิตการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมติ อิทนฺตํ สีลํ ชีวิตปริยนฺตํ ฯ เอวรูปานิ สีลานิ ขณฺฑานิ ฉิทฺทานิ สพลานิ กมฺมาสานิ นภุชิสฺสานิ นวิญฺญุปสตฺถานิ ปรามฏฺฐานิ อสมาธิสํวตฺตนิกานิ นอวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ นปามุชฺชวตฺถุกานิ นปีติวตฺถุกานิ นปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ นสุขวตฺถุกานิ นสมาธิวตฺถุกานิ นยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ น เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ อิทนฺตํ สีลํ ปริยนฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ศีลมีที่สุดก็มี ศีลไม่มีที่สุดก็มี ในศีล ๒ อย่างนั้นศีลมีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีล

มีที่สุดเพราะลาภก็ดี ศีลมีที่สุดเพราะยศก็มี ศีลมีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะก็มีศีลมีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ

ศีลมีที่สุดเพราะลาภนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งลาภ เพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ ศีลนี้เป็นลาภปริยันตศีล ฯ

ศีลมีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็นยสปริยันตศีล ฯ

ศีลมีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นญาติปริยันตศีล ฯ

ศีลมีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ...

ศีลนี้เป็นอังคปริยันตศีล ฯ

ศีลมีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต ศีลนี้เป็นชีวิตปริยันตศีลศีลเห็นปานนี้เป็นศีลขาด เป็นศีลทะลุ ด่าง พร้อย ไม่เป็นไทย วิญญูชนไม่สรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิจับต้องแล้ว ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งปีติ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความระงับ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสุข ไม่เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะ ไม่เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นปริยันตศีล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมนฺตํ สีลํ อปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นลาภปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นยสปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นญาติปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ อตฺถิ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ นลาภปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ลาภเหตุ ลาภปจฺจยา ลาภการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นลาภปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ นยสปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ยสเหตุ ยสปจฺจยา ยสการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นยสปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ นญาติปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ญาติเหตุ ญาติปจฺจยา ญาติการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นญาติปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ องฺคเหตุ องฺคปจฺจยา องฺคการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นองฺคปริยนฺตํ ฯ

กตมนฺตํ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ อิเธกจฺโจ ชีวิตเหตุ ชีวิตปจฺจยา ชีวิตการณา ยถาสมาทินฺนํ สิกฺขาปทํ วีติกฺกมาย จิตฺตํปิ น อุปฺปาเทติ กึ โส วีติกฺกมิสฺสติ อิทนฺตํ สีลํ นชีวิตปริยนฺตํ ฯ เอวรูปานิ สีลานิ อกฺขณฺฑานิ อจฺฉิทฺทานิ อสพลานิ อกมฺมาสานิ ภุชิสฺสานิ วิญฺญูปสตฺถานิ อปรามฏฺฐานิ สมาธิสํวตฺตนิกานิ อวิปฺปฏิสารวตฺถุกานิ ปามุชฺชวตฺถุกานิ ปีติวตฺถุกานิ ปสฺสทฺธิวตฺถุกานิ สุขวตฺถุกานิ สมาธิวตฺถุกานิ ยถาภูตญาณทสฺสนวตฺถุกานิ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ อิทนฺตํ สีลํ อปริยนฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ศีลไม่มีที่สุดนั้นเป็นไฉน ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศก็มีศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติก็มี ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะก็มีศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตก็มี ฯ

ศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อจะล่วงสิกขาบทตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งลาภเพราะปัจจัยแห่งลาภ เพราะการณ์แห่งลาภ อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะลาภ ฯ

ศีลไม่มีที่สุดเพราะยศนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งยศ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะยศ ฯ

ศีลไม่มีที่สุดเพราะญาตินั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ... เพราะเหตุแห่งญาติ ... ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะญาติ ฯ

ศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ...เพราะเหตุแห่งอวัยวะ ...

ศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะอวัยวะ ฯ

ศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิตนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ แม้ความคิดก็ไม่ให้เกิดขึ้นเพื่อล่วงสิกขาบท ตามที่ตนสมาทานไว้ เพราะเหตุแห่งชีวิต เพราะปัจจัยแห่งชีวิต เพราะการณ์แห่งชีวิต อย่างไรเขาจักล่วงสิกขาบทเล่าศีลนี้เป็นศีลไม่มีที่สุดเพราะชีวิต ศีลเห็นปานนี้เป็นศีลไม่ขาด ไม่ทะลุ ไม่ด่างไม่พร้อย เป็นไทย วิญญูชนสรรเสริญ อันตัณหาและทิฐิไม่จับต้องเป็นไปเพื่อสมาธิ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน เป็นที่ตั้งแห่งความปราโมทย์ เป็นที่ตั้งแห่งปีติเป็นที่ตั้งแห่งความระงับ เป็นที่ตั้งแห่งความสุข เป็นที่ตั้งแห่งสมาธิ เป็นที่ตั้งแห่งยถาภูตญาณทัสนะย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ศีลนี้เป็นอปริยันตศีล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กึ สีลํ กติ สีลานิ กึสมุฏฺฐานํ สีลํ กติธมฺมสโมธานํ สีลํ ฯ

กึ สีลนฺติ เจตนา สีลํ เจตสิกํ สีลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ ฯ

กติ สีลานีติ ตีณิ สีลานิ กุสลสีลํ อกุสลสีลํ อพฺยากตสีลํ ฯ

กีสมุฏฺฐานํ สีลนฺติ กุสลจิตฺตสมุฏฺฐานํ กุสลสีลํ อกุสลจิตฺตสมุฏฺฐานํ อกุสลสีลํ อพฺยากตจิตฺตสมุฏฺฐานํ อพฺยากตสีลํ ฯ

กติธมฺมสโมธานํ สีลนฺติ สํวรสโมธานํ สีลํ อวีติกฺกมสโมธานํ สีลํ ตถาภาเว ชาตเจตนาสโมธานํ สีลํ ฯ ปาณาติปาตํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อทินฺนาทานํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ กาเมสุ มิจฺฉาจารํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ มุสาวาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ปิสุณาวาจํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ผรุสวาจํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ สมฺผปฺปลาปํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อภิชฺฌํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ มิจฺฉาทิฏฺฐึ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ เนกฺขมฺเมน

กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ อวิกฺเขปฏฺเฐน อุทฺธจฺจํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ ญาเณน อวิชฺชํ ปามุชฺเชน อรตึ ปฐมชฺฌาเนน ๑ นีวรเณ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร ตติยชฺฌาเนน ปีตึ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺขํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญํ

นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทึ วิราคานุปสฺสนาย ราคํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทยํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทานํ ขยานุปสฺสนาย ฆนสญฺญํ วยานุปสฺสนาย อายุหนํ วิปริณามานุปสฺสนาย ธุวสญฺญํ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย นิมิตฺตํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปณิธึ สุญฺญตานุปสฺสนาย อภินิเวสํ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย สาราทานาภินิเวสํ ยถาภูตญาณทสฺสเนน สมฺโมหาภินิเวสํ อาทีนวานุปสฺสนาย อาลยาภินิเวสํ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย อปฺปฏิสงฺขํ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวสํ โสตาปตฺติมคฺเคน ทิฏฺเฐกฏฺเฐ กิเลเส สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริเก กิเลเส อนาคามิมคฺเคน อณุสหคเต กิเลเส อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลํ อวีติกฺกมฏฺเฐน สีลํ ฯ

๑ ม. ปฐเมน ฌาเนน ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นศีล ศีลมีเท่าไร ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรม

อะไร ฯ

อะไรเป็นศีล คือ เจตนาเป็นศีล เจตสิกเป็นศีล ความสำรวมเป็นศีล ความไม่ล่วงเป็นศีล ฯ

ศีลมีเท่าไร คือ ศีล ๓ คือ กุศลศีล อกุศลศีล อัพยากตศีล ฯ

ศีลมีอะไรเป็นสมุฏฐาน คือ กุศลศีลมีกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อกุศลศีล มีอกุศลจิตเป็นสมุฏฐาน อัพยากตศีลมีอัพยากตจิตเป็นสมุฏฐาน ฯ

ศีลเป็นที่ประชุมแห่งธรรมอะไร คือ ศีลเป็นที่ประชุมแห่งสังวร เป็นที่ประชุมแห่งการไม่ก้าวล่วง เป็นที่ประชุมแห่งเจตนา อันเกิดในความเป็นอย่างนั้น ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม

และไม่ก้าวล่วงปาณาติบาต อทินนาทานกาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณาวาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌาพยาบาท มิจฉาทิฐิ ชื่อว่าศีล เพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ... ความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ... ถีนมิทธิด้วยอาโลกสัญญา ... อุทธัจจะด้วย.

ความไม่ฟุ้งซ่าน ... วิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ...อวิชชาด้วยญาณ ... อรติด้วยความปราโมทย์ ...

นิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ... วิตกวิจารด้วยทุติยฌาน ... ปีติด้วยตติยฌาน ... สุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน ... รูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ...อากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... นิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา ... สุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา ... อัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา ... นันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา ...ราคะด้วยวิราคานุปัสนา ... สมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา ... อาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ... ฆนสัญญาด้วยขยานุปัสสนา อายุหนะด้วยวยานุปัสนา ... ธุวสัญญาด้วย วิปริณามานุปัสนา นิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา ... ปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา ... อภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา ... สาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสนา ... สัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ ... อาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา ... อัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา ... สังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา ...

กิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... กิเลสหยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค กิเลสละเอียดด้วยอนาคามิมรรค ชื่อว่าศีลเพราะอรรถว่าสำรวม และไม่ก้าวล่วงกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส ปหานํ สีลํ เวรมณี สีลํ เจตนา สีลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ปามุชฺชาย ๑ สํวตฺตนฺติ ปีติยา สํวตฺตนฺติ ปสฺสทฺธิยา สํวตฺตนฺติ โสมนสฺสาย สํวตฺตนฺติ อาเสวนาย สํวตฺตนฺติ ภาวนาย สํวตฺตนฺติ พหุลีกมฺมาย สํวตฺตนฺติ อลงฺการาย สํวตฺตนฺติ ปริกฺขาราย สํวตฺตนฺติ ปริวาราย สํวตฺตนฺติ ปาริปูริยา สํวตฺตนฺติ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปาริสุทฺธิ อธิสีลํ สํวรปาริสุทฺธิยา ฐิตํ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธิ อธิจิตฺตํ

สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ ทสฺสนปาริสุทฺธิ อธิปญฺญา โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโตฟ สิกฺขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ปชานนฺโต สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปาโมชฺชาย ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาตเป็นศีล เวรมณี การงดเว้นเป็นศีล เจตนาเป็นศีล สังวรเป็นศีล การไม่ล่วงเป็นศีล ศีลเห็นปานนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เดือดร้อนแห่งจิตเพื่อความปราโมทย์ เพื่อปีติ เพื่อปัสสัทธิ เพื่อโสมนัส เพื่อการเสพโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อความเจริญเพื่อทำให้มาก เพื่อเป็นเครื่องประดับ เพื่อเป็นบริขาร เพื่อเป็นบริวาร เพื่อความบริบูรณ์ ย่อมเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน โดยส่วนเดียว ฯ

บรรดาศีลเห็นปานนี้ สังวรปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวมเป็นอธิศีล จิตตั้งอยู่ในความบริสุทธิ์ด้วยความสำรวม ย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่าน อวิกเขปปาริสุทธิ ความบริสุทธิ์คือความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิต พระโยคาวจรย่อมเห็นสังวรปาริสุทธิโดยชอบ ย่อมเห็นอวิกเขปปาริสุทธิโดยชอบ ทัสนปาริสุทธิความบริสุทธิ์แห่งทัสนะ เป็นอธิปัญญา

ในความสำรวม ความไม่ฟุ้งซ่านและทัสนะนั้น ความสำรวม เป็นอธิศีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอธิจิตสิกขา ความเห็นแจ้ง เป็นอธิปัญญาสิกขา พระโยคาวจรเมื่อนึกถึงสิกขา ๓นี้ ชื่อว่าย่อมศึกษา เมื่อรู้ เมื่อเห็น เมื่อพิจารณา เมื่ออธิฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธาเมื่อประคองความเพียรไว้ เมื่อตั้งสติมั่น เมื่อตั้งจิตไว้ เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งเมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษาทุกอย่าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจ สีลานิ ปาณาติปาตสฺส อทินฺนาทานสฺส กาเมสุ มิจฺฉาจารสฺส มุสาวาทสฺส ปิสุณาย วาจาย ผรุสาย วาจาย สมฺผปฺปลาปสฺส อภิชฺฌาย พฺยาปาทสฺส มิจฺฉาทิฏฺฐิยา เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทสฺส อพฺยาปาเทน พฺยาปาทสฺส อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธสฺส อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจสฺส ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉาย ญาเณน อวิชฺชาย ปามุชฺเชน อรติยา ปฐมชฺฌาเนน นีวรณานํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจารานํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺขานํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญาย อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา

อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา วิราคานุปสฺสนาย ราคสฺส นิโรธานุปสฺสนาย สมุทยสฺส ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทานสฺส ขยานุปสฺสนาย ฆนสญฺญาย วยานุปสฺสนาย อายุหนสฺส วิปริณามานุปสฺสนาย ธุวสญฺญาย อนิมิตฺตานุปสฺสนาย นิมิตฺตสฺส อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปณิธิยา สุญฺญตานุปสฺสนาย อภินิเวสสฺส อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย สาราทานาภินิเวสสฺส ยถาภูตญาณทสฺสเนน สมฺโมหาภินิเวสสฺส อาทีนวานุปสฺสาย อาลยาภินิเวสสฺส ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย อปฺปฏิสงฺขาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวสสฺส โสตาปตฺติมคฺเคน ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ

กิเลสานํ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกานํ กิเลสานํ อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตานํ กิเลสานํ อรหตฺต มคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ปหานํ สีลํ เวรมณี สีลํ เจตนา สิลํ สํวโร สีลํ อวีติกฺกโม สีลํ ฯ เอวรูปานิ สีลานิ จิตฺตสฺส อวิปฺปฏิสาราย สํวตฺตนฺติ ปามุชฺชาย สํวตฺตนฺติ ปีติยา สํวตฺตนฺติ ปสฺสทฺธิยา สํวตฺตนฺติ โสมนสฺสาย สํวตฺตนฺติ อาเสวนาย สํวตฺตนฺติ ภาวนาย สํวตฺตนฺติ พหุลีกมฺมาย สํวตฺตนฺติ อลงฺการาย สํวตฺตนฺติ ปริกฺขาราย สํวตฺตนฺติ ปริวาราย สํวตฺตนฺติ ปาริปูริยา สํวตฺตนฺติ เอกนฺตนิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตนฺติ เอวรูปานํ สีลานํ สํวรปาริสุทฺธิ อธิสีลํ

สํวรปาริสุทฺธิยา ฐิตํ จิตฺตํ น ๑ วิกฺเขปํ คจฺฉติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธิ อธิจิตฺตํ สํวรปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ อวิกฺเขปปาริสุทฺธึ สมฺมา ปสฺสติ ทสฺสนปาริสุทฺธิ อธิปญฺญา โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกฺขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐเปนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ชานนฺโต ๒ สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สุตฺวาน สํวเร ปญฺญา สีลมเย ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ศีล ๕ คือ การละปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร มุสาวาท ปิสุณา

วาจา ผรุสวาจา สัมผัปปลาปะ อภิชฌา พยาบาท มิจฉาทิฐิ การละกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ

การละความพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท การละถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญา การละอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน การละวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม การละอวิชชาด้วยญาณ การละอรติด้วยความปราโมทย์ การละนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน การละวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน การละปีติด้วยตติยฌาน การละสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน การละรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ การละอากาสานัญจายตนสัญญาด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ การละวิญญาณัญจายตนสัญญาด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ การละอากิญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติการละนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนา การละสุขสัญญาด้วยทุกขานุปัสนา การละอัตตสัญญาด้วยอนัตตานุปัสนา การละนันทิด้วยนิพพิทานุปัสนา การละราคะด้วยวิราคานุปัสนา การละสมุทัยด้วยนิโรธานุปัสนา การละอาทานะด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา การละฆนสัญญาด้วยขยานุปัสนา

การละอายุหนะด้วยวยานุปัสนา การละธุวสัญญาด้วยวิปริณามานุปัสนาการละนิมิตด้วยอนิมิตตานุปัสนา การละปณิธิด้วยอัปปณิหิตานุปัสนา การละอภินิเวสด้วยสุญญตานุปัสนา การละสาราทานาภินิเวสด้วยอธิปัญญาธรรมวิปัสนาการละสัมโมหาภินิเวสด้วยยถาภูตญาณทัสนะ การละอาลยาภินิเวสด้วยอาทีนวานุปัสนา การละอัปปฏิสังขาด้วยปฏิสังขานุปัสนา การละสังโยคาภินิเวสด้วยวิวัฏฏนานุปัสนา การละกิเลสที่ตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค การละกิเลสที่หยาบๆ ด้วยสกทาคามิมรรค การละกิเลสที่ละเอียดด้วยอนาคามิมรรคการละกิเลสทั้งปวงด้วยอหัตมรรค การละนั้นๆ เป็นศีล เวรมณีเป็นศีล ...เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ชื่อว่าย่อมศึกษา ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการฟังธรรมแล้วสำรวมไว้เป็นสีลมยญาณ ฯ

สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมาธิภาวนามยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ เอโก สมาธิ จิตฺตสฺส เอกคฺคตา ฯ เทฺว สมาธี โลกิโย สมาธิ โลกุตฺตโร สมาธิ ฯ ตโย สมาธี สวิตกฺกสวิจาโร สมาธิ อวิตกฺกวิจารมตฺโต สมาธิ อวิตกฺกาวิจาโร สมาธิ ฯ จตฺตาโร สมาธี หานภาคิโย สมาธิ ฐิติภาคิโย สมาธิ วิเสสภาคิโย สมาธิ นิพฺเพธภาคิโย สมาธิ ฯ ปญฺจ สมาธี ปีติผรณตา สุขผรณตา เจโตผรณตา อาโลกผรณตา ปจฺจเวกฺขณานิมิตฺตํ ฯ ฉ สมาธี พุทฺธานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ธมฺมานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สงฺฆานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สีลานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ จาคานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ เทวตานุสฺสติวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯ

สตฺต สมาธี สมาธิสฺส กุสลตา สมาธิสฺส สมาปตฺติกุสลตา สมาธิสฺส ฐิติกุสลตา สมาธิสฺส วุฏฺฐานกุสลตา สมาธิสฺส กลฺลิตกุสลตา ๑ สมาธิสฺส โคจรกุสลตา สมาธิสฺส อภินีหารกุสลตา ฯ อฏฺฐ สมาธี ปฐวีกสิณวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อาโปกสิณวเสน ฯเปฯ เตโชกสิณวเสน วาโยกสิณวเสน นีลกสิณวเสน ปีตกสิณวเสน โลหิตกสิณวเสน โอทาตกสิณวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯ นว สมาธี รูปาวจโร สมาธิ อตฺถิ หีโน อตฺถิ มชฺฌิโม อตฺถิ ปณีโต อรูปาวจโร สมาธิ อตฺถิ หีโน อตฺถิ มชฺฌิโม อตฺถิ ปณีโต สุญฺญโต สมาธิ อนิมิตฺโต สมาธิ อปฺปณิหิโต สมาธิ ฯ ทส สมาธี อุทฺธุมาตกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ วินีลกสญฺญาวเสน ฯเปฯ วิปุพฺพกสญฺญาวเสน วิจฺฉิทฺทกสญฺญาวเสน วิกฺขายิตกสญฺญาวเสน วิกฺขิตฺตกสญฺญาวเสน หตวิกฺขายิตกสญฺญาวเสน โลหิตกสญฺญาวเสน ปุลวกสญฺญาวเสน ๑ อฏฺฐิกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิเม ปญฺจปญฺญาส สมาธี ฯ

๑ ม. อวิกฺเขปํ ฯ ๒ ม. ยุ. ปชานนฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. กลฺยตากุสลตา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ด้วยดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณอย่างไร สมาธิอย่างหนึ่ง คือ เอกัคคตาจิต สมาธิ ๒ คือ โลกิยสมาธิ ๑โลกุตรสมาธิ ๑ สมาธิ ๓ คือสมาธิมีวิตกและวิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ๑ สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ๑ สมาธิ ๔ คือสมาธิมีส่วนเสื่อม ๑สมาธิเป็นส่วนตั้งอยู่ ๑ สมาธิเป็นส่วนวิเศษ ๑ สมาธิเป็นส่วนชำแรกกิเลส ๑สมาธิ ๕ คือ สมาธิมีปีติแผ่ไป ๑ สมาธิมีสุขแผ่ไป ๑ สมาธิมีจิตแผ่ไป ๑ สมาธิมีแสงสว่างแผ่ไป ๑สมาธิมีการพิจารณาเป็นนิมิต ๑ สมาธิ ๖ คือสมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถพุทธานุสสติ ๑ ธรรมานุสสติ ๑สังฆานุสสติ ๑ สีลานุสสติ ๑ จาคานุสสติ ๑ เทวตานุสสติ

๑สมาธิ ๗ คือความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการเข้าสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการตั้งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการออกจากสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในความงามแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในโคจรแห่งสมาธิ ๑ ความเป็นผู้ฉลาดในการน้อมไปแห่งสมาธิ ๑สมาธิ ๘ คือ สมาธิ คือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่านด้วยสามารถปฐวีกสิณ ๑ อาโปกสิณ ๑เตโชกสิณ ๑ วาโยกสิณ ๑นีลกสิณ ๑ ปีตกสิณ ๑ โลหิตกสิณ ๑ โอทาตกสิณ ๑ สมาธิ ๙คือรูปาวจรสมาธิส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ อรูปาวจรส่วนเลว ๑ ส่วนปานกลาง ๑ ส่วนประณีต ๑ สุญญตสมาธิ ๑ อนิมิตตสมาธิ ๑อัปปณิหิตสมาธิ ๑ สมาธิ ๑๐ คือสมาธิคือเอกัคคตาจิตมิได้ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถอัทธุมาตกสัญญา ๑ วินีลกสัญญา ๑ วิปุพพกสัญญา ๑วิฉิททกสัญญา ๑ วิกขายิตกสัญญา ๑ วิกขิตตกสัญญา ๑ หตวิกขายิตกสัญญา ๑ โลหิตกสัญญา ๑ ปุฬุวกสัญญา ๑ อัฏฐิกสัญญา ๑ สมาธิเหล่านี้รวมเป็น๕๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปิ จ ปญฺจวีสติ สมาธิสฺส สมาธิฏฺฐา ปริคฺคหฏฺเฐน สมาธิ ปริวารฏฺเฐน สมาธิ ปริปูรฏฺเฐน สมาธิ เอกคฺคฏฺเฐน สมาธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิ อวิสารฏฺเฐน สมาธิ อนาวิลฏฺเฐน สมาธิ อนิญฺชนฏฺเฐน สมาธิ วิมุตฺตฏฺเฐน สมาธิ เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน จิตฺตสฺส ฐิตตฺตา สมาธิ สมํ เอสตีติ สมาธิ วิสมํ เนสตีติ สมาธิ สมํ เอสิตตฺตา สมาธิ วิสมํ เนสิตตฺตา สมาธิ สมํ อาทิยตีติ สมาธิ วิสมํ นาทิยตีติ สมาธิ สมํ อาทินฺนตฺตา สมาธิ วิสมํ อนาทินฺนตฺตา สมาธิ สมํ ปฏิปชฺชตีติ สมาธิ วิสมํ นปฺปฏิปชฺชตีติ สมาธิ สมํ ปฏิปนฺนตฺตา สมาธิ วิสมํ นปฺปฏิปนฺนตฺตา สมาธิ สมํ ฌายตีติ สมาธิ วิสมํ ฌาเปตีติ สมาธิ สมํ ฌาตตฺตา สมาธิ วิสมํ ฌาปิตตฺตา สมาธิ สโม จ หิโต จ สุโข จาติ สมาธิ อิเม ปญฺจวีสติ สมาธิสฺส สมาธิฏฺฐา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สํวริตฺวา สมาทหเน ปญฺญา สมาธิภาวนามเย ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ปุฬุวกสญฺญาวเสน ฯ

ฉบับหลวง

อีกอย่างหนึ่ง สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิ ๒๕ ประการ คือ สมาธิเพราะอรรถว่าอันสัทธินทรีย์เป็นต้นกำหนดถือเอา ๑ เพราะอรรถว่าอินทรีย์เป็นบริวารแห่งกันและกัน ๑เพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นต้นบริบูรณ์ ๑ เพราะอรรถว่ามีอารมณ์เป็นอันเดียว ๑ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เพราะอรรถว่าไม่แส่ไป ๑ เพราะอรรถว่าไม่ขุ่นมัว ๑ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ๑เพราะอรรถว่าหลุดพ้นจากกิเลส ๑ เพราะความที่จิตตั้งอยู่ด้วยสามารถความตั้งมั่นในความเป็นจิตมีอารมณ์เดียว ๑ เพราะอรรถว่าแสวงหาความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑ เพราะแสวงหาความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่แสวงหาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว

๑ เพราะอรรถว่ายึดมั่นความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑เพราะยึดมั่นความสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ยึดมั่นธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าปฏิบัติสงบ ๑ เพราะอรรถว่าไม่ปฏิบัติไม่สงบ ๑ เพราะปฏิบัติสงบแล้ว ๑ เพราะไม่ปฏิบัติไม่สงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเพ่งความสงบ ๑ เพราะอรรถว่าเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบ ๑เพราะเพ่งความสงบแล้ว ๑ เพราะเผาธรรมอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบแล้ว ๑ เพราะอรรถว่าเป็นธรรมสงบ เป็นสภาพเกื้อกูลและนำสุขมาให้ ๑ สภาพในความเป็นสมาธิแห่งสมาธิเหล่านี้รวมเป็น ๒๕ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการสำรวมแล้วตั้งไว้ดี เป็นสมาธิภาวนามยญาณ ฯ

ธรรมฐิติญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมฐิติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชาสงฺขารานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา สงฺขารานํ อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา วิญฺญาณสฺส ฯเปฯ

วิญฺญาณํ นามรูปสฺส นามรูปํ สฬายตนสฺส สฬายตนํ ผสฺสสฺส ผสฺโส เวทนาย เวทนา ตณฺหาย ตณฺหา อุปาทานสฺส อุปาทานํ ภวสฺส ภโว ชาติยา ชาติ ชรามรณสฺส อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ชรามรณสฺส อุปฺปาทฏฺฐิติ จ ปวตฺตฏฺฐิติ จ นิมิตฺตฏฺฐิติ จ อายุหนฏฺฐิติ จ สญฺโญคฏฺฐิติ จ ปลิโพธฏฺฐิติ จ สมุทยฏฺฐิติ จ เหตุฏฺฐิติ จ ปจฺจยฏฺฐิติ จ อิเมหิ นวหากาเรหิ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณอย่างไร ปัญญาในการกำหนด

ปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเหตุเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา

เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยไปแห่งสังขาร ด้วยอาการ ๙ ประการ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นเหตุเกิด ...

และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสังขารด้วยอาการ ๙ ประการนี้ อวิชชาจึงเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งวิญญาณ ฯลฯ วิญญาณเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งนามรูป ... นามรูปเป็นเหตุเกิด ...

และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งสฬายตนะ... สฬายตนะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งผัสสะ ... ผัสสะเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งเวทนา ... เวทนาเป็นเหตุเกิด... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งตัณหา ... ตัณหาเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งอุปาทาน ...

อุปาทานเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งภพ ... ภพเป็นเหตุเกิด ... และเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชาติ ... ชาติเป็นเหตุเกิด ... และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ...ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุเกิด เป็นเหตุให้เป็นไป เป็นเครื่องหมาย เป็นเหตุประมวลมา เป็นเหตุประกอบไว้ เป็นเหตุพัวพัน เป็นเหตุให้เกิด เป็นเหตุเดิม และเป็นเหตุอาศัยเป็นไปแห่งชราและมรณะ ด้วยอาการ ๙ ประการนี้ ชาติจึงเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดแต่ปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่ปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชา เหตุ สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา เหตุ สงฺขารา เหตุสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา เหตุ วิญฺญาณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ เหตุ นามรูปํ เหตุสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ๔ เหตุ สฬายตนํ เหตุสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ เหตุ ผสฺโส เหตุสมุปฺปนฺโน ผสฺโส เหตุ เวทนา เหตุสมุปฺปนฺนา เวทนา เหตุ ตณฺหา เหตุสมุปฺปนฺนา ตณฺหา เหตุ อุปาทานํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ เหตุ ภโว เหตุสมุปฺปนฺโน ภโว เหตุ ชาติ เหตุสมุปฺปนฺนา ชาติ เหตุ ชรามรณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ เหตุ ชรามรณํ เหตุสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา เหตุสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นเหตุ สังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้

ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นเหตุสังขารอาศัยเหตุเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นเหตุ วิญญาณเกิดขึ้นแต่เหตุ... วิญญาณเป็นเหตุ นามรูปเกิดขึ้นแต่เหตุ ... นามรูปเป็นเหตุ สฬายตนะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... สฬายตนะเป็นเหตุผัสสะเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ผัสสะเป็นเหตุ เวทนาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... เวทนาเป็นเหตุ ตัณหาเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ตัณหาเป็นเหตุ อุปาทานเกิดขึ้นแต่เหตุ ... อุปาทานเป็นเหตุ ภพเกิดขึ้นแต่เหตุ ...ภพเป็นเหตุ ชาติเกิดขึ้นแต่เหตุ ... ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นเหตุ ชราและมรณะเกิดขึ้นแต่เหตุ แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นแต่เหตุ ดังนี้เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชา ปฏิจฺจ สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา ปฏิจฺจ สงฺขารา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา ปฏิจฺจ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ นามรูปํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ ปฏิจฺจ สฬายตนํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ ปฏิจฺจ ผสฺโส ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ผสฺโส ปฏิจฺจเวทนา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา เวทนา ปฏิจฺจ ตณฺหา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา( ตณฺหา ปฏิจฺจ อุปาทานํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ ปฏิจฺจ ภโว ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ภโว ปฏิจฺจ ชาติ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ชาติ ปฏิจฺจ ชรามรณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ปฏิจฺจ ชรามรณํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาอาศัยปัจจัยเป็นไป สังขารอาศัยอวิชชาเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารอาศัยปัจจัยเป็นไป วิญญาณอาศัยสังขารเกิดขึ้นวิญญาณอาศัยปัจจัยเป็นไป นามรูปอาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นามรูปอาศัยปัจจัยเป็นไป สฬายตนะอาศัยนามรูปเกิดขึ้น สฬายตนะอาศัยปัจจัยเป็นไป ผัสสะอาศัยสฬายตนะเกิดขึ้น ผัสสะอาศัยปัจจัยเป็นไป เวทนาอาศัยผัสสะเกิดขึ้น เวทนาอาศัยปัจจัยเป็นไป ตัณหาอาศัยเวทนาเกิดขึ้นตัณหาอาศัยปัจจัยเป็นไปอุปทานอาศัยตัณหาเกิดขึ้น อุปทานอาศัยปัจจัยเป็นไป ภพอาศัยอุปทานเกิดขึ้นภพอาศัยปัจจัยเป็นไป ชาติอาศัยภพเกิดขึ้น ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไป ชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติอาศัยปัจจัยเป็นไปชราและมรณะอาศัยชาติเกิดขึ้น แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชา ปจฺจโย สงฺขารา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ สงฺขารา ปจฺจโย วิญฺญาณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ วิญฺญาณํ ปจฺจโย นามรูปํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ นามรูปํ ปจฺจโย สฬายตนํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ สฬายตนํ ปจฺจโย ผสฺโส ปจฺจยสมุปฺปนฺโน ผสฺโส ปจฺจโย เวทนา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา เวทนา ปจฺจโย ตณฺหา ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ตณฺหา ปจฺจโย อุปาทานํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุปาทานํ ปจฺจโย ภโว ปจฺจยสมุปฺปนฺโน ภโว ปจฺจโย ชาติ ปจฺจยสมุปฺปนฺนา ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติ ปจฺจโย ชรามรณํ ปจฺจยสมุปฺปนฺนํ อุโภเปเต ธมฺมา ปจฺจยสมุปฺปนฺนาติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย

แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี อวิชชาเป็นปัจจัยสังขารเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า สังขารเป็นปัจจัย วิญญาณเกิดขึ้นเพราะปัจจัย วิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปเกิดขึ้นเพราะปัจจัย นามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย สฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะเกิดขึ้นเพราะปัจจัยผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย เวทนาเป็นปัจจัยตัณหาเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานเกิดขึ้นเพราะปัจจัย อุปาทานเป็นปัจจัยภพเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ภพเป็นปัจจัย ชาติเกิดขึ้นเพราะปัจจัย ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัยดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

ปัญญาในการกำหนดปัจจัยว่า ในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี ชาติเป็นปัจจัย ชราและมรณะเกิดขึ้นเพราะปัจจัย แม้ธรรมทั้งสองนี้ต่างก็เกิดขึ้นเพราะปัจจัย ดังนี้ เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุริมกมฺมภวสฺมึ โมโห อวิชฺชา อายุหนา สงฺขารา นิกนฺติ ตณฺหา อุปคมนํ อุปาทานํ เจตนา ภโว อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปุริมกมฺมภวสฺมึ อิธ ปฏิสนฺธิยา ปจฺจยา อิธ ปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ โอกฺกนฺติ นามรูปํ ปสาโท อายตนํ ผุฏฺโฐ ผสฺโส เวทยิตํ เวทนา อิเม ปญฺจ ธมฺมา อิธุปปตฺติภวสฺมึ ปุเร กตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา อิธ ปริปกฺกตฺตา อายตนานํ โมโห อวิชฺชา อายุหนา สงฺขารา นิกนฺติ ตณฺหา อุปคมนํ อุปาทานํ เจตนา ภโว อิเม ปญฺจ ธมฺมา อิธ กมฺมภวสฺมึ อายติปฏิสนฺธิยา ๑ ปจฺจยา อายติปฏิสนฺธิ วิญฺญาณํ โอกฺกนฺติ นามรูปํ ปสาโท อายตนํ ผุฏฺโฐ ผสฺโส เวทยิตํ เวทนา อิเม ปญฺจ ธมฺมา อายตึ อุปปตฺติภวสฺมึ อิธ กตสฺส กมฺมสฺส ปจฺจยา อิติ อิเม จตุสงฺเขเป ตโย อทฺเธ วีสติยา อากาเรหิ ติสนฺธึ ปฏิจฺจ สมุปฺปาทํ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปจฺจยปริคฺคเห ปญฺญา ธมฺมฏฺฐิติญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ในกรรมภพก่อน ความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพธรรม ๕ ประการในกรรมภพก่อนเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอุปปัตติภพนี้ปฏิสนธิเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูปประสาท (ภาวะที่ผ่องใสใจ) เป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนาในอุปปัตติภพนี้ธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในปุเรภพความหลงเป็นอวิชชา กรรมที่ประมวลมาเป็นสังขาร ความพอใจเป็นตัณหา ความเข้าถึงเป็นอุปาทาน ความคิดอ่านเป็นภพ (ย่อมมี) เพราะอายตนะทั้งหลายในภพนี้สุดรอบ ธรรม ๕ ประการในกรรมภพนี้เหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต ปฏิสนธิในอนาคตเป็นวิญญาณ ความก้าวลงเป็นนามรูป ประสาทเป็นอายตนะ ส่วนที่ถูกต้องเป็นผัสสะ ความเสวยอารมณ์เป็นเวทนาธรรม ๕ ประการในอุปปัตติภพในอนาคตเหล่านี้ เป็นปัจจัยแห่งกรรมที่ทำไว้ในภพนี้ พระโยคาวจรย่อมรู้ ย่อมเห็น ย่อมทราบชัด ย่อมแทงตลอด ซึ่งปฏิจจสมุปบาท มีสังเขป ๔ กาล ๓ ปฏิสนธิ ๓เหล่านี้ โดยอาการ ๒๐ ด้วยประการดังนี้

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดปัจจัย เป็นธรรมฐิติญาณ ฯ

สัมมสนญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัมมสนญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ รูปํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ ทุกฺขโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ อนตฺตโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ ยา กาจิ เวทนา ฯเปฯ ยา กาจิ สญฺญา เย เกจิ สงฺขารา ยงฺกิญฺจิ วิญฺญาณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อชฺฌตฺตํ วา พหิทฺธา วา โอฬาริกํ วา สุขุมํ วา หีนํ วา ปณีตํ วา ยํ ทูเร สนฺติเก วา สพฺพํ วิญฺญาณํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ ทุกฺขโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ อนตฺตโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ ทุกฺขโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ อนตฺตโต ววตฺเถติ เอกํ สมฺมสนํ ฯ

๑ ม. ยุ. อายตึ ปฏิสนฺธิยา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วกำหนดไว้ เป็นสัมมสนญาณอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม ภายนอกก็ตาม หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม มีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่งกำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตาการกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่งพระโยคาวจรย่อมกำหนดเวทนา... สัญญา... สังขาร... วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน เป็นภายในก็ตาม เป็นภายนอกก็ตามหยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม เลวก็ตาม ประณีตก็ตามมีในที่ไกลก็ตาม ในที่ใกล้ก็ตาม โดยความเป็นของไม่เที่ยง

การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันโดยความเป็นของไม่เที่ยง การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง กำหนดโดยความเป็นอนัตตา การกำหนดนี้เป็นสัมมสนญาณอย่างหนึ่ง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ ขยฏฺเฐน ทุกฺขํ ภยฏฺเฐน อนตฺตา อสารกฏฺเฐนาติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง

เพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าน่ากลัว เป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อมแล้วกำหนดว่าเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป เป็นทุกข์เพราะอรรถว่าน่ากลัวเป็นอนัตตาเพราะอรรถว่าหาแก่นสารมิได้ เป็นสัมมสนญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยงอันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไปคลายไป ดับไปเป็นธรรม ๓ เป็น

สัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรา

และมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา เป็นสัมมสนญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อสติ ชาติยา นตฺถิ ชรามรณนฺติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ อสติ ชาติยา นตฺถิ ชรามรณนฺติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ภวปจฺจยา ชาติ อสติ ฯเปฯ อุปาทานปจฺจยา ภโว อสติ ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อสติ เวทนาปจฺจยา ตณฺหา อสติ ผสฺสปจฺจยา เวทนา อสติ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส อสติ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ อสติ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ อสติ สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ อสติ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อสติ อวิชฺชาย นตฺถิ สงฺขาราติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ อตีตมฺปิ อทฺธานํ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา อสติ อวิชฺชาย นตฺถิ สงฺขาราติ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ สงฺขิปิตฺวา ววตฺถาเน ปญฺญา สมฺมสเน ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า ในอดีตกาลก็ดีในอนาคตกาลก็ดี เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชราและมรณะ เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะก็ไม่มีเป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่า เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เมื่อภพไม่มี ชาติก็ไม่มีฯลฯ เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพก็ไม่มี เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานก็ไม่มี เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาก็ไม่มี เพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาก็ไม่มี

เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะก็ไม่มี เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะเมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะก็ไม่มี เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปก็ไม่มี เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณเมื่อสังขารไม่มี วิญญาณก็ไม่มี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ปัญญาในการย่อแล้วกำหนดว่าในอดีตกาลก็ดี ในอนาคตกาลก็ดี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารก็ไม่มี เป็นสัมมสนญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการย่อธรรมทั้งหลายทั้งที่เป็นอดีต อนาคตและปัจจุบันแล้วกำหนด เป็นสัมมสนญาณ ฯ

อุทยัพพยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อุทยัพพยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ ชาตํ รูปํ ปจฺจุปฺปนฺนํ ตสฺส นิพฺพตฺติลกฺขณํ อุทโย วิปริณามลกฺขณํ วโย อนุปสฺสนาญาณํ ชาตา เวทนา ชาตา สญฺญา ชาตา สงฺขารา ชาตํ วิญฺญาณํ ชาตํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชาโต ภโว ปจฺจุปฺปนฺโน ตสฺส นิพฺพตฺติลกฺขณํ อุทโย วิปริณามลกฺขณํ วโย อนุปสฺสนาญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบันเป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณอย่างไร ฯ

รูปที่เกิดแล้วเป็นปัจจุบัน ชาติแห่งรูปที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะ ปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ เวทนาเกิดแล้ว สัญญาเกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ววิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้วเป็นปัจจุบันชาติแห่งภพที่เกิดแล้วนั้นมีความเกิดเป็นลักษณะ ความเสื่อมมีความแปรปรวนเป็นลักษณะปัญญาที่พิจารณาเห็นดังนี้ เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร ฯ

พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ แห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ อาหารสมุทยา รูปสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็น

ลักษณะ ๕ ประการ เป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่าเพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดรูปจึงเกิด เพราะกรรมเกิดรูปจึงเกิด เพราะอาหารเกิดรูปจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ อาหารนิโรธา รูปนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ รูปกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์โดยความดับแห่งปัจจัยดับว่าเพราะอวิชชาดับรูปจึงดับ เพราะตัณหาดับรูปจึงดับ เพราะกรรมดับรูปจึงดับ เพราะอาหารดับรูปจึงดับแม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ผสฺสสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิดเพราะผัสสะเกิดเวทนาจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งการเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาพระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ เวทนากฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่าเพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหาดับเวทนาจึงดับเพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเวทนาขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สญฺญากฺขนฺธสฺส สงฺขารกฺขนฺธสฺส วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ ตณฺหาสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ กมฺมสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นามรูปสมุทยา วิญฺญาณสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสติ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์ แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นความเกิดแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดวิญญาณจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิญญาณจึงเกิดเพราะนามรูปเกิดวิญญาณจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความเกิด ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ อวิชฺชานิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ ตณฺหานิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ กมฺมนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ นามรูปนิโรธา วิญฺญาณนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสนฺโตปิ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสติ วิญฺญาณกฺขนฺธสฺส วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ทส ลกฺขณานิ ปสฺสติ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปจฺจุปฺปนฺนานํ ธมฺมานํ วิปริณามานุปสฺสเน ปญฺญา อุทยพฺพยานุปสฺสเน ญาณํ ฯ

รูปกฺขนฺธา ๑ อาหารสมุทยา เวทนา สญฺญา สงฺขาราติ ๒ เสสา ๓ ขนฺธา ผสฺสสมุทยา วิญฺญาณกฺขนฺธา ๔ นามรูปสมุทยา ๕ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. รูปกฺขนฺโธ อาหารสมุทโย ฯ ๒ ม. ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ ม. ยุ. ตโย ฯ

๔ ม. ยุ. วิญฺญาณกฺขนฺโธ ฯ ๕ นามรูปสมุทโย ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งสัญญาขันธ์ แห่งสังขารขันธ์แห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการเป็นไฉน ฯ

พระโยคาวจร ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ โดยความดับแห่งปัจจัยว่า เพราะอวิชชาดับวิญญาณจึงดับ เพราะตัณหาดับวิญญาณจึงดับ เพราะกรรมดับวิญญาณจึงดับ เพราะนามรูปดับวิญญาณจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะแห่งความแปรปรวน ก็ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ พระโยคาวจรเมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งวิญญาณขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๑๐ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ๒๕ ประการนี้ เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕๐ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการพิจารณาเห็นความแปรปรวนแห่งธรรมทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน เป็นอุทยัพพยานุปัสนาญาณ ฯ

รูปขันธ์เกิดเพราะอาหารเกิด ขันธ์ที่เหลือ คือ เวทนา สัญญา สังขาร เกิดเพราะผัสสะเกิด วิญญาณขันธ์เกิดเพราะนามรูปเกิด ฯ

ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภังคานุปัสสนาญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ รูปารมฺมณตาจิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชติ ตํ อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสติ ฯ อนุปสฺสตีติ กถํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต อนุปสฺสติ โน สุขโต อนตฺตโต อนุปสฺสติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต อนุปสฺสนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็น วิปัสสนาญาณอย่างไร ฯ

จิตมีรูปเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้วย่อมพิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นของเที่ยง ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นสุข ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ไม่พิจารณาเห็นโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่เพลิดเพลิน ย่อมคลายกำหนัดไม่กำหนัดย่อมให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาเห็นโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความเพลิดเพลินได้ เมื่อคลายกำหนัด

ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ดับย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เวทนารมฺมณตา ฯเปฯ สญฺญารมฺมณตา สงฺขารารมฺมณตา วิญฺญาณารมฺมณตา จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณารมฺมณตาจิตฺตํ อุปฺปชฺชิตฺวา ภิชฺชติ ตํ อารมฺมณํ ปฏิสงฺขาตสฺส จิตฺตสฺส ภงฺคํ อนุปสฺสติ ฯ อนุปสฺสตีติ กถํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต อนุปสฺสติ โน สุขโต อนตฺตโต อนุปสฺสติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต อนุปสฺสนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ ฯ

ฉบับหลวง

จิตมีเวทนาเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีสัญญาเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีสังขารเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีวิญญาณเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีจักษุเป็นอารมณ์ ฯลฯ จิตมีชราและมรณะเป็นอารมณ์ เกิดขึ้นแล้วย่อมแตกไป พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์นั้นแล้ว พิจารณาเห็นความแตกไปแห่งจิตนั้น ย่อมพิจารณาเห็นอย่างไร ชื่อว่าพิจารณาเห็น ย่อมพิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เมื่อสละคืน ย่อมละความถือมั่นได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วตฺถุสงฺกมนา เจว สญฺญาย จ วิวฏฺฏนา

อาวชฺชนา พลญฺเจว ปฏิสงฺขา วิปสฺสนา

อารมฺมณํ อนฺวเยน อุโภ เอกววตฺถนา

นิโรเธ อธิมุตฺตตา วยลกฺขณวิปสฺสนา

อารมฺมณญฺจ ปฏิสงฺขา ภงฺคญฺจ อนุปสฺสติ

สุญฺญโต จ อุปฏฺฐานํ อธิปญฺญาวิปสฺสนา

กุสโล ตีสุ อนุปสฺสนาสุ จตูสุ จ วิปสฺสนาสุ ๑

ตโย อุปฏฺฐาเน กุสลตา นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ

ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อารมฺมณํ ปฏิสงฺขา ภงฺคานุปสฺสเน ปญฺญา วิปสฺสเน ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

การก้าวไปสู่อัญญวัตถุแต่ปุริมวัตถุ การหลีกไปด้วยปัญญาอัน

รู้ชอบ การคำนึงถึงอันเป็นกำลัง ธรรม ๒ ประการ คือ

การพิจารณาหาทางและความเห็นแจ้ง บัณฑิตกำหนดเอาด้วย

สภาพเดียวกัน โดยความเป็นไปตามอารมณ์ ความน้อมจิต

ไปในความดับ ชื่อว่าวิปัสสนาอันมีความเสื่อมไปเป็นลักษณะ

การที่พระโยคาวจรพิจารณาอารมณ์แล้ว พิจารณาเห็นความ

แตกไปแห่งจิตและความปรากฏโดยความเป็นของสูญ ชื่อว่า

อธิปัญญาวิปัสสนา (ความเห็นแจ้งด้วยอธิปัญญา) พระ

โยคาวจรผู้ฉลาดในอนุปัสนา ๓ ในวิปัสสนา ๔ ย่อมไม่

หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดความ

ปรากฏ ๓ ประการ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาอารมณ์ แล้วพิจารณาเห็นความแตกไป เป็นวิปัสสนาญาณ ฯ

อาทีนวญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาทีนวญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ อุปฺปาโท ภยนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ปวตฺตํ ภยนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ นิมิตฺตํ ภยนฺติ ฯเปฯ อายุหนา ภยนฺติ ปฏิสนฺธิ ภยนฺติ คติ ภยนฺติ นิพฺพตฺติ ภยนฺติ อุปปตฺติ ภยนฺติ ชาติ ภยนฺติ ชรา ภยนฺติ พฺยาธิ ภยนฺติ มรณํ ภยนฺติ โสโก ภยนฺติ ปริเทโว ภยนฺติ อุปายาโส ภยนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ฯ อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวตฺตํ เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อนุปายาโส เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อุปฺปาโท ภยํ อนุปฺปาโท เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ปวตฺตํ ภยํ อปฺปวตฺตํ เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส ภยํ อนุปายาโส เขมนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส ทุกฺขนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ อนุปฺปาโท สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวตฺตํ สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อนุปายาโส สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯ

๑ สี. ม. จตสฺโส จ วิปสฺสนา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความปรากฏเป็นของน่ากลัว เป็นอาทีนวญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัยสังขารนิมิตเป็นภัย ฯลฯ กรรมประมวลมาเป็นภัย ปฏิสนธิเป็นภัย คติเป็นภัย ความบังเกิดเป็นภัย

ความอุบัติเป็นภัย ชาติเป็นภัย ชราเป็นภัย พยาธิเป็นภัย มรณะเป็นภัย ความโศกเป็นภัย ความรำพันเป็นภัยความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่าง ฯ

ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัยฯลฯ ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัยความไม่เกิดขึ้นปลอดภัย ความเป็นไปเป็นภัย ความไม่เป็นไปปลอดภัย ฯลฯความคับแค้นใจเป็นภัย ความไม่คับแค้นใจปลอดภัย ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่างๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความไม่เป็นไปเป็นสุข ฯลฯ

ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ทุกฺขํ อนุปฺปาโท สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ปวตฺตํ ทุกฺขํ อปฺปวตฺตํ สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส ทุกฺขํ อนุปายาโส สุขนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในสันติบทว่า ความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความไม่เกิดขึ้นเป็นสุข ความ

เป็นไปเป็นทุกข์ ความไม่เป็นไปเป็นสุข ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์ ความไม่คับแค้นใจเป็นสุข ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สามิสนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ปวตฺตํ สามิสนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สามิสนฺติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ อนุปฺปาโท นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวตฺตํ นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อนุปายาโส นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อุปฺปาโท สามิสํ อนุปฺปาโท นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ปวตฺตํ สามิสํ อปฺปวตฺตํ นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สามิสํ อนุปายาโส นิรามิสนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิส เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่างๆญาณในสันติบทว่าความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯลฯความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ความเกิดขึ้นมีอามิส ความไม่เกิดขึ้นไม่มีอามิสความเป็นไปมีอามิส ความไม่เป็นไปไม่มีอามิส ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิสความไม่คับแค้นใจไม่มีอามิส ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สงฺขาราติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สงฺขาราติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ อนุปฺปาโท นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อปฺปวตฺตํ นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อนุปายาโส นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ อุปฺปาโท สงฺขารา อนุปฺปาโท นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ปวตฺตํ สงฺขารา อปฺปวตฺตํ นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สงฺขารา อนุปายาโส นิพฺพานนฺติ สนฺติปเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัยว่า ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นอาทีนวญาณแต่ละอย่างๆ ญาณในสันติบทว่า ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ฯลฯความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ญาณในสันติบทว่าความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ความไม่เกิดขึ้นเป็นนิพพาน ความเป็นไปเป็นสังขาร ความไม่เป็นไปเป็นนิพพาน ฯลฯความคับแค้นใจเป็นสังขาร ความไม่คับแค้นใจเป็นนิพพาน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาทญฺจ ปวตฺตญฺจ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติ ปสฺสติ

อายุหนํ ปฏิสนฺธึ ญาณํ อาทีนเว อิทํ

อนุปฺปาทํ อปฺปวตฺตํ อนิมิตฺตํ สุขนฺติ จ

อนายุหนํ อปฺปฏิสนฺธึ ญาณํ สนฺติปเท อิทํ

อิทํ อาทีนเว ญาณํ ปญฺจฏฺฐาเนสุ ชายติ

ปญฺจฏฺฐาเน สนฺติปเท ทส ญาเณ ปชานาติ

ทฺวินฺนํ ญาณานํ กุสลตา นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ

ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา อาทีนเว ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความเกิดขึ้น ความเป็นไปสังขารนิมิต กรรมเครื่องประมวลมาและปฏิสนธิว่า เป็นทุกข์นี้เป็นอาทีนวญาณ ข้อที่พระโยคาวจรพิจารณาเห็นความไม่

เกิดขึ้น ความไม่เป็นไป ความไม่มีนิมิต ความไม่มี

กรรมเครื่องประมวลมาและความไม่ปฏิสนธิว่า เป็นสุขนี้เป็น

ญาณในสันติบท อาทีนวญาณนี้ย่อมเกิดในฐานะ ๕ ญาณ

ในสันติบทย่อมเกิดในฐานะ ๕ พระโยคาวจรย่อมรู้ชัดญาณ๑๐ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ เพราะเป็นผู้ฉลาดใน

ญาณทั้ง ๒ ฉะนี้แล ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นภัย เป็นอาทีนวญาณ ฯ

สังขารุเปกขาญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สังขารุเปกขาญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อุปฺปาทมุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ๑ ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ปวตฺตมุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ นิมิตฺตมุญฺจิตุกมฺยตา ฯเปฯ อายุหนมุญฺจิตุกมฺยตา ปฏิสนฺธิมุญฺจิตุกมฺยตา คติมุญฺจิตุกมฺยตา นิพฺพตฺติมุญฺจิตุกมฺยตา อุปปตฺติมุญฺจิตุกมฺยตา ชาติมุญฺจิตุกมฺยตา ชรามุญฺจิตุกมฺยตา พฺยาธิมุญฺจิตุกมฺยตา มรณมุญฺจิตุกมฺยตา โสกมุญฺจิตุกมฺยตา ปริเทวมุญฺจิตุกมฺยตา อุปายาสมุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่เป็นสังขารุเปกขาญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเกิดขึ้น ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความเป็นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากสังขารนิมิต ฯลฯ จากกรรมเครื่องประมวลมา จากปฏิสนธิ จากคติ จากความบังเกิด จากความอุบัติ จากชาติ จากชรา จากพยาธิ จากมรณะ

จากความโศกจากความรำพัน ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสียจากความคับแค้นใจทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท ทุกฺขนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ปวตฺตํ ทุกฺขนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ นิมิตฺตํ ทุกฺขนฺติมุญฺจิตุกมฺยตา- ปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส ทุกฺขนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อุปฺปาโท ภยนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ปวตฺตํ ภยนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส ภยนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯ

๑ ม. ยุ. อุปฺปาทํ ... อุปายาสํ ... ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางแลวางเฉยอยู่ว่าความเกิดขึ้นเป็นทุกข์ ความเป็นไปทุกข์ สังขารนิมิตเป็นทุกข์ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นทุกข์เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่า ความเกิดขึ้นเป็นภัย ความเป็นไปเป็นภัย ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นภัย เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สามิสนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา

ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ปวตฺตํ สามิสนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สามิสนฺติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อุปฺปาโท สงฺขาราติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ปวตฺตํ สงฺขาราติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯเปฯ อุปายาโส สงฺขาราติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา~ ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปเสีย ทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉยอยู่ว่าความเกิดขึ้นมีอามิส ความเป็นไปมีอามิส ฯลฯ ความคับแค้นใจมีอามิส ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร

ความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ ความคับแค้นใจเป็นสังขาร เป็นสังขารุเปกขาญาณแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาโท สงฺขารา เต สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกฺขา เย จ สงฺขารา ยา จ อุเปกฺขา อุโภเปเต สงฺขารา เต สงฺขารา อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกฺขา ปวตฺตํ สงฺขารา ฯเปฯ นิมิตฺตํ สงฺขารา อายุหนา สงฺขารา ปฏิสนฺธิ สงฺขารา คติ สงฺขารา นิพฺพตฺติ สงฺขารา อุปปตฺติ สงฺขารา ชาติ สงฺขารา ชรา สงฺขารา พฺยาธิ สงฺขารา มรณํ สงฺขารา โสโก สงฺขารา ปริเทโว สงฺขารา อุปายาโส สงฺขารา เต สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกฺขา เย จ สงฺขารา ยา จ อุเปกฺขา อุโภเปเต สงฺขารา เต สงฺขาเร อชฺฌุเปกฺขตีติ สงฺขารุเปกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

ความเกิดขึ้นเป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการนี้ คือ สังขารและอุเบกขาก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณความเป็นไปเป็นสังขาร ฯลฯ นิมิตเป็นสังขาร

กรรมเครื่องประมวลมาเป็นสังขาร ปฏิสนธิเป็นสังขาร คติเป็นสังขาร ความบังเกิดเป็นสังขารความอุบัติเป็นสังขาร ชาติเป็นสังขาร ชราเป็นสังขาร พยาธิเป็นสังขาร มรณะเป็นสังขาร ความโศกเป็นสังขาร ความรำพันเป็นสังขาร ความคับแค้นใจเป็นสังขารญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้น

เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ แม้ธรรม ๒ ประการ คือ สังขารและอุเบกขา ก็เป็นสังขาร ญาณวางเฉยสังขารเหล่านั้นเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสังขารุเปกขาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ อฏฺฐหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ

ปุถุชฺชนสฺส กติหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ เสกฺขสฺส กติหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ วีตราคสฺส กติหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ ปุถุชฺชนสฺส ทฺวีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ เสกฺขสฺส ตีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ วีตราคสฺส ตีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๘ ฯ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุถุชฺชนสฺส กตเมหิ ทฺวีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทติ วา วิปสฺสติ วา ปุถุชฺชนสฺส อิเมหิ ทฺวีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ

เสกฺขสฺส กตเมหิ ตีหากาเร สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ เสกฺโข สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทติ วา วิปสฺสติ วา ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ เสกฺขสฺส อิเมหิ ตีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ

วีตราคสฺส กตเมหิ ตีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ วีตราโค สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ วา ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ ตทชฺฌุเปกฺขิตฺวา สุญฺญตวิหาเรน วา อนิมิตฺตวิหาเรน วา อปฺปณิหิตวิหาเรน วา วิหรติ วีตราคสฺส อิเมหิ ตีหากาเรหิ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร โหติ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๒ นี้ ฯ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓เป็นไฉน ฯ

พระเสขะย่อมยินดีสังขารุเปกขา ๑ ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ เป็นไฉน ฯ

ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขา ๑ พิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติ ๑ วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติอนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ ๑ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๓ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชนสฺส สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทโต จิตฺตํ กิลิสฺสติ ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ ปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ อายติปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ เสกฺขสฺสปิ ๑ สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทโต จิตฺตํ กิลิสฺสติ ภาวนาย ปริปนฺโถ โหติ อุตฺตริปฏิเวธสฺส อนฺตราโย โหติ อายติปฏิสนฺธิยา ปจฺจโย โหติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ อภินนฺทนฏฺเฐน ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ

ปุถุชนยินดีสังขารุเปกขา มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนา มีอันตรายแห่งปฏิเวธมีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป แม้พระเสขะยินดีสังขารุเปกขาก็มีจิตเศร้าหมอง มีอันตรายแห่งภาวนามีอันตรายแห่งปฏิเวธในมรรคชั้นสูง มีปัจจัยแห่งปฏิสนธิต่อไป การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนและของพระเสขะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งความยินดีอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สงฺขารุเปกฺขํ อนิจฺจโตปิ ทุกฺขโตปิ อนตฺตโตปิ วิปสฺสติ เสกฺโขปิ สงฺขารุเปกฺขํ อนิจฺจโตปิ ทุกฺขโตปิ อนตฺตโตปิ วิปสฺสติ วีตราโคปิ สงฺขารุเปกฺขํ อนิจฺจโตปิ ทุกฺขโตปิ อนตฺตโตปิ วิปสฺสติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร เอกตฺตํ โหติ อนุปสฺสนฏฺเฐน ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันอย่างไร ฯ

ปุถุชนย่อมพิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้พระเสขะก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และเป็นอนัตตา แม้ท่านผู้ปราศจากราคะ ก็พิจารณาเห็นสังขารุเปกขาโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ เป็นอย่างเดียวกันโดยสภาพแห่งการพิจารณาอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชนสฺส สงฺขารุเปกฺขา กุสลา โหติ เสกฺขสฺสปิ สงฺขารุเปกฺขา กุสลา โหติ วีตราคสฺส สงฺขารุเปกฺขา อพฺยากตา โหติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ กุสลาพฺยากตฏฺเฐน ฯ

๑ สี. จ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ

สังขารุเปกขาของปุถุชนเป็นกุศล แม้ของพระเสขะก็เป็นกุศล แต่ของท่านผู้ปราศจากราคะเป็นอัพยากฤต การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพเป็นกุศลและอัพยากฤตอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชนสฺส สงฺขารุเปกฺขา กิญฺจิกาเล สุวิทิตา โหติ กิญฺจิกาเล น สุวิทิตา โหติ เสกฺขสฺสปิ สงฺขารุเปกฺขา กิญฺจิกาเล สุวิทิตา โหติ [๑] วีตราคสฺส สงฺขารุเปกฺขา อจฺจนฺตํ สุวิทิตา โหติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ วิทิตฏฺเฐน จ อวิทิตฏฺเฐน จ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ

สังขารุเปกขาของปุถุชน ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย (ในเวลาเจริญวิปัสสนา) ไม่ปรากฏดีในกาลนิดหน่อย แม้สังขารุเปกขาของพระเสขะ ก็ปรากฏดีในการนิดหน่อย สังขารุเปกขาของท่านผู้ปราศจากราคะ ปรากฏดีโดยส่วนเดียวการน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ปรากฏและโดยภาพที่ไม่ปรากฏอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สงฺขารุเปกฺขา ๒ อติตฺตตฺตา วิปสฺสติ เสกฺโขปิ สงฺขารุเปกฺขา อติตฺตตฺตา วิปสฺสติ วีตราโค สงฺขารุเปกฺขา ติตฺตตฺตา วิปสฺสติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ติตฺตฏฺเฐน จ อติตฺตฏฺเฐน จ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศ

จากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ

ปุถุชนย่อมพิจารณา เพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา แม้พระเสขะก็พิจารณาเพราะเป็นผู้ยังไม่เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา ส่วนท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาเพราะเป็นผู้เสร็จกิจจากสังขารุเปกขา การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชนของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ยังไม่เสร็จกิจและโดยสภาพที่เสร็จกิจแล้วอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สงฺขารุเปกฺขํ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหานาย โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย วิปสฺสติ เสกฺโข สงฺขารุเปกฺขํ ติณฺณํ สญฺโญชนานํ ปหีนตฺตา อุตฺตริปฏิลาภตฺถาย วิปสฺสติ วีตราโค สงฺขารุเปกฺขํ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารตฺถาย วิปสฺสติ เอวํ ปุถุชฺชนสฺส จ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ปหีนฏฺเฐน จ อปฺปหีนฏฺเฐน จ ฯ

๑ สพฺพโปตฺถเก กิญฺจิกาเล น สุวิทิตา โหตีติ ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. สงฺขารุเปกฺขํ ฯ

เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันอย่างไร ฯ

ปุถุชนย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อจะละสังโยชน์ ๓ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรคพระเสขะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขาเพื่อต้องการได้มรรคชั้นสูงขึ้นไป เพราะเป็นผู้ละสังโยชน์ ๓

ได้แล้ว ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมพิจารณาสังขารุเปกขา เพื่อต้องการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน เพราะเป็นผู้ละกิเลสทั้งปวงได้แล้ว การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของปุถุชน ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพที่ละกิเลสได้แล้วและโดยสภาพที่ยังละกิเลสไม่ได้อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ ฯ เสกฺโข สงฺขารุเปกฺขํ อภินนฺทติ วา วิปสฺสติ วา ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ วีตราโค สงฺขารุเปกฺขํ วิปสฺสติ วา ปฏิสงฺขาย วา ผลสมาปตฺตึ สมาปชฺชติ ตทชฺฌุเปกฺขิตฺวา สุญฺญตวิหาเรน วา อนิมิตฺตวิหาเรน วา อปฺปณิหิตวิหาเรน วา วิหรติ เอวํ เสกฺขสฺส จ วีตราคสฺส จ สงฺขารุเปกฺขาย จิตฺตสฺส อภินีหาโร นานตฺตํ โหติ วิหารสมาปตฺตฏฺเฐน ฯ

ฉบับหลวง

การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขา ของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะมีความต่างกันอย่างไร ฯ

พระเสขะยังยินดีสังขารุเปกขาบ้าง ย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง ท่านผู้ปราศจากราคะย่อมเห็นแจ้งสังขารุเปกขาบ้างพิจารณาแล้วเข้าผลสมาบัติบ้าง วางเฉยสังขารุเปกขานั้นแล้ว ย่อมอยู่ด้วยสุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารสมาบัติ หรืออัปปณิหิตวิหารสมาบัติ การน้อมจิตไปในสังขารุเปกขาของพระเสขะและของท่านผู้ปราศจากราคะ มีความต่างกันโดยสภาพแห่งวิหารสมาบัติอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติ สงฺขารุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ กติ สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อฏฺฐ สงฺขารุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ทส สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

กตมา อฏฺฐ สงฺขารุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย นีวรเณ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺกวิจาเร ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ตติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย ปีตึ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย สุขทุกฺเข ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากาสานญฺจายตนสญฺญํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อิมา อฏฺฐ สงฺขารุเปกฺขา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขาเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ

สังขารุเปกขา ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ สังขารุเปกขา ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ

สังขารุเปกขา ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยนิวรณ์ เพื่อต้องการได้ปฐมฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิตกวิจาร เพื่อต้องการได้ทุติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยปีติ เพื่อต้องการได้ตติยฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยสุขและทุกข์เพื่อต้องการได้จตุตถฌาน เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา (และ) นานัตตสัญญา เพื่อต้องการได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากาสานัญจายตนสัญญา เพื่อต้องการได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยวิญญาณัญจายตนสัญญาเพื่อต้องการได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยอากิญจัญญายตนสัญญา เพื่อต้องการได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขา ๘ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจสมถะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา ทส สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย ฯเปฯ สกทาคามิผลสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนาคามิผลสมาปตฺตตฺถาย อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อรหตฺตผลสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ สุญฺญตวิหารสมาปตฺตตฺถาย ฯเปฯ อนิมิตฺตวิหารสมาปตฺตตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ อิมา ทส สงฺขารุเปกฺขา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

สังขารุเปกขา ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ

ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ ความโศก ความรำพันความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้โสดาปัตติมรรคเป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้โสดาปัตติผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้สกทาคามิมรรค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑... เพื่อต้องการได้สกทาคามิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิมรรคเป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อนาคามิผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตมัค เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ ... เพื่อต้องการได้อรหัตผลสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑... เพื่อต้องการสุญญตวิหารสมาบัติ สังขารุเปกขาญาณ ๑ ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉยความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมาปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความโศกความรำพัน ความคับแค้นใจ เพื่อต้องการได้อนิมิตตวิหารสมาบัติ เป็นสังขารุเปกขาญาณ ๑ สังขารุเปกขาญาณ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติ สงฺขารุเปกฺขา กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯ ปณฺณรส ๑ สงฺขารุเปกฺขา กุสลา ติสฺโส สงฺขารุเปกฺขา อพฺยากตา นตฺถิ สงฺขารุเปกฺขา อกุสลา ฯ

ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา อฏฺฐ จิตฺตสฺส โคจรา

ปุถุชฺชนสฺส เทฺว โหนฺติ ตโย เสกฺขสฺส โคจรา

ตโย จ วีตราคสฺส เยหิ จิตฺตํ วิวฏฺฏติ

อฏฺฐ สมาธิสฺส ปจฺจยา ทส ญาณสฺส โคจรา

อฏฺฐารส สงฺขารุเปกฺขา ติณฺณํ วิโมกฺขานปจฺจยา

อิเม อฏฺฐารสาการา ปญฺญายสฺส ปริจฺจิตา

กุสโล สงฺขารุเปกฺขาสุ ๒ นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ มุญฺจิตุกมฺยตาปฏิสงฺขาสนฺติฏฺฐนา ปญฺญา สงฺขารุเปกฺขาสุ ญาณํ ฯ

___________

๑ ปนฺนรสาติปิ ปาโฐ ฯ ๒ โป. กุสลตา สงฺขาเรสุ ฯ

ฉบับหลวง

สังขารุเปกขาเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร สังขา]รุเปกขาเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ

ปัญญาที่พิจารณาหาทางแล้ววางเฉย เป็นโคจรภูมิของสมาธิ

จิต ๘ เป็นโคจรภูมิของปุถุชน ๒ เป็นโคจรภูมิของพระ

เสขะ ๓ เป็นเครื่องให้จิตของท่านผู้ปราศจากราคะหลีกไป ๓

เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ ๘ เป็นโคจรแห่งภูมิแห่งญาณ ๑๐

สังขารุเปกขา ๘ เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ อาการ ๑๘ นี้

พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรผู้ฉลาดใน

สังขารุเปกขา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ ฉะนี้แล ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาเครื่องความเป็นผู้ใคร่จะพ้นไปทั้งพิจารณาหาทางและวางเฉย เป็นสังขารุเปกขาญาณ ฯ

โคตรภูญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โคตรภูญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภูญาณํ ๑ ฯ อุปฺปาทํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ปวตฺตํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู๔ นิมิตฺตํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อายุหนํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ปฏิสนฺธึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู คตึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู นิพฺพตฺตึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อุปปตฺตึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ชาตึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ชรํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู พฺยาธึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู มรณํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู โสกํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ปริเทวํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อุปายาสํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปฺปาทํ อภิภุยฺยิตฺวา อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรนภู ปวตฺตํ อภิภุยฺยิตฺวา อปฺปวตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู นิมิตฺตํ อภิภุยฺยิตฺวา อนิมิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตํ อภิภุยฺยิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการออกและหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอกเป็นโคตรภูญาณอย่างไรชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไป ครอบงำนิมิต ครอบงำกรรมเครื่องประมวลมา ครอบงำปฏิสนธิครอบงำคติ ครอบงำความบังเกิด ครอบงำอุบัติ ครอบงำชาติ ครอบงำชราครอบงำพยาธิ ครอบงำมรณะ ครอบงำความเศร้าโศก ครอบงำความรำพันครอบงำความคับแค้นใจ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าครอบงำความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ครอบงำความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ ครอบงำสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฺปาทา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู ปวตฺตา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู นิมิตฺตา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู อายุหนา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู ปฏิสนฺธิยา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู คติยา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู นิพฺพตฺติยา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู อุปปตฺติยา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู ชาติยา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู ชราย วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู พฺยาธิมฺหา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู มรณา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู โสกา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู ปริเทวา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู อุปายาสา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตา วุฏฺฐาตีติ โคตฺรภู อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อปฺปวตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ

นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปฺปาทา วุฏฺฐิตฺวา ๑ อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ปวตฺตา วุฏฺฐิตฺวา อปฺปวตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู นิมิตฺตา วุฏฺฐิตฺวา อนิมิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อายุหนา วุฏฺฐิตฺวา อนายุหนํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ปฏิสนฺธิยา วุฏฺฐิตฺวา อปฺปฏิสนฺธึ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู คติยา วุฏฺฐิตฺวา อคตึ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู นิพฺพตฺติยา วุฏฺฐิตฺวา อนิพฺพตฺตึ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปปตฺติยา วุฏฺฐิตฺวา อนุปปตฺตึ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ชาติยา วุฏฺฐิตฺวา อชาตึ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ชราย วุฏฺฐิตฺวา อชรํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู พฺยาธิมฺหา วุฏฺฐิตฺวา อพฺยาธึ ปกฺขนฺทตีติ

โคตฺรภู มรณา วุฏฺฐิตฺวา อมตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู โสกา วุฏฺฐิตฺวา อโสกํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ปริเทวา วุฏฺฐิตฺวา อปริเทวํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปายาสา วุฏฺฐิตฺวา อนุปายาสํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตา วุฏฺฐิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปฺปาทา วิวฏฺฏตีติ โคตฺรภู ปวตฺตา วิวฏฺฏตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตา วิวฏฺฏตีติ โคตฺรภู อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อปฺปวตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู อุปฺปาทา วิวฏฺฏิตฺวา อนุปฺปาทํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ปวตฺตา วิวฏฺฏิตฺวา อปฺปวตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯเปฯ พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตา วิวฏฺฏิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ ปกฺขนฺทตีติ โคตฺรภู ฯ

๑ ม. โคตฺรภุญาณํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. ยุ. วุฏฺฐหิตฺวา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นออกจากความเป็นไป ...

ออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่าแล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น

แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯแล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้วแล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า หลีกออกจากความเกิดขึ้นหลีกออกจากความเป็นไป ฯลฯ

หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอก ชื่อว่าโคตรภูเพราะอรรถว่า แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ชื่อว่าโคตรภูเพราะอรรถว่าหลีกออกจากความเกิดขึ้นแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ออกจากความเป็นไปแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันไม่มีความเป็นไป ฯลฯ หลีกออกจากสังขารนิมิตภายนอกแล้ว แล่นไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติ โคตฺรภูธมฺมา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ กติ โคตฺรภูธมฺมา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ๑ ฯ อฏฺฐ โคตฺรภูธมฺมา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ทส โคตฺรภูธมฺมา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

โคตรภูธรรมเท่าไร ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรมเท่าไรย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา โคตรภูธรรม ๘ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ โคตรภูธรรม ๑๐ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม อฏฺฐ โคตฺรภูธมฺมา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย นีวรเณ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺกวิจาเร อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู ตติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย ปีตึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย สุขทุกฺเข อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากาสานญฺจายตนสญฺญํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อิเม อฏฺฐ โคตฺรภูธมฺมา สมถวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

๑ โป. อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ

ฉบับหลวง

โคตรภูธรรม ๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ

ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำนิวรณ์เพื่อได้ปฐมฌาน ๑ ครอบงำวิตกและวิจารเพื่อได้ทุติยฌาน ๑ ครอบงำปีติเพื่อได้ตติยฌาน ๑ ครอบงำสุขและทุกข์เพื่อได้จตุตถฌาน ๑ ครอบงำรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาเพื่อได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากาสานัญจายตนสัญญาเพื่อได้วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำวิญญาณัญจายตนสัญญาเพื่อได้อากิญจัญญายตนสมาบัติ ๑ ครอบงำอากิญจัญญายตนสัญญาเพื่อได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ๑

โคตรภูธรรม ๘ นี้ ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งสมถะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม ทส โคตฺรภูธมฺมา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู โสตาปตฺติผลสมาปตฺตตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย ฯเปฯ สกทาคามิผลสมาปตฺตตฺถาย อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนาคามิผลสมาปตฺตตฺถาย อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ คตึ นิพฺพตฺตึ อุปปตฺตึ ชาตึ ชรํ พฺยาธึ มรณํ โสกํ ปริเทวํ อุปายาสํ พหิทฺธาสงฺขารนิมิตฺตํ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อรหตฺตผลสมาปตฺตตฺถาย สุญฺญตวิหารสมาปตฺตตฺถาย [๑] อุปฺปาทํ ปวตฺตํ นิมิตฺตํ อายุหนํ ปฏิสนฺธึ อภิภุยฺยตีติ โคตฺรภู อิเม ทส โคตฺรภูธมฺมา วิปสฺสนาวเสน อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

โคตรภูธรรม ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ

ชื่อว่าโคตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิตกรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิมรณะ ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้โสดาปัตติมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้นความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ เพื่อโสดาปัตติผลสมาบัติ ๑ ฯลฯ เพื่อได้สกทาคามิมรรค ๑ เพื่อสกทาคามิผลสมาบัติ ๑ เพื่อได้อนาคามิมรรค ๑ เพื่ออนาคามิผลสมาบัติ ๑ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมาปฏิสนธิ คติ ความบังเกิด

อุบัติ ชาติ ชรา พยาธิ มรณะ ความเศร้าโศกความร่ำไร ความคับแค้นใจ สังขารนิมิตภายนอกเพื่อได้อรหัตมรรค ๑ ครอบงำความเกิดขึ้น ความเป็นไป นิมิต กรรมเครื่องประมวลมา ปฏิสนธิ

เพื่ออรหัตผลสมาบัติ ๑ เพื่อสุญญตวิหารสมาบัติ ๑ และเพื่อสมาบัติ ๑ โคตรภูธรรม ๑๐ นี้ย่อมเกิดขึ้นด้วยอำนาจแห่งวิปัสสนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติ โคตฺรภูธมฺมา กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯ ปณฺณรส โคตฺรภูธมฺมา กุสลา ตโย โคตฺรภูธมฺมา อพฺยากตา นตฺถิ โคตฺรภูธมฺมา อกุสลา ฯ

๑ สพฺพโปตฺถเก อนิมิตฺตวิหารสมาปตฺตตฺถายาติ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

โคตรภูธรรมเป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร โคตรภูธรรมเป็นกุศล ๑๕ เป็นอัพยากฤต ๓ เป็นอกุศลไม่มี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สามิสญฺจ นิรามิสํ ปณิหิตญฺจ อปฺปณิหิตํ

สญฺญุตฺตญฺจ วิสญฺญุตฺตํ ๑ วุฏฺฐิตญฺจ อวุฏฺฐิตํ

อฏฺฐ สมาธิสฺส ปจฺจยา ทส ญาณสฺส โคจรา

อฏฺฐารส โคตฺรภูธมฺมา ติณฺณํ วิโมกฺขาน ปจฺจยา

อิเม อฏฺฐารสาการา ปญฺญายสฺส ปริจฺจิตา

กุสโล วิวฏฺเฏ วุฏฺฐาเน นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ

ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา โคตฺรภุญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

โคตรภูญาณ ๘ คือ โคตรภูญาณที่มีอามิส ๑ ไม่มี

อามิส ๑ มีที่ตั้ง ๑ ไม่มีที่ตั้ง ๑ เป็นสุญญตะ ๑ เป็น

วุฏฐิตะ ๑ เป็นอวุฏฐิตะ ๑ เป็นปัจจัยแห่งสมาธิ โคตรภู

ญาณ ๑๐ เป็นโคจรแห่งวิปัสสนาญาณ โคตรภูธรรม ๑๘

เป็นปัจจัยแห่งวิโมกข์ ๓ โคตรภูธรรมมีอาการ ๑๘ นี้

พระโยคาวจรอบรมแล้วด้วยปัญญา พระโยคาวจรเป็นผู้ฉลาด

ในโคตรภูญาณ อันเป็นเครื่องหลีกไปและในโคตรภูญาณ

อันเป็นเครื่องออกไป ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ

ฉะนี้แล ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไป และหลีกไปจากสังขารนิมิตภายนอก เป็นโคตรภูญาณ ฯ

มรรคญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา

วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

๑ โป. สุญฺญตฺตญฺจ อสุญฺญตํ ฯ ยุ. สุญฺญตํ จ วิสญฺญุตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้ง

สอง เป็นมรรคญาณอย่างไร ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็นย่อมออกจากมิจฉาทิฐิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย(คืออรูปขันธ์ ๔ อันเป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น เบญจขันธ์พร้อมด้วยรูปอันมีทิฐินั้นเป็นสมุฏฐานและวิบากขันธ์อันจะพึงเกิดขึ้นในอนาคต) และจากสรรพนิมิตภายนอกเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลสขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ... เป็นมรรคญาณญาณชื่อว่าสัมมากัมมันตะ

เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่องย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่นย่อมออกจากมิจฉาสติ ... เป็นมรรคญาณ ญาณชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ

ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส

ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ

ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฎิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อ

ว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากรูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ อวิชชามานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง เป็นมรรคญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อชาตํ ฌาเปติ ๑ ชาเตน ฌานนฺเตน ปวุจฺจติ

ฌานวิโมกฺเข กุสลตา นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ

สมาทหิตฺวา ยถา เจ วิปสฺสติ วิปสฺสมาโน ตถา เจ สมาทเห

วิปสฺสนา จ สมโถ ตทา อหุ สมานภาคา ยุคนทฺธา วตฺตเร

ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ๒ ทสฺสนํ

ทุภโต วุฏฺฐิตา ปญฺญา ผสฺเสติ อมตํ ปทํ

วิโมกฺขจริยํ ชานาติ นานตฺเตกตฺตโกวิโท

ทฺวินฺนํ ญาณานํ กุสลตา นานาทิฏฺฐีสุ น กมฺปตีติ ฯ

ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ%

___________

๑ ยุ. ญาเปติ ฯ ๒ ม. นิโรโธ อิติ ทสฺสนํ ฯ

ฉบับหลวง

อริยมรรคสมังคีบุคคล ย่อมเผาสังกิเลสที่ยังไม่เกิด ด้วย

โลกุตตรฌานที่เกิดแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว

โลกุตตรฌานว่าเป็นฌาน บุคคลนั้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิ

ต่างๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในฌานและวิโมกข์ ถ้าพระ

โยคาวจรตั้งใจมั่นดีแล้วย่อมเห็นแจ้งฉันใด ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็

พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดีฉันนั้น สมถะและวิปัสสนาได้มีแล้วใน

ขณะนั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วนเสมอกันเป็นไปอยู่ ความเห็นว่า

สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข ชื่อว่าปัญญาที่ออก

จากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท พระโยคาวจรผู้ฉลาด

ในความเป็นต่างกัน และความเป็นอันเดียวกันแห่งวิโมกข์

เหล่านั้น ย่อมรู้วิโมกขจริยา ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฐิต่างๆ

เพราะความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้งสอง ฉะนี้แล ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้นๆ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกไปและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสองเป็นมรรคญาณ ฯ

ผลญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ผลญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺคสฺเสตํ ผลํ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ จ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺคสฺเสตํ ผลํ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา

อุปฺปชฺชติ สมฺมาวาจา มคฺคสฺเสตํ ผลํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมากมฺมนฺโต มคฺคสฺเสตํ ผลํ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาอาชีโว มคฺคสฺเสตํ ผลํ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ จ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาวายาโม มคฺคสฺเสตํ ผลํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสติ มคฺคสฺเสตํ ผลํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสมาธิ มคฺคสฺเสตํ ผลํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการระงับประโยค เป็นผลญาณอย่างไร ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ย่อมออกจาก

มิจฉาทิฐิ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาทิฐิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้น การระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออก ย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ ...

ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ... ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ ... ชื่อว่าสัมมาอาชีวะ เพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ ... ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ ...

ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมออกจากมิจฉาสติ ... ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้นการระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสมาธิ มคฺคสฺเสตํ ผลํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้นการระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสมาธิ มคฺคสฺเสตํ ผลํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ

ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้นการระงับประโยคที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา ถีนมิทฺธา อวิชฺชาย ภวราคานุสยา มานานุสยา อวิชฺชานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ ตํปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธตฺตา อุปฺปชฺชติ สมฺมาสมาธิ มคฺคสฺเสตํ ผลํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปโยคปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิปญฺญา ผเล ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็นฯลฯ ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากรูปราคะ อรูปราคะมานะ อุทธัจจะ ถีนมิทธะอวิชชา ภวราคานุสัย มานานุสัย อวิชชานุสัยย่อมออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้นจากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาสมาธิย่อมเกิดขึ้น เพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกไปนั้น การระงับประโยคที่ออกนั้นเป็นผลของมรรค ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถรู้ว่าชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการระงับประโยคที่ออกนั้น เป็นผลญาณ ฯ

วิมุตติญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิมุตติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ฉินฺนมนุปสฺสเน ๑ ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว

เป็นวิมุติญาณอย่างไร ฯ

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฐานุสัยวิจิกิจฉานุสัย เป็นกิเลสอันโสดาปัตติมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๕ ประการนี้พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดีชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

ปัจจเวกขณญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปัจจเวกขณญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

๑ ม. ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย

ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส

๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้นชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชามานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตทา สมุปาคเต ๑ ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ๑ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ๒ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา ตทา สมุปาคตา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต ตทา สมุปาคโต โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อุปสมฏฺเฐน

ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อสฺสทฺธิเยน ๓ อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ตทา สมุปาคตํ โกสชฺเชน อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ตทา สมุปาคตํ ปมาเทน ๔ อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ตทา สมุปาคตํ อุทฺธจฺเจน ๕ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ตทา สมุปาคตํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ตทา สมุปาคตํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน

อินฺทฺริยํ ๑ ตทา สมุปาคตํ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ ๒ ตทา สมุปาคตํ นิยฺยานฏฺเฐน สมฺโพชฺฌงฺโค ๓ ตทา สมุปาคโต เหตฏฺเฐน ๔ มคฺโค ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา ตทา สมุปาคตา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา ตทา สมุปาคตา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา ตทา สมุปาคตา ตถฏฺเฐน สจฺจา ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ ตทา สมุปาคโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ ตทา สมุปาคตํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข ๕ ตทา สมุปาคโต ปฏิเวธนฏฺเฐน

วิชฺชา ตทา สมุปาคตา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ตทา สมุปาคตา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ สมุทาคเต ฯ

๑ สี. ม. ยุ. สมุทาคตา ฯ ๒ สี. ม. ยุ. สมุทาคโต ฯ ๓ ม. ยุ. อสทฺธิเย ฯ

๔ ม. ยุ. ปมาเท ฯ ๕ ม. ยุ. อุทฺธจฺเจ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. อินฺทฺริยา ตทา สมุปาคตา ฯ ๒ ม. ยุ. พลา ตทา สมุปาคตา ฯ ๓ ม. ยุ.

สมฺโพชฺฌงฺคา ... คตา ฯ ๔ ม. ยุ. เหตุฏฺเฐน ฯ ๕ ม. ยุ. วิโมกฺขา ... คตา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้นเป็นปัจจเวกขณญาณอย่างไร ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ

เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา

ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐานเพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ

ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าพิจารณาเห็นชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อยชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าเป็นที่รวมชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธานชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตา ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่า

สัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ(ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ...

ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด

(ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะ

แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่า

อนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ

วัตถุนานัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วัตถุนานัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ฯ

กถํ อชฺฌตฺตํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนด ตา หู จมูกลิ้น กาย ใจ เป็นภายใน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ จกฺขุํ ๑ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ ตณฺหาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ กมฺมสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ อาหารสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ จกฺขุํ อุปฺปนฺนนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ สมุปาคตนฺติ วตฺเถติ จกฺขุํ อหุตฺวา สมฺภูตํ หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติ จกฺขุํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ จกฺขุํ อทฺธุวํ อสสฺสตํ วิปริณามธมฺมนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ อนิจฺจํ สงฺขตํ ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนํ ขยธมฺมํ วยธมฺมํ วิราคธมฺมํ นิโรธธมฺมนฺติ ววตฺเถติ จกฺขุํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต ววตฺเถติ โน สุขโต อนตฺตโต ววตฺเถติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ จกฺขุํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

๑ ม. สพฺพตฺถ จกฺขุ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างไร ฯ

ย่อมกำหนดว่า จักษุเกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้วเข้ามาประชุมแล้ว ว่าจักษุไม่มี(จักษุเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน)

มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดจักษุโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่าจักษุไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จักษุไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดจักษุโดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์ ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิดขึ้น ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืนย่อมละความยึดถือได้พระโยคาวจรย่อมกำหนดจักษุเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ โสตํ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ โสตํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

กถํ ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ ฆานํ อวิชฺชาสมฺภูตนฺติ ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ ฆานํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

กถํ ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ ชิวฺหา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา สมุปาคตาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา อหุตฺวา สมฺภูตา หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติ ชิวฺหํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ ชิวฺหา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ ชิวฺหา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติ ชิวฺหํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ ชิวฺหํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

กถํ กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ กาโย อวิชฺชาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ กาโย ตณฺหาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ กาโย กมฺมสมฺภูโตติ ววตฺเถติ กาโย อาหารสมฺภูโตติ ววตฺเถติ กาโย จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ กาโย อุปฺปนฺโนติ ววตฺเถติ กาโย สมุปาคโตติ ววตฺเถติ กาโย อุปฺปนฺโนติ ววตฺเถติ น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติ กายํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ กาโย อทฺธุโว อสสฺสโต วิปริณามธมฺโมติ ววตฺเถติ กาโย อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโมติ ววตฺเถติ กายํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต ววตฺเถติ โน สุขโต ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ กายํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ

กถํ มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ ฯ มโน อวิชฺชาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ มโน ตณฺหาสมฺภูโตติ ววตฺเถติ มโน กมฺมสมฺภูโตติ ววตฺเถติ มโน อาหารสมฺภูโตติ ววตฺเถติ มโน อุปฺปนฺโนติ ววตฺเถติ มโน สมุปาคโตติ ววตฺเถติ มโน อหุตฺวา สมฺภูโต หุตฺวา น ภวิสฺสตีติ ววตฺเถติ มนํ อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ มโน อทฺธุโว อสสฺสโต วิปริณามธมฺโมติ ววตฺเถติ มโน อนิจฺโจ สงฺขโต ปฏิจฺจสมุปฺปนฺโน ขยธมฺโม วยธมฺโม วิราคธมฺโม นิโรธธมฺโมติ ววตฺเถติ มนํ อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต ววตฺเถติ โน สุขโต อนตฺตโต ววตฺเถติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ มนํ อชฺฌตฺตํ ววตฺเถติ เอวํ อชฺฌตฺตธมฺเม ววตฺเถติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อชฺฌตฺตววตฺถาเน ปญฺญา วตฺถุนานตฺเต ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า หูเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดหูเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า จมูกเกิดเพราะอวิชชาฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดจมูกเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ลิ้นเกิดเพราะอวิชชาฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดลิ้นเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า กายเกิดเพราะอวิชชาฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดกายเป็นภายในอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ใจเกิดเพราะอวิชชาเกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมกันแล้ว ใจไม่มี (ใจเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดใจโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ใจไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ใจไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้นมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดาคลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา กำหนดใจโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยงกำหนดโดยความเป็นทุกข์

ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดีย่อมคลายกำหนัดไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อยังราคะให้ดับย่อมละเหตุให้เกิดได้เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดใจเป็นภายในอย่างนี้ ย่อมกำหนดธรรมเป็นภายในอย่างนี้

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายใน เป็นวัตถุนานัตตญาณ ฯ

โคจรนานัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โคจรนานัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ พหิทฺธาววตฺถาเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํ ฯ

กถํ พหิทฺธา ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติ คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติ รเส พหิทฺธา ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติ ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

กถํ รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ รูปา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รูปา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รูปา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รูปา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รูปา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ รูปา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ รูปา สมุปาคตาติ ววตฺเถติ รูปา อหุตฺวา สมฺภูตา หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติ รูเป อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ รูปา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ รูปา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติ รูเป อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต ววตฺเถติ โน สุขโต อนตฺตโต ววตฺเถติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ รูเป พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณอย่างไร พระ

โยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายนอกอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะธรรมารมณ์เป็นภายนอก ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รูปเกิดเพราะอวิชชาเกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหาร อาศัยมหาภูตรูป ๔ เกิดแล้ว เข้ามาประชุมแล้วรูปไม่มี (รูปเดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน)มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า รูปไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา รูปไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดาเสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง ไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยง กำหนดโดยความเป็นทุกข์

ไม่กำหนดโดยความเป็นสุขกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับ ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ สทฺทา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ฯเปฯ สทฺทา จตุนฺนํ มหาภูตานํ อุปาทายาติ ววตฺเถติ สทฺทา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ สทฺทา สมุปาคตาติ ววตฺเถติ สทฺทา อหุตฺวา สมฺภูตา หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติ สทฺเท อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ สทฺทา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ สทฺทา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติ สทฺเท อนิจฺจโต ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ สทฺเท พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

กถํ คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ คนฺธา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ คนฺธา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ คนฺเธ พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

กถํ รเส พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ รสา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ รสา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ รเส พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

กถํ โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ โผฏฺฐพฺพา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺพา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺพา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺพา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺพา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ โผฏฺฐพฺพา สมุปาคตาติ ววตฺเถติ ฯเปฯ เอวํ โผฏฺฐพฺเพ พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ

กถํ ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติ ฯ ธมฺมา อวิชฺชาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ธมฺมา ตณฺหาสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ธมฺมา กมฺมสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ธมฺมา อาหารสมฺภูตาติ ววตฺเถติ ธมฺมา อุปฺปนฺนาติ ววตฺเถติ ธมฺมา สมุปาคตาติ ววตฺเถติ ธมฺมา อหุตฺวา สมฺภูตา หุตฺวา น ภวิสฺสนฺตีติ ววตฺเถติ ธมฺเม อนฺตวนฺตโต ววตฺเถติ ธมฺมา อทฺธุวา อสสฺสตา วิปริณามธมฺมาติ ววตฺเถติ ธมฺมา อนิจฺจา สงฺขตา ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา ขยธมฺมา วยธมฺมา วิราคธมฺมา นิโรธธมฺมาติ ววตฺเถติ ธมฺเม อนิจฺจโต ววตฺเถติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต ววตฺเถติ โน สุขโต อนตฺตโต ววตฺเถติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต ววตฺเถนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต ววตฺเถนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต ววตฺเถนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวํ ธมฺเม พหิทฺธา ววตฺเถติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ พหิทฺธาววตฺถาเน ปญฺญา โคจรนานตฺเต ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า เสียงเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดเสียงเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า รสเกิดเพราะอวิชชาฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดรสเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่าโผฏฐัพพะเกิดเพราะอวิชชา ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมกำหนดโผฏฐัพพะเป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างไร ย่อมกำหนดว่า ธรรมารมณ์เกิดเพราะอวิชชา เกิดเพราะตัณหา เกิดเพราะกรรม เกิดเพราะอาหารเกิดแล้ว เข้าประชุมพร้อมแล้วธรรมารมณ์ไม่มี (ธรรมารมณ์เดี๋ยวนี้ไม่เป็นเหมือนเมื่อก่อน) มีแล้วจักไม่มี (บัดนี้เป็นอย่างนี้ต่อไปจักไม่เป็นเหมือนบัดนี้) ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของมีที่สุด กำหนดว่า ธรรมารมณ์ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ธรรมารมณ์ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่งอาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา เสื่อมไปเป็นธรรมดา คลายไปเป็นธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ย่อมกำหนดธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงไม่กำหนดโดยความเป็นของเที่ยงกำหนดโดยความเป็นทุกข์

ไม่กำหนดโดยความเป็นสุข กำหนดโดยความเป็นอนัตตา ไม่กำหนดโดยความเป็นอัตตาย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัด ไม่กำหนัด ย่อมยังราคะให้ดับไม่ให้เกิด ย่อมสละคืนไม่ยึดถือ เมื่อกำหนดโดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมละความสำคัญว่าเป็นของเที่ยงได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละความสำคัญว่าเป็นสุขได้ เมื่อกำหนดโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละความสำคัญว่าเป็นตัวตนได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้เมื่อยังราคะให้ดับ ย่อมละเหตุให้เกิดได้ เมื่อสละคืน ย่อมละความยึดถือได้พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมารมณ์เป็นภายนอกอย่างนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายนอก เป็นโคจรนานัตตญาณ ฯ

จริยานานัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค จริยานานัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ ฯ จริยาติ ติสฺโส จริยาโย วิญฺญาณจริยา อญฺญาณจริยา ญาณจริยา ฯ

กตมา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทสฺสนตฺโถ จกฺขุวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ ทิฏฺฐตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ ๑ วิญฺญาณจริยา รูเปสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สวนตฺโถ โสตวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ สุตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา สทฺเทสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายนตฺโถ ฆานวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ ฆายิตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา คนฺเธสุ

อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ สายนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา รเสสุ สายนตฺโถ ชิวฺหาวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา รเสสุ สายิตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา รเสสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา [๑] โผฏฺฐพฺเพสุ ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ ผุสนตฺโถ กายวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ ผุฏฺฐตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา โผฏฺฐพฺเพสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา [๒] ธมฺเมสุ วิชานนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ วิชานนตฺโถ มโนวิญฺญาณํ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ วิญฺญาตตฺตา อภิโรปนวิปากมโนธาตุ วิญฺญาณจริยา ธมฺเมสุ อภิโรปิตตฺตา วิปากมโนวิญฺญาณธาตุ วิญฺญาณจริยา ฯ

๑ ม. ยุ. อภินิโรปน ... ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑-๒ ม. รเสสุ ผุสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ฯ ... โผฏฺฐพฺเพสุ

วิชานนตฺถาย อาวชฺชน ... วิญฺญาณจริยา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณอย่างไร จริยาในบทว่า

จริยา มี ๓ คือ วิญญาณจริยา อัญญาณจริยา ญาณจริยา ฯ

วิญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดูรูปทั้งหลายเป็นอพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา จักขุวิญญาณอันเป็นแต่เพียงเห็นรูป เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้เห็นรูปแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยาเพราะขึ้นสู่รูปแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบากเป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการฟังเสียงเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา โสตวิญญาณอันเป็นแต่เพียงฟังเสียง เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ฟังเสียงแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่เสียงแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการดมกลิ่นเป็นอัพยากฤต

เป็นวิญญาณจริยา ฆานวิญญาณอันเป็นแต่เพียงดมกลิ่น เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ดมกลิ่นแล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่กลิ่นแล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการลิ้มรสเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยาชิวหาวิญญาณอันเป็นแต่เพียงลิ้มรส เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ลิ้มรสแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่รสแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการถูกต้อง โผฏฐัพพะเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา กายวิญญาณอันเป็นแต่เพียงถูกต้องโผฏฐัพพะ เป็นวิญญาณจริยา เพราะได้ถูกต้องโผฏฐัพพะแล้วมโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่โผฏฐัพพะแล้วมโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบาก เป็นวิญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการรู้แจ้งธรรมารมณ์เป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา มโนวิญญาณอันเป็นแต่เพียงรู้แจ้งธรรมารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว มโนธาตุอันเป็นวิบากที่ขึ้นสู่อารมณ์ เป็นวิญญาณจริยา เพราะขึ้นสู่ธรรมารมณ์แล้ว มโนวิญญาณธาตุอันเป็นวิบากเป็นวิญญาณจริยา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วิญฺญาณจริยาติ เกนตฺเถน วิญฺญาณจริยา ฯ นิราคา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิทฺโทสา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิมฺโมหา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิมฺมานา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิทฺทิฏฺฐิ จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิอุทฺธจฺจา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นิพฺพิจิกิจฺฉา จรตีติ วิญฺญาณจริยา นานุสยา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา มานวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อนุสยวิปฺปยุตฺตา จรตีติ

วิญฺญาณจริยา กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา ๑ จรตีติ วิญฺญาณจริยา อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา ๒ จรตีติ วิญฺญาณจริยา กเณฺหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา ๓ จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุขุทฺรเยหิ ๔ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา ๕ จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทุกฺขุทฺรเยหิ ๖ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา ๗ จรตีติ วิญฺญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิญฺญาเต ๑ จรตีติ วิญฺญาณจริยา วิญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ วิญฺญาณจริยา ปกติปริสุทฺธมิทํ จิตฺตํ นิกฺกิเลสฏฺเฐนาติ ๒ วิญฺญาณจริยา อยํ วิญฺญาณจริยา ฯ

๑-๒-๓-๕-๗ ม. สมฺปยุตฺตา ฯ ๔ สี. สุขินฺทฺริเยหิ ฯ ๖ สี. ทุกฺขินฺทฺริเยหิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า วิญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าวิญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติไม่มีราคะประพฤติไม่มีโทสะ ประพฤติไม่มีโมหะ ประพฤติไม่มีมานะ ประพฤติไม่มีทิฐิ ประพฤติไม่มีอุทธัจจะ ประพฤติไม่มีวิจิกิจฉาประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ประพฤติไม่ประกอบด้วยอนุสัยประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรม ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมที่มีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่รู้แจ้งแล้ว วิญญาณมีความประพฤติเห็นปานนี้ เหตุนั้นจึงชื่อว่า วิญญาณจริยา จิตนี้บริสุทธิ์โดยปกติ เพราะอรรถว่าไม่มีกิเลส เหตุนั้นจึงชื่อว่าวิญญาณจริยานี้ชื่อว่าวิญญาณจริยา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา อญฺญาณจริยา มนาปิเยสุ รูเปสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อมนาปิเยสุ รูเปสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ตทุภเยน อสมเปกฺขณสฺมึ วตฺถุสฺมึ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา วินิพนฺธสฺส มานสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา มานสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยา วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสฺส ชวนา

อญฺญาณจริยา อนิฏฺฐาคตาย ๓ วิจิกิจฺฉาย ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยา ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา มนาปิเยสุ สทฺเทสุ ฯเปฯ มนาปิเยสุ คนฺเธสุ มนาปิเยสุ รเสสุ มนาปิเยสุ โผฏฺฐพฺเพสุ มนาปิเยสุ ธมฺเมสุ ราคสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ราคสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อมนาปิเยสุ ธมฺเมสุ โทสสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โทสสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ตทุภเยน อสมเปกฺขณสฺมึ วตฺถุสฺมึ โมหสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา โมหสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ปรามฏฺฐาย ทิฏฺฐิยา ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิยา ชวนา อญฺญาณจริยา วิกฺเขปคตสฺส อุทฺธจฺจสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา อนิฏฺฐาคตาย วิจิกิจฺฉาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาย ชวนา อญฺญาณจริยา ถามคตสฺส อนุสยสฺส ชวนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนุสยสฺส ชวนา อญฺญาณจริยา ฯ

๑ ยุ. วิญฺญาเณ ฯ ๒ นิกฺเขสฏฺเฐนาตีติปิ ปาโฐ ฯ ๓ ม. ยุ. อนิฏฺฐํ คตาย ฯ

เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อัญญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในรูปอันเป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา

กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะ ในรูปอันไม่เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งมานะที่ผูกพันธ์ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งมานะเป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิเป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่าน

อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรงอันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งราคะในเสียง ฯลฯ ในกลิ่นในรสในโผฏฐัพพะในธรรมารมณ์เป็นที่รัก อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งราคะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโทสะในธรรมารมณ์ไม่เป็นที่รัก

อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโทสะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งโมหะ ในวัตถุที่มิได้เพ่งเล็งด้วยราคะและโทสะทั้งสองนั้น อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งโมหะ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งทิฐิที่ยึดถือ อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งทิฐิ เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอุทธัจจะที่ถึงความฟุ้งซ่านอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอุทธัจจะ

เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉาที่ไม่ถึงความตกลงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งวิจิกิจฉา เป็นอัญญาณจริยา กิริยาคือความนึกเพื่อความแล่นไปแห่งอนุสัยที่ถึงความเป็นธรรมมีเรี่ยวแรง อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา ความแล่นไปแห่งอนุสัย เป็นอัญญาณจริยา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อญฺญาณจริยาติ เกนตฺเถน อญฺญาณจริยา ฯ สราคา จรตีติ อญฺญาณจริยา สโทสา จรตีติ อญฺญาณจริยา สโมหา จรตีติ อญฺญาณจริยา สมานา จรตีติ อญฺญาณจริยา สทิฏฺฐิ จรตีติ อญฺญาณจริยา สอุทฺธจฺจา จรตีติ อญฺญาณจริยา สวิจิกิจฺฉา จรตีติ อญฺญาณจริยา สานุสยา จรตีติ อญฺญาณจริยา ราคสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา โทสสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา โมหสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา มานสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทิฏฺฐิสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อุทฺธจฺจสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา วิจิกิจฺฉาสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อนุสยสมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา กุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา

จรตีติ อญฺญาณจริยา อกุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา กเณฺหหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ อญฺญาณจริยา อญฺญาเต จรตีติ อญฺญาณจริยา อญฺญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ อญฺญาณจริยา อยํ อญฺญาณจริยา ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า อัญญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าอัญญาณจริยา เพราะอรรถว่า ประพฤติมีราคะ ประพฤติมีโทสะ ประพฤติมีโมหะประพฤติมีมานะ ประพฤติมีทิฐิ ประพฤติมีอุทธัจจะ ประพฤติมีวิจิกิจฉา ประพฤติมีอนุสัยประพฤติประกอบด้วยราคะ ประพฤติประกอบด้วยโทสะ ประพฤติประกอบด้วยโมหะ ประพฤติประกอบด้วยมานะ ประพฤติประกอบด้วยทิฐิ ประพฤติประกอบด้วยอุทธัจจะ ประพฤติประกอบด้วยวิจิกิจฉาประพฤติประกอบด้วยอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยกุศลกรรม ประพฤติประกอบด้วยอกุศลธรรม ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ประพฤติประกอบด้วยกรรมดำ ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมขาว ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบากประพฤติประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในอารมณ์ที่ไม่รู้ ความไม่รู้มีจริยาเห็นปานนี้เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อัญญาณจริยา นี้ชื่อว่าอัญญาณจริยา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา ญาณจริยา อนิจฺจานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยา นิพฺพิทานุปสฺสนตฺถาย ฯเปฯ วิราคานุปสฺสนตฺถาย นิโรธานุปสฺสนตฺถาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนตฺถาย ขยานุปสฺสนตฺถาย วยานุปสฺสนตฺถาย วิปริณามานุปสฺสนตฺถาย อนิมิตฺตานุปสฺสนตฺถาย อปฺปณิหิตานุปสฺสนตฺถาย สุญฺญตานุปสฺสนตฺถาย อธิปญฺญธมฺมานุปสฺสนตฺถาย ยถาภูตญาณทสฺสนตฺถาย อาทีนวานุปสฺสนตฺถาย ปฏิสงฺขานุปสฺสนตฺถาย อาวชฺชนกิริยาพฺยากตา วิญฺญาณจริยา ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยา โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยา โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยา สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยา สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อนาคามิมคฺโค ญาณจริยา อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยา อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยา ฯ

ฉบับหลวง

ญาณจริยาเป็นไฉน กิริยาคือความนึกเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงอันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงเป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความทุกข์ อันเป็นอัพยากฤต เป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาเห็นทุกข์ เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นอนัตตา อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยาการพิจารณาเห็นอนัตตา เป็นญาณจริยา กิริยาคือความนึก เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเบื่อหน่าย ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัด เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความดับ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสละคืน เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสิ้นไป ฯลฯ

เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความเสื่อมไป ฯลฯ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความแปรปรวนฯลฯเพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิต เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้ง เพื่อต้องการพิจารณาเห็นความสูญ เพื่อต้องการพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง เพื่อต้องการพิจารณารู้เห็นตามความเป็นจริงเพื่อต้องการพิจารณาเห็นโทษ เพื่อต้องการพิจารณาหาทาง อันเป็นอัพยากฤตเป็นวิญญาณจริยา การพิจารณาหาทาง เป็นญาณจริยา การพิจารณาเห็นความคลายออก(นิพพาน) เป็นญาณจริยา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติสกทาคามิมรรค สกทาคามิผลสมาบัติ อนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติอรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ญาณจริยาติ เกนตฺเถน ญาณจริยา ฯ นิราคา จรตีติ ญาณจริยา นิทฺโทสา จรตีติ ญาณจริยา ฯเปฯ นานุสยา จรตีติ ญาณจริยา ราควิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา โทสวิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา โมหวิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา มานวิปฺปยุตฺตา ฯเปฯ ทิฏฺฐิวิปฺปยุตฺตา อุทฺธจฺจวิปฺปยุตฺตา วิจิกิจฺฉาวิปฺปยุตฺตา อนุสยวิปฺปยุตฺตา กุสเลหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา อกุสเลหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สาวชฺเชหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา อนวชฺเชหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา กเณฺหหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สุกฺเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา สุขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา ทุกฺขุทฺรเยหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา สุขวิปาเกหิ กมฺเมหิ สมฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา ทุกฺขวิปาเกหิ กมฺเมหิ วิปฺปยุตฺตา จรตีติ ญาณจริยา ญาเณ ๑ จรตีติ ญาณจริยา ญาณสฺส เอวรูปา จริยา โหตีติ ญาณจริยา อยํ ญาณจริยา วิญฺญาณจริยา อญฺญาณจริยา ญาณจริยา ๒ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ จริยาววตฺถาเน ปญฺญา จริยานานตฺเต ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

คำว่า ญาณจริยา ความว่า ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าญาณจริยา เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีราคะ ประพฤติไม่โทสะฯลฯ ประพฤติไม่มีอนุสัย ประพฤติไม่ประกอบด้วยราคะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโทสะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยโมหะ ประพฤติไม่ประกอบด้วยมานะ ฯลฯไม่ประกอบด้วยทิฐิ ไม่ประกอบด้วยอุทธัจจะไม่ประกอบด้วยวิจิกิจฉา ไม่ประกอบด้วยอนุสัย ประกอบด้วยกุศลธรรม ไม่ประกอบด้วยอกุศลกรรมไม่ประกอบด้วยกรรมมีโทษ ประกอบด้วยกรรมไม่มีโทษ ไม่ประกอบด้วยกรรมดำ ประกอบด้วยกรรมขาว ประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นกำไร ไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นกำไร ประพฤติประกอบด้วยกรรมมีสุขเป็นวิบาก ประพฤติไม่ประกอบด้วยกรรมมีทุกข์เป็นวิบาก ประพฤติในญาณญาณมีจริยาเห็นปานนี้เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ญาณจริยา นี้ชื่อว่าญาณจริยา วิญญาณจริยา

อัญญาณจริยา ญาณจริยา ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา เป็นจริยานานัตตญาณ ฯ

ภูมินานัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ภูมินานัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จตุธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ภูมินานตฺเต ญาณํ ฯ จตสฺโส ภูมิโย กามาวจรา ภูมิ รูปาวจรา ภูมิ อรูปาวจรา ภูมิ อปริยาปนฺนา ภูมิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณอย่างไรภูมิ ๔ คือกามาวจรภูมิ รูปาวจรภูมิ อรูปาวจรภูมิ โลกุตรภูมิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา กามาวจรา ภูมิ เหฏฺฐโต อวีจินิรยํ ปริยนฺตํ กริตฺวา อุปริโต ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทเว อนฺโต กริตฺวา ยํ เอตสฺมึ อนตฺเร เอตฺถาวจรา เอตฺถ ปริยาปนฺนา ขนฺธธาตุ อายตนา รูปา ๓ เวทนา สญฺญา สงฺขารา วิญฺญาณํ อยํ กามาวจรา ภูมิ ฯ

ฉบับหลวง

กามาวจรภูมิเป็นไฉน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป เวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ อันท่องเที่ยว คือ นับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตลอดไปจนถึงอเวจีนรกเป็นที่สุด ข้างบนขึ้นไปจนถึงเทวดาชาวปรนิมมิตวสวดีเป็นที่สุดนี้เป็นกามาวจรภูมิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา รูปาวจรา ภูมิ เหฏฺฐโต พฺรหฺมโลกํ ปริยนฺตํ กริตฺวา อุปริโต อกนิฏฺเฐ เทเว อนฺโต กริตฺวา ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร เอตฺถาวจรา เอตฺถ ปริยาปนฺนา สมาปนฺนสฺส วา อุปปนฺนสฺส วา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารสฺส ๑ วา จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อยํ รูปาวจรา ภูมิ ฯ

๑ ม. ยุ. ญาเต ฯ ๒ ม. ยุ. อญฺญา วิญฺญาณจริยา อญฺญา อญฺญาณจริยา อญฺญา

ญาณจริยาติ ฯ ๓ ม. รูปํ ฯ

ฉบับหลวง

รูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคล ผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันท่องเที่ยวคือ นับเนื่องโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่พรหมโลกขึ้นไปจนถึงเทวดาชั้นอกนิฏฐ์ข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่ารูปาวจรภูมิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา อรูปาวจรา ภูมิ เหฏฺฐโต อากาสานญฺจายตนูปเค เทเว ปริยนฺตํ กริตฺวา อุปริโต เนวสญฺญานาสญฺญายตนูปเค เทเว อนฺโต กริตฺวา ยํ เอตสฺมึ อนฺตเร เอตฺถ ปริยาปนฺนา สมาปนฺนสฺส วา อุปปนฺนสฺส วา ทิฏฺฐธมฺมสุขวิหารสฺส วา จิตฺตเจตสิกา ธมฺมา อยํ อรูปาวจรา ภูมิ ฯ

ฉบับหลวง

อรูปาวจรภูมิเป็นไฉน ธรรม คือ จิตและเจตสิกของบุคคลผู้เข้าสมาบัติ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก หรือของท่านผู้มีธรรมเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน อันนับเนื่องในโอกาสนี้ ข้างล่างตั้งแต่เทวดาผู้เข้าถึงชั้นอากาสานัญจายตนภพ ตลอดขึ้นไปจนถึงเทวดาผู้เข้าถึงชั้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพข้างบนเป็นที่สุด นี้ชื่อว่าอรูปาวจรภูมิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา อปริยาปนฺนา ภูมิ อปริยาปนฺนา มคฺคา จ ผลานิ จ อสงฺขตา จ ธาตุ อยํ อปริยาปนฺนา ภูมิ อิมา จตสฺโส ภูมิโย ฯ

ฉบับหลวง

โลกุตรภูมิเป็นไฉน มรรค ผล และนิพพานธาตุอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง อันเป็นโลกุตระ นี้ชื่อว่าโลกุตรภูมิ ภูมิ ๔ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปราปิ จตสฺโส ภูมิโย จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส อปฺปมญฺญาโย จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา จตสฺโส ปฏิปทา จตฺตาริ อารมฺมณานิ จตฺตาโร อริยวํสา ๒ จตฺตาริ สงฺคหวตฺถูนิ จตฺตาริ จกฺกานิ จตฺตาริ ธมฺมปทานิ อิมา จตสฺโส ภูมิโย ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ จตุธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ภูมินานตฺเต ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ภูมิ ๔ อีกประการหนึ่ง คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔

ฌาน ๔ อัปปมัญญา ๔ อรูปาวจรสมาบัติ ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ปฏิปทา ๔ อารมณ์ ๔ อริยวงศ์ ๔สังคหวัตถุ ๔ จักร ๔ ธรรมบท ๔ ภูมิ ๔เหล่านี้ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา

เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรม ๔ เป็นภูมินานัตตญาณ ฯ

ธรรมนานัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ธรรมนานัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ กถํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ

๑ ม. ยุ. วิหาริสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สพฺพโปตฺถเก จตฺตาริ อริยวํสานีติ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ เป็นธรรมนานัตตญาณอย่างไร พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายอย่างไร ย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่าย กุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ทส กุสลกมฺมปเถ กุสลโต ววตฺเถติ ทส อกุสลกมฺมปเถ อกุสลโต ววตฺเถติ รูปญฺจ วิปากญฺจ กิริยญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ กามาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อกุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นฝ่ายกุศลย่อมกำหนดอกุศลธรรมบถ ๑๐เป็นฝ่ายอกุศล ย่อมกำหนดรูป วิบากและกิริยาเป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดกามาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตฺตาริ ฌานานิ กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตฺตาริ ฌานานิ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ รูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไรย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดฌาน ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤตพระโยคาวจรย่อมกำหนดรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ อิธฏฺฐสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย กุสลโต ววตฺเถติ ตตฺรูปปนฺนสฺส จตสฺโส อรูปาวจรสมาปตฺติโย อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อรูปาวจเร ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้ยังอยู่ในโลกนี้ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดอรูปาวจรสมาบัติ ๔ ของบุคคลผู้เกิดในพรหมโลก เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดอรูปาวจรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ ฯ อพฺยากตโต ววตฺเถติ ฯ จตฺตาโร อริยมคฺเค กุสลโต ววตฺเถติ จตฺตาริ [๑] สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ อปริยาปนฺเน ธมฺเม กุสลโต ววตฺเถติ อพฺยากตโต ววตฺเถติ เอวํ ธมฺเม ววตฺเถติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรม เป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างไร ย่อมกำหนดอริยมรรค ๕ เป็นฝ่ายกุศล ย่อมกำหนดสามัญญผล ๔ และนิพพาน เป็นฝ่ายอัพยากฤต พระโยคาวจรย่อมกำหนดโลกุตรธรรมเป็นฝ่ายกุศล เป็นฝ่ายอัพยากฤต อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นว ปามุชฺชมูลกา ๒ ธมฺมา อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ อนตฺตโต ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺสปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเต จิตฺเต ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ ยถาภูตํ ชานํ ปสฺสํ นิพฺพินฺทติ นิพฺพินฺทํ วิรชฺชติ วิราคา วิมุจฺจติ อิเม นว ปามุชฺชมูลกา ธมฺมา ฯ

๑ ม. ยุ. จ. ฯ ๒ ม. ยุ. สพฺพตฺถ ปาโมชฺชมูลกา ฯ

ฉบับหลวง

ธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุขจิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริงย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัดเพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้น เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ

โดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์

ย่อมเกิดปีติ เมื่อใจเกิดปีติ กายย่อมสงบผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น

เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้ย่อมเห็นตามความเป็นจริง เมื่อรู้เห็นตามความเป็นจริง ย่อมเบื่อหน่าย

เมื่อเบื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายความกำหนัด จิตย่อมหลุดพ้นธรรมมีความปราโมทย์เป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ

รูปํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต้ ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ รูปํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ชรามรณํ ทุกฺขโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ฯเปฯ ชรามรณํ อนตฺตโต โยนิโส มนสิกโรโต ปามุชฺชํ ชายติ ปมุทิตสฺส ปีติ ชายติ ปีติมนสฺส กาโย ปสฺสมฺภติ ปสฺสทฺธกาโย สุขํ เวเทติ สุขิโน จิตฺตํ สมาธิยติ สมาหิเตน จิตฺเตน อิทํ ทุกฺขนฺติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ยถาภูตํ ปชานาติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ยถาภูตํ ปชานาติ อิเม นว โยนิโส มนสิการมูลกา ธมฺมา ฯ

ฉบับหลวง

ธรรมมีโยนิโสมนนิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการ เมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความไม่เที่ยง ย่อมเกิดปราโมทย์เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปิติเมื่อใจมีปิติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยความสุข ผู้มีความสุข จิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเมื่อพระโยคาวจรมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ ...

เมื่อมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการรูปโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นอนัตตาย่อมเกิดปราโมทย์ ฯลฯ เมื่อมนสิการเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ

ชราและมรณะ โดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคาย โดยความเป็นทุกข์ ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อมนสิการชราและมรณะโดยอุบายอันแยบคายโดยความเป็นอนัตตา ย่อมเกิดปราโมทย์ เมื่อถึงความปราโมทย์ ย่อมเกิดปีติเมื่อใจมีปีติ กายย่อมสงบ ผู้มีกายสงบย่อมได้เสวยสุข ผู้มีความสุขจิตย่อมตั้งมั่น ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงด้วยจิตอันตั้งมั่นว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ

นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ธรรมอันมีโยนิโสมนสิการเป็นเบื้องต้น ๙ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นว นานตฺตา ธาตุนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ผสฺสนานตฺตํ ผสฺสนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ เวทนานานตฺตํ เวทนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สญฺญานานตฺตํ สญฺญานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สงฺกปฺปนานตฺตํ สงฺกปฺปนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ฉนฺทนานตฺตํ ฉนฺทนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริฬาหนานตฺตํ ปริฬาหนานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ปริเยสนานานตฺตํ ปริเยสนานานตฺตํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ ลาภนานตฺตํ อิเม นว นานตฺตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นวธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมนานตฺเต ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ความต่าง ๙ ประการ ความต่างแห่งผัสสะอาศัยความต่างแห่งธาตุเกิดขึ้น ความต่างแห่งเวทนาอาศัยความต่างแห่งผัสสะเกิดขึ้น ความต่างแห่งสัญญาอาศัยความต่างแห่งเวทนาเกิดขึ้น ความต่างแห่งความดำริอาศัยความต่างแห่งสัญญาเกิดขึ้น ความต่างแห่งฉันทะอาศัยความต่างแห่งความดำริเกิดขึ้น ความต่างแห่งความเร่าร้อน อาศัยความต่างแห่งฉันทะเกิดขึ้น ความต่างแห่งการแสวงหาอาศัยความต่างแห่งความเร่าร้อนเกิดขึ้น ความต่างแห่งการได้ (รูปเป็นต้น) อาศัยความต่างแห่งการแสวงหาเกิดขึ้น ความต่าง ๙ ประการนี้ ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในการกำหนดธรรม ๙ ประการเป็นธรรมนานัตตญาณ ฯ

ญาณปัญจกนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณปัญจกนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อภิญฺญาปญฺญา ญาตฏฺเฐน ๑ ญาณํ ฯ ปริญฺญาปญฺญา ตีรณฏฺเฐน ๒ ญาณํ ปหานปญฺญา ปริจฺจาคฏฺเฐน ๓ ญาณํ ภาวนาปญฺญา เอกรสฏฺเฐน ๔ ญาณํ สจฺฉิกิริยาปญฺญา ผสฺสนฏฺเฐน ๕ ญาณํ เย เย ธมฺมา อภิญฺญาตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ญาตา โหนฺติ เย เย ธมฺมา ปริญฺญาตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ตีริตา โหนฺติ เย เย ธมฺมา ปหีนา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ปริจฺจตฺตา โหนฺติ เย เย ธมฺมา ภาวิตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เย เย ธมฺมา สจฺฉิกตา โหนฺติ เต เต ธมฺมา ผุสิตา โหนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อภิญฺญาปญฺญา ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปริญฺญาปญฺญา ตีรณฏฺเฐน ญาณํ ปหานปญฺญา ปริจฺจาคฏฺเฐน ญาณํ ภาวนาปญฺญา เอกรสฏฺเฐน ญาณํ สจฺฉิกิริยาปญฺญา ผสฺสนฏฺเฐน ญาณํ ฯ

____________

๑-๒-๓-๔-๕ ม. ยุ. ญาตฏฺเฐ ... ผุสฺสนฏฺเฐ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐญาณอย่างไร ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณปัญญาเครื่องละเป็นปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกระทำให้แจ้ง เป็นผัสสนัฏฐญาณ ฯ

พระโยคาวจรรู้ยิ่งธรรมใดๆ แล้ว เป็นอันรู้ธรรมนั้นๆ แล้ว กำหนดรู้ธรรมใดๆ แล้วเป็นอันพิจารณาธรรมนั้นๆ แล้ว ละธรรมใดๆ ได้แล้วเป็นอันสละธรรมนั้นๆ แล้ว เจริญธรรมใดๆ แล้ว ธรรมนั้นๆ ย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน กระทำให้แจ้งธรรมใดแล้ว เป็นอันถูกต้องธรรมนั้นๆ แล้ว ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาอันรู้ยิ่งเป็นญาตัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกำหนดรู้เป็นติรณัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องละเป็นปริจจาคัฏฐญาณ ปัญญเครื่องเจริญเป็นเอกรสัฏฐญาณ ปัญญาเครื่องกระทำให้แจ้งเป็นผัสสนัฏฐญาณ ฯ

ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ ธมฺมานานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม วิริยินฺทฺริยํ ธมฺโม สตินฺทฺริยํ ธมฺโม สมาธินฺทฺริยํ ธมฺโม ปญฺญินฺทฺริยํ ธมฺโม อญฺโญ สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม อญฺโญ วิริยินฺทฺริยํ ธมฺโม อญฺโญ สตินฺทฺริยํ ธมฺโม อญฺโญ สมาธินฺทฺริยํ ธมฺโม อญฺโญ ปญฺญินฺทฺริยํ ธมฺโม เยน ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่าง

แห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติเป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณอย่างไร ฯ

สัทธินทรีย์เป็นธรรม วิริยินทรีย์เป็นธรรม สตินทรีย์เป็นธรรม สมาธินทรีย์เป็นธรรมปัญญินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่งสมาธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง สตินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง สมาธินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง ปัญญาญินทรีย์เป็นธรรมอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อธิโมกฺขฏฺโฐ อตฺโถ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อธิโมกฺขฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ เยน ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถ สภาพว่าประคองไว้เป็นอรรถ สภาพว่าเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ สภาพว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพว่าเห็นเป็นอรรถสภาพว่าน้อมใจเชื่อเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพว่าประคองไว้เป็นอรรถอย่างหนึ่งสภาพว่าเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพว่าฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่งสภาพว่าเห็นเป็นอรรถอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อญฺญา ธมฺมนิรุตฺติโย อญฺญา อตฺถนิรุตฺติโย เยน ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ญาตา เตเนว ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

การระบุพยัญชนะและนิรุติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณ เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล

เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อญฺญานิ ธมฺเมสุ ญาณานิ อญฺญานิ อตฺเถสุ ญาณานิ อญฺญานิ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ เยน ญาเณน อิเม นานา ญาณา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ญาณา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในธรรม ๕ ในอรรถ ๕ ญาณในนิรุติ ๑๐ ญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่งญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่งพระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า

ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺธาพลํ ธมฺโม วิริยพลํ ธมฺโม สติพลํ ธมฺโม สมาธิพลํ ธมฺโม ปญฺญาพลํ ธมฺโม อญฺโญ สทฺธาพลํ ธมฺโม อญฺโญ วิริยพลํ ธมฺโม อญฺโญ สติพลํ ธมฺโม อญฺโญ สมาธิพลํ ธมฺโม อญฺโญ ปญฺญาพลํ ธมฺโม เยน ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สัทธาพละเป็นธรรม วิริยพละเป็นธรรม สติพละเป็นธรรม สมาธิพละเป็นธรรมปัญญาพละเป็นธรรม สัทธาพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง วิริยพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง สติพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง สมาธิพละเป็นธรรมอย่างหนึ่งปัญญาพละเป็นธรรมอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้น

ท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ ปมาเท อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปมาเท อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺโฐ อตฺโถ เยน ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเป็นอรรถ สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความประมาทเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่านเป็นอรรถอย่างหนึ่ง สภาพอันไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาเป็นอรรถอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อญฺญา ธมฺมนิรุตฺติโย อญฺญา อตฺถนิรุตฺติโย เยน ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ญาตา เตเนว ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

การระบุพยัญชนะและนิรุติ เพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การระบุพยัญชนะ

และนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อญฺญานิ ธมฺเมสุ ญาณานิ อญฺญานิ อตฺเถสุ ญาณานิ อญฺญานิ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ เยน ญาเณน อิเม นานา ญาณา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ญาณา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๐ ประการญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม อญฺโญ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม เยน ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์

ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นธรรมแต่ละอย่างๆ สติสัมโพชฌงค์ ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า

ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ ปวิจยฏฺโฐ อตฺโถ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ ผรณฏฺโฐ อตฺโถ อุปสมฏฺโฐ อตฺโถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ ปฏิสงฺขานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปวิจยฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ผรณฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อุปสมฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปฏิสงฺขานฏฺโฐ อตฺโถ เยน ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่เลือกเฟ้น สภาพที่ประคองไว้ สภาพที่แผ่ซ่านไป

สภาพที่สงบ สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน สภาพที่พิจารณาหาทาง สภาพที่เข้าไปตั้งอยู่ เป็นอรรถ [แต่ละอย่าง] สภาพที่ตั้งมั่น ... สภาพที่พิจารณาหาทางเป็นอรรถอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺต ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา สตฺต อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อญฺญา ธมฺมนิรุตฺติโย อญฺญา อตฺถนิรุตฺติโย เยน ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ญาตา เตเนว ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๗ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๗ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่งอรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สตฺตสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ สตฺตสุ อตฺเถสุ ญาณานิ จุทฺทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อญฺญานิ ธมฺเมสุ ญาณานิ อญฺญานิ อตฺเถสุ ญาณานิ อญฺญานิ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ เยน ญาเณน อิเม นานา ญาณา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ญาณา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในธรรม ๗ ประการ ญาณในอรรถ ๗ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๔ ประการญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่งญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺโม สมฺมาสงฺกปฺโป ธมฺโม สมฺมาวาจา ธมฺโม สมฺมากมฺมนฺโต ธมฺโม สมฺมาอาชีโว ธมฺโม สมฺมาวายาโม ธมฺโม สมฺมาสติ ธมฺโม สมฺมาสมาธิ ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาสงฺกปฺโป ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาวาจา ธมฺโม อญฺโญ สมฺมากมฺมนฺโต ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาอาชีโว ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาวายาโม ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาสติ ธมฺโม อญฺโญ สมฺมาสมาธิ ธมฺโม เยน ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ธมฺมา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ เป็นธรรมแต่ละอย่างๆสัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ เป็นธรรมอย่างหนึ่งๆ พระโยคาวจรรู้ธรรมต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะธรรมต่างๆเหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแลเพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ อภินิโรปนฏฺโฐ อตฺโถ ปริคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ สมุฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ โวทานฏฺโฐ อตฺโถ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อภินิโรปนฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปริคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ สมุฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ โวทานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ ปคฺคหฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อุปฏฺฐานฏฺโฐ อตฺโถ อญฺโญ อวิกฺเขปฏฺโฐ อตฺโถ เยน ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา อตฺถา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

สภาพที่เห็น สภาพที่ดำริ สภาพที่กำหนดเอา สภาพที่เป็นสมุฏฐาน สภาพ

ที่ขาวผ่อง สภาพที่ประคองไว้ สภาพที่ตั้งมั่น สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่านเป็นอรรถแต่ละอย่างๆ สภาพที่เห็น ... สภาพที่ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอรรถอย่างหนึ่งๆพระโยคาวจรรู้อรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใดเป็นอันรู้เฉพาะอรรถต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อฏฺฐ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อฏฺฐ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อญฺญา ธมฺมนิรุตฺติโย อญฺญา อตฺถนิรุตฺติโย เยน ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ญาตา เตเนว ญาเณน อิมา นานา นิรุตฺติโย ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๘ ประการ การระบุพยัญชนะและนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๘ ประการ ธรรมนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง อรรถนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้นิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะนิรุติต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อฏฺฐสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ อฏฺฐสุ อตฺเถสุ ญาณานิ โสฬสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อญฺญานิ ธมฺเมสุ ญาณานิ อญฺญานิ อตฺเถสุ ญาณานิ อญฺญานิ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ เยน ญาเณน อิเม นานา ญาณา ญาตา เตเนว ญาเณน อิเม นานา ญาณา ปฏิวิทิตาติ เตน วุจฺจติ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ญาณในธรรม ๘ ประการ ญาณในอรรถ ๘ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๖ ประการญาณในธรรมเป็นอย่างหนึ่ง ญาณในอรรถเป็นอย่างหนึ่งญาณในนิรุติเป็นอย่างหนึ่ง พระโยคาวจรรู้ญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณใด เป็นอันรู้เฉพาะญาณต่างๆ เหล่านี้ด้วยญาณนั้นนั่นแล เพราะเหตุดังนั้นท่านจึงกล่าวว่าปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างปฏิญาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

ญาณัตตยานิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ญาณัตตยานิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิหารนานตฺเต ปญฺญา วิหารฏฺเฐ ญาณํ สมาปตฺตินานตฺเต ปญฺญา สมาปตฺตฏฺเฐ ญาณํ วิหารสมาปตฺตินานตฺเต ปญฺญา วิหารสมาปตฺตฏฺเฐ ญาณํ ฯ

นิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อนิมิตฺโต วิหาโร ปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อปฺปณิหิโต วิหาโร อภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ สุญฺญโต วิหาโร ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความต่างวิหารธรรม เป็นวิหารัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่ง

สมาบัติ เป็นสมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วซึ่งสังขารนิมิตด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้งถูกต้องแล้วซึ่งตัณหาด้วยญาณ ย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นั้นชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วซึ่งความถือมั่นว่าตนด้วยญาณย่อมพิจารณาเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนั้นชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา สมาปตฺติ ปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา สมาปตฺติ อภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา สมาปตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตนเพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา วิหารสมาปตฺติ ปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา วิหารสมาปตฺติ อภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา วิหารสมาปตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นสังขารนิมิต โดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปใน

นิพพานอันไม่มีสังขารนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว

คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีสังขารนิมิตแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติพิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีตัณหาเป็นที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่าตนโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างจากตน ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไปเพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างจากตน แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า

สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อนิมิตฺโต วิหาโร รูปปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อปฺปณิหิโต วิหาโร รูปาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ สุญฺญโต วิหาโร ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีรูปนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไปวิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรม นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา สมาปตฺติ รูปปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา สมาปตฺติ รูปาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา สมาปตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัตินี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้ว ย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่าสุญญตสมาบัติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา วิหารสมาปตฺติ รูปปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา วิหารสมาปตฺติณ รูปาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา วิหารสมาปตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นรูปนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งรูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นความถือมั่นว่ารูปโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้วคำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับว่างเปล่าแล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตวิหารสมาบัติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เวทนานิมิตฺตํ ฯเปฯ สญฺญานิมิตฺตํ สงฺขารนิมิตฺตํ วิญฺญาณนิมิตฺตํ จกฺขุํ ฯเปฯ ฯ

ชรามรณนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อนิมิตฺโต วิหาโร ชรามรณปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ อปฺปณิหิโต วิหาโร ชรามรณาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ สุญฺญโต วิหาโร ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นเวทนานิมิต ฯลฯ สัญญานิมิตสังขารนิมิต วิญญาณนิมิต จักษุ ฯลฯ

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณะนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหาร พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหาร พิจารณาเห็นความถือมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป วิหารธรรมนี้ชื่อว่า สุญญตวิหาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ชรามรณนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา สมาปตฺติ ชรามรณปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา สมาปตฺติ ชรามรณาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา สมาปตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตสมาบัติพิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตสมาบัติ พิจารณาความถือมั่นและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่าเพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า สุญญตสมาบัติ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ชรามรณนิมิตฺตํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อนิมิตฺตา วิหารสมาปตฺติ ชรามรณปณิธึ ภยโต สมฺปสฺสมาโน อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ อปฺปณิหิตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ อปฺปณิหิตา วิหารสมาปตฺติ ชรามรณาภินิเวสํ ภยโต สมฺปสฺสมาโน สุญฺญเต อธิมุตฺตตฺตา ผุสฺส ผุสฺส วยํ ปสฺสติ ปวตฺตํ อชฺฌุเปกฺขิตฺวา นิโรธํ นิพฺพานํ สุญฺญตํ อาวชฺชิตฺวา สมาปชฺชติ สุญฺญตา วิหารสมาปตฺติ อญฺโญ อนิมิตฺโต วิหาโร อญฺโญ อปฺปณิหิโต วิหาโร อญฺโญ สุญฺญโต วิหาโร อญฺญา อนิมิตฺตา สมาปตฺติ อญฺญา อปฺปณิหิตา สมาปตฺติ อญฺญา สุญฺญตา สมาปตฺติ อญฺญา อนิมิตฺตา วิหารสมาปตฺติ อญฺญา อปฺปณิหิตา วิหารสมาปตฺติ อญฺญา สุญฺญตา วิหารสมาปตฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ วิหารนานตฺเต ปญฺญา วิหารฏฺเฐ ญาณํ สมาปตฺตินานตฺเต ปญฺญา สมาปตฺตฏฺเฐ ญาณํ วิหารสมาปตฺตินานตฺเต ปญฺญา วิหารสมาปตฺตฏฺเฐ ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

พระโยคาวจรพิจารณาเห็นชราและมรณนิมิตโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไปเพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ไม่มีนิมิต แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อนิมิตตวิหารสมาบัติ พิจารณาเห็นตัณหาอันเป็นที่ตั้งแห่งชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง

ถูกต้องแล้วๆย่อมเห็นความเสื่อมไป เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับไม่มีที่ตั้ง แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่า อัปปณิหิตวิหารสมบัติ พิจารณาเห็นความยึดมั่นชราและมรณะโดยความเป็นภัย มีจิตน้อมไปในนิพพานอันว่างเปล่า ถูกต้องแล้วๆ ย่อมเห็นความเสื่อมไป

เพิกเฉยความเป็นไปแล้ว คำนึงถึงนิพพานอันเป็นที่ดับ ว่างเปล่า แล้วย่อมเข้าสมาบัติ นี้ชื่อว่าสุญญตวิหารสมาบัติ อนิมิตตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารเป็นอย่างหนึ่ง อนิมิตตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตสมาบัติเป็นอย่างหนึ่งอนิมิตตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง อัปปณิหิตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง สุญญตวิหารสมาบัติเป็นอย่างหนึ่ง ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความต่างแห่งวิหารธรรม เป็นวิหารรัฏฐญาณ ปัญญาในความแตกต่างแห่งสมาบัติเป็นสมาปัตตัฏฐญาณ ปัญญาในความต่างแห่งวิหารสมาบัติ เป็นวิหารสมาปัตตัฏฐญาณ ฯ

อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานันตริกสมาธิญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา อาสวสมุจฺเฉเท ปญฺญา อานนฺตริกสมาธิสฺมึ ญาณํ ฯ

เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตสฺส สมาธิสฺส วเสน อุปฺปชฺชติ ญาณํ เตน ญาเณน อาสวา ขียนฺติ อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา ญาณํ เตน ญาเณน อาสวานํ ขโย โหติ เตน วุจฺจติ อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา อาสวสมุจฺเฉเท ปญฺญา อานนฺตริกสมาธิสฺมึ ๑ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่านเป็นอานันตริกสมาธิญาณอย่างไร ฯ

เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เป็นสมาธิ ญาณเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้น อาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลังด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ

กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ อนวเสโส อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ กามาสวะภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ

อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ(แต่ละอย่าง) อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้น ไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้นย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้นย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตตมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตตมรรคนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อพฺยาปาทวเสน ฯเปฯ อาโลกสญฺญาวเสน อวิกฺเขปวเสน ธมฺมววตฺถานวเสน ญาณวเสน ปามุชฺชวเสน ปฐมชฺฌานวเสน ทุติยชฺฌานวเสน ตติยชฺฌานวเสน จตุตฺถชฺฌานวเสน อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปฐวีกสิณวเสน อาโปกสิณวเสน เตโชกสิณวเสน วาโยกสิณวเสน นีลกสิณวเสน ปีตกสิณวเสน โลหิตกสิณวเสน โอทาตกสิณวเสน อากาสกสิณวเสน วิญฺญาณกสิณวเสน พุทฺธานุสฺสติวเสน ธมฺมานุสฺสติวเสน สงฺฆานุสฺสติวเสน สีลานุสฺสติวเสน จาคานุสฺสติวเสน เทวตานุสฺสติวเสน อานาปานสฺสติวเสน มรณสฺสติวเสน กายคตาสติวเสน อุปสมานุสฺสติวเสน อุทฺธุมาตกสญฺญาวเสน

วินีลกสญฺญาวเสน วิปุพฺพกสญฺญาวเสน วิจฺฉิทฺทกสญฺญาวเสน วิกฺขายิตกสญฺญาวเสน วิกฺขิตฺตกสญฺญาวเสน หตวิกฺขิตฺตกสญฺญาวเสน โลหิตกสญฺญาวเสน ปุฬวกสญฺญาวเสน อฏฺฐิกสญฺญาวเสน ทีฆํ อสฺสาสวเสน ทีฆํ ปสฺสาสวเสน รสฺสํ อสฺสาสวเสน รสฺสํ ปสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสาสวเสน ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน ปีติปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน สุขปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สุขปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ

ปสฺสาสวเสน จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสาสวเสน สมาทหํ จิตฺตํ ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อนิจฺจานุปสฺสี วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตสฺส สมาธิสฺส วเสน อุปฺปชฺชติ ญาณํ เตน ญาเณน อาสวา ขียนฺติ อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา ญาณํ เตน ญาเณน อาสวานํ ขโย โหติ เตน วุจฺจติ อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา อาสวสมุจฺเฉเท ปญฺญา อานนฺตริกสมาธิสฺมึ ญาณํ ฯ

๑ อานนฺตริย สมาธิสฺมินฺติ วา ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

เอกัคคตาจิตอันไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาทฯลฯ ด้วย

สามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งการกำหนดธรรม

ด้วยสามารถแห่งญาณ ด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ด้วยสามารถแห่งปฐมฌาน ด้วยสามารถแห่งทุติยฌาน ด้วยสามารถแห่งตติยฌาน ด้วยสามารถแห่งจตุตถฌาน ด้วยสามารถแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติด้วยสามารถแห่งปฐวีกสิณ ด้วยสามารถแห่งอาโปกสิณ ด้วยสามารถแห่งเตโชกสิณ ด้วยสามารถแห่งวาโยกสิณ ด้วยสามารถแห่งนีลกสิณด้วยสามารถแห่งปีตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสิณ ด้วยสามารถแห่งโอทาตกสิณ ด้วยสามารถแห่งอากาสกสิณ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณกสิณ ด้วยสามารถแห่งพุทธานุสสติด้วยสามารถแห่งธรรมานุสสติ

ด้วยสามารถแห่งสังฆานุสสติ ด้วยสามารถแห่งสีลานุสสติ ด้วยสามารถแห่งจาคานุสสติ ด้วยสามารถแห่งเทวตานุสสติด้วยสามารถแห่งอานาปานสติ ด้วยสามารถแห่งมรณสติด้วยสามารถแห่งกายคตาสติ ด้วยสามารถแห่งอุปสมานุสสติ ด้วยสามารถแห่งอุทธุมาตกสัญญาด้วยสามารถแห่งวินีลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิปุพพกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิฉิททกสัญญาด้วยสามารถแห่งวิกขายิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งหตวิกขิตตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งโลหิตกสัญญา ด้วยสามารถแห่งปุฬุวกสัญญา ด้วยสามารถแห่งอัฏฐิกสัญญาด้วยสามารถแห่งการหายใจออกยาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้ายาว ด้วยสามารถแห่งการหายใจออกสั้น ด้วยสามารถแห่งการหายใจเข้าสั้น

ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับกายสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความระงับจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความรู้แจ้งจิตหายใจเข้า

ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจออก ด้วยสามารถแห่งความตั้งจิตไว้หายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจออก ด้วยสามารถแห่งความเปลื้องจิตหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้าด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิแต่ละอย่างๆ ญาณย่อมเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งสมาธินั้นอาสวะทั้งหลายย่อมสิ้นไปด้วยญาณนั้น สมถะมีก่อน ญาณมีภายหลัง ด้วยประการดังนี้ ความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลายย่อมมีได้ด้วยญาณนั้นเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาดเพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอานันตริกสมาธิญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ

กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ

สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ

อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ

อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ อนวเสโส อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อวิกฺเขปปริสุทฺธตฺตา อาสวสมุจฺเฉเท ปญฺญา อานนฺตริกสมาธิสฺมึ ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะ เหล่านั้น คือกามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ

อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะภวาสวะ อวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคนี้ ฯ

กามาสวะส่วนหยาบ ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งสกทาคามิมรรคนี้ ฯ

กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ อันตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอนาคามิมรรคนี้ ฯ

ภวาสวะ อวิชชาสวะ ย่อมสิ้นไปไม่มีส่วนเหลือด้วยอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ ย่อมสิ้นไปในขณะแห่งอรหัตมรรคนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการตัดอาสวะขาด เพราะความบริสุทธิ์แห่งสมาธิอันเป็นเหตุไม่ฟุ้งซ่านเป็นอานันตริกสมาธิญาณ ฯ

อรณวิหารญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อรณวิหารญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ สนฺโต จ วิหาราธิคโม ปณีตาธิมุตฺตตา ปญฺญา อรณวิหาเร ญาณํ ฯ ทสฺสนาธิปเตยฺยนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ทุกฺขานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ อนตฺตานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ รูเป อนตฺตานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ชรามรเณ ทุกฺขานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ชรามรเณ อนตฺตานุปสฺสนา ทสฺสนาธิปเตยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อม

ไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณอย่างไร ฯ

คำว่า ทสสนาธิปเตยฺยํ ความว่า อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนาการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยง การพิจารณาเห็นความทุกข์ การพิจารณาเห็นความเป็นอนัตตา ในรูปในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นทัสนาธิปไตยแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สนฺโต จ วิหาราธิคโมติ สุญฺญโต วิหาโร สนฺโต วิหาราธิคโม อนิมิตฺโต วิหาโร สนฺโต วิหาราธิคโม อปฺปณิหิโต วิหาโร สนฺโต วิหาราธิคโม ฯ

ปณีตาธิมุตฺตตาติ สุญฺญเต อธิมุตฺตตา ปณีตาธิมุตฺตตา อนิมิตฺเต อธิมุตฺตตา ปณีตาธิมุตฺตตา อปฺปณิหิเต อธิมุตฺตตา ปณีตาธิมุตฺตตา ฯ

อรณวิหาโรติ ปฐมชฺฌานํ อรณวิหาโร ทุติยชฺฌานํ อรณวิหาโร ตติยชฺฌานํ อรณวิหาโร จตุตฺถชฺฌานํ อรณวิหาโร อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ อรณวิหาโร ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อรณวิหาโร

อรณวิหาโรติ เกนตฺเถน อรณวิหาโร ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ หรตีติ อรณวิหาโร ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร หรตีติ อรณวิหาโร ตติยชฺฌาเนน ปีตึ หรตีติ อรณวิหาโร จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข หรตีติ อรณวิหาโร อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญํ ปฏิฆสญฺญํ นานตฺตสญฺญํ หรตีติ อรณวิหาโร วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญํ หรตีติ อรณวิหาโร อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญํ หรตีติ อรณวิหาโร เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญํ หรตีติ อรณวิหาโร อยํ อรณวิหาโร ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทสฺสนาธิปเตยฺยํ สนฺโต จ วิหาราธิคโม ปณีตาธิมุตฺตตา ปญฺญา อรณวิหาเร ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

คำว่า สนฺโต จ วิหาราธิคโม ความว่า สุญญตวิหาร อนิมิตตวิหาร

อัปปณิหิตวิหาร เป็นวิหาราธิคมอันสงบแต่ละอย่างๆ ฯ

คำว่า ปณีตาธิมุตฺตตา ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันว่างเปล่า ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีนิมิตร ความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในธรรมอันไม่มีที่ตั้งเป็นความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีตแต่ละอย่างๆ ฯ

คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอรณวิหารแต่ละอย่างๆ ฯ

คำว่า อรณวิหาโร ความว่า ชื่อว่าอรณวิหาร เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าอรณวิหารเพราะอรรถว่า นำเสียซึ่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน นำเสียซึ่งวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน นำเสียซึ่งปีติด้วยตติยฌาน นำเสียซึ่งสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน นำเสียซึ่งรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัตินำเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ นำเสียซึ่งอากิญจัญญายตนสัญญาด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้ชื่อว่าอรณวิหาร ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทัสนาธิปไตย วิหาราธิคมอันสงบ และปัญญาในความที่จิตเป็นธรรมชาติน้อมไปในผลสมาบัติอันประณีต เป็นอรณวิหารญาณ ฯ

นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค นิโรธสมาปัตติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ทฺวีหิ พเลหิ สมนฺนาคตตฺตา ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โสฬสหิ ญาณจริยาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ วสีภาวตาปญฺญา นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ

ทฺวีหิ พเลหีติ เทฺว พลานิ สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญาณจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณอย่างไร ฯ

คำว่า ด้วยพละ ๒ ความว่า พละ ๒ คือสมถพละ ๑ วิปัสนาพละ ๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ สมถพลํ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อวิกฺเขปวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯ

ฉบับหลวง

สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถแห่งการพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมถพลนฺติ เกนตฺเถน สมถพลํ ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ น กมฺปตีติ สมถพลํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร น กมฺปตีติ สมถพลํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา น กมฺปตีติ สมถพลํ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข น กมฺปตีติ สมถพลํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อุทฺธจฺเจ จ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ สมถพลํ อิทํ สมถพลํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า สมถพลํ ความว่า ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิวรณ์ ด้วยปฐมฌานไม่หวั่นไหวเพราะวิตกวิจาร ด้วยทุติยฌาน ไม่หวั่นไหวเพราะปีติ ด้วยตติยฌานไม่หวั่นไหวเพราะสุขและทุกข์ ด้วยจตุตถฌาน ไม่หวั่นไหว เพราะรูปสัญญาปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากาสานัญจายตนสัญญา ด้วยวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวเพราะอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ไม่หวั่นไหวไม่กวัดแกว่งไม่คลอนแคลน เพราะอุทธัจจะ เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและเพราะขันธ์

นี้ชื่อว่าสมถพละ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ วิปสฺสนาพลํ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯ

ฉบับหลวง

วิปัสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา

นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป ฯลฯ ในเวทนา ในสัญญา ในสังขารในวิญญาณ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสนาพละแต่ละอย่างๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วิปสฺสนาพลนฺติ เกนตฺเถน วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนาย ราเค น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทเย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทาเน น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อวิชฺชาย จ อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ วิปสฺสนาพลํ อิทํ วิปสฺสนาพลํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า วิปสฺสนาพลํ ความว่า ชื่อว่าวิปัสนาพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ชื่อว่าวิปัสนาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวเพราะนิจจสัญญาด้วยอนิจจานุปัสนาไม่หวั่นไหวเพราะสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะอัตตสัญญา ด้วยอนัตตานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความกำหนัดด้วยวิราคานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสนา ไม่หวั่นไหวเพราะความถือมั่น

ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสนา ไม่หวั่นไหว ไม่กวัดแกว่ง ไม่คลอนแคลน เพราะอวิชชา เพราะกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และเพราะขันธ์ นี้ชื่อว่าวิปัสนาพละ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยาติ กตเมสํ ติณฺณนฺนํ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา ฯ ทุติยชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ จตุตฺถชฺฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา กายสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ จิตฺตสงฺขารา ปฏิปฺปสฺสทฺธา โหนฺติ อิเมสํ ติณฺณนฺนํ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ด้วยการระงับสังขาร ๓ ความว่า ด้วยการระงับสังขาร๓ เป็นไฉน

วิตกวิจารเป็นวจีสังขารของท่านผู้เข้าทุติยฌานระงับไป ลมอัสสาสปัสสาสะเป็นกายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ระงับไป สัญญาและเวทนาเป็นจิตตสังขารของท่านผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ระงับไปด้วยการระงับสังขาร๓ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสฬสหิ ญาณจริยาหีติ กตมาหิ โสฬสหิ ญาณจริยาหิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ญาณจริยา ทุกฺขานุปสฺสนา ญาณจริยา อนตฺตานุปสฺสนา ญาณจริยา นิพฺพิทานุปสฺสนา ญาณจริยา วิราคานุปสฺสนา ญาณจริยา นิโรธานุปสฺสนา ญาณจริยา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ญาณจริยา วิวฏฺฏนานุปสฺสนา ญาณจริยา โสตาปตฺติมคฺโค ญาณจริยา โสตาปตฺติผลสมาปตฺติ ญาณจริยา สกทาคามิมคฺโค ญาณจริยา สกทาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อนาคามิมคฺโค ญาณจริยา อนาคามิผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อรหตฺตมคฺโค ญาณจริยา อรหตฺตผลสมาปตฺติ ญาณจริยา อิมาหิ โสฬสหิ ญาณจริยาหิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖ ความว่า ด้วยญาณจริยา ๑๖เป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนาวิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนาปฏินิสสัคคานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผลสมาบัติ สกทาคามิมรรคสกทาคามิผลสมาบัติอนาคามิมรรค อนาคามิผลสมาบัติ อรหัตมรรค อรหัตผลสมาบัติ เป็นญาณจริยาแต่ละอย่าง ๆ ด้วยญาณจริยา ๑๖ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นวหิ สมาธิจริยาหีติ กตมาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ ฯ ปฐมชฺฌานํ สมาธิจริยา ทุติยชฺฌานํ สมาธิจริยา ตติยชฺฌานํ สมาธิจริยา จตุตฺถชฺฌานํ สมาธิจริยา อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ สมาธิจริยา ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิมาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ ความว่า ด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นไฉน ปฐมฌานทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นสมาธิจริยาแต่ละอย่างๆ วิตกวิจาร ปีติสุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ฯลฯ วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ด้วยสมาธิจริยา ๙ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วสีติ ปญฺจ วสิโย อาวชฺชนาวสี สมาปชฺชนาวสี อธิฏฺฐานวสี วุฏฺฐานวสี ปจฺจเวกฺขณาวสี ฯ ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ๑ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อาวชฺชติ อาวชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อาวชฺชนาวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ๒ ยาวติจฺฉกํ สมาปชฺชติ สมาปชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ สมาปชฺชนาวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อธิฏฺฐาติ อธิฏฺฐาเน ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อธิฏฺฐานวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ วุฏฺฐาติ วุฏฺฐาเน ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ วุฏฺฐานวสี ปฐมชฺฌานํ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ ปจฺจเวกฺขติ ปจฺจเวกฺขณาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ ปจฺจเวกฺขณาวสี ทุติยชฺฌานํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ อาวชฺชติ อาวชฺชนาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ อาวชฺชนาวสี เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ ยตฺถิจฺฉกํ ยทิจฺฉกํ ยาวติจฺฉกํ สมาปชฺชติ ฯเปฯ อธิฏฺฐาติ วุฏฺฐาติ ปจฺจเวกฺขติ ปจฺจเวกฺขณาย ทนฺธายิตตฺตํ นตฺถีติ ปจฺจเวกฺขณาวสี อิมา ปญฺจ วสิโย ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทฺวีหิ พเลหิ สมนฺนาคตตฺตา ตโย จ สงฺขารานํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิยา โสฬสหิ ญาณจริยาหิ นวหิ สมาธิจริยาหิ วสีภาวตาปญฺญา นิโรธสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ

___________

๑ สี. ยุ. ยถิจฺฉกํ ฯ ๒ ยทิจฺฉกนฺติ วา ยถิจฺฉกนฺติ วา ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า วสี ความว่า วสี ๕ ประการ คือ อาวัชชนาวสี ๑ สมาปัชชนาวสี ๑

อธิษฐานวสี ๑ วุฏฐานวสี ๑ ปัจจเวกขณวสี ๑ ฯ

สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสีสมาปัตติลาภีบุคคลเข้าปฐมฌานได้

ณ สถานที่ และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการเข้า เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสมาปัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลอธิษฐานปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการอธิษฐาน เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอธิษฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลออกปฐมฌาณได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการออก เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าวุฏฐานวสี สมาปัตติลาภีบุคคลพิจารณาปฐมฌานได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี สมาปัตติลาภีบุคคลคำนึงถึงทุติยฌาน ฯลฯ

เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนา ไม่มีความเนิ่นช้าในการคำนึงถึงเพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอาวัชชนาวสี สมาปัตติลาภีบุคคลเข้า ฯลฯ อธิษฐาน ออกพิจารณาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติได้ ณ สถานที่และขณะตามที่ปรารถนาไม่มีความเนิ่นช้าในการพิจารณา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าปัจจเวกขณวสี วสี ๕ประการนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ด้วยความเป็นผู้ประกอบด้วยพละ ๒ ด้วยความระงับสังขาร ๓ ด้วยญานจริยา ๑๖ และด้วยสมาธิจริยา ๙ เป็นนิโรธสมาปัตติญาณ ฯ

ปรินิพพานญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปรินิพพานญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทาเน ปญฺญา ปรินิพฺพาเน ญาณํ ฯ อิธ สมฺปชาโน เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉาย ฯเปฯ ญาเณน อวิชฺชาย ปามุชฺเชน อรติยา ปฐมชฺฌาเนน นีวรณานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อถ วา ปน สมฺปชานสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา นิพฺพายนฺตสฺส ๑ อิทญฺเจว จกฺขุปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ จกฺขุปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทญฺเจว โสตปวตฺตํ ฯเปฯ ฆานปวตฺตํ ชิวฺหาปวตฺตํ กายปวตฺตํ มโนปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ มโนปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทาเน ปญฺญา ปรินิพฺพาเน ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทาเน ปญฺญา ปรินิพฺพาเน ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลส และขันธ์ ของบุคคลผู้รู้

สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณอย่างไร ฯ

สัมปชานบุคคลในศาสนานี้ ย่อมยังความเป็นไปแห่งกามฉันทะให้สิ้นไป ด้วยเนกขัมมะแห่งพยาบาทให้สิ้นไปด้วยความไม่พยาบาท ฯลฯ แห่งถีนมิทธะให้สิ้นไป ด้วยอาโลกสัญญา ฯลฯ

แห่งอุทธัจจะให้สิ้นไป ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ แห่งวิจิกิจฉาให้สิ้นไป ด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ

แห่งอวิชชาให้สิ้นไป ด้วยญาณ แห่งความไม่ยินดี ด้วยความปราโมทย์ ยังความเป็นไปแห่งนิวรณ์ให้สิ้นไป ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ยังความเป็นไปแห่งกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไป ด้วยอรหัตมรรค ฯ

อีกประการหนึ่ง ความเป็นไปแห่งจักษุนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักษุอื่นย่อมไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ ความเป็นไปแห่งจมูก ความเป็นไปแห่งลิ้นความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้แล ของสัมปชานบุคคลผู้นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ย่อมสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นย่อมไม่เกิดขึ้นปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ ของสัมปชานบุคคลนี้เป็นปรินิพพานญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่งความเป็นไปแห่งกิเลสและขันธ์ของบุคคลผู้รู้สึกตัว เป็นปรินิพพานญาณ ฯ

สมสีสัฏฐญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สมสีสัฏฐญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สพฺพธมฺมานํ สมฺมาสมุจฺเฉเท นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตาปญฺญา สมสีสฏฺเฐ ญาณํ ฯ

สพฺพธมฺมานนฺติ ปญฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส ธาตุโย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา ธมฺมา รูปาวจรา ธมฺมา อรูปาวจรา ธมฺมา อปริยาปนฺนา ธมฺมา ฯ

๑ ปรินิพฺพายนฺตสฺสาติปิ ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ เป็นสมสีสัฏฐญาณอย่างไร ฯ

คำว่า ธรรมทั้งปวง คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรมอัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรมโลกุตตรธรรม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมฺมาสมุจฺเฉเทติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ญาเณน อวิชฺชํ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ปามุชฺเชน อรตึ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส สมฺมา สมุจฺฉินฺทติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ในการตัดขาดโดยชอบ ความว่า พระโยคาวจรย่อม ตัดกามฉันทะขาดโดยชอบ ด้วยเนกขัมมะ ย่อมตัดพยาบาทขาดโดยชอบ ด้วยความไม่พยาบาท ย่อมตัดถีนมิทธะขาดโดยชอบ ด้วยอาโลกสัญญา ย่อมตัดอุทธัจจะขาดโดยชอบ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมตัดวิจิกิจฉาขาดโดยชอบ ด้วยการกำหนดธรรมย่อมตัดอวิชชาขาดโดยชอบ ด้วยญาณ ย่อมตัดอรติขาดโดยชอบ ด้วยความปราโมทย์ย่อมตัดนิวรณ์ขาดโดยชอบ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ย่อมตัดกิเลสทั้งปวงขาดโดยชอบด้วยอรหัตมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นิโรเธติ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ นิโรเธติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ นิโรเธติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ นิโรเธติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ นิโรเธติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ นิโรเธติ ญาเณน อวิชฺชํ นิโรเธติ ปามุชฺเชน อรตึ นิโรเธติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ นิโรเธติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส นิโรเธติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ในนิโรธ ความว่า พระโยคาวจรย่อมทำกามฉันทะให้ดับ ด้วยเนกขัมมะย่อมทำพยาบาทให้ดับ ด้วยความไม่พยาบาท ย่อมทำถีนมิทธะให้ดับ ด้วยอาโลกสัญญา ย่อมทำอุทธัจจะให้ดับ ด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมทำวิจิกิจฉาให้ดับ ด้วยการกำหนดธรรม ย่อมทำอวิชชาให้ดับด้วยญาณ ย่อมทำอรติให้ดับ ด้วยความปราโมทย์ ย่อมทำนิวรณ์ให้ดับ ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ

ย่อมทำกิเลสทั้งปวงให้ดับ ด้วยอรหัตมรรค ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฏฺฐานตาติ เนกฺขมฺมํ ปฏิลทฺธสฺส กามจฺฉนฺโท น อุปฏฺฐาติ อพฺยาปาทํ ปฏิลทฺธสฺส พฺยาปาโท น อุปฏฺฐาติ อาโลกสญฺญํ ปฏิลทฺธสฺส ถีนมิทฺธํ น อุปฏฺฐาติ อวิกฺเขปํ ปฏิลทฺธสฺส อุทฺธจฺจํ น อุปฏฺฐาติ ธมฺมววตฺถานํ ปฏิลทฺธสฺส วิจิกิจฺฉา น อุปฏฺฐาติ ญาณํ ปฏิลทฺธสฺส อวิชฺชา น อุปฏฺฐาติ ปามุชฺชํ ปฏิลทฺธสฺส อรติ น อุปฏฺฐาติ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลทฺธสฺส นีวรณา น อุปฏฺฐนฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลทฺธสฺส สพฺพกิเลสา น อุปฏฺฐนฺติ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ความไม่ปรากฏ ความว่า บุคคลผู้ได้เนกขัมมะ กามฉันทะย่อมไม่

ปรากฏ ผู้ได้ความไม่พยาบาท ความพยาบาทย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้อาโลกสัญญา ถีนมิทธะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้การกำหนดธรรม วิจิกิจฉาย่อมไม่ปรากฏ

ผู้ได้ญาณ อวิชชาย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ความปราโมทย์ อรติย่อมไม่ปรากฏ ผู้ได้ปฐมฌาน นิวรณ์ย่อมไม่ปรากฏ ฯลฯ ผู้ได้อรหัตมรรค กิเลสทั้งปวงย่อมไม่ปรากฏ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมนฺติ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ สมํ๐ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท สมํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญา สมํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขโป สมํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถานํ สมํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาณํ สมํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺชํ สมํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌานํ สมํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค สมํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า สงบ ความว่า เนกขัมมะเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละกามฉันทะเสียแล้ว ความไม่พยาบาทเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละความพยาบาทเสียแล้ว อาโลกสัญญาเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละถีนมิทธะเสียแล้ว ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอุทธัจจะเสียแล้ว การกำหนดธรรมเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละวิจิกิจฉาเสียแล้ว ญาณเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอวิชชาเสียแล้ว ความปราโมทย์เป็นธรรมสงบ เพราะท่านละอรติเสียแล้ว ปฐมฌานเป็นธรรมสงบเพราะท่านละนิวรณ์เสียแล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคเป็นธรรมสงบ เพราะท่านละกิเลสทั้งปวงเสียแล้ว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สีสนฺติ เตรส สีสานิ ปลิโพธสีสญฺจ ตณฺหา พนฺธนสีสญฺจ ๒ มาโน ปรามาสสีสญฺจ ทิฏฺฐิ วิกฺเขปสีสญฺจ อุทฺธจฺจํ กิเลสสีสญฺจ อวิชฺชา อธิโมกฺขสีสญฺจ สทฺธา ปคฺคหสีสญฺจ วิริยํ อุปฏฺฐานสีสญฺจ สติ อวิกฺเขปสีสญฺจ สมาธิ ทสฺสนสีสญฺจ ปญฺญา ปวตฺตสีสญฺจ ชีวิตินฺทฺริยํ โคจรสีสญฺจ วิโมกฺโข สงฺขารสีสญฺจ นิโรโธ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สพฺพธมฺมานํ สมฺมาสมุจฺเฉเท นิโรเธ จ อนุปฏฺฐานตาปญฺญา สมสีสฏฺเฐ ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. อุปฏฺฐหนฺติ ฯ ๒ ม. ยุ. วินิพนฺธน ... ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า เป็นประธาน ความว่า ธรรมเป็นประธาน ๑๓ ประการ คือ ตัณหา

มีความกังวลเป็นประธาน ๑ มานะมีความผูกพันเป็นประธาน ๑ ทิฐิมีความยึดมั่นเป็นประธาน ๑อุทธัจจะมีความฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ อวิชชามีกิเลสเป็นประธาน ๑ ศรัทธามีความน้อมใจเชื่อเป็นประธาน ๑ วิริยะมีความประคองไว้เป็นประธาน ๑ สติมีการเข้าไปตั้งไว้เป็นประธาน ๑ สมาธิมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นประธาน ๑ ปัญญามีความเห็นเป็นประธาน ๑ ชีวิตินทรีย์มีความเป็นไปเป็นประธาน ๑ วิโมกข์มีอารมณ์เป็นประธาน ๑ นิโรธมีสังขารเป็นประธาน ๑ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความไม่ปรากฏแห่งธรรมทั้งปวง ในการตัดขาดโดยชอบและในนิโรธ

เป็นสมสีสัฏฐญาณ ฯ

สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัลเลขัฏฐญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ๑ ปญฺญา สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ ฯ

ปุถูติ ราโค ปุถุ โทโส ปุถุ โมโห ปุถุ โกโธ อุปนาโห มกฺโข ปฬาโส อิสฺสา มจฺฉริยํ มายา สาเฐยฺยํ ถมฺโภ สารมฺโภ มาโน อติมาโน มโท ปมาโท สพฺเพ กิเลสา สพฺเพ ทุจฺจริตา สพฺเพ อภิสงฺขารา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา ปุถุ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆ และเดชเป็นสัลเลขัฏฐญาณอย่างไร ฯ

คำว่า หนา คือ ราคะหนา โทสะหนา โมหะหนา ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ ความเจ้าเล่ห์ ความโอ้อวด หัวดื้อ ความแข่งดีความถือตัว ความดูหมิ่นท่านความมัวเมา ความประมาท กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวงกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นกิเลสหนา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นานตฺเตกตฺตนฺติ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อุทฺธจฺจํ นานตฺตํ อวิกฺเขโป เอกตฺตํ วิจิกิจฺฉา นานตฺตํ ธมฺมววตฺถานํ เอกตฺตํ อวิชฺชา นานตฺตํ ญาณํ เอกตฺตํ อรติ นานตฺตํ ปามุชฺชํ เอกตฺตํ นีวรณา นานตฺตํ ปฐมชฺฌานํ เอกตฺตํ ฯเปฯ สพฺเพ กิเลสา นานตฺตํ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า สภาพต่าง ๆ และสภาพเดียว ความว่า กามฉันทะเป็นสภาพต่าง

เนกขัมมะเป็นสภาพเดียว พยาบาทเป็นสภาพต่าง ความไม่พยาบาทเป็นสภาพเดียว ถีนมิทธะเป็นสภาพต่าง อาโลกสัญญาเป็นสภาพเดียวอุทธัจจะเป็นสภาพต่าง ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นสภาพเดียววิจิกิจฉาเป็นสภาพต่างการกำหนดธรรมเป็นสภาพเดียว อวิชชาเป็นสภาพต่าง ญาณเป็นสภาพเดียวอรติเป็นสภาพต่าง ความปราโมทย์เป็นสภาพเดียว นิวรณ์เป็นสภาพต่างปฐมฌานเป็นสภาพเดียว ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นสภาพต่าง อรหัตมรรคเป็นสภาพเดียว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เตโชติ ปญฺจ เตชา จรณเตโช คุณเตโช ปญฺญาเตโช ปุญฺญเตโช ธมฺมเตโช จรณเตเชน เตชิตตฺตา ทุสฺสีลฺยเตชํ ปริยาทิยติ คุณเตเชน เตชิตตฺตา อคุณเตชํ ปริยาทิยติ ปญฺญาเตเชน ๒ เตชิตตฺตา ทุปฺปญฺญาเตชํ ๓ ปริยาทิยติ ปุญฺญเตเชน เตชิตตฺตา อปุญฺญเตชํ ปริยาทิยติ ธมฺมเตเชน เตชิตตฺตา อธมฺมเตชํ ปริยาทิยติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า เดช ความว่า เดชมี ๕ คือ จรณเดช คุณเดช ปัญญาเดช บุญญ

เดช ธรรมเดช บุคคลผู้มีจิตอันกล้าแข็ง ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้ทุศีลให้สิ้นไปด้วยเดชคือศีลเครื่องดำเนินไป ย่อมยังเดชมิใช่คุณให้สิ้นไปด้วยเดชคือคุณ ย่อมยังเดชคือความเป็นผู้มีปัญญาทรามให้สิ้นไปด้วยเดชคือปัญญาย่อมยังเดชมิใช่บุญให้สิ้นไปด้วยเดชคือบุญ ย่อมยังเดชมิใช่ธรรมให้สิ้นไปด้วยเดชอันเป็นธรรม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สลฺเลโขติ กามจฺฉนฺโท อสลฺเลโข เนกฺขมฺมํ สลฺเลโข พฺยาปาโท อสลฺเลโข อพฺยาปาโท สลฺเลโข ถีนมิทฺธํ อสลฺเลโข อาโลกสญฺญา สลฺเลโข อุทฺธจฺจํ อสลฺเลโข อวิกฺเขโป สลฺเลโข วิจิกิจฺฉา อสลฺเลโข ธมฺมววตฺถานํ สลฺเลโข อวิชฺชา อสลฺเลโข ญาณํ สลฺเลโข อรติ อสลฺเลโข ปามุชฺชํ สลฺเลโข นีวรณา อสลฺเลโข ปฐมชฺฌานํ สลฺเลโข ฯเปฯ สพฺพกิเลสา อสลฺเลโข อรหตฺตมคฺโค สลฺเลโข ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปุถุนานตฺตเตชปริยาทาเน ปญฺญา สลฺเลขฏฺเฐ ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. ปุถุนานตฺเตกตฺตเตชปริยาทาเน ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒-๓ ม. ยุ. ปญฺญเตเชน ...

ทุปฺปญฺญเตชํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ธรรมเครื่องขัดเกลา ความว่า กามฉันทะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา

เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา พยาบาทมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ถีนมิทธะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาอาโลกสัญญาเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อุทธัจจะมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา วิจิกิจฉามิใช่เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา การกำหนดธรรมเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อวิชชามิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ญาณเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา อรติมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องขัดเกลา นิวรณ์มิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลา ปฐมฌานเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯลฯกิเลสทั้งปวงมิใช่ธรรมเครื่องขัดเกลาอรหัตมรรคเป็นธรรมเครื่องขัดเกลา ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรม ซึ่งว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสิ้นไปแห่งกิเลสอันหนา สภาพต่าง ๆและเดช เป็นสัลเลขัฏฐญาณ ฯ

วีริยารัมภญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วีริยารัมภญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไปเพื่อจะยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นวิริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส อนุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนสฺส กามจฺฉนฺทสฺส ปหานาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อนุปฺปนฺนสฺส เนกฺขมฺมสฺส อุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนสฺส เนกฺขมฺมสฺส ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย ฯเปฯ ปาริปูริยา อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ สพฺพกิเลสานํ อนุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนานํ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ฯเปฯ อนุปฺปนฺนสฺส อรหตฺตมคฺคสฺส อุปฺปาทาย อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ อุปฺปนฺนสฺส อรหตฺตมคฺคสฺส ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อสลฺลีนตฺตปหิตตฺตปคฺคหฏฺเฐ ปญฺญา วิริยารมฺเภ ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตที่ส่งไป เพื่อยังกามฉันทะ

ที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกามฉันทะที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อยังเนกขัมมะที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน ฯลฯเพื่อความบริบูรณ์ แห่งเนกขัมมะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ

เพื่อยังกิเลสทั้งปวงที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น เพื่อละกิเลสทั้งปวงที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เพื่อยังอรหัตมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลอะเลือน เพื่อความเจริญยิ่งเพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งอรหัตมรรคที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นวิริยารัมภญาณแต่ละอย่าง ๆ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความประคองไว้ซึ่งจิตอันไม่หดหู่และจิตส่งไป เป็นวิริยารัมภญาณ ฯ

อัตถสันทัสนญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อัตถสันทัสนญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ นานาธมฺมปฺปกาสนตาปญฺญา อตฺถสนฺทสฺสเน ญาณํ ฯ นานาธมฺมาติ ปญฺจกฺขนฺธา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส ธาตุโย กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา อพฺยากตา ธมฺมา กามาวจรา ธมฺมา รูปาวจรา ธมฺมา อรูปวจรา ธมฺมา อปริยาปนฺนา ธมฺมา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอรรถสันทัสสนญาณอย่างไร ฯ

ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ กุศลธรรม อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรมรูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรม ชื่อว่าธรรมต่าง ๆ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปกาสนตาติ รูปํ อนิจฺจโต ปกาเสติ รูปํ ทุกฺขโต ปกาเสติ รูปํ อนตฺตโต ปกาเสติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต ปกาเสติ ชรามรณํ ทุกฺขโต ปกาเสติ ชรามรณํ อนตฺตโต ปกาเสติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า การประกาศ ความว่า ปัญญาย่อมประกาศรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ประกาศเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถสนฺทสฺสเนติ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมตฺถํ ๑ สนฺทสฺเสติ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทตฺถํ สนฺทสฺเสติ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญตฺถํ สนฺทสฺเสติ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต อวิกฺเขปตฺถํ สนฺทสฺเสติ วิจิกิจฺฉํ ปชหนฺโต ธมฺมววตฺถานตฺถํ สนฺทสฺเสติ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ญาณตฺถํ สนฺทสฺเสติ อรตึ ปชหนฺโต ปามุชฺชตฺถํ สนฺทสฺเสติ นีวรเณ ปชหนฺโต ปฐมชฺฌานตฺถํ สนฺทสฺเสติ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคตฺถํ สนฺทสฺเสติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นานาธมฺมปฺปกาสนตาปญฺญา อตฺถสนฺทสฺสเน ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

คำว่า ในการเห็นชัดซึ่งอรรถธรรม ความว่า พระโยคาวจร เมื่อละกาม

ฉันทะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเห็นชัด ซึ่งอรรถแห่งความไม่พยาบาท เมื่อละถีนมิทธะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอาโลกสัญญา เมื่อละอุทธัจจะ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อละวิจิกิจฉาย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งการกำหนดธรรม เมื่อละอวิชชา

ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งญาณ เมื่อละอรติ ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งความปราโมทย์ เมื่อละนิวรณ์ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งปฐมฌาน ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมเห็นชัดซึ่งอรรถแห่งอรหัตมรรค ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการประกาศธรรมต่าง ๆ เป็นอรรถสันทัสสนญาณ ฯ

ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทัสนวิสุทธิญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตานานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ

ปญฺญา ทสฺสนวิสุทฺธิญาณํ ฯ

สพฺพธมฺมานนฺติ ปญฺจกฺขนฺธา ฯเปฯ อปริยาปนฺนา ธมฺมา ฯ

เอกสงฺคหตาติ ทฺวาทสหิ อากาเรหิ สพฺเพ ธมฺมา เอกสงฺคหิตา ๑ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิชานนฏฺเฐน ปริชานนฏฺเฐน ธมฺมฏฺเฐน ธาตฏฺเฐน ญาตฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผุสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน อิเมหิ ทฺวาทสหิ อากาเรหิ สพฺเพ ธมฺมา เอกสงฺคหิตา ฯ

นานตฺเตกตฺตนฺติ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสา นานตฺตํ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ ฯ

ปฏิเวเธติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ทสฺสนวิสุทฺธีติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุทฺธํ สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ สกทาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุทฺธํ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ อนาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุทฺธํ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุชฺฌติ อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนํ วิสุทฺธํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สพฺพธมฺมานํ เอกสงฺคหตานานตฺเตกตฺตปฏิเวเธ ปญฺญา ทสฺสนวิสุทฺธิญาณํ ฯ

____________

๑ สี. เนกฺขมฺมตฺตนฺตฺยาทิ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความสงเคราะห์ธรรมทั้งปวงเป็นหมวดเดียวกัน และการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมหมวดเดียวกันเป็นทัสสนวิสุทธิญาณอย่างไร ฯ

คำว่า ธรรมทั้งปวง ได้แก่ขันธ์ ๕ ฯลฯ โลกุตตรธรรม ฯ

คำว่า ความสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน ความว่า ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกันโดยอาการ ๑๒ คือ โดยสภาพถ่องแท้ ๑ โดยสภาพมิใช่ตัวตน ๑ โดยสภาพจริง ๑ โดยสภาพควรแทงตลอด ๑ โดยสภาพที่ควรรู้ยิ่ง ๑โดยสภาพที่ควรกำหนดรู้ ๑ โดยสภาพที่เป็นธรรม ๑ โดยสภาพที่เป็นธาตุ ๑ โดยสภาพที่อาจรู้ ๑ โดยสภาพควรทำให้แจ้ง ๑ โดยสภาพที่ควรถูกต้อง ๑ โดยสภาพที่ควรตรัสรู้ ๑ ธรรมทั้งปวงท่านสงเคราะห์เป็นหมวดเดียวกัน โดยอาการ ๑๒ นี้ ฯ

คำว่า ความต่างและความเป็นอันเดียวกัน ความว่า กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรคเป็นอันเดียวกัน ฯ

คำว่า ในการแทงตลอด ความว่า พระโยคาวจรย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ แทงตลอดสมุทัยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการละ แทงตลอดนิโรธสัจ

เป็นการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้ง แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยการเจริญ ฯ

คำว่า ทสฺสนวิสุทธิ ความว่า ในขณะโสดาปัตติมรรค ทัสนะย่อม หมดจด ในขณะโสดาปัตติผล หมดจดแล้ว ในขณะสกทาคามิมรรค ย่อมหมดจด ในขณะสกทาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอนาคามิมรรค ย่อมหมดจดในขณะอนาคามิผล หมดจดแล้ว ในขณะอรหัตมรรค

ย่อมหมดจด ในขณะอรหัตตผล หมดจดแล้ว ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าว ปัญญาในการสงเคราะห์ธรรมทั้งปวง เป็นหมวดเดียวกัน และการแทงตลอดธรรมต่างกันและธรรมหมวดเดียวกัน เป็นทัสสนวิสุทธิญาณ ฯ

ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ขันติญาณปริโยคาหณญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิทิตตฺตา ปญฺญา ขนฺติญาณํ ฯ รูปํ อนิจฺจโต วิทิตํ รูปํ ทุกฺขโต วิทิตํ รูปํ อนตฺตโต วิทิตํ ยํ ยํ วิทิตํ ตํ ตํ ขมตีติ วิทิตตฺตา ปญฺญา ขนฺติญาณํ เวทนํ ๑ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต วิทิตํ ชรมรณํ ทุกฺขโต วิทิตํ ชรามรณํ อนตฺตโต วิทิตํ ยํ ยํ วิทิตํ ตํ ตํ ขมตีติ วิทิตตฺตา ปญฺญา ขนฺติญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ วิทิตตฺตา ปญฺญา ขนฺติญาณํ ฯ

____________

๑ ยุ. เอกสงฺคหตา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ เป็นขันติญาณอย่างไร ฯ

รูปปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา รูปใด ๆปรากฏ รูปนั้น ๆย่อมคงที่ ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏจึงเป็นขันติญาณเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ปรากฏโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ชราและมรณะใด ๆ ปรากฏชรามรณะนั้น ๆ ย่อมคงที่ ฉะนั้น ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏจึงเป็นขันติญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความที่ธรรมปรากฏ เป็นขันติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา ปริโยคาหเน ๒ ญาณํ ฯ รูปํ อนิจฺจโต ผุสติ รูปํ ทุกฺขโต ผุสติ รูปํ อนตฺตโต ผุสติ ยํ ยํ ผุสติ ตํ ตํ ปริโยคาหตีติ ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา ปริโยคาหเน ญาณํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต ผุสติ ทุกฺขโต ผุสติ อนตฺตโต ผุสติ ยํ ยํ ผุสติ ตํ ตํ ปริโยคาหตีติ ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา ปริโยคาหเน ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ผุฏฺฐตฺตา ปญฺญา ปริโยคาหเน ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาย่อมถูกต้องรูปโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ย่อมถูกต้องรูปใด ๆ ก็เข้าไปสู่รูปนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความถูกต้องธรรม จึงเป็นปริโยคาหนญาณ ปัญญาย่อมถูกต้องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณจักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ โดยความเป็นของไม่เที่ยง

เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาย่อมถูกต้องชราและมรณะใด ๆ ก็เข้าสู่ชราและมรณะนั้น ๆ ฉะนั้น ปัญญาในความถูกต้องธรรมจึงเป็นปริโยคาหนญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความถูกต้องธรรม เป็นปริโยคาหนญาณ ฯ

ปเทสวิหารญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปเทสวิหารญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฯเปฯ มิจฺฉาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ มิจฺฉาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติปจฺจยาปิ เวทยิตํ สมฺมาวิมุตฺติวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺทวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกปจฺจยาปิ เวทยิตํ วิตกฺกวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาปจฺจยาปิ เวทยิตํ สญฺญาวูปสมปจฺจยาปิ

เวทยิตํ ฉนฺโท จ อวูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา ๑ จ อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา ๒ จา อวูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา ๒ จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ อวูปสนฺตา โหนฺติ ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ฉนฺโท จ วูปสนฺโต โหติ วิตกฺกา จ วูปสนฺตา โหนฺติ สญฺญา จ วูปสนฺตา โหนฺติ น ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา อตฺถิ อายวํ ๓ ตสฺมึ ๔ ฐาเน อนุปฺปตฺเต ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สโมทหเน ปญฺญา ปเทสวิหาเร ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. เวทนา ... วิญฺญาณํ ฯ ๒ ปริโยคหเนติปิ ปาโฐ ฯ

๑ ม. ยุ. วิตกฺโก ... โหติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. สพฺพวาเรสุ วิตกฺกาติ จ

สญฺญาติ จ อิเม ปาฐา เอกวจนนฺตา ทิสฺสนฺติ ฯ ๓ อายาวนฺติปิ ปาโฐ ฯ

ม. อาสวํ ฯ ๔ ม. ยุ. ตสฺมึปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณอย่างไร

เพราะมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนาเพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย

ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาสังกัปปะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา ฯลฯ เพราะมิจฉาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งมิจฉาวิมุติเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัมมาวิมุติเป็นปัจจัย

ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนาเพราะวิตกเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย

ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะเป็นธรรมสงบ แต่เพราะวิตกและสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัยก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ แต่เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัยก็ย่อมมีอกุศลเวทนา เพราะฉันทะ วิตก และสัญญา เป็นธรรมสงบเป็นปัจจัยก็ย่อมมีกุศลเวทนาความเพียรเพื่อจะบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุมีอยู่ แม้เพราะเมื่อยังไม่ได้บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการรวมธรรม เป็นปเทสวิหารญาณ ฯ

วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิวัฏฏญาณฉักกนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ เนกฺขมฺมาธิปตตฺตา ปญฺญา กามจฺฉนฺทโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ ๑ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อพฺยาปาทาธิปตตฺตา ปญฺญา พฺยาปาทโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อาโลกสญฺญาธิปตตฺตา ปญฺญา ถีนมิทฺธโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ อวิกฺเขปาธิปตตฺตา ปญฺญา อุทฺธจฺจโต สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ธมฺมววตฺถานาธิปตตฺตา ปญฺญา วิจิกิจฺฉาย สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ญาณาธิปตตฺตา ปญฺญา อวิชฺชาย สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ปามุชฺชาธิปตตฺตา ปญฺญา อรติยา สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ปฐมชฺฌานาธิปตตฺตา ปญฺญา นีวรเณหิ สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคาธิปตตฺตา ปญฺญา สพฺพกิเลเสหิ สญฺญาย วิวฏฺฏตีติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อธิปตตฺตา ปญฺญา สญฺญาวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

___________

๑ สี. สพฺพวาเรสุ สญฺญาวิวตฺเต วิวตฺตตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญาวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

ปัญญาในความมีเนกขัมมะเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกามฉันทะด้วย ปัญญาเครื่องรู้ดีเพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีความไม่พยาบาทเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากพยาบาทด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้น ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ปัญญาในความมีอาโลกสัญญาเป็นอธิบดีย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอธิบดีย่อมหลีกออกจากอุทธัจจะด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีการกำหนดธรรมเป็นอธิบดีย่อมหลีกออกจากวิจิกิจฉาด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีญาณเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอวิชชาด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีปราโมทย์เป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากอรติด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ... ปัญญาในความมีปฐมฌานเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากนิวรณ์ด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี ฯลฯ ปัญญาในความมีอรหัตมรรคเป็นอธิบดี ย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวงด้วยปัญญาเป็นเครื่องรู้ดี เพราะฉะนั้นปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี จึงเป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความมีกุศลธรรมเป็นอธิบดี เป็นสัญญาวิวัฏฏญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต กามจฺฉนฺทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อพฺยาปาเทกตฺตํ เจตยโต พฺยาปาทโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อาโลกสญฺเญกตฺตํ เจตยโต ถีนมิทฺธโต จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสา นานตฺตํ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ อรหตฺตมคฺเคกตฺตํ เจตยโต สพฺพกิเลเสหิ จิตฺตํ วิวฏฺฏตีติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ นานตฺเต ปญฺญา เจโตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง เป็นเจโตวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

กามฉันทะเป็นความต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่เนกขัมมะเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกามฉันทะ เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณพยาบาทเป็นความต่าง ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่ความไม่พยาบาทเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากพยาบาท เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณถีนมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว เมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่อาโลกสัญญาเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากถีนมิทธะ เพราะฉะนั้นปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯลฯกิเลสทั้งปวงเป็นความต่าง อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียวเมื่อพระโยคาวจรคิดถึงความที่อรหัตมรรคเป็นธรรมอย่างเดียว จิตย่อมหลีกออกจากกิเลสทั้งปวงเพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง จึงเป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมเป็นเหตุหลีกออกจากความต่าง เป็นเจโตวิวัฏฏญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อธิฏฺฐาเน ปญฺญา จิตฺตวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ปัญญาในการอธิษฐาน เป็นจิตตวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

เมื่อพระโยคาวจรละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาทเมื่อละถีนมิทธะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา ฯลฯ เมื่อละกิเลสทั้งปวง ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค เพราะฉะนั้นปัญญาในการอธิษฐาน (แต่ละอย่าง) จึงเป็นจิตตวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถรู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการอธิษฐานเป็นจิตตวิวัฏฏญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ จกฺขุํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วาติ ยถาภูตํ ปชานโต ๑ ปสฺสโต จ กามาภินิเวสโต ๒ ญาณํ วิวฏฺฏตีติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ ฆานํ สุญฺญํ ชิวฺหา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วาติ ยถาภูตํ ปชานโต ปสฺสโต จ กามาภินิเวสโต ๓ ญาณํ วิวฏฺฏตีติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ สุญฺญเต ปญฺญา ญาณวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

_______________

ฉบับหลวง

ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า จักษุว่างเปล่าจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฏญาณ เมื่อพระโยคาวจรรู้ชัดและเห็นแจ้งตามความเป็นจริงว่า หูว่างเปล่า ฯลฯ จมูก

ว่างเปล่า ลิ้นว่างเปล่า กายว่างเปล่า ใจว่างเปล่า จากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

จากความเที่ยง จากความยั่งยืน จากความคงที่ หรือจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา ญาณย่อมหลีกออกจากความยึดถือในกาม เพราะฉะนั้น ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า จึงเป็นญาณวิวัฏฏญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในธรรมอันว่างเปล่า เป็นญาณวิวัฏฏญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โวสฺสชฺชตีติ ๔ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ โวสฺสคฺเค ปญฺญา วิโมกฺขวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. ชานโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. จกฺขาภินิเวสโต ฯ ๓ ม. ยุ.

มนาภินิเวสโต ฯ ๔ สี. โวสฺสชฺชตีติ โวสฺสชตีติ เทฺว ปาฐา ทิสฺสนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

พระโยคาวจรย่อมสลัดกามฉันทะออกด้วยเนกขัมมะ สลัดพยาบาทออกด้วยความไม่พยาบาท สลัดถีนมิทธะออกด้วยอาโลกสัญญา สลัดอุทธัจจะออกด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดวิจิกิจฉาออกด้วยการกำหนดธรรม ฯลฯ สลัดกิเลสทั้งปวงออกด้วยอรหัตมรรค เพราะฉะนั้น ปัญญาในความสลัดออก (แต่ละอย่าง)จึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสลัดออก เป็นวิโมกขวิวัฏฏญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺฐํ สงฺขตฏฺฐํ สนฺตาปฏฺฐํ วิปริณามฏฺฐํ ปริชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ สมุทยสฺส อายุหนฏฺฐํ นิทานฏฺฐํ สญฺโญคฏฺฐํ ปลิโพธฏฺฐํ ปชหนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ วิเวกฏฺฐํ อสงฺขตฏฺฐํ อมตฏฺฐํ สจฺฉิกโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺฐํ เหตฏฺฐํ ทสฺสนฏฺฐํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ ภาเวนฺโต วิวฏฺฏตีติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ สญฺญาวิวฏฺโฏ ๑ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ สจฺจวิวฏฺโฏ สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิวฏฺโฏ โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตถฏฺเฐ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ ฯ

๑ สี. สญฺญาวิวตฺโตตฺยาทิ ปาโฐ ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณอย่างไร ฯ

เมื่อพระโยคาวจรกำหนดรู้ความบีบคั้น ความปรุงแต่ง ความให้เดือดร้อน ความแปรปรวน แห่งทุกข์ ย่อมหลีกไป เมื่อละความประมวลมา ความเป็นเหตุ ความเกี่ยวข้องความกังวล แห่งสมุทัย ย่อมหลีกไป เมื่อกระทำให้แจ้งซึ่งความสลัดออก ความสงัด ความไม่มีเครื่องปรุงแต่ง ความไม่ตาย แห่งนิโรธย่อมหลีกไป เมื่อเจริญความนำออก ความเป็นเหตุ ความเห็น ความเป็นอธิบดีแห่งมรรค ย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้น ปัญญาในความว่าธรรมจริง (แต่ละอย่าง)จึงเป็นสัจจวิวัฏฏญาณ (แต่ละอย่าง) ญาณเป็นสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ญาณวิวัฏฏ์ วิโมกขวิวัฏฏ์ สัจจวิวัฏฏ์ พระโยคาวจรเมื่อรู้พร้อมย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นสัญญาวิวัฏฏ์ เมื่อคิดถึงย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นเจโตวิวัฏฏ์ เมื่อรู้แจ้ง ย่อมหลีกไปเพราะฉะนั้นจึงเป็นจิตตวิวัฏฏ์เมื่อกระทำญาณย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นญาณวิวัฏฏ์ เมื่อสลัดออกย่อมหลีกไป เพราะฉะนั้นจึงเป็นวิโมกขวิวัฏฏ์ ย่อมหลีกไปในความว่าธรรมจริง เพราะฉะนั้นจึงเป็นสัจจวิวัฏฏ์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ตตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ยตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตถฏฺเฐ ปญฺญา สจฺจวิวฏฺเฏ ญาณํ ฯ

____________

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีเจโตวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคใดมีเจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีจิตตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีจิตตวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์จิตตวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีญาณวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีญาณวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคใดมี สัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีวิโมกขวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีวิโมกขวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์ วิโมกขวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคนั้นย่อมมีสัจจวิวัฏฏ์ ในขณะแห่งมรรคใดมีสัจจวิวัฏฏ์ในขณะแห่งมรรคนั้น ย่อมมีสัญญาวิวัฏฏ์ เจโตวิวัฏฏ์ จิตตวิวัฏฏ์ ญาณวิวัฏฏ์วิโมกขวิวัฏฏ์ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความว่าธรรมจริง เป็นสัจจวิวัฏฏญาณ ฯ

อิทธิวิธญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อิทธิวิธญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ กายมฺปิ จิตฺตมฺปิ เอกววตฺถานตา สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ อธิฏฺฐานวเสน อิชฺฌนฏฺเฐ ปญฺญา อิทฺธิวิเธ ญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ ๑ วิริยสมาธิ ฯเปฯ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ ปริทเมติ มุทุํ กโรติ กมฺมนิยํ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวตฺวา ๒ ปริทเมตฺวา มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ กายมฺปิ จิตฺเต สโมทหติ จิตฺตมฺปิ กาเย สโมทหติ ๓ กายวเสน จิตฺตํ ปริณาเมติ จิตฺตวเสน กายํ ปริณาเมติ กายวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ จิตฺตวเสน กายํ อธิฏฺฐาติ กายวเสน

จิตฺตํ ปริณาเมตฺวา จิตฺตวเสน กายํ ปริณาเมตฺวา กายวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐหิตฺวา จิตฺตวเสน กายํ อธิฏฺฐหิตฺวา สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ กาเย โอกฺกมิตฺวา วิหรติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน ปริโยทาเตน อิทฺธิวิธญาณาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส อเนกวิหิตํ อิทฺธิวิธํ ปจฺจนุโภติ เอโกปิ หุตฺวา พหุธา โหติ พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ อาวิภาวํ ติโรภาวํ ติโรกุฑฺฑํ ๔ ติโรปาการํ ติโรปพฺพตํ อสชฺชมาโน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ อากาเส ปฐวิยาปิ อุมฺมุชฺชนิมฺมุชฺชํ กโรติ เสยฺยถาปิ อุทเก อุทเกปิ อภิชฺชมาเน คจฺฉติ เสยฺยถาปิ ปฐวิยํ อากาเสปิ ปลฺลงฺเกน จงฺกมติ ๑ เสยฺยถาปิ ปกฺขี สกุโณ อิเมปิ จนฺทิมสุริเย เอวํมหิทฺธิเก เอวํมหานุภาเว ปาณินา ปริมสติ ๒ ปริมชฺชติ ยาว พฺรหฺมโลกาปิ กาเยน วสํ วตฺเตติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ กายมฺปิ จิตฺตมฺปิ เอกววตฺถานตา สุขสญฺญญฺจ ลหุสญฺญญฺจ อธิฏฺฐานวเสน อิชฺฌนฏฺเฐ ปญฺญา อิทฺธิวิเธ ญาณํ ฯ

___________

๑ กตฺถจิ ปริภาเวติ ฯ ๒ ภาเวตฺวา ฯ ๓ สมาทหตีติปิ ปาโฐ ฯ ๔ ม. ติโรกุฏฺฏํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดรูปกาย (ของตน)และจิต (มีฌานเป็น

บาท) เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณอย่างไร ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยวิริยะและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยจิตและสังขารเป็นประธาน ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยวิมังสาและสังขารเป็นประธาน ภิกษุนั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำให้เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ในอิทธิบาท ๔ ประการนี้

ครั้นแล้วย่อมตั้งกายไว้ในจิตบ้างตั้งจิตไว้ในกายบ้างน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกายบ้าง น้อมกายไปด้วยสามารถแห่งจิตบ้าง อธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งกายบ้าง อธิษฐานกายด้วยสามารถแห่งจิตบ้าง ครั้นน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งกาย น้อมกายไปด้วยสามารถแห่งจิตอธิษฐานจิตด้วยสามารถแห่งกาย อธิษฐานกายด้วยสามารถแห่งจิตแล้ว ย่อมหน่วงสุขสัญญาและลหุสัญญาลงในกายอยู่ เธอมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้นบริสุทธิผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออิทธิวิธญาณ เธอย่อมแสดงฤทธิ์ได้เป็นอันมาก คือ คนเดียวเป็นหลายคนก็ได้หลายคนเป็นคนเดียวก็ได้ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝา กำแพง ภูเขา ไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้นดำลงในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินไปบนน้ำไม่แตกเหมือนเดินไปบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศเหมือนนกก็ได้ ลูบคลำพระจันทร์พระอาทิตย์ ซึ่งมีฤทธิ์มีอานุภาพมากด้วยฝ่ามือก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหมโลกก็ได้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความสำเร็จด้วยการกำหนดรูปกาย(ของตน) และจิต (อันมีฌานเป็นบาท)

เข้าด้วยกัน และด้วยสามารถแห่งการตั้งไว้ซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา เป็นอิทธิวิธญาณ ฯ

โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค โสตธาตุวิสุทธิญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิตกฺกวิปฺผารวเสน นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ ปริโยคาหเน ปญฺญา โสตธาตุวิสุทฺธิญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิ วิริยสมาธิ จิตฺตสมาธิ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ ปริทเมติ มุทุํ กโรติ กมฺมนิยํ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวตฺวา ปริทเมตฺวา มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ ทูเรปิ สทฺทานํ ๓ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ สนฺติเกปิ สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ โอฬาริกานํปิ สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ สุขุมกานํปิ ๔ สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ สณฺหสณฺหานํปิ สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ปุรตฺถิมาย

ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ปจฺฉิมาย ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ อุตฺตราย ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ทกฺขิณาย ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ปุรตฺถิมายปิ อนุทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ปจฺฉิมายปิ อนุทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ อุตฺตรายปิ อนุทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ ทกฺขิณายปิ อนุทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ เหฏฺฐิมายปิ ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ อุปริมายปิ ทิสาย สทฺทานํ สทฺทนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน ปริโยทาเตน โสตธาตุยา วิสุทฺธิญาณาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส ทิพฺพาย โสตธาตุยา วิสุทฺธาย อติกฺกนฺตมานุสิกาย อุโภ สทฺเท สุณาติ ทิพฺเพ จ มานุเส จ เย ทูเร [๑] สนฺติเก จ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ วิตกฺกวิปฺผารวเสน นานตฺเตกตฺตสทฺทนิมิตฺตานํ ปริโยคาหเน ปญฺญา โสตธาตุวิสุทฺธิญาณํ ฯ

____________

๑ ม. ยุ. กมติ ฯ ๒ ม. ปรามสติ ฯ ๓ สี. สพฺพตฺถ สตฺตานนฺติ ปาโฐ ฯ

๔ ม. ยุ. สุขุมานมฺปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุวิสุทธิญาณอย่างไร ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ... ภิกษุนั้นย่อมอบรมข่มจิต ทำจิตให้อ่อน ควรแก่การงาน ในอิทธิบาท ๔ ประการนี้ครั้นแล้วย่อมมนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลาย แม้ในที่ไกล แม้ในที่ใกล้ แม้เป็นเสียงหยาบ แม้เป็นเสียงละเอียด แม้เป็นเสียงละเอียดยิ่งนัก ย่อมมนสิการถึงเสียงเป็นนิมิตแห่งเสียงทั้งหลายในทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ในทิศเหนือ ในทิศใต้ แม้ในทิศอาคเนย์ แม้ในทิศพายัพแม้ในทิศอีสาน แม้ในทิศหรดี แม้ในทิศเบื้องต่ำแม้ในทิศเบื้องบน ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณอันหมดจดแห่งโสตธาตุ เธอย่อมฟังเสียงได้ทั้ง ๒อย่าง คือ ทั้งเสียงทิพย์และเสียงมนุษย์ ทั้งในที่ไกลและในที่ใกล้ ด้วยทิพโสตธาตุอันบริสุทธิ์ล่วงโสตของมนุษย์ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดเสียงเป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถการแผ่วิตกไป เป็นโสตธาตุวิสุทธิญาณ ฯ

เจโตปริยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค เจโตปริยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ติณฺณํ จิตฺตานํ วิปฺผารตฺตา อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเน ปญฺญา เจโตปริยญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิ ฯเปฯ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ วีมํสาสมาธิ- ปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ ปริทเมติ มุทุํ กโรติ กมฺมนิยํ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวตฺวา ปริทเมตฺวา มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ เอวํ ชานาติ ๑ อิทํ รูปํ โสมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺฐิตํ อิทํ รูปํ โทมนสฺสินฺทฺริยสมุฏฺฐิตํ อิทํ รูปํ อุเปกฺขินฺทฺริยสมุฏฺฐิตนฺติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน

ปริโยทาเตน เจโตปริยญาณาย จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ เจตสา เจโต ปริจฺจ ปชานาติ สราคํ วา จิตฺตํ สราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตราคํ วา จิตฺตํ วีตราคํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ สโทสํ วา จิตฺตํ สโทสํ จิตฺตนฺติ ปชานาติ วีตโทสํ วา จิตฺตํ สโมหํ วา จิตฺตํ วีตโมหํ วา จิตฺตํ สงฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ วิกฺขิตฺตํ วา จิตฺตํ มหคฺคตํ วา จิตฺตํ อมหคฺคตํ วา จิตฺตํ สอุตฺตรํ วา จิตฺตํ อนุตฺตรํ วา จิตฺตํ สมาหิตํ วา จิตฺตํ อสมาหิตํ วา จิตฺตํ วิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อวิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อธิมุตฺตํ ๒ วา จิตฺตํ อนธิมุตฺตํ วา จิตฺตํ อนธิมุตฺตํ จิตฺตนฺติ ๓ ปชานาติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ติณฺณํ จิตฺตานํ วิปฺผารตฺตา อินฺทฺริยานํ ปสาทวเสน นานตฺเตกตฺตวิญฺญาณจริยาปริโยคาหเน ปญฺญา เจโตปริยญาณํ ฯ

_______________

๑ ม. ยุ. จ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณอย่างไร ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ... ครั้นแล้วย่อมรู้อย่างนี้ว่า รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโสมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยโทมนัสสินทรีย์ รูปนี้เกิดขึ้นด้วยอุเบกขินทรีย์ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้วย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อเจโตปริยญาณ เธอย่อมกำหนดรู้ใจของสัตว์อื่นของบุคคลอื่นด้วยใจของตนคือ จิตมีราคะก็รู้ว่า จิตมีราคะ หรือจิตปราศจากราคะก็รู้ว่า จิตปราศจากราคะ จิตมีโทสะก็รู้ว่าจิตมีโทสะ หรือจิตปราศจากโทสะก็รู้ว่า จิตปราศจากโทสะจิตมีโมหะก็รู้ว่า จิตมีโมหะ หรือจิตปราศจากโมหะก็รู้ว่า จิตปราศจากโมหะจิตหดหู่ก็รู้ว่า จิตหดหู่ หรือจิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่า จิตฟุ้งซ่านจิตเป็นมหรคตก็รู้ว่าจิตเป็นมหรคต หรือจิตไม่เป็นมหรคตก็รู้ว่า จิตไม่เป็นมหรคต จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่า จิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า หรือจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าก็รู้ว่า จิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า จิตเป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตเป็นสมาธิ หรือจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่า จิตไม่เป็นสมาธิจิตหลุดพ้นก็รู้ว่า จิตหลุดพ้นหรือจิตไม่หลุดพ้นก็รู้ว่า จิตไม่หลุดพ้น จิตน้อมไปก็รู้ว่า จิตน้อมไป หรือจิตไม่น้อมไปก็รู้ว่า จิตไม่น้อมไป ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดจริยา คือ วิญญาณหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยความแผ่ไปแห่งจิต ๓ ประเภท และด้วยสามารถความผ่องใสแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นเจโตปริยญาณ ฯ

บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค บุพเพนิวาสานุสติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปจฺจยปวตฺตานํ ธมฺมานํ นานตฺเตกตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน ปริโยคาหเน ปญฺญา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิ ฯเปฯ มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ เอวํ ปชานาติ อิมสฺมึ สติ อิทํ โหติ อิมสฺสุปฺปาทา อิทํ อุปฺปชฺชติ ยทิทํ อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา สงฺขารปจฺจยา วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยา นามรูปํ นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส ผสฺสปจฺจยา เวทนา เวทนาปจฺจยา ตณฺหา ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ อุปาทานปจฺจยา ภโว ภวปจฺจยา ชาติ ชาติปจฺจยา ชรามรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสุปายาสา สมฺภวนฺติ เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน ปริโยทาเตน ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณาย

จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ติสฺโสปิ ชาติโย จตสฺโสปิ ชาติโย ปญฺจปิ ชาติโย ทสปิ ชาติโย วีสมฺปิ ชาติโย ตึสมฺปิ ชาติโย จตฺตารีสมฺปิ ชาติโย ปญฺญาสมฺปิ ชาติโย ชาติสตมฺปิ ชาติสหสฺสมฺปิ ชาติสตสหสฺสมฺปิ อเนเกปิ สํวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ วิวฏฺฏกปฺเป อเนเกปิ สํวฏฺฏวิวฏฺฏกปฺเป อมุตฺราสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อมุตฺร อุทปาทึ ตตฺราปาสึ เอวํนาโม เอวํโคตฺโต เอวํวณฺโณ เอวมาหาโร เอวํสุขทุกฺขปฏิสํเวที เอวมายุปริยนฺโต โส ตโต จุโต อิธูปปนฺโนติ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปจฺจยปวตฺตานํ ธมฺมานํ นานตฺเตกตฺตกมฺมวิปฺผารวเสน ปริโยคาหเน ปญฺญา ปุพฺเพนิวาสานุสฺสติญาณํ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. ปชานาติ ฯ ๒-๓ โป. ม. ยุ. อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการกำหนดธรรมทั้งหลาย อันเป็นไปตามปัจจัย ด้วยสามารถความแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณอย่างไร ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ฯลฯ ครั้นแล้วย่อมรู้ชัดอย่างนี้ว่า เมื่อสิ่งนี้มีสิ่งนี้ก็ย่อมมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัยจึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงมีตัณหาเพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยจึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัยจึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะทุกข์

โทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ภิกษุนั้นมีจิตอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อปุพเพนิวาสานุสสติญาณ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก คือระลึกได้ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง สามชาติบ้าง สี่ชาติบ้าง ห้าชาติบ้างสิบชาติบ้าง ยี่สิบชาติบ้าง สามสิบชาติบ้าง สี่สิบชาติบ้างห้าสิบชาติบ้างร้อยชาติบ้าง พันชาติบ้าง แสนชาติบ้าง ตลอดสังวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้างตลอดวิวัฏฏกัลป์เป็นอันมากบ้าง ตลอดสังวัฏฏวิวัฏฏกัปเป็นอันมากบ้าง ว่าในชาติโน้นเราได้มีชื่ออย่างนั้น

มีโคตรอย่างนั้น มีผิวพรรณอย่างนั้น มีอาหารอย่างนั้นได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนั้น ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านั้น ครั้นจุติจากชาตินั้นแล้ว ได้ไปเกิดในภพโน้น แม้ในภพนั้นเราก็ได้มีชื่ออย่างนี้มีโคตรอย่างนี้มีผิวพรรณอย่างนี้ มีอาหารอย่างนี้ ได้เสวยสุขเสวยทุกข์อย่างนี้ ๆ มีกำหนดอายุเพียงเท่านี้ ครั้นจุติจากภพนั้นแล้ว ได้มาเกิดในภพนี้ เธอย่อมระลึกถึงชาติก่อนได้เป็นอันมาก

พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการกำหนดธรรมอันเป็นไปตามปัจจัยด้วยสามารถการแผ่ไปแห่งกรรมหลายอย่างหรืออย่างเดียว เป็นปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ฯ

ทิพจักขุญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิพจักขุญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ โอภาสวเสน นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา ทิพฺพจกฺขุญาณํ ฯ อิธ ภิกฺขุ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ วิริยสมาธิ ฯเปฯ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคตํ อิทฺธิปาทํ ภาเวติ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวติ ปริทเมติ มุทุํ กโรติ กมฺมนิยํ โส อิเมสุ จตูสุ อิทฺธิปาเทสุ จิตฺตํ ปริภาเวตฺวา ปริทเมตฺวา มุทุํ กริตฺวา กมฺมนิยํ อาโลกสญฺญํ มนสิ กโรติ ทิวาสญฺญํ อธิฏฺฐาติ ยถา ทิวา ตถา รตฺติ ยถา รตฺติ ตถา ทิวา อิติ วิวเฏน เจตสา อปริโยนทฺเธน สปฺปภาสํ ๑ จิตฺตํ ภาเวติ โส ตถา ภาวิเตน จิตฺเตน ปริสุทฺเธน ปริโยทาเตน สตฺตานํ จุตูปปาตญาณาย

จิตฺตํ อภินีหรติ อภินินฺนาเมติ โส ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ อิเม วต โภนฺโต สตฺตา กายทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา วจีทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา มโนทุจฺจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อุปวาทกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกา มิจฺฉาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา อปายํ ทุคฺคตึ วินิปาตํ นิรยํ อุปปนฺนา อิเม วา ปน โภนฺโต สตฺตา กายสุจริเตน สมนฺนาคตา วจีสุจริเตน สมนฺนาคตา มโนสุจริเตน สมนฺนาคตา อริยานํ อนุปวาทกา สมฺมาทิฏฺฐิกา สมฺมาทิฏฺฐิกมฺมสมาทานา เต กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปนฺนาติ อิติ ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน หีเน ปณีเต สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ยถากมฺมูปเค สตฺเต ปชานาติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ โอภาสวเสน นานตฺเตกตฺตรูปนิมิตฺตานํ ทสฺสนฏฺเฐ ปญฺญา ทิพฺพจกฺขุญาณํ ฯ

___________

๑ สี. สมฺมาภาวํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความเห็นรูปเป็นนิมิตหลายอย่าง หรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแสงสว่าง เป็นทิพจักษุญาณอย่างไร ฯ

ภิกษุในศาสนานี้ เจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยสมาธิยิ่งด้วยฉันทะและสังขารอันเป็นประธาน ฯลฯ ครั้นแล้วย่อมมนสิการถึงอาโลกสัญญา ตั้งสัญญาว่าเป็นกลางวัน มีใจเปิดเผยไม่มีอะไรหุ้มห่อ เจริญจิตให้มีแสงสว่างว่ากลางวันฉันใด กลางคืนฉันนั้น กลางคืนฉันใดกลางวันฉันนั้น ภิกษุนั้นมีจิตอันอบรมแล้วอย่างนั้น บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อญาณในจุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรมว่า สัตว์เหล่านี้หนอประกอบด้วยกายทุจริต

วจีทุจริต มโนทุจริตติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฐิยึดถือการกระทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาตนรก ส่วนสัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทำด้วยอำนาจสัมมาทิฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เธอย่อมเห็นหมู่สัตว์กำลังจุติ กำลังอุบัติ เลวประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตกยาก ด้วยทิพจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ด้วยประการฉะนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเห็นรูป เป็นนิมิตหลายอย่างหรืออย่างเดียว ด้วยสามารถแสงสว่าง

เป็นทิพจักษุญาณ ฯ

อาสวักขยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาสวักขยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสีภาวตาปญฺญา อาสวานํ ขเย ญาณํ ฯ

กตเมสํ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อญฺญินฺทฺริยสฺส อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส ฯ

อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ ฯ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ โสตาปตฺติมคฺคํ อญฺญินฺทฺริยํ ฉ ฐานานิ คจฺฉติ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคํ สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคํ อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ อรหตฺตผลํ ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ประการ โดยอาการ ๖๔

เป็นอาสวักขยญาณอย่างไร ฯ

อินทรีย์ ๓ ประการเป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ๑ อัญญินทรีย์ ๑

อัญญาตาวินทรีย์ ๑ ฯ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร

อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ฯ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ย่อมถึง

ฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตตมรรค

อัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คืออรหัตตผล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺสญ

สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ ๑ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว กุสลา โหนฺติ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว นิยฺยานิกา โหนฺติ สพฺเพว อปจยคามิโน โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความ

น้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีการประคองไว้เป็นบริวารสตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร

สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค นอกจากรูปซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐานเป็นกุศลทั้งหมดนั่นแล ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออกเป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญตัญญัสสามีตินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวารมีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์นั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติผลกฺขเณ อญฺญินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ อญฺญินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ ฯ

๑ ม. อภิสนฺทนปริวารํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะโสดาปัตติผล อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ... ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤต นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐานล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระมีนิพพานเป็นอารมณ์ในขณะโสดาปัตติผล อัญญินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ... ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ อญฺญินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว กุสลา โหนฺติ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว นิยฺยานิกา โหนฺติ สพฺเพว อปจยคามิโน โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ อญฺญินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะสกทคามิผล ฯลฯในขณะอนาคามิ

มรรค ฯลฯ ในขณะอนาคามิผล ฯลฯ

ในขณะอรหัตตมรรค อัญญินทรีย์มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ

ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในความสืบต่อที่กำลังเป็นไปเป็นบริวารธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตตมรรค นอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ทั้งหมดนั่นแลเป็นกุศลล้วนไม่มีอาสวะ เป็นธรรมเครื่องนำออก เป็นธรรมเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม เป็นโลกุตตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตตมรรค อัญญินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ... ธรรมเหล่านั้น เป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญินทรีย์นั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ อรหตฺตผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ อิติ อิมานิ อฏฺฐฏฺฐกานิ จตุสฏฺฐี โหนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์มีสัทธินทรีย์ ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็น

บริวาร วิริยินทรีย์มีการประคองไว้เป็นบริวาร สตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวาร ปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดีเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นอธิบดีในการสืบต่อ ที่กำลังเป็นไป เป็นบริวารธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะอรหัตตผล ทั้งหมดนั่นแลเป็นอัพยากฤตนอกจากรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนไม่มีอาสวะ เป็นโลกุตตระ มีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะอรหัตตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ ประการนี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวารมีธรรมอื่น ๆ เป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยกันเป็นบริวาร มีธรรมที่ประกอบกันเป็นบริวาร เป็นสหรคต เกิดร่วมกัน เกี่ยวข้องกัน ประกอบด้วยกันธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารของอัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘ หมวดเหล่านี้รวมเป็นอาการ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ [๑] อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสีภาวตาปญฺญา อาสวานํ ขเย ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

คำว่า อาสวะ ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ

กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ

อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะอวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบ ๆ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะอวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะ อวิชชาสวะทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตตมรรคนี้ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญ ในอินทรีย์๓ ประการ โดยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ ฯ

สัจญาณจตุกทวยนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัจญาณจตุกทวยนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา ทุกฺเข ญาณํ ปหานฏฺเฐ ปญฺญา สมุทเย ญาณํ สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺญา นิโรเธ ญาณํ ภาวนฏฺเฐ ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ ปริญฺญฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ ปหานฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ สจฺฉิกิริยฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ ภาวนฏฺโฐ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ปริญฺญฏฺเฐ ปญฺญา ทุกฺเข ญาณํ ปหานฏฺเฐ ปญฺญา สมุทเย ญาณํ สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺญา นิโรเธ ญาณํ ภาวนฏฺเฐ ปญฺญา มคฺเค ญาณํ ฯ

๑ ม. ยุ. อนวเสโส ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรกำหนดรู้ เป็นทุกขญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรละเป็นสมุทยญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในอรรถว่าเป็นสิ่งควรเจริญเป็นมรรคญาณ อย่างไร ฯ

สภาพบีบคั้น สภาพเดือดร้อน สภาพปัจจัยปรุงแต่ง สภาพแปรปรวน สภาพที่ควรกำหนดรู้แห่งทุกข์ สภาพที่ประมวลมา สภาพเป็นเหตุ สภาพที่เกี่ยวข้องสภาพพัวพัน สภาพที่ควรละแห่งสมุทัย สภาพที่สลัดออก สภาพที่สงัดสภาพอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง สภาพเป็นอมตะสภาพที่ควรทำให้แจ้งแห่งนิโรธสภาพที่นำออก สภาพที่เป็นเหตุ สภาพที่เห็น สภาพที่เป็นอธิบดีสภาพที่ควรเจริญแห่งมรรค ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในความกำหนด เป็นทุกขญาณ ปัญญาในความละ เป็นสมุทยญาณ ปัญญาในความทำให้แจ้ง เป็นนิโรธญาณ ปัญญาในความเจริญเป็นมรรคญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ ทุกฺขสมุทเยเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรเธเปตํ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทายเปตํ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทาญาณอย่างไร ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ ฯ ทุกฺขํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา ๑ จินฺตา อุปปริกฺขา ภูริ เมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน ฯ

ความรู้ทั่ว ความรู้ชัด ความเลือกเฟ้น ความค้นคว้า ความสอดส่องธรรม ความกำหนดดี ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ความเป็นบัณฑิตความเป็นผู้ฉลาด

ความเป็นผู้ละเอียด ความแจ่มแจ้ง ความคิด ความพิจารณา ปัญญากว้างขวางดังแผ่นดิน ปัญญาอันทำลายกิเลส ปัญญาอันนำไปรอบ ความเห็นแจ้ง ความรู้ทั่วพร้อม ปัญญาดังปะฏัก ปัญญาเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นกำลังปัญญาดังศาตรา ปัญญาดังปราสาท ปัญญาเป็นแสงสว่าง ปัญญาเป็นรัศมี ปัญญารุ่งเรือง ปัญญาดังรัตนะ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิที่ปรารภทุกข์เกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขสมุทยํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธํ อารพฺภ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินึ ปฏิปทํ อารพฺภ ยา อุปฺปชฺชติ ปญฺญา ปชานนา ฯเปฯ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏฺฐิ อิทํ วุจฺจติ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ทุกฺเข ญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ ฯ

___________

๑ สี. เวภพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ฯลฯ ปรารภทุกข์สมุทัย ฯลฯ ปรารภทุกขนิโรธ ฯลฯ ความรู้ทั่ว ความรู้

ชัด ฯลฯ ความไม่หลง ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฐิ ที่ปรารภทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาเกิดขึ้น นี้ท่านกล่าวว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ทุกขญาณ ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณทุกขนิโรธคามินีปฏิทาญาณ ฯ

สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สุทธิกปฏิสัมภิทาญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ อตฺเถสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา นิรุตฺตีสุ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา อตฺถนานตฺเต ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมนานตฺเต ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺตินานตฺเต ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณนานตฺเต ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถววตฺถาเน ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมววตฺถาเน ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติววตฺถาเน ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณววตฺถาเน ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถสลฺลกฺขเณ

ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมสลฺลกฺขเณ ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติสลฺลกฺขเณ ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณสลฺลกฺขเณ ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถอุปลกฺขเณ ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมอุปลกฺขเณ ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติอุปลกฺขเณ ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณอุปลกฺขเณ ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถปฺปเภเท ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมปฺปเภเท ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติปฺปเภเท ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณปฺปเภเท ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถปฺปภาวเน ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมปฺปภาวเน ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท

ญาณํ นิรุตฺติปฺปภาวเน ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณปฺปภาวเน ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถโชตเน ๑ ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมโชตเน ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติโชตเน ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณโชตเน ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถวิโรจเน ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมวิโรจเน ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติวิโรจเน ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณวิโรจเน ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ อตฺถปฺปกาสเน ปญฺญา อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมปฺปกาสเน ปญฺญา ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติปฺปกาสเน ปญฺญา นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณปฺปกาสเน ปญฺญา ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ ฯ

๑ สี. อตฺถชานเน ฯ

ฉบับหลวง

อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณ

ปฏิสัมภิทาญาณ อย่างไร ฯ

ญาณในอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทา ญาณในธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทา ญาณในนิรุติเป็นนิรุตติปฏิสัมภิทา ญาณในปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาปัญญาในความต่างแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความต่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณ ปฏิสัมภิทาญาณปัญญาในความกำหนดอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนดธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนดนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกำหนดปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมายอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ

ปัญญาในความหมายนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณปัญญาในความหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความเข้าไปหมายอรรถ เป็นอรรถ ปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความเข้าไปหมายธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปัญญาในความเข้าไปหมายนิรุติ เป็นนิรุติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความเข้าไปหมายปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งธรรมเป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในประเภทแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความปรากฏแห่งอรรถ เป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ

ปัญญาในความปรากฏแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความปรากฏแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความปรากฏแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกระจ่างแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกระจ่างแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความ กระจ่างแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความกระจ่างแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความรุ่งเรืองแห่งปฏิภาณ เป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศอรรถเป็นอรรถปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศธรรม เป็นธรรมปฏิสัมภิทาญาณปัญญาในความประกาศนิรุติ เป็นนิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปัญญาในความประกาศปฏิภาณเป็นปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรรถปฏิสัมภิทาญาณ ธรรมปฏิสัมภิทาญาณ นิรุตติปฏิสัมภิทาญาณ ปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ฯ

อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทริยปโรปริยัตตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ตถาคตสฺส อินฺทฺริยานํ ปโรปริยตฺเต ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต สตฺเต ปสฺสติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน ฯ

ฉบับหลวง

อินทรียปโรปริยัตตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ

ในอินทรียปโรปริยัตตญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ มีอินทรีย์แก่กล้ามีอินทรีย์อ่อน มีอาการดี มีอาการชั่วพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยากบางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย

บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเขติ สทฺโธ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มหารชกฺโข อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข กุสีโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล มหารชกฺโข สมาหิโต ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสมาหิโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข ปญฺญวา ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มหารชกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ความว่า

บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคล ผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้ปรารภความเพียรเป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจคร้านเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีสติตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธลีน้อยในปัญญาจักษุบุคคลผู้มีสติหลงลืม เป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น เป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีปัญญาเป็นคนมีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้มีปัญญาทรามเป็นคนมีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย กุสีโต ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย สมาหิโต ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย อสมาหิโต ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ปญฺญวา ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มีอินทรีย์แก่กล้า มีอินทรีย์อ่อน ความว่าบุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมี

อินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้ไม่มีศรัทธาเป็นคนมีอินทรีย์อ่อน ... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอินทรีย์แก่กล้าบุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมีอินทรีย์อ่อน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สฺวากาเร ทฺวากาเรติ สทฺโธ ปุคฺคโล สฺวากาโร อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทฺวากาโร อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล สฺวากาโร กุสีโต ปุคฺคโล ทฺวากาโร อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล สฺวากาโร มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล ทฺวากาโร สมาหิโต ปุคฺคโล สฺวากาโร อสมาหิโต ปุคฺคโล ทฺวากาโร ปญฺญวา ปุคฺคโล สฺวากาโร ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทฺวากาโร ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มีอาการดี มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีอาการดี

บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมีอาการชั่ว ... บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีอาการดี บุคคลผู้มีปัญญาทรามเป็นคนมีอาการชั่ว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย กุสีโต ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย สมาหิโต ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย อสมาหิโต ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ปญฺญวา ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า พึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย พึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธาเป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก บุคคลผู้มีปัญญาเป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยง่าย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนพึงให้รู้แจ้งได้โดยยาก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโนติ สทฺโธ ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี กุสีโต ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี สมาหิโต ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อสมาหิโต ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ปญฺญวา ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า บางพวกมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญา เป็นคนมีปกติเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บุคคลผู้มีปัญญาทราม เป็นคนมิได้เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา เทฺว โลกา นามญฺจ รูปญฺจ ตโย โลกา ติสฺโส เวทนา จตฺตาโร โลกา จตฺตาโร อาหารา ปญฺจ โลกา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฉ โลกา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ สตฺต โลกา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย อฏฺฐ โลกา อฏฺฐ โลกธมฺมา นว โลกา นว สตฺตาวาสา ทส โลกา ทสายตนานิ ทฺวาทส โลกา ทฺวาทสายตนานิ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าโลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก โลกคือภพวิบัติ โลกคือ

สมภพวิบัติ โลกคือภพสมบัติ โลกคือสมภพสมบัติ โลก ๑ คือสัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร

โลก ๒ คือ นามและรูป โลก ๓ คือเวทนา ๓ โลก ๔คืออาหาร ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕โลก ๖ คือ อายตนะภายใน ๖โลก ๗ คือ ภูมิเป็นที่ตั้งวิญญาณ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘โลก ๙ คือ ภพเป็นที่อาศัยอยู่ของสัตว์ ๙ โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒โลก ๑๘ คือ ธาตุ ๑๘ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วชฺชนฺติ สพฺเพ กิเลสา วชฺชา สพฺเพ ทุจฺจริตา วชฺชา สพฺเพ อภิสงฺขารา วชฺชา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา วชฺชา อิติ อิมสฺมึ จ โลเก อิมสฺมึ จ วชฺเช ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ เสยฺยถาปิ อุกฺขิตฺตาสิเก ๑ วธเก อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ อิทํ ตถาคตสฺส อินฺทฺริยานํ ปโรปริยตฺเต ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ชื่อว่าโทษ คือ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง กรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ไปสู่ภพทั้งปวง เป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และโทษนี้ว่าเป็นภัยอันแรงกล้า ปรากฏแล้วด้วยประการดังนี้ เหมือนความสำคัญในศัตรูผู้เงื้อดาบเข้ามาจะฆ่าฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงรู้ ทรงเห็น ทรงทราบชัด ทรงแทงตลอดซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ นี้ นี้เป็นอินทรียปโรปริยัตตญาณของพระตถาคต ฯ

อาสยานุสยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อาสยานุสยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต สตฺตานํ อาสยํ ชานาติ อนุสยํ ชานาติ จริตํ ชานาติ อธิมุตฺตึ ชานาติ ภพฺพาภพฺเพ สตฺเต ปชานาติ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต เป็นไฉน ฯ

ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทราบฉันทะเป็นที่มานอน กิเลสอันนอนเนื่อง จริตอธิมุติ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมทรงทราบชัดภัพพสัตว์และอภัพพสัตว์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ ๒ สตฺตานํ อาสโย ฯ สสฺสโต โลโกติ วา อสสฺสโต โลโกติ วา อนฺตวา โลโกติ วา อนนฺตวา โลโกติ วา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ วา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ วา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา เนว โหติ [๑] น น โหติ [๒] ตถาคโต ปรมฺมรณาติ วา อิติ ภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา สตฺตา โหนฺติ วิภวทิฏฺฐิสนฺนิสฺสิตา วา เอเต วา ปน อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อนุโลมิกา ขนฺติ ปฏิลทฺธา โหติ ยถาภูตํ วา ญาณํ ภามํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล กามครุโก กามาสโย กามาธิมุตฺโตติ กามํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ

ปุคฺคโล เนกฺขมฺมครุโก เนกฺขมฺมาสโย เนกฺขมฺมาธิมุตฺโตติ เนกฺขมฺมํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล พฺยาปาทครุโก พฺยาปาทาสโย พฺยาปาทาธิมุตฺโตติ พฺยาปาทํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล อพฺยาปาทครุโก อพฺยาปาทาสโย อพฺยาปาทาธิมุตฺโตติ อพฺยาปาทํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล ถีนมิทฺธครุโก ถีนมิทฺธาสโย ถีนมิทฺธาธิมุตฺโตติ ถีนมิทฺธํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ อยํ ปุคฺคโล อาโลกสญฺญาครุโก อาโลกสญฺญาสโย อาโลกสญฺญาธิมุตฺโตติ อาโลกสญฺญํ เสวนฺตญฺเญว ชานาติ ฯ อยํ สตฺตานํ อาสโย ฯ

๑ สี. อุกฺขิตฺตาวเก ฯ ๒ โป. ม. จสทฺโท นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ก็ฉันทะเป็นที่มานอนของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ

สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้อาศัยทิฐิในภพก็มี อาศัยทิฐิในความปราศจากภพก็มี ดังนี้ว่าโลกเที่ยงบ้าง โลกไม่เที่ยงบ้าง โลกมีที่สุดบ้าง โลกไม่มีที่สุดบ้างชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นบ้างชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีบ้าง สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้บ้าง บุคคลไม่ข้องแวะส่วนที่สุดทั้งสองนี้เสียแล้ว เป็นอันได้ขันติอันสมควร ในธรรมทั้งหลายอันอาศัยกันคือความมีสิ่งนี้เป็นปัจจัยเกิดขึ้น ฯ

อนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบบุคคลผู้เสพกาม ด้วยยถาภูตญาณ คือทรงทราบบุคคลผู้เสพกามว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในกาม มีกามเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในกาม ทรงทราบบุคคลผู้เสพเนกขัมมะว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในเนกขัมมะมีเนกขัมมะเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในเนกขัมมะทรงทราบบุคคลผู้เสพพยาบาทว่าบุคคลนี้เป็นผู้หนักในพยาบาท มีพยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในพยาบาททรงทราบบุคคลผู้เสพความไม่พยาบาทว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในความไม่พยาบาทมีความไม่พยาบาทเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในความไม่พยาบาท ทรงทราบบุคคลผู้เสพถีนมิทธะว่าบุคคลนี้เป็นผู้หนักในถีนมิทธะ มีถีนมิทธะเป็นที่อาศัยน้อมใจไปในถีนมิทธะ ทรงทราบบุคคลผู้เสพอาโลกสัญญาว่า บุคคลนี้เป็นผู้หนักในอาโลกสัญญา มีอาโลกสัญญาเป็นที่อาศัย น้อมใจไปในอาโลกสัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม จ สตฺตานํ อนุสโย ฯ สตฺตานุสยา กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย มานานุสโย ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย ยํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ กามราคานุสโย อนุเสติ ยํ โลเก อปฺปิยรูปํ อสาตรูปํ เอตฺถ สตฺตานํ ปฏิฆานุสโย อนุเสติ อิติ อิเมสุ ทฺวีสุ ธมฺเมสุ อวิชฺชา อนุปติตา ตเทกฏฺโฐ มาโน จ ทิฏฺฐิ จ วิจิกิจฺฉา จ ทฏฺฐพฺพา อยํ สตฺตานํ อนุสโย ฯ

๑-๒ โป. จ ฯ

ฉบับหลวง

ก็กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ฯ

กิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัยทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย กามราคานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันเป็นที่รักที่ยินดีในโลก ปฏิฆานุสัยของหมู่สัตว์ ย่อมนอนเนื่องในอารมณ์อันไม่เป็นที่รักที่ยินดีในโลก อวิชชาตกไปตามในธรรมสองประการนี้ ดังนี้ มานะ ทิฐิ และวิจิกิจฉาซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับอวิชชานั้น ก็พึงเห็นดังนั้น นี้เป็นกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมญฺจ สตฺตานํ จริตํ ฯ ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปริตฺตภูมโก วา มหาภูมโก วา อิทํ สตฺตานํ จริตํ ฯ

ฉบับหลวง

ก็จริตของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เป็นภูมิน้อยก็ตาม เป็นภูมิมากก็ตาม นี้เป็นจริตของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา จ สตฺตานํ อธิมุตฺติ ฯ สนฺติ สตฺตา หีนาธิมุตฺติกา สนฺติ สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติกา หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวนฺติ ภชนฺติ ปยิรุปาสนฺติ อตีตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวึสุ ภชึสุ ปยิรุปาสึสุ อนาคตมฺปิ อทฺธานํ หีนาธิมุตฺติกา สตฺตา หีนาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ ปณีตาธิมุตฺติกา สตฺตา ปณีตาธิมุตฺติเก สตฺเต เสวิสฺสนฺติ ภชิสฺสนฺติ ปยิรุปาสิสฺสนฺติ อยํ สตฺตานํ อธิมุตฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็อธิมุติของสัตว์ทั้งหลายเป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายมีอธิมุติเลวก็มี มีอธิมุติ

ประณีตก็มี สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกันสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ย่อมสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกันแม้ในอดีตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเลวเหมือนกันสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็สมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกัน แม้ในอนาคตกาล สัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติเลว ก็จักสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ผู้มีอธิมุติเหมือนกันสัตว์ทั้งหลายผู้มีอธิมุติประณีต ก็จัดสมาคมคบหาเข้านั่งใกล้กะสัตว์ ผู้มีอธิมุติประณีตเหมือนกันนี้เป็นอธิมุติของสัตว์ทั้งหลาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม สตฺตา อภพฺพา ฯ เย เต สตฺตา กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา อสฺสทฺธา อจฺฉนฺทิกา ทุปฺปญฺญา อภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา อภพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

อภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือกรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลาย เหล่านี้

เป็นอภัพพสัตว์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม สตฺตา ภพฺพา ฯ เย เต สตฺตา น กมฺมาวรเณน สมนฺนาคตา น กิเลสาวรเณน สมนฺนาคตา น วิปากาวรเณน สมนฺนาคตา สทฺธา ฉนฺทิกา ปญฺญวนฺโต ภพฺพา นิยามํ โอกฺกมิตุํ กุสเลสุ ธมฺเมสุ สมฺมตฺตํ อิเม เต สตฺตา ภพฺพา อิทํ ตถาคตสฺส สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ภัพพสัตว์เป็นไฉน สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่ประกอบด้วยธรรมเป็นเครื่องกั้น คือกรรม กิเลส วิบาก เป็นผู้มีศรัทธา มีฉันทะ มีปัญญา อาจย่างเข้าสู่สัมมัตตนิยามในกุศลธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นภัพพสัตว์ นี้เป็นญาณในฉันทะเป็นที่มานอน และกิเลสอันนอนเนื่องแห่งสัตว์ทั้งหลาย ของพระตถาคต ฯ

ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ยมกปาฏิหาริยญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ตถาคตสฺส ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ฯ อิธ ตถาคโต ยมกปาฏิหิรํ กโรติ อสาธารณํ สาวเกหิ อุปริมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ เหฏฺฐิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ เหฏฺฐิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ อุปริมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ปุรตฺถิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ปจฺฉิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ปจฺฉิมกายโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ปุรตฺถิมกายโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณอกฺขิโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามอกฺขิโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามอกฺขิโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณอกฺขิโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณกณฺณโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามกณฺณโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามกณฺณโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณกณฺณโสตโต

อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณนาสิกาโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามนาสิกาโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามนาสิกาโสตโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณนาสิกาโสตโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณอํสกูฏโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามอํสกูฏโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามอํสกูฏโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณอํสกูฏโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณหตฺถโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามหตฺถโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามหตฺถโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณหตฺถโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณปสฺสโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ วามปสฺสโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามปสฺสโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณปสฺสโต อุทกธารา ปวตฺตติ ทกฺขิณปาทโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ

วามปาทโต อุทกธารา ปวตฺตติ วามปาทโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ ทกฺขิณปาทโต อุทกธารา ปวตฺตติ องฺคุลงฺคุเลหิ อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ องฺคุลนฺตริกาหิ อุทกธารา ปวตฺตติ องฺคุลนฺตริกาหิ อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ องฺคุลงฺคุเลหิ อุทกธารา ปวตฺตติ เอเกกโลมโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ เอเกกโลมโต อุทกธารา ปวตฺตติ โลมกูปโต โลมกูปโต อคฺคิกฺขนฺโธ ปวตฺตติ โลมกูปโต โลมกูปโต อุทกธารา ปวตฺตติ ฉนฺนํ วณฺณานํ นีลานํ ปีตกานํ โลหิตกานํ โอทาตานํ มญฺเชฏฺฐานํ ๑ ปภสฺสรานํ ภควา จงฺกมติ นิมฺมิโต ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ภควา ติฏฺฐติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ภควา นิสีทติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ภควา เสยฺยํ กปฺเปติ นิมฺมิโต จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา ๑ ภควา จงฺกมติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต ติฏฺฐติ ภควา จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต นิสีทติ ภควา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา จงฺกมติ วา นิมฺมิโต เสยฺยํ กปฺเปติ ๑ อิทํ ตถาคตสฺส ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ฯ

___________

๑ ม. มญฺชิฏฺฐานํ ฯ

ฉบับหลวง

ยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ

ในญาณนี้ พระตถาคตย่อมทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ไม่สาธารณะด้วยหมู่พระสาวก คือท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องบน สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องล่าง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องบนท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง ท่อไฟพุ่งออกจากพระกายเบื้องหลัง สายน้ำพุ่งออกจากพระกายเบื้องหน้า

ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระเนตรเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวาสายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้ายท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องซ้ายสายน้ำพุ่งออกจากช่องพระกรรณเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้ายท่อไฟพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากช่องพระนาสิกเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากจะงอยพระอังสาเบื้องขวา

ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระหัตถ์เบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระปรัสเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย ท่อไฟพุ่งออกจากพระบาทเบื้องซ้าย สายน้ำพุ่งออกจากพระบาทเบื้องขวา ท่อไฟพุ่งออกจากพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลีท่อไฟพุ่งออกจากระหว่างพระองคุลี สายน้ำพุ่งออกจากพระองคุลี ท่อไฟพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ สายน้ำพุ่งออกจากพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ ท่อไฟพุ่งออกจากขุมพระโลมา สายน้ำพุ่งออกจากขุมพระโลมา (พระรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระสรีรกายด้วยสามารถ) แห่งวรรณ ๖ คือ สีเขียว

สีเหลือง สีแดง สีขาวสีแสด สีเลื่อมประภัสสร พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตประทับยืนประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับยืน พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม

ประทับนั่งหรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคประทับนั่ง พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืนหรือทรงไสยาสน์ พระผู้มีพระภาคทรงไสยาสน์พระพุทธนิมิตเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรมประทับนั่ง หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับยืน

พระผู้มีพระภาคเสด็จจงกรม ประทับยืน หรือทรงไสยาสน์ พระพุทธนิมิตประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคประทับยืน ประทับนั่งหรือเสด็จจงกรม พระพุทธนิมิตทรงไสยาสน์ นี้เป็นยมกปาฏิหาริยญาณของพระตถาคต ฯ

มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มหากรุณาสมาปัตติญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ตถาคตสฺส มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ พหุเกหิ อากาเรหิ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อาทิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อุยฺยุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ฯเปฯ โอกฺกมติ ปยาโต โลกสนฺนิวาโสติ ฯเปฯ โอกฺกมติ กุมฺมคฺคํ ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อุปนียติ โลโก อทฺธุโวติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อตฺตาโณ ๑ โลโก อนภิสฺสโรติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อสฺสโก โลโก สพฺพํ ปหาย คมนียนฺติ ปสฺสนฺตานํ

พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อูโน โลโก อติตฺโต ตณฺหาทาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อตฺตาโณ ๒ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ฯเปฯ อเลโณ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อสรโณ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อสรณีภูโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อุทฺธโต โลโก อวูปสนฺโตติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ

สสลฺโล โลกสนฺนิวาโส วิทฺโธ ปุถุสลฺเลหิ ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ สลฺลานํ อุทฺธโต อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชนฺธการาวรโณ โลกสนฺนิวาโส [๓] กิเลสปญฺชรํ ปกฺขิตฺโต ๔ ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ อาโลกํ ทสฺเสตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชาคโต โลกสนฺนิวาโส อนฺธภูโต ปริโยนทฺโธ ๕ ตนฺตากุลชาโต ๖ คุฬาคุณฺฐิกชาโต ๗ มุญฺชปพฺพชภูโต อปายทุคฺคติวินิปาตํ สํสารํ นาติวตฺตตีติ ปสฺสนฺตานํ อวิชฺชาวิสโทสสลฺลิโต โลกสนฺนิวาโส กิเลสกลิภูโตติ ปสฺสนฺตานํ ราคโทสโมหชฏิโต โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ชฏํ วิชฏิตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสงฺฆาฏปฏิมุกฺโก โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาชาเลน

โอตฺถโต ๑ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหานุสเยน อนุสโฏ ๒ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาสนฺตาเปน สนฺตปฺปติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาปริฬาเหน ปริฑยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสงฺฆาฏปฏิมุกฺโก โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิชาเลน โอตฺถโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสสนฺตานํ ทิฏฺฐิโสเตน วุยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสญฺโญชเนน สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐานุสเยน อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิสนฺตาเปน สนฺตปฺปติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทิฏฺฐิปริฬาเหน ปริฑยฺหติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ชาติยา อนุคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ

ชราย อนุสโฏ ๓ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ พฺยาธีหิ อภิภูโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ มรเณน อภิหโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ทุกฺขปติโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตณฺหาย อุฑฺฑิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ชราปาการปริกฺขิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ มจฺจุปาเสน ปริกฺขิตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ มหาพนฺธนพนฺโธ โลกสนฺนิวาโส ราคพนฺธเนน โทสพนฺธเนน โมหพนฺธเนน มานพนฺธเนน ทิฏฺฐิพนฺธเนน กิเลสพนฺธเนน ทุจฺจริตพนฺธเนน ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ พนฺธํ ๑ โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาสมฺพาธปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โอภาส ๒ ทสฺเสตา อญฺญตฺร มยาติ

ปสฺสนฺตานํ มหาปลิโพเธน ปลิพุทฺโธ โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ปลิโพธํ เฉเทตา ๓ อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ มหาปปาเตว ปติโต โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ปปาตา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหากนฺตารํ ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ กนฺตารํ ตาเรตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาสํสาเร ปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ สํสารา โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาวิทุคฺเค สมฺปริวตฺตติ โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ วิทุคฺคา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มหาปลฺเลเป ๔ ปลิปนฺโน โลกสนฺนิวาโส [๕] ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา ชาติยา ชรามรเณน

โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อพฺภาหโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ นิพฺพาเปตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อุนฺนิตโก โลกสนฺนิวาโส หญฺญติ นิจฺจมตฺตาโณ ปตฺตทณฺโฑ ตกฺกาโรติ ปสฺสนฺตานํ วฏฺฏพนฺธนพนฺโธ โลกสนฺนิวาโส อาฆาตนปจฺจุปฏฺฐิโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โมเจตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ อนาโถ โลกสนฺนิวาโส ปรมการุญฺญปฺปตฺโต ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ ตาเยตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ ทุกฺขาภิตุนฺโน โลกสนฺนิวาโส จิรรตฺตปีฬิโตติ ปสฺสนฺตานํ นิจฺจคธิโต ๑ โลกสนฺนิวาโส นิจฺจปิปาสิโตติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ

อนฺโธ โลกสนฺนิวาโส อจกฺขุโกติ ปสฺสนฺตานํ หตเนตฺโต โลกสนฺนิวาโส อปริณายโกติ ปสฺสนฺตานํ วิปถํ ปกฺขนฺโต ๒ โลกสนฺนิวาโส อญฺชสาปรทฺโธ ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ อริยปถํ อาเนตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ มโหฆปกฺขนฺโน โลกสนฺนิวาโส ตสฺส นตฺถญฺโญ โกจิ โอฆา อุทฺธตฺตา อญฺญตฺร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ทฺวีหิ ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ตีหิ ทุจฺจริเตหิ วิปฺปฏิปนฺโน โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ [๓] โยเคหิ ปูริโต ๔ โลกสนฺนิวาโส จตุโยคโยชิโตติ ปสฺสนฺตานํ จตูหิ คณฺเฐหิ คณฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ จตูหิ อุปาทาเนหิ อุปาทิยติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจคติสมารุโฬฺห

โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจหิ กามคุเณหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ปญฺจหิ นีวรเณหิ โอตฺถโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ วิวาทมูเลหิ วิวทติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ ตณฺหากาเยหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ฉหิ ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ อนุสเยหิ อนุสโฏ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ สญฺโญชเนหิ สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ สตฺตหิ มาเนหิ อุณฺณโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ โลกธมฺเมหิ สมฺปริวตฺตติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ มิจฺฉตฺเตหิ นิยโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐหิ ปุริสโทเสหิ ทุสฺสติ

โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นวหิ อาฆาตวตฺถูหิ อาฆาโต ๑ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นววิธมาเนหิ อุณฺณโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ นวหิ ตณฺหามูลเกหิ ธมฺเมหิ รชฺชติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ กิเลสวตฺถูหิ กิลิสฺสติ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ อาฆาตวตฺถูหิ อาฆาโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ อกุสเลหิ กมฺมปเถหิ สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ สญฺโญชเนหิ สญฺญุตฺโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสหิ มิจฺฉตฺเตหิ นิยโต ๒ โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสวตฺถุกาย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ๓ สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ ทสวตฺถุกาย สกฺกายทิฏฺฐิยา สมนฺนาคโต โลกสนฺนิวาโสติ

ปสฺสนฺตานํ อฏฺฐสตตณฺหาปปญฺเจหิ ๔ ปปญฺจิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ ทฺวาสฏฺฐิยา ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิโต โลกสนฺนิวาโสติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อหญฺจมฺหิ ติณฺโณ โลโก จ อติณฺโณ อหญฺจมฺหิ มุตฺโต โลโก จ อมุตฺโต อหญฺจมฺหิ ทนฺโต โลโก จ อทนฺโต อหญฺจมฺหิ สนฺโต โลโก จ อสนฺโต อหญฺจมฺหิ อสฺสตฺโถ โลโก จ อนสฺสตฺโถ อหญฺจมฺหิ ปรินิพฺพุโต โลโก จ อปรินิพฺพุโต อหญฺจมฺหิ ๑ ติณฺโณ ตาเรตุํ มุตฺโต โมเจตุํ ทนฺโต ทเมตุํ สนฺโต สเมตุํ อสฺสตฺโถ อสฺสาเสตุํ ปรินิพฺพุโต [๒] ปรินิพฺพาเปตุนฺติ ปสฺสนฺตานํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ สตฺเตสุ มหากรุณา โอกฺกมติ อิทํ ตถาคตสฺส มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯ

____________

๑ สี. ยุ. นิมฺมิโต จงฺกมติ ภควา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ

นิมฺมิโต ติฏฺฐติ ภควา จงฺกมติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต

นิสีทติ ภควา จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ นิมฺมิโต เสยฺยํ กปฺเปติ

ภควา จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วาติ ฯ

๑ ม. ยุ. อตาโณ ฯ ๒ ม. อตายโน ฯ ยุ. อตาโณ ฯ ๓ ม. อนฺธภูโต ฯ

๔ ม. ยุ. กิเลสปญฺชรปกฺขิตฺตํ ฯ ๕ ยุ. ปริโยนนฺโธ ฯ ๖ ม. ตนฺตากุลกชาโต ฯ

๗ ม. คุฬาคุณฺฑิกชาโต ฯ

๑ สี. โอตฺตโต ฯ ๒-๓ อนุสหคโต ฯ

๑-๖ โป. พนฺธนา ฯ ม. พนฺธนํ ฯ ๒ ม. ยุ. โอกาสํ ฯ ๓ โป. เฉโท ฯ

ม. เฉตา ฯ ๔ โป. มหาปลาเป ฯ ม. ยุ. มหาปลิเป ฯ ๕ โป. ม. ยุ. ตสฺส นตฺถญฺโญ

โกจิ ปลิปา อุทฺธตา อญฺญตร มยาติ ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อพฺภาหโต โลกสนฺนิวาโสติ

ปสฺสนฺตานํ ฯเปฯ อาทิตฺโต โลกสนฺนิวาโส ... ฯ

๑ ม. คธิโต ฯ ๒ โป. ปกฺขนฺโน ฯ ม. ปกฺขนฺโท ฯ ๓ ม. ยุ. จตูหิ ฯ

๔ สี. โป. ม. ยุ. ยุตฺโต ฯ

๑ โป. สี. ม. ยุ. อาฆาติโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. นิยฺยาโต ฯ

๓ ม. ยุ. อนฺตคฺคาหิกาย ฯ ๔ โป. ม. ยุ. อฏฺฐสตตณฺหาปปญฺจสเตหิ ฯ

ฉบับหลวง

มหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ

พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นอยู่ด้วยอาการเป็นอันมาก จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ คือพระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสอันไฟติดโชนแล้ว จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ พระผู้มีพระภาคผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงเห็นอยู่ว่า โลกสันนิวาสยกพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเคลื่อนพลแล้ว ... โลกสันนิวาสเดินทางผิดแล้ว ...

โลกอันชรานำเข้าไป มิได้ยั่งยืน ... โลกไม่มีที่ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่ ... โลกไม่มีอะไรเป็นของตนจำต้องละทิ้งสิ่งทั้งปวงไป ... โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสแห่งตัณหา ... โลกสันนิวาสไม่มีที่ต้านทาน ... โลกสันนิวาสไม่มีที่เร้น ...โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ... โลกสันนิวาสไม่เป็นที่พึ่งของใคร ... โลกสันนิวาสฟุ้งซ่าน ไม่สงบ ... โลกสันนิวาสมีลูกศร ถูกลูกศรเป็นจำนวนมากเสียบแทงแล้วใครอื่นนอกจากเราผู้จะถอนลูกศรทั้งหลายของโลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสมีความมืดตื้อคืออวิชชาปิดกั้นไว้ ถูกใส่เข้าไปยังกรงกิเลส ใครอื่นนอกจาก เราซึ่งจะแสดงธรรมเป็นแสงสว่างแก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสตกอยู่ในอำนาจอวิชชา เป็นผู้มืดอันอวิชชาหุ้มห่อไว้ ยุ่งดังเส้นด้าย พันกันเป็นกลุ่มก้อน นุงนังดังหญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย ไม่ล่วงพ้นสงสาร คือ อบายทุคติและวินิบาต ... โลกสันนิวาสถูกอวิชชามีโทษเป็นพิษแทงติดอยู่แล้ว

มีกิเลสเป็นโทษ ... โลกสันนิวาสรกชัฏด้วยราคะโทสะและโมหะ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยสางรกชัฏให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกกองตัณหาสวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายตัณหาครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสตัณหาพัดไป ... โลกสันนิวาสถูกตัณหาเป็นเครื่องคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะตัณหานุสัย ... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะตัณหา ...โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะตัณหา ... โลกสันนิวาสถูกกองทิฐิสวมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกข่ายทิฐิครอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกระแสทิฐิพัดไป... โลกสันนิวาสถูกทิฐิเป็นเครื่องคล้อง คล้องไว้ ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะทิฏฐานุสัย

... โลกสันนิวาสเดือดร้อนด้วยความเดือดร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลกสันนิวาสเร่าร้อนด้วยความเร่าร้อนเพราะทิฏฐิ ... โลกสันนิวาสไปตามชาติ ...โลกสันนิวาสซมซานไปเพราะชรา ... โลกสันนิวาสถูกพยาธิครอบงำ ...โลกสันนิวาสถูกมรณะห้ำหั่น ... โลกสันนิวาสตกอยู่ในกองทุกข์ ... โลกสันนิวาสถูกตัณหาซัดไปโลกสันนิวาสถูกกำแพงคือชราแวดล้อมไว้ ... โลกสันนิวาสถูกบ่วงมัจจุคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสถูกผูกไว้ด้วยเครื่องผูกเป็นอันมาก คือเครื่องผูกคือราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฐิ กิเลส ทุจริตใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยแก้เครื่องผูกให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินไปตามทางแคบมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยชี้ทางสว่างให้แก่โลกสันนิวาสนั้น

เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกความกังวลเป็นอันมากพัวพันไว้ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยตัดความกังวลให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ...โลกสันนิวาสตกลงไปในเหวใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นพ้นจากเหว เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางกันดารมาก ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นข้ามพ้นทางกันดารได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสเดินทางไปในสังสารวัฏใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยให้โลกสันนิวาสนั้นพ้นจากสังสารวัฏได้ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสกลิ้งเกลือกอยู่ในหล่มใหญ่ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้น ให้พ้นจากหล่มได้ เป็นไม่มี ...โลกสันนิวาสร้อนอยู่บนเครื่องร้อนเป็นอันมากถูกไฟคือราคะ ไฟคือโทสะ ไฟคือโมหะชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาสครอบงำไว้ ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยดับไฟเหล่านั้นให้แก่โลกสันนิวาสนั้นได้เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสทุรนทุราย เดือดร้อนเป็นนิตย์ไม่มีอะไรต้านทานต้องรับอาชญา ต้องทำตามอาชญา ... โลกสันนิวาสถูกผูกด้วยเครื่องผูกในวัฏฏะปรากฏอยู่ที่ตะแลงแกง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยโลกสันนิวาสนั้นให้หลุดพ้นได้เป็นไม่มี ...

โลกสันนิวาสไม่มีที่พึ่ง ควรได้รับความกรุณาอย่างยิ่ง ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยต้านทานให้แก่โลกสันนิวาสนั้น เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสถูกทุกข์เสียบแทงบีบคั้นมานาน ... โลกสันนิวาสติดใจกระหายอยู่เป็นนิตย์ ... โลกสันนิวาสเป็นโลกบอด ไม่มีจักษุ ... โลกสันนิวาสมีนัยน์ตาเสื่อมไป ไม่มีผู้นำ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ทางผิด หลงทางแล้ว ใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยพาโลกสันนิวาสนั้นมาสู่ทางอริยะ เป็นไม่มี ... โลกสันนิวาสแล่นไปสู่ห้วงโมหะใครอื่นนอกจากเราผู้จะช่วยฉุดโลกสันนิวาสนั้นให้ขึ้นจากห้วงโมหะ เป็นไม่มี ...โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุม ... โลกสันนิวาสปฏิบัติผิดด้วยทุจริต ๓ อย่าง ...โลกสันนิวาสเต็มไปด้วยกิเลสเครื่องประกอบ ถูกกิเลสเครื่องประกอบ ๔ อย่างประกอบไว้ ... โลกสันนิวาสถูกกิเลสเครื่องร้อยกรอง ๔ อย่างร้อยไว้ ...

โลกสันนิวาสถือมั่นด้วยอุปาทาน ๔ ... โลกสันนิวาสขึ้นสู่คติ ๕ ... โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกามคุณ ๕ ... โลกสันนิวาสถูกนิวรณ์ ๕ ทับไว้ ... โลกสันนิวาสวิวาทกันอยู่ด้วยมูลเหตุวิวาท ๖ อย่าง ...

โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่ด้วยกองตัณหา ๖ ...โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖ กลุ้มรุมแล้ว ... โลกสันนิวาสซ่านไปเพราะอนุสัย ๗ ...โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๗ เกี่ยวคล้องไว้ ... โลกสันนิวาสฟูขึ้นเพราะมานะ ๗... โลกสันนิวาสเวียนอยู่เพราะโลกธรรม ๘ ... โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๘ ...

โลกสันนิวาสประทุษร้ายกันเพราะบุรุษโทษ ๘ ... โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๙ ... โลกสันนิวาสพองขึ้นเพราะมานะ ๙ อย่าง ...โลกสันนิวาสกำหนัดอยู่เพราะธรรมอันมีตัณหาเป็นมูล ๙ ...

โลกสันนิวาสย่อมเศร้าหมองเพราะกิเลสวัตถุ ๑๐ ... โลกสันนิวาสมุ่งร้ายกันเพราะอาฆาตวัตถุ ๑๐ ...

โลกสันนิวาสประกอบด้วยอกุศลกรรมบถ ๑๐ ... โลกสันนิวาสถูกสังโยชน์ ๑๐ เกี่ยวคล้องไว้ ...

โลกสันนิวาสเป็นผู้ดิ่งลงเพราะมิจฉัตตะ ๑๐ ... โลกสันนิวาสประกอบด้วยมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐ ...

โลกสันนิวาสประกอบด้วยสักกายทิฐิมีวัตถุ ๑๐... โลกสันนิวาสต้องเนิ่นช้าเพราะตัณหาเครื่องให้เนิ่นช้า ๑๐๘ พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นว่า โลกสันนิวาสถูกทิฐิ ๖๒กลุ้มรุมจึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปให้หมู่สัตว์ว่า ส่วนเราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังข้ามไม่ได้ ส่วนเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่พ้นไป ส่วนเราทรมานได้แล้ว แต่สัตว์โลกยังทรมานไม่ได้ ส่วนเราสงบแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่สงบส่วนเราเป็นผู้เบาใจแล้ว แต่สัตว์โลกยังไม่เบาใจ ส่วนเราเป็นผู้ดับรอบแล้วแต่สัตว์โลกยังไม่ดับรอบ ก็เราเป็นผู้ข้ามได้แล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกข้ามได้ด้วยเราเป็นผู้พ้นไปแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกพ้นไปด้วย เราทรมานได้แล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกทรมานได้ด้วย เราเป็นผู้สงบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกสงบด้วยเราเป็นผู้เบาใจแล้วจะช่วยให้สัตว์โลกเบาใจด้วย เราเป็นผู้ดับรอบแล้ว จะช่วยให้สัตว์โลกดับรอบด้วย พระผู้มีพระภาคทั้งหลายผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาเห็นดังนี้จึงทรงแผ่พระมหากรุณาไปในหมู่สัตว์ นี้เป็นมหากรุณาสมาปัตติญาณของพระตถาคต ฯ

สัพพัญญุตญาณนิทเทส

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค สัพพัญญุตญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ตถาคตสฺส สพฺพญฺญุตญาณํ ฯ สพฺพสงฺขตมสงฺขตํ อนวเสสํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ อนาคตํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ อตีตํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ปจฺจุปฺปนฺนํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ จกฺขุญฺเจว รูปา จ เอวํ ตํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ โสตญฺเจว สทฺทา จ ฯเปฯ ฆานญฺเจว คนฺธา จ ชิวฺหา เจว รสา จ กาโย เจว โผฏฺฐพฺพา จ มโน เจว ธมฺมา จ เอวํ ตํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

๑ ม. ยุ. ปโหมิ ขฺวาหํ ... ฯ ๒ โป. ปเร ฯ ม. ปเร จ ฯ

ฉบับหลวง

สัพพัญญุตญาณของพระตถาคตเป็นไฉน ฯ

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สังขตธรรมและอสังขตธรรมทั้งปวง มิได้มีส่วนเหลือ ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ

เพราะอรรถว่า รู้ธรรมส่วนอนาคตทั้งหมด ...รู้ธรรมส่วนอดีตทั้งหมด ... รู้ธรรมส่วนปัจจุบันทั้งหมด ... รู้จักษุและรูปทั้งหมดว่าอย่างนี้ ... รู้หูและเสียง ฯลฯ จมูกและกลิ่น ลิ้นและรส กายและโผฏฐัพพะใจและธรรมารมณ์ทั้งหมดว่าอย่างนี้ ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา อนิจฺจฏฺฐํ ทุกฺขฏฺฐํ อนตฺตฏฺฐํ [๑] สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา รูปสฺส อนิจฺจฏฺฐํ ทุกฺขฏฺฐํ อนตฺตฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา เวทนาย ยาวตา สญฺญาย ยาวตา สงฺขารานํ ยาวตา วิญฺญาณสฺส ยาวตา จกฺขุสฺส ฯเปฯ ชรามรณสฺส อนิจฺจฏฺฐํ ทุกฺขฏฺฐํ อนตฺตฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพ

เป็นอนัตตา ตลอดทั้งหมด ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่าในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ... รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งรูป ตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพไม่เที่ยง สภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพไม่เที่ยงสภาพเป็นทุกข์ สภาพเป็นอนัตตาแห่งจักษุ ฯลฯ แห่งชราและมรณะ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺฐํ ยาวตา ปหานาย ๒ ปหานฏฺฐํ ยาวตา ภาวนาย ภาวนฏฺฐํ ยาวตา สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา ขนฺธานํ ขนฺธฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา ธาตูนํ ธาตฏฺฐํ ยาวตา อายตนานํ อายตนฏฺฐํ ยาวตา สงฺขตานํ สงฺขตฏฺฐํ ยาวตา อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

๑ ม. ยุ. ตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปหานสฺส ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ด้วยอภิญญาทั้ง

หมด ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น... รู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ด้วยปริญญา ... รู้สภาพที่ควรละด้วยปหานะ ... รู้สภาพที่ควรเจริญด้วยภาวนา ... รู้สภาพที่ควรทำให้แจ้งด้วยสัจฉิกิริยาตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพที่เป็นกองแห่งขันธ์ตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพที่ทรงไว้แห่งธาตุตลอดทั้งหมด... รู้สภาพเป็นที่ต่อแห่งอายตนะตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรมตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่าอนาวรณญาณเพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา กุสเล ธมฺเม สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา อกุสเล ธมฺเม ยาวตา อพฺยากเต ธมฺเม ยาวตา กามาวจเร ธมฺเม ยาวตา รูปาวจเร ธมฺเม ยาวตา อรูปาวจเร ธมฺเม ยาวตา อปริยาปนฺเน ธมฺเม สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺฐํ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺฐํ ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้กุศลธรรมตลอดทั้งหมด ชื่อว่า

อนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น ไม่มีเครื่องกั้น ... รู้อกุศลธรรม อัพยากตธรรม กามาวจรธรรม รูปาวจรธรรม อรูปาวจรธรรม โลกุตตรธรรมตลอดทั้งหมด ... รู้สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัยสภาพเป็นที่ดับแห่งนิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค ตลอดทั้งหมด

ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ ฯเปฯ ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺฐํ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺฐํ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺฐํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถ

แห่งอรรถปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด ฯลฯ รู้สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทาสภาพปัญญาอันแตกฉานดีในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในปฏิภาณปฏิสัมภิทา ตลอดทั้งหมด... รู้อินทรียปโรปยัตตญาณ รู้ญาณในฉันทะอันมานอน และกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย รู้ยมกปาฏิหาริยญาณ รู้มหากรุณาสมาปัตติญาณ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา สพฺพํ ชานาตีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ

สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ๑ ตถาคโต เตน ( สมเยน ๒ )

สมนฺตจกฺขูติ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า รู้อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ฟัง ที่ได้ทราบ

ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึง ที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจแห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลกแห่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตลอดทั้งหมด ชื่อว่าอนาวรณญาณเพราะอรรถว่าในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง

บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระตถาคตไม่ทรงรู้แล้ว ไม่มี

พระตถาคตทรงทราบยิ่ง ซึ่งธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง

เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ (ผู้ทรง

เห็นทั่ว) ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สมนฺตจกฺขูติ เกนตฺเถน สมนฺตจกฺขุ ฯ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ ทุกฺเข ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขนิโรเธ ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย ญาณํ พุทฺธญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิเท ญาณํ พุทฺธญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิเท ญาณํ พุทฺธญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิเท ญาณํ พุทฺธญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิเท ญาณํ พุทฺธญาณํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ พุทฺธญาณํ สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ พุทฺธญาณํ ยมกปาฏิหิเร ญาณํ พุทฺธญาณํ มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ พุทฺธญาณํ สพฺพญฺญุตญาณํ พุทฺธญาณํ อนาวรณญาณํ พุทฺธญาณํ อิมานิ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ อิเมสํ จุทฺทสนฺนํ พุทฺธญาณานํ อาทิโต อฏฺฐ ญาณานิ สาวกสาธารณานิ ฉ ญาณานิ อสาธารณานิ สาวเกหิ ฯ

๑ เญยฺยนฺติปิ ปาโฐ ฯ ๒ สี. อยํ น ทิสสติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ๑ ญาณในทุกขสมุทัย ๑ ญาณในทุกขนิโรธ ๑ญาณในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ๑ ญาณในอรรถปฏิสัมภิทา ๑ญาณในธรรมปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในนิรุตติปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในปฏิภาณปฏิสัมภิทา ๑ ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ๑ ญาณในฉันทะเป็นที่มานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ๑ ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ๑ญาณในมหากรุณาสมาบัติ ๑ สัพพัญญุตญาณ ๑ อนาวรณญาณ ๑ บรรดาพระพุทธญาณ ๑๔ ประการนี้พระญาณ ๘ ข้างต้น เป็นญาณทั่วไปด้วยพระสาวก พระญาณ ๖ ไม่ทั่วไปด้วยพระสาวก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ สพฺโพ ญาโต อญฺญาโต ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ [๑] สพฺโพ ทิฏฺโฐ สพฺโพ วิทิโต สพฺโพ สจฺฉิกโต สพฺโพ ผสฺสิโต ๒ ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ สพฺโพ ญาโต สพฺโพ ทิฏฺโฐ สพฺโพ วิทิโต

สพฺโพ สจฺฉิกโต สพฺโพ ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ นตฺถีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ สพฺพํ ญาตํ สพฺพํ ทิฏฺฐํ สพฺพํ วิทิตํ สพฺพํ สจฺฉิกตํ สพฺพํ ผสฺสิตํ ๒ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ นตฺถีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา สพฺพํ ญาตํ สพฺพํ ทิฏฺฐํ สพฺพํ วิทิตํ สพฺพํ สจฺฉิกตํ สพฺพํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย นตฺถีติ สพฺพญฺญุตญาณํ ตตฺถ อาวรณํ นตฺถีติ อนาวรณํ ญาณํ ฯ

น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ

สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ๑ ตถาคโต เตน ( สมเยน ๒ )

สมนฺตจกฺขูติ ฯ

ญาณกถา นิฏฺฐิตา ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺโพ ญาโต ฯ ๒ โป. สพฺพตฺถ ผุสฺสิโต ผุสฺสิตํ ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคต

ทรงทราบแล้วตลอดทั้งหมด ที่มิได้ทรงทราบไม่มี ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้น

ไม่มีเครื่องกั้น สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ พระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี ...

สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย สภาพเป็นที่ดับแห่งนิโรธ สภาพเป็นทางแห่งมรรค สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทาสภาพปัญญาอันแตกฉานดีในนิรุตติแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา สภาพปัญญาอันแตกฉานดีในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี...ญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอนเนื่องของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปาฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติพระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้วทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาไม่มี ...

ชื่อว่าสัพพัญญุตญาณ เพราะอรรถว่า อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้ฟังที่ได้ทราบ ที่ได้รู้แจ้ง ที่ได้ถึงที่แสวงหา ที่เที่ยวตามหาด้วยใจ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก แห่งหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแล้ว ทรงรู้แจ้งแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดทั้งหมดด้วยพระปัญญา ที่มิได้ทรงถูกต้องแล้วด้วยพระปัญญาไม่มี ชื่อว่าอนาวรณญาณ เพราะอรรถว่า ในญาณนั้นไม่มีเครื่องกั้น ฯ

บทธรรมที่พระตถาคตไม่ทรงเห็นแล้ว ไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง

บทธรรมน้อยหนึ่งที่ควรรู้ พระตถาคตไม่ทรงรู้แล้วไม่มี

พระตถาคตทรงทราบยิ่งซึ่งธรรมเป็นเครื่องนำไปทั้งปวง เพราะ

ฉะนั้น พระตถาคตจึงเป็นพระสมันตจักษุ ฉะนี้แล ฯ

จบญาณกถา ฯ

มหาวคฺเค ทิฏฺฐิกถา

มหาวรรค ทิฐิกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ทิฐิกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ กติ ทิฏฺฐิโย กติ ทิฏฺฐาภินิเวสา กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต ๓ กติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

กติ ทิฏฺฐิฏฺฐานานีติ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานีติ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ กติ ทิฏฺฐิโยติ โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ กติ ทิฏฺฐาภินิเวสาติ ตึสสตํ ทิฏฺฐาภินิเวสา ฯ กตโม ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโตติ โสตาปตฺติมคฺโค ทิฏฺฐิฏฺฐานสมุคฺฆาโต ฯ

๑-๒ เหฏฺฐาวุตฺเตน เวทิตพฺพํ ฯ ๓ ม. ยุ. ... สมุคฺฆาโตติ กา ทิฏฺฐีติ

อภินิเวส ... ฯ

ฉบับหลวง

ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิเท่าไร ทิฐิเท่าไร ความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ทิฐิคือความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ฯ

ถามว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ ถามว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ ถามว่า ทิฐิเท่าไร ตอบว่าทิฐิ ๑๖ ถามว่าความถือผิดแห่งทิฐิเท่าไร ตอบว่า ความถือผิดแห่งทิฐิ ๑๓๐ถามว่า ความถอนที่ตั้งแห่งทิฐิเป็นไฉน ตอบว่า โสดาปัตติมรรคเป็นเครื่องถอนที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติ ๑ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐีติ ๒ รูปํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เวทนํ เอตํ มม ฯเปฯ สญฺญํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุํ เอตํ มม โสตํ เอตํ มม ฆานํ เอตํ มม ชิวฺหํ เอตํ มม กายํ เอตํ มม มนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปํ ๓ เอตํ มม สทฺทํ เอตํ มม คนฺธํ เอตํ มม รสํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพํ เอตํ มม ธมฺมํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดเท่าไร ตอบว่า ทิฐิ คือ

ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูป เสียง

กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จกฺขุวิญฺญาณํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณํ เอตํ มม ฆานวิญฺญาณํ เอตํ มม ชิวฺหาวิญฺญาณํ เอตํ มม กายวิญฺญาณํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสํ เอตํ มม โสตสมฺผสฺสํ เอตํ มม ฆานสมฺผสฺสํ เอตํ มม ชิวฺหาสมฺผสฺสํ เอตํ มม กายสมฺผสฺสํ เอตํ มม มโนสมฺผสฺสํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

๑ ม. ยุ. กถํ ฯ ๒ ม. ยุ. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ ม. รูเป ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ซึ่ง จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ

ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ ว่า นั่นของเรานั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัสชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนาชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปสญฺญํ เอตํ มม สทฺทสญฺญํ คนฺธสญฺญํ รสสญฺญํ โผฏฺฐพฺพสญฺญํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปสญฺเจตนํ เอตํ มม สทฺทสญฺเจตนํ คนฺธสญฺเจตนํ รสสญฺเจตนํ โผฏฺฐพฺพสญฺเจตนํ ธมฺมสญฺเจตนํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปตณฺหํ เอตํ มม สทฺทตณฺหํ เอตํ มม คนฺธตณฺหํ รสตณฺหํ โผฏฺฐพฺพตณฺหํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิตกฺกํ เอตํ มม สทฺทวิตกฺกํ คนฺธวิตกฺกํ รสวิตกฺกํ โผฏฺฐพฺพวิตกฺกํ ธมฺมวิตกฺกํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ รูปวิจารํ เอตํ มม สทฺทวิจารํ เอตํ มม คนฺธวิจารํ เอตํ มม รสวิจารํ เอตํ มม โผฏฺฐพฺพวิจารํ เอตํ มม ธมฺมวิจารํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญญา สัททสัญญา คันธสัญญา

รสสัญญา โผฏฐัพพสัญญา ธรรมสัญญา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปสัญเจตนา สัททสัญเจตนา รสสัญเจตนา โผฏฐัพพสัญเจตนาธรรมสัญเจตนา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหาโผฏฐัพพตัณหา ธรรมตัณหา ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิตก สัททวิตก คันธวิตก รสวิตก โผฏฐัพพวิตก ธรรมวิตก ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเราทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งรูปวิจาร สัททวิจาร คันธวิจารรสวิจารโผฏฐัพพวิจาร ธรรมวิจาร ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐวีธาตุํ เอตํ มม อาโปธาตุํ เอตํ มม เตโชธาตุํ เอตํ มม วาโยธาตุํ เอตํ มม อากาสธาตุํ เอตํ มม วิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ ปฐวีกสิณํ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อากาสกสิณํ วิญฺญาณกสิณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ

วาโยธาตุ อากาสธาตุ วิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรานั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณโลหิตกสิณ โอทาตกสิณอากาสกสิณ วิญญาณกสิณ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เกสํ เอตํ มม โลมํ เอตํ มม นขํ เอตํ มม ทนฺตํ เอตํ มม ตจํ เอตํ มม มํสํ เอตํ มม นหารุํ เอตํ มม อฏฺฐึ เอตํ มม อฏฺฐิมิญฺชํ เอตํ มม วกฺกํ เอตํ มม หทยํ เอตํ มม ยกนํ เอตํ มม กิโลมกํ เอตํ มม ปิหกํ เอตํ ฯเปฯ เขฬํ เอตํ มม สึฆาณิกํ เอตํ มม ลสิกํ เอตํ มม มุตฺตํ เอตํ มม มตฺถลุงฺคํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อเอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ฯลฯน้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตรสมองศีรษะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จกฺขายตนํ เอตํ มม รูปายตนํ เอตํ มม โสตายตนํ เอตํ มม สทฺทายตนํ เอตํ มม ฆานายตนํ เอตํ มม คนฺธายตนํ เอตํ มม ชิวฺหายตนํ รสายตนํ กายายตนํ โผฏฺฐพฺพายตนํ มนายตนํ ธมฺมายตนํ เอตํ มม จกฺขุธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม จกฺขุวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม โสตธาตุํ เอตํ มม สทฺทธาตุํ เอตํ มม โสตวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม ฆานธาตุํ คนฺธธาตุํ ฆานวิญฺญาณธาตุํ ชิวฺหาธาตุํ รสธาตุํ ชิวฺหาวิญฺญาณธาตุํ กายธาตุํ โผฏฺฐพฺพธาตุํ กายวิญฺญาณธาตุํ มโนธาตุํ เอตํ มม ธมฺมธาตุํ เอตํ มม มโนวิญฺญาณธาตุํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขายตนะ รูปายตนะ โสตายตนะสัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะกายายตนะ โผฏฐัพพายตนะมนายตนะ ธรรมายตนะ จักขุธาตุ รูปธาตุ จักขุวิญญาณธาตุ โสตธาตุ สัททธาตุ โสตวิญญาณธาตุฆานธาตุ คันธธาตุ ฆานวิญญาณธาตุ ชิวหาธาตุ รสธาตุ ชิวหาวิญญาณธาตุ กายธาตุ โผฏฐัพพธาตุกายวิญญาณธาตุ มโนธาตุ ธรรมธาตุ มโนวิญญาณธาตุ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จกฺขุนฺทฺริยํ เอตํ มม โสตินฺทฺริยํ เอตํ มม ฆานินฺทฺริยํ เอตํ มม ชิวฺหินฺทฺริยํ กายินฺทฺริยํ ชีวิตินฺทฺริยํ โสมนสฺสินฺทฺริยํ โทมนสฺสินฺทฺริยํ อุเปกฺขินฺทฺริยํ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งจักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ ฆานินทรีย์

ชิวหินทรีย์ กายินทรีย์ ชีวิตินทรีย์ โสมนัสสินทรีย์ โทมนัสสินทรีย์ อุเปกขินทรีย์

สัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ ว่านั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กามธาตุํ เอตํ มม รูปธาตุํ เอตํ มม อรูปธาตุํ เอตํ มม กามภวํ เอตํ มม รูปภวํ เอตํ มม สญฺญาภวํ เอตํ มม อสญฺญาภวํ เอตํ มม เนวสญฺญานาสญฺญาภวํ เอตํ มม เอกโวการภวํ เอตํ มม จตุโวการภวํ เอตํ มม ปญฺจโวการภวํ เอตํ มม ปฐมชฺฌานํ เอตํ มม ทุติยชฺฌานํ เอตํ มม ตติยชฺฌานํ เอตํ มม จตุตฺถชฺฌานํ เอตํ มม เมตฺตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม กรุณาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม มุทิตาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อุเปกฺขาเจโตวิมุตฺตึ เอตํ มม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งกามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ กามภพ

รูปภพ สัญญาภพ อสัญญาภพ เนวสัญญานาสัญญาภพเอกโวการภพ จตุโวการภพ ปัญจโวการภพปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌานจตุตถฌาน เมตตาเจโตวิมุติ กรุณาเจโตวิมุติ มุทิตาเจโตวิมุติ อุเปกขาเจโตวิมุติอากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อวิชฺชํ เอตํ มม สงฺขาเร เอตํ มม วิญฺญาณํ เอตํ มม นามรูปํ เอตํ มม สฬายตนํ เอตํ มม ผสฺสํ เอตํ มม เวทนํ เอตํ มม ตณฺหํ เอตํ มม อุปาทานํ เอตํ มม ภวํ เอตํ มม ชาตึ เอตํ มม ชรามรณํ เอตํ มม เอโสหมสฺมิ เอโส เม อตฺตาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ เอวํ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดซึ่งอวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูปสฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชราและมรณะ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกาปิ ๑ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ฯ

ขนฺธา เหตุ ขนฺธา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ขนฺธาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อวิชฺชา เหตุ อวิชฺชา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อวิชฺชาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ผสฺโส เหตุ ผสฺโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ผสฺโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ สญฺญา เหตุ สญฺญา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ สญฺญาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ วิตกฺกา ๒ เหตุ วิตกฺกา ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ วิตกฺกาปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อโยนิโสมนสิกาโร เหตุ อโยนิโสมนสิกาโร ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ อโยนิโสมนสิกาโรปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปาปมิตฺโต เหตุ ปาปมิตฺโต ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปาปมิตฺโตปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ ปรโตโฆโส เหตุ ปรโตโฆโส ปจฺจโย ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อุปาทาย สมุฏฺฐานฏฺเฐน เอวํ ปรโตโฆโสปิ ทิฏฺฐิฏฺฐานํ อิมานิ อฏฺฐ ทิฏฺฐิฏฺฐานานิ ฯ

๑ ม. ยุ. วิตกฺโกปิ ฯ ๒ ม. ยุ. วิตกฺโก ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เป็นไฉน แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ แม้อวิชชา

ผัสสะ สัญญา วิตก อโยนิโสมนสิการ มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่นทุกอย่างเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ ฯ

ขันธ์ทั้งหลายเป็นเหตุ เป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่า เป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ... อวิชชา ...ผัสสะ ... สัญญา ... วิตก ...

อโยนิโสมนสิการ ... มิตรชั่ว เสียงแต่ที่อื่น ก็เป็นเหตุเป็นปัจจัย ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งทิฐิ เพราะอรรถว่าเป็นที่อาศัยตั้งขึ้น แม้เสียงแต่ที่อื่นก็เป็นที่ตั้งแห่งทิฐิอย่างนี้ ที่ตั้งแห่งทิฐิ ๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ทิฏฺฐิกนฺตารํ ทิฏฺฐิวิสูกํ ทิฏฺฐิวิปนฺนตํ ๑ ทิฏฺฐิสญฺโญชนํ ทิฏฺฐิสลฺลํ ทิฏฺฐิสมฺภโว ๒ ทิฏฺฐิปลิโพโธ ทิฏฺฐิพนฺธนํ ทิฏฺฐิปปาโต ทิฏฺฐานุสโย ทิฏฺฐิสนฺตาโป ทิฏฺฐิปริฬาโห ทิฏฺฐิคณฺโฐ ทิฏฺฐุปาทานํ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส อิมานิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิปริยุฏฺฐานานิ ฯ

ฉบับหลวง

ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เป็นไฉน ทิฐิ คือ ทิฐิไป ทิฐิรกชัฏ ทิฐิ

กันดาร ทิฐิเป็นเสี้ยนหนาม ทิฐิวิบัติ ทิฐิเป็นสังโยชน์ ทิฐิเป็นลูกศร ทิฐิเป็นสมภพ

ทิฐิเป็นเครื่องกังวล ทิฐิเป็นเครื่องผูกพัน ทิฐิเป็นเหว ทิฐิเป็นอนุสัย ทิฐิเป็นเหตุให้เดือดร้อน ทิฐิเป็นเหตุให้เร่าร้อน ทิฐิเป็นเครื่องร้อยกรองทิฐิเป็นเครื่องยึดมั่น ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำ ความกลุ้มรุมแห่งทิฐิ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ภวทิฏฺฐิ วิภวทิฏฺฐิ อิมา โสฬส ทิฏฺฐิโย ฯ [๓]

ฉบับหลวง

ทิฐิ ๑๖ เป็นไฉน คือ อัสสาททิฐิ ๑ อัตตานุทิฐิ ๑ มิจฉาทิฐิ ๑

สักกายทิฐิ ๑ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ๑ อันตคาหิกทิฐิ ๑ ปุพพันตานุทิฐิ ๑ อปรันตานุทิฐิ ๑ สังโยชนิกาทิฐิ ๑ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเรา ๑ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ๑ ทิฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ๑ ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ๑ ภวทิฐิ ๑ วิภวทิฐิ ๑ ทิฐิ ๑๖เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสฺสาททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

๑ ม. ยุ. ทิฏฺฐิวิปฺผนฺทิตํ ฯ ๒ ม. ยุ. ทิฏฺฐิสมฺพาโธ ฯ ๓ ม. กตเม ตีณิ สตํ

ทิฏฺฐาภินิเวสา ... ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร อัตตานุทิฐิ ...มิจฉาทิฐิ ...

สักกายทิฐิ ... สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... อันตคาหิกทิฐิ ... ปุพพันตานุทิฐิ ... อปรันตานุทิฐิ ... สังโยชนิกาทิฐิ ... ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ...

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยอัตตวาทะ ... ทิฐิอันสัมปยุตด้วยโลกวาทะ ... ภวทิฐิ ...วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ ๑ อภินิเวโส โหติ วิภวทิฏฺฐิยา เอกูนวีสติยา อากาเรหิ ๒ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ อัตตานุทิฐิ ... ๒๐ มิจฉาทิฐิ ... ๑๐สักกายทิฐิ ... ๒๐ สัสสตทิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๑๕อุจเฉททิฐิอันมีสักกายะเป็นวัตถุ ... ๕อันตคาหิกทิฐิ ... ๕๐ ปุพพันตานุทิฐิ... ๑๘ อปรันตานุทิฐิ ... ๔๔ สังโยชนิกาทิฐิ ... ๑๘ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเรา ... ๑๘ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเรา ... ๑๘ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะ ... ๒๐ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยโลกวาทะ ... ๘ ภวทิฐิ ... ๑๙ วิภวทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๙ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสฺสาททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยํ รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค ๓ โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย

จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ๔ ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ ๑ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ

วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย ๒ สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ๓ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส โหติ ฯ

๑-๒ สี. ม. ยุ. เอเกน อากาเรน ฯ ๓ ม. โย ทิฏฺฐิยา ราโค ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๔ ม. ยุ. ... ราครตฺโต ... ราครตฺเต ฯ

ฉบับหลวง

อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นไฉน ทิฐิ คือความลูบคลำ

ด้วยถือความผิดว่า สุขโสมนัสอาศัยรูปใดเกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะ(ความยินดี) แห่งรูป ทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะมิใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งอัสสาทะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและอัสสาทะ นี้ท่านกล่าวว่า อัสสาททิฐิ อัสสาททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐิวิบัตินั้น เป็นผู้มีทิฐิวิบัติ บุคคลผู้มีทิฐิวิบัติ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรนั่งใกล้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก ทิฐิใด ราคะใด ราคะไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิไม่ใช่ราคะทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและราคะ นี้ท่านกล่าวว่า ทิฐิราคะ บุคคลผู้ประกอบด้วยทิฐินั้นและราคะนั้น เป็นผู้ยินดีในทิฐิราคะ ทานที่ให้ในบุคคลผู้ยินดีในทิฐิราคะ เป็นทานไม่มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ มีคติเป็น ๒ คือ นรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานอนึ่งบุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ สมาทาน กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวง คือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจและสังขาร เหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจเพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความทุกข์ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก เปรียบเหมือนพืชสะเดา พืชบวบขม หรือพืชน้ำเต้าขม ที่เขาฝังลงในแผ่นดินเปียก อาศัยรสแผ่นดินและรสน้ำ พืชทั้งปวงนั้นย่อมเป็นไปเพื่อความเป็นของมีรสขม รสปร่า ไม่เป็นสาระ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะสะเดาเป็น ต้นนั้นมีพืชเลวฉันใด บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ก็ฉันนั้นเหมือนกันสมาทานกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ให้บริบูรณ์ตามทิฐิ ธรรมทั้งปวงคือ เจตนา ความปรารถนา ความตั้งใจ และสังขารเหล่านั้น ย่อมเป็นไปเพื่อผลที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่าพอใจ เพื่อมิใช่ประโยชน์เกื้อกูล

เพื่อความทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะบุคคลนั้นมีทิฐิลามก อัสสาททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ทิฐิคือ ทิฐิที่ไป ทิฐิรกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุํ ปฏิจฺจ ยํ โสตํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหํ ปฏิจฺจ ยํ กายํ ปฏิจฺจ ยํ มนํ ปฏิจฺจ ยํ รูเป ปฏิจฺจ ยํ สทฺเท ปฏิจฺจ ยํ คนฺเธ ปฏิจฺจ ยํ รเส ปฏิจฺจ ยํ โผฏฺฐพฺเพ ปฏิจฺจ ยํ ธมฺเม ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ โสตวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ กายวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ มโนวิญฺญาณํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ โสตสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ มโนสมฺผสฺสํ ปฏิจฺจ ยํ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ

ยํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ มโนสมฺผสฺสชาย เวทนาย อสฺสาโทติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น อสฺสาโท อสฺสาโท น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ อสฺสาโท ยา จ ทิฏฺฐิ โย จ อสฺสาโท อยํ วุจฺจติ อสฺสาททิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ตาย ทิฏฺฐิวิปตฺติยา สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิวิปนฺโน ทิฏฺฐิวิปนฺโน ปุคฺคโล น เสวิตพฺโพ น ภชิตพฺโพ น ปยิรุปาสิตพฺโพ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา ยา ทิฏฺฐิ โย ราโค โส น ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ

น ราโค อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺโญ ราโค ยา จ ทิฏฺฐิ๔ โย จ ราโค อยํ วุจฺจติ ทิฏฺฐิราโค ตาย จ ทิฏฺฐิยา เตน จ ราเคน สมนฺนาคโต ปุคฺคโล ทิฏฺฐิราครโต ทิฏฺฐิราครเต ปุคฺคเล ทินฺนทานํ นมหปฺผลํ โหติ นมหานิสํสํ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย นิรโย วา ติรจฺฉานโยนิ วา มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ

ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา เสยฺยถาปิ นิมฺพพีชํ วา โกสาตกีพีชํ วา ติตฺตกลาพุพีชํ วา อลฺลาย ปฐวิยา นิกฺขิตฺตํ ยญฺเจว ปฐวีรสํ อุปาทิยติ ยญฺจ อาโปรสํ อุปาทิยติ สพฺพนฺตํ ติตฺตกตาย กฏุกตาย อสารตาย สํวตฺตติ ตํ กิสฺสเหตุ พีชํ หิสฺส ปาปิกํ เอวเมว มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส ยญฺเจว กายกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยญฺจ วจีกมฺมํ ยญฺจ มโนกมฺมํ ยถาทิฏฺฐิสมตฺตํ สมาทินฺนํ ยา จ เจตนา ยา จ ปตฺถนา โย จ ปณิธิ เย จ สงฺขารา สพฺเพ เต ธมฺมา อนิฏฺฐาย อกนฺตาย อมนาปาย อหิตาย ทุกฺขาย สํวตฺตนฺติ ตํ กิสฺสเหตุ ทิฏฺฐิ หิสฺส ปาปิกา อสฺสาททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ยา ทิฏฺฐิ ๑ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหนํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ๒ โหติ ๓ อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ ปริยุฏฺฐิตจิตฺตสฺส สํโยโค อสฺสาททิฏฺฐิภูตา ๔ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ

๑ สี. ยถาทิฏฺฐิสมฺปตฺตํ ฯ ๒ ม. อสาตตฺตาย ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ม. ยุ.

มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ ๔ ม. อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ อตฺถิ สญฺโญชนานิ

น จ ทิฏฺฐิโย กตมานิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ

๑ ม. มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯ ๒ ม. ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส ฯ ๓ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ

นตฺถิ ฯ ๔ ม. ยุ. อสฺสาททิฏฺฐิภูตา มิจฺฉาทิฏฺฐีติ อิเม เทฺว ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญา

สังขาร วิญญาณ จักษุ หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รูป เสียงกลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์จักษุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ จักษุสัมผัสโสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส จักษุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนาใด เกิดขึ้น นี้เป็นอัสสาทะแห่งมโนสัมผัสสชาเวทนาทิฐิไม่ใช่อัสสาทะ อัสสาทะไม่ใช่ทิฐิ ...

ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิดและลูบคลำ ความเกี่ยวข้องแห่งจิตอันทิฐิกลุ้มรุม เป็นมิจฉาทิฐิซึ่งจัดเป็นอัสสาททิฐิ ด้วยอาการ ๑๘ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ อตฺถิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ เจวั ทิฏฺฐิโย จ ฯ สกฺกายทิฏฺฐิปรามาโส เจว ๑ สกฺกายทิฏฺฐิ สีลพฺพตปรามาโส จ อิมานิ สญฺโญชนานิ เจว ทิฏฺฐิโย จ ฯ กตมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ มานสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ ภวราคสญฺโญชนํ อิสฺสาสญฺโญชนํ มจฺฉริยสญฺโญชนํ อนุสยสญฺโญชนํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิยา ๒ อิเมหิ ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ๒ ฯ

ฉบับหลวง

สังโยชน์และทิฐิมีอยู่ สังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิมีอยู่ สังโยชน์และทิฐิเป็น

ไฉน ความลูบคลำด้วยสักกายทิฐิ สักกายทิฐิและสีลัพพตปรามาส เหล่านี้เป็นสังโยชน์และทิฐิ สังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิเป็นไฉน กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ มานสังโยชน์ วิจิกิจฉาสังโยชน์ ภวราคสังโยชน์ อิสสาสังโยชน์มัจฉริยสังโยชน์ อนุสัยสังโยชน์ อวิชชาสังโยชน์เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิอัสสาททิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ

ฉบับหลวง

อัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับใน

โลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยเจ้าไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง ย่อมเห็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเอง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ ๑ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ ปฐวีกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ ปฐวีกสิณนฺติ ปฐวีกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ อตฺตานุทิฏฺฐิกสฺส ๒ ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว จ คติโย ฯเปฯ

อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ อาโปกสิณํ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ ฯเปฯ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

๑ ม. ยุ. อิเม เทฺว ปาฐา นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. อิเม ฉ ปาฐา นตฺถิ ฯ

๑ ม. ยุ. อจฺจิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดปฐวีกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีป น้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด

แสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นปฐวีกสิณโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นปฐวีกสิณและตนไม่เป็นสองว่า ปฐวีกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด ปฐวีกสิณก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยอัตตานุทิฐิ ย่อมมีคติเป็นสอง ฯลฯเหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นอาโปกสิณ เตโชกสิณ วาโยกสิณ นีลกสิณ ปีตกสิณโลหิตกสิณ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่าโอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใดโอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใด แสงสว่างก็อันนั้นแสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้น ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกันฯลฯ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ เป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี่ต้นไม้ นี่เงาต้นไม้เป็นอย่างหนึ่งเงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็น เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ รูปนฺติ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ รูปํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้อย่างหนึ่งกลิ่นหอมอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมนี้นั้นแลมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขาย่อมมีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีรูปเช่นนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นรูปในตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิฯลฯ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ รูเปติ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา รูปวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในรูปอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป เปรียบเหมือนแก้วมณีที่ใส่ไว้ในขวด บุรุษพึงพูดถึงแก้วมณีนั้นอย่างนี้ว่า นี้แก้วมณี นี้ขวด แก้วมณีเป็นอย่างหนึ่ง ขวดเป็นอย่างหนึ่ง แต่แก้วมณีนี้นั้นแลมีอยู่ในขวดนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในรูปนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนในรูป ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีรูปเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชนย่อมเห็นรูปในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เวทนํ โสตสมฺผสฺสชํ เวทนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เวทนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เวทนํ กายสมฺผสฺสชํ เวทนํ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เวทนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เวทนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เวทนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเวทนา ... มโนสัมผัสสชาเวทนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเวทนาอันใดเราก็อันนั้นเราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสองว่า เปลวไฟอันใดแสงสว่างก็อันนั้น แสงสว่างอันใด เปลวไฟก็อันนั้นฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาโดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเวทนาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาเวทนาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเวทนาก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ| โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนาย เวทนาวาติ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความ เป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ดังนี้ชื่อว่าเห็นตนว่ามีเวทนา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงาบุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแลมีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณรูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีเวทนาด้วยเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีเวทนาอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ เวทนาติ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ตติยา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ เวทนํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็และในตัวตนนี้มีเวทนานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอมบุรุษพึงพูดถึงดอกไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ดอกไม้ นี้กลิ่นหอม ดอกไม้เป็นอย่างหนึ่งกลิ่นหอมเป็นอย่างหนึ่ง แต่กลิ่นหอมมีอยู่ในดอกไม้นี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูป โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่านี้แลเป็นตัวตนของเราก็แลในตัวตนนี้มีเวทนา ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นเวทนาในตนทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นเวทนาในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ฯเปฯ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย เวทนายาติ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา เวทนาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ เวทนาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสัญญา สังขาร วิญญาณ รูปโดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในเวทนานี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นตนในเวทนา เปรียบเหมือนฯลฯ ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ... ชื่อว่า ย่อมเห็นตนในเวทนา ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีเวทนาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์

แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในเวทนาอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ สญฺญํ โสตสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ฆานสมฺผสฺสชํ สญฺญํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ สญฺญํ กายสมฺผสฺสชํ สญฺญํ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา สญฺญาติ มโนสมฺผสฺสชํ สญฺญญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาสัญญา ... มโนสัมผัสสชาสัญญา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาสัญญาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาสัญญาและตนไม่เป็นสองว่า มโนสัมผัสสชาสัญญาอันใด เราก็อันนั้นเราอันใด มโนสัมผัสสชาสัญญาก็อันนั้น ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่งนี้เป็นอัตตานุทิฐิ มีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๑อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญาย สญฺญาวาติ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสัญญาด้วยสัญญานี้ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีสัญญา เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุฐิทิมีสัญญาเป็นวัตถุ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสัญญาอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อยํ สญฺญาติ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สญฺญํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสัญญานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสัญญาในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ...ชื่อว่าย่อมเห็นกลิ่นหอมในดอกไม้ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตน ...

นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสัญญาในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ สงฺขาเร วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมาย สญฺญายาติ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สญฺญาวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สญฺญาย อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้เป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสัญญานี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสัญญา เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นสังขาร วิญญาณ รูป เวทนาโดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสัญญาเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ

เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสัญญาอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุสมฺผสฺสชํ เจตนํ โสตสมฺผสฺสชํ เจตนํ ฆานสมฺผสฺสชํ เจตนํ ชิวฺหาสมฺผสฺสชํ เจตนํ กายสมฺผสฺสชํ เจตนํ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยา มโนสมฺผสฺสชา เจตนา โส อหํ โย อหํ สา มโนสมฺผสฺสชา เจตนาติ มโนสมฺผสฺสชํ เจตนญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุสัมผัสสชาเจตนา ... มโนสัมผัสสชาเจตนา โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาและตนไม่เป็นสองว่ามโนสัมผัสสชาเจตนาอันใดเราก็อันนั้น เราอันใด มโนสัมผัสสชาเจตนาก็อันนั้นเปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันกำลังลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนสัมผัสสชาเจตนาโดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมหิ สงฺขาเรหิ สงฺขารวาติ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขารวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ตัวตนของเรานี้นั้นแลมีสังขารด้วยสังขารนี้ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนมีสังขาร เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ ... ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นว่าต้นไม้มีเงาฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูปเวทนาสัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีสังขารอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิเม สงฺขาราติ อตฺตนิ สงฺขาเร๕ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ สงฺขาเร สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีสังขารเหล่านี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นสังขารในตนเปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม ... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูปเวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๓ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นสังขารในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ วิญฺญาณํ รูปํ เวทนํ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิเมสุ สงฺขาเรสูติ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา สงฺขารวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ สงฺขาเรสุ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในสังขารนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นตนในสังขาร เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าเห็นแก้วมณีในขวดฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นวิญญาณ รูป เวทนา สัญญา โดยความเป็นตน ...นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีสังขารเป็นวัตถุที่ ๔ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนในสังขารอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ จกฺขุวิญฺญาณํ โสตวิญฺญาณํ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ มโนวิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ มโนวิญฺญาณํ โส อหํ โย อหํ ตํ มโนวิญฺญาณนฺติ มโนวิญฺญาณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นจักขุวิญญาณ ... มโนวิญญาณ โดยความเป็นตน คือย่อมเห็นมโนวิญญาณและตนไม่เป็นสองว่า มโนวิญญาณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด มโนวิญญาณก็อันนั้น เปรียบเหมือนประทีปน้ำมันอันลุกโพลงอยู่ บุคคลย่อมเห็นเปลวไฟและแสงสว่างไม่เป็นสอง ... ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นมโนวิญญาณโดยความเป็นตน... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๑ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา วิญฺญาเณน วิญฺญาณวาติ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทุติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขารโดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเราแต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีวิญญาณด้วยวิญญาณนี้ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณ เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา ... ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใดบุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตนนี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๒ อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีวิญญาณอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ ปุปฺผํ คนฺธสมฺปนฺนํ อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อิทํ ปุปฺผํ อยํ คนฺโธ อญฺญํ ปุปฺผํ อญฺโญ คนฺโธ โส โข ปนายํ คนฺโธ อิมสฺมึ ปุปฺเผติ ปุปฺผสฺมึ คนฺธํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา อิมสฺมิญฺจ ปน อตฺตนิ อิทํ วิญฺญาณนฺติ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ตติยา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ อตฺตนิ วิญฺญาณํ สมนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา ก็แลในตัวตนนี้มีวิญญาณนี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นวิญญาณในตน เปรียบเหมือนดอกไม้มีกลิ่นหอม... ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกันย่อมเห็นรูป เวทนาสัญญา สังขาร โดยความเป็นตน ... นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๓อัตตานุทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชน ย่อมเห็นวิญญาณในตนอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ มณิ กรณฺฑเก ปกฺขิตฺโต อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ มณิ อยํ กรณฺฑโก อญฺโญ มณิ อญฺโญ กรณฺฑโก โส โข ปนายํ มณิ อิมสฺมึ กรณฺฑเกติ กรณฺฑกสฺมึ มณึ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ รูปํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมสฺมึ วิญฺญาเณติ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ จตุตฺถา วิญฺญาณวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ อตฺตานุทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ วิญฺญาณสฺมึ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ อตฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแลมีอยู่ในวิญญาณนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นตนในวิญญาณ เปรียบเหมือนแก้วมณีที่เขาใส่ไว้ในขวด ... ชื่อว่าย่อมเห็นแก้วมณีในขวด ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร โดยความเป็นตน นี้เป็นอัตตานุทิฐิมีวิญญาณเป็นวัตถุที่ ๔ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิปุถุชนย่อมเห็นตนในวิญญาณอย่างนี้ อัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มิจฺฉาทิฏฺฐิยา กตเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ นตฺถิ ทินฺนนฺติ วตฺถุํ ๑ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ๒ ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ ๓ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มิจฺฉาวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย นตฺถิ ยิฏฺฐนฺติ วตฺถุํ ฯเปฯ นตฺถิ หุตนฺติ วตฺถุํ นตฺถิ สุกตทุกฺกตานํ กมฺมานํ ผลํ วิปาโกติ วตฺถุํ นตฺถิ อยํ โลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ ปรโลโกติ วตฺถุํ นตฺถิ มาตาติ วตฺถุํ นตฺถิ ปิตาติ วตฺถุํ นตฺถิ สตฺตา โอปปาติกาติ วตฺถุํ นตฺถิ โลเก สมณพฺราหฺมณา สมฺมคฺคตา สมฺมาปฏิปนฺนา เย อิมํปิ ๑ โลกํ ปรํปิ ๒ โลกํ สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา ปเวเทนฺตีติ วตฺถุํ เอวํวาโท มิจฺฉาทิฏฺฐาภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ทสวตฺถุกา มิจฺฉาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ มิจฺฉาทิฏฺฐิกสฺส ปุริสปุคฺคลสฺส เทฺว คติโย ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา อิเมหิ ทสหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

๑ ม. วตฺถุ ฯ ๒ ม. มิจฺฉาภินิเวสปรามาโส ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๓ ยุ. วตฺถุํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุผิดที่ ๑ มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดแห่งมิจฉาทิฐิอันกล่าวถึงวัตถุอย่างนี้ว่า ยัญที่บูชาแล้วไม่มีผล ฯลฯ การเซ่นสรวงไม่มีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มี บิดาไม่มี สัตว์ผู้ผุดเกิดขึ้นก็ไม่มี สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วสั่งสอนประชุมชนให้รู้ตาม ไม่มีในโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่ง วัตถุเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นมิจฉาทิฐิมีวัตถุ ๑๐มิจฉาทิฐิเป็นทิฐิวิบัติ ฯลฯ บุรุษบุคคลผู้ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ ย่อมมีคติเป็น ๒ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกฺกายทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. อิมญฺจ .. ปรญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้วในโลกนี้ มิได้เห็นพระอริยะเจ้า ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของพระอริยะเจ้า ไม่ได้เห็นสัปบุรุษไม่ฉลาดในธรรมของสัปบุรุษ

ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนบ้าง เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนบ้างเห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นตน ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิด ฯลฯ นี้เป็นสักกายทิฐิมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ สักกายทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ เวทนาวนฺตํ วา อตฺตานํ สญฺญาวนฺตํ วา อตฺตานํ สงฺขารวนฺตํ วา อตฺตานํ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯ

กถํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ตสฺส เอวํ โหติ อยํ โข เม อตฺตา โส โข ปน เม อยํ อตฺตา อิมินา รูเปน รูปวาติ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ รุกฺโข ฉายาสมฺปนฺโน อสฺส ตเมนํ ปุริโส เอวํ วเทยฺย อยํ รุกฺโข อยํ ฉายา อญฺโญ รุกฺโข อญฺญา ฉายา โส โข ปนายํ รุกฺโข อิมาย ฉายาย ฉายาวาติ ฉายาวนฺตํ รุกฺขํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ เวทนํ ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา สสฺสตทิฏฺฐิ สสฺสตทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปวนฺตํ อตฺตานํ สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกายฟ สสฺสตทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สัสสตทิฐิมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้างเห็นตนว่ามีเวทนาบ้างเห็นตนว่ามีสัญญาบ้าง เห็นตนว่ามีสังขารบ้าง เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้างเห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ โดยความเป็นตนเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นี้แลเป็นตัวตนของเรา แต่ว่าตัวตนของเรานี้นั้นแล มีรูปด้วยรูปนี้ ดังนี้ชื่อว่าย่อมเห็นตนว่ามีรูป เปรียบเหมือนต้นไม้มีเงา บุรุษพึงพูดถึงต้นไม้นั้นอย่างนี้ว่า นี้ต้นไม้ นี้เงา ต้นไม้เป็นอย่างหนึ่ง เงาเป็นอย่างหนึ่ง แต่ว่าต้นไม้นี้นั้นแล มีเงาด้วยเงานี้ ดังนี้ ชื่อว่าย่อมเห็นต้นไม้ว่ามีเงา ฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นเวทนา... โดยความเป็นตน นี้เป็นสัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ สัสสตทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นตนว่ามีรูปอย่างนี้ ฯลฯ สัสสตทิฐิอันมีสักกายทิฐิเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา กตเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ เวทนํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สญฺญํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ สงฺขาเร อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ฯเปฯ อยํ ปฐมา สกฺกายวตฺถุกา อุจฺเฉททิฏฺฐิ อุจฺเฉททิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เอวํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยะเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นเวทนาโดยความเป็นตนเห็นสัญญาโดยความเป็นตนเห็นสังขารโดยความเป็นตน เห็นวิญญาณโดยความเป็นตน ฯ

ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณโดยความเป็นตน คือย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสองว่า โอทาตกสิณอันใด เราก็อันนั้น เราอันใด โอทาตกสิณก็อันนั้น เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่ ฯลฯ นี้เป็นอุจเฉทิฐิอันมีสักกกายทิฐิเป็นวัตถุที่ ๑ อุจเฉททิฐิเป็นมิจฉาทิฐิฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ปุถุชนย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างนี้ ฯลฯ อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุ มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕

เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ตํ ชีวนฺตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กติหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯเปฯ เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อันตคาหิกทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง โลกไม่เที่ยง โลกมีที่สุด โลกไม่มีที่สุด ชีพอันนั้นสรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีก ย่อมไม่เป็นอีกก็มี สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็หามิได้ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการเท่าไร ฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว สสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว สสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ

สัญญาเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ วิญญาณเป็นโลกและเป็นของเที่ยง ฯลฯ ทิฐินั้นถือเอาที่สุด เช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ ... นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกเที่ยงที่ ๕ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ

เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกเที่ยงย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕

เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อยํ ปฐมา อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิวิปตฺติ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย ฯเปฯ เวทนา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สญฺญา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ สงฺขารา โลโก เจว อสสฺสตา จาติ ฯเปฯ วิญฺญาณํ โลโก เจว อสสฺสตญฺจาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ นี้เป็นทิฐิที่ถือเอาที่สุดว่าโลกไม่เที่ยงที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯลฯ ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สัญญาเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ฯลฯ สังขารเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง วิญญาณเป็นโลกและเป็นของไม่เที่ยง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อนตคาหิกทิฐิ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยง ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ ปริตฺตํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนฺตวา อยํ โลโก ปริวฏฺฏุโมติ อนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความเห็นอย่างนี้ว่าโลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุด ทิฐิ คือความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิเป็นอย่างหนึ่งวัตถุเป็นอย่างหนึ่งทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลืองแผ่ไปทำสีแดงแผ่ไป ทำสีขาวแผ่ไป ทำแสงสว่างแผ่ไป สู่โอกาสนิดหน่อย เขามีความคิดอย่างนี้ว่า

โลกนี้มีที่สุดกลม ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่าโลกมีที่สุดทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกมีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ นีลกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อิเธกจฺโจ วิปุลํ โอกาสํ ปีตกโต ผรติ โลหิตกโต ผรติ โอทาตกโต ผรติ โอภาสกโต ผรติ ตสฺส เอวํ โหติ อนนฺตวา อยํ โลโก อปริยนฺโตติ อนนฺตสญฺญี โหติ ยํ ผรติ ตํ วตฺถุญฺเจว โลโก จ เยน ผรติ โส อตฺตา เจว โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕เป็นไฉน ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเขียวแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่าโลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ ดังนี้ จึงมีความสำคัญว่าโลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลกเครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกไม่มีที่สุดที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

บุคคลบางคนในโลกนี้ ทำสีเหลือง ทำสีแดง ทำสีขาว ทำแสงสว่างแผ่ไปสู่โอกาสอันกว้าง เขามีความเห็นอย่างนี้ว่า โลกนี้ไม่มีที่สุด หาที่สุดมิได้ดังนี้ เขาจึงมีความสำคัญว่า โลกไม่มีที่สุด ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ที่ที่แผ่ไปนั้นเป็นวัตถุและเป็นโลก เครื่องที่แผ่ไปนั้นเป็นตนและเป็นโลกทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา ชีวา เจว สรีรญฺจ สญฺญา ชีวา เจว สรีรญฺจ สงฺขารา ชีวา เจว สรีรญฺจ วิญฺญาณํ ชีวญฺเจว สรีรญฺจ ยํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕

เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นชีพและสรีระ ชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้สังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิคือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นชีพและเป็นสรีระ สัญญาเป็นชีพและเป็นสรีระ สังขารเป็นชีพและเป็นสรีระ วิญญาณเป็นชีพและเป็นสรีระชีพอันใด สรีระก็อันนั้น ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าอันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา สรีรํ น ชีวํ สญฺญา สรีรํ น ชีวํ สงฺขารา สรีรํ น ชีวํ วิญฺญาณํ สรีรํ น ชีวํ ตํ สรีรํ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕

เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ รูปนั้นเป็นสรีระชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระเป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ...นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่นที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ สัญญาเป็นสรีระไม่ใช่ชีพ สังขารเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณเป็นสรีระ ไม่ใช่ชีพ วิญญาณนั้นเป็นสรีระ ชีพเป็นอย่างหนึ่ง สรีระก็เป็นอย่างหนึ่ง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติปิ ติฏฺฐติปิ อุปฺปชฺชติปิ นิพฺพตฺตติปีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่การแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้าง เกิดบ้างทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้นเพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุวัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกบ้าง คงอยู่บ้าง อุบัติขึ้นบ้างเกิดบ้าง ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมขาดสูญ ย่อมพินาศไป สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีกที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมไม่เป็นอีก ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา โหติ จ น จ โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ฯเปฯ โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มีที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ

เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ทิฐินี้ถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ฯลฯ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ รูปํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา [๑] เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ

อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เวทนา อิเธว มรณธมฺมา สญฺญา อิเธว มรณธมฺมา สงฺขารา อิเธว มรณธมฺมา วิญฺญาณํ อิเธว มรณธมฺมํ ตถาคโต กายสฺส เภทา [๒] เนว โหติ น น โหตีติ อภินิเวสปรามาโส ทิฏฺฐิ ตาย ทิฏฺฐิยา โส อนฺโต คหิโตติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปญฺจมี เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส โหติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

๑-๒ ม. ปรํ มรณา ... ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็ หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า รูปต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า

สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ทิฐิ คือ ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า เวทนาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละสัญญาต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สังขารต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ วิญญาณต้องตายเป็นธรรมดาในโลกนี้แหละ สัตว์แต่กายแตกแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ทิฐินั้นถือเอาที่สุดเช่นนั้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า อันตคาหิกทิฐิ ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... ทิฐิและวัตถุ นี้เป็นทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ที่ ๑ อันตคาหิกทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เป็นอีกก็หามิได้ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕ เหล่านี้อันตคาหิกทิฐิย่อมถือผิดด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้

บาลี (สยามรัฐ)

ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จตฺตาโร สสฺสตวาทา จตฺตาโร เอกจฺจสสฺสติกา จตฺตาโร อนฺตานนฺติกา จตฺตาโร อมราวิกฺเขปิกา เทฺว อธิจฺจสมุปฺปนฺนิกา ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุพพันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอดีต) ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘

เป็นไฉน ฯ

สัสสตทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยง) ๔ เอกัจจสัสสติกาทิฐิ (ทิฐิว่าตนและโลกเที่ยงเป็นบางอย่าง) ๔ อันตานันติกาทิฐิ (ทิฐิว่าโลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้) ๔ อมราวิกเขปิกาทิฐิ (ทิฐิซัดส่ายไม่ตายตัว) ๔ อธิจจสมุปปันนิกาทิฐิ(ทิฐิว่าตนและโลกเกิดขึ้นลอยๆ) ๒ปุพพันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา กตเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ โสฬส สญฺญิวาทา ๑ อฏฺฐ อสญฺญิวาทา ๒ อฏฺฐ เนวสญฺญินาสญฺญิวาทา สตฺต อุจฺเฉทวาทา ปญฺจ ทิฏฺฐธมฺมนิพฺพานวาทา อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา อิเมหิ จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

อปรันตานุทิฐิ (ความตามเห็นขันธ์ส่วนอนาคต) ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๔๔เป็นไฉน ฯ

สัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญา) ๑๗ อสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วไม่มีสัญญา) ๘ เนวสัญญีนาสัญญีวาททิฐิ (ทิฐิว่าตนเมื่อตายแล้วมีสัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่) ๘ อุจเฉทวาททิฐิ (ทิฐิว่าสัตว์ตายแล้วขาดสูญ) ๗ ทิฐิธรรมนิพพานวาททิฐิ(ทิฐิว่านิพพานเป็นปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์) ๕ อปรันตานุทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๔๔เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ ยา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิคตํ ทิฏฺฐิคหณํ ฯเปฯ ทิฏฺฐาภินิเวโส ทิฏฺฐิปรามาโส สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

สังโยชนิกาทิฐิ (ทิฐิเป็นเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพ) ย่อมถือ ผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิ คือ ทิฐิที่ไป ทิฐิที่รกชัฏ ฯลฯ ทิฐิเป็นเหตุให้ถือผิด ทิฐิเป็นเหตุให้ลูบคลำสังโยชนิกาทิฐิ ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ อหนฺติ ฯเปฯ ฆานํ อหนฺติ ชิวฺหา อหนฺติ กาโย อหนฺติ มโน อหนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา อหนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ อหนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ อหนฺติ อภินิเวสปรามาโส อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี อหนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. สญฺญีวาทา อสญฺญีวาทา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ๑๘ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาเป็นเรา ทิฐิมิใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ...นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯเหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูเป็นเรา ฯลฯจมูกเป็นเรา ฯลฯ ลิ้นเป็นเรา ฯลฯ กายเป็นเรา ฯลฯ ใจเป็นเรา ฯลฯธรรมารมณ์เป็นเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณเป็นเรา ฯลฯ มโนวิญญาณเป็นเรา ฯลฯความลูบคลำความถือผิดว่าเป็นเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าเป็นเราที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์

แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ จกฺขุํ มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โสตํ มมนฺติ ฯเปฯ ฆานํ มมนฺติ ชิวฺหา มมนฺติ ฯเปฯ มโน มมนฺติ ฯเปฯ ธมฺมา มมนฺติ จกฺขุวิญฺญาณํ มมนฺติ ฯเปฯ มโนวิญฺญาณํ มมนฺติ อภินิเวสปรามาโส มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี มมนฺติ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มานวินิพนฺธา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิด ด้วยอาการ๑๘ เป็นไฉน ฯ

ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ตาของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ...นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่าของเราที่ ๑ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯเหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า หูของเรา ฯลฯจมูกของเรา ฯลฯ ลิ้นของเรา ฯลฯ กายของเรา ฯลฯ ใจของเรา ฯลฯธรรมารมณ์ของเรา ฯลฯ จักขุวิญญาณของเรา ฯลฯ มโนวิญญาณของเรา ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ของเรา ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ที่ ๘ มานวินิพันธาทิฐิเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่มิใช่ทิฐิ ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ อิธ อสฺสุตวา ปุถุชฺชโน อริยานํ อทสฺสาวี อริยธมฺมสฺส อโกวิโท อริยธมฺเม อวินีโต สปฺปุริสานํ อทสฺสาวี สปฺปุริสธมฺมสฺส อโกวิโท สปฺปุริสธมฺเม อวินีโต รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ รูปวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา รูปํ รูปสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ วิญฺญาณวนฺตํ วา อตฺตานํ อตฺตนิ วา วิญฺญาณํ วิญฺญาณสฺมึ วา อตฺตานํ ฯเปฯ ฯ

กถํ รูปํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯ อิเธกจฺโจ ปฐวีกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ยํ โอทาตกสิณํ โส อหํ โย อหํ ตํ โอทาตกสิณนฺติ โอทาตกสิณญฺจ อตฺตญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยา อจฺฉิ โส วณฺโณ โย วณฺโณ สา อจฺฉีติ อจฺฉิญฺจ วณฺณญฺจ อทฺวยํ สมนุปสฺสติ เอวเมว อิเธกจฺโจ โอทาตกสิณํ อตฺตโต สมนุปสฺสติ ฯเปฯ อยํ ปฐมา รูปวตฺถุกา อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๒๐เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับในโลกนี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้า ... ไม่ได้รับแนะนำในธรรมของสัปบุรุษ ย่อมเห็นรูปโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีรูปบ้าง เห็นรูปในตนบ้าง เห็นตนในรูปบ้าง ฯลฯ

เห็นเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณโดยความเป็นตน เห็นตนว่ามีวิญญาณบ้าง เห็นวิญญาณในตนบ้าง เห็นตนในวิญญาณบ้าง ฯลฯ

ปุถุชนมองเห็นรูปโดยความเป็นตนอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมเห็นปฐวีกสิณ ฯลฯ โอทาตกสิณ โดยความเป็นตน คือ ย่อมเห็นโอทาตกสิณและตนไม่เป็นสอง เปรียบเหมือนเมื่อประทีปน้ำมันลุกโพลงอยู่บุคคลเห็นเปลวไฟ และแสงสว่างไม่เป็นสองฉันใด บุคคลบางคนในโลกนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมเห็นโอทาตกสิณโดยความเป็นตน ฯลฯ นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะมีรูปเป็นวัตถุที่ ๑ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยอัตตวาทะเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๒๐เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา กตเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ สสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ ปฐมา โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย อสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ สสฺสโต จ อสสฺสโต จ อตฺตา จ โลโก จาติ ฯเปฯ เนวสสฺสโตนาสสฺสโต อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อนฺตวา จ อนนฺตวา จ อตฺตา จ โลโก จาติ เนวนฺตวานานนฺตวา อตฺตา จ โลโก จาติ อภินิเวสปรามาโส โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ ทิฏฺฐิ น วตฺถุ วตฺถุ น ทิฏฺฐิ อญฺญา ทิฏฺฐิ อญฺญํ วตฺถุ ยา จ ทิฏฺฐิ ยญฺจ วตฺถุ อยํ อฏฺฐมี โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ โลกวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อิมานิ สญฺโญชนานิ น จ ทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อิเมหิ อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิด ด้วยอาการ ๘เป็นไฉน ฯ

ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกเที่ยง เป็นทิฐิ อันปฏิสังยุต ด้วยวาทะปรารภโลก ทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุมิใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๑ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯเหล่านี้เป็นสังโยชน์ แต่ไม่ใช่ทิฐิ ฯ

ความลูบคลำด้วยความถือผิดว่า ตนและโลกไม่เที่ยง ฯลฯ ตนและโลกเที่ยงก็มี ไม่เที่ยงก็มี ตนและโลกเที่ยงก็หามิได้ ไม่เที่ยงก็หามิได้ ตนและโลกมีที่สุด ตนและโลกไม่มีที่สุด

ตนและโลกมีที่สุดก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ตนและโลกมีที่สุดก็หามิได้ ไม่มีที่สุดก็หามิได้ เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกทิฐิไม่ใช่วัตถุ วัตถุไม่ใช่ทิฐิ ... นี้เป็นทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกที่ ๘ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลกเป็นมิจฉาทิฐิ ฯลฯ เหล่านี้เป็นสังโยชน์แต่ไม่ใช่ทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก ย่อมถือผิดด้วยอาการ ๘เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โอลิยนาภินิเวโส ภวทิฏฺฐิ อติธาวนาภินิเวโส ๑ วิภวทิฏฺฐิ อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯเปฯ โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส กติ ภวทิฏฺฐิโย กติ วิภวทิฏฺฐิโย ฯ อสฺสาททิฏฺฐิยา ปญฺจตฺตึสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อตฺตานุทิฏฺฐิยา# วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ๒ ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ทสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส

ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย สสฺสตทิฏฺฐิยา ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย สกฺกายวตฺถุกาย อุจฺเฉททิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย สสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อสสฺสโต โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อนนฺตวา โลโกติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย ตํ ชีวํ ตํ สรีรนฺติ

อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย อญฺญํ ชีวํ อญฺญํ สรีรนฺติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย น โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย โหติ จ น จ โหติ ตถาคโต ปรมฺมรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย [๑] อปรนฺตานุทิฏฺฐิยา จตุจตฺตาฬีสาย อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกาย ทิฏฺฐิยา

อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย อหนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา วิภวทิฏฺฐิโย มมนฺติ มานวินิพนฺธาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สพฺพาวตา ภวทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา วีสติยา อากาเรหิ อภินิเวโส ปณฺณรส ภวทิฏฺฐิโย ปญฺจ วิภวทิฏฺฐิโย โลกวาทปฏิสํยุตฺตาย ทิฏฺฐิยา อฏฺฐหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย [๒] อตฺตานุทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย มิจฺฉาทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สกฺกายทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย อนฺตคฺคาหิกา ทิฏฺฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย สญฺโญชนิกา ทิฏฺฐิโย อตฺตวาทปฏิสํยุตฺตา ทิฏฺฐิโย ภวทิฏฺฐิโย ๑ วิภวทิฏฺฐิโย เอตํ ทฺวยํ ตกฺกิตา นิสฺสิตา เย เตสํ นิโรธมฺหิ นตฺถิ ญาณํ ยตฺถายํ โลโก วีปริตสญฺญีติ ฯ

๑ สี. อภิภาวนาภินิเวโส ฯ ๒ ปนฺนรสาติ วา ปาโฐ ฯ

๑ ม. เนว โหติ น น โหติ ตถาคโต ปรํ มรณาติ อนฺตคฺคาหิกาย ทิฏฺฐิยา

ปญฺจหากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย ฯ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิยา

อฏฺฐารสหิ อากาเรหิ อภินิเวโส สิยา ภวทิฏฺฐิโย สิยา วิภวทิฏฺฐิโย ฯ

๒ ม. ยุ. อสฺสาททิฏฺ ฐิโย สพฺพาวตา ทิฏฺฐิโย ฯ

ฉบับหลวง

ความถือผิดด้วยความติดอยู่ เป็นภวทิฐิ ความถือผิดด้วยความแล่นเลยไปเป็นวิภวทิฐิ อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไรอัตตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯลฯ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิเท่าไร เป็นวิภวทิฐิเท่าไร ฯ

อัสสาททิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๓๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี อัตตานุทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ มิจฉาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๐

เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด สักกายทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕สัสสตทิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด อุจเฉททิฐิอันมีสักกายเป็นวัตถุมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า

โลกเที่ยงมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่เที่ยงมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่าโลกมีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า โลกไม่มีที่สุด มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า ชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่นมีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้ว ย่อมเป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด

ทิฐิอันถือเอาที่สุดว่า สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเป็นอีกก็มี ย่อมไม่เป็นอีกก็มี มีความถือผิดด้วยอาการ ๕ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี อปรันตานุทิฐิ มีความถือผิดด้วยอาการ ๔๔เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี สังโยชนิกาทิฐิมีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิก็มีเป็นวิภวทิฐิก็มี ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า เป็นเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นวิภวทิฐิทั้งหมด ทิฐิอันกางกั้นด้วยมานะว่า ของเรา มีความถือผิดด้วยอาการ ๑๘ เป็นภวทิฐิทั้งหมด

ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตน มีความถือผิดด้วยอาการ ๒๐ เป็นภวทิฐิ ๑๕ เป็นวิภวทิฐิ ๕ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภโลก มีความถือผิดด้วยอาการ ๘ เป็นภวทิฐิก็มี เป็นวิภวทิฐิก็มีทิฐิทั้งหมดเป็นอัตตานุทิฐิ เป็นมิจฉาทิฐิ เป็นสักกายทิฐิ เป็นอันตคาหิกทิฐิ เป็นสังโยชนิกาทิฐิ ทิฐิอันปฏิสังยุตด้วยวาทะปรารภตนเป็นภวทิฐิ เป็นวิภวทิฐิชนเหล่าใดยึดถือทิฐิ ๒อย่างนี้ ญาณในนิโรธย่อมไม่มีแก่ชนเหล่านั้น สัตว์โลกนี้ยึดถือในทิฐิใด ก็เป็นผู้มีสัญญาวิปริตเพราะทิฐินั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทฺวีหิ ภิกฺขเว ทิฏฺฐิคเตหิ ปริยุฏฺฐิตา เทวมนุสฺสา โอลิยนฺติ ๒ เอเก อติธาวนฺติ เอเก จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ

กถญฺจ ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ภวารามา ภิกฺขเว เทวมนุสฺสา ภวรตา ภวสมฺมุทิตา เตสํ ภวนิโรธาย ธมฺเม เทสิยมาเน จิตฺตํ น ปกฺขนฺทติ น สมฺปสีทติ น สนฺติฏฺฐติ นาธิมุจฺจติ เอวํ โข ภิกฺขเว โอลิยนฺติ เอเก ฯ

กถญฺจ ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ภเวน โข ปเนเก อฏฺฏิยมานา ๓ หรายมานา ชิคุจฺฉมานา วิภวํ อภินนฺทนฺติ ยโต กิร โภ อตฺตา กายสฺส เภทา อุจฺฉิชฺชติ วินสฺสติ น โหติ ปรมฺมรณาติ เอตํ สนฺตํ เอตํ ปณีตํ ยถาภวนฺติ ๔ เอวํ โข ภิกฺขเว อติธาวนฺติ เอเก ฯ

กถญฺจ ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ อิธ ภิกฺขเว ภิกฺขุ ภูตํ ภูตโต ปสฺสติ ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส นิพฺพิทาย วิราคาย นิโรธาย ปฏิปนฺโน โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว จกฺขุมนฺโต จ ปสฺสนฺติ ฯ

โย ภูตํ ภูตโต ทิสฺวา ภูตสฺส จ อติกฺกมํ

ยถาภูเตธิมุจฺจติ ภวตณฺหาปริกฺขยา

สเจ ๑ ภูตสฺส ปริญฺญาโต โส วีตตโณฺห ภวาภเว

ภูตสฺส วิภวา ภิกฺขุ นาคจฺฉติ ปุนพฺภวนฺติ ฯ

๑ ม. ภวญฺจ ทิฏฺฐึ วิภวญฺจ ทิฏฺฐึ,

เอตํ ทฺวยํ ตกฺกิกา นิสฺสิตา เส,

เตสํ น นิโรธมฺหิ น หตฺถิ ญาณํ,

ยตฺถายํ โลโก วีปรีตสญฺญีติ ฯ

๒ ม. โอลียนฺติ ฯ เอวมุปริ ฯ ๓ ม. อฏฺฏียมานา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์ผู้ถูกทิฐิ ๒ อย่างกลุ้มรุมแล้ว พวกหนึ่งย่อมติดอยู่ พวกหนึ่งย่อมแล่นไป ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลายเทวดาและมนุษย์ผู้ชอบภพ ยินดีในภพ บันเทิงอยู่ในภพ จิตของเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นย่อมไม่แล่นไป ไม่เลื่อมใส ไม่ตั้งอยู่ ไม่น้อมไปในธรรมที่เราแสดงเพื่อความดับภพ ดูกรภิกษุทั้งหลายเทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมติดอยู่อย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างไร ก็เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมอึดอัด ระอา เกลียดชังภพ ย่อมยินดีความปราศจากภพว่า ชาวเราเอ๋ย ได้ยินว่าเมื่อใด ตนแต่กายแตกไปแล้วย่อมขาดสูญย่อมพินาศ เมื่อนั้น ตนเบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมไม่เป็นอีก เพราะฉะนั้นความไม่เกิดนี้ละเอียด ประณีต ดูกรภิกษุทั้งหลาย เทวดาและมนุษย์พวกหนึ่งย่อมแล่นไปอย่างนี้แล ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่อย่างไร ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ย่อมเห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง ครั้นแล้วย่อมปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่าย เพื่อคลายกำหนัดเพื่อดับความเป็นสัตว์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนผู้มีจักษุเห็นอยู่ อย่างนี้แล ฯ

ถ้าภิกษุใด เห็นความเป็นสัตว์ตามความเป็นจริง และก้าวล่วง

ความเป็นสัตว์แล้ว ย่อมน้อมใจไปในธรรมตามที่เป็นจริง

เพื่อความหมดสิ้นแห่งภวตัณหา ภิกษุนั้น กำหนดรู้ ความ

เป็นสัตว์แล้ว ผู้ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม

ไม่มาสู่ภพใหม่ เพราะความไม่มีแห่งความเป็นสัตว์ ดังนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐึ ฯ

กตเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ติตฺถิโย จ ติตฺถิยสาวโก จ โย จ มิจฺฉาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา วิปนฺนทิฏฺฐี ฯ

กตเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ตถาคโต จ ตถาคตสฺส สาวโก จ โย จ สมฺมาทิฏฺฐิโก อิเม ตโย ปุคฺคลา สมฺปนฺนทิฏฺฐี ฯ

โกธโน อุปนาหี จ ปาปมกฺขี จ โย นโร

วิปนฺนทิฏฺฐิ มายาวี ตํ ชญฺญา วสโล อิติ ฯ

อกฺโกธโน อนุปนาหี อมกฺขี ๒ สุทฺธตํ คโต

สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เมธาวี ตํ ชญฺญา อริโย อิตีติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิวิบัติ บุคคล ๓ จำพวกมีทิฐิสมบัติ ฯ

บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิวิบัติ เดียรถีย์ ๑ สาวกเดียรถีย์ ๑ บุคคลผู้มีทิฐิผิด ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิวิบัติ ฯ

บุคคล ๓ จำพวกเหล่าไหนมีทิฐิสมบัติ พระตถาคต ๑ สาวกพระตถาคต ๑บุคคลผู้มีทิฐิชอบ ๑ บุคคล ๓ จำพวกเหล่านี้มีทิฐิสมบัติ ฯ

นรชนใด เป็นคนมักโกรธ มักผูกโกรธ มีความลบหลู่ลามก

มีทิฐิวิบัติ เจ้าเล่ห์ พึงรู้จักนรชนนั้นว่าเป็นคนเลว นรชนใดเป็นคนไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่ลบหลู่คุณท่าน มีทิฐิ

สมบัติ มีปัญญา พึงรู้จักนรชนนั้นว่า เป็นผู้ประเสริฐ ดังนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ

กตมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโสหมสฺมีติ วิปนฺนทิฏฺฐิ เอโส เม อตฺตาติ วิปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส วิปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ

กตมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ เนตํ มมนฺติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ เนโสหมสฺมีติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ น เมโส อตฺตาติ สมฺปนฺนทิฏฺฐิ อิมา ติสฺโส สมฺปนฺนทิฏฺฐิโย ฯ

๑ ม. สเว ภูตสฺส ปริญฺญาโต ฯ ยุ. สเว ภูตสฺส ปริญฺญา ฯ ๒ ม. วิสุทฺโธ ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิวิบัติ ๓ ทิฐิสมบัติ ๓ ฯ

ทิฐิวิบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นวิบัติว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของของเรา ทิฐิวิบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ

ทิฐิสมบัติ ๓ เป็นไฉน ความเห็นอันถูกต้องว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ทิฐิสมบัติ ๓ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เอตํ มมนฺติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ กา ทิฏฺฐิ กติ ทิฏฺฐิโย กตมนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ เอตํ มมนฺติ ปุพฺพนฺตานุทิฏฺฐิ อฏฺฐารส ทิฏฺฐิโย ปุพฺพนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโสหมสฺมีติ อปรนฺตานุทิฏฺฐิ จตุจตฺตาฬสํ ทิฏฺฐิโย อปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย เอโส เม อตฺตาติ วีสติวตฺถุกา อตฺตานุทิฏฺฐิ วีสติวตฺถุกา สกฺกายทิฏฺฐิ สกฺกายทิฏฺฐิปฺปมุขานิ ทฺวาสฏฺฐี ทิฏฺฐิคตานิ ปุพฺพนฺตาปรนฺตานุคฺคหิตา ตา ทิฏฺฐิโย ฯ

ฉบับหลวง

ทิฐิอะไรว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไรทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้น ตามถือส่วนสุดอะไร ทิฐิอะไรว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นทิฐิเท่าไร ทิฐิเหล่านั้นตามถือส่วนสุดอะไร ฯ

ความเห็นตามขันธ์ส่วนอดีตว่า นั่นของเรา เป็นทิฐิ ๑๘ ทิฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ส่วนอดีต ความเห็นตามขันธ์ส่วนอนาคตว่า นั่นเป็นเรา เป็นทิฐิ ๔๔ทิฐิเหล่านั้นตามถือขันธ์ส่วนอนาคต อัตตานุทิฐิมีวัตถุ ๒๐ ว่า นั่นเป็นตัวตนของเรา เป็นสักกายทิฐิ มีวัตถุ ๒๐ ทิฐิ ๖๒โดยมีสักกายทิฐิเป็นประธานทิฐิเหล่านั้น ตามถือขันธ์ทั้งส่วนอดีตและส่วนอนาคต ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ นิฏฺฐงฺคตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา [๑] ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส โกลงฺโกลสฺส เอกพีชิสฺส สกทาคามิสฺส โย จ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ

กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส สสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ นิฏฺฐงฺคตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิสมฺปนฺนา ๑ อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

๑ ม. ยุ. เตสํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนานํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงความเชื่อแน่ในเรา ชนเหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิ บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในธรรมนี้บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพสุทธาวาส ในธรรมนี้ ฯ

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑ โกลังโกละโสดาบัน ๑ เอกพิชีโสดาบัน ๑พระสกทาคามี ๑ พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อแน่ในธรรมนี้ ฯ

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ บุคคล๕ จำพวกนี้คือ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อุปหัจจปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ สสังขารปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีอนาคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ถึงความเชื่อแน่ในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ถึงพร้อมด้วยทิฐิ บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในธรรมนี้บุคคล ๕ จำพวกนี้เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ อเวจฺจปฺปสนฺนา สพฺเพ เต โสตาปนฺนา เตสํ โสตาปนฺนานํ อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ สตฺตกฺขตฺตุปรมสฺส โกลงฺโกลสฺส เอกพีชิสฺส สกทาคามิสฺส โย จ ทิฏฺเฐว ธมฺเม อรหา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา ฯ

กตเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ อนฺตราปรินิพฺพายิสฺส อุปหจฺจปรินิพฺพายิสฺส อสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส สสงฺขารปรินิพฺพายิสฺส อุทฺธํโสตสฺส อกนิฏฺฐคามิโน อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐา ฯ

เย เกจิ ภิกฺขเว มยิ อเวจฺจปฺปสนฺนา สพฺเพ เต โสตาปนฺนา เตสํ โสตาปนฺนานํ อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ นิฏฺฐา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อิธ วิหาย นิฏฺฐาติ ฯ

ทิฏฺฐิกถา สมตฺตา ฯ

________

๑ ม. ยุ. เตสํ ทิฏฺฐิสมฺปนฺนานํ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเราอย่างแน่นแฟ้น บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้นรวม ๕จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้บุคคล ๕ จำพวกเชื่อแน่ในภพชั้นสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

บุคคล ๕ จำพวกเหล่าไหน เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน ๑ ... พระอรหันต์ในปัจจุบัน ๑ เชื่อแน่ในธรรมนี้ ฯ

บุคคล ๕ จำพวกนี้ คือ อันตราปรินิพพายีอนาคามีบุคคล ๑ ... อุทธังโสโตอกนิฏฐคามีบุคคล ๑ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเลื่อมใสในเราอย่างแน่นแฟ้น บุคคลเหล่านั้นทั้งหมดเป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันเหล่านั้นรวมเป็น ๕ จำพวกนี้ เชื่อแน่ในธรรมนี้ บุคคล ๕จำพวกนี้ เชื่อแน่ในภพสุทธาวาสในธรรมนี้ฉะนี้แล ฯ

จบทิฐิกถา

มหาวคฺเค อานาปานกถา

มหาวรรค อานาปาณกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อานาปาณกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต สมาธิกานิ เทฺว ญาณสตานิ อุปฺปชฺชนฺติ อฏฺฐ ปริปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ อฏฺฐารส อุปกฺกิเลเส ญาณานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ๑ ญาณานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระโยคาวจรเจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ ญาณ๒๐๐ อันเนื่องมาแต่สมาธิย่อมเกิดขึ้น คือ ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ ญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ ญาณในอุปกิเลส ๑๘ ญาณในโวทาน ๑๓ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ ญาณด้วยสามารถสมาธิ ๒๔ ญาณด้วยสามารถวิปัสสนา ๗๒ นิพพิทาญาณ ๘ นิพพิทานุโลมญาณ ๘นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ ญาณในวิมุติสุข ๒๑ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ อฏฺฐ ปริปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ ฯ กามจฺฉนฺโท สมาธิสฺส ปริปนฺโถ เนกฺขมฺมํ สมาธิสฺส อุปการํ พฺยาปาโท สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อพฺยาปาโท สมาธิสฺส อุปการํ ถีนมิทฺธํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อาโลกสญฺญา สมาธิสฺส อุปการํ อุทฺธจฺจํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อวิกฺเขโป สมาธิสฺส อุปการํ วิจิกิจฺฉา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ธมฺมววตฺถานํ สมาธิสฺส อุปการํ อวิชฺชา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ญาณํ สมาธิสฺส อุปการํ อรติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปามุชฺชํ สมาธิสฺส อุปการํ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา สมาธิสฺส อุปการํ อิมานิ อฏฺฐ ปนฺเถ ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปกาเร ญาณานิ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ อุทุปิตจิตฺตํ สมุทุปิตจิตฺตํ ๑ เอกตฺเต สนฺติฏฺฐติ นีวรเณหิ วิสุชฺฌติ ฯ

๑ ม. สโตการิสุส ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมอันเป็นอุปการะ ๘ เป็นไฉน ฯ

กามฉันทะเป็นอันตรายแก่สมาธิ เนกขัมมะเป็นอุปการะแก่สมาธิพยาบาทเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความไม่พยาบาทเป็นอุปการะแก่สมาธิ ถีนมิทธะเป็นอันตรายแก่สมาธิ อาโลกสัญญาเป็นอุปการะแก่สมาธิ อุทธัจจะเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นอุปการะแก่สมาธิ วิจิกิจฉาเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความกำหนดธรรมเป็นอุปการะแก่สมาธิ อวิชชาเป็นอันตรายแก่สมาธิญาณเป็นอุปการะแก่สมาธิ อรติเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปราโมทย์เป็นอุปการะแก่สมาธิ อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงเป็นอันตรายแก่สมาธิ กุศลธรรมทั้งปวงเป็นอุปการะแก่สมาธิ ญาณในธรรมอันเป็นอันตราย ๘ และญาณในธรรมเป็นอุปการะ ๘ เหล่านี้ จิตอันฟุ้งซ่านและจิตสงบระงับ ย่อมดำรงอยู่ในความเป็นธรรมอย่างเดียวและย่อมหมดจดจากนิวรณ์ ด้วยอาการ ๑๖ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม เต เอกตฺตา ฯ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อวิกฺเขโป เอกตฺตํ ธมฺมววตฺถานํ เอกตฺตํ ญาณํ เอกตฺตํ ปามุชฺชํ เอกตฺตํ สพฺเพ กุสลา ธมฺมา เอกตฺตา ฯ กตเม เต นีวรณา ฯ กามจฺฉนฺโท นีวรณํ พฺยาปาโท นีวรณํ ถีนมิทฺธํ นีวรณํ อุทฺธจฺจกุกฺกุจฺจํ นีวรณํ วิจิกิจฺฉา นีวรณํ อวิชฺชา นีวรณํ อรติ นีวรณํ สพฺเพ อกุสลา ธมฺมา นีวรณา ฯ

ฉบับหลวง

ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน ฯ

เนกขัมมะ ความไม่พยาบาท อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน ความกำหนดธรรมญาณ ความปราโมทย์ กุศลธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอย่างเดียว(แต่ละอย่าง) ฯ

นิวรณ์นั้นเป็นไฉน กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะวิจิกิจฉา อวิชชาอรติ อกุศลธรรมทั้งปวง เป็นนิวรณ์ (แต่ละอย่าง) ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นีวรณาติ เกนตฺเถน นีวรณา ฯ นิยฺยานาวรณฏฺเฐน นีวรณา ฯ กตเม เต นิยฺยานา ฯ เนกฺขมฺมํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ เนกฺขมฺเมน อริยา นียนฺติ กามจฺฉนฺโท นิยฺยานาวรณํ เตน จ กามจฺฉนฺเทน นิวุตตฺตา เนกฺขมฺมํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ กามจฺฉนฺโท นิยฺยานาวรณํ อพฺยาปาโท อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ อพฺยาปาเทน อริยา นียนฺติ พฺยาปาโท นิยฺยานาวรณํ เตน จ พฺยาปาเทน นิวุตตฺตา อพฺยาปาทํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ พฺยาปาโท นิยฺยานาวรณํ อาโลกสญฺญา อริยานํ นิยฺยานํ ตาย จ อาโลกสญฺญาย อริยา นียนฺติ ถีนมิทฺธํ นิยฺยานาวรณํ เตน จ ถีนมิทฺเธน นิวุตตฺตา อาโลกสญฺญํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ

ถีนมิทฺธํ นิยฺยานาวรณํ อวิกฺเขโป อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ อวิกฺเขเปน อริยา นียนฺติ อุทฺธจฺจํ นิยฺยานาวรณํ เตน จ อุทฺธจฺเจน นิวุตตฺตา อวิกฺเขปํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อุทฺธจฺจํ นิยฺยานาวรณํ ธมฺมววตฺถานํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ ธมฺมววตฺถาเนน อริยา นียนฺติ วิจิกิจฺฉา นิยฺยานาวรณํ ตาย จ วิจิกิจฺฉาย นิวุตตฺตา ธมฺมววตฺถานํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ วิจิกิจฺฉา นิยฺยานาวรณํ ญาณํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน จ ญาเณน อริยา นียนฺติ อวิชฺชา นิยฺยานาวรณํ ตาย จ อวิชฺชาย นิวุตตฺตา ญาณํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อวิชฺชา นิยฺยานาวรณํ ปามุชฺชํ อริยานํ นิยฺยานํ เตน ปามุชฺเชน อริยา นียนฺติ อรติ นิยฺยานาวรณํ ตาย จ อรติยา นิวุตตฺตา ปามุชฺชํ อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ อรติ นิยฺยานาวรณํ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา อริยานํ นิยฺยานํ เตหิ [๑] ธมฺเมหิ อริยา นียนฺติ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา นิยฺยานาวรณา เตหิ จ อกุสเลหิ ธมฺเมหิ นิวุตตฺตา กุสเล ธมฺเม อริยานํ นิยฺยานํ นปฺปชานาตีติ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา นิยฺยานาวรณา อิเมหิ จ ปน นีวรเณหิ วิสุทฺธจิตฺตสฺส โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต ขณิกสโมธานา ฯ

๑ สี. อุทฺธตํ จิตฺตํ ปมุทุจิตฺตํ จิตฺตํ ฯ ม. อุทุจิตํ จิตฺตํ สมุทุจิตํ

จิตฺตํ ฯ ยุ. อุทฺธตํ จิตฺตํ สมุทุจิตฺตํ จิตฺตํ ฯ

๑ ม. จ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า นีวรณา ความว่า ชื่อว่านิวรณ์เพราะอรรถว่ากระไรชื่อว่านิวรณ์

เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ฯ

ธรรมเครื่องนำออกเป็นไฉน เนกขัมมะเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยะเจ้าทั้งหลายและพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยเนกขัมมะนั้น กามฉันทะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออกและบุคคลไม่รู้จักเนกขัมมะอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกกามฉันทะนั้นกั้นไว้เพราะเหตุนั้นกามฉันทะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความไม่พยาบาทเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความไม่พยาบาทนั้น ความพยาบาทเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลไม่รู้จักความไม่พยาบาทอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกความพยาบาทนั้นกั้นไว้

เพราะเหตุนั้น พยาบาทจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก อาโลกสัญญาเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยอาโลกสัญญานั้น ถีนมิทธะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักอาโลกสัญญาอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกถีนมิทธะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น ถีนมิทธะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความไม่ฟุ้งซ่านเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยไม่ฟุ้งซ่านนั้น อุทธัจจะเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความไม่ฟุ้งซ่านอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

เพราะเป็นผู้ถูกอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้นอุทธัจจะจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก การกำหนดธรรมเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยการกำหนดธรรมนั้น วิจิกิจฉาเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักการกำหนดธรรมอันเป็นเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลายเพราะเป็นผู้ถูกวิจิกิจฉานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้นวิจิกิจฉาจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ญาณเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยญาณนั้น อวิชชาเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออกและบุคคลย่อมไม่รู้จักญาณอันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย

เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชานั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อวิชชาจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ความปราโมทย์เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย และพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยความปราโมทย์นั้น อรติเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักความปราโมทย์อันเป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอรตินั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อรติจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออกกุศลธรรมแม้ทั้งปวงก็เป็นธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลายและพระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมนำออกด้วยกุศลธรรมเหล่านั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงก็เป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก และบุคคลย่อมไม่รู้จักกุศลธรรมอันเป็น ธรรมเครื่องนำออกของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ถูกอกุศลธรรมเหล่านั้นกั้นไว้ เพราะเหตุนั้น อกุศลธรรมแม้ทั้งปวงจึงชื่อว่าเป็นเครื่องกั้นธรรมเครื่องนำออก ก็แลเมื่อพระโยคาวจรผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านี้ เจริญสมาธิอันปฏิสังยุตด้วยอานาปาณสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะย่อมมีได้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม อฏฺฐารส อุปกฺกิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตวิกฺเขปคตํ จิตฺตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต พหิทฺธาวิกฺเขปคตํ จิตฺตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสปฏิกงฺขณา นิกนฺติ ตณฺหาจริยา สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา ๑ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส อสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา ๒ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ

อนุคจฺฉนา จ อสฺสาสํ ปสฺสาสํ อนุคจฺฉนา

สติ อชฺฌตฺตวิกฺเขปา กงฺขณา พหิทฺธาวิกฺเขปปนฺถนา ๓

ฉ [๔] เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส

เยหิ วิกมฺปมานสฺส ๕ โน เจ ๖ จิตฺตํ วิมุจฺจติ

วิโมกฺขํ อปฺปชานนฺตา เต โหนฺติ ปรปตฺติยาติ ฯ

ฉบับหลวง

อุปกิเลส ๑๘ เป็นไฉน ย่อมเกิดขึ้น ฯ

เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจออก จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายใน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อบุคคลใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า จิตถึงความฟุ้งซ่านในภายนอก ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปรารถนา ความพอใจลมหายใจออก การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความปรารถนา ความพอใจลมหายใจเข้า การเที่ยวไปด้วยตัณหา เป็นอันตรายแก่สมาธิ ความหลงในการได้ลมหายใจเข้าแห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจออกเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ความหลงในการได้ลมหายใจออก แห่งบุคคลผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ

สติที่ไปตามลมหายใจออก ที่ไปตามลมหายใจเข้า ที่ฟุ้งซ่าน

ในภายใน ที่ฟุ้งซ่านในภายนอก ความปรารถนาลมหายใจออก

และความปรารถนาลมหายใจเข้า อุปกิเลส ๖ ประการนี้ เป็น

อันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติ อุปกิเลส

เหล่านั้น ถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็นเครื่องไม่ให้

หลุดพ้นไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์ ให้ถึงความ

เชื่อต่อผู้อื่น ฉะนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

นิมิตฺตํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ นิมิตฺตํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อสฺสาสํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ

นิมิตฺตํ อาวชฺชมานสฺส อสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต ๑ มโน

อสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ

นิมิตฺตํ อาวชฺชมานสฺส ปสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต มโน

ปสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปติ

อสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส ปสฺสาเส วิกฺขิปฺปเต มโน

ปสฺสาสํ อาวชฺชมานสฺส อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปติ

ฉ เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส

เยหิ วิกมฺปมานสฺส โน เจ จิตฺตํ วิมุจฺจติ

วิโมกฺขํ อปฺปชานนฺตา เต โหนฺติ ปรปตฺติยาติ ฯ

อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ วิกฺเขปานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อนาคตปฏิกงฺขณํ จิตฺตํ วิกมฺปิตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ลีนํ จิตฺตํ โกสชฺชานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อภิญฺญาตํ ๒ จิตฺตํ ราคานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ อปญฺญาตํ ๓ จิตฺตํ พฺยาปาทานุปติตํ สมาธิสฺส ปริปนฺโถ ฯ

๑-๒ สี. สมุจฺฉินฺนา ฯ ๓ ม. ยุ. ... ปตฺถนา ฯ ๔ ม. ยุ. อสฺสาเส นาภิตุนฺนสฺส,

ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา ปสฺสาเส นาภิตุนฺนสฺส อสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉนา ฯ

๕ ม. วิกฺขิปฺปมานสฺส ฯ ยุ. วิกฺเขปมานสฺส ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๖ ม. ยุ. จ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิต จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิเมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงนิมิตจิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า นี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ เมื่อพระโยคาวจรคำนึงถึงลมหายใจเข้า จิตแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออกนี้เป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ

เมื่อคำนึงถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก เมื่อ

คำนึงถึงลมหายใจออก จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึง

ถึงนิมิต ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า เมื่อคำนึงถึงลม

หายใจเข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต เมื่อคำนึงถึงลมหายใจ

ออก ใจกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า เมื่อคำนึงถึงลมหายใจ

เข้า จิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก อุปกิเลส ๖ ประการ

นี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติ

อุปกิเลสเหล่านั้น ถ้าจิตของบุคคลผู้หวั่นไหว ย่อมเป็น

เครื่องไม่ให้หลุดพ้นไป และเป็นเหตุไม่ให้รู้ชัดซึ่งวิโมกข์

ให้ถึงความเชื่อต่อผู้อื่น ฉะนี้แล ฯ

จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ ถึงความฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่หดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ถือจัด ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่าน ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่รู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ จิตที่ไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ย่อมเป็นอันตรายแก่สมาธิ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ อนาคตปาฏิกงฺขณํ

ลีนํ อติปคฺคหิตํ อภิญฺญาตํ อปญฺญาตํ จิตฺตํ น สมาธิยติ

ฉ เอเต อุปกฺกิเลสา อานาปานสฺสติสมาธิสฺส

เยหิ อุปกฺกิลิฏฺฐสงฺกปฺโป อธิจิตฺตํ นปฺปชานาตีติ ฯ

๑ ม. วิกฺขิปเต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. ม. ยุ. อภิณตํ ฯ

๓ สี. ม. ยุ. อปณตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

จิตที่แล่นไปตามอตีตารมณ์ ที่ปรารถนาอนาคตารมณ์ จิตที่

หดหู่ ที่ถือจัด ที่รู้เกินไป ที่ไม่รู้ ย่อมไม่ตั้งมั่น อุปกิเลส๖ประการนี้ เป็นอันตรายแก่สมาธิอันสัมปยุตด้วยอานา

ปาณสติ อุปกิเลสเหล่านั้นย่อมเป็นเหตุให้บุคคลผู้มีความ

ดำริเศร้าหมอง ไม่รู้ชัดซึ่งอธิจิต ฉะนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต อชฺฌตฺตํ วิกฺเขปคเตน จิตฺเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสาทิมชฺฌปริโยสานํ สติยา อนุคจฺฉโต พหิทฺธา วิกฺเขปคเตน จิตฺเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสปฏิกงฺขณาย นิกนฺติยา ตณฺหาจริยาย กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสปฏิกงฺขณาย นิกนฺติยา ตณฺหาจริยาย กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส ปสฺสาสปฏิลาเภ มุจฺฉิตตฺตา ๑ กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาเสนาภิตุนฺนสฺส อสฺสาสปฏิลาเภ

มุจฺฉิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ นิมิตฺตํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ นิมิตฺตํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา ๒ กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต นิมิตฺเต จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อสฺสาสํ อาวชฺชโต ปสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา

จ ผนฺทิตา จ ปสฺสาสํ อาวชฺชโต อสฺสาเส จิตฺตํ วิกมฺปิตตฺตา กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อตีตานุธาวเนน จิตฺเตน วิกฺเขปานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อนาคตปาฏิกงฺเขน จิตฺเตน วิกมฺปิเตน ๑ กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ลีเนน จิตฺเตน โกสชฺชานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อติปคฺคหิเตน จิตฺเตน อุทฺธจฺจานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อภิญฺญาเตน ๒ จิตฺเตน ราคานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ อปญฺญาเตน ๓ จิตฺเตน พฺยาปาทานุปติเตน กาโยปิ จิตฺตมฺปิ สารทฺธา จ โหนฺติ อิญฺชิตา จ ผนฺทิตา จ ฯ

อานาปานสฺสติ ยสฺส อปริปุณฺณา อภาวิตา

กาโยปิ อิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อิญฺชิตํ

กาโยปิ ผนฺทิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ ผนฺทิตํ

อานาปานสฺสติ ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา

กาโยปิ อนิญฺชิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อนิญฺชิตํ

กาโยปิ อผนฺทิโต โหติ จิตฺตมฺปิ โหติ อผนฺทิตนฺติ ฯ

เตหิ จ ปน นีวรเณหิ วิสุทฺธจิตฺตสฺส โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต ขณิกสโมธานา อิเม อฏฺฐารส อุปกฺกิเลสา อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

๑ สี. มุจฺฉนตฺตา ฯ ๒ สี. วิกฺขมฺภิตตฺตา ฯ

๑ สี. ยุ. วิกฺขมฺภิเตน ฯ ๒ สี. อภิณเตน ฯ ๓ สี. ม. อปณเตน ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด แห่งลมหายใจออกกายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายใน เมื่อพระโยคาวจรใช้สติไปตามเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถึงความฟุ้งซ่าน ณ ภายนอก กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจออกเพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา

กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรนเพราะความปรารถนา เพราะความพอใจลมหายใจเข้า เพราะความเที่ยวไปด้วยตัณหา กายและจิตย่อมมีความปรารถนา หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจรผู้ถูกลมหายใจออกครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจเข้ากายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่พระโยคาวจรผู้ถูกลมหายใจเข้าครอบงำ เป็นผู้หลงใหลในการได้ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิต กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออกกวัดแกว่งอยู่ที่นิมิตกายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงนิมิตกวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่นิมิต กายและจิตย่อมมีความปรารภ

หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจออก กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจเข้า กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะความที่จิตของพระโยคาวจรผู้คำนึงถึงลมหายใจเข้า กวัดแกว่งอยู่ที่ลมหายใจออก กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายความฟุ้งซ่าน กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหวังถึงอนาคตารมณ์ ถึงความกวัดแกว่งกายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายเกียจคร้าน กายและจิตย่อมมีความปรารภ หวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตถือตัว ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตรู้เกินไป ตกไปข้างฝ่ายกำหนัด กายและจิตย่อมมีความปรารภหวั่นไหวและดิ้นรน เพราะจิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายพยาบาท ฯ

ผู้ใดไม่บำเพ็ญ ไม่เจริญอานาปาณสติ กายและจิตของผู้นั้น

ย่อมหวั่นไหว ดิ้นรน ผู้ใดบำเพ็ญ เจริญอานาปาณสติดี

กายและจิตของผู้นั้น ย่อมไม่หวั่นไหว ไม่ดิ้นรน ฉะนี้แล ฯ

ก็และเมื่อพระโยคาวจร ผู้มีจิตหมดจดจากนิวรณ์เหล่านั้น เจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปาณสติมีวัตถุ ๑๖ ความที่จิตตั้งมั่นเป็นไปชั่วขณะย่อมมีได้ อุปกิเลส ๑๘ เหล่านี้ย่อมเกิดขึ้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ ฯ อตีตานุธาวนํ จิตฺตํ วิกฺเขปานุปติตํ ตํ วิวชฺชยิตฺวา เอกฏฺฐาเน สมาทหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อนาคตปฏิกงฺขณํ จิตฺตํ วิกมฺปิตํ ๑ ตํ วิวชฺชยิตฺวา ตตฺเถว อธิโมกฺเขติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ ลีนํ จิตฺตํ โกสชฺชานุปติตํ ตํ ปคฺคณฺหิตฺวา โกสชฺชํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อติปคฺคหิตํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจานุปติตํ ตํ นิคฺคณฺหิตฺวา อุทฺธจฺจํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อภิญฺญาตํ จิตฺตํ ราคานุปติตํ ตํ สมฺปชาโน หุตฺวา ราคํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อปญฺญาตํ จิตฺตํ พฺยาปาทานุปติตํ ตํ สมฺปชาโน หุตฺวา พฺยาปาทํ ปชหติ เอวํปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ อิเมหิ ฉหิ ฐาเนหิ ปริสุทฺธํ จิตฺตํ ปริโยทาตํ เอกตฺตคตํ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในโวทาน ๑๓ เป็นไฉน ฯ

จิตแล่นไปตามอตีตารมณ์ ตกไปข้างฝ่ายฟุ้งซ่านพระโยคาวจรเว้นจิตนั้นเสีย ย่อมตั้งมั่นจิตนั้นไว้ในฐานหนึ่ง จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตจำนงหวังอนาคตารมณ์ถึงความกวัดแกว่ง พระโยคาวจรเว้นจิตนั้นเสีย น้อมจิตนั้นไปในฐานะนั้นแล จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตหดหู่ ตกไปข้างฝ่ายความเกียจคร้าน พระโยคาวจรประคองจิตนั้นไว้แล้ว ละความเกียจคร้าน จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตถือจัด ตกไปข้างฝ่ายอุทธัจจะ พระโยคาวจรข่มจิตนั้นเสียแล้วละอุทธัจจะ จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตรู้เกินไปตกไปข้างฝ่ายความกำหนัด พระโยคาวจรผู้รู้ทันจิตนั้น ละความกำหนัดเสีย จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตไม่รู้ ตกไปข้างฝ่ายความพยาบาท พระโยคาวจรเป็นผู้รู้ทันจิตนั้น ละความพยาบาทเสีย จิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านแม้ด้วยอาการอย่างนี้ จิตบริสุทธิ์ด้วยฐานะ ๖ ประการนี้ ย่อมขาวผ่อง ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียว ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม เต เอกตฺตา ฯ ทานโวสฺสคฺคุปฏฺฐาเนกตฺตํ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐาเนกตฺตํ วยลกฺขณุปฏฺฐาเนกตฺตํ นิโรธุปฏฺฐาเนกตฺตํ ทานโวสฺสคฺคุปฏฺฐาเนกตฺตํ จาคาธิมุตฺตานํ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ วยลกฺขณุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ วิปสฺสกานํ นิโรธุปฏฺฐาเนกตฺตญฺจ อริยปุคฺคลานํ อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ เอกตฺตคตํ จิตฺตํ ปฏิปทาวิสุทฺธิปสนฺนญฺเจว โหติ อุเปกฺขานุพฺรูหิตญฺจ ญาเณน จ สมฺปหํสิตํ ฯ

๑ สี. ยุ. วิกฺขมฺภิตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ความเป็นธรรมอย่างเดียวเหล่านั้นเป็นไฉน ฯ

ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิต ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อมความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งการบริจาคทาน ของบุคคลผู้น้อมใจไปในจาคะทั้งหลาย ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งสมถนิมิตของบุคคลผู้หมั่นประกอบในอธิจิตทั้งหลาย ความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งลักษณะความเสื่อม ของบุคคลผู้เจริญวิปัสสนาทั้งหลาย และความเป็นธรรมอย่างเดียวในความปรากฏแห่งนิโรธ ของพระอริยบุคคลทั้งหลาย จิตที่ถึงความเป็นธรรมอย่างเดียวในฐานะ ๔ เหล่านี้ย่อมเป็นจิตที่มีปฏิปทาวิสุทธิผ่องใส เจริญงอกงามด้วยอุเบกขา และถึงความร่าเริงด้วยญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ความหมดจด

แห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ อาทิสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ โย ตสฺส ปริปนฺโถ ตโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ยญฺจ ปริปนฺถโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํ อาทิกลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งเบื้องต้นเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่งเบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลาง เพราะเป็นจิตหมดจด จิตแล่นไปในสมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตอันหมดจด ๑

จิตแล่นไปในสมถนิมิตเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมชฺฌานสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ มชฺฌสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ปฐมชฺฌานสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํ มชฺเฌ กลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งท่ามกลาง

เท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๓ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉย ๑ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ ความพอกพูนอุเบกขาเป็นท่ามกลางแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งปฐมฌาน ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าปฐมฌานเป็นฌานมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปฐมชฺฌานสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ ปริโยสานสฺส จตฺตาริ ลกฺขณานิ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สมฺปหํสนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อาเสวนฏฺเฐน สมฺปหํสนา ปฐมชฺฌานสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส อิมานิ จตฺตาริ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ ปฐมชฺฌานํใ ปริโยสานกลฺยาณญฺเจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺนญฺจ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิตกฺกสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งที่สุดเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในปฐมฌานนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งปฐมฌาน ลักษณะแห่งที่สุด ๔ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปฐมฌานมีความงามในที่สุด และถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึง ความเป็นไป ๓ ประการมีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติสมาธิและถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุติยชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ ทุติยชฺฌานสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺเจว โหติ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุติยฌาน ฯ

ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งทุติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิจาร ปีติ ... และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตติยชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ ปีติสมฺปนฺนญฺจ ๑ สุขสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุด แห่งตติยฌาน ฯลฯ จิตอันถึง

ความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม อย่าง ๓ ถึงพร้อมด้วยลักษณะ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยปีติ สุข ... และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตุตฺถชฺฌานสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ อุเปกฺขาสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งจตุตถฌาน ฯลฯ จิตอันถึง

ความเป็นไป ๓ ประการ ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยอุเบกขาการอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ อุเปกฺขาสมฺปนฺนญฺเจว โหติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ ฯเปฯ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ

วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยอุเบกขา การอธิษฐานจิต ฯลฯ และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนาย โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯเปฯ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯ ทุกฺขานุปสฺสนาย อนตฺตานุปสฺสนาย นิพฺพิทานุปสฺสนาย วิราคานุปสฺสนาย นิโรธานุปสฺสนาย ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ขยานุปสฺสนาย วยานุปสฺสนาย วิปริณามานุปสฺสนาย อนิมิตฺตานุปสฺสนาย อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย สุญฺญตานุปสฺสนาย อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ยถาภูตญาณทสฺสนาย อาทีนวานุปสฺสนาย ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย โสตาปตฺติมคฺคสฺส สกทาคามิมคฺคสฺส อนาคามิมคฺคสฺส ฯเปฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอนิจจานุปัสนา ฯลฯ จิต

อันถึงความเป็นไป ๓ ประการ มีความงาม ๓ อย่าง อย่างนี้ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ประการ ถึงพร้อมด้วยวิจาร ... และถึงพร้อมด้วยปัญญา ฯ

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งทุกขานุปัสนา อนัตตานุปัสนานิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา ขยานุปัสนาวยานุปัสนา วิปริณามานุปัสนา อนิมิตตานุปัสนา อัปปณิหิตานุปัสนา สุญญตานุปัสนาอธิปัญญา ธรรมวิปัสนา ยถาภูตญาณทัสสนะอาทีนวานุปัสนา ปฏิสังขานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนา โสดาปัตติมรรคสกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค ฯลฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺคสฺส โก อาทิ กึ มชฺเฌ กึ ปริโยสานํ ฯ อรหตฺตมคฺคสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ฯ อรหตฺตมคฺคสฺส ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ อาทิสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ โย ตสฺส ปริปนฺโถ ตโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ยญฺจ ปริปนฺถโต จิตฺตํ วิสุชฺฌติ ยญฺจ วิสุทฺธตฺตา จิตฺตํ มชฺฌิมํ สมถนิมิตฺตํ ปฏิปชฺชติ ยญฺจ ปฏิปนฺนตฺตา ตตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อรหตฺตมคฺคสฺส๛ ปฏิปทาวิสุทฺธิ อาทิ อาทิสฺส อิมานิ ตีณิ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค อาทิกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ ฯ

ฉบับหลวง

อะไรเป็นเบื้องต้น เป็นท่ามกลาง เป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ฯ

ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้น ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลาง ความร่าเริงเป็นที่สุด แห่งอรหัตมรรค ฯ

ความหมดจดแห่งปฏิปทา เป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งเบื้องต้นเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการ คือ จิตหมดจดจากอันตรายแห่งเบื้องต้นนั้น จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจดจิตแล่นไปในสมถนิมิตนั้นเพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว จิตหมดจดจากอันตราย ๑จิตดำเนินไปสู่สมถนิมิตอันเป็นท่ามกลางเพราะเป็นจิตหมดจด ๑ จิตแล่นไปในสมถนิมิตนั้น เพราะเป็นจิตดำเนินไปแล้ว ๑ ความหมดจดแห่งปฏิปทาเป็นเบื้องต้นแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งเบื้องต้น ๓ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า

อรหัตมรรคเป็นธรรมมีความงามในเบื้องต้น และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺคสฺส อุเปกฺขานุพฺรูหนา มชฺเฌ มชฺฌสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ มชฺฌสฺส ตีณิ ลกฺขณานิ วิสุทฺธจิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ วิสุทฺธํ จิตฺตํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ สมถปฏิปนฺนํ อชฺฌุเปกฺขติ ยญฺจ เอกตฺตุปฏฺฐานํ อชฺฌุเปกฺขติ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค มชฺเฌกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ ฯ

ฉบับหลวง

ความพอกพูนอุเบกขา เป็นท่ามกลางแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งท่ามกลาง

เท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งท่ามกลาง ๔ คือ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิตดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ ๑จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่ ๑ จิตหมดจดวางเฉยอยู่ ๑ จิต

ดำเนินไปสู่สมถะวางเฉยอยู่ จิตมีความปรากฏในความเป็นธรรมอย่างเดียววางเฉยอยู่นั้น ท่านจึง

กล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรมมีความงามในท่ามกลาง และถึงพร้อมด้วยลักษณะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺคสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส กติ ลกฺขณานิ ฯ ปริโยสานสฺส จตฺตาริ ลกฺขณานิ ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สมฺปหํสนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อาเสวนฏฺเฐน สมฺปหํสนา อรหตฺตมคฺคสฺส สมฺปหํสนา ปริโยสานํ ปริโยสานสฺส อิมานิ จตฺตาริ ลกฺขณานิ เตน วุจฺจติ อรหตฺตมคฺโค ปริโยสานกลฺยาโณ เจว โหติ ลกฺขณสมฺปนฺโน จ เอวํ ติวตฺตคตํ จิตฺตํ ติวิธกลฺยาณกํ ทสลกฺขณสมฺปนฺนํ วิตกฺกสมฺปนฺนญฺเจว โหติ วิจารสมฺปนฺนญฺจ ปีติสมฺปนฺนญฺจ สุขสมฺปนฺนญฺจ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานสมฺปนฺนญฺจ สทฺธาสมฺปนฺนญฺจ วิริยสมฺปนฺนญฺจ สติสมฺปนฺนญฺจ สมาธิสมฺปนฺนญฺจ ปญฺญาสมฺปนฺนญฺจ ฯเปฯ

[๓๘๓] นิมิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา อนารมฺมณเมกจิตฺตสฺส

อชานโต จ ตโย ธมฺเม ภาวนา นุปลพฺภติ

นิมิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา อนารมฺมณเมกจิตฺตสฺส

ชานโต จ ตโย ธมฺเม ภาวนา อุปลพฺภตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรค ลักษณะแห่งที่สุดเท่าไร ฯ

ลักษณะแห่งที่สุด ๔ คือ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอรหัตมรรคนั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ความร่าเริงด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ความร่าเริงเป็นที่สุดแห่งอรหัตมรรคลักษณะแห่งที่สุด ๔ ประการเหล่านี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อรหัตมรรคเป็นธรรมมีความงามในที่สุดและถึงพร้อมด้วยลักษณะ จิตอันถึงความเป็นไป ๓ ประการมีความงาม ๓ อย่าง ถึงพร้อมด้วยลักษณะ ๑๐ ประการอย่างนี้ ย่อมเป็นจิตถึงพร้อมด้วยวิตก วิจาร ปีติ สุข การอธิษฐานจิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิและพร้อมด้วยปัญญา ฯ

นิมิต ลมอัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว

เพราะไม่รู้ธรรม ๓ ประการ จึงไม่ได้ภาวนา นิมิตลม

อัสสาสปัสสาสะ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เพราะ

รู้ธรรม ๓ ประการ จึงจะได้ภาวนา ฉะนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อิเม จ ตโย ธมฺมา เอกจิตฺตสฺส อารมฺมณา น โหนฺติ น จิเม ตโย ธมฺมา อวิทิตา โหนฺติ น จ จิตฺตํ วิกฺเขปํ คจฺฉติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ฯ เสยฺยถาปิ รุกฺโข สเม ภูมิภาเค นิกฺขิตฺโต ตเมนํ ปุริโส กกเจน ฉินฺเทยฺย รุกฺเข ผุฏฺฐกกจทนฺตานํ วเสน ปุริสสฺส สติ อุปฏฺฐิตา โหติ น อาคเต วา คเต วา กกจทนฺเต มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา กกจทนฺตา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ๑ ยถา รุกฺโข สเม ภูมิภาเค นิกฺขิตฺโต เอวํ อุปนิพนฺธนานิมิตฺตํ ยถา กกจทนฺตา เอวํ อสฺสาสปสฺสาสา ยถา รุกฺเข ผุฏฺฐกกจทนฺตานํ วเสน ปุริสสฺส สติ อุปฏฺฐิตา โหติ น อาคเต วา คเต วา กกจทนฺเต มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา กกจทนฺตา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ๑ เอวเมว ภิกฺขุ นาสิกคฺเค วา มุขนิมิตฺเต วา สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา นิสินฺโน โหติ น อาคเต วา คเต วา อสฺสาสปสฺสาเส มนสิ กโรติ น อาคตา วา คตา วา อสฺสาสปสฺสาสา อวิทิตา โหนฺติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ [๑] ฯ

๑ ม. อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ธรรม ๓ ประการนี้ ไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียว เป็นธรรมไม่ปรากฏ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จและบรรลุผลวิเศษอย่างไร ฯ

เปรียบเหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ บุรุษเอาเลื่อยเลื่อยต้นไม้นั้น สติของบุรุษย่อมเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งฟันเลื่อยซึ่งถูกที่ต้นไม้บุรุษนั้นไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จและบรรลุผลวิเศษความเนื่องกันเป็นนิมิต เหมือนต้นไม้ที่เขาวางไว้ ณ ภาคพื้นที่เรียบ ลมอัสสาสปัสสาสะ เหมือนฟันเลื่อย ภิกษุนั่งตั้งสติไว้มั่นที่ปลายจมูกหรือที่ริมฝีปากไม่ได้ใส่ใจถึงลมอัสสาสปัสสาสะออกหรือเข้าลมอัสสาสปัสสาสะออกหรือเข้าจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน

จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ เหมือนบุรุษตั้งสติไว้ด้วยสามารถฟันเลื่อยอันถูกที่ต้นไม้เขาไม่ได้ใส่ใจถึงฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไป ฟันเลื่อยที่มาหรือที่ไปจะไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตปรากฏเป็นประธาน จิตให้ประโยคสำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฉะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ ปธานํ ฯ อารทฺธวิริยสฺส กาโยปิ จิตฺตมฺปิ กมฺมนิยํ โหติ อิทํ ปธานํ ฯ กตโม ปโยโค ฯ อารทฺธวิริยสฺส อุปกฺกิเลสา ปหียนฺติ วิตกฺกา วูปสมนฺติ อยํ ปโยโค ฯ กตโม วิเสโส ฯ อารทฺธวิริยสฺส สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยาสนฺติ ๒ อยํ วิเสโส ฯ เอวํ อิเม จ ตโย ธมฺมา เอกจิตฺตสฺส อารมฺมณา น โหนฺติ น จิเม ตโย ธมฺมา อวิทิตา โหนฺติ น จ จิตฺตํ วิกฺเขปํ คจฺฉติ ปธานญฺจ ปญฺญายติ ปโยคญฺจ สาเธติ วิเสสมธิคจฺฉติ ฯ

ฉบับหลวง

ประธานเป็นไฉน แม้กาย แม้จิตของภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมควรแก่การงาน นี้เป็นประธาน ประโยคเป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละอุปกิเลสได้ วิตกย่อมสงบไป นี้เป็นประโยค ผลวิเศษเป็นไฉน ภิกษุผู้ปรารภความเพียรย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมถึงความพินาศไป นี้เป็นผลวิเศษก็ธรรม ๓ ประการนี้ ย่อมไม่เป็นอารมณ์แห่งจิตดวงเดียวอย่างนี้ และธรรม๓ ประการนี้ไม่ปรากฏก็หามิได้ จิตไม่ถึงความฟุ้งซ่าน ปรากฏเป็นประธานยังประโยคให้สำเร็จ และบรรลุถึงผลวิเศษ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อานาปานสฺสติ ยสฺส ปริปุณฺณา สุภาวิตา

อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา

โส อิมํ โลกํ ๓ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ฯ

อานนฺติ อสฺสาโส โน ปสฺสาโส ฯ อปานนฺติ ปสฺสาโส โน อสฺสาโส ฯ อสฺสาสปสฺสาสวเสน อุปฏฺฐานํ สติ ๔ โย อสฺสาสติ ตสฺสุปฏฺฐาติ โย ปสฺสาสติ ตสฺสุปฏฺฐาติ ฯ ปริปุณฺณาติ ปริคฺคหฏฺเฐน ปริปุณฺณา ปริวารฏฺเฐน ปริปุณฺณา ปริปูรฏฺเฐน ปริปุณฺณา ฯ

สุภาวิตาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ตสฺสิเม จตฺตาโร ภาวนฏฺฐา ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา อนุฏฺฐิตา ปริจิตา สุสมารทฺธา ฯ

ยานีกตาติ ยตฺถ ยตฺถ อากงฺขติ ตตฺถ ตตฺถ วสิปฺปตฺโต โหติ พลปฺปตฺโต เวสารชฺชปฺปตฺโต ตสฺส [๑] เต ธมฺมา อาวชฺชนปฏิพทฺธา โหนฺติ อากงฺขณปฏิพทฺธา ๒ มนสิการปฏิพทฺธา จิตฺตุปฺปาทปฏิพทฺธา เตน วุจฺจติ ยานีกตาติ ฯ

วตฺถุกตาติ ยสฺมึ ยสฺมึ วตฺถุสฺมึ จิตฺตํ สฺวาธิฏฺฐิตํ โหติ ตสฺมึ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ สติ สุปติฏฺฐิตา ๓ โหติ ยสฺมึ ยสฺมึ วา ปน วตฺถุสฺมึ สติ สุปติฏฺฐิตา โหติ ตสฺมึ ตสฺมึ วตฺถุสฺมึ จิตฺตํ สฺวาธิฏฺฐิตํ โหติ เตน วุจฺจติ วตฺถุกตาติ ฯ

อนุฏฺฐิตาติ เยน เยน จิตฺตํ อภินีหรติ เตน เตน สติ อนุปริวตฺตติ เยน เยน วา ปน สติ อนุปริวตฺตติ เตน เตน จิตฺตํ อภินีหรติ เตน วุจฺจติ อนุฏฺฐิตาติ ฯ

ปริจิตาติ ปริคฺคหฏฺเฐน ปริจิตา ปริวารฏฺเฐน ปริจิตา ปริปูรฏฺเฐน ปริจิตา สติยา ปริคฺคณฺหนฺโต ชินาติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเม เตน วุจฺจติ ปริจิตาติ ฯ

สุสมารทฺธาติ จตฺตาโร สุสมารทฺธา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน สุสมารทฺธา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน สุสมารทฺธา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน สุสมารทฺธา ตปฺปจฺจนีกานํ กิเลสานํ สุสมุคฺฆาตตฺตา ๑ สุสมารทฺธา ฯ

สุสมนฺติ อตฺถิ สมํ อตฺถิ สุสมํ ฯ กตมํ สมํ ฯ เย ตตฺถ ชาตา อนวชฺชา กุสลา โพธิปกฺขิยา อิทํ สมํ ฯ กตมํ สุสมํ ฯ ยํ เตสํ ๒ ธมฺมานํ อารมฺมณํ นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ สุสมํ ฯ อิติ อิทญฺจ สมํ สุสมํ ญาตํ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อารทฺธํ โหติ วิริยํ อสลฺลีนํ อุปฏฺฐิตา สติ อปมุฏฺฐา ๓ ปสฺสทฺโธ กาโย อารทฺโธ สมาหิตํ จิตฺตํ เอกตฺตํ เตน วุจฺจติ สุสมารทฺธาติ ฯ

อนุปุพฺพํ ปริจิตาติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ทีฆํ ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา รสฺสํ อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา รสฺสํ ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน ปุริมา ปุริมา ปริจิตา ปจฺฉิมา ปจฺฉิมา อนุปริจิตา สพฺพาปิ โสฬสวตฺถุกา อานาปานสฺสติโย อญฺญมญฺญํ ปริจิตา เจว โหนฺติ อนุปริจิตา จ เตน วุจฺจติ อนุปุพฺพํ ปริจิตาติ ฯ

ยถาติ ทส ยถตฺถา อตฺตทมถฏฺโฐ ยถตฺโถ อตฺตสมถฏฺโฐ ยถตฺโถ อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺโฐ ยถตฺโถ อภิญฺญฏฺโฐ ยถตฺโถ ปริญฺญฏฺโฐ ยถตฺโถ ปหานฏฺโฐ ยถตฺโถ ภาวนฏฺโฐ ยถตฺโถ สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ยถตฺโถ สจฺจาภิสมยฏฺโฐ ยถตฺโถ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺโฐ ยถตฺโถ ฯ

พุทฺโธติ โย โส ภควา สยมฺภู อนาจริยโก ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ สามํ สจฺจานิ อภิสมฺพุชฺฌิ ตตฺถ จ สพฺพญฺญุตํ ปตฺโต พเลสุ จ วสีภาวํ ฯ

พุทฺโธติ เกนตฺเถน พุทฺโธ ฯ พุชฺฌิตา สจฺจานีติ พุทฺโธ โพเธนฺโต ๑ ปชายาติ พุทฺโธ สพฺพญฺญุตาย พุทฺโธ สพฺพทสฺสาวิตาย พุทฺโธ อนญฺญเนยฺยตาย พุทฺโธ วิสติตาย ๒ พุทฺโธ ขีณาสวสงฺขาเตน พุทฺโธ นิรุปกฺกิเลสสงฺขาเตน ๓ พุทฺโธ เอกนฺตวีตราโคติ พุทฺโธ เอกนฺตวีตโทโสติ พุทฺโธ เอกนฺตวีตโมโหติ พุทฺโธ เอกนฺตนิกฺกิเลโสติ พุทฺโธ เอกายนมคฺคํ คโตติ พุทฺโธ เอโก อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธติ พุทฺโธ อพุทฺธิวิหตตฺตา พุทฺธิปฏิลาภา พุทฺโธ ฯ

พุทฺโธติ เนตํ นามํ มาตรา กตํ น ปิตรา กตํ น ภคินิยา กตํ น มิตฺตามจฺเจหิ กตํ น ญาติสาโลหิเตหิ กตํ น สมณพฺราหฺมเณหิ กตํ น เทวตาหิ กตํ วิโมกฺขนฺติกเมตํ พุทฺธานํ ภควนฺตานํ โพธิยา มูเล สห สพฺพญฺญุตญาณสฺส ปฏิลาภา สจฺฉิกา ปญฺญตฺติ ยทิทํ พุทฺโธติ ฯ

เทสิตาติ อตฺตทมถฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต อตฺตสมถฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺโฐ ยถตฺโถ ยถา พุทฺเธน เทสิโต โหติ คหฏฺโฐ วา โหติ ปพฺพชิโต วา ฯ

โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯเปฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ

ปภาเสตีติ อตฺตทมถฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ [๑] ปภาเสติ อตฺตสมถฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ [๑] ปภาเสติ อตฺตปรินิพฺพาปนฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺฐํ ยถตฺถํ อภิสมฺพุทฺธตฺตา โส อิมํ โลกํ โอภาเสติ ปภาเสติ ฯ

อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ ยถา อพฺภา เอวํ กิเลสา ยถา จนฺโท เอวํ อริยญาณํ ยถา จนฺทิมา เทวปุตฺโต เอวํ ภิกฺขุ ยถา จนฺโท อพฺภา มุตฺโต มหิยา ๑ ธูมรชมุตฺโต ราหุปาณา ๒ วิปฺปมุตฺโต ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ ๓ จ เอวเมว ภิกฺขุ สพฺพกิเลเสหิ วิมุตฺโต ๔ ภาสเต จ ตปเต จ วิโรจติ จ เตน วุจฺจติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมาติ อิมานิ เตรส โวทาเน ญาณานิ ฯ

ภาณวารํ ฯ

๑ ม. ปธานญฺจ ฯ ๒ ม. พฺยนฺตี โหนฺติ ฯ ๓ สี. อิเม โลเก ฯ

๔ สี. อสฺสาสวเสน อุปฏฺฐานํ สติ ปสฺสาสวเสน อุปฏฺฐานํ สติ ฯ

๑ ม. เม ฯ ๒ ม. อากงฺขปฏิพทฺธา ฯ ๓ สี. สูปฏฺฐิตา ฯ ม. สุปฏฺฐิตา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. สุสมูหตตฺตา ฯ ๒ ม. อาเมณฺฑิตํ ฯ ๓ ม. อสมฺมุฏฺฐา ฯ

๑ ม. ยุ. โพเธตา ฯ ๒ ม. ยุ. วิสวิตาย ฯ ๓ ม. นิรุปเลปสงฺขาเตน ฯ

ยุ. นิรุปธิสงฺขาเตน ฯ

๑ ม. ยุ. ภาเสติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุใด เจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ดีแล้ว อบรมแล้ว

ตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ภิกษุนั้นย่อม

ทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก

ฉะนั้น ฯ

ลมอัสสาสะชื่อว่าอานะ ไม่ใช่ลมปัสสาสะ ลมปัสสาสะชื่ออปานะไม่ใช่ลมอัสสาสะสติเข้าไปตั้งอยู่ด้วยสามารถลมอัสสาสปัสสาสะ ย่อมปรากฏแก่บุคคลผู้หายใจออกและผู้หายใจเข้า ฯ

คำว่า ปริปุณฺณา ความว่า บริบูรณ์ ด้วยอรรถว่า ถือเอารอบ ด้วยอรรถว่ารวมไว้ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ฯ

ภาวนา ในคำว่า สุภาวิตา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ อรรถแห่งภาวนา ๔ ประการนี้ เป็นอรรถอันภิกษุนั้นทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง น้อมไป อบรมแล้วปรารภเสมอดีแล้ว ฯ

คำว่า ยานีกตา ความว่า ภิกษุนั้นจำนงหวังในธรรมใดๆ ย่อมเป็นผู้ถึงความชำนาญถึงกำลัง ถึงความแกล้วกล้า ในธรรมนั้นๆ ธรรมเหล่านั้นของภิกษุนั้น เป็นธรรมเนื่องด้วยความคำนึง เนื่องด้วยความหวัง เนื่องด้วยมนสิการเนื่องด้วยจิตตุปบาท เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าทำให้เป็นดังยาน ฯ

คำว่า วตฺถุกตา ความว่า จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุใดๆ สติย่อมปรากฏดีในวัตถุนั้นๆก็หรือว่าสติย่อมปรากฏดีในวัตถุใดๆ จิตย่อมมั่นคงดีในวัตถุนั้นๆเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าทำให้เป็นที่ตั้ง ฯ

คำว่า อนุฏฺฐิตา ความว่า จิตน้อมไปด้วยอาการใดๆ สติก็หมุนไปตาม(คุมอยู่) ด้วยอาการนั้นๆ ก็หรือว่าสติหมุนไปด้วยอาการใดๆ จิตก็น้อมไปด้วยอาการนั้นๆ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า น้อมไป ฯ

คำว่า ปริจิตา ความว่า อบรม ด้วยอรรถว่าถือเอารอบ ด้วยอรรถว่ารวมไว้ ด้วยอรรถว่าเต็มรอบ ภิกษุกำหนดถือเอาด้วยสติ ย่อมชำนะอกุศลธรรมอันลามกได้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อบรม ฯ

คำว่า สุสมารทฺธา ความว่า ธรรม ๔ อย่างภิกษุปรารภดีแล้ว คือปรารภดีด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในอานาปานสตินั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกัน

และความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ เพราะเพิกถอนกิเลสทั้งหลายซึ่งเป็นข้าศึกแก่ธรรมนั้น ๑ ฯ

คำว่า สุสม ความว่า ความเสมอก็มี ความเสมอดีก็มี ความเสมอเป็นไฉน กุศลทั้งหลายอันไม่มีโทษ เกิดในธรรมนั้นเป็นฝักใฝ่แห่งความตรัสรู้นี้เป็นความเสมอ ความเสมอดีเป็นไฉน ความดับอารมณ์แห่งธรรมเหล่านั้นเป็นนิพพาน นี้เป็นความเสมอดี ก็ความเสมอและความเสมอดีนี้ดังนี้ ภิกษุนั้นรู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ความเพียรภิกษุนั้นปรารภแล้ว ไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่น ไม่หลงลืม กายสงบปรารภแล้วจิตเป็นสมาธิมีอารมณ์เดียว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปรารภแล้วเสมอดี ฯ

คำว่า อนปุพฺพํ ปริจิตา ความว่า ภิกษุนั้นอบรมอานาปานสติข้างต้นๆด้วยสามารถลมหายใจออกยาว อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆด้วยสามารถลมหายใจออกสั้นก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ ฯลฯ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออกก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆ ตามลำดับ อบรมอานาปานสติข้างต้นๆ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ก็อบรมอานาปานสติข้างหลังๆตามลำดับ อานาปานสติมีวัตถุ ๑๖ แม้ทั้งปวงอาศัยกันภิกษุนั้นอบรมแล้ว และอบรมตามลำดับแล้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวอบรมแล้วตามลำดับ ฯ

คำว่า ยถา ความว่า อรรถแห่งยถาศัพท์มี ๑๐ คือ ความฝึกตน ๑ ความสงบตน ๑ความยังตนให้ปรินิพพาน ๑ ความรู้ยิ่ง ๑ ความกำหนดรู้ ๑ ความละ ๑ ความเจริญ ๑ ความทำให้แจ้ง ๑ ความตรัสรู้สัจจะ ๑ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ๑ ฯ

คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดเป็นสยัมภูไม่มีอาจารย์ ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเองในธรรมทั้งหลายที่ไม่เคยได้สดับมาแต่กาลก่อน ทรงบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในธรรมนั้นและทรงถึงความเป็นผู้มีความเป็นผู้มีความชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า พุทฺโธ ความว่า พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะเพราะอรรถว่ากระไร ฯ

พระผู้มีพระภาคทรงพระนามว่าพุทธะ เพราะอรรถว่า ตรัสรู้สัจจะทั้งหลายเพราะอรรถว่าทรงสอนให้หมู่สัตว์ตรัสรู้ เพราะความเป็นพระสัพพัญญู เพราะความที่พระองค์ทรงเห็นธรรมทั้งปวงเพราะความที่พระองค์มีเนยยบทไม่เป็นอย่างอื่น เพราะความเป็นผู้มีพระสติไพบูลย์ เพราะนับว่าพระองค์สิ้นอาสวะ เพราะนับว่าพระองค์ไม่มีอุปกิเลส เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากราคะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโทสะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า ทรงปราศจากโมหะโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่า พระองค์ไม่มีกิเลสโดยส่วนเดียว เพราะอรรถว่าพระองค์เสด็จไปแล้วสู่หนทางที่ไปแห่งบุคคลผู้เดียว เพราะอรรถว่า ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณพระองค์เดียว เพราะทรงกำจัดเสียซึ่งความไม่มีปัญญาเพราะทรงได้ซึ่งพระปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ

พระนามว่า พุทฺโธ นี้ พระมารดา พระบิดา พี่ชายน้องชาย พี่หญิงน้องหญิง มิตรอำมาตย์ ญาติสาโลหิต สมณะ พราหมณ์ เทวดา มิได้แต่งตั้งให้เลย พระนามว่า พุทฺโธ นี้เป็นวิโมกขันติกนาม พระนามที่เกิดในที่สุดแห่งอรหัตผล แห่งพระผู้มีพระภาคตรัสรู้แล้ว

พระนามว่า พุทฺโธ นี้เป็นสัจฉิกาบัญญัติ เกิดขึ้นพร้อมกับการทรงได้สัพพัญญุตญาณ ณ ควงไม้โพธิพฤกษ์ ฯ

คำว่า ทรงแสดงแล้ว ความว่า ความฝึกตน มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฝึกตนแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ความสงบตน ...

ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ มียถาศัพท์เป็นอรรถ เหมือนบุคคลเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ฯ

คำว่า โลโก ได้แก่ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลกสัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงตั้งอยู่ได้ด้วยอาหาร ฯลฯ โลก ๑๘คือ ธาตุ ๑๘ ฯ

คำว่า ย่อมให้สว่างไสว ความว่า ภิกษุนั้น ย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวแจ่มใส เพราะเป็นผู้รู้พร้อมเฉพาะซึ่งความฝึกตน ความสงบตน ความยังตนให้ปรินิพพาน ฯลฯ ความยังตนให้ประดิษฐานอยู่ในนิโรธ ซึ่งมียถาศัพท์เป็นอรรถทุกประการ ฯ

คำว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ความว่า กิเลสเหมือนหมอก อริยญาณเหมือนดวงจันทร์ ภิกษุเหมือนจันทเทพบุตร ภิกษุพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้วย่อมยังโลกนี้ให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ เหมือนดวงจันทร์พ้นจากหมอกพ้นจากควันและธุลีในแผ่นดิน พ้นจากฝ่ามือราหู ยังโอกาสโลกให้สว่างไสวเปล่งปลั่ง และไพโรจน์ ฉะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ญาณในโวทาน ๑๓ ประการนี้ ฯ

จบภาณวาร

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ญาณานิ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา โส สโตว อสฺสสติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที สุขปฏิสํเวที จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ จิตฺตปฏิสํเวที อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ สมาทหํ จิตฺตํ วิโมจยํ จิตฺตํ อนิจฺจานุปสฺสี วิราคานุปสฺสี นิโรธานุปสฺสี ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณในความทำสติ ๓๒ เป็นไฉน ฯ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า ภิกษุนั้นเป็นผู้มีสติหายใจออกเป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่า

หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ว่าหายใจเข้าสั้น ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งปีติหายใจออกย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตสังขารหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า ระงับจิตสังขารหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก

ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักทำจิตให้บันเทิงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตไว้หายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความคลายกำหนัดหายใจเข้าย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจออก

ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความดับหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออกย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อิธาติ อิมิสฺสา ทิฏฺฐิยา อิมิสฺสา ขนฺติยา อิมิสฺสา รุจิยา อิมสฺมึ อาทาเย อิมสฺมึ ธมฺเม อิมสฺมึ วินเย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อิมสฺมึ ปาวจเน อิมสฺมึ พฺรหฺมจริเย อิมสฺมึ สตฺถุสาสเน เตน วุจฺจติ อิธาติ ฯ

ภิกฺขูติ ปุถุชฺชนกลฺยาณโก วา โหติ ภิกฺขุ เสกฺโข วา อรหา วา อกุปฺปธมฺโม ฯ

อรญฺญนฺติ นิกฺขมิตฺวา พหิ อินฺทขีลา สพฺพเมตํ อรญฺญํ ฯ

รุกฺขมูลนฺติ ตตฺถ ภิกฺขุโน อาสนํ ปญฺญตฺตํ โหติ มญฺโจ วา ปีฐํ วา ภิสิ วา ตฏฺฏิกา วา จมฺมขณฺโฑ วา ติณสณฺฐโร วา ปณฺณสณฺฐโร วา ปลาสสณฺฐโร วา ตตฺถ ภิกฺขุ จงฺกมติ วา ติฏฺฐติ วา นิสีทติ วา เสยฺยํ วา กปฺเปติ ฯ

สุญฺญนฺติ เกนจิ อนากิณฺณํ โหติ คหฏฺเฐหิ วา ปพฺพชิเตหิ วา ฯ

อาคารนฺติ วิหาโร อฑฺฒโยโค ปาสาโท หมฺมิยํ คุหาติ ฯ

นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวาติ นิสินฺโน โหติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา อุชุํ กายํ ปณิธาย ๑ อุชุโก โหติ กาโย ปนิธิโต ๒ ปณิหิโต ฯ่

ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาติ ปรีติ ปริคฺคหฏฺโฐ มุขนฺติ นิยฺยานฏฺโฐ สตีติ อุปฏฺฐานฏฺโฐ เตน วุจฺจติ ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวาติ ฯ

๑ ม. มหิกา มุตฺโต ฯ ๒ ม. ยุ. ราหุคหณา ฯ ๓ ม. วิโรจเต ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๔ ม. ยุ. วิปฺปมุตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า อิธ ความว่า ในทิฐินี้ ในความควรนี้ ในความชอบใจนี้ ในเขตนี้ในธรรมนี้ ในวินัยนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในปาพจน์นี้ ในพรหมจรรย์นี้ ในสัตถุศาสน์นี้ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ในธรรมวินัยนี้ ฯ

คำว่า ภิกฺขุ ความว่า ภิกษุเป็นกัลยาณปุถุชนก็ตาม เป็นพระเสขะก็ตาม เป็นพระอรหันต์ผู้มีธรรมไม่กำเริบก็ตาม ฯ

คำว่า อรญฺญํ ความว่า สถานที่ทุกแห่งนอกเสาเขื่อนไป สถานที่นั้นเป็นป่า ฯ

คำว่า รุกฺขมูลํ ความว่า อาสนะของภิกษุซึ่งจัดไว้ที่โคนไม้นั้น คือเตียง ตั่ง ฟูกเสื่อ ท่อนหนัง เครื่องลาดทำด้วยหญ้า เครื่องลาดทำด้วยใบไม้หรือเครื่องลาดทำด้วยฟางภิกษุ เดิน ยืน นั่ง หรือนอนที่อาสนะนั้น ฯ

คำว่า สุญฺญํ ความว่า เป็นสถานที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยใครๆเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ฯ

คำว่า อาคารํ คือ วิหาร โรงมีหลังคาครึ่งหนึ่ง ปราสาทเรือนโล้น ถ้ำ ฯ

คำว่า นิสีทติ ปลฺลงฺกํ อาภุชิตฺวา ความว่า ภิกษุนั้นเป็นผู้นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงคือ กายเป็นกายอันภิกษุนั้นตั้งวางไว้ตรง ฯ

ศัพท์ว่า ปริ ในคำว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺฐเปตฺวา มีความกำหนดถือ เอาเป็นอรรถศัพท์ว่า มุขํ มีความนำออกเป็นอรรถ ศัพท์ว่า สติ มีความเข้าไปตั้งไว้เป็นอรรถ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตั้งสติไว้เฉพาะหน้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สโตว อสฺสสตีติ [๓] พตฺตึสาย อากาเรหิ สโตการี ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ ๔ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ทีฆํ} ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา ฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ รสฺสํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สตึ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สโตการี โหติ ฯ

๑ ม. ปณิธายาติ ฯ ๒ ม. ยุ. ธิโต สุปณิหิโต ฯ ๓ ม. ยุ. สโตว อสฺสสติ

สโตว ปสฺสสตีติ ฯ ๔ ม. ยุ. สติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า เป็นผู้มีสติหายใจออก ความว่า ภิกษุอบรมสติโดยอาการ ๓๒ คือ

ภิกษุเป็นผู้ตั้งสติมั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้นเป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่น เพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ... เป็นผู้ตั้งสติไว้มั่นเพราะรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว

ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออกชื่อว่าเป็นผู้อบรมสติด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ทีฆํ อสฺสสนฺโต ทีฆํ อสฺสสามีติ ปชานาติ ทีฆํ ปสฺสสนฺโต ทีฆํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ

ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ ปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสํ อทฺธานสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อิเมหิ นวหากาเรหิ ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

ภิกษุเมื่อหายใจออกยาวก็รู้ว่า หายใจออกยาว เมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ว่า หายใจเข้ายาว อย่างไร ฯ

ภิกษุเมื่อหายใจออกยาว ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาว ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออก หายใจเข้ายาว ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาว หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาวเมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ความปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นแก่ภิกษุเมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ

หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกยาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถ ความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับยาว เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกบ้างหายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาวจิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้ายาวละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับยาว ย่อมหลีกออกจากการหายใจออกหายใจเข้ายาว อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กายคือ ลมหายใจออกลมหายใจเข้ายาวด้วยอาการ ๙ อย่างนี้ ย่อมปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย ภิกษุพิจารณาเห็นกายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ทุกฺขโต อนุปสฺสติ โน สุขโต อนตฺตโต อนุปสฺสติ โน อตฺตโต นิพฺพินฺทติ โน นนฺทติ วิรชฺชติ โน รชฺชติ นิโรเธติ โน สมุเทติ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฺโต สุขสญฺญํ ปชหติ อนตฺตโต อนุปสฺสนฺโต อตฺตสญฺญํ ปชหติ นิพฺพินฺทนฺโต นนฺทึ ปชหติ วิรชฺชนฺโต ราคํ ปชหติ นิโรเธนฺโต สมุทยํ ปชหติ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า อนุปสฺสติ ความว่า ภิกษุพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯ

พิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง พิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ไม่พิจารณาโดยความเป็นสุข พิจารณาโดยความเป็นอนัตตาไม่พิจารณาโดยความเป็นอัตตา ย่อมเบื่อหน่าย ไม่ยินดี ย่อมคลายกำหนัดไม่กำหนัด ย่อมให้ราคะดับไป ไม่ให้เกิด ย่อมสละคืน ไม่ยึดถือ เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นทุกข์ ย่อมละสุขสัญญาได้ เมื่อพิจารณาโดยความเป็นอนัตตา ย่อมละอัตตสัญญาได้ เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมละความยินดีได้ เมื่อคลายกำหนัด ย่อมละราคะได้ เมื่อให้ราคะดับ ย่อมละสมุทัยได้ เมื่อสละคืน

ย่อมละความยึดถือได้ ภิกษุพิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺเสกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ8 วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ความที่ธรรมทั้งหลายไม่ล่วงเกินกันและความที่อินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกลมหายใจเข้ายาว เวทนาจึงปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไปสัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไปวิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

กถํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา เวทนาสมุทโยติ กมฺมสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ผสฺสสมุทยา เวทนาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ เวทนาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ

กถํ เวทนาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ เวทนาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ

กถํ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา เวทนานิโรโธติ กมฺมนิโรธา เวทนานิโรโธติ ผสฺสนิโรธา เวทนานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ เวทนาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับ อย่างไร ฯ

ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะกรรมเกิดเวทนาจึงเกิด เพราะผัสสะเกิดเวทนาจึงเกิด แม้เมื่อเห็นลักษณะแห่งความเกิด ความเกิดแห่งเวทนาก็ย่อมปรากฏ ความเกิดขึ้นแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับเวทนาจึงดับ เพราะตัณหาดับเวทนาจึงดับ เพราะกรรมดับเวทนาจึงดับ เพราะผัสสะดับเวทนาจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งเวทนาก็ย่อมปรากฏความดับไปแห่งเวทนาย่อมปรากฏอย่างนี้ เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้นปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

กถํ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ กมฺมสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ผสฺสสมุทยา สญฺญาสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ สญฺญาย อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ

กถํ สญฺญาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ สญฺญาย อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ

กถํ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา สญฺญานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา สญฺญานิโรโธติ กมฺมนิโรธา สญฺญานิโรโธติ ผสฺสนิโรธา สญฺญานิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ สญฺญาย อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา สญฺญา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับ อย่างไร ฯ

ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดสัญญาจึงเกิด ... ความเกิดขึ้นแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ ... ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับสัญญาจึงดับ ... ความดับไปแห่งสัญญาย่อมปรากฏอย่างนี้สัญญาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

กถํ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ตณฺหาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ กมฺมสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ สญฺญาสมุทยา วิตกฺกสมุทโยติ ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ นิพฺพตฺติลกฺขณํ ปสฺสโตปิ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อุปฺปาโท วิทิโต โหติ ฯ

กถํ วิตกฺกานํ อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญตุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อุปฏฺฐานํ วิทิตํ โหติ ฯ

กถํ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ฯ อวิชฺชานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ ตณฺหานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ กมฺมนิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ สญฺญานิโรธา วิตกฺกนิโรโธติ ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ วิปริณามลกฺขณํ ปสฺสโตปิ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิตกฺกานํ อตฺถงฺคโม วิทิโต โหติ เอวํ วิทิตา วิตกฺกา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ วิทิตา อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างไร ฯ

ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ความเกิดขึ้นแห่งวิตกย่อมปรากฏ ด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยเกิดว่า เพราะอวิชชาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะตัณหาเกิดวิตกจึงเกิด เพราะกรรมเกิดวิตกจึงเกิด แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความเกิด ความเกิดขึ้นแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ อย่างนี้ ฯ

ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อมนสิการโดยความไม่เที่ยง ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความสิ้นไปย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความเป็นภัยย่อมปรากฏ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ความเข้าไปตั้งอยู่โดยความว่างเปล่าย่อมปรากฏ ความเข้าไปตั้งอยู่แห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างไร ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏด้วยอรรถว่าเพราะปัจจัยดับว่า เพราะอวิชชาดับวิตกจึงดับ เพราะตัณหาดับวิตกจึงดับ เพราะกรรมดับวิตกจึงดับ เพราะสัญญาดับวิตกจึงดับ แม้เมื่อพิจารณาเห็นลักษณะความแปรปรวน ความดับไปแห่งวิตกก็ย่อมปรากฏ ความดับไปแห่งวิตกย่อมปรากฏอย่างนี้ วิตกย่อมปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏเข้าไปตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทีฆํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมานิ อินฺทฺริยานิ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ

โคจรญฺจ ปชานาตีติ ยนฺตสฺส อารมฺมณํ ตํ ตสฺส โคจรํ ยํ ตสฺส โคจรํ ตํ ตสฺส อารมฺมณํ ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺญา ฯ

สมนฺติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส อวิกฺเขโป สมํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส โวทานํ สมํ ฯ

อตฺโถติ อนวชฺชฏฺโฐ นิกฺกิเลสฏฺโฐ โวทานฏฺโฐ ปรมฏฺโฐ ฯ

ปฏิวิชฺฌตีติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส โวทานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกลมหายใจเข้ายาว ย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมกันรู้จักโคจรและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ฯ

บุคคลย่อมยังสัทธินทรีย์ ให้ประชุม ลงด้วย ความน้อมใจเชื่อ ยังวิริยินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสตินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ยังสมาธินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังปัญญินทรีย์ให้ประชุมลงด้วยความเห็น บุคคลนี้ยังอินทรีย์เหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ

คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจรแห่งธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้น บุคคล ความรู้ปัญญา ฯ

คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ ฯ

คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ ฯ

คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอดความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้วเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าและแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

พลานิ สโมธาเนตีติ กถํ พลานิ สโมธาเนติ ฯ อสฺสทฺธิเย อกปฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ สโมธาเนติ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ สโมธาเนติ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ สโมธาเนติ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ สโมธาเนติ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมานิ พลานิ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ พลานิ สโมธาเนติ ฯ

โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมให้พละทั้งหลายประชุมลง ความว่า ย่อมให้พละทั้งหลายประชุม

ลงอย่างไร ฯ

บุคคลย่อม ยังสัทธาพละให้ประชุมลง ด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ยังวิริยพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ยังสมาธิพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ยังปัญญาพละให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา บุคคลนี้ย่อมยังพละเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ

คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โพชฺฌงฺเค สโมธาเนตีติ กถํ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ ฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อุปสมฏฺเฐน ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิเม โพชฺฌงฺเค อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ ฯ

โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุม ความว่า บุคคลย่อมยังโพชฌงค์

ทั้งหลายให้ประชุมลงได้อย่างไร ฯ

บุคคลย่อมยังสติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความเลือกเฟ้น ยังวิริยสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังปีติสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความแผ่ซ่านไป ยังปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความสงบยังสมาธิสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังอุเบกขาสัมโพชฌงค์ให้ประชุมลงด้วยความวางเฉยบุคคลนี้ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงในอารมณ์ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ

คำว่า รู้โคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

มคฺคํ สโมธาเนตีติ กถํ มคฺคํ สโมธาเนติ ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ สโมธาเนติ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺปํ สโมธาเนติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจํ สโมธาเนติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺตํ สโมธาเนติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีวํ สโมธาเนติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายามํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสตึ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิมํ มคฺคํ อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ มคฺคํ สโมธาเนติ ฯ

โคจรญฺจ ปชานาตีติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยังมรรคให้ประชุมลง

อย่างไร ฯ

บุคคลย่อมยังสัมมาทิฐิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังสัมมาสังกัปปะให้ประชุมลงด้วยความดำริ ยังสัมมาวาจาให้ประชุมลงด้วยความแน่นอน ยังสัมมากัมมันตะให้ประชุมลงด้วยความที่เกิดขึ้นดี ยังสัมมาอาชีวะให้ประชุมลงด้วยความผ่องแผ้ว ยังสัมมาวายามะให้ประชุมลงด้วยความประคองไว้ ยังสัมมาสติให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมาสมาธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่านบุคคลนี้ย่อมยังมรรคนี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ฯ

คำว่า รู้จักโคจร ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ธมฺเม สโมธาเนตีติ กถํ ธมฺเม สโมธาเนติ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ อกมฺปิยฏฺเฐน พลานิ สโมธาเนติ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ เหตฏฺเฐน มคฺคํ สโมธาเนติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานํ สโมธาเนติ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานํ สโมธาเนติ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทํ สโมธาเนติ ตถฏฺเฐน สจฺจํ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมถํ สโมธาเนติ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนํ สโมธาเนติ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ สโมธาเนติ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ สโมธาเนติ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธึ สโมธาเนติ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธึ สโมธาเนติ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ สโมธาเนติ มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺขํ สโมธาเนติ ปฏิเวธฏฺเฐน

วิชฺชํ สโมธาเนติ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺตึ สโมธาเนติ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ สโมธาเนติ ปฏิปฺปสฺสฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ สโมธาเนติ ฉนฺทํ มูลฏฺเฐน สโมธาเนติ มนสิการํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สโมธาเนติ ผสฺสํ สโมธานฏฺเฐน สโมธาเนติ เวทนํ สโมสรณฏฺเฐน สโมธาเนติ สมาธึ ปมุขฏฺเฐน สโมธาเนติ สตึ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน สโมธาเนติ สติสมฺปชญฺญํ ๑ ตตุตฺตรฏฺเฐน สโมธาเนติ วิมุตฺตึ สารฏฺเฐน สโมธาเนติ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน สโมธาเนติ อยํ ปุคฺคโล อิเม ธมฺเม อิมสฺมึ อารมฺมเณ สโมธาเนตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเม สโมธาเนติ ฯ

โคจรญฺจ ปชานาตีติ ยนฺตสฺส อารมฺมณํ ตํ ตสฺส โคจรํ ยนฺตสฺส โคจรํ ตํ ตสฺส อารมฺมณํ ปชานาตีติ ปุคฺคโล ปชานนา ปญฺญา ฯ

สมนฺติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส อวิกฺเขโป สมํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานํ สมํ จิตฺตสฺส โวทานํ สมํ ฯ

อตฺโถติ อนวชฺชฏฺโฐ นิกฺกิเลสฏฺโฐ โวทานฏฺโฐ ปรมฏฺโฐ ฯ

ปฏิวิชฺฌตีติ อารมฺมณสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ จิตฺตสฺส โวทานฏฺฐํ ปฏิวิชฺฌติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปญฺญํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า บุคคลย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง อย่างไร ฯ

บุคคลย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังพละทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความไม่หวั่นไหว ยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมเครื่องนำออก ยังมรรคให้ประชุมลงด้วยความเป็นเหตุ ยังสติปัฏฐานให้ประชุมลงด้วยความเข้าไปตั้งไว้ ยังสัมมัปปธานให้ประชุมลงด้วยความเริ่มตั้ง ยังอิทธิบาทให้ประชุมลงด้วยความให้สำเร็จ ยังสัจจะให้ประชุมลงด้วยความถ่องแท้ ยังสมถะให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความพิจารณาเห็น ยังสมถะและวิปัสสนาให้ประชุมลงด้วยความมีกิจเป็นอันเดียวกัน ยังธรรมเป็นคู่กันให้ประชุมลงด้วยความไม่ล่วงเกินกัน ยังสีลวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความสำรวม

ยังจิตวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ยังทิฐิวิสุทธิให้ประชุมลงด้วยความเห็น ยังวิโมกข์ให้ประชุมลงด้วยความหลุดพ้น ยังวิชชาให้ประชุมลงด้วยความแทงตลอด ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความสละรอบ ยังญาณในความสิ้นไปให้ประชุมลงด้วยความตัดขาด ยังญาณในความไม่เกิดขึ้นให้ประชุมลงด้วยความเห็นเฉพาะ ยังฉันทะให้ประชุมลงด้วยความเป็นมูลเหตุยังมนสิการให้ประชุมลงด้วยความเป็นสมุฏฐาน ยังผัสสะให้ประชุมลงด้วยความประสบ ยังเวทนาให้ประชุมลงด้วยความรู้สึก ยังสมาธิให้ประชุมลงด้วยความเป็นประธาน ยังสติให้ประชุมลงด้วยความเป็นใหญ่ ยังสติสัมปชัญญะให้ประชุมลงด้วยความเป็นธรรมที่ยิ่งกว่านั้น ยังวิมุตติให้ประชุมลงด้วยความเป็นสาระยังนิพพานอันหยั่งลงในอมตะให้ประชุมลงด้วยความเป็นที่สุด บุคคลนี้ย่อมยังธรรมเหล่านี้ให้ประชุมลงในอารมณ์นี้เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลง ฯ

คำว่า รู้จักโคจร ความว่า รู้จักอารมณ์แห่งธรรมนั้นว่าเป็นโคจรแห่งธรรมนั้น รู้จักโคจรแห่งธรรมนั้นว่าเป็นอารมณ์แห่งธรรมนั้น บุคคล ความรู้ปัญญา ฯ

คำว่า สงบ ความว่า อารมณ์ปรากฏเป็นความสงบ จิตไม่ฟุ้งซ่านเป็นความสงบ จิตตั้งมั่นเป็นความสงบ จิตผ่องแผ้วเป็นความสงบ ฯ

คำว่า ประโยชน์ ความว่า ธรรมอันไม่มีโทษเป็นประโยชน์ ธรรมอันไม่มีกิเลสเป็นประโยชน์ ธรรมอันมีความผ่องแผ้วเป็นประโยชน์ ธรรมอันประเสริฐเป็นประโยชน์ ฯ

คำว่า แทงตลอด ความว่า แทงตลอดความที่อารมณ์ปรากฏ แทงตลอดความที่จิตไม่ฟุ้งซ่าน แทงตลอดความที่จิตตั้งมั่น แทงตลอดความที่จิตผ่องแผ้ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รสฺสํ อสฺสสนฺโต รสฺสํ อสฺสสามีติ ปชานาติ รสฺสํ ปสฺสสนฺโต รสฺสํ ปสฺสสามีติ ปชานาติ ฯ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ฉนฺทวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ ปามุชฺชํ

อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ ปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต ปสฺสสติ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสติปิ ปสฺสสติปิ ปามุชฺชวเสน ตโต สุขุมตรํ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสํ อิตฺตรสงฺขาเต อสฺสสโตปิ ปสฺสสโตปิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสา จิตฺตํ วิวฏฺฏติ อุเปกฺขา สณฺฐาติ อิเมหิ นวหากาเรหิ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ว่า หายใจออกสั้น เมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ว่า หายใจเข้าสั้น อย่างไร ฯ

บุคคลเมื่อหายใจออกสั้น ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อยเมื่อหายใจเข้าสั้นย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น ย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย ฉันทะย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้น หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ

ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะย่อมหายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะนับได้นิดหน่อย ความปราโมทย์ย่อมเกิดแก่ภิกษุผู้หายใจออกหายใจเข้าละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถฉันทะ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจออกในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ ย่อมหายใจเข้าในขณะที่นับได้นิดหน่อย เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์

ย่อมหายใจออกบ้างหายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อย จิตของภิกษุผู้เมื่อหายใจออกหายใจเข้าสั้นละเอียดกว่านั้นด้วยสามารถความปราโมทย์ หายใจออกบ้าง หายใจเข้าบ้างในขณะที่นับได้นิดหน่อยย่อมหลีกไปจากลมอัสสาสะปัสสาสะสั้น อุเบกขาย่อมตั้งอยู่ กาย คือ ลมหายใจออกหายใจเข้าสั้นด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ กายปรากฏ มิใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณากายในกาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ รสฺสํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานํ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯลฯ

พิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนาในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ บุคคลรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกลมหายใจเข้าสั้น ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และย่อมแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กาโยติ เทฺว กายา นามกาโย จ รูปกาโย จ ฯ กตโม นามกาโย ฯ เวทนา สญฺญา เจตนา ผสฺโส มนสิกาโร นามญฺจ นามกาโย จ เย จ วุจฺจนฺติ จิตฺตสงฺขารา อยํ นามกาโย ฯ กตโม รูปกาโย ฯ จตฺตาโร จ มหาภูตา จตุนฺนญฺจ มหาภูตานํ อุปาทายรูปํ อสฺสาโส จ ปสฺสาโส จ นิมิตฺตญฺจ อุปนิพนฺธนา เย จ วุจฺจนฺติ กายสงฺขารา อยํ รูปกาโย ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจเข้าอย่างไร ฯ

กาย ในคำว่า กาโย มี ๒ คือ นามกาย ๑ รูปกาย ๑ นามกายเป็นไฉน เวทนาสัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เป็นนามด้วย เป็นนามกายด้วย และท่านกล่าวจิตสังขารว่านี้เป็นนามกาย รูปกายเป็นไฉน มหาภูตรูป ๔ รูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ลมอัสสาสะปัสสาสะนิมิตร และท่านกล่าวว่ากายสังขารที่เนื่องกัน นี้เป็นรูปกาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถนฺเต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ รสฺสํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ อาวชฺชโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปสฺสโต

เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปจฺจเวกฺขโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สทฺธาย อธิมุจฺจโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ วิริยํ ปคฺคณฺหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สตึ อุปฏฺฐาปยโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตํ สมาทหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปญฺญาย ปชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ปหาตพฺพํ ปชหโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ภาเวตพฺพํ ภาวยโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต กายา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ อย่างไร ฯ

เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่นกายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้นเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น กายเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้น ... เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ... เมื่อคำนึงถึงกายเหล่านั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็น ...

เมื่อพิจารณา ... เมื่ออธิษฐานจิต ...เมื่อน้อมใจเชื่อด้วยศรัทธา ... เมื่อประคองความเพียร ... เมื่อตั้งสติไว้มั่น ...เมื่อตั้งจิตมั่น ... เมื่อรู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ... เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ...เมื่อละธรรมที่ควรละ ... เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ ... เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง กายเหล่านั้นย่อมปรากฏ กายคือ ความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปสฺสตีติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา ๑ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ปสฺสนฺโต สิกฺขติ ปจฺจเวกฺขนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต สิกฺขติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต สิกขติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต สิกฺขติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต สิกฺขติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต สิกฺขติ ปญฺญาย ปชานนฺโต สิกฺขติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต สิกฺขติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต สิกฺขติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต สิกฺขติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต สิกฺขติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌตีติ ฯ

๑ ม. ยุ. อสฺสาสปสฺสาสานํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมพิจารณา ฯลฯ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้รู้แจ้งกองลม

ทั้งปวงระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าเห็นความระวังในสีลวิสุทธินั้นเป็นอธิสีลสิกขาความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้นเป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้นเป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่รู้ศึกษา เห็นศึกษาพิจารณาศึกษา อธิษฐานศึกษา น้อมใจเชื่อด้วยศรัทธาศึกษา ประคองความเพียรศึกษา ดำรงสติไว้มั่นศึกษา ตั้งจิตมั่นศึกษา รู้ชัดด้วยปัญญาศึกษา รู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งศึกษา

กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ศึกษา ละธรรมที่ควรละศึกษา เจริญธรรมที่ควรเจริญศึกษา ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษาเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมเกิดปรากฏ ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออกหายใจเข้า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตโม กายสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ทีฆํ ปสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ รสฺสํ อสฺสาสา รสฺสํ ปสฺสาสา สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสา กายิกา เอเต ธมฺมา กายปฏิพทฺธา กายสงฺขารา เต กายสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ยถารูเปหิ กายสงฺขาเรหิ ยา กายสฺส อานมนา วินมนา สนฺนมนา ปณมนา อิญฺชนา ผนฺทนา จลนา กมฺปนา ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ

ยถารูเปหิ กายสงฺขาเรหิ ยา กายสฺส นอานมนา นวินมนา นสนฺนมนา นปฺปณมนา อนิญฺชนา นผนฺทนา อจลนา อกมฺปนา สนฺตํ สุขุมํ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อิติ กิร ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา น โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา น โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา น โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา น โหติ น จ ตํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ อิติ กิร ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ

ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา โหติ ตญฺจ นํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ ยถากถํ วิย เสยฺยถาปิ กํเส อาโกฏิเต ปฐมํ โอฬาริกา สทฺทา ปวตฺตนฺติ โอฬาริกานํ สทฺทานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ โอฬาริเก สทฺเท อถ ปจฺฉา สุขุมกา สทฺทา ปวตฺตนฺติ สุขุมกานํ สทฺทานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ สุขุมเก สทฺเท อถ ปจฺฉา สุขุมนิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ จิตฺตํ ปวตฺตติ เอวเมว ปฐมํ โอฬาริกา อสฺสาสปสฺสาสา

ปวตฺตนฺติ โอฬาริกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ โอฬาริเก อสฺสาสปสฺสาเส อถ ปจฺฉา สุขุมกา อสฺสาสปสฺสาสา ปวตฺตนฺติ สุขุมกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตตฺตา สุมนสิกตตฺตา สูปธาริตตฺตา นิรุทฺเธปิ สุขุมเก อสฺสาสปสฺสาเส อถ ปจฺฉา สุขุมกานํ อสฺสาสปสฺสาสานํ นิมิตฺตารมฺมณตฺตาปิ จิตฺตํ น วิกฺเขปํ คจฺฉติ เอวํ สนฺเต วาตูปลทฺธิยา จ ปภาวนา โหติ อสฺสาสปสฺสาสานญฺจ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติยา จ ปภาวนา โหติ อานาปานสฺสติสมาธิสฺส จ ปภาวนา โหติ ตญฺจ นํ สมาปตฺตึ ปณฺฑิตา สมาปชฺชนฺติปิ วุฏฺฐหนฺติปิ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสกาโย อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ กาโย อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ กายํ อนุปสฺสติ เตน วุจฺจติ กาเย กายานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ

กายสังขารเป็นไฉน ลมหายใจออกยาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกายเป็นกายสังขาร ลมหายใจเข้ายาว เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกาย เป็นกายสังขารบุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ ลมหายใจออกสั้น ลมหายใจเข้าสั้น ลมที่บุคคลรู้แจ้งกองลมทั้งปวงหายใจออก เป็นไปทางกาย ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยกายเป็นกายสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับ สงบกายสังขารเหล่านั้น ศึกษาอยู่ ความอ่อนไปความน้อมไปความเอนไป ความโอนไป ความหวั่นไหว ความดิ้นรน ความโยก ความโคลงแห่งกาย มีอยู่ เพราะกายสังขารเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก

ศึกษาว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า ความไม่อ่อนไปความไม่น้อมไป ความไม่เอนไป ความไม่โอนไป ความไม่หวั่นไหว ความไม่ดิ้นรน ความไม่โยก ความไม่โคลง แห่งกาย มีอยู่เพราะกายสังขารเห็นปานใด บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจออก ศึกษาอยู่ว่าจักระงับกายสังขารที่ละเอียดสุขุมหายใจเข้า ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้า เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ไม่ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ไม่ปรากฏ อานาปาณสติก็ไม่ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ไม่ปรากฏและบัณฑิตทั้งหลายแม้จะเข้าแม้จะออกสมาบัตินั้นก็หามิได้ ได้ทราบมาดังนี้ว่า บุคคลศึกษาอยู่ว่า

จักระงับกายสังขารหายใจออก ศึกษาอยู่ว่า จักระงับกายสังขารหายใจเข้าเมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปาณสติก็ปรากฏ อานาปาณสติสมาธิก็ปรากฏและบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและย่อมออกสมาบัตินั้น ข้อนั้นเหมือนอะไร เหมือนเมื่อบุคคลตีกังสดาลเสียงดังย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงดัง เมื่อเสียงดังค่อยลง ต่อมาเสียงค่อยก็เป็นไปภายหลังตามที่หมาย นึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งเสียงค่อย และเมื่อเสียงค่อยดับลง

ต่อมาจิตย่อมเป็นไปในภายหลัง แม้เพราะนิมิตแห่งเสียงค่อยเป็นอารมณ์ ข้อนี้ก็เหมือนกันฉะนั้น ลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ ย่อมเป็นไปก่อนตามที่หมาย นึกทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบ เมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่หยาบเบาลง ต่อมาลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียด ย่อมเป็นไปในภายหลังตามที่หมายนึก ทรงจำด้วยดีซึ่งนิมิตแห่งลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียด และเมื่อลมหายใจออกและลมหายใจเข้าที่ละเอียดเบาลงอีก ต่อมาจิตย่อมไม่ถึงความฟุ้งซ่านในภายหลัง แม้เพราะความที่นิมิตแห่งลมหายใจออกลมหายใจเข้าที่ละเอียดเป็นอารมณ์ เมื่อเป็นอย่างนี้ ความได้ลมก็ปรากฏ ลมอัสสาสะปัสสาสะก็ปรากฏ อานาปานสติก็ปรากฏ อานาปานสติสมาธิก็ปรากฏ และบัณฑิตทั้งหลายย่อมเข้าและออกสมาบัตินั้นๆ กายคือความที่บุคคลระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้าปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ กายปรากฏ ไม่ใช่สติสติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา

คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ กายํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสา ๑ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ๒ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ กาเย กายานุปสฺสนาย ฯ

ภาณวารํ ฯ

๑ ม. ยุ. อสฺสาสปสฺสาสานํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. ปฏิวิชฺฌตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า พิจารณา ความว่า บุคคลย่อมพิจารณากายนั้นอย่างไร ฯลฯย่อม

พิจารณากายนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพสีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ระงับ กายสังขารระวังลมหายใจออก ลมหายใจเข้าจิตตวิสุทธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านทิฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็น ความระวังในศีลวิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตตวิสุทธินั้น เป็นอธิจิตตสิกขาความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อคำนึงถึงสิกขา๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งศึกษาอยู่ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้า เวทนาย่อมปรากฏเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออกหายใจเข้าย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าและแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์อนุปัสสนาญาน [ญาณในการพิจารณา] ๘อุปัฏฐานานุสสติ [อนุสสติที่ปรากฏ] ๘ และสัตตันติกวัตถุ[เรื่องอันมีมาในพระสูตร] ในการพิจารณากายในกาย ๔ ฯ

จบภาณวาร

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปีติปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปีติปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตมา ปีติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ฯเปฯ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ฯเปฯ รสฺสํ อสฺสาสวเสน รสฺสํ ปสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ ปีติปามุชฺชํ ยา ปีติปามุชฺชํ อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ ปีติ [๑] ปฏิวิทิตา โหติ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย

สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ รสฺสํ อสฺสาสวเสน รสฺสํ ปสฺสาสวเสน สพฺพกายปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ อสฺสาสวเสน ปสฺสมฺภยํ กายสงฺขารํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ อาวชฺชโต สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ชานโต ... ปสฺสโต ปจฺจเวกฺขโต จิตฺตํ อธิฏฺฐหโต สทฺธาย อธิมุจฺจโต วิริยํ ปคฺคณฺหโต สตึ อุปฏฺฐาปยโต จิตฺตํ สมาทหโต ปญฺญาย ปชานโต อภิญฺเญยฺยํ อภิชานโต ปริญฺเญยฺยํ ปริชานโต ปหาตพฺพํ ปชหโต ภาเวตพฺพํ ภาวยโต สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต สา ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ เอวํ สา [๑] ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ๒ ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ ปีติปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ ปีติ ฯ กถํ สา ปีติ ... ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งปีติหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักรู้แจ้งปีติหายใจเข้าอย่างไร ฯ

ปีติเป็นไฉน เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้นฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้นด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้น ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออกด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า ปีติและปราโมทย์ย่อมเกิดขึ้น ปีติและปราโมทย์ คือ ความเบิกบาน ความบันเทิงความหรรษา ความรื่นเริงแห่งจิต

ความปลื้มจิต ความดีใจ ปีตินี้ย่อมปรากฏเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาวสติย่อมตั้งมั่น ปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่นปีตินั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกสั้นด้วยสามารถลมหายใจเข้าสั้นด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งกายทั้งปวงหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับกายสังขารหายใจเข้า สติย่อมตั้งมั่น ปีติย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น

เมื่อคำนึงถึง ปีตินั้นย่อมปรากฏ เมื่อรู้ ... เมื่อเห็นเมื่อพิจารณา เมื่ออธิษฐานจิต เมื่อน้อมใจไปด้วยศรัทธา เมื่อประคองความเพียรเมื่อเข้าไปตั้งสติไว้ เมื่อจิตตั้งมั่น เมื่อรู้ชัดด้วยปัญญา เมื่อรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เมื่อกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ เมื่อละธรรมที่ควรละ เมื่อเจริญธรรมที่ควรเจริญ เมื่อทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ปีตินั้นย่อมปรากฏ เวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจออกหายใจเข้าอย่างนี้นั้นปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ

สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วยบุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งปีติระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งปีติหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สุขปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

สุขนฺติ เทฺว สุขานิ กายิกญฺจ สุขํ เจตสิกญฺจ สุขํ ฯ

กตมํ กายิกํ สุขํ ฯ ยํ กายิกํ สาตํ กายิกํ สุขํ เวทยิตํ ๑ กายสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ กายิกํ สุขํ ฯ กตมํ เจตสิกํ สุขํ ฯ ยํ [๒] เจตสิกํ สุขํ เจโตสมฺผสฺสชํ สาตํ สุขํ เวทยิตํ เจโตสมฺผสฺสชา สาตา สุขา เวทนา อิทํ เจตสิกํ สุขํ ฯ

กถํ เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต สุขา ปฏิวิทิตา โหนฺติ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. ปีติ ปฏิวิทิตา โหติ ฯ ๒ ม. ยุ. ... ภาวนาติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. เจตสิกํ สาตํ .. ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งสุขหายใจเข้า อย่างไร ฯ

สุข ในคำว่า สุขํ มี ๒ คือ กายิกสุข ๑ เจตสิกสุข ๑ ฯ

กายิกสุขเป็นไฉน ความสำราญทางกาย ความสุขที่ได้เสวยทางกาย สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแก่กายสัมผัสนี้เป็นกายิกสุข ฯ

เจตสิกสุขเป็นไฉน ความสุขทางจิต ความสุขที่ได้เสวยเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัส สุขเวทนาซึ่งเป็นความสำราญเกิดแต่เจโตสัมผัสนี้เป็นเจตสิกสุข ฯ

สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น ฯลฯเมื่อทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏ สุขเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏสติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนาอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งสุขระงับลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตโม จิตฺตสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา ทีฆํ ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา ฯเปฯ สุขปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน สุขปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา อยํ จิตฺตสงฺขาโร ฯ

กถํ เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต เต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ เอวนฺเต จิตฺตสงฺขารา ปฏิวิทิตา โหนฺติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ

จิตตสังขารเป็นไฉน สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นเจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร สัญญาและเวทนาด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขารฯลฯ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งสุขหายใจเข้า เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร นี้เป็นจิตตสังขาร ฯ

จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างไร ฯ

เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น

ด้วยญาณนั้น ฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏ จิตตสังขารเหล่านั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ ฯ

เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ

พิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า พิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ฯลฯ ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่ารู้แจ้งจิตตสังขารระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตโม จิตฺตสงฺขาโร ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตสงฺขารปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน สญฺญา จ เวทนา จ เจตสิกา เอเต ธมฺมา จิตฺตปฏิพทฺธา จิตฺตสงฺขารา เต จิตฺตสงฺขาเร ปสฺสมฺเภนฺโต นิโรเธนฺโต วูปสเมนฺโต สิกฺขติ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน เวทนา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ เวทนา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ เวทนํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ เวทนํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาย ฯ

ภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักระงับจิตตสังขารหายใจเข้า อย่างไร ฯ

จิตตสังขารเป็นไฉน สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจออกยาวเป็นเจตสิกธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิตเป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับสงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่สัญญาและเวทนา ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือดับ สงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ สัญญาและเวทนาด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจเข้า ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตตสังขารหายใจออก เป็นเจตสิก ธรรมเหล่านี้เนื่องด้วยจิต เป็นจิตตสังขาร บุคคลระงับ คือ ดับสงบจิตตสังขารเหล่านั้นศึกษาอยู่ เวทนา ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสสนาญาณ เวทนาปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาเวทนานั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างไร ฯลฯย่อมพิจารณาเวทนานั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ระงับจิตตสังขาร ระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลรู้อยู่ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสสนาญาณ (ญาณในการพิจารณา) ๘ อุปัฏฐานานุสสติ(อนุสสติที่ปรากฏ) ๘ สุตตันติกวัตถุ (เรื่องอันมีมาในพระสูตร) ในการพิจารณาเวทนาในเวทนา ๔ ฯ

จบภาณวาร

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตมํ ตํ จิตฺตํ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ [๑] มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน ฯเปฯ ปสฺสมฺภยํ จิตฺตสงฺขารํ อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ ยํ จิตฺตํ มโน มานสํ หทยํ ปณฺฑรํ มนายตนํ มนินฺทฺริยํ วิญฺญาณํ วิญฺญาณกฺขนฺโธ ตชฺชา มโนวิญฺญาณธาตุ อิทํ จิตฺตํ ฯ

กถํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต สติ อุปฏฺฐิตา โหติ ตาย สติยา เตน ญาเณน จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรโต ตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ เอวนฺตํ จิตฺตํ ปฏิวิทิตํ โหติ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. มโน ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. ยุ. ตชฺชมาโน ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักรู้แจ้งจิตหายใจเข้าอย่างไร ฯ

จิตนั้นเป็นไฉน วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว จิต คือ มนะ มานัสหทัย ปัณฑระ มนายตนะ มนินทรีย์ วิญญาณ วิญญาณขันธ์มโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น

วิญญาณจิต ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาวฯลฯ ด้วยสามารถความเป็นผู้ระงับจิตตสังขารหายใจออกจิต คือ มนะมโนวิญญาณธาตุอันสมควรแก่จิตนั้น นี้เป็นจิต ฯ

จิตปรากฏอย่างไร เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว สติย่อมตั้งมั่น จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว

ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว สติย่อมตั้งมั่น จิตนั้นย่อมปรากฏด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้นฯลฯ เมื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง จิตนั้นย่อมปรากฏ จิตนั้นย่อมปรากฏอย่างนี้ วิญญาณจิตด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้ง จิตหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏสติเป็นอนุปัสสนาญาณ จิตปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วยบุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้นเพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความรู้แจ้งจิตระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตโม จ ๑ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส ๒ โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส ฯเปฯ จิตฺตปฏิสํเวที อสฺสาสวเสน จิตฺตปฏิสํเวที ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต อุปฺปชฺชติ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ยา จิตฺตสฺส อาโมทนา ปโมทนา หาโส ปหาโส จิตฺตสฺส โอทคฺยํ อตฺตมนตา จิตฺตสฺส อยํ จิตฺตสฺส อภิปฺปโมโท ฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ อภิปฺปโมทยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. ยุ. วิตฺติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักให้จิตเบิกบานหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักให้จิต

เบิกบานหายใจเข้า อย่างไร ฯ

ก็ความเบิกบานแห่งจิตเป็นไฉน เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯเมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิงความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต ความปลื้มจิต ความดีใจ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว

ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้รู้แจ้งจิตหายใจเข้า

ความเบิกบานแห่งจิตย่อมเกิดขึ้น ความเบิกบาน ความบันเทิง ความหรรษา ความร่าเริงแห่งจิต

ความปลื้มจิต ความดีใจ นี้เป็นความเบิกบานแห่งจิตวิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจออกหายใจเข้าปรากฏสติเป็นอนุปัสนาญาณ จิตปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วยเป็นตัวสติด้วยบุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ยังจิตให้เบิกบานหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

กตมญฺจ สมาธินฺทฺริยํ ๑ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ [๒] ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ [๒] สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน [๓] จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ยา จิตฺตสฺส ฐิติ สณฺฐิติ อธิฏฺฐิติ ๔ อวิสาหาโร อวิกฺเขโป จ ๕ อวิสาหตมานสตา สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ อยํ [๖] สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน ๗ วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ จิตฺตํ อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ สมาทหํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน ๑ จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. กตโม สมาธิ ฯ ๒ ม. ยา จิตฺตสฺส ฐิติ ฯเปฯ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ ฯ

๓ ม. สมาทหํ จิตฺตํ ปสฺสาสวเสน ... ฯ ๔ ม. ยุ. อวฏฺฐิติ ฯ ๕ ม. ยุ. จสทฺโท

นตฺถิ ฯ ๖ ม. สมาธิ ฯ ๗ ม. อสฺสาสปสฺสาสวเสน ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตมั่นหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักตั้งจิตมั่นหาย

ใจเข้า อย่างไร ฯ

ก็สมาธินทรีย์เป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาว เป็นสมาธิ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาว เป็นสมาธิ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจออก เป็นสมาธิ ความตั้งอยู่ ความตั้งอยู่ดี ความตั้งมั่น ความไม่กวัดแกว่ง ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งจิต ความมีใจไม่กวัดแกว่งความสงบ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ วิญญาณจิตด้วยสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจออกหายใจเข้านี้ ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ จิตปรากฏไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย

เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาจิตนั้นด้วยสตินั้นด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาจิตในจิต ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ตั้งจิตมั่นหายใจเข้าฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ ราคโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ราคโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โทสโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โทสโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โมหโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ โมหโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯเปฯ มานโต วิโมจยํ จิตฺตํ ทิฏฺฐิยา วิโมจยํ จิตฺตํ วิจิกิจฺฉาย วิโมจยํ จิตฺตํ ถีนมิทฺธโต วิโมจยํ จิตฺตํ อุทฺธจฺจโต วิโมจยํ จิตฺตํ อหิริกโต วิโมจยํ จิตฺตํ อโนตฺตปฺปโต วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อโนตฺตปฺปโต วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน วิญฺญาณจิตฺตํ อุปฏฺฐานํ สติ ฯเปฯ ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ ตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺตํ จิตฺตํ อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตนฺติกวตฺถูนิ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาย ฯ

๑ ม. อสฺสาสปสฺสาสวเสน ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิต

หายใจเข้า อย่างไร ฯ

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากราคะหายใจเข้าจักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโทสะหายใจเข้า จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจออก จักเปลื้องจิตจากโมหะหายใจเข้า ฯลฯจักเปลื้องจิตจากมานะ จักเปลื้องจิตจากทิฐิ จักเปลื้องจิตจากวิจิกิจฉา จักเปลื้องจิตจากถีนมิทธะ จักเปลื้องจิตจากอุทธัจจะ จักเปลื้องจิตจากความไม่ละอายบาปจักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจออก จักเปลื้องจิตจากความไม่สะดุ้งกลัวบาปหายใจเข้า วิญญาณจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ ฯลฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาจิตนั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๒ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯเมื่อรู้ความที่มีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นอรรถ อนุปัสนาญาณ ๔ อุปัฏฐานานุสสติ ๘ สุตตันติกวัตถุในการพิจารณาจิตในจิต ๔ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

อนิจฺจนฺติ กึ อนิจฺจํ ฯ ปญฺจกฺขนฺธา อนิจฺจา ฯ เกนตฺเถน อนิจฺจา ฯ อุปฺปาทวยฏฺเฐน อนิจฺจา ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ วยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ ฯเปฯ ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ปสฺสนฺโต อิมานิ ปญฺญาสํ ลกฺขณานิ ปสฺสติ รูเป อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ เต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก

พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจเข้า อย่างไร ฯ

คำว่า อนิจฺจํ ความว่า อะไรไม่เที่ยง เบญจขันธ์ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงเพราะอรรถว่ากระไรไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าเกิดขึ้นและเสื่อมไป ฯ

บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร ฯ

บุคคลเมื่อเห็นความเกิดขึ้นแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๒๕ ฯลฯ เมื่อเห็นความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งเบญจขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕๐ นี้ ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในรูปหายใจเข้า ย่อมศึกษาว่า

จักพิจารณาความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ หายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความไม่เที่ยงในชราและมรณะหายใจเข้า ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏสติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยง ระวังลมหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความไม่เที่ยงหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ

บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ รูเป อาทีนวํ ทิสฺวา รูปวิราเค ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ รูเป วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา ชรามรณวิราเค ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ วิราคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ วิราคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถํ เต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออก ย่อมศึกษาว่าจักพิจารณาความคลายกำหนัดหายใจเข้า อย่างไร ฯ

บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในรูปน้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในรูปหายใจเข้า บุคคลเห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นผู้เกิดฉันทะในความคลายกำหนัดในชราและมรณะ และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและมรณะหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความคลายกำหนัดในชราและมรณะหายใจเข้า ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณธรรมปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ สีลวิสุทธิด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความคลายกำหนัดหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า

และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ รูเป อาทีนวํ ทิสฺวา รูปนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ รูเป นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา ชรามรณนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับหายใจเข้า อย่างไร ฯ

บุคคลเห็นโทษในรูปแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับในรูป น้อมใจไปด้วยศรัทธาและมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในรูปหายใจเข้า เห็นโทษในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ

ในชราและมรณะแล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับในชราและมรณะ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดีย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจเข้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ

กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ฯ อนิจฺจฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ สนฺตาปฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ วิปริณามฏฺเฐน อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนโว โหติ ฯ

กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ฯ นิทานนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ สมุทยนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ชาตินิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อาหารนิโรเธน ๑ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ เหตุนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ปจฺจยนิโรเธน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ ญาณุปฺปาเทน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ นิโรธุปฏฺฐาเนน อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชา นิรุชฺฌติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อวิชฺชาย อาทีนวํ ทิสฺวา อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อวิชฺชานิโรเธน ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ อวิชฺชาย นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ อวิชฺชาย นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ

ฉบับหลวง

โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อวิชชาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘ ฯ

โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษในอวิชชาย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

อวิชชาย่อมดับไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน อวิชชาย่อมดับด้วยนิทานดับ ๑ ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยอาหารดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยญาณเกิดขึ้น ๑ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ อวิชชาย่อมดับด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ ฯ

บุคคลเห็นโทษในอวิชชาด้วยอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับแห่งอวิชชาด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธา และมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับแห่งอวิชชาหายใจเข้า ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ สงฺขาเรสุ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ สงฺขารา นิรุชฺฌนฺติ ฯเปฯ กติหากาเรหิ วิญฺญาเณ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ วิญฺญาณํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ นามรูเป อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ นามรูปํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ สฬายตเน อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ สฬายตนํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ผสฺเส อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ผสฺโส นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ เวทนาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ เวทนา นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ตณฺหาย อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ตณฺหา นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ อุปาทาเน อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ อุปาทานํ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ภเว อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ภโว นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ชาติยา อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ชาติ นิรุชฺฌติ กติหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ

กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ฯ อนิจฺจฏฺเฐน ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สนฺตาปฏฺเฐน วิปริณามฏฺเฐน ชรามรเณ อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนโว โหติ ฯ

กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ ฯ นิทานนิโรเธน ชรามรณํ นิรุชฺฌติ สมุทยนิโรเธน ชาตินิโรเธน ภวนิโรเธน ๑ เหตุนิโรเธน ปจฺจยนิโรเธน ญาณุปฺปาเทน นิโรธุปฏฺฐาเนน ชรามรณํ นิรุชฺฌติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณํ นิรุชฺฌติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ ชรามรเณ อาทีนวํ ทิสฺวา อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ ชรามรณนิโรเธ ฉนฺทชาโต โหติ สทฺธาธิมุตฺโต จิตฺตํ จสฺส สฺวาธิฏฺฐิตํ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ นิโรธานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯเปฯ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ฯเปฯ นิโรธานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. ภวนิโรเธน ฯ

๑ ม. ยุ. ปภวนิโรเธน ฯ

ฉบับหลวง

โทษในสังขารย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สังขารย่อมดับด้วยอาการเท่าไร ฯลฯ

โทษในวิญญาณย่อมมีด้วยอาการเท่าไร วิญญาณย่อมดับด้วยอาการเท่าไรโทษในนามรูปย่อมมีด้วยอาการเท่าไร นามรูปย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในสฬายตนะย่อมมีด้วยอาการเท่าไร สฬายตนะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในผัสสะย่อมมีด้วยอาการเท่าไรผัสสะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในเวทนาย่อมมีด้วยอาการเท่าไรเวทนาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในตัณหาย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ตัณหาย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในอุปาทานย่อมมีด้วยอาการเท่าไร อุปาทานย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในภพย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ภพย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชาติย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ชาติย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการเท่าไร โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ ฯ

โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอรรถว่าไม่เที่ยง ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นทุกข์ ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นอนัตตา ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นเหตุให้เดือดร้อน ๑ ด้วยอรรถว่าแปรปรวน ๑ โทษในชราและมรณะย่อมมีด้วยอาการ ๕ เหล่านี้ ฯ

ชราและมรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน ชราและมรณะย่อมดับด้วยนิทานดับ ๑ด้วยสมุทัยดับ ๑ ด้วยชาติดับ ๑ ด้วยภพดับ ๑ ด้วยเหตุดับ ๑ด้วยปัจจัยดับ ๑ ด้วยญาณเกิดขึ้น ๑ ด้วยนิโรธปรากฏ ๑ ชรามรณะย่อมดับด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ ฯ

บุคคลเห็นโทษด้วยชราและมรณะในอาการ ๕ เหล่านี้แล้ว เป็นผู้เกิดฉันทะในความดับแห่งชราและมรณะด้วยอาการ ๘ เหล่านี้ น้อมใจไปด้วยศรัทธาและมีจิตตั้งมั่นดี ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจออกย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความดับในชราและมรณะหายใจเข้า ธรรมทั้งหลายด้วยสามารถ ความเป็นผู้พิจารณาความดับหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาน ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า สติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ฯลฯ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า มี ๔ ฯลฯ ภาวนา ด้วยอรรถว่า เป็นที่เสพ สีลวิสุทธิ ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความดับ ระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความดับหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ฯ เทฺว ปฏินิสฺสคฺคา ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค จ ฯ รูปํ ปริจฺจชตีติ ปฏิจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค รูปนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค ฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคปฏินิสฺสคฺโค ชรามรณนิโรเธ นิพฺพาเน จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนปฏินิสฺสคฺโค ฯ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสสิสฺสามีติ สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน ธมฺมา อุปฏฺฐานํ สติ อนุปสฺสนาญาณํ ธมฺมา อุปฏฺฐานํ โน สติ สติ อุปฏฺฐานํ เจว สติ จ ตาย สติยา เตน ญาเณน เต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา สติปฏฺฐานภาวนา ฯ

อนุปสฺสตีติ กถนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสติ โน นิจฺจโต ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชติ โน อาทิยติ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฺโต นิจฺจสญฺญํ ปชหติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสชฺชนฺโต อาทานํ ปชหติ เอวนฺเต ธมฺเม อนุปสฺสติ ฯ

ภาวนาติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสา สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ โย ตตฺถ สํวรฏฺโฐ อยํ อธิสีลสิกฺขา โย ตตฺถ อวิกฺเขปฏฺโฐ อยํ อธิจิตฺตสิกฺขา โย ตตฺถ ทสฺสนฏฺโฐ อยํ อธิปญฺญาสิกฺขา อิมา ติสฺโส สิกฺขาโย อาวชฺชนฺโต สิกฺขติ ชานนฺโต สิกฺขติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต สิกฺขติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต วิทิตา เวทนา อุปฺปชฺชนฺติ วิทิตา อุปฏฺฐหนฺติ [๑] อพฺภตฺถํ คจฺฉนฺติ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตํ อวิกฺเขปํ ปชานโต ฯเปฯ ปชานนฺโต อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ พลานิ สโมธาเนติ โพชฺฌงฺเค สโมธาเนติ มคฺคํ สโมธาเนติ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ฯเปฯ เตน วุจฺจติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ อฏฺฐ อนุปสฺสเน ญาณานิ อฏฺฐ จ อุปฏฺฐานานุสฺสติโย จตฺตาริ สุตฺตนฺติกวตฺถูนิ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนายถ อิมานิ พตฺตึสํ สโตการีสุ ญาณานิ ฯ

๑ ม. ยุ. วิทิตา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จัก

พิจารณาความสละคืนหายใจเข้า อย่างไร ฯ

ความสละคืนมี ๒ อย่าง คือ ความสละคืนด้วยการบริจาค ๑ ความสละคืนด้วยความแล่นไป ๑ จิต (คิด) สละรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับรูป เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่า

จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจออก ย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในรูปหายใจเข้าจิต(คิด) สละเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ เพราะฉะนั้นจึงเป็นความสละคืนด้วยการบริจาค จิตแล่นไปในนิพพานอันเป็นที่ดับชราและมรณะ เพราะฉะนั้น จึงเป็นความสละคืนด้วยการแล่นไป บุคคลย่อมศึกษาว่าจักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจออกย่อมศึกษาว่า จักพิจารณาความสละคืนในชราและมรณะ หายใจเข้า ธรรมทั้งหลาย ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า ปรากฏ สติเป็นอนุปัสนาญาณ ธรรมทั้งหลายปรากฏ ไม่ใช่สติ สติปรากฏด้วย เป็นตัวสติด้วย บุคคลย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นด้วยสตินั้น ด้วยญาณนั้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่าสติปัฏฐานภาวนา คือ การพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ฯ

คำว่า ย่อมพิจารณา ความว่า ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างไร ย่อมพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ไม่พิจารณาโดยความเที่ยง ฯลฯ ย่อมสละคืน ไม่ถือมั่น เมื่อพิจารณาโดยความไม่เที่ยง ย่อมละนิจจสัญญาได้ ฯลฯ เมื่อสละคืนย่อมละความถือมั่นได้ ย่อมพิจารณาธรรมเหล่านั้นอย่างนี้ ฯ

ภาวนา ในคำว่า ภาวนา มี ๔ คือ ภาวนา ด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายอันเกิดในภาวนานั้น ไม่ล่วงเกินกัน ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพสีลวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าความเป็นผู้พิจารณา ความสละคืนระวังลมหายใจออกลมหายใจเข้า จิตวิสุทธิ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิด้วยอรรถว่าเห็นความสำรวมในสีลวิสุทธินั้น เป็นอธิสีลสิกขา ความไม่ฟุ้งซ่านในจิตวิสุทธินั้นเป็นอธิจิตตสิกขา ความเห็นในทิฐิวิสุทธินั้น เป็นอธิปัญญาสิกขา บุคคลเมื่อคำนึงถึงสิกขา ๓ ประการนี้ศึกษาอยู่ เมื่อรู้ ศึกษาอยู่ ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน

ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า เวทนาปรากฏเกิดขึ้น ปรากฏตั้งอยู่ ปรากฏถึงความดับไป ฯลฯ เมื่อรู้ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนหายใจออกหายใจเข้า ฯลฯ บุคคลเมื่อรู้ ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ย่อมยังพละทั้งหลายให้ประชุมลงย่อมยังโพชฌงค์ทั้งหลายให้ประชุมลง ย่อมยังมรรคให้ประชุมลง ย่อมยังธรรมทั้งหลายให้ประชุมลงย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

คำว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลง ความว่า ย่อมยังอินทรีย์ทั้งหลายให้ประชุมลงอย่างไร ฯ

ย่อมยังสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อให้ประชุมลง ฯลฯ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า และแทงตลอดธรรมมีความสงบเป็นประโยชน์ อนุปัสนาญาณ ๘ อุปัฏฐานานุสสติ ๘สุตตันติกวัตถุ ในการพิจารณาธรรมในธรรมทั้งหลาย ๔ ญาณในความเป็นผู้ทำสติ ๓๒ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ ฯ ทีฆํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ทีฆํ ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิมานิ จตุวีสติ สมาธิวเสน ญาณานิ ฯ

กตมานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ ฯ ทีฆํ อสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทีฆํ ปสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ฯเปฯ วิโมจยํ จิตฺตํ อสฺสาสํ วิโมจยํ จิตฺตํ ปสฺสาสํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิมานิ เทฺวสตฺตติ วิปสฺสนาวเสน ญาณานิ ฯ

กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสํ ยถาภูตํ ชานาติ ปสฺสตีติ นิพฺพิทาญาณํ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาญาณานิ ฯ

กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสํ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา นิพฺพิทานุโลเม ญาณํ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทานุโลเม ญาณานิ ฯ

กตมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ ฯ อนิจฺจานุปสฺสี อสฺสาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณํ อนิจฺจานุปสฺสี ปสฺสาสํ ปฏิสงฺขา สนฺติฏฺฐนา ปญฺญา นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณํ ฯเปฯ อิมานิ อฏฺฐ นิพฺพิทาปฏิปฺปสฺสทฺธิญาณานิ ฯ

กตมานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิยา ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ สีลพฺพตปรามาสสฺส ทิฏฺฐานุสยสฺส วิจิกิจฺฉานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส โอฬาริกสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส อณุสหคตสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อรหตฺตมคฺเคน รูปราคสฺส อรูปราคสฺส มานสฺส อุทฺธจฺจสฺส อวิชฺชาย มานานุสยสฺส จ ภวราคานุสยสฺส อวิชฺชานุสยสฺส ปหีนตฺตา สมุจฺฉินฺนตฺตา อุปฺปชฺชติ วิมุตฺติสุเข ญาณํ อิมานิ เอกวีสติ วิมุตฺติสุเข ญาณานิ โสฬสวตฺถุกํ อานาปานสฺสติสมาธึ ภาวยโต สมาธิกานิ อิมานิ เทฺว ญาณสตานิ อุปฺปชฺชนฺติ ฯ

อานาปานกถา สมตฺตา ๑ ฯ

ฉบับหลวง

ญาณด้วยสามารถแห่งสมาธิ ๒๔ เป็นไฉน ฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจออกยาวเป็นสมาธิ ความที่จริงมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถลมหายใจเข้ายาวเป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้เปลื้องจิตหายใจออกหายใจเข้า เป็นสมาธิ ญาณด้วยสามารถของสมาธิ ๒๔เหล่านี้ ฯ

ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสนา ๗๒ เป็นไฉน ฯ

วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจออกยาว โดยความเป็นอนัตตา วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นทุกข์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาลมหายใจเข้ายาว โดยความเป็นอนัตตา ฯลฯ วิปัสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง วิปัสนาด้วยอรรถว่าความเป็นผู้เปลื้องจิตพิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณด้วยสามารถแห่งวิปัสนา ๗๒ เหล่านี้ ฯ

นิพพิทาญาณ ๘ เป็นไฉน ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาหายใจออก โดยความเป็นของไม่เที่ยง รู้เห็นตามความเป็นจริงเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาลมหายใจเข้า โดยความเป็นของไม่เที่ยงรู้เห็นตามความเป็นจริง ฯลฯ ญาณชื่อว่านิพพิทาญาณ เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลพิจารณาความสละคืนลมหายใจออก รู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะอรรถว่าเป็นเครื่องให้บุคคลผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้า รู้เห็นตามความเป็นจริงนิพพิทาญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ

นิพพิทานุโลมญาณ ๗ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจ ออกโดยความเป็นไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง ปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ฯลฯ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจออกปรากฏ โดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาความสละคืนลมหายใจเข้าปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เป็นนิพพิทานุโลมญาณ นิพพิทานุโลมญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ

นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เป็นไฉน ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจออกโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ปัญญาในความเป็นผู้พิจารณาลมหายใจเข้าโดยความเป็นของไม่เที่ยง พิจารณาหาทางวางเฉยอยู่ เป็นนิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ฯลฯ นิพพิทาปฏิปัสสัทธิญาณ ๘ เหล่านี้ ฯ

ญาณในวิมุติสุข ๒๑ เป็นไฉน ญาณในวิมุติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งสักกายทิฐิด้วยโสดาปัตติมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งวิจิกิจฉาด้วยโสดาปัตติมรรค ...

เพราะละเพราะตัดขาดซึ่งสีลัพพตปรามาส ทิฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ด้วยโสดาปัตติมรรค ... เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ

ด้วยสกทาคามิมรรค ...เพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียด ๆ ด้วยอนาคามิมรรค ญาณในวิมุติสุขย่อมเกิดขึ้นเพราะละ เพราะตัดขาดซึ่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุจธัจจะ อวิชชา มานานุสัยภวราคานุสัย และอวิชชานุสัยด้วยอรหันตมรรค ญาณในวิมุติสุข ๒๑ เหล่านี้เมื่อบุคคลเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสติอันมีวัตถุ ๑๖ ญาณ ๒๐๐ เหล่านี้อันสัมปยุตด้วยสมาธิ ย่อมเกิดขึ้น ฯ

จบอานาปานกถา ฯ

มหาวคฺเค อินฺทฺริยกถา

มหาวรรค อินทรียกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค อินทรียกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺสาราเม ฯ ตตฺร โข ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ภิกฺขโวติ ฯ ภทนฺเตติ เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ฯ ภควา เอตทโวจ ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ

๑ ม. อานาปานสฺสติกถา นิฏฺฐิตา ฯ

ฉบับหลวง

ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้วพระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑สมาธินทรีย์ ๑ปัญญินทรีย์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ ประการนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณฺณรสหิ ๑ อากาเรหิ วิสุชฺฌนฺติ อสฺสทฺเธ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สทฺเธ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปาสาทนิเย สุตฺตนฺเต ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สทฺธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ กุสีเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อารทฺธวิริเย ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สมฺมปฺปธาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ วิริยินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ มุฏฺฐสฺสตี ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต อุปฏฺฐิตสฺสตี ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต สติปฏฺฐาเน ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สตินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อสมาหิเต ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต สมาหิเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ฌานวิโมกฺเข ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ สมาธินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ ทุปฺปญฺเญ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺญวนฺเต ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต คมฺภีรญาณจริยํ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ตีหากาเรหิ ปญฺญินฺทฺริยํ วิสุชฺฌติ อิติเม ปญฺจ ปุคฺคเล ปริวชฺชยโต ปญฺจ ปุคฺคเล เสวโต ภชโต ปยิรุปาสโต ปญฺจ สุตฺตนฺตกฺขนฺเธ ปจฺจเวกฺขโต อิเมหิ ปณฺณรสหิ อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ วิสุชฺฌนฺติ ฯ

๑ ปนฺนรสหีติปิ ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการเท่าไร ฯ

อินทรีย์ ๕ ประการนี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้ไม่มีศรัทธาสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีศรัทธา (และ)พิจารณาพระสูตรอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเลื่อมใส สัทธินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้เกียจคร้านสมาคม คบหานั่งใกล้พวกบุคคลผู้ปรารภความเพียร (และ) พิจารณาสัมมัปปธาน วิริยินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลผู้มีสติหลงลืมสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีสติตั้งมั่น (และ) พิจารณาสติปัฏฐานสตินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลเว้นพวกบุคคลผู้มีใจไม่มั่นคงสมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลมีใจมั่นคง (และ) พิจารณาฌานและวิโมกข์สมาธินทรีย์ ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้นพวกบุคคลทรามปัญญา สมาคม คบหา นั่งใกล้พวกบุคคลผู้มีปัญญา (และ) พิจารณาญาณจริยาอันลึกซึ้ง ปัญญินทรีย์ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๓ เหล่านี้ เมื่อบุคคลงดเว้น ๕จำพวก สมาคม คบหา นั่งใกล้บุคคล ๕ จำพวก (และ) พิจารณาจำนวนพระสูตร ๕ ประการดังกล่าวมานี้ อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ย่อมหมดจดด้วยอาการ ๑๕เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ อสฺสทฺธิยํ ปชหนฺโต สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวติ สทฺธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อสฺสทฺธิยํ ปชหติ โกสชฺชํ ปชหนฺโต วิริยินฺทฺริยํ ภาเวติ วิริยินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต โกสชฺชํ ปชหติ ปมาทํ ปชหนฺโต สตินฺทฺริยํ ภาเวติ สตินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต ปมาทํ ปชหติ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต สมาธินฺทฺริยํ ภาเวติ สมาธินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อุทฺธจฺจํ ปชหติ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวติ ปญฺญินฺทฺริยํ ภาเวนฺโต อวิชฺชํ ปชหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการเท่าไร ฯ

บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐บุคคลเมื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าเจริญสัทธินทรีย์ เมื่อเจริญสัทธินทรีย์ ชื่อว่าละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อละความเป็นผู้เกียจคร้าน ชื่อว่าเจริญวิริยินทรีย์ เมื่อเจริญวิริยินทรีย์ชื่อว่าละความเป็นผู้เกียจคร้าน เมื่อละความประมาท ชื่อว่าเจริญสตินทรีย์ เมื่อเจริญสตินทรีย์ ชื่อว่าละความประมาท เมื่อละอุทธัจจะ ชื่อว่าเจริญสมาธินทรีย์ เมื่อเจริญสมาธินทรีย์ ชื่อว่าละอุทธัจจะ เมื่อละอวิชชา ชื่อว่าเจริญปัญญินทรีย์ เมื่อเจริญปัญญินทรีย์ ชื่อว่าละอวิชชา บุคคลย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ การเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมมีด้วยอาการ ๑๐เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ ทสหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สทฺธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อสฺสทฺธิยํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ โกสชฺชสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา วิริยินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา โกสชฺชํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ ปมาทสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีตฺตา สตินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สตินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา ปมาโท ปหีโน โหติ สุปฺปหีโน อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา สมาธินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อุทฺธจฺจํ ปหีนํ โหติ สุปฺปหีนํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา สุปฺปหีนตฺตา ปญฺญินฺทฺริยํ ภาวิตํ โหติ สุภาวิตํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ภาวิตตฺตา สุภาวิตตฺตา อวิชฺชา ปหีนา โหติ สุปฺปหีนา อิเมหิ ทสหิ อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการเท่าไร ฯ

อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ คือ สัทธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอสัทธินทรีย์ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นโทสชาติอักบุคคลละแล้วละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งความประมาท ความประมาทเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้วอบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้ว ละดีแล้วซึ่งอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งสมาธินทรีย์ปัญญินทรีย์เป็นคุณชาติอันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว เพราะความเป็นผู้ละแล้วละดีแล้วซึ่งอวิชชา อวิชชาเป็นโทสชาติอันบุคคลละแล้ว ละดีแล้ว

เพราะความเป็นผู้เจริญแล้ว อบรมแล้วซึ่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้วอบรมแล้วด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ สกทาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อนาคามิผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อรหตฺตผลกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ

อิติ จตสฺโส มคฺควิสุทฺธิโย จตสฺโส ผลวิสุทฺธิโย จตสฺโส สมุจฺเฉทวิสุทฺธิโย จตสฺโส ปฏิปฺปสฺสทฺธิวิสุทฺธิโย อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิยนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ เจว โหนฺติ สุภาวิตานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการเท่าไร เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว

อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้ว ด้วยอาการเท่าไร ฯ

อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะโสดาปัตติมรรคเป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้วระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะโสดาปัตติผล อินทรีย์ ๕บุคคลย่อมเจริญในขณะสกทาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้วและระงับดีแล้วในขณะสกทาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอนาคามิมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในอนาคามิผล อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญในขณะอรหัตมรรค เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วในขณะอรหัตผล ฯ

มรรควิสุทธิ ๔ ผลวิสุทธิ ๔ สมุจเฉทวิสุทธิ ๔ ปฏิปัสสัทธิวิสุทธิ ๔ ด้วยประการดังนี้อินทรีย์ ๕ บุคคลย่อมเจริญด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ เป็นอินทรีย์อันบุคคลเจริญแล้ว อบรมแล้ว ระงับแล้ว และระงับดีแล้วด้วยอาการ ๔ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตินํ ๑ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา กติ ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ๒ ฯ

กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ สตฺตนฺนญฺจ เสกฺขานํ ปุถุชฺชนกลฺยาณกสฺส จ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา ฯ กตเม ตโย ปุคฺคลา ฯ ภาวิตินฺทฺริยวเสน ๓ พุทฺโธติ ตถาคตสาวโก ขีณาสโว ภาวิตินฺทฺริโย สยมฺภูตฏฺเฐน ปจฺเจกพุทฺโธ ๔ ภาวิตินฺทฺริโย อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคโต อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภาวิตินฺทฺริโย อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา อิติ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ ปุคฺคลานํ อินฺทฺริยภาวนา อิเม ตโย ปุคฺคลา ภาวิตินฺทฺริยา ฯ

สาวตฺถีนิทานํ

๑ ยุ. กตินฺนํ ฯ ๒ สี. ภาวิตินฺทฺริยาติ ฯ ๓ ม. ยุ. ภาวิตินฺทฺริยา ฯ สวเนน

พุทฺโธ ตถาคต ... ฯ ๔ ม. ปจฺเจกสมฺพุทฺโธ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์ บุคคลเท่าไรเจริญอินทรีย์แล้วบุคคล ๘ เจริญ

อินทรีย์ บุคคล ๓ เจริญอินทรีย์แล้ว ฯ

บุคคล ๘ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์ พระเสขบุคคล ๗ กัลยาณปุถุชน ๑ บุคคล ๘เหล่านี้เจริญอินทรีย์ ฯ

บุคคล ๓ เป็นไฉนเจริญอินทรีย์แล้ว พระขีณาสพสาวกพระตถาคตชื่อว่าพุทโธ ด้วยสามารถความเป็นผู้เจริญอินทรีย์แล้ว ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้วพระปัจเจกพุทธะ ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่าตรัสรู้เอง ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้วพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพุทโธ ด้วยอรรถว่ามีพระคุณประมาณไม่ได้ ชื่อว่าเจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว บุคคล ๘เหล่านี้เจริญอินทรีย์ บุคคล ๓ เหล่านี้เจริญอินทรีย์แล้ว ด้วยประการดังนี้ ฯ

สาวัตถีนิทาน

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ เย หิ เกจิ ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ นปฺปชานนฺติ นเมเต ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ วา สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ วา พฺราหฺมณสมฺมตา น จ ปน เต อายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถํ ๑ วา พฺราหฺมญฺญตฺถํ วา ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺติ ฯ

เย ๒ เกจิ โข ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยญฺจ อตฺถงฺคมญฺจ อสฺสาทญฺจ อาทีนวญฺจ นิสฺสรณญฺจ ยถาภูตํ ปชานนฺติ เต โขเม ภิกฺขเว สมณา วา พฺราหฺมณา วา สมเณสุ จ ๓ สมณสมฺมตา พฺราหฺมเณสุ จ ๓ พฺราหฺมณสมฺมตา เต จ ปนายสฺมนฺตา สามญฺญตฺถญฺจ พฺราหฺมญฺญตฺถญฺจ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรนฺตีติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉนคือสัทธินทรีย์ ...

ปัญญินทรีย์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ย่อมไม่รู้ชัดซึ่งเหตุเกิด

ความดับ คุณ โทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหาได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ หรือได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ไม่ และท่านเหล่านั้นหาได้ทำให้แจ้งซึ่งสามัญผล หรือพรหมัญผลด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันแล้วเข้าถึงอยู่ไม่ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้ชัดซึ่งเหตุเกิด ความดับ คุณโทษ และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ตามความเป็นจริง สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้นั้นแล เป็นผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นสมณะในหมู่สมณะ ได้รับยกย่องว่าเป็นพราหมณ์ในหมู่พราหมณ์ และท่านเหล่านั้น ย่อมทำให้แจ้งซึ่งสามัญผลและพรหมัญผล ด้วยปัญญาอันรู้ยิ่งเองในปัจจุบัน เข้าถึงอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ อสีติสตากาเรหิ ๑ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ

๑ ยุ. สามญฺญตฺตํ วา พฺราหฺมญฺญตฺตํ วา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. เย จ โข

เกจิ ฯ ยุ. เย หิ เกจิ ฯ ๓ ม. วา ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการเท่าไรบุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕มีโทษด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๘๐ บุคคลย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๘๐

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ

วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน

ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ

อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส สมุทโย วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส สมุทโย สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส สมุทโย ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทโย โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ สมุทยํ ปชานาติ ฯ

๑ ม. อสีติ สตํ อากาเรหิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่ง

อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ

เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความตั้งมั่น

เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็น

เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่นเป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความตั้งมั่น เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่านเป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งฉันทะด้วยสามารถความเห็น เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์

เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ เหตุเกิดแห่งมนสิการด้วยสามารถความเห็นเป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสัทธินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถวิริยินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งวิริยินทรีย์ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์เป็นเหตุเกิดแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถปัญญินทรีย์ เป็นเหตุเกิดแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ มีเหตุเกิดด้วยอาการ ๔๐เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้เหตุเกิดแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ กตเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส

อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ

อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปตฺถาย อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนตฺถาย

อาวชฺชนาย อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน ฉนฺทสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อธิโมกฺขวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปคฺคหวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อุปฏฺฐานวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อวิกฺเขปวเสน มนสิการสฺส

อตฺถงฺคโม สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ทสฺสนวเสน มนสิการสฺส อตฺถงฺคโม ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สตินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน เอกตฺตํ อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อตฺถงฺคโม โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคโม โหติ อิเมหิ จตฺตารีสาย อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อตฺถงฺคมํ ปชานาติ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้ ความดับแห่ง

อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เป็นไฉน ฯ

ความดับแห่งความคำนึงถึง เพื่อประโยชน์แก่การน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน

เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์

เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความน้อมใจเชื่อเป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความดับแห่งความคำนึงถึงเพื่อประโยชน์แก่ความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์

ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่านเป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งฉันทะด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการ ด้วยสามารถแห่งความน้อมใจเชื่อ เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความประคองไว้ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความตั้งมั่น เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ ความดับแห่งมนสิการด้วยสามารถแห่งความเห็น เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์

ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์เป็นความดับแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ เป็นความดับแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ เป็นความดับแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นความดับแห่งสมาธินทรีย์ความไม่ปรากฏเป็นธรรมอย่างเดียวด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ เป็นความดับแห่งปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ย่อมดับไปด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้ความดับแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๔๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธิยสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อสฺสทฺธิยสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อธิโมกฺขจริยาย เวสารชฺชํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ ๑ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ๑ โกสชฺชสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปคฺคหจริยาย

เวสารชฺชํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ วิริยินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิริยินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ๑ ปมาทสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุปฏฺฐานจริยาย เวสารชฺชํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สตินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สตินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ๑ อุทฺธจฺจสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส

อสฺสาโท โหติ อวิกฺเขปจริยาย เวสารชฺชํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ สมาธินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ สมาธินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ๑ อวิชฺชาย อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อนุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ทสฺสนจริยาย เวสารชฺชํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ สนฺโต จ วิหาราธิคโม จ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ ยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาโท โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อสฺสาทํ ปชานาติ ฯ

๑ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕

ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ

ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความน้อมใจเชื่อ เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสัทธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสัทธินทรีย์ความไม่ปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อน

เพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความ

ประคองไว้ เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความประคองไว้ เป็น

คุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความสุขความ

โสมนัสอันอาศัยวิริยินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งวิริยินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยการตั้งมั่น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรมเป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสตินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสตินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์

ความสุขความโสมนัสอันอาศัยสมาธินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งสมาธินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งอวิชชาเป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความไม่ปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความแกล้วกล้าแห่งความประพฤติด้วยความเห็น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ ความสงบและการบรรลุสุขวิหารธรรม เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์ความสุขความโสมนัสอันอาศัยปัญญินทรีย์เกิดขึ้น เป็นคุณแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ มีคุณด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้คุณแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ กตเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อสฺสทฺธินฺทฺริยสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ โกสชฺชสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส

อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ปมาทสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อุทฺธจฺจสฺส ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อวิชฺชาย ปริฬาหสฺส อุปฏฺฐานํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนิจฺจฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ ทุกฺขฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อนตฺตฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนโว โหติ อิเมหิ ปญฺจวีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทีนวํ ปชานาติ ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕

ด้วยอาการ ๒๕ เป็นไฉน ฯ

ความปรากฏแห่งอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอสัทธินทรีย์ เป็นโทษแห่งสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ...

เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นโทษแห่งวิริยินทรีย์ วิริยินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะความประมาท เป็นโทษแห่งสตินทรีย์ สตินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตาความปรากฏแห่งอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ เป็นโทษแห่งสมาธินทรีย์ สมาธินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ...

เป็นทุกข์ ... เป็นอนัตตา ความปรากฏแห่งอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ ความปรากฏแห่งความเร่าร้อนเพราะอวิชชา เป็นโทษแห่งปัญญินทรีย์ปัญญินทรีย์มีโทษเพราะความไม่เที่ยง ... เป็นทุกข์ ...

เป็นอนัตตา อินทรีย์ ๕มีโทษด้วยอาการ ๒๕ เหล่านี้ บุคคลย่อมรู้โทษแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ๒๕เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ กตเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยา นิสฺสฏํ โหติ อสฺสทฺธิยปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสทฺธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสทฺธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชา นิสฺสฏํ โหติ โกสชฺชปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรวิริยินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรวิริยินฺทฺริยา

นิสฺสฏํ โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทา นิสฺสฏํ โหติ ปมาทปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสตินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสตินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏํ โหติ อุทฺธจฺจปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรสมาธินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรสมาธินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชาย นิสฺสฏํ โหติ อวิชฺชาปริฬาหา นิสฺสฏํ โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ

จ นิสฺสฏํ โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ นิสฺสฏํ โหติ ตโต ปณีตตรปญฺญินฺทฺริยสฺส ปฏิลาภา ปุริมตรปญฺญินฺทฺริยา นิสฺสฏํ โหติ ปุพฺพภาเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฐมชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฐมชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ตติยชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ จตุตฺถชฺฌานวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวเสน

ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิจฺจานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ทุกฺขานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิพฺพิทานุปสฺสนาวเสน

ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิราคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ นิโรธานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ขยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วยานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิปริณามานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิปริณามานุปสฺสนาย

ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนิมิตฺตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สุญฺญตานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ยถาภูตญาณทสฺสนวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อาทีนวานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาวเสน

ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ สกทาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค

ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อนาคามิผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิผลสมาปตฺติยา ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตมคฺควเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจหินฺทฺริเยหิ อรหตฺตผลสมาปตฺติวเสน ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิกฺขมฺเม ๑ ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ธมฺมววตฺถาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิจิกิจฺฉาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ญาเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิชฺชาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ

ปามุชฺเช ปญฺจินฺทฺริยานิ อรติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฐมชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ นีวรเณหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ วิตกฺกวิจาเรหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ ตติยชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ ปีติยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ จตุตฺถชฺฌาเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขทุกฺเขหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปญฺจินฺทฺริยานิ

อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิจฺจานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิจฺจสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ ทุกฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สุขสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อตฺตสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิพฺพิทานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นนฺทิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิราคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ราคโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ นิโรธานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สมุทยโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาทานโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ขยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ฆนสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วยานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อายุหนโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ

วิปริณามานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ธุวสญฺญาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ นิมิตฺตโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ปณิธิยา นิสฺสฏานิ โหนฺติ สุญฺญตานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สาราทานาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ยถาภูตญาณทสฺสเน ปญฺจินฺทฺริยานิ สมฺโมหาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ อาทีนวานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อาลยาภินิเวสโต นิสฺสฏานิ โหนฺติ ปฏิสงฺขานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ อปฺปฏิสงฺขาย นิสฺสฏานิ โหนฺติ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย ปญฺจินฺทฺริยานิ สญฺโญคาภินิเวสโต

นิสฺสฏานิ โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ ทิฏฺเฐกฏฺเฐหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สกทาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ โอฬาริเกหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อนาคามิมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ อนุสหคเตหิ กิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเสหิ นิสฺสฏานิ โหนฺติ สพฺเพสญฺเญว ขีณาสวานํ ตตฺถ ตตฺถ ปญฺจินฺทฺริยานิ นิสฺสฏานิ เจว โหนฺติ สุนิสฺสฏานิ จ ปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ สุปฺปฏิปฺปสฺสทฺธานิ จ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ โหติ อิเมหิ อสีติสตากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ นิสฺสรณํ ปชานาติ ฯ

ภาณวารํ ฯ

___________

๑ ม. ยุ. เนกฺขมฺเม ฯ

ฉบับหลวง

อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกไปด้วยอาการ ๑๐๘เป็นไฉน บุคคล

ย่อมรู้อุบายเป็นเครื่องสลัดออกไป แห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ๑๐๘ เป็นไฉน ฯ

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าความน้อมใจเชื่อ สลัดออกไปจากความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ๑

จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑จากสัทธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สัทธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สลัดออกไปจากความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความเป็นผู้เกียจคร้าน ๑ จากขันธ์ ๑จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากวิริยินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้วิริยินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นสลัดออกไปจากความประมาท ๑ จากความเร่าร้อนเพราะความประมาท ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามความประมาท ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑จากสตินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สตินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านสลัดออกไปจากอุทธัจจะ ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ๑ จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑

จากสมาธินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้สมาธินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นสลัดออกไปจากอวิชชา ๑ จากความเร่าร้อนเพราะอวิชชา ๑ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามอวิชชา ๑จากขันธ์ ๑ จากสรรพนิมิตภายนอก ๑ จากปัญญินทรีย์ซึ่งมีอยู่ก่อนแต่การได้ปัญญินทรีย์ที่ประณีตกว่านั้น ๑ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถปฐมฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในส่วนเบื้องต้นอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถทุติยฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฐมฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถตติยฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถจตุตถฌานสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ

สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งทุกขานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในทุกขานุปัสสนา

อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งนิพพิทานุปัสสนา สลัดออกไปจาก อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งปฏินิสสัคคานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา อินทรีย์๕ด้วยสามารถแห่งวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ในวยานุปัสสนา อินทรีย์

๕ ด้วยสามารถแห่งอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิปริณามานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตานุปัสสนาสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งสุญญตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ในสุญญตานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ ด้วยสามารถแห่งยถาภูตญาณทัสนะ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอาทีนวานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งปฏิสังขานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนาอินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งวิวัฏฏนานุปัสสนา สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนา อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งโสดาปัตติผลสมาบัติสลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรค อินทรีย์ ๕

ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งสกทาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอนาคามิมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอนาคามิผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอนาคามิผลสมาบัติ อินทรีย์ ๕ด้วยสามารถแห่งอรหัตผลสมาบัติ สลัดออกไปจากอินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรคอินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ สลัดออกไปจากกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในอัพยาบาทสลัดออกไปจากพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญา สลัดออกไปจากถีนมิทธะอินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน สลัดออกไปจากอุทธัจจะ อินทรีย์ ๕

ในธรรมววัตถาน สลัดออกไปจากวิจิกิจฉา อินทรีย์ ๕ ในญาณ สลัดออกไปจากอวิชชาอินทรีย์ ๕ ในความปราโมทย์ สลัดออกไปจากอรติ อินทรีย์ ๕ในปฐมฌาน สลัดออกไปจากนิวรณ์ อินทรีย์ ๕ ในทุติยฌาน สลัดออกไปจากวิตกวิจาร อินทรีย์ ๕ ในตติยฌาน สลัดออกไปจากปีติ อินทรีย์ ๕ ในจตุตถฌาน สลัดออกไปจากสุขและทุกข์ อินทรีย์ ๕ ในอากาสานัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญาอินทรีย์ ๕ ในวิญญาณัญจายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากาสานัญจายตนสัญญาอินทรีย์ ๕ ในอากิญจัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากวิญญาณัญจายตนสัญญาอินทรีย์ ๕ ในเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ สลัดออกไปจากอากิญจัญญายตนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนิจจานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิจจสัญญาอินทรีย์ ๕ในทุกขานุปัสสนา สลัดออกไปจากสุขสัญญา อินทรีย์ ๕ ในอนัตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากอัตตสัญญา อินทรีย์ ๕ ในนิพพิทานุปัสสนาสลัดออกไปจากความเพลิดเพลิน อินทรีย์ ๕ ในวิราคานุปัสสนา สลัดออกไปจากราคะ อินทรีย์ ๕ ในนิโรธานุปัสสนา สลัดออกไปจากสมุทัย

อินทรีย์ ๕ในปฏินิสสัคคานุปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่น อินทรีย์ ๕ ในขยานุปัสสนาสลัดออกไปจากฆนสัญญา อินทรีย์ ๕ ในวยานุปัสสนา สลัดออกไปจากการประมวลอายุ อินทรีย์ ๕ในวิปริณามานุปัสสนา สลัดออกไปจากธุวสัญญาอินทรีย์ ๕ ในอนิมิตตานุปัสสนา สลัดออกไปจากนิมิต อินทรีย์ ๕ ในอัปปณิหิตานุปัสนา สลัดออกไปจากปณิธิ อินทรีย์ ๕ ในสุญญตานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่น อินทรีย์ ๕ ในอธิปัญญาธรรมวิปัสสนา สลัดออกไปจากความยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นแก่นสาร อินทรีย์ ๕ ในยถาภูตญาณทัสนะสลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะความหลง อินทรีย์ ๕ ในอาทีนวานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่นด้วยความอาลัย

อินทรีย์ ๕ ในปฏิสังขานุปัสสนาสลัดออกไปจากการไม่พิจารณาหาทาง อินทรีย์ ๕ ในวิวัฏฏนานุปัสสนาสลัดออกไปจากความถือมั่นเพราะกิเลสเครื่องประกอบ อินทรีย์ ๕ ในโสดาปัตติมรรคสลัดออกไปจากกิเลสซึ่งอยู่ในที่เดียวกันกับทิฐิ อินทรีย์ ๕ ในสกทาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนหยาบ ๆ อินทรีย์ ๕ ในอนาคามิมรรค สลัดออกไปจากกิเลสส่วนละเอียด อินทรีย์ ๕ในอรหัตมรรคสลัดออกไปจากกิเลสทั้งปวง อินทรีย์ ๕ ในธรรมนั้น ๆ เป็นคุณชาติอันพระขีณาสพทั้งปวงเทียวสลัดออกแล้ว สลัดออกดีแล้ว ระงับแล้วและระงับดีแล้ว อินทรีย์ ๕ มีอุบายเป็นเครื่องสลัดออกด้วยอาการ ๑๐๘ เหล่านี้บุคคลย่อมรู้อุบายเครื่องสลัดออกแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๑๐๘เหล่านี้ ฯ

จบภาณวาร

______

บาลี (สยามรัฐ)

สาวตฺถีนิทานํ

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ

กตฺถ จ ภิกฺขเว สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ เอตฺถ สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

กตฺถ จ ภิกฺขเว วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ เอตฺถ วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

กตฺถ จ ภิกฺขเว สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ เอตฺถ สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

กตฺถ จ ภิกฺขเว สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ เอตฺถ สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

กตฺถ จ ภิกฺขเว ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอตฺถ ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

สาวัตถีนิทาน

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ อินทรีย์ ๕ เป็นไฉนคือ สัทธินทรีย์ ๑วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ ๑ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสัทธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในโสดาปัตติยังคะ (ธรรมอันเป็นองค์แห่งการบรรลุกระแสนิพพาน) ๔ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นวิริยินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสัมมัปปธาน ๔ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสตินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในสติปัฏฐาน ๔ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นสมาธินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในฌาน ๔ ฯ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็จะพึงเห็นปัญญินทรีย์ในที่ไหน พึงเห็นในอริยสัจ ๔ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ในสัมมัปปธาน ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วย

อาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อในโสดาปัตติยังคะ คือ การคบสัตบุรุษ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน การทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ ในสัมมัปปธาน ๔ คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือ ความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญ ความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐

เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ ในจตุตถฌานพึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจ คือ ทุกข์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นพึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็นในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัย ฯลฯ ในอริยสัจ คือทุกขนิโรธ ฯลฯ

ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ ฌาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กติหากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ ฯเปฯ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ จตูสุ ฌาเนสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการเท่าไร ฯ

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ ฯลฯ ในสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ ในสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ ในฌาน ๔ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ สปฺปุริสสํเสเว โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธมฺมสฺสวเน โสตาปตฺติยงฺเค ฯเปฯ โยนิโสมนสิกาเร โสตาปตฺติยงฺเค ธมฺมานุธมฺมปฏิปตฺติยา โสตาปตฺติยงฺเค อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ โสตาปตฺติยงฺเคสุ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การคบหาสัปบุรุษ พึงเห็ฯความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อในโสดาปัตติยังคะ คือ การฟังธรรมของท่าน ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือการทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ฯลฯ ในโสดาปัตติยังคะ คือ การปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ในโสดาปัตติยังคะ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ อนุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ อนุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฺปนฺนานํ ปาปกานํ อกุสลานํ ธมฺมานํ ปหานาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อนุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ อุปฺปาทาย สมฺมปฺปธาเน ฯเปฯ อุปฺปนฺนานํ กุสลานํ ธมฺมานํ ฐิติยา อสมฺโมสาย ภิยฺโยภาวาย เวปุลฺลาย ภาวนาย ปาริปูริยา สมฺมปฺปธาเน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส ฯเปฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สมฺมปฺปธาเนสุ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

จะพึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ในสัมมัปปธาน คือ การไม่ยังอกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ในสัมมัปปธาน คือ การละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ในสัมมัปปธานคือ การบำเพ็ญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ฯลฯ ในสัมมัปปธาน คือความตั้งมั่น ความไม่ฟั่นเฟือน ความเจริญยิ่ง ความไพบูลย์ ความเจริญความบริบูรณ์ แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ในสัมมัปปธาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕

ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา เวทนาสุ เวทนานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ จิตฺเต จิตฺตานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สตินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔ จะพึงเห็นความ ประพฤติแห่ง

อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่นในสติปัฏฐานคือ การพิจารณาเห็นกายในกาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณา เห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลาย ฯลฯในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นจิตในจิต ฯลฯ

ในสติปัฏฐาน คือ การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ในสติปัฏฐาน ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ปฐมชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุติยชฺฌาเน ฯเปฯ ตติยชฺฌาเน ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌาเน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ฯเปฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ ฌาเนสุ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในปฐมฌาน พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ในทุติยฌาน ฯลฯ ในตติยฌาน ฯลฯ

ในจตุตถฌาน ฯลฯ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ในฌาน ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน กตเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรเธ อริยสจฺเจ ทุกฺขนิโรธาคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยสฺส จริยา ทฏฺฐพฺพา จตูสุ อริยสจฺเจสุ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อิเมหิ วีสติยา อากาเรหิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ จริยา ทฏฺฐพฺพา ฯ

ฉบับหลวง

ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔ จะพึงเห็นความประพฤติแห่ง

อินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เป็นไฉน ฯ

พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นในอริยสัจ คือทุกข์ พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นความประพฤติแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น ในอริยสัจ คือ ทุกขสมุทัยฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธ ฯลฯ ในอริยสัจ คือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา พึงเห็นความประพฤติแห่งสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นความประพฤติแห่งวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้พึงเห็นความประพฤติแห่งสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นความประพฤติแห่งสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ในอริยสัจ ๔จะพึงเห็นความประพฤติแห่งอินทรีย์ ๕ ด้วยอาการ ๒๐ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จาโร จ วิหาโร จ อนุพุทฺโธ โหติ ปฏิวิทฺโธ ยถา จรนฺตํ ยถา วิหรนฺตํ วิญฺญู สพฺรหฺมจารี คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ โอกปฺเปยฺยุํ อทฺธา อยมายสฺมา ปตฺโต วา ปาปุณิสฺสติ วา ฯ

จริยาติ อฏฺฐ จริยาโย อิริยาปถจริยา อายตนจริยา สติจริยา สมาธิจริยา ญาณจริยา มคฺคจริยา ปตฺติจริยา โลกตฺถจริยา ฯ

อิริยาปถจริยาติ จตูสุ อิริยาปเถสุ ฯ อายตนจริยาติ ฉสุ อชฺฌตฺติกพาหิเรสุ อายตเนสุ ฯ สติจริยาติ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ ฯ สมาธิจริยาติ จตูสุ ฌาเนสุ ฯ ญาณจริยาติ จตูสุ อริยสจฺเจสุ ฯ มคฺคจริยาติ จตูสุ อริยมคฺเคสุ ฯ ปตฺติจริยาติ จตูสุ สามญฺญผเลสุ ฯ โลกตฺถจริยาติ ตถาคเตสุ อรหนฺเตสุ สมฺมาสมฺพุทฺเธสุ ปเทโส ๑ ปจฺเจกพุทฺเธสุ ปเทโส ๑ สาวเกสุ ๒ ฯ อิริยาปถจริยา จ ปณิธิสมฺปนฺนานํ อายตนจริยา จ อินฺทฺริเยสุ คุตฺตทฺวารานํ สติจริยา จ อปฺปมาทวิหารีนํ สมาธิจริยา จ อธิจิตฺตมนุยุตฺตานํ ญาณจริยา จ พุทฺธิสมฺปนฺนานํ มคฺคจริยา จ สมฺมาปฏิปนฺนานํ ๓ ปตฺติจริยา จ อธิคตผลานํ โลกตฺถจริยา จ ตถาคตานํ อรหนฺตานํ สมฺมาสมฺพุทฺธานํ ปเทโส ๑ ปจฺเจกพุทฺธานํ ปเทโส สาวกานํ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ

อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย จรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน จรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา จรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา จรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย จรติ วิชานนฺโต วิญฺญาเณน ๑ จรติ เอวํ ๒ ปฏิปนฺโน วิเสสมธิคจฺฉตีติ วิเสสจริยาย จรติ เอวํ ๒ ปฏิปนฺนสฺส กุสลา ธมฺมา อายาเปนฺตีติ อายตนจริยาย จรติ อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ

อปราปิ อฏฺฐ จริยาโย ทสฺสนจริยา จ สมฺมาทิฏฺฐิยา อภิโรปนจริยา ๓ จ สมฺมาสงฺกปฺปสฺส ปริคฺคหจริยา จ สมฺมาวาจาย สมุฏฺฐานจริยา จ สมฺมากมฺมนฺตสฺส โวทานจริยา จ สมฺมาอาชีวสฺส ปคฺคหจริยา จ สมฺมาวายามสฺส อุปฏฺฐานจริยา จ สมฺมาสติยา อวิกฺเขปจริยา จ สมฺมาสมาธิสฺส อิมา อฏฺฐ จริยาโย ฯ

๑ ม. ปเทเส ฯ ยุ. ปเทสปจฺเจกพุทฺเธสุ ปเทสสาวเกสุ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๒ สี. สพฺพเทโส ปจฺเจกพุทฺเธสุ สปฺปเทสุ สาวเกสุ ฯ ๓ สี. สมาปตฺติสมฺปนฺนานํ ฯ

ฉบับหลวง

ความประพฤติและวิหารธรรม เป็นอันตรัสรู้แล้ว แทงตลอดแล้ว เหมือน

อย่างสพรหมจารีผู้รู้แจ้ง กำหนดบุคคลไว้ในฐานที่ลึก ตามที่ประพฤติตามที่อยู่ว่า ท่านผู้นี้บรรลุแล้ว หรือว่าจักบรรลุเป็นแน่ ฯ

จริยา ในคำว่า ความประพฤติ มี ๘ คือ อิริยาปถจริยา ๑ อายตนจริยา ๑ สติจริยา ๑สมาธิจริยา ๑ ญาณจริยา ๑ มรรคจริยา ๑ปัตติจริยา ๑ โลกัตถจริยา ๑ ฯ

ความประพฤติในอิริยาบถ ๔ ชื่อว่าอิริยาปถจริยา ความประพฤติในอายตนภายในภายนอก ๖ ชื่อว่าอายตนจริยา ความประพฤติในสติปัฏฐาน ๔ชื่อว่าสติจริยา ความประพฤติในฌาน ๔ ชื่อว่าสมาธิจริยา ความประพฤติในอริยสัจ ๔ ชื่อว่าญาณจริยา ความประพฤติในอริยมรรค ๔ ชื่อว่ามรรคจริยาความประพฤติในสามัญผล ๔ ชื่อว่าปัตติจริยา ความประพฤติกิจซึ่งเป็นประโยชน์แก่โลก ในพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วนในพระสาวกบางส่วน ชื่อว่าโลกัตถจริยา อิริยาปถจริยา เป็นของท่านผู้ถึงพร้อมด้วยการตั้งใจไว้อายตนจริยา เป็นของท่านผู้คุ้มครองอินทรีย์ สติจริยา เป็นของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทสมาธิจริยา เป็นของท่านผู้ขวนขวายในอธิจิต ญาณจริยา เป็นของท่านผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา

มรรคจริยา เป็นของท่านผู้ปฏิบัติชอบ ปัตติจริยา เป็นของท่านผู้บรรลุผลแล้ว และโลกัตถจริยาเป็นของพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพระปัจเจกพุทธเจ้าบางส่วนของพระสาวกบางส่วนจริยา ๘ เหล่านี้ ฯ

จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมประพฤติด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ย่อมประพฤติด้วยความเพียร ผู้เข้าไปตั้งไว้มั่น ย่อมประพฤติด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมประพฤติด้วยสมาธิ ผู้รู้ชัด ย่อมประพฤติด้วยปัญญา ผู้รู้แจ้ง ย่อมประพฤติด้วยวิญญาณ ผู้ทราบว่า ท่านปฏิบัติอย่างนี้จึงบรรลุคุณวิเศษ ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยวิเสสจริยา ผู้ที่ทราบว่า กุศลธรรมของท่านผู้ปฏิบัติอย่างนี้ ย่อมยังอิฐผลให้ยืดยาวไป ดังนี้ ย่อมประพฤติด้วยอายตนจริยา จริยา ๘เหล่านี้ ฯ

จริยา ๘ อีกประการหนึ่ง คือ ทัสสนจริยาแห่งสัมมาทิฐิ ๑ อภิโรปนจริยาแห่งสัมมาสังกัปปะ ๑ ปริคคหจริยาแห่งสัมมาวาจา ๑ สมุฏฐานจริยาแห่งสัมมากัมมันตะ ๑ โวทานจริยาแห่งสัมมาอาชีวะ ๑ ปัคคหจริยาแห่งสัมมาวายามะ ๑ อุปัฏฐานจริยาแห่งสัมมาสติ ๑ อวิกเขปจริยาแห่งสัมมาสมาธิ ๑จริยา ๘ เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วิหาโรติ อธิมุจฺจนฺโต สทฺธาย วิหรติ ปคฺคณฺหนฺโต วิริเยน วิหรติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สติยา วิหรติ อวิกฺเขปํ กโรนฺโต สมาธินา วิหรติ ปชานนฺโต ปญฺญาย วิหรติ ฯ

อนุพุทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ อนุพุทฺโธ โหติ ฯ

ปฏิวิทฺโธติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺโฐ ปฏิวิทฺโธ โหติ ฯ

ยถา จรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย จรนฺตํ เอวํ วิริเยน จรนฺตํ เอวํ สติยา จรนฺตํ เอวํ สมาธินา จรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย จรนฺตํ ฯ

ยถา วิหรนฺตนฺติ เอวํ สทฺธาย วิหรนฺตํ เอวํ วิริเยน วิหรนฺตํ เอวํ สติยา วิหรนฺตํ เอวํ สมาธินา วิหรนฺตํ เอวํ ปญฺญาย วิหรนฺตํ ฯ

วิญฺญูติ วิญฺญู วิภาวี เมธาวี ปณฺฑิตา พุทฺธิสมฺปนฺนา ฯ

สพฺรหฺมจารีติ เอกกมฺมํ เอกุทฺเทโส สมสิกฺขาตา ๑ ฯ

คมฺภีเรสุ ฐาเนสูติ คมฺภีรานิ ฐานานิ วุจฺจนฺติ ฌานานิ จ วิโมกฺขา จ สมาธิ จ สมาปตฺติโย จ มคฺคา จ ผลานิ จ อภิญฺญาโย จ ปฏิสมฺภิทา จ ฯ

โอกปฺเปยฺยุนฺติ สทฺทเหยฺยุํ อธิมุจฺเจยฺยุํ ฯ

อทฺธาติ เอกํสวจนเมตํ นิสฺสํสยวจนเมตํ นิกฺกงฺขาวจนเมตํ ๒ อทฺวชฺฌวจนเมตํ ๓ อเทฺวฬฺหกวจนเมตํ นิยฺยานิกวจนเมตํ ๔ อปณฺณกวจนเมตํ ๕ อวตฺถาปนวจนเมตํ อทฺธาติ ฯ

อายสฺมาติ ปิยวจนเมตํ ครุวจนเมตํ สคารวสปฺปติสฺสาธิวจนเมตํ อายสฺมาติ ฯ

ปตฺโต วาติ อธิคโต [๑] ฯ ปาปุณิสฺสติ วาติ อธิคมิสฺสติ [๑] ฯ

ปริปุณฺณนิทานํ ๒

๑ ม. ยุ. วิญฺญาณจริยาย ฯ ๒ ม. เอวํ ปฏิปนฺนสฺส ฯเปฯ อายตนจริยาย จรติ

เอวํ ปฏิปนฺโน ฯเปฯ วิเสสจริยาย จรติ ฯ ๓ ม. อภินิโรปนจริยา ฯ

๑ ม. ยุ. สมสิกฺขตา ฯ ๒ ม. ยุ. นิกฺกงฺข... ฯ ๓ ม. ยุ. อทฺเวชฺฌ... ฯ

๔ ม นิโยค ... ฯ ๕ สี. อาวชฺเฌวจนเมตํ อทฺวหกวจนเมตํ นิโยควจนเมตํ

อปฺปกวจนเมตํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า วิหาโร ความว่า บุคคลผู้น้อมใจเชื่อ ย่อมอยู่ด้วยศรัทธา ผู้ประคองไว้ย่อมอยู่ด้วยความเพียร ผู้ตั้งสติมั่น ย่อมอยู่ด้วยสติ ผู้ทำจิตไม่ให้ฟุ้งซ่าน ย่อมอยู่ด้วยสมาธิผู้รู้ชัด ย่อมอยู่ด้วยปัญญา ฯ

คำว่า รู้ตาม ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ความประคองไว้แห่งวิริยินทรีย์ความตั้งมั่นแห่งสตินทรีย์ ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมาธินทรีย์ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันรู้ตามแล้ว ฯ

คำว่า แทงตลอดแล้ว ความว่า ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ...ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ เป็นอันแทงตลอดแล้ว ฯ

คำว่า ตามที่ประพฤติ ความว่า ประพฤติด้วยศรัทธาอย่างนี้ ด้วยความเพียรอย่างนี้ด้วยสติอย่างนี้ ด้วยสมาธิอย่างนี้ ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ

คำว่า ตามที่อยู่ ความว่า อยู่ด้วยศรัทธาอย่างนี้ ... ด้วยปัญญาอย่างนี้ ฯ

คำว่า วิญญู คือ ผู้รู้แจ้ง ผู้มีปัญญาแจ่มแจ้ง ผู้มีปัญญาทำลายกิเลสผู้เป็นบัณฑิตผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ ฯ

คำว่า สพฺรหฺมจารี คือ บุคคลผู้มีการงานอย่างเดียวกัน มีอุเทศอย่างเดียวกัน มีการศึกษาเสมอกัน ฯ

ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ มรรค ผล อภิญญา และปฏิสัมภิทา ท่านกล่าวว่าเป็นฐานะอันลึก ในคำว่า คมฺภีเรสุ ฐาเนสุ ฯ

คำว่า โอกปฺเปยยุํ ความว่า พึงเชื่อ คือ พึงน้อมใจเชื่อ ฯ

คำว่า อทฺธา นี้ เป็นเครื่องกล่าวส่วนเดียว เป็นเครื่องกล่าวโดยไม่สงสัย เป็นเครื่องกล่าวโดยสิ้นความเคลือบแคลง เป็นเครื่องกล่าวไม่เป็นสองเป็นเครื่องกล่าวโดยธรรมเครื่องนำออก

เป็นเครื่องกล่าวไม่ผิด เป็นเครื่องกล่าวโดยหลักฐาน ฯ

คำว่า อายสฺมา นี้ เป็นเครื่องกล่าวด้วยความรัก เป็นเครื่องกล่าวด้วยความเคารพเป็นเครื่องกล่าวมีความเคารพยำเกรง ฯ

คำว่า บรรลุแล้ว ความว่า ถึงทับแล้ว คำว่า หรือว่าจักบรรลุ ความว่าจักถึงทับ ฯ

จบนิทานบริบูรณ์

บาลี (สยามรัฐ)

ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว อินฺทฺริยานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธินฺทฺริยํ วิริยินฺทฺริยํ สตินฺทฺริยํ สมาธินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจินฺทฺริยานิ ฯ

อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ กติหากาเรหิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ฉหากาเรหิ ฯ เกนฏฺเฐน ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อาทิวิโสธนฏฺเฐน อธิมตฺตฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน ปริยาทานฏฺเฐน ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้ ๕ เป็นไฉน คือ สัทธินทรีย์ ... ปัญญินทรีย์ดูกรภิกษุทั้งหลาย อินทรีย์ ๕ เหล่านี้แล ฯ

อินทรีย์ ๕ เหล่านี้พึงเห็นด้วยอาการเท่าไร พึงเห็นด้วยอาการ ๖ พึงเห็นด้วยอรรถว่ากระไร ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้น ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยอรรถว่าครอบงำด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อสฺสทฺธิยํ ปชหโต อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ โกสชฺชํ ปชหโต ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปมาทํ ปชหโต อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส

วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุทฺธจฺจํ ปชหโต อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิชฺชํ ปชหโต ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน

สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ [๑] กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ปคฺคหาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ วิริยินฺทฺริยสฺส วเสน อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อุปฏฺฐานาธิปเตยฺยฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ

ทฏฺฐพฺพํ สตินฺทฺริยสฺส วเสน อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน อวิกฺเขปาธิปเตยฺยฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ กามจฺฉนฺทํ ปชหโต เนกฺขมฺมวเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ

ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ พฺยาปาทํ ปชหโต อพฺยาปาทวเสน ฯเปฯ ถีนมิทฺธํ ปชหโต อาโลกสญฺญาวเสน ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน อธิโมกฺขาธิปเตยฺยฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหโต อรหตฺตมคฺควเสน ทสฺสนาธิปเตยฺยฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

๑ ม. วา ฯ ๒ ม. ปุริมนิทานํ ฯ

๑ ม. ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ทฏฺฐพฺพํ ฯ

ฉบับหลวง

พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างไร ฯ

พึงเห็นสัทธินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อแห่งบุคคลผู้ละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการประคองไว้ แห่งบุคคลผู้ละความเกียจคร้าน พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น

แห่งบุคคลผู้ละความประมาทพึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นพึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่าน แห่งบุคคลผู้ละอุทธัจจะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในการเห็นแห่งบุคคลผู้ละอวิชชา พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ

พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อด้วยสามารถแห่งวิริยินทรีย์ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ด้วยสามารถแห่งสตินทรีย์ พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความเห็น

ด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะ แห่งบุคคลผู้ละกามฉันทะ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อพึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในความน้อมใจเชื่อ ด้วยสามารถแห่งความไม่พยาบาท แห่งบุคคลผู้ละพยาบาท ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา แห่งบุคคลผู้ละถีนมิทธะ ฯลฯ พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่ในน้อมใจเชื่อ

ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พึงเห็นปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ พึงเห็นปัญญินทรีย์ ด้วยอรรถว่า เป็นใหญ่ในการเห็น ด้วยสามารถแห่งอรหัตมรรค แห่งบุคคลผู้ละกิเลสทั้งปวง พึงเห็นสัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ พึงเห็นวิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ พึงเห็นสตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พึงเห็นสมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นใหญ่อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สทฺธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิริยินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สตินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ สมาธินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ ๑ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อาทิวิโสธนา เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ อาทิวิโสธนา เอวํ อาทิวิโสธนฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

พึงเห็นอินทรีย์ ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างไร ฯ

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความเกียจคร้าน เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งวิริยินทรีย์ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังความประมาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสตินทรีย์ สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าระวังอุทธัจจะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งสมาธินทรีย์ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็น เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังอวิชชา เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งปัญญินทรีย์อินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกามฉันทะ เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาท เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังพยาบาท เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ ฯลฯ

อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค เป็นสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าระวังกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นแห่งอินทรีย์ ๕ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าเป็นเครื่องชำระในเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อสฺสทฺธิยปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ

ปสฺสทฺธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา ๑ จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ

วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา ๒ เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชติ ๓ โวสฺสคฺควเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา ฯ

๑ ม. อวิชฺชาสํวรฏฺเฐน ฯ

๑ ยุ. สํเวชิตฺวา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. วิมุตฺตตฺถา ฯ ๓ ยุ. โวสฺสชฺชนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างไร ฯ

ฉันทะเกิดขึ้นเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ เพื่อละความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความไม่มีศรัทธา เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิเพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียดๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯ

สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งปีติปัสสัทธิเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปีติ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจปัสสัทธิ ความสุขเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจแห่งความสุข โอภาสเกิดขึ้นด้วยสามารถความสุข สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจโอภาส สังเวชเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งโอภาสสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา

ด้วยอำนาจสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่นสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจสมาธิ จิตมั่นคงอย่างนั้นแล้วย่อมประคองไว้ดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจการประคองไว้ จิตประคองแล้วอย่างนั้นย่อมวางเฉยดี สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจอุเบกขา จิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่าง ๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นมีกิจเสมอกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเสมอกัน

ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นธรรมที่หลีกไปแล้ว สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยไปแล้วสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไป เพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุเป็นที่ดับ ความปล่อยด้วยอำนาจความดับมี ๒ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

วิริยินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โกสชฺชปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สตินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ปมาทปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สมาธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อุทฺธจฺจปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฯเปฯ

ปญฺญินฺทฺริยญฺจ ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาย ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อวิชฺชาปริฬาหสฺส ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ทิฏฺเฐกฏฺฐานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ โอฬาริกานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ อณุสหคตานํ กิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ สพฺพกิเลสานํ ปหานาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปามุชฺชวเสน ปีติ อุปฺปชฺชติ ปีติวเสน๓ ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปีติวเสน ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ

โหติ ปสฺสทฺธิวเสน สุขํ อุปฺปชฺชติ สุขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สุขวเสน โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาสวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โอภาสวเสน สํเวโค อุปฺปชฺชติ สํเวควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สํเวเชตฺวา จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา สมาหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ ปคฺคณฺหาติ ปคฺคหวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ตถา ปคฺคหิตํ จิตฺตํ สาธุกํ อชฺฌุเปกฺขติ อุเปกฺขาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ อุเปกฺขาวเสน นานตฺตกิเลเสหิ จิตฺตํ วิมุจฺจติ วิโมกฺขวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ

อธิมตฺตํ โหติ วิมุตฺตตฺตา เต ธมฺมา เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ๑ ภาวนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ภาวิตตฺตา ตโต ปณีตตเร วิวฏฺฏนฺติ วิวฏฺฏนาวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ วิวฏฺฏิตตฺตา ตโต โวสฺสชฺชนฺติ โวสฺสคฺควเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ โวสฺสชฺชิตตฺตา ตโต นิรุชฺฌนฺติ นิโรธวเสน ปญฺญาวเสน ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ฯ นิโรธวเสน เทฺว โวสฺสคฺคา ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค จ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค จ ฯ กิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชตีติ ปริจฺจาคโวสฺสคฺโค นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทตีติ ปกฺขนฺทนโวสฺสคฺโค นิโรธวเสน อิเม เทฺว โวสฺสคฺคา เอวํ อธิมตฺตฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญวิริยินทรีย์ เพื่อละความเกียจคร้านเพื่อละความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน เพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ

ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสตินทรีย์ เพื่อละความประมาท เพื่อละความเร่าร้อนเพราะความประมาท ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสมาธินทรีย์ เพื่อละอุทธัจจะเพื่อละความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ฯลฯ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ฯลฯ ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญปัญญินทรีย์ เพื่อละอวิชชา เพื่อละความเร่าร้อนเพราะอวิชชาเพื่อละกิเลสอันตั้งอยู่ร่วมกันกับทิฐิ เพื่อละกิเลสส่วนหยาบๆ เพื่อละกิเลสส่วนละเอียด ๆ เพื่อละกิเลสทั้งปวง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถฉันทะ

ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ ปีติย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความปราโมทย์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปีติ ปัสสัทธิย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปีติ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจปัสสัทธิความสุขย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งปัสสัทธิปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสุข โอภาสย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งความสุข ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจโอภาส ความสังเวชย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งโอภาส ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความสังเวช จิตสังเวชแล้วย่อมตั้งมั่น ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจสมาธิ จิตตั้งมั่นแล้วอย่างนั้น ย่อมประคองไว้ดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความประคองไว้ จิตประคองไว้แล้วอย่างนั้น ย่อมวางเฉยด้วยดี ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจอุเบกขาจิตย่อมหลุดพ้นจากกิเลสต่างๆ ด้วยสามารถแห่งอุเบกขา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา

ด้วยอำนาจความหลุดพ้น ธรรมเหล่านั้นย่อมมีกิจเป็นอันเดียวกัน เพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติหลุดพ้นแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจภาวนา เพราะอรรถว่าเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมเหล่านั้นย่อมหลีกจากธรรมนั้นไปสู่ธรรมที่ประณีตกว่า เพราะเป็นธรรมที่เจริญแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความหลีกไป จิตย่อมปล่อยจากธรรมนั้น เพราะเป็นจิตหลีกไปแล้ว ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญาด้วยอำนาจความปล่อย ธรรมทั้งหลายย่อมดับไปจากนั้น เพราะจิตเป็นธรรมชาติปล่อยแล้ว

ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งด้วยสามารถแห่งปัญญา ด้วยอำนาจความดับ ความปล่อยด้วยอำนาจแห่งความดับมี๒ ประการ คือ ความปล่อยด้วยความสละ ๑ ความปล่อยด้วยความแล่นไป ๑ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความสละ เพราะอรรถว่า สละกิเลสและขันธ์ ชื่อว่าความปล่อยด้วยความแล่นไปเพราะอรรถว่า จิตแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับความปล่อยด้วยสามารถแห่งความดับมี ๒ประการนี้ พึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่ามีประมาณยิ่งอย่างนี้ ฯ

จบภาณวาร

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺธินฺทฺริยสฺส ภาวนาย ฉนฺโท อุปฺปชฺชติ ฉนฺทวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฉนฺทวเสน ปามุชฺชํ อุปฺปชฺชติ ปามุชฺชวเสน สทฺธาวเสน สทฺธินฺทฺริยํ อธิฏฺฐาติ ฯเปฯ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างไร ฯ

ฉันทะย่อมเกิดเพื่อความเจริญสัทธินทรีย์ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธาด้วยอำนาจฉันทะ ความปราโมทย์ย่อมเกิดด้วยสามารถแห่งฉันทะ สัทธินทรีย์ย่อมตั้งมั่นด้วยสามารถแห่งศรัทธา ด้วยอำนาจความปราโมทย์ฯลฯ จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ ปริยาทิยติ อสฺสทฺธิยปริฬาหํ ปริยาทิยติ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ ปริยาทิยติ โกสชฺชปริฬาหํ ปริยาทิยติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ปมาทํ ปริยาทิยติ ปมาทปริฬาหํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยติ อุทฺธจฺจปริฬาหํ ปริยาทิยติ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชํ ปริยาทิยติ อวิชฺชาปริฬาหํ ปริยาทิยติ เนกฺขมฺเม ปญฺจินฺทฺริยานิ กามจฺฉนฺทํ ปริยาทิยนฺติ อพฺยาปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ พฺยาปาทํ ปริยาทิยนฺติ อาโลกสญฺญาย ปญฺจินฺทฺริยานิ ถีนมิทฺธํ ปริยาทิยนฺติ อวิกฺเขเป ปญฺจินฺทฺริยานิ อุทฺธจฺจํ ปริยาทิยนฺติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเค ปญฺจินฺทฺริยานิ สพฺพกิเลเส ปริยาทิยนฺติ เอวํ ปริยาทานฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างไร ฯ

สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ย่อมครอบงำความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ ย่อมครอบงำความเป็นผู้เกียจคร้าน ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความเกียจคร้าน สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมครอบงำความประมาท ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะความประมาท สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านย่อมครอบงำอุทธัจจะ ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอุทธัจจะ ปัญญินทรีย์ด้วยอรรถว่าเห็นย่อมครอบงำอวิชชา ย่อมครอบงำความเร่าร้อนเพราะอวิชชาอินทรีย์ ๕ ในเนกขัมมะ ย่อมครอบงำกามฉันทะ อินทรีย์ ๕ ในความไม่พยาบาทย่อมครอบงำพยาบาท อินทรีย์ ๕ ในอาโลกสัญญาย่อมครอบงำถีนมิทธะอินทรีย์ ๕ ในความไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมครอบงำอุทธัจจะ ฯลฯ อินทรีย์ ๕ ในอรหัตมรรค ย่อมครอบงำกิเลสทั้งปวง จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าครอบงำอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ สทฺโธ สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ สทฺธสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺเข ปติฏฺฐาเปติ วิริยวา วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ วิริยวโต วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคเห ปติฏฺฐาเปติ สติมา สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สติมโต สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐาเน ปติฏฺฐาเปติ สมาหิโต สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ สมาหิตสฺส สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวา ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ ปญฺญวโต ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสเน ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ เนกฺขมฺเม ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อพฺยาปาเท ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญาย ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อาโลกสญฺญา ปติฏฺฐาเปนฺติ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อวิกฺเขเป ปติฏฺฐาเปนฺติ ฯเปฯ โยคาวจโร ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปติ โยคาวจรสฺส ปญฺจินฺทฺริยานิ อรหตฺตมคฺเค ปติฏฺฐาเปนฺติ เอวํ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน อินฺทฺริยานิ ทฏฺฐพฺพานิ ฯ

ฉบับหลวง

จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างไร ฯ

ผู้มีศรัทธา ย่อมให้สัทธินทรีย์ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์ของผู้มีศรัทธาย่อมให้ตั้งอยู่ในความน้อมใจเชื่อ ผู้มีความเพียรย่อมให้วิริยินทรีย์ตั้งอยู่ในความประคองไว้ วิริยินทรีย์ของผู้มีความเพียร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความประคองไว้ ผู้มีสติย่อมให้สตินทรีย์ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น สตินทรีย์ของผู้มีสติ ย่อมให้ตั้งอยู่ในความตั้งมั่น ผู้มีจิตตั้งมั่นย่อมให้สมาธินทรีย์ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่านสมาธินทรีย์ของผู้มีจิตตั้งมั่น ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ผู้มีปัญญาย่อมให้ปัญญินทรีย์ตั้งอยู่ในความเห็น ปัญญินทรีย์ของผู้มีปัญญา ย่อมให้ตั้งอยู่ในความเห็น พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์

๕ ตั้งอยู่ในเนกขัมมะ อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในเนกขัมมะพระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท อินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่พยาบาท พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา อินทรีย์ ๕ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอาโลกสัญญา พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์๕ ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่านอินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่าน ฯลฯ พระโยคาวจรย่อมให้อินทรีย์ ๕ตั้งอยู่ในอรหัตมรรคอินทรีย์ ๕ ของพระโยคาวจร ย่อมให้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค จะพึงเห็นอินทรีย์ด้วยอรรถว่าให้ตั้งอยู่อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต สตฺตหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อฏฺฐหิ๔ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต ทสหิ อากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไรท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๗ พระเสขะเจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต ๑ กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสโล โหติ โอภาสุปฏฺฐานกุสโล โหติ สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสโล โหติ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหาการหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ เอกตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ จิตฺตุปฏฺฐานกุสโล ๑ โหติ วีตราโค สมาธึ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

๑ ยุ. ภาวยนฺโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๗ เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนผู้มีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งโอภาส ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ๑เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ๑ ปุถุชนเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ๗เหล่านี้ ฯ

พระเสขะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘เป็นไฉน ฯ

พระเสขะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ...เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว พระเสขะผู้เจริญสมาธิย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๘เหล่านี้ ฯ

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ

ท่านผู้ปราศจากราคะมีตนอันเว้นแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ ฯลฯ

เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความเป็นธรรมอย่างเดียว เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญสมาธิ ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐

เหล่านี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กติหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กติหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้

ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ พระเสขะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ สุขโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ขยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ วยโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อายุหนานุปฏฺฐานกุสโล ๑ โหติ วิปริณามุปฏฺฐานกุสโล โหติ ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสโล โหติ อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปณิธานุปฏฺฐานกุสโล ๒ โหติ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ปุถุชฺชโน วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ นวหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต ๓ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ สุญฺญตุปฏฺฐานกุสโล โหติ อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสโล โหติ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ เสกฺโข วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ

วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ กตเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ ฯเปฯ ญาณุปฏฺฐานกุสโล โหติ อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสโล โหติ สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสโล โหติ นิโรธุปฏฺฐานกุสโล โหติ สงฺขารานุปฏฺฐานกุสโล โหติ วีตราโค วิปสฺสนํ ภาเวนฺโต อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อุปฏฺฐานกุสโล โหติ อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ อนุปฏฺฐานกุสโล โหติ อาวชฺชิตตฺตา อารมฺมณุปฏฺฐานกุสลวเสน อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ ธมฺเม สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. วิมุตฺตูปฏฺฐานกุสโล ฯ เอวมีทิเสสุ ปเทสุ ฯ

๑ ม. ยุ. อายูห ... ฯ ๒ ม. ปณิธิอนุปฏฺฐานกุสโล ฯ ๓ ม. ยุ. เสกฺโข วิปสฺสนํ

ภาเวนฺโตติ อิเม ตโย ปาฐา นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน

เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เป็นไฉน ฯ

ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นอนัตตา ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความประมวลมา ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยั่งยืน ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพหานิมิตมิได้ ๑ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีที่ตั้ง ๑ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพสูญ ๑เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น ๑ปุถุชนเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๙ เหล่านี้ ฯ

พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน ฯ

พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯ เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณ พระเสขะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๐ เหล่านี้ ฯ

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เป็นไฉน ฯ

ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ฯลฯเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความไม่เกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเกี่ยวข้อง เป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความดับ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสังขาร ท่านผู้ปราศจากราคะเจริญวิปัสสนา ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้ เป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ด้วยอาการ ๑๒ เหล่านี้บุคคลผู้มีตนอันเว้นแล้วย่อมให้อินทรีย์ประชุม ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอารมณ์ รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯลฯ ย่อมให้ธรรมทั้งหลายประชุมลง รู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อินฺทฺริยานิ สโมธาเนตีติ กถํ อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ ฯ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ สโมธาเนติ ฯเปฯ สมถนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปคฺคหนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน อวิกฺเขปุปฏฺฐานกุสลวเสน [๑] สมฺปหํสนุปฏฺฐานกุสลวเสน อุเปกฺขุปฏฺฐานกุสลวเสน เอกตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน จิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน ๒ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน นิจฺจโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ทุกฺขโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน สุขโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนตฺตโต อุปฏฺฐานกุสลวเนน อตฺตโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน ขยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน ฆนโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน วยโต อุปฏฺฐานกุสลวเสน อายุหนานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิปริณามุปฏฺฐานกุสลวเสน ธุวโต อนุปฏฺฐานกุสลวเสน อนิมิตฺตุปฏฺฐานกุสลวเสน นิมิตฺตานุปฏฺฐานกุสลวเสน อปฺปณิหิตุปฏฺฐานกุสลวเสน ปณิธานุปฏฺฐานกุสลวเสน สุญฺญตุปฏฺฐานกุสลวเสน อภินิเวสานุปฏฺฐานกุสลวเสน ญาณุปฏฺฐานกุสลวเสน อญฺญาณานุปฏฺฐานกุสลวเสน วิสญฺโญคุปฏฺฐานกุสลวเสน สญฺโญคานุปฏฺฐานกุสลวเสน นิโรธุปฏฺฐานกุสลวเสน [๑] อินฺทฺริยานิ สโมธาเนติ โคจรญฺจ ปชานาติ สมตฺถญฺจ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

๑ ม. ยุ. โอภาสูปฏฺฐานกุสลวเสน ฯ ๒ ม. ยุ. วิมุตฺตู ... ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า ย่อมให้อินทรีย์ประชุมลง ความว่า ย่อมให้อินทรีย์ประชุมลงอย่างไร

ย่อมให้สัทธินทรีย์ประชุมลงด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯย่อมให้อินทรีย์ทั้งหลายประชุมลง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งสมถนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งปัคคหนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความร่าเริง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งอุเบกขา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นธรรมอย่างเดียว ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งจิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นของเที่ยง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นทุกข์ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นสุข ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นอนัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นอัตตา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความสิ้นไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความเป็นก้อนด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเสื่อมไป ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความประมวลมา ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความแปรปรวน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ โดยความยั่งยืน ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ โดยความเป็นสภาพที่หานิมิตมิได้ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยเป็นสภาพมีนิมิต ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยเป็นสภาพไม่มีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยสภาพมีที่ตั้ง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้โดยความเป็นสภาพสูญ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้โดยความยึดมั่น

ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งญาณ ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งสิ่งมิใช่ญาณด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความไม่เกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความไม่ตั้งไว้ซึ่งความเกี่ยวข้อง ด้วยสามารถความเป็นผู้ฉลาดในความตั้งไว้ซึ่งความดับ

ย่อมรู้จักโคจร และแทงตลอดธรรมอันมีความสงบเป็นประโยชน์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตุสฏฺฐิยา อากาเรหิ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ วสีภาวตาปญฺญา อาสวานํ ขเย ญาณํ กตเมสํ ติณฺณนฺนํ อินฺทฺริยานํ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อญฺญินฺทฺริยสฺส อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส ฯ

อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ กติฏฺฐานานิ คจฺฉติ ฯ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ โสตาปตฺติมคฺคํ อญฺญินฺทฺริยํ ฉ ฐานานิ คจฺฉติ โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคํ สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคํ อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคํ อญฺญาตาวินฺทฺริยํ เอกํ ฐานํ คจฺฉติ อรหตฺตผลํ ฯ

๑ ม. ยุ. สงขารานุปฏฺฐานกุสลวเสน ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในความเป็นผู้มีความชำนาญในอินทรีย์ ๓ ด้วยอาการ ๖๔ เป็นอาสวักขยญาณ อินทรีย์ ๓ เป็นไฉน คือ อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์๑ อัญญินทรีย์ ๑ อัญญาตาวินทรีย์ ๑ ฯ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไรอัญญาตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะเท่าไร ฯ

อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คือ โสดาปัตติมรรค อัญญินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๖ คือ โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผลอนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรคอัญญตาวินทรีย์ย่อมถึงฐานะ ๑ คืออรหัตผล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส

สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ วิริยินฺทฺริยํ ปคฺคหปริวารํ โหติ สตินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานปริวารํ โหติ สมาธินฺทฺริยํ อวิกฺเขปปริวารํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยํ ทสฺสนปริวารํ โหติ มนินฺทฺริยํ วิชานนปริวารํ โหติ โสมนสฺสินฺทฺริยํ อภินนฺทนปริวารํ ๑ โหติ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ชาตา ธมฺมา ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว กุสลา โหนฺติ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว นิยฺยานิกา โหนฺติ สพฺเพว อปจยคามิโน โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ อนญฺญาตญฺญสฺสามีตินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา( โหนฺติ อญฺญมญฺญปริวารา โหนฺติ นิสฺสยปริวารา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปริวารา โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ฯเปฯ ฯ

อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อธิโมกฺขปริวารํ โหติ ฯเปฯ ชีวิตินฺทฺริยํ ปวตฺตสนฺตตาธิปเตยฺยปริวารํ โหติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ ชาตา ธมฺมา สพฺเพว อพฺยากตา โหนฺติ ฐเปตฺวา จิตฺตสมุฏฺฐานํ รูปํ สพฺเพว อนาสวา โหนฺติ สพฺเพว โลกุตฺตรา โหนฺติ สพฺเพว นิพฺพานารมฺมณา โหนฺติ ฯ อรหตฺตผลกฺขเณ อญฺญาตาวินฺทฺริยสฺส อิมานิ อฏฺฐินฺทฺริยานิ สหชาตปริวารา โหนฺติ ฯเปฯ เตว ตสฺส อาการา เจว โหนฺติ ปริวารา จ อิติ อิมานิ อฏฺฐฏฺฐกานิ จตุสฏฺฐี โหนฺติ ฯ

๑ ม. อภิสนฺทนปริวารํ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมี

ความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร วิริยินทรีย์มีความประคองไว้เป็นบริวารสตินทรีย์มีความตั้งมั่นเป็นบริวาร สมาธินทรีย์มีความไม่ฟุ้งซ่านเป็นบริวารปัญญินทรีย์มีความเห็นเป็นบริวาร มนินทรีย์มีความรู้แจ้งเป็นบริวาร โสมนัสสินทรีย์มีความยินดียิ่งเป็นบริวาร ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในการสืบต่อแห่งความไปเป็นบริวาร ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะโสดาปัตติมรรค เว้นรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นกุศลทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็นธรรมที่นำออก ล้วนเป็นเครื่องให้ถึงความไม่สั่งสม ล้วนเป็นโลกุตระ ล้วนเป็นธรรมมีนิพพานเป็นอารมณ์ ในขณะโสดาปัตติมรรค อนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์มีอินทรีย์ทั้ง ๘ นี้ ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร มีธรรมอื่นเป็นบริวาร มีธรรมที่อาศัยเป็นบริวาร มีสัมปยุตธรรมเป็นบริวาร เป็นสหคตธรรม เป็นสหชาตธรรมเป็นธรรมเกี่ยวข้องกัน เป็นธรรมประกอบกัน ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอนัญญาตัญญัสสามีตินทรีย์ ในขณะโสดาปัตติผล ฯลฯ ฯ

ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์ มีสัทธินทรีย์ซึ่งมีความน้อมใจเชื่อเป็นบริวาร ฯลฯ

ชีวิตินทรีย์มีความเป็นใหญ่ในความสืบแห่งความเป็นไปเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมทั้งหลายที่เกิดในขณะ

อรหัตผล เว้นรูปอันมีจิตเป็นสมุฏฐาน ล้วนเป็นอัพยากฤตทั้งนั้น ล้วนไม่มีอาสวะ ล้วนเป็น

โลกุตระล้วนมีนิพพานเป็นอารมณ์ ฯลฯ ในขณะอรหัตผล อัญญาตาวินทรีย์มีอินทรีย์ ๘ นี้ซึ่งมีสหชาตธรรมเป็นบริวาร ฯลฯ ธรรมเหล่านั้นแลเป็นอาการและเป็นบริวารแห่งอัญญาตาวินทรีย์นั้น อินทรีย์ ๘หมวดนี้รวมเป็นอินทรีย์ ๖๔ ด้วยประการฉะนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อาสวาติ กตเม เต อาสวา กามาสโว ภวาสโว ทิฏฺฐาสโว อวิชฺชาสโว ฯ

กตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ โสตาปตฺติมคฺเคน อนวเสโส ทิฏฺฐาสโว ขียติ อปายคมนีโย กามาสโว ขียติ อปายคมนีโย ภวาสโว ขียติ อปายคมนีโย อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริโก กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อนาคามิมคฺเคน อนวเสโส กามาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ ภวาสโว ขียติ ตเทกฏฺโฐ อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ อรหตฺตมคฺเคน อนวเสโส ภวาสโว ขียติ อนวเสโส อวิชฺชาสโว ขียติ เอตฺเถเต อาสวา ขียนฺติ ฯ

น ตสฺส อทิฏฺฐมิธตฺถิ กิญฺจิ อโถ อวิญฺญาตมชานิตพฺพํ สพฺพํ อภิญฺญาสิ ยทตฺถิ เนยฺยํ ๑ ตถาคโต เตน สมนฺตจกฺขูติ ฯ สมนฺตจกฺขูติ เกนตฺเถน สมนฺตจกฺขุ ฯ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ ทุกฺเข ญาณํ พุทฺธญาณํ ทุกฺขสมุทเย ญาณํ พุทฺธญาณํ ฯเปฯ สพฺพญฺญุตญาณํ พุทฺธญาณํ อนาวรณํ ๒ พุทฺธญาณํ อิมานิ จุทฺทส พุทฺธญาณานิ อิเมสํ จุทฺทสนฺนํ พุทฺธญาณานํ อฏฺฐ ญาณานิ สาวกสาธารณานิ ฉ ญาณานิ อสาธารณานิ สาวเกหิ ฯ

๑ เญยฺยนฺติ วา ปาโฐ ฯ ๒ ม. ยุ. อนาวรณญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า อาสวา ความว่า อาสวะเหล่านั้นเป็นไฉน อาสวะเหล่านั้น คือ

กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ อวิชชาสวะ ฯ

อาสวะเหล่านั้นย่อมสิ้นไป ณ ที่ไหน ทิฏฐาสวะทั้งสิ้น กามาสวะ ภวาสวะอวิชชาสวะ อันเป็นเหตุให้ไปสู่อบาย ย่อมสิ้นไปเพราะโสดาปัตติมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะโสดาปัตติมรรคนี้ กามาสวะส่วนหยาบภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะสกทาคามิมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะสกทาคามิมรรคนี้ กามาสวะทั้งสิ้น ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งตั้งอยู่ร่วมกันกับกามาสวะนั้น ย่อมสิ้นไปเพราะอนาคามิมรรคอาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอนาคามิมรรคนี้ ภวาสวะและอวิชชาทั้งสิ้น ย่อมสิ้นไปเพราะอรหัตมรรค อาสวะเหล่านี้ย่อมสิ้นไปในขณะอรหัตมรรคนี้ ฯ

บทธรรมที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงเห็น ไม่มีในโลกนี้ อนึ่ง บทธรรมอะไร ๆ ที่พระตถาคตนั้นไม่ทรงทราบแล้ว ไม่พึงทรงทราบมิได้มี พระตถาคตทรงทราบธรรมที่ควรนำไปทั้งปวง

เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงชื่อว่าเป็นพระสมันตจักษุ ฯ

คำว่า สมนฺตจกฺขุ ความว่า ชื่อว่าสมันตจักษุ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

พระพุทธญาณ ๑๔ คือ ญาณในทุกข์ ญาณในทุกขสมุทัย ฯลฯ สัพพัญญุตญาณอนาวรณญาณ เป็นพระพุทธญาณ พระพุทธญาณ ๑๔ นี้ในพระพุทธญาณ ๑๔ นี้ ญาณ ๘ ข้างต้นทั่วไปกับพระสาวก ญาณ ๖ ข้างหลังไม่ทั่วไปกับพระสาวก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ญาโต อญฺญาโต ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ฯเปฯ

ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา อินฺทฺริยานํ ปโรปริยตฺเต ญาณํ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ ฯเปฯ ยาวตา สเทวกสฺส โลกสฺส สมารกสฺส สพฺรหฺมกสฺส สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย ทิฏฺฐํ สุตํ มุตํ วิญฺญาตํ ปตฺตํ ปริเยสิตํ อนุวิจริตํ มนสา ญาตํ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย นตฺถีติ สมนฺตจกฺขุ ยํ สมนฺตจกฺขุํ ๑ ตํ ปญฺญินฺทฺริยํ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหฏฺเฐน

วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สทฺทหติ ปคฺคณฺหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต

อุปฏฺฐาเปติ สมาทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต สมาทหติ ปชานนฺโต สทฺทหติ สทฺทหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต ปคฺคณฺหาติ ปคฺคณฺหนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต อุปฏฺฐาเปติ อุปฏฺฐาเปนฺโต ปชานาติ ปชานนฺโต สมาทหติ สมาทหนฺโต ปชานาติ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทปิตํ ๑ สมาทปิตตฺตา ๒ สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ

สมาทปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา สมาทหิตํ สมาทหิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา สมาทหิตํ ปชานิตตฺตา สทฺทหิตํ สทฺทหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา ปคฺคหิตํ ปคฺคหิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา อุปฏฺฐาปิตํ อุปฏฺฐาปิตตฺตา ปชานิตํ ปชานิตตฺตา สมาทปิตํ สมาทปิตตฺตา ปชานิตํ ยํ พุทฺธจกฺขุํ ๓ ตํ พุทฺธญาณํ ยํ พุทฺธญาณํ ตํ พุทฺธจกฺขุํ เยน จกฺขุนา ตถาคโต สตฺเต ปสฺสติ อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเข ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเย สฺวากาเร ทฺวากาเร สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเย อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน ฯ

๑ ม. ยุ. สมนฺตจกฺขุ ฯ

๑-๒ ม. ยุ. สมาทหิตํ สมาทหิตตฺตา ฯ เอวมีทิเสสุ ปเทสุ ฯ ๓ ม. ยุ. พุทฺธจกฺขุ ฯ

ฉบับหลวง

พระตถาคต ทรงทราบ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากตลอดหมด ที่ไม่

ทรงทราบมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์ด้วยอรรถว่าประคองไว้ สตินทรีย์ด้วยอรรถว่าตั้งมั่น สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ สภาพแห่งทุกข์เป็นสิ่งที่ทนได้ยากพระตถาคตทรงเห็นแล้ว ทรงทราบแล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยพระปัญญา ที่ไม่ทรงถูกต้องแล้วมิได้มี เพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่าสมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์ สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ฯลฯ สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุให้เกิด ฯลฯ สภาพแห่งนิโรธเป็นเหตุดับโดยไม่เหลือ ฯลฯ สภาพแห่งมรรคเป็นทางให้ถึง ฯลฯ สภาพแห่งอรรปฏิสัมภิทาเป็นปัญญาเครื่องแตกฉานดีโดยอรรถ ฯลฯ สภาพแห่งธรรมปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยธรรม ฯลฯ สภาพแห่งนิรุตติปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยภาษา สภาพแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เป็นปัญญาแตกฉานดีโดยปฏิภาณญาณในความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ทั้งหลายญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอันนอนตามของสัตว์ทั้งหลาย ญาณในยมกปฏิหาริย์ ญาณในมหากรุณาสมาบัติฯลฯ อารมณ์ที่ได้เห็น ที่ได้สดับ ที่ได้ทราบ ที่รู้แจ้ง ที่ถึง ที่แสวงหาที่เที่ยวตามหาด้วยใจ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ พระตถาคตทรงทราบแล้ว ทรงเห็นแจ้งแล้ว ทรงรู้แล้ว ทรงทำให้แจ้งแล้ว ทรงถูกต้องด้วยพระปัญญาที่ไม่ทรงถูกต้องด้วยปัญญาไม่มีเพราะเหตุนั้น พระตถาคตจึงทรงพระนามว่า สมันตจักษุ สมันตจักษุเป็นปัญญินทรีย์สัทธินทรีย์ด้วยอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ... สมาธินทรีย์ด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลเมื่อเชื่อย่อมประคองไว้เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อเมื่อเชื่อ ย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่นเมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่นเมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมประคองไว้ เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งสติมั่น

เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมตั้งใจมั่น เมื่อรู้ชัดย่อมเชื่อ เมื่อเชื่อย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมประคองไว้ เมื่อประคองไว้ย่อมรู้ชัด

เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งสติมั่น เมื่อตั้งสติมั่นย่อมรู้ชัด เมื่อรู้ชัดย่อมตั้งใจมั่น เมื่อตั้งใจมั่นย่อมรู้ชัดเพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น

เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัดเพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงเชื่อ เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงเชื่อ

เพราะความเป็นผู้เชื่อจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงเชื่อเพราะความเป็นผู้เชื่อจึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงประคองไว้ เพราะความเป็นผู้ประคองไว้จึงรู้ชัด เพราะความเป็นผู้รู้ชัดจึงตั้งสติมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งสติมั่นจึงรู้ชัดเพราะความรู้ชัดจึงตั้งใจมั่น เพราะความเป็นผู้ตั้งใจมั่นจึงรู้ชัดพระพุทธจักษุเป็นพระพุทธญาณพระพุทธญาณเป็นพุทธจักษุ อันเป็นเครื่องให้พระตถาคตทรงเห็นหมู่สัตว์ผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุก็มี มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุก็มี มีอินทรีย์แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี มีอาการดีก็มีมีอาการชั่วก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่ายก็มี ที่จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยากก็มี บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อปฺปรชกฺเข มหารชกฺเขติ สทฺโธ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มหารชกฺโข อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข กุสีโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข อุปฏฺฐิตสฺสติ ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข มุฏฺฐสฺสติ ปุคฺคโล มหารชกฺโข สมาหิโต ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข อสมาหิโต ปุคฺคโล มหารชกฺโข ปญฺญวา ปุคฺคโล อปฺปรชกฺโข ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มหารชกฺโข ฯ

ติกฺขินฺทฺริเย มุทินฺทฺริเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ติกฺขินฺทฺริโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล มุทินฺทฺริโย ฯ

สฺวากาเร ทฺวากาเรติ สทฺโธ ปุคฺคโล สฺวากาโร ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สฺวากาโร ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทฺวากาโร ฯ

สุวิญฺญาปเย ทุวิญฺญาปเยติ สทฺโธ ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล สุวิญฺญาปโย ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล ทุวิญฺญาปโย ฯ

อปฺเปกจฺเจ ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโน อปฺเปกจฺเจ นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวิโนติ สทฺโธ ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อสฺสทฺโธ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี อารทฺธวิริโย ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี กุสีโต ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯเปฯ ปญฺญวา ปุคฺคโล ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ทุปฺปญฺโญ ปุคฺคโล นปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี ฯ

โลโกติ ขนฺธโลโก ธาตุโลโก อายตนโลโก วิปตฺติภวโลโก วิปตฺติสมฺภวโลโก สมฺปตฺติภวโลโก สมฺปตฺติสมฺภวโลโก ฯ เอโก โลโก สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺฐิติกา ฯ เทฺว โลกา นามญฺจ รูปญฺจ ฯ ตโย โลกา ติสฺโส เวทนา ฯ จตฺตาโร โลกา จตฺตาโร อาหารา ฯ ปญฺจ โลกา ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ฯ ฉ โลกา ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฯ สตฺต โลกา สตฺต วิญฺญาณฏฺฐิติโย ฯ อฏฺฐ โลกา อฏฺฐ โลกธมฺมา ฯ นว โลกา นว สตฺตาวาสา ฯ ทส โลกา ทสายตนานิ ฯ ทฺวาทส โลกา ทฺวาทสายตนานิ ฯ อฏฺฐารส โลกา อฏฺฐารส ธาตุโย ฯ

วชฺชนฺติ สพฺเพ กิเลสา วชฺชา สพฺเพ ทุจฺจริตา วชฺชา สพฺเพ อภิสงฺขารา วชฺชา สพฺเพ ภวคามิกมฺมา วชฺชา อิติ อิมสฺมิญฺจ โลเก อิมสฺมิญฺจ วชฺเช ติพฺพา ภยสญฺญา ปจฺจุปฏฺฐิตา โหติ เสยฺยถาปิ อุกฺขิตฺตาสิเก วธเก อิเมหิ ปญฺญาสาย อากาเรหิ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ ชานาติ ปสฺสติ อญฺญาติ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ตติยภาณวารํ นิฏฺฐิตํ ฯ

อินฺทฺริยกถา นิฏฺฐิตา ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ความว่า

บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่ามีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ผู้ปรารภความเพียร ... ผู้มีสติตั้งมั่น ...ผู้มีจิตมั่น ... ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีน้อยในปัญญาจักษุ บุคคลผู้เกียจคร้าน ... ผู้มีสติหลงลืม ... ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ... ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีกิเลสธุลีมากในปัญญาจักษุ ฯ

คำว่า ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีอินทรีย์อ่อน ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯลฯ ผู้มีปัญญาชื่อว่ามีอินทรีย์แก่กล้า ผู้มีปัญญาทราม ชื่อว่าผู้มีอินทรีย์อ่อน ฯ

คำว่า ผู้มีอาการดี ผู้มีอาการชั่ว ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการดี ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการดีผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าผู้มีอาการชั่ว ฯ

คำว่า จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย จะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยง่าย ผู้ไม่มีปัญญาชื่อว่าจะพึงฝึกให้รู้ได้โดยยาก ฯ

คำว่า บางพวกเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย บางพวกไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ความว่า บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯลฯ ผู้มีปัญญา ชื่อว่าเห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ผู้ไม่มีปัญญา ชื่อว่าไม่เห็นปรโลกและโทษโดยความเป็นภัย ฯ

คำว่า โลก คือ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก วิปัตติภวโลก วิปัตติสัมภวโลก

สัมปัตติภวโลก สัมปัตติสัมภวโลก โลก ๑ คือ สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร โลก ๒ คือ

นามและรูป โลก ๓ คือ เวทนา ๓ โลก ๔คือ อาการ ๔ โลก ๕ คือ อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖คือ อายตนะภายใน ๖ โลก๗ คือ วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ คือ โลกธรรม ๘ โลก ๙ คือสัตตาวาส ๙โลก ๑๐ คือ อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ คือ อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ คือธาตุ ๑๘ ฯ

คำว่า โทษ ความว่า กิเลสทั้งปวงเป็นโทษ ทุจริตทั้งปวงเป็นโทษ อภิสังขารทั้งปวงเป็นโทษ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงเป็นโทษ ความสำคัญในโลกนี้และในโทษนี้ด้วยประการดังนี้ โดยความเป็นภัยอย่างแรงกล้าปรากฏเฉพาะหน้า เปรียบเหมือนความสำคัญในเพชฌฆาตซึ่งกำลังแกว่งดาบเข้ามาโดยความเป็นภัย ฉะนั้น พระตถาคตย่อมทรงทราบ ทรงเห็น ทรงรู้ชด ทรงแทงตลอด ซึ่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้ ด้วยอาการ ๕๐ เหล่านี้ ฯ

จบตติยภาณวาร

จบอินทรียกถา

มหาวคฺเค วิโมกฺขกถา

ปริปุณฺณนิทานา ๑

มหาวรรค วิโมกขกถา

บริบูรณ์นิทาน

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิโมกขกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

ตโยเม ภิกฺขเว วิโมกฺขา กตเม ตโย สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อิเม ภิกฺขเว ตโย วิโมกฺขา ฯ

อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี วิโมกฺขา สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ๒ ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี

พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข สมยวิโมกฺโข อสมยวิโมกฺโข สามยิโก วิโมกฺโข อสามยิโก วิโมกฺโข กุปฺโป วิโมกฺโข อกุปฺโป วิโมกฺโข โลกิโย วิโมกฺโข โลกุตฺตโร วิโมกฺโข สาสโว วิโมกฺโข อนาสโว วิโมกฺโข สามิโส วิโมกฺโข นิรามิโส วิโมกฺโข นิรามิสตโร วิโมกฺโข ปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข เอกตฺตวิโมกฺโข นานตฺตวิโมกฺโข สญฺญาวิโมกฺโข ญาณวิโมกฺโข สีติสิยาวิโมกฺโข ฌานวิโมกฺโข อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ

๑ ม. ...นิทานํ ฯ ๒ ม. อชฺฌตฺตวุฏฺฐานปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิโมกข์ ๓ ประการนี้ ๓ ประการเป็นไฉน คือ สุญญต

วิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลายวิโมกข์ ๓ ประการนี้ ฯ

อีกประการหนึ่ง วิโมกข์ ๖๘ คือ สุญญตวิโมกข์ ๑ อนิมิตตวิโมกข์ ๑ อัปปณิหิตวิโมกข์ ๑ อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายใน) ๑พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ (วิโมกข์มีการออกในภายนอก) ๑ ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์(วิโมกข์มีการออกแต่ส่วนทั้งสอง) ๑ วิโมกข์ ๔แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์วิโมกข์ ๔อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ชื่อว่าวิโมกข์

เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปเห็นรูปทั้งหลาย เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่ารูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอกเพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์สมยวิโมกข์ อสมยวิโมกข์ สามายิกวิโมกข์ อสามายิกวิโมกข์ กุปปวิโมกข์(วิโมกข์ที่กำเริบได้) อกุปปวิโมกข์ (วิโมกข์ที่ไม่กำเริบ) โลกิยวิโมกข์โลกุตตรวิโมกข์ สาสววิโมกข์ อนาสววิโมกข์ สามิสวิโมกข์ นิรามิสวิโมกข์ นิรามิสตรวิโมกข์

ปณิหิตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ปณิหิตปัสสัทธิโมกข์สุญญตวิโมกข์ วิสุญญตวิโมกข์ เอกัตตวิโมกข์ นานัตตวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ญาณวิโมกข์ สีติสิยาวิโมกข์ ฌานวิโมกข์ อนุปาทาจิตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ อภินิเวสํ น กโรตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ นิมิตฺตํ น กโรตีติฎ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อยํ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ อรญฺญคโต วา รุกฺขมูลคโต วา สุญฺญาคารคโต วา อิติ ปฏิสญฺจิกฺขติ สุญฺญมิทํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วาติ โส ตตฺถ ปณิธึ น กโรตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ อยํ อชฺฌตฺตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ

กตโม พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตสฺโส อรูปสมาปตฺติโย อยํ พหิทฺธาวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ

กตโม ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร อริยมคฺคา อยํ ทุภโตวุฏฺฐาโน วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี

อยู่ในเรือนว่างก็ดี พิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตนเธอย่อมไม่ทำความยึดมั่นในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ว่างเปล่านี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ

อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

เธอย่อมไม่ทำเครื่องกำหนดหมายในนามรูปนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีเครื่องกำหนดหมายนี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์ ฯ

อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี ย่อมพิจารณาเห็นดังนี้ว่า นามรูปนี้ว่างจากความเป็นตัวตน และจากสิ่งที่เนื่องด้วยตน

เธอย่อมไม่ทำความปรารถนาในนามรูปนั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์ของภิกษุนั้นจึงเป็นวิโมกข์ไม่มีความปรารถนา นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ

อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ เป็นอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อรูปสมาบัติ ๔ เป็นพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ เป็นทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ปฐมชฺฌานํ นีวรเณหิ วุฏฺฐาติ ทุติยชฺฌานํ วิตกฺกวิจาเรหิ วุฏฺฐาติ ตติยชฺฌานํ ปีติยา วุฏฺฐาติ จตุตฺถชฺฌานํ สุขทุกฺเขหิ วุฏฺฐาติ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติ รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย วุฏฺฐาติ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติ อากาสานญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติ วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติ อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย วุฏฺฐาติ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺโค สกฺกายทิฏฺฐิวิจิกิจฺฉาสีลพฺพตปรามาสา ทิฏฺฐานุสยา วิจิกิจฺฉานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ สกทาคามิมคฺโค โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อนาคามิมคฺโค อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อรหตฺตมคฺโค รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วุฏฺฐาติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐาติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วุฏฺฐาติ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน ปฐมฌานออกจากนิวรณ์ ทุติยฌานออกจากวิตกวิจาร ตติยฌานออกจากปีติ จตุตถฌานออกจากสุขและทุกข์ นี้เป็นวิโมกข์ ๔แต่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อากาสานัญจายตนสมาบัติออกจากรูปสัญญา ปฏิฆสัญญา นานัตตสัญญา วิญญาณัญจายตนสมาบัติออกจากอากาสานัญจายตนสัญญาอากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญา อากิญจัญญายตนสมาบัติ ออกจากวิญญาณัญจายตนสัญญาเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ออกจากอากิญจัญญายตนสัญญา นี้เป็นวิโมกข์ ๔แต่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติมรรคออกจากสักกายทิฐิวิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามสักกายทิฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก สกทาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อนาคามิมรรคออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียดๆ ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามกามราคสังโยชน์เป็นต้นนั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก อรหัตตมรรคออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัยอวิชชานุสัย ออกจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามรูปราคะเป็นต้นนั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และออกจากสรรพนิมิตภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ ๔ แต่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ ทุติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย ตติยชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย จตุตฺถชฺฌานํ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ ปฏิลาภตฺถาย วิตกฺโก จ วิจาโร จ ปีติ จ สุขญฺจ จิตฺเตกคฺคตา จ อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนาคามิมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลาภตฺถาย อนิจฺจานุปสฺสนา ทุกฺขานุปสฺสนา อนตฺตานุปสฺสนา อิเม ทุภโตวุฏฺฐานานํ อนุโลมา จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตกวิจาร ปีติ สุข

และเอกัคคตาจิตเพื่อประโยชน์แก่การได้ปฐมฌาน ทุติยฌานตติยฌาน จตุตถฌาน นี้เป็นวิโมกข์

๔ อนุโลมแก่อัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน วิตก วิจาร ปีติ สุข และเอกัคคตาจิต เพื่อประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตน สมาบัติ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่พหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนาอนัตตานุปัสนา เพื่อประโยชน์แก่การได้โสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ อนุโลมแก่ทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ทุติยชฺฌานสฺส ตติยชฺฌานสฺส จตุตฺถชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม อชฺฌตฺตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนว สญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อิเม พหิทฺธาวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ

กตเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯ โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลํ อิเม ทุภโตวุฏฺฐานา ปฏิปฺปสฺสทฺธี จตฺตาโร วิโมกฺขา ฯญ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน แห่งทุติยฌาน แห่งตติยฌาน แห่งจตุตถฌาน มีอยู่นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากอัชฌัตตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งอากาสานัญจายตนสมาบัติ แห่งวิญญาณัญจายตนสมาบัติ แห่งอากิญจัญญายตนสมาบัติ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ มีอยู่ นี้เป็นวิโมกข์ ๔ระงับจากพหิทธาวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

วิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์เป็นไฉน โสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรคสกทาคามิผลแห่งสกทาคามิมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรคอรหัตตผลแห่งอรหัตตมรรค นี้เป็นวิโมกข์ ๔ ระงับจากทุภโตวุฏฐานวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ อิเธกจฺโจ

อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตญฺจ พหิทฺธา จ อุภยมิทํ รูปนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ รูปี รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างไร ฯ

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเสียวภายนอก ย่อมได้เฉพาะนีลสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว

ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้วครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่านิมิตสีเขียวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้เป็นรูป เธอเป็นผู้มีความสำคัญว่าเป็นรูป ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ฯลฯ นิมิตสีแดง ...นิมิตสีขาวในภายใน ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้วครั้นแล้วย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวในภายนอก ย่อมได้เฉพาะโอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า นิมิตสีขาวทั้งสองทั้งภายในและภายนอกนี้ เป็นรูปเธอย่อมมีความสำคัญว่าเป็นรูป ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้มีรูปย่อมเห็นรูปทั้งหลายอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ นีลนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ นีลสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา นีลนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ นีลสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี ๑ พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ อิเธกจฺโจ อชฺฌตฺตํ ปจฺจตฺตํ ปีตนิมิตฺตํ โลหิตนิมิตฺตํ โอทาตนิมิตฺตํ น มนสิ กโรติ โอทาตสญฺญํ น ปฏิลภติ พหิทฺธา โอทาตนิมิตฺเต จิตฺตํ อุปสํหรติ โอทาตสญฺญํ ปฏิลภติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กโรติ สูปธาริตํ อุปธาเรติ สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปติ โส ตํ นิมิตฺตํ สุคฺคหิตํ กตฺวา สูปธาริตํ อุปธาเรตฺวา สฺวาวตฺถิตํ อวตฺถาเปตฺวา อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส เอวํ โหติ อชฺฌตฺตํ อรูปํ พหิทฺธา รูปมิทนฺติ รูปสญฺญี โหติ เอวํ อชฺฌตฺตํ อรูปสญฺญี พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสตีติ วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างไร ฯ

ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเขียวในภายใน ไม่ได้นีลสัญญาย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีเขียวภายนอก ย่อมได้นีลสัญญาเธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้วทรงจำไว้ดีแล้ว กำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่า

เราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีเขียวภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ภิกษุบางรูปในธรรมวินัยนี้ ไม่มนสิการถึงเฉพาะนิมิตสีเหลือง ... นิมิตสีแดง ...นิมิตสีขาวในภายใน ไม่ได้โอทาตสัญญา ย่อมน้อมจิตไปในนิมิตสีขาวภายนอกย่อมได้โอทาตสัญญา เธอทำนิมิตนั้นให้เป็นอันถือไว้ดีแล้ว ทรงจำไว้ดีแล้วกำหนดไว้ดีแล้ว ครั้นแล้วเธอย่อมเสพ เจริญ ทำให้มาก เธอมีความคิดอย่างนี้ว่าเราไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน นิมิตสีขาวในภายนอกนี้เป็นรูป เธอก็มีรูปสัญญา ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุผู้ไม่มีความสำคัญว่าเป็นรูปในภายใน เห็นรูปทั้งหลายในภายนอก อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ เมตฺตาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ตถา ทุติยํ ตถา ตติยํ ตถา จตุตฺถํ อิติ อุทฺธมโธ ติริยํ สพฺพธิ สพฺพตฺตาย สพฺพาวนฺตํ โลกํ เมตฺตาสหคเตน เจตสา วิปุเลน มหคฺคเตน อปฺปมาเณน อวเรน อพฺยาปชฺเฌน ๑ ผริตฺวา วิหรติ เมตฺตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ กรุณาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ฯเปฯ กรุณาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ มุทิตาสหคเตน เจตสา ฯเปฯ มุทิตาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ อุเปกฺขาสหคเตน เจตสา เอกํ ทิสํ ผริตฺวา วิหรติ ฯเปฯ อุเปกฺขาย ภาวิตตฺตา สตฺตา อปฺปฏิกูลา โหนฺติ เอวํ สุภนฺเตว อธิมุตฺโต โหตีติ วิโมกฺโข ฯ

๑ ม. ยุ. อรูปํ ... ฯ

ฉบับหลวง

ชื่อว่าวิโมกข์ เพราะอรรถว่า ภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างไร ฯ

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มีใจประกอบด้วยเมตตาแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวางแผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกเหล่าในที่ทุกสถาน ด้วยใจประกอบด้วยเมตตาอันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวรไม่มีความเบียดเบียนอยู่เพราะเป็นผู้เจริญเมตตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยกรุณา ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญกรุณา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชังมีใจประกอบด้วยมุทิตา

ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญมุทิตา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง มีใจประกอบด้วยอุเบกขา แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ฯลฯ เพราะเป็นผู้เจริญอุเบกขา สัตว์ทั้งหลายไม่เป็นที่เกลียดชัง ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าภิกษุน้อมใจไปในธรรมส่วนงามเท่านั้น อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส รูปสญฺญานํ สมติกฺกมา ปฏิฆสญฺญานํ อตฺถงฺคมา นานตฺตสญฺญานํ อมนสิการา อนนฺโต อากาโสติ อากาสานญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

กตโม วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากาสานญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม อนนฺตํ วิญฺญาณนฺติ วิญฺญาณญฺจายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

กตโม อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส วิญฺญาณญฺจายตนํ สมติกฺกมฺม นตฺถิ กิญฺจีติ อากิญฺจญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

กตโม เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส อากิญฺจญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

กตโม สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ อิธ ภิกฺขุ สพฺพโส เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมติกฺกมฺม สญฺญาเวทยิตนิโรธํ อุปสมฺปชฺช วิหรติ อยํ สญฺญาเวทยิตนิโรธสมาปตฺติวิโมกฺโข ฯ

๑ ม. อพฺยาปชฺเชน ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงรูปสัญญา เพราะดับปฏิฆสัญญา เพราะไม่มนสิการถึงนานัตตสัญญาโดยประการทั้งปวง เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ด้วยมนสิการว่า อากาศหาที่สุดมิได้ นี้เป็นอากาสานัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ

วิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากาสานัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า วิญญาณหาที่สุดมิได้ นี้เป็นวิญญาณัญจายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ

อากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงวิญญาณัญจายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติด้วยมนสิการว่า สิ่งน้อยหนึ่งไม่มีนี้เป็นอากิญจัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ

เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงอากิญจัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติวิโมกข์ ฯ

สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เพราะล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโดยประการทั้งปวง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ นี้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม สมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สมยวิโมกฺโข ฯ

กตโม อสมยวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสมยวิโมกฺโข ฯ

กตโม สามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สามยิโก วิโมกฺโข ฯ

กตโม อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อสามยิโก วิโมกฺโข ฯ

กตโม กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ กุปฺโป วิโมกฺโข ฯ

กตโม อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อกุปฺโป วิโมกฺโข ฯ

กตโม โลกิโย วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ โลกิโย วิโมกฺโข ฯ

กตโม โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ โลกุตฺตโร วิโมกฺโข ฯ

กตโม สาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สาสโว วิโมกฺโข ฯ

กตโม อนาสโว วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อนาสโว วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สมยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสมยวิโมกข์ ฯ

อสมยวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสมยวิโมกข์ ฯ

สามยิกวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสามยิกวิโมกข์ ฯ

อสามยิกวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอสามยิกวิโมกข์ ฯ

กุปปวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นกุปปวิโมกข์ ฯ

อกุปปวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอกุปปวิโมกข์ ฯ

โลกิยวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นโลกิยวิโมกข์ ฯ

โลกุตตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นโลกุตตรวิโมกข์ ฯ

สาสววิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสาสววิโมกข์ ฯ

อนาสววิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอนาสววิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม สามิโส วิโมกฺโข ฯ รูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ สามิโส วิโมกฺโข ฯ

กตโม นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ อรูปปฏิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข อยํ นิรามิโส วิโมกฺโข ฯ

กตโม นิรามิสตโร ๑ วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ นิรามิสตโร ๑ วิโมกฺโข ฯ

กตโม ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ ปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา อยํ ปณิหิตปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิวิโมกฺโข ฯ)

กตโม สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ สญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ วิสญฺญุตฺโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาโร จ อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อยํ เอกตฺตวิโมกฺโข ฯ

กตโม นานตฺตวิโมกฺโข ฯ จตฺตาริ ฌานานิ จตสฺโส จ อรูปสมาปตฺติโย อยํ นานตฺตวิโมกฺโข ฯ

๑ ม. ยุ. นิรามิสานิรามิสตโร วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นสามิสวิโมกข์ ฯ

นิรามิสวิโมกข์เป็นไฉน วิโมกข์ที่ไม่ปฏิสังยุตด้วยรูป นี้เป็นนิรามิสวิโมกข์ ฯ

นิรามิสตรวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นนิรามิสตรวิโมกข์ ฯ

ปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ อรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นปณิหิตวิโมกข์ ฯ

อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ

ปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌานฯลฯ แห่งเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ นี้เป็นปณิหิตปฏิปัสสัทธิวิโมกข์ ฯ

สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ

วิสุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นวิสุญญตวิโมกข์ ฯ

เอกัตตวิโมกข์เป็นไฉน อริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ และนิพพานนี้เป็นเอกัตตวิโมกข์ ฯ

นานัตตวิโมกข์เป็นไฉน ฌาน ๔ และอรูปสมาบัติ ๔ นี้เป็นนานัตตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม สญฺญาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข( ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน [๑] ฯ

สิยาติ ๒ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ

อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต สญฺญาย มุจฺจตีติ สญฺญาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข ทส สญฺญาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สญฺญาวิโมกฺขา เอโก สญฺญาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สญฺญาวิโมกฺโข ฯ

๑ ม. สิยาติ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ เอวมีทิเสสุ ฐาเนสุ ฯ

ฉบับหลวง

สัญญาวิโมกข์เป็นไฉน สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐สัญญา

วิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้ ฯ

คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ

อนิจจานุปัสนาญาณพ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณพ้นจากสุขสัญญา ... อนัตตานุปัสนาญาณพ้นจากอัตตสัญญา ... นิพพิทานุปัสนาญาณพ้นจากนันทิสัญญา (ความสำคัญโดยความเพลิดเพลิน) ... วิราคานุปัสนาญาณพ้นจากราคสัญญา ... นิโรธานุปัสนาญาณพ้นจากสมุทยสัญญา ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากอาทานสัญญา (ความสำคัญโดยความถือมั่น) ... อนิมิตตานุปัสนาญาณพ้นจากนิมิตตสัญญา ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณพ้นจากปณิธิสัญญา ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากอภินิเวสสัญญา (ความสำคัญโดยความยึดมั่น) ... เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐

สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากนิจจสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูปพ้นจากอภินิเวสสัญญา

เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ สัญญาวิโมกข์ ๑เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ฯลฯ ในสังขารฯลฯ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากนิจจสัญญาเพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากอภินิเวสสัญญา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสัญญาวิโมกข์สัญญาวิโมกข์ ๑ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑๐ สัญญาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสัญญาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้สัญญาวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม ญาณวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สุขโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นนฺทิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ราคโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ สมุทยโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อาทานโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา ยถาภูตํ

ญาณํ นิมิตฺตโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ ปณิธิยา สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ นิจฺจโต สมฺโมหา อญฺญาณา มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนา ยถาภูตํ ญาณํ อภินิเวสโต อภินิเวสโต สมฺโมหา อญฺญาณาฐ มุจฺจตีติ ญาณวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก ญาณวิโมกฺโข ทส ญาณวิโมกฺขา โหนฺติ ทส ญาณวิโมกฺขา เอโก ญาณวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ ญาณวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

ญาณวิโมกข์เป็นไฉน ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณาวิโมกข์

๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ

คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร อนิจจานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ทุกขานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสุข จากความไม่รู้ ... อนัตตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นตัวตนจากความไม่รู้ ... นิพพิทานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเพลิดเพลิน จากความไม่รู้ ... วิราคานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความกำหนัด จากความไม่รู้ ... นิโรธานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยเป็นเหตุให้เกิด

จากความไม่รู้ ... ปฏินิสสัคคานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความถือมั่น จากความไม่รู้ ... อนิมิตตานุปัสนายถาภูตญาณ พ้นจากความหลงโดยความเป็นนิมิต จากความไม่รู้ ...

อัปปณิหิตานัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความเป็นที่ตั้ง จากความไม่รู้ ... สุญญตานุปัสนายถาภูตญาณพ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ฯลฯยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความรู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขารในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความเป็นสภาพเที่ยง จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ฯลฯ ยถาภูตญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ พ้นจากความหลงโดยความยึดมั่น จากความไม่รู้ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นญาณวิโมกข์ญาณวิโมกข์ ๑ เป็นญาณวิโมกข์ ๑๐ ญาณวิโมกข์ ๑๐ เป็นญาณวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นญาณวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สุขโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นนฺทิยา สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ราคโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ สมุทยโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจติ สีติสิยาวิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา

อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อาทานโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิมิตฺตโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ ปณิธิยา สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ อภินิเวสโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา อนุตฺตรํ สีติภาวํ ญาณํ นิจฺจโต สนฺตาปปริฬาหทรถา มุจฺจตีติ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯเปฯ เอวํ สิยา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข ทส สีติสิยาวิโมกฺขา โหนฺติ ทส สีติสิยาวิโมกฺขา เอโก สีติสิยาวิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน อยํ สีติสิยาวิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

สีติสิยาวิโมกข์เป็นไฉน สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติ

สิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้ ฯ

คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ

อนิจจานุปัสนา เป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ทุกขานุปัสนา ... โดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนา ... โดยความเป็นตน ... นิพพิทานุปัสนา ...

โดยความเพลิดเพลิน ...วิราคานุปัสนา ... โดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนา ... โดยความเป็นเหตุเกิดปฏินิสสัคคานุปัสนา ... โดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนา ... โดยมีนิมิตเครื่องหมาย

... อัปปณิหิตานุปัสนา ... โดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาเป็นญาณอันมีความเย็นใจอย่างเยี่ยมพ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯลฯ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้ ฯ

การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นญาณอันมีความเย็นอย่างเยี่ยม พ้นจากความเดือดร้อน ความเร่าร้อนและความกระวนกระวายโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นสีติสิยาวิโมกข์ฯลฯ สีติสิยาวิโมกข์ ๑ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ สีติสิยาวิโมกข์ ๑๐ เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ นี้เป็นสีติสิยาวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม ฌานวิโมกฺโข ฯ เนกฺขมฺมํ ชายตีติ ๑ ฌานํ กามจฺฉนฺทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต ๑ มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ๒ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อพฺยาปาโท ชายตีติ ฌานํ พฺยาปาทํ ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อาโลกสญฺญา ชายตีติ ฌานํ ถีนมิทฺธํ ฌาเปตีติ ฌานํ อวิกฺเขโป ชายตีติ ฌานํ อุทฺธจฺจํ ฌาเปตีติ ฌานํ ธมฺมววตฺถานํ ชายตีติ ฌานํ วิจิกิจฺฉํ ฌาเปตีติ ฌานํ ญาณํ ชายตีติ ฌานํ อวิชฺชํ ฌาเปตีติ ฌานํ ปามุชฺชํ ชายตีติ ฌานํ อรตึ ฌาเปตีติ ฌานํ ปฐมชฺฌานํ ชายตีติ ฌานํ นีวรณํ ฌาเปตีติ ฌานํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺโค ชายตีติ ฌานํ สพฺพกิเลเส ฌาเปตีติ ฌานํ ชายนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ฌาเปนฺโต มุจฺจตีติ ฌานวิโมกฺโข ชายนฺตีติ ธมฺมา ฌาเปตีติ กิเลเส ชาเต จ ฌาเป จ ชานาตีติ ฌานวิโมกฺโข อยํ ฌานวิโมกฺโข ฯ

๑ สี. ม. ยุ. ฌายตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ฌานวิโมกข์เป็นไฉน เนกขัมมะเกิด เผากามฉันทะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็น

ฌาน เนกขัมมะเกิดพ้นไป เผาพ้นไป เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ความไม่พยาบาทเกิด เผาความพยาบาท เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่พยาบาทเกิดพ้นไป เผาพ้นไป ... อาโลกสัญญาเกิด

เผาถีนมิทธะ เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ความไม่ฟุ้งซ่านเกิด เผาอุทธัจจะ ... การกำหนดธรรมเกิดเผาวิจิกิจฉา ... ญาณเกิด เผาอวิชชา ... ความปราโมทย์เกิดเผาอรติ ... ปฐมฌานเกิด เผานิวรณ์เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน ฯลฯ อรหัตมรรคเกิด เผากิเลสทั้งปวง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌาน เกิดพ้นไป เผาพ้นไปเพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ ธรรมเกิด ย่อมเผา ฌายีบุคคลย่อมรู้กิเลสที่เกิดและที่ถูกเผา เพราะเหตุนั้นจึงเป็นฌานวิโมกข์ นี้เป็นฌานวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

สิยาติ กถญฺจ สิยา อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อุปาทานา มุจฺจตีติ

อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ เวทนาย ฯเปฯ

สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต อุปาทานา มุจฺจตีติ อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข เอวํ สิยา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา โหนฺติ ทส อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺขา เอโก อนุปาทาจิตฺตสฺส วิโมกฺโข โหติ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

๑ สี. ม. ยุ. ฌายนฺโต ฯ ๒ สี. ม. ยุ. ฌายนฺตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๓ ม. ยุ. นีวรเณ ฯ

ฉบับหลวง

อนุปาทาจิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตต

วิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้ ฯ

คำว่า พึงมีได้ ความว่า ก็พึงมีได้อย่างไร ฯ

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยความถือผิด ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยนิมิต ...อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ พ้นจากความถือมั่นโดยเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาญาณพ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยายพึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป พ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูปพ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ฯลฯ ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะพ้นจากความถือมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่า ในชราและมรณะ พ้นจากความถือมั่นโดยความยึดมั่นเพราะเหตุนั้นจึงเป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑

เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ อนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑๐ เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ๑ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย พึงมีได้อย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ฯเปฯ วิราคานุปสฺสนาญาณํ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ กติหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ วิราคานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ เอกุปาทานา มุจฺจติ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

ฉบับหลวง

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ทุกขานุปัสนาญาณ

อนัตตานุปัสนาญาณ นิพพิทานุปัสนาญาณ วิราคานุปัสนาญาณ นิโรธานุปัสนาญาณ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ อนิมิตตานุปัสนาญาณ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทานเท่าไร ฯ

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ สุญญตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ อิมา ๑ เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ

อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ

วิราคานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา วิราคานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ

นิโรธานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา นิโรธานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ กตมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ กามุปาทานา อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมา เอกุปาทานา มุจฺจติ ฯ

สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ กตเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิเมหิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจติ ฯ

ยญฺจ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ ตีหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา ฯ ยญฺจ ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ วิราคานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ จตฺตาริ ญาณานิ เอกุปาทานา มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ฯ ยญฺจ นิโรธานุปสฺสนาญาณํ ยญฺจ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อิมานิ เทฺว ญาณานิ จตูหุปาทาเนหิ มุจฺจนฺติ กามุปาทานา ทิฏฺฐุปาทานา สีลพฺพตุปาทานา อตฺตวาทุปาทานา อยํ อนุปาทานาจิตฺตสฺส ๑ วิโมกฺโข ฯ

วิโมกฺขกถาย ปฐมภาณวารํ ฯ

๑ ม. อิทํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ ม. ยุ. อนุปาทาจิตฺตสฺส ฯ

ฉบับหลวง

อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิจจานุปัสนา

ญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทานอัตตวาทุปาทาน อนิจจานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ

ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ

อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทานอนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ

นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน นิพพิทานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ

วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ

นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เหล่านี้ ฯ

ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ เป็นไฉน ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔ คือ กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน

ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๔เหล่านี้ ฯ

อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน อนิมิตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน อนิมิตตานุปัสนาญาณ

ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ

อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ เป็นไฉน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทาน อัปปณิหิตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ นี้ ฯ

สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เป็นไฉน สุญญตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือ ทิฏฐุปาทาน สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน สุญญตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ เหล่านี้ ฯ

ญาณ ๔ เหล่านี้ คือ อนิจจานุปัสนาญาณ ๑ อนัตตานุปัสนาญาณ ๑ อนิมิตตานุปัสนาญาณ ๑ สุญญตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๓ คือทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ ญาณ ๔ เหล่านี้ คือทุกขานุปัสนาญาณ ๑ นิพพิทานุปัสนาญาณ ๑วิราคานุปัสนาญาณ ๑ อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจากอุปาทาน ๑ คือ กามุปาทานญาณ ๒เหล่านี้ คือนิโรธานุปัสนาญาณ ๑ ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ๑ ย่อมพ้นจาก อุปาทานทั้ง ๔ คือ

กามุปาทาน ๑ ทิฏฐุปาทาน ๑ สีลัพพตุปาทาน ๑ อัตตวาทุปาทาน ๑ นี้เป็นอนุปาทาจิตตวิโมกข์ ฯ

จบวิโมกขกถา ปฐมภาณวาร ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ตีณิ โข ปนิมานิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ สพฺพสงฺขาเร ปริจฺเฉทปริวฏฺฏุมโต ๑ สมนุปสฺสนตาย อนิมิตฺตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย ๒ สพฺพสงฺขาเรสุ มโนสมุตฺเตชนตาย อปฺปณิหิตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย สพฺพธมฺเม ปรโต สมนุปสฺสนตาย สุญฺญตาย จ ธาตุยา จิตฺตสมฺปกฺขนฺทนตาย อิมานิ ตีณิ วิโมกฺขมุขานิ โลกนิยฺยานาย สํวตฺตนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ก็วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลกด้วยความที่จิตแล่นไปในอนิมิตตธาตุ โดยความพิจารณาเห็นสรรพสังขาร โดยความหมุนเวียนไปตามกำหนด ด้วยความที่จิตแล่นไปในอัปปณิหิตธาตุโดยความองอาจแห่งใจในสรรพสังขาร และด้วยความที่จิตแล่นไปในสุญญตาธาตุโดยความพิจารณาเห็นธรรมทั้งปวงโดยแปรเป็นอย่างอื่น

วิโมกข์อันเป็นประธาน ๓ นี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความนำออกไปจากโลก ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล สทฺธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล สมาธินฺทฺริยํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล ปญฺญินฺทฺริยํ ปฏิลภติ ฯ

๑ สี. ปริจฺเฉทปริวตฺถุมโต ฯ ม. ปริจฺเฉทปริวฏุมโต ฯ ๒ จิตฺตสมกฺขนฺธนตาย ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของสูญ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จิตมากด้วยธรรมอะไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตมากด้วยความน้อมไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตมากด้วยความรู้ ฯ

บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้อินทรีย์เป็นไฉน ฯ

บุคคลผู้มนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจไป ย่อมได้สัทธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากด้วยความสงบ ย่อมได้สมาธินทรีย์ ผู้มนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากด้วยความรู้ ย่อมได้ปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ ๑ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา

โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส อินฺทฺริยภาวนา ฯ

๑ ม. ตทนยฺวา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย (ปัจจัยเกิดร่วมกัน) เป็นอัญญมัญญปัจจัย(เป็นปัจจัยของกันและกัน) เป็นนิสสยปัจจัย (ปัจจัยที่อาศัยกัน) เป็นสัมปยุตตปัจจัย (ปัจจัยที่ประกอบกัน) เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ากระไร ใครย่อมเจริญ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยนิสสยปัจจัยสัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไรใครย่อมเจริญ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นย่อมเจริญการเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบสมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตามากไปด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย

นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบผู้นั้นย่อมเจริญ การเจริญอินทรีย์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล กตมินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย กตินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส สทฺธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส สมาธินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ภาวนาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเล ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยํ โหติ ปฏิเวธาย จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัยเป็นสัมปยุตตปัจจัยในเวลาแทงตลอด มีอินทรีย์อะไรเป็นใหญ่อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามอินทรีย์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยย์นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย เป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไรชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ อินทรีย์ที่เป็นใหญ่เป็นไฉน ... ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง มากไปด้วยความน้อมใจเชื่อ สัทธินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัยนิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย ในเวลาแทงตลอด ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ อินทรีย์แห่งปฏิเวธที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธเพราะอรรถว่าเห็น ด้วยอาการอย่างนี้ แม้บุคคลผู้แทงตลอดก็ย่อมเจริญ แม้ผู้เจริญก็ย่อมแทงตลอด ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ มากไปด้วยความสงบ สมาธินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา มากไปด้วยความรู้ ปัญญินทรีย์เป็นใหญ่ ... ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต ๑ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ ๒ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตมินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ กตมินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา อินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะอินทรีย์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง

เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ ๓ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ ๔ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ ๕ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ ๖ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ สิยา อิเม ตโย ปุคฺคลา สทฺธาธิมุตฺตาปิ กายสกฺขีปิ ทิฏฺฐิปฺปตฺตาปิ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ

โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ โย จายํ ปุคฺคโล สทฺธาธิมุตฺโต โย จ กายสกฺขิ โย จ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต เอวํ อิเม ตโย ปุคฺคลา อญฺโญ เยว สทฺธาธิมุตฺโต อญฺโญ กายสกฺขิ อญฺโญ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

๑ ม. ยุ. สทฺธาวิมุตฺโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. กายสกฺขี ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๓ ม. ยุ. วิมุตฺโตติ สทฺธาวิมุตฺโต ฯ ๔ ม. สจฺฉิกโตติ... ฯ

๕ ม. ยุ. วิมุจฺจตีติ ฯ ๖ ม. ยุ. ญาตํ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลผู้เชื่อน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุต บุคคลทำให้แจ้ง

เพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขี บุคคลบรรลุแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรม

เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคลเชื่ออยู่ย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงกระทำให้แจ้งซึ่งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั่นจึงชื่อว่ากายสักขี ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้วทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตะ บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือสัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้ เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย ฯ

คำว่า พึงเป็น คือ พึงเป็นอย่างไรเล่า ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลพึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ...

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตาสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์อย่างนี้ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง ... เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นกายสักขีบุคคล ๓ จำพวกนี้ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์อย่างนี้ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง...เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง

บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ บุคคล ๓จำพวกนี้ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์อย่างนี้คือ สัทธาธิมุตบุคคล๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑ พึงเป็นสัทธาธิมุตก็ได้ เป็นกายสักขีก็ได้เป็นทิฐิปัตตะก็ได้ อย่างนี้ ฯ

บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือ สัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑ ทิฐิปัตตบุคคล ๑เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่ง เป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่ง เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นสัทธาธิมุตบุคคล

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นกายสักขีบุคคล เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง จึงเป็นทิฐิปัตตบุคคล บุคคล ๓ จำพวกนี้ คือสัทธาธิมุตบุคคล ๑ กายสักขีบุคคล ๑

ทิฐิปัตตบุคคล ๑ เป็นสัทธาธิมุตอย่างหนึ่งเป็นกายสักขีอย่างหนึ่ง เป็นทิฐิปัตตะอย่างหนึ่งอย่างนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ สทฺธานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต สทฺธานุสาริโน อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา

โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา อนิจฺจโต มนสิกโรโต สทฺธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ ๑ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ สทฺธาธิมุตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา ๒ สพฺเพ เต สทฺธาธิมุตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มี ประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธานุสารีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยการเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธานุสารีบุคคล

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย

อินทรีย์ ๔เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตบุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสัทธินทรีย์มีประมาณยิ่ง

บุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค ฯลฯทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผลได้อรหัตมรรคทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นสัทธาธิมุตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสัทธินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุต ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภนฺติ สพฺเพ เต กายสกฺขี ทุกฺขโต มนสิกโรโต สมาธินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ สมาธินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ ฯเปฯ สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ กายสกฺขิ จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต กายสกฺขี ฯ

๑ ม. อรหตฺตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. สจฺฉิกตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่ไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์สมาธินทรีย์มีประมาณยิ่งเพราะสมาธินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผล ฯลฯ ได้สกทาคามิมรรค ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล

เพราะเหตุนั้นจึงกล่าวว่าเป็นกายสักขีบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามสมาธินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย... สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นกายสักขี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ เตน วุจฺจติ ธมฺมานุสารี จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตุนฺนํ อินฺทฺริยานํ ภาวนา โหติ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติมคฺคํ ปฏิลภติ สพฺเพ เต ธมฺมานุสาริโน อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ ฯเปฯ

สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา อนตฺตโต มนสิกโรโต ปญฺญินฺทฺริยํ อธิมตฺตํ โหติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส อธิมตฺตตฺตา สกทาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ ฯเปฯ สกทาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อนาคามิมคฺคํ ปฏิลภติ อนาคามิผลํ สจฺฉิกตํ โหติ อรหตฺตมคฺคํ ปฏิลภติ อรหตฺตผลํ สจฺฉิกตํ โหติ เตน วุจฺจติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต จตฺตารินฺทฺริยานิ ตทนฺวยานิ โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน จตฺตารินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ เย หิ เกจิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน อรหตฺตํ สจฺฉิกตา สพฺเพ เต ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์ มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงได้โสดาปัตติมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นธรรมานุสารีบุคคลอินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย การเจริญอินทรีย์ ๔ ย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้โสดาปัตติมรรคด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นธรรมานุสารี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง

เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงทำให้แจ้งโสดาปัตติผลเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ฯลฯ สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งโสดาปัตติผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่ง เพราะปัญญินทรีย์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงได้สกทาคามิมรรค

ฯลฯ ทำให้แจ้งสกทาคามิผล ได้อนาคามิมรรคทำให้แจ้งอนาคามิผล ได้อรหัตมรรค ทำให้แจ้งอรหัตผล เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นทิฐิปัตตบุคคล อินทรีย์ที่เป็นไปตามปัญญินทรีย์นั้นมี ๔ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย อินทรีย์ ๔ เป็นอันบุคคลเจริญแล้ว เจริญดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ทำให้แจ้งอรหัตผลด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ๑ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

๑ นกฺขมฺมนฺติ วา ปาโฐ ฯ

ฉบับหลวง

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะบรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุ ถึงแล้ว ย่อมถึง หรือจักถึงได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือว่าจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ธมฺมววตฺถานํ ญาณํ ปามุชฺชํ ปฐมชฺฌานํ ทุติยชฺฌานํ ตติยชฺฌานํ จตุตฺถชฺฌานํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺตึ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺตึ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺตึ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺตึ อนิจฺจานุปสฺสนํ ทุกฺขานุปสฺสนํ อนตฺตานุปสฺสนํ นิพฺพิทานุปสฺสนํ วิราคานุปสฺสนํ นิโรธานุปสฺสนํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนํ ขยานุปสฺสนํ วยานุปสฺสนํ วิปริณามานุปสฺสนํ อนิมิตฺตานุปสฺสนํ อปฺปณิหิตานุปสฺสนํ สุญฺญตานุปสฺสนํ อธิปญฺญาธมฺมวิปสฺสนํ ยถาภูตญาณทสฺสนํ อาทีนวานุปสฺสนํ ปฏิสงฺขานุปสฺสนํ วิวฏฺฏนานุปสฺสนํ โสตาปตฺติมคฺคํ สกทาคามิมคฺคํ อนาคามิมคฺคํ อรหตฺตมคฺคํ ฯ

เย หิ เกจิ จตฺตาโร สติปฏฺฐาเน จตฺตาโร สมฺมปฺปธาเน จตฺตาโร อิทฺธิปาเท ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺเค อริยํ อฏฺฐงฺคิกํ มคฺคํ เย หิ เกจิ อฏฺฐ วิโมกฺเข ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา อธิคตา วา อธิคจฺฉนฺติ วา อธิคมิสฺสนฺติ วา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปฏิลทฺธา วา ปฏิลภนฺติ วา ปฏิลภิสฺสนฺติ วา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งความไม่พยาบาท ฯลฯ อาโลกสัญญา ความไม่ฟุ้งซ่าน การกำหนดธรรม ญาณความปราโมทย์ ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌานอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติอากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อนิจจานุปัสนา ทุกขานุปัสนา

อนัตตานุปัสนา นิพพิทานุปัสนา วิราคานุปัสนา นิโรธานุปัสนา ปฏินิสสัคคานุปัสนา

ขยานุปัสนา วยานุปัสนา วิปริณามานุปัสนา อนิมิตตานุปัสนา สุญญตานุปัสนา อธิปัญญา

ธรรมวิปัสนา ยถาภูตญาณทัสนะ อาทีนวานุปัสนา ปฏิสังขานุปัสนา วิวัฏฏนานุปัสนาโสดาปัตติมรรค สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรคอรหัตมรรค ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งสติปัฏฐาน ๔สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญ หรือจักเจริญ ซึ่งวิโมกข์ ๘ บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุถึงแล้ว ย่อมถึงหรือจักถึง ได้แล้ว ย่อมได้ หรือจักได้ แทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอด ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้วย่อมถูกต้อง หรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จแล้วย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

เย หิ เกจิ จตสฺโส ปฏิสมฺภิทา ปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

เย หิ เกจิ ติสฺโส วิชฺชา ปฏิวิทฺธา วา ปฏิวิชฺฌนฺติ วา ปฏิวิชฺฌิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

เย หิ เกจิ ติสฺโส สิกฺขา สิกฺขิตา วา สิกฺขนฺติ วา สิกฺขิสฺสนฺติ วา สจฺฉิกตา วา สจฺฉิกโรนฺติ วา สจฺฉิกริสฺสนฺติ วา ผสฺสิตา วา ผสฺสนฺติ วา ผสฺสิสฺสนฺติ วา วสิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา ปารมิปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา เวสารชฺชปฺปตฺตา วา ปาปุณนฺติ วา ปาปุณิสฺสนฺติ วา สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขี ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่ง บรรลุแล้ว ย่อมบรรลุ หรือจักบรรลุซึ่งปฏิสัมภิทา๔ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งแทงตลอดแล้ว ย่อมแทงตลอด หรือจักแทงตลอดซึ่งวิชชา ๓ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งศึกษาแล้ว ย่อมศึกษา หรือจักศึกษาซึ่งสิกขา ๔ ทำให้แจ้งแล้ว ย่อมทำให้แจ้ง หรือจักทำให้แจ้ง ถูกต้องแล้ว ย่อมถูกต้องหรือจักถูกต้อง ถึงความชำนาญแล้ว ย่อมถึงความชำนาญ หรือจักถึงความชำนาญถึงความสำเร็จแล้ว ย่อมถึงความสำเร็จ หรือจักถึงความสำเร็จ ถึงความแกล้วกล้าแล้ว ย่อมถึงความแกล้วกล้า หรือจักถึงความแกล้วกล้า บุคคลทั้งหมดนั้นเป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรคบุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุต ด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวโธ จ สพฺพธมฺมานํ ปริญฺญาปฏิเวโธ จ สพฺพสงฺขารานํ ปหานปฺปฏิเวโธ จ สพฺพกุสลานํ ภาวนาปฏิเวโธ จ จตุนฺนํ มคฺคานํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต สทฺธินฺทฺริยสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต สมาธินฺทฺริยสฺส วเสน กายสกฺขิ ปญฺญินฺทฺริยสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

ทุติยภาณวารํ ฯ

ฉบับหลวง

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๔คือ บุคคลย่อมแทงตลอดทุกขสัจเป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนาการแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ คือย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา แทงตลอดสมุทยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดด้วยการเจริญมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยอาการกำหนดรู้ธรรมทั้งปวง การแทงตลอดด้วยการละสังขารทั้งปวง

การแทงตลอดด้วยการเจริญกุศลทั้งปวง และการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งมรรค ๔ แห่งนิโรธ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งสัทธินทรีย์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งสมาธินทรีย์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งปัญญินทรีย์ ฯ

จบทุติยภาณวาร

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กถํ สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ขยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ภยโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต สงฺขารา อุปฏฺฐนฺติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึพหุลํ จิตฺตํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลํ โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลํ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลํ โหติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล กตมํ วิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อธิโมกฺขพหุโล อนิมิตฺตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปสฺสทฺธิพหุโล อปฺปณิหิตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต เวทพหุโล สุญฺญตวิโมกฺขํ ปฏิลภติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏอย่างไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง สังขารย่อมปรากฏโดยความสิ้นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สังขารย่อมปรากฏโดยความเป็นของว่างเปล่า ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาจิตย่อมมากด้วยอะไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมมากด้วยความน้อมใจเชื่อ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์จิตย่อมมากด้วยความสงบ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมมากด้วยความรู้ ฯ

บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ย่อมได้วิโมกข์เป็นไฉน ฯ

บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ ย่อมได้อนิมิตตวิโมกข์ มนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบย่อมได้อัปปณิหิตวิโมกข์มนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ย่อมได้สุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา โก ภาเวติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา โย สมฺมาปฏิปนฺโน โส ภาเวติ นตฺถิ มิจฺฉาปฏิปนฺนสฺส วิโมกฺขภาวนา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อวิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไรใครเจริญ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ใครเจริญ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ผู้ใดปฏิบัติชอบ ผู้นั้นเจริญ การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปฏิบัติผิด ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... การเจริญวิโมกข์ย่อมไม่มีแก่ผู้ปฏิบัติผิด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยาธ ปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ปฏิเวธกาเล กตโม วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย กติ วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เกนตฺเถน ภาวนา เกนตฺเถน ปฏิเวโธ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อธิโมกฺขพหุลสฺส อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปสฺสทฺธิพหุลสฺส อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทพหุลสฺส สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ภาวนาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ ปฏิเวธกาเลปิ สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ปฏิเวธาย เทฺว วิโมกฺขา ตทนฺวยา โหนฺติ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ เอกรสา โหนฺติ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ทสฺสนฏฺเฐน ปฏิเวโธ เอวํ ปฏิวิชฺฌนฺโตปิ ภาเวติ ภาเวนฺโตปิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อวิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย

อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกันชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ในเวลาแทงตลอด วิโมกข์ไหนเป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามวิโมกข์นั้นมีเท่าไร ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนา เพราะอรรถว่ากระไร ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ วิโมกข์อะไรเป็นใหญ่ ... ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เป็นผู้มากด้วยความน้อมใจเชื่อ อนิมิตตวิโมกข์เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งภาวนา ที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัยมีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอดอนิมิตตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอนิมิตตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัยอัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตตปัจจัย มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าภาวนาเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าปฏิเวธ เพราะอรรถว่าเห็นแม้บุคคลผู้แทงตลอดอย่างนี้ก็ชื่อว่าเจริญ แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ เป็นผู้มากด้วยความสงบ อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน แม้ในเวลาแทงตลอด อัปปณิหิตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่ วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามอัปปณิหิตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา เป็นผู้มากด้วยความรู้ สุญญตวิโมกข์เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งภาวนาที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นมี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... มีกิจเป็นอันเดียวกัน

แม้ในเวลาแทงตลอด สุญญตวิโมกข์ก็เป็นใหญ่วิโมกข์แห่งการแทงตลอดที่เป็นไปตามสุญญตวิโมกข์นั้นก็มี ๒ ทั้งเป็นสหชาตปัจจัย ... แม้ผู้เจริญก็ชื่อว่าแทงตลอด ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กตโม วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ กตมวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา สทฺธาธิมุตฺโต โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา กายสกฺขิ โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อธิมตฺโต โหติ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส อธิมตฺตตฺตา ทิฏฺฐิปฺปตฺโต โหติ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา วิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง เพราะวิโมกข์อะไรมีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง พราะอนิมิตตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นสัทธาธิมุต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะอัปปณิหิตวิโมกข์มีประมาณยิ่งบุคคลจึงเป็นกายสักขี เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง เพราะสุญญตวิโมกข์มีประมาณยิ่ง บุคคลจึงเป็นทิฐิปัตตะ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สทฺทหนฺโต อธิมุตฺโตติ สทฺธาธิมุตฺโต ผุฏฺฐตฺตา สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทิฏฺฐตฺตา ปตฺโตติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต สทฺทหนฺโต อธิมุจฺจตีติ สทฺธาธิมุตฺโต ฌานผสฺสํ ปฐมํ ผุสติ ปจฺฉา นิโรธํ นิพฺพานํ สจฺฉิกโรตีติ กายสกฺขิ ทุกฺขา สงฺขารา สุโข นิโรโธติ ญาณํ ๑ โหติ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญายาติ ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

เย หิ เกจิ เนกฺขมฺมํ ภาวิตา วา ภาเวนฺติ วา ภาวิสฺสนฺติ วา ฯเปฯ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ เย หิ เกจิ อพฺยาปาทํ ฯเปฯ อาโลกสญฺญํ อวิกฺเขปํ ฯเปฯ ฯ

เย หิ เกจิ ทุกฺขํ ปริชานนฺติ สมุทยํ ปชหนฺติ นิโรธํ สจฺฉิกโรนฺติ มคฺคํ ภาเวนฺติ สพฺเพ เต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺตา อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขี สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺตา ฯ

๑ ม. วิญฺญาตํ ฯ

ฉบับหลวง

บุคคลเชื่อน้อมใจไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตบุคคล คคลทำให้แจ้งเพราะเป็นผู้ถูกต้องธรรม เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่ากายสักขีบุคคลบุคคลถึงแล้วเพราะเป็นผู้เห็นธรรมเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล บุคคลเชื่อย่อมน้อมใจไป เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสัทธาธิมุตตบุคคล บุคคลถูกต้องฌานก่อน ภายหลังจึงทำให้แจ้งนิพพานอันเป็นที่ดับ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่ากายสักขีบุคคล ญาณความรู้ว่า สังขารเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข เป็นญาณอันบุคคลเห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ด้วยปัญญา เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าทิฐิปัตตบุคคล ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้วหรือจักเจริญซึ่งเนกขัมมะ ฯลฯ บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งเจริญแล้ว ย่อมเจริญหรือจักเจริญซึ่งความไม่พยาบาทอาโลกสัญญา ฯลฯ ความไม่ฟุ้งซ่าน ฯ

ก็บุคคลเหล่าใดเหล่าหนึ่งกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ เจริญมรรค

บุคคลทั้งหมดนั้น เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ สมุทยสจฺจํ ปหานปฺปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ นิโรธสจฺจํ สจฺฉิกิริยาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ มคฺคสจฺจํ ภาวนาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

กติหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ กติหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ฯ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌติ ทุกฺขสจฺจํ ปริญฺญาปฏิเวธํ ปฏิวิชฺฌติ ฯเปฯ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ จ นิโรธสฺส อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจปฺปฏิเวโธ โหติ อิเมหิ นวหากาเรหิ สจฺจานิ ปฏิวิชฺฌนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน สทฺธาธิมุตฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน กายสกฺขิ สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน ทิฏฺฐิปฺปตฺโต ฯ

ฉบับหลวง

การแทงตลอดสัจจะ ย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๔ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๔คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญาแทงตลอดสมุทัยสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปหานะ แทงตลอดนิโรธสัจเป็นการแทงตลอดด้วยสัจฉิกิริยา แทงตลอดมรรคสัจเป็นการแทงตลอดด้วยภาวนา การแทงตลอดสัจจะย่อมมีด้วยอาการ ๔ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะ

ด้วยอาการ ๔ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการเท่าไร บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการเท่าไร ฯ

การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะได้ด้วยอาการ ๙คือ ย่อมแทงตลอดทุกขสัจ เป็นการแทงตลอดด้วยปริญญา ฯลฯและการแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งซึ่งมรรค ๔ แห่งนิโรธ การแทงตลอดสัจจะย่อมมีได้ด้วยอาการ ๙ นี้ บุคคลแทงตลอดสัจจะด้วยอาการ ๙ นี้ เป็นสัทธาธิมุตด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เป็นกายสักขีด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เป็นทิฐิปัตตะด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ๑ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตเม ธมฺเม ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ กถํ สมฺมาทสฺสนํ โหติ กถํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ กตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปวตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ยถาภูตํ ปชานาติ ปสฺสติ เตน วุจฺจติ สมฺมาทสฺสนํ เอวํ ตทนฺวเยน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตโต สุทิฏฺฐา โหนฺติ เอตฺถ กงฺขา ปหียติ ฯ

ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา นานตฺถา ๑ เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา ๒ พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยญฺจ ยถาภูตํ ญาณํ ยญฺจ สมฺมาทสฺสนํ ยา จ กงฺขาวิตรณา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

๑ ม. ยุ. ชานาติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

๑ สี. นานตฺตา ฯ ๒ สี. เอกตฺตา ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง สัมมาทัศนะ ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยงด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไร บุคคลย่อมละความสงสัยได้ที่ไหน ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริงความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ... ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นธรรมเหล่าไหนตามความเป็นจริง ความเห็นชอบย่อมมีได้อย่างไร ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้ว โดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างไรบุคคลย่อมละความสงสัยได้ในที่ไหน ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมรู้ ย่อมเห็นนิมิตตามความเป็นจริงเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมรู้ย่อมเห็นความเป็นไปตามความเป็นจริงเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าสัมมาทัศนะ สังขารทั้งปวงเป็นสภาพอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นทุกข์ ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้นอย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมรู้ย่อมเห็นนิมิตและความเป็นไปตามความเป็นจริง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า สัมมาทัศนะ ธรรมทั้งปวงเป็นธรรมอันบุคคลเห็นดีแล้วโดยความเป็นอนัตตา ด้วยความเป็นไปตามสัมมาทัศนะนั้น อย่างนี้ บุคคลย่อมละความสงสัยได้ในสัมมาทัศนะนี้ ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ (ปัญญาเครื่องข้ามความสงสัย) มีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ยถาภูตญาณ สัมมาทัศนะ และกังขาวิตรณะ มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโตฅ มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ภยโต อุปฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ภยโต อุปฏฺฐาติ ฯ

ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ภยตุปฏฺฐาเน ปญฺญา ยญฺจ อาทีนเว ญาณํ ยา จ นิพฺพิทา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ อนตฺตานุปสฺสนา ยา จ สุญฺญตานุปสฺสนา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา อะไรย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง นิมิตย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัวเมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านั้น คือ ปัญญาในความปรากฏโดยความเป็นของน่ากลัว อาทีนวญาณ และนิพพิทา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถต่างกัน และมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ อนัตตานุปัสนา และสุญญตานุปัสนา มีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กึ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตํ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตญฺจ ปวตฺตญฺจ ปฏิสงฺขา ญาณํ อุปฺปชฺชติ ฯ

ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ มุญฺจิตุกมฺยตา ยา จ ปฏิสงฺขานุปสฺสนา ยา จ สงฺขารุเปกฺขา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต กุโต จิตฺตํ วุฏฺฐาติ กตฺถ จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ปวตฺตา จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อปฺปวตฺเต จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ อนตฺตโต มนสิกโรโต นิมิตฺตา จ ปวตฺตา จ จิตฺตํ วุฏฺฐาติ อนิมิตฺเต อปฺปวตฺเต นิโรธนิพฺพานธาตุยา จิตฺตํ ปกฺขนฺทติ ฯ

ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ พหิทฺธาวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา เย จ โคตฺรภูธมฺมา อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานํ ฯ

อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต กตมวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺเขน วิมุจฺจติ ฯ

ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา นานตฺถา เจว นานาพฺยญฺชนา จ อุทาหุ เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ฯ ยา จ ทุภโตวุฏฺฐานวิวฏฺฏเน ปญฺญา ยญฺจ มคฺเค ญาณํ อิเม ธมฺมา เอกตฺถา พฺยญฺชนเมว นานนฺติ ๑ ฯ

ฉบับหลวง

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาอะไรย่อมเกิดขึ้น ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณ คือ การพิจารณานิมิต ย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ญาณ คือ การพิจารณาความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ญาณ คือ การพิจารณาทั้งนิมิตและความเป็นไปย่อมเกิดขึ้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ มุญจิตุกัมยตาญาณ ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ และสังขารุเปกขาญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตาจิตย่อมออกไปจากอะไร ย่อมแล่นไปในที่ไหน ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง จิตย่อมออกไปจากนิมิต ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีนิมิต เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ จิตย่อม ออกไปจากความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานอันไม่มีความเป็นไป เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา จิตย่อมออกไปจากนิมิตและความเป็นไป ย่อมแล่นไปในนิพพานธาตุอันเป็นที่ดับ ซึ่งไม่มีนิมิต ไม่มีความเป็นไป ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรมมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกันหรือมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปภายนอก และโคตรภูธรรมมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยวิโมกข์อะไร ฯ

เมื่อบุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอนิมิตตวิโมกข์เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมหลุดพ้นไปด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมหลุดพ้นไปด้วยสุญญตวิโมกข์ ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณมีอรรถต่างกันและมีพยัญชนะต่างกัน หรือมีอรรถอย่างเดียวกันต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

ธรรมเหล่านี้ คือ ปัญญาในความออกไปและความหลีกไปจากส่วนทั้งสองและมรรคญาณมีอรรถอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ ๒ โหนฺติ กติหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ

กตเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อธิฏฺฐานฏฺเฐน อภินีหารฏฺเฐน นิยฺยานฏฺเฐน ฯ

กถํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ อนตฺตโต มนสิกโรโต สุญฺญโต วิโมกฺโข อาธิปเตยฺโย โหติ เอวํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

กถํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาติ เอวํ อธิฏฺฐานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

กถํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน จิตฺตํ อภินีหรติ เอวํ อภินีหารฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

กถํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต อนิมิตฺตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต อปฺปณิหิตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต สุญฺญตวิโมกฺขสฺส วเสน นิโรธํ นิพฺพานํ นิยฺยาติ เอวํ นิยฺยานฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ตโย้ วิโมกฺขา นานาขเณ โหนฺติ ฯ

๑ ม. นานํ ฯ ๒ ม. ยุ. นานากฺขเณ ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการเท่าไร ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการเท่าไร ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ เป็นไฉน ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความเป็นใหญ่ ๑ ด้วยความตั้งมั่น ๑ ด้วยความน้อมจิตไป ๑ ด้วยความนำออกไป ๑ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างไร ฯ

เมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง อนิมิตตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา สุญญตวิโมกข์ ย่อมเป็นใหญ่ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความเป็นใหญ่อย่างนี้ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างไร ฯ

บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความตั้งมั่นอย่างนี้ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างไร ฯ

บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมน้อมจิตไปด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความน้อมจิตไปอย่างนี้ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างไร ฯ

บุคคลเมื่อมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งอนิมิตตวิโมกข์ เมื่อมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับ ด้วยสามารถแห่งอัปปณิหิตวิโมกข์เมื่อมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมนำจิตออกไปสู่นิพพานอันเป็นที่ดับด้วยสามารถแห่งสุญญตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยความนำออกไปอย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะต่างกันด้วยอาการ ๔ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ฯ

กถํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรนฺโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ยโต มุจฺจติ ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรนฺโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน

นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อนตฺตโต มนสิกโรนฺโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เยน สุญฺญเตน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโตติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เยน นิมิตฺเตน อนิมิตฺโต ตตฺถ น ปณิทหตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ยตฺถ น ปณิทหติ เตน สุญฺโญติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เอวํ สโมธานฏฺเฐน อธิคมฏฺเฐน ปฏิลาภฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ ตโย วิโมกฺขา เอกกฺขเณ โหนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ คือ ด้วยความประชุมลง ๑ ด้วยความบรรลุ ๑ ด้วยความได้ ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑ ด้วยความทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความถูกต้อง ๑

ด้วยความตรัสรู้ ๑ ฯ

วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ด้วยความบรรลุ ด้วยความได้ด้วยความแทงตลอด ด้วยความทำให้แจ้ง ด้วยความถูกต้องด้วยความตรัสรู้ อย่างไร ฯ

บุคคลมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ย่อมพ้นจากนิมิต เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลย่อมพ้นจากอารมณ์ใด ย่อมไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้นเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใดเพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ย่อมพ้นจากความปรารถนาอันเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์

บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้นวิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใดเพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตใดไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ วิโมกข์ ๓ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ... ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ บุคคลมนสิการโดยความเป็นอนัตตา ย่อมพ้นจากความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิตเพราะนิมิตว่างเปล่าด้วยวิโมกข์ใด เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอนิมิตตวิโมกข์ บุคคลไม่มีนิมิต เพราะนิมิตใด ไม่ตั้งอยู่ในนิมิตนั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ บุคคลไม่ตั้งอยู่ในอารมณ์ใด เป็นผู้ว่างเปล่าจากอารมณ์นั้น เพราะเหตุนั้น วิโมกข์นั้นจึงเป็นสุญญตวิโมกข์วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกัน ด้วยความประชุมลง ...ด้วยความตรัสรู้อย่างนี้ วิโมกข์ ๓ ย่อมมีในขณะเดียวกันด้วยอาการ ๗ นี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถิ วิโมกฺโข อตฺถิ มุขํ อตฺถิ วิโมกฺขมุขํ อตฺถิ วิโมกฺขปจฺจนีกํ อตฺถิ วิโมกฺขานุโลมํ อตฺถิ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ อตฺถิ วิโมกฺขภาวนา อตฺถิ วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ

กตโม วิโมกฺโข ฯ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

กตโม สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต อภินิเวสา มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพาภินิเวเสหิ มุจฺจตีติ สุญฺญโต วิโมกฺโข อยํ สุญฺญโต วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานมีอยู่ ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์มีอยู่ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์มีอยู่ ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์มีอยู่ วิโมกข์วิวัฏมีอยู่ การเจริญวิโมกข์มีอยู่ ความสงบระงับแห่งวิโมกข์มีอยู่ ฯ

วิโมกข์เป็นไฉน คือ สุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ

สุญญตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า สุญญตวิโมกข์ ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่น โดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นนิมิต ...อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นที่ตั้ง ... สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา

ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากความยึดมั่นทุกอย่างเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ นี้เป็นสุญญตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ

ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพนิมิตฺเตหิ มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ชรามรเณ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต นิมิตฺตา มุจฺจตีติ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข อยํ อนิมิตฺโต วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

อนิมิตตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดย

ความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นตัวตน... นิพพิทานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความกำหนัด ... นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายทุกอย่าง ...อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง ...สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น

... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยงเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตในรูป ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง ... ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น ...ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ

ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความไม่มีนิมิตในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากนิมิตทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความเป็นที่ตั้ง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะย่อมพ้นจากเครื่องหมายโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอนิมิตตวิโมกข์นี้เป็นอนิมิตตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ทุกฺขานุปสฺสนาญาณํ สุขโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อนตฺตานุปสฺสนาญาณํ อตฺตโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข นิพฺพิทานุปสฺสนาญาณํ นนฺทิยา ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข วิราคานุปสฺสนาญาณํ ราคโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข นิโรธานุปสฺสนาญาณํ สมุทยโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาญาณํ อาทานโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อนิมิตฺตานุปสฺสนาญาณํ นิมิตฺตโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ

สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข รูเป อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯเปฯ รูเป อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข รูเป สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนาญาณํ นิจฺจโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯเปฯ ชรามรเณ อปฺปณิหิตานุปสฺสนาญาณํ สพฺพปณิธีหิ มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ชรามรเณ สุญฺญตานุปสฺสนาญาณํ อภินิเวสโต ปณิธิยา มุจฺจตีติ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข อยํ อปฺปณิหิโต วิโมกฺโข ฯ

ฉบับหลวง

อัปปณิหิตวิโมกข์เป็นไฉน อนิจจานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดย

ความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ทุกขานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสุข ... อนัตตานุปัสนาญาณย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นตัวตน ... นิพพิทานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเพลิดเพลิน ... วิราคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความกำหนัด ...นิโรธานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเหตุเกิด ... ปฏินิสสัคคานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความถือมั่น ... อนิมิตตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นเครื่องหมาย ... อัปปณิหิตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง ... สุญญตานุปัสนาญาณ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น ...ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูปย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณคือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในรูป ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่นเพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณ คือการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนา ในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความเป็นสภาพเที่ยง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯลฯ ญาณ คือ การพิจารณาเห็นความไม่มีที่ตั้งในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ ญาณคือ การพิจารณาเห็นความว่างเปล่าในชราและมรณะ ย่อมพ้นจากที่ตั้งโดยความยึดมั่น เพราะเหตุนั้น

จึงชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ นี้เป็นอัปปณิหิตวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมํ มุขํ ฯ เย ตตฺถ ชาตา อนวชฺชา กุสลา โพธิปกฺขิยา ธมฺมา อิทํ มุขํ ฯ

กตมํ วิโมกฺขมุขํ ฯ ยํ เตสนฺเตสํ ธมฺมานํ อารมฺมณํ นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ วิโมกฺขมุขํ ฯ

กตมํ วิโมกฺขปจฺจนีกํ ฯ ตึณิ อกุสลมูลานิ วิโมกฺขปจฺจนีกานิ ตีณิ ทุจฺจริตานิ วิโมกฺขปจฺจนีกานิ สพฺเพปิ อกุสลา ธมฺมา วิโมกฺขปจฺจนีกา อิทํ วิโมกฺขปจฺจนีกํ ฯ

กตมํ วิโมกฺขานุโลมํ ฯ ตีณิ กุสลมูลานิ วิโมกฺขานุโลมานิ ตีณิ สุจริตานิ วิโมกฺขานุโลมานิ สพฺเพปิ กุสลา ธมฺมา วิโมกฺขานุโลมา อิทํ วิโมกฺขานุโลมํ ฯ

ฉบับหลวง

ธรรมอันเป็นประธานเป็นไฉน ธรรมอันเป็นไปในฝักฝ่ายความตรัสรู้ เป็นกุศล ไม่มีโทษ เกิดในภาวนานั้น นี้ธรรมอันเป็นประธาน ฯ

ธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์เป็นไฉน นิพพานอันเป็นที่ดับ เป็นอารมณ์ของธรรมเหล่านั้น นี้เป็นธรรมอันเป็นประธานแห่งวิโมกข์ ฯ

ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์เป็นไฉน อกุศลมูล ๓ ทุจริต ๓ อกุศลธรรมแม้ทุกอย่างเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์ นี้ธรรมอันเป็นข้าศึกแก่วิโมกข์ ฯ

ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์เป็นไฉน กุศลมูล ๓ สุจริต ๓ กุศลธรรมแม้ทุกอย่างเป็นธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์ นี้ธรรมอันอนุโลมต่อวิโมกข์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตโม วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ฯ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ สจฺจวิวฏฺโฏ สญฺชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจตยนฺโต วิวฏฺฏตีติ เจโตวิวฏฺโฏ วิชานนฺโต วิวฏฺฏตีติ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณํ กโรนฺโต วิวฏฺฏตีติ ญาณวิวฏฺโฏ โวสฺสชฺชนฺโต วิวฏฺฏตีติ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตถฏฺเฐ ๑ วิวฏฺฏตีติ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ตตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ตตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ตตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ตตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ยตฺถ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ ยตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ตตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ยตฺถ สจฺจวิวฏฺโฏ ตตฺถ สญฺญาวิวฏฺโฏ เจโตวิวฏฺโฏ จิตฺตวิวฏฺโฏ ญาณวิวฏฺโฏ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ อยํ วิโมกฺขวิวฏฺโฏ ฯ

๑ ม. ยุ. ตถฏฺเฐน ฯ

ฉบับหลวง

วิโมกขวิวัฏเป็นไฉน สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏสัจจวิวัฏ บุคคลหมายรู้หลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัญญาวิวัฏ บุคคลคิดอยู่หลีกออกไป

เพราะเหตุนั้น จึงเป็นเจโตวิวัฏ บุคคลรู้แจ้งหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น จึงเป็นจิตตวิวัฏ บุคคลทำความรู้หลีกออกไปเพราะเหตุนั้น จึงเป็นญาณวิวัฏ บุคคลปล่อยวางหลีกออกไป เพราะเหตุนั้น

จึงเป็นวิโมกขวิวัฏ บุคคลหลีกออกไปในธรรมอันมีความถ่องแท้ เพราะเหตุนั้น จึงเป็นสัจจวิวัฏสัญญาวิวัฏมีในที่ใด เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้น เจโตวิวัฏมีในที่ใดสัญญาวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏเจโตวิวัฏมีในที่ใด จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้นจิตตวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏก็มีในที่นั้นสัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏจิตตวิวัฏมีในที่ใด ญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น ญาณวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ

เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏมีในที่ใด วิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏญาณวิวัฏก็มีในที่นั้น สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏ จิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏมีในที่ใด สัจจวิวัฏก็มีในที่นั้น สัจจวิวัฏมีในที่ใด

สัญญาวิวัฏ เจโตวิวัฏจิตตวิวัฏ ญาณวิวัฏ วิโมกขวิวัฏก็มีในที่นั้น นี้เป็นวิโมกข์วิวัฏ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กตมา วิโมกฺขภาวนา ฯ ปฐมชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ ทุติยชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ ตติยชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ จตุตฺถชฺฌานสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ โสตาปตฺติมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ สกทาคามิมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อนาคามิมคฺคสฺส ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคสฺส อาเสวนา ภาวนา พหุลีกมฺมํ อยํ วิโมกฺขภาวนา ฯ

กตมา วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธิ ฯ ปฐมชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ทุติยชฺฌานสฺส ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา ตติยชฺฌานสฺส ฯเปฯ จตุตฺถชฺฌานสฺส อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา ปฏิลาโภ วา วิปาโก วา โสตาปตฺติมคฺคสฺส โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺคสฺส สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺคสฺส อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺคสฺส อรหตฺตผลํ อยํ วิโมกฺขปฺปฏิปฺปสฺสทฺธีติ ฯ

ตติยภาณวารํ ฯ

วิโมกฺขกถา ฯ

ฉบับหลวง

การเจริญวิโมกข์เป็นไฉน การเสพ การเจริญ การทำให้มาก ซึ่งปฐมฌาน ...

ทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ...

อากิญจัญญายตนสมาบัติ ...เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ... โสดาปัตติมรรค ... สกทาคามิมรรค...อนาคามิมรรค ... การเสพ การเจริญ การทำให้มากซึ่งอรหัตมรรค นี้เป็นการเจริญวิโมกข์ ฯ

ความสงบระงับแห่งวิโมกข์เป็นไฉน การได้หรือวิบากแห่งปฐมฌาน ...ทุติยฌาน ...

ตติยฌาน ... จตุตถฌาน ... อากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติโสดาปัตติผลแห่งโสดาปัตติมรรค อนาคามิผลแห่งอนาคามิมรรค อรหัตผลแห่งอรหัตมรรค นี้เป็นความสงบระงับแห่งวิโมกข์ ฯ

จบตติยภาณวาร ฯ

จบวิโมกขกถา

มหาวคฺเค คติกถา

มหาวรรค คติกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค คติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

คติสมฺปตฺติยา ญาณสมฺปยุตฺเต กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณสมฺปยุตฺเต กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ รูปาวจรานํ เทวานํ กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ อรูปาวจรานํ เทวานํ กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ คติสมฺปตฺติยา ญาณสมฺปยุตฺเต อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณสมฺปยุตฺเต อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ รูปาวจรานํ เทวานํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ อรูปาวจรานํ เทวานํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ

เท่าไร กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร เทวดาชั้นรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร เทวดาชั้นอรูปาวจร

ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร ฯ

ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการกษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ เทวดาชั้นรูปาวจรเทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

คติสมฺปตฺติยา ญาณสมฺปยุตฺเต กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ตโย เหตู กุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา นิกนฺติกฺขเณ เทฺว เหตู อกุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู อพฺยากตา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ นามรูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจกฺขนฺธา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร มหาภูตา

สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย ชีวิตสงฺขารา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ รูปญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร ขนฺธา อรูปิโน สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ สหชาตปจฺจยา

โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ วิญฺญาณญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม อฏฺฐวีสติ ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ คติสมฺปตฺติยา ญาณสมฺปยุตฺเต อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ

๘ ประการเป็นไฉน ฯ

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาต ปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นอัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้วิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูป ในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัยเป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ

มหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เครื่องปรุงชีวิต ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ

นามและรูปเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๒๘ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ...

เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในกรรมอันเป็นสัมปยุตตญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ๘ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณสมฺปยุตฺเต กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ตโย เหตู กุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา นิกนฺติกฺขเณ เทฺว เหตู อกุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู อพฺยากตา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ นามรูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจกฺขนฺธา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ

วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร มหาภูตา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย ชีวิตสงฺขารา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ รูปญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร ขนฺธา อรูปิโน สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา

โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา ปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ วิญฺญาณญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม อฏฺฐวีสติ ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณสมฺปยุตฺเต อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ในกรรมอันสัมปยุตด้วยญาณ กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดี

มหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ประการเป็นไฉน ฯ

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นอัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิเบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย

ในขณะปฏิสนธิ มหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะปฏิสนธิเครื่องปรุงชีวิต ๓ประการ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและรูปเป็นสหชาตปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นวิปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ...

เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิธรรม ๒๘ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นวิปปยุตตปัจจัย กษัตริย์มหาศาล พราหมณมหาศาลคฤหบดีมหาศาลเทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

รูปาวจรานํ เทวานํ กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ตโย เหตู กุสลา ฯเปฯ รูปาวจรานํ เทวานํ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

อรูปาวจรานํ เทวานํ กตเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ ตโย เหตู กุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา นิกนฺติกฺขเณ เทฺว เหตู อกุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู อพฺยากตา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ นามรูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร ขนฺธา อรูปิโน สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจินฺทฺริยานิ

สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย เหตู สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ วิญฺญาณญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ อรูปาวจรานํ เทวานํ อิเมสํ อฏฺฐนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

เทวดาชั้นรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเป็นไฉน ฯ

ในขณะแล่นไปในกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล ฯลฯ เทวดาชั้นรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการนี้ ฯ

เทวดาชั้นอรูปาวจรย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ ประการเป็นไฉน ฯ

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๓ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นอัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อินทรีย์ ๕ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๓ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นสัมปยุตตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้ เป็นสหชาตปัจจัย ...เป็นสัมปยุตตปัจจัยเทวดาชั้นอรูปาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๘ประการนี้ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

คติสมฺปตฺติยา ญาณวิปฺปยุตฺเต กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณวิปฺปยุตฺเต กตินํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ คติสมฺปตฺติยา ญาณวิปฺปยุตฺเต ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณวิปฺปยุตฺเต ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ

ฉบับหลวง

ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุเท่าไร ฯ

ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

คติสมฺปตฺติยา ญาณวิปฺปยุตฺเต กตเมสํ ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ เทฺว เหตู กุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา นิกนฺติกฺขเณ เทฺว เหตู อกุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ อกุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา ปฏิสนฺธิกฺขเณ เทฺว เหตู อพฺยากตา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ นามรูปปจฺจยาปิ วิญฺญาณํ วิญฺญาณปจฺจยาปิ นามรูปํ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ปญฺจกฺขนฺธา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร มหาภูตา

สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ ตโย ชีวิตสงฺขารา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ รูปญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม จุทฺทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตาโร ขนฺธา อรูปิโน สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ จตฺตารินฺทฺริยานิ สหชาตปจฺจยา

โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ เทฺว เหตู สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ นามญฺจ วิญฺญาณญฺจ สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม ทฺวาทส ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ สมฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ ปฏิสนฺธิกฺขเณ อิเม ฉพฺพีสติ ธมฺมา สหชาตปจฺจยา โหนฺติ อญฺญมญฺญปจฺจยา โหนฺติ นิสฺสยปจฺจยา โหนฺติ วิปฺปยุตฺตปจฺจยา โหนฺติ คติสมฺปตฺติยา ญาณวิปฺปยุตฺเต อิเมสํ ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณวิปฺปยุตฺเต กตเมสํ ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหติ ฯ กุสลกมฺมสฺส ชวนกฺขเณ เทฺว เหตู กุสลา ตสฺมึ ขเณ ชาตเจตนาย สหชาตปจฺจยา โหนฺติ เตน วุจฺจติ กุสลมูลปจฺจยาปิ สงฺขารา ฯเปฯ ขตฺติยมหาสาลานํ พฺราหฺมณมหาสาลานํ คหปติมหาสาลานํ กามาวจรานํ เทวานํ ญาณวิปฺปยุตฺเต อิเมสํ ฉนฺนํ เหตูนํ ปจฺจยา อุปปตฺติ โหตีติ ฯ

คติกถา สมตฺตา ๑ ฯ

ฉบับหลวง

ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิด เพราะปัจจัยแห่ง

เหตุ ๖ ประการเป็นไฉน ฯ

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะความพอใจ เหตุ ๒ ประการเป็นอกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะอกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการเป็นอัพยากฤตเป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็มีวิญญาณ แม้เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็มีนามรูปในขณะปฏิสนธิ เบญจขันธ์เป็นสหชาตปัจจัย เป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย เป็นวิปปยุตปัจจัย

ในขณะปฏิสนธิมหาภูตรูป ๔ เป็นสหชาตปัจจัยเป็นอัญญมัญญปัจจัย เป็นนิสสยปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เครื่องปรุงชีวิต ๓ประการเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและรูปเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๔ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ อรูปขันธ์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิอินทรีย์ ๔ เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ เหตุ ๒ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ นามและวิญญาณเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๑๒ ประการนี้เป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นสัมปยุตปัจจัย ในขณะปฏิสนธิ ธรรม ๒๖ ประการเป็นสหชาตปัจจัย ... เป็นวิปปยุตปัจจัย ในกรรมอันประกอบด้วยญาณ

คติสมบัติย่อมมีเหตุเกิดเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ กษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาลคฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ ฯ

ในขณะแล่นไปแห่งกุศลกรรม เหตุ ๒ ประการเป็นกุศล เป็นสหชาตปัจจัยแห่งเจตนาที่เกิดในขณะนั้น เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า แม้เพราะกุศลมูลเป็นปัจจัย ก็มีสังขาร ฯลฯ ในกรรมอันไม่ประกอบด้วยญาณ กษัตริย์มหาศาลพราหมณ์มหาศาล คฤหบดีมหาศาล เทวดาชั้นกามาวจร ย่อมอุบัติเพราะปัจจัยแห่งเหตุ ๖ ประการนี้ ฯ

จบคติกถา ฯ

มหาวคฺเค กมฺมกถา

มหาวรรค กรรมกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค กรรมกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

อโหสิ กมฺมํ อโหสิ กมฺมวิปาโก อโหสิ กมฺมํ นาโหสิ กมฺมวิปาโก อโหสิ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อโหสิ กมฺมํ นตฺถิ กมฺมวิปาโก อโหสิ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก อโหสิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กมฺมํ อตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กมฺมํ นตฺถิ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก อตฺถิ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก ภวิสฺสติ กมฺมํ ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก ภวิสฺสติ กมฺมํ น ภวิสฺสติ กมฺมวิปาโก อโหสิ กุสลกมฺมํ อโหสิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ กุสลกมฺมํ นาโหสิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ กุสลกมฺมํ อตฺถิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ กุสลกมฺมํ นตฺถิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ

กุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ กุสลกมฺมํ น ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ กุสลกมฺมํ อตฺถิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ กุสลกมฺมํ นตฺถิ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ กุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ กุสลกมฺมํ น ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ กุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ กุสลกมฺมํ น ภวิสฺสติ กุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ อกุสลกมฺมํ นาโหสิ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ อกุสลกมฺมํ อตฺถิ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ อกุสลกมฺมํ นตฺถิ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ อกุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ อกุสลกมฺมํ น ภวิสฺสติ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ อกุสลกมฺมํ อตฺถิ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ อกุสลกมฺมํ กมฺมํ นตฺถิ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ อกุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ อกุสลกมฺมํ ภวิสฺสติ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ อกุสลกมฺมํ น ภวิสฺสติ อกุสลสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ฯ

๑ ม. นิฏฺฐิตา ฯ

ฉบับหลวง

กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมไม่ได้มีแล้ว กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมมีอยู่ กรรมได้มีแล้ววิบากแห่งกรรมไม่มีอยู่ กรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมได้มีแล้ววิบากแห่งกรรมจักไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมมีอยู่ กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมไม่มี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมมีอยู่ วิบากแห่งกรรมจักไม่มีกรรมจักมี วิบากแห่งกรรมจักมี กรรมจักมี วิบากแห่งกรรมจักไม่มี กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมได้มีแล้ว กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมไม่มี

กุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมจักมี กุศลกรรมได้มแล้ว วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี กุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมมีอยู่ กุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี กุศลกรรมมีอยู่วิบากแห่งกุศลกรรมจักมี กุศลกรรมจักมี วิบากแห่งกุศลกรรมจักไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมไม่ได้มีแล้ว อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมมีอยู่ อกุศลกรรมได้มีแล้ววิบากแห่งอกุศลกรรมไม่มี อกุศลกรรมได้มีแล้ว วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมได้มีแล้ววิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่วิบากแห่งอกุศลกรรมมีอยู่ อกุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งอกุศลกรรมไม่มี อกุศลกรรมมีอยู่ วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมจักมี วิบากแห่งอกุศลกรรมจักมี อกุศลกรรมจักมี วิบากแห่งอกุศลกรรมจักไม่มี ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อโหสิ สาวชฺชํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ อนวชฺชํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ กณฺหํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ สุกฺกํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ สุกฺขุทฺรยํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ ทุกฺขุทฺรยํ กมฺมํ ฯเปฯ๔ อโหสิ สุขวิปากํ กมฺมํ ฯเปฯ อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ อโหสิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ นาโหสิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ อตฺถิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ นตฺถิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อโหสิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ น ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ อตฺถิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ นตฺถิ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก อตฺถิ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ น ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโก ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากํ กมฺมํ น ภวิสฺสติ ทุกฺขวิปากสฺส กมฺมสฺส วิปาโกติ ฯ

๑ ม. นิฏฺฐิตา ฯ

ฉบับหลวง

กรรมมีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมไม่มีโทษได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมดำได้มีแล้วฯลฯ กรรมขาวได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีสุขเป็นกำไรได้มีแล้ว ฯลฯกรรมมีทุกข์เป็นกำไรได้มีแล้วฯลฯ กรรมมีสุขเป็นวิบากได้มีแล้ว ฯลฯ กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่ได้มีแล้วกรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรมมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากได้มีแล้ว วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากไม่มี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากมีอยู่ วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมีวิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักมี กรรมมีทุกข์เป็นวิบากจักมี วิบากแห่งกรรมอันมีทุกข์เป็นวิบากจักไม่มี ฯ

จบกรรมกถา ฯ

กมฺมกถา ฯ [๑]

มหาวคฺเค วิปลฺลาสกถา

ปริปุณฺณนิทานานิ ๑

มหาวรรค วิปัลลาสกถา

นิทานบริบูรณ์

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค วิปัลลาสกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว สญฺญาวิปลฺลาสา จิตฺตวิปลฺลาสา ทิฏฺฐิวิปลฺลาสา กตเม จตฺตาโร อนิจฺเจ ภิกฺขเว นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ทุกฺเข ภิกฺขเว สุขนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อนตฺตนิ ภิกฺขเว อตฺตาติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อสุเภ ภิกฺขเว สุภนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร สญฺญาวิปลฺลาสา จิตฺตวิปลฺลาสา ทิฏฺฐิวิปลฺลาสา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้ ๔

ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญผิด (แปรปรวน) ความคิดผิด ความเห็นผิดในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่างาม ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฐิวิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

จตฺตาโรเม ภิกฺขเว นสญฺญาวิปลฺลาสา นจิตฺตวิปลฺลาสา นทิฏฺฐวิปลฺลาสา กตเม จตฺตาโร อนิจฺเจ ภิกฺขเว อนิจฺจนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ทุกฺเข ภิกฺขเว ทุกฺขนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อนตฺตนิ ภิกฺขเว อนตฺตาติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อสุเภ ภิกฺขเว อสุภนฺติ นสญฺญาวิปลฺลาโส นจิตฺตวิปลฺลาโส นทิฏฺฐิวิปลฺลาโส อิเม โข ภิกฺขเว จตฺตาโร นสญฺญาวิปลฺลาสา นจิตฺตวิปลฺลาสา นทิฏฺฐิวิปลฺลาสาติ ๒ ฯ

อนิจฺเจ นิจฺจสญฺญิโน ทุกฺเข จ สุขสญฺญิโน

อนตฺตนิ จ อตฺตสญฺญิโน ๑ อสุเภ จ ๒ สุภสญฺญิโน

มิจฺฉาทิฏฺฐิหตา สตฺตา ขิตฺตจิตฺตา วิสญฺญิโน

เต โยคยุตฺตา มารสฺส อโยคกฺเขมิโน ชนา ๓

สตฺตา คจฺฉนฺติ สํสารํ ชาติมรณคามิโน

ยทา จ พุทฺธา โลกสฺมึ อุปฺปชฺชนฺติ ปภงฺกรา

เต อิมํ ธมฺมํ ปกาเสนฺติ ทุกฺขูปสมคามินํ

เตสํ สุตฺวาน สปฺปญฺญา สจิตฺตํ ปจฺจลทฺธธ ๔ เต ๕

อนิจฺจํ อนิจฺจโตทกฺขุํ ๖ ทุกฺขมทฺทกฺขุํ ๗ ทุกฺขโต

อนตฺตํ จ อนตฺตโต ๘ อสุภํ อสุภตทฺทสุํ

สมฺมาทิฏฺฐิสมาทานา สพฺพทุกฺขํ อุปจฺจคุนฺติ ๙ ฯ

อิเม จตฺตาโร วิปลฺลาสา ทิฏฺฐิสมฺปนฺนสฺส ปุคฺคลสฺส ปหีนา อปฺปหีนาติ เกจิ ปหีนา เกจิ อปฺปหีนา อนิจฺเจ นิจฺจนฺติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน ทุกฺเข สุขนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน อนตฺตนิ อตฺตาติ สญฺญาวิปลฺลาโส จิตฺตวิปลฺลาโส ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน อสุเภ สุภนฺติ สญฺญา อุปฺปชฺชติ จิตฺตํ อุปฺปชฺชติ ทิฏฺฐิวิปลฺลาโส ปหีโน ทฺวีสุ วตฺถูสุ ฉ วิปลฺลาสา ปหีนา ทฺวีสุ วตฺถูสุ เทฺว วิปลฺลาสา ปหีนา จตฺตาโร วิปลฺลาสา อปฺปหีนา จ ๑ จตูสุ วตฺถูสุ อฏฺฐ วิปลฺลาสา ปหีนา จตฺตาโร วิปลฺลาสา อปฺปหีนาติ ฯ

วิปลฺลาสกถา [๒] ฯ

๑ ม. ปุริมนิทานํ ฯ ๒ ยุ. อีติสทฺโท นตฺถิ ฯ

๑ ม. ยุ. อตฺตาติ ฯ ๒ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๓ สี. อโยคกฺเขมสฺส คามิโน ฯ

ยุ. อโยคกฺเขมคามิโน ฯ ๔ ม. ปจฺจลทฺธุ ฯ ๕ สี. สจิตฺตา ลพฺพเก ฯ ๖ สี. จกฺขุํ ฯ

๗ ม. ทุกฺขมทฺทกฺขุ ฯ ๘ ม. ยุ. อนตฺตนิ อนตฺตาติ ฯ ๙ สี. อุปชฺชคนฺติ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ๔

ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความสำคัญไม่ผิด ความคิดไม่ผิด ความเห็นไม่ผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าไม่เที่ยง ในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่ามิใช่ตัวตน ในสภาพที่ไม่งามว่าไม่งามดูกรภิกษุทั้งหลาย สัญญาไม่วิปลาส จิตไม่วิปลาส ทิฐิไม่วิปลาส ๔ ประการนี้แล ฯ

สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง มีความ

สำคัญในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข มีความสำคัญในสภาพ

ที่มิใช่ตัวตนว่าเป็นตัวตน มีความสำคัญในสภาพที่ไม่งามว่า

งาม ถูกความเห็นผิดนำไป มีจิตกวัดแกว่ง มีสัญญาผิด

สัตว์เหล่านั้นติดอยู่ในบ่วงของมาร เป็นสัตว์ไม่มีความปลอด

โปร่งจากกิเลส ต้องไปสู่สงสาร เป็นผู้ถึงชาติและมรณะ

เมื่อใด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงส่อง

แสงสว่าง พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงประกาศธรรมนี้ อันให้

ถึงความสงบระงับทุกข์ เมื่อนั้น สัตว์ทั้งหลายผู้มีปัญญา

ได้ฟังธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วกลับได้ความคิด

ชอบ เห็นสภาพที่ไม่เที่ยงโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง เห็น

สภาพที่เป็นทุกข์โดยความเป็นทุกข์ เห็นสภาพที่มิใช่ตัวตน

โดย ความเป็นสภาพมิใช่ตัวตน และเห็นสภาพที่ไม่งามว่าไม่

งาม เป็นผู้ถือมั่นสัมมาทิฐิ ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวง ฉะนี้แล ฯ

วิปลาส ๔ ประการนี้ บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฐิละได้แล้ว ละทั่วแล้ว วิปลาสเหล่าใดละได้แล้ว เหล่าใดละทั่วแล้ว ความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยงละได้แล้ว ความสำคัญ ความคิดในสภาพที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้วความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด ในสภาพที่มิใช่ตัวตนว่าตัวตน ละได้แล้ว ความสำคัญความคิดในสภาพที่ไม่งามว่างามเกิดขึ้น ทิฐิวิปลาสละได้แล้ว วิปลาส ๖ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ววิปลาส ๒ ในวัตถุ ๒ ละได้แล้ว วิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว และวิปลาส ๘ ในวัตถุ ๔ ละได้แล้ววิปลาส ๔ ละทั่วแล้ว ฯ

จบวิปัลลาสกถา ฯ

มหาวคฺเค มคฺคกถา

มหาวรรค มรรคกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

มคฺโคติ เกนตฺเถน มคฺโค ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ๓ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย

มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตรึ ปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ

จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯเปฯ

อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

๑ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. นิฏฺฐิตา ฯ ๓ ม. ยุ. สพฺพตฺถ อุตฺตริ ฯ

ฉบับหลวง

คำว่า มคฺโค ความว่า ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่ากระไร ฯ

ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาทิฐิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลายเพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งอยู่ในนิโรธ สัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสังกัปปะ ... สัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวาจา ... สัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉากัมมันตะ ... สัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาอาชีวะ ...

สัมมาวายามะเพราะอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาวายามะ ... สัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสติ ... สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านเป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละมิจฉาสมาธิ เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรม เพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย

เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส โอฬาริกสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตสฺส กามราคสญฺโญชนสฺส ปฏิฆสญฺโญชนสฺส อณุสหคตสฺส กามราคานุสยสฺส ปฏิฆานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคสฺส อรูปราคสฺส มานสฺส อุทฺธจฺจสฺส อวิชฺชาย มานานุสยสฺส ราคานุสยสฺส อวิชฺชานุสยสฺส ปหานาย มคฺโค เจว เหตุ จ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนาย มคฺโค เจว เหตุ จ กิเลสานํ ปริยาทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ ปฏิเวธาทิวิโสธนาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานาย มคฺโค เจว เหตุ จ จิตฺตสฺส โวทานาย มคฺโค เจว เหตุ จ วิเสสาธิคมาย มคฺโค เจว เหตุ จ อุตฺตริปฏิเวธาย มคฺโค เจว เหตุ จ สจฺจาภิสมยาย มคฺโค เจว เหตุ จ นิโรเธ ปติฏฺฐาปนาย มคฺโค เจว เหตุ จ ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิ

เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ ... ฯ

ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละกามราคสังโยชน์ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียดๆ ... ฯ

ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคและเป็นเหตุเพื่อละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัยราคานุสัย อวิชชานุสัย เพื่ออุปถัมภ์สหชาตธรรมเพื่อครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพื่อความหมดจดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธ เพื่อความตั้งมั่นแห่งจิต เพื่อความผ่องแผ้วแห่งจิต เพื่อบรรลุธรรมพิเศษ

เพื่อแทงตลอดธรรมอันยิ่ง เพื่อตรัสรู้สัจจะ เพื่อให้จิตตั้งมั่นอยู่ในนิโรธ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทสฺสนมคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมคฺโค สมฺมาสงฺกปโป ปริคฺคหมคฺโค สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานมคฺโค สมฺมากมฺมนฺโต โวทานมคฺโค สมฺมาอาชีโว ปคฺคหมคฺโค สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานมคฺโค สมฺมาสติ อวิกฺเขปมคฺโค สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานมคฺโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยมคฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหมคฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณมคฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมมคฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปมคฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานมคฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมคฺโค สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยมคฺโค วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยมคฺโค สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมคฺโค สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมคฺโค ปญฺญาพลํ

อธิโมกฺขมคฺโค สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหมคฺโค วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานมคฺโค สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปมคฺโค สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนมคฺโค ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ ๑ มคฺโค อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ ๒ มคฺโค นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺโค ๓ มคฺโค เหตฏฺเฐน มคฺโค อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา มคฺโค ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา มคฺโค อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจา ๔ มคฺโค อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ มคฺโค อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา มคฺโค เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา มคฺโค อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธา มคฺโค สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ มคฺโค อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ มคฺโค ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ มคฺโค มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข มคฺโค ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา มคฺโค ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ มคฺโค สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ มคฺโค ฉนฺโท มูลฏฺเฐน มคฺโค มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน มคฺโค ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน มคฺโค เวทนา สโมสรณฏฺเฐน มคฺโค สมาธิ ปมุขฏฺเฐน มคฺโค สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน มคฺโค ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ๑ มคฺโค วิมุตฺติ สารฏฺเฐน มคฺโค อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโคติ ฯ

๑-๒-๓ ม. อินฺทฺริยา ฯ พลา ฯ โพชฺฌงฺคา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๔ ม. ยุ. สจฺจานิ ฯ

ฉบับหลวง

สัมมาทิฐิเป็นมรรคแห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรคแห่งความดำริ

สัมมาวาจาเป็นมรรคแห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นมรรคแห่งสมุฏฐาน สัมมาอาชีวะเป็นมรรคแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นมรรคแห่งความประคองไว้ สัมมาสติเป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการเลือกเฟ้นวิริยสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความแผ่ซ่านไปปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นมรรคแห่งการพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะปัญญาพละเป็นมรรคแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความน้อมใจเชื่อวิริยินทรีย์เป็นมรรคแห่งความประคองไว้สตินทรีย์เป็นมรรคแห่งความตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นมรรคแห่งความไม่ฟุ้งซ่านปัญญินทรีย์เป็นมรรคแห่งความเห็น อินทรีย์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นมรรคเพราะอรรถว่านำออกชื่อว่ามรรคเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งมั่นสัมมัปปธานเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นมรรคเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าถ่องแท้สมถะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถะและวิปัสสนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน

ทิฐิวิสุทธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นมรรคเพราะอรรถว่าหลุดพ้น วิชชาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าปล่อย ญาณในความสิ้นไปเป็นมรรคเพราะอรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐานผัสสะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม สมาธิเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นธรรมอันยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ฯ

จบมรรคกถา ฯ

มคฺคกถา ฯ [๒]

มหาวคฺเค มณฺฑเปยฺยกถา

มหาวรรค มัณฑเปยยกถา

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มัณฑเปยยกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

มณฺฑเปยฺยมิทํ ภิกฺขเว พฺรหฺมจริยํ สตฺถริ ๓ สมฺมุขีภูเต ติวิโธ มณฺโฑ ๔ สตฺถริ สมฺมุขีภูเต เทสนามณฺโฑ ปฏิคฺคหมณฺโฑ พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ

กตโม เทสนามณฺโฑ ฯ จตุนฺนํ อริยสจฺจานํ อาจิกฺขณา เทสนา ปญฺญปนา ๕ ปฏฺฐปนา วิวรณา วิภชนา อุตฺตานีกมฺมํ จตุนฺนํ สติปฏฺฐานานํ ฯเปฯ จตุนฺนํ สมฺมปฺปธานานํ จตุนฺนํ อิทฺธิปาทานํ ปญฺจนฺนํ อินฺทฺริยานํ ปญฺจนฺนํ พลานํ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ อริยสฺส อฏฺฐงฺคิกสฺส มคฺคสฺส อาจิกฺขณา เทสนา ปญฺญปนา ปฏฺฐปนา วิวรณา วิภชนา อุตฺตานีกมฺมํ อยํ เทสนามณฺโฑ ฯ

กตโม ปฏิคฺคหมณฺโฑ ฯ ภิกฺขู ภิกฺขุนิโย อุปาสกา อุปาสิกาโย เทวา มนุสฺสา เย วา ๑ ปนญฺเญปิ เกจิ วิญฺญาตาโร อยํ ปฏิคฺคหมณฺโฑ ฯ

กตโม พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ ฯ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ อยํ พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ฯ

๑ ม. ตตุตฺตรฏฺเฐน ฯ เอวมุปริ ฯ ๒ ม. นิฏฺฐิตา ฯ ๓ สี. สตฺตา ฯ

ม. สตฺถา สมฺมุขีภูโต ฯ ๔ ม. ติวิธตฺตมณฺโฑ ฯ ๕ ม. ปญฺญาปนา ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรภิกษุทั้งหลาย พรหมจรรย์นี้ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้า เป็นพรหมจรรย์อันผ่องใสควรดื่ม ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ คือ ความผ่องใสแห่งเทศนา ๑ ความผ่องใสแห่งการรับ ๑ ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ ๑ ฯ

ความผ่องใสแห่งเทศนาเป็นไฉน การบอก การแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้ง การเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่าย ซึ่งอริยสัจ ๔ การบอกการแสดง การบัญญัติ การแต่งตั้งการเปิดเผย การจำแนก การทำให้ง่ายซึ่งสติปัฏฐาน ๔ ฯลฯ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔อินทรีย์ ๕ พละ ๕โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นความผ่องใสแห่งเทศนา ฯ

ความผ่องใสแห่งการรับเป็นไฉน ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา มนุษย์หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง นี้เป็นความผ่องใสแห่งการรับ ฯ

ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้แล คือ สัมมาทิฐิสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะสัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

นี้เป็นความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ อสฺสทฺธิยํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยินฺทฺริยสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สตินฺทฺริยสฺส อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธินฺทฺริยสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อสฺสทฺธิเย

อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ อสฺสทฺธิยํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สทฺธาพลสฺส อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยพลสฺส โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สติพลสฺส ปมาเท อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธิพลสฺส อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปญฺญาพลสฺส อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺฑํ

ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปมาโท กสโฏ ปมาทํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อวิชฺชา กสโฏ อวิชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปวิจยมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค โกสชฺชํ กสโฏ โกสชฺชํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา วิริยสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปริฬาโห กสโฏ ปริฬาหํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปีติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ผรณมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ทุฏฺฐุลฺลํ กสโฏ ทุฏฺฐุลฺลํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส

อุปสมมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุทฺธจฺจํ กสโฏ อุทฺธจฺจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพฌงฺโค อปฺปฏิสงฺขานํ ๑ กสโฏ อปฺปฏิสงฺขานํ ๒ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปฏิสงฺขานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ กสโฏ มิจฺฉาทิฏฺฐึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาทิฏฺฐิยา ทสฺสนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺโป กสโฏ มิจฺฉาสงฺกปฺปํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสงฺกปฺปสฺส อภิโรปนมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจา

กสโฏ มิจฺฉาวาจํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาวาจาย ปริคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺโต กสโฏ มิจฺฉากมฺมนฺตํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมากมฺมนฺตสฺส สมุฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีโว กสโฏ มิจฺฉาอาชีวํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาอาชีวสฺส โวทานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายาโม กสโฏ มิจฺฉาวายามํ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาวายามสฺส ปคฺคหมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ มิจฺฉาสติ กสโฏ มิจฺฉาสตึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสติยา อุปฏฺฐานมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิ กสโฏ มิจฺฉาสมาธึ กสฏํ ฉฑฺเฑตฺวา สมฺมาสมาธิสฺส อวิกฺเขปมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ฯ

๑ ยุ. เย ว ฯ

๑ ม. อปฺปฏิสงฺขา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อปฺปฏิสงฺขํ ฯ

ฉบับหลวง

สัทธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อ ความไม่มีศรัทธาเป็นกาก

บุคคลทิ้งความไม่มีศรัทธาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความประคองไว้ของวิริยินทรีย์ เพราะเหตุนั้น วิริยินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สตินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของสตินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สตินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธินทรีย์เพราะเหตุนั้น สมาธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเห็นของปัญญินทรีย์ เพราะเหตุนั้น ปัญญินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัทธาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกากบุคคลทิ้งความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหว ไปในความไม่มีศรัทธาของสัทธาพละ เพราะเหตุนั้นสัทธาพละ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้านของวิริยพละ เพราะเหตุนั้น วิริยพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่มสติพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้วดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาทของสติพละ เพราะเหตุนั้น สติพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สมาธิพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะของสมาธิพละ เพราะเหตุนั้น สมาธิพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่มปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชาอวิชชาเป็นกากบุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชาของปัญญาพละ เพราะเหตุนั้น ปัญญาพละจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก บุคคลทิ้งความประมาทอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นของสติสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น สติสัมโพชฌงค์ จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เป็นความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้นอวิชชาเป็นกาก บุคคลทิ้งอวิชชาอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้นของธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม วิริยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก บุคคลทิ้งความเกียจคร้านอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ของวิริยสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น วิริยสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปีติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ความเร่าร้อนเป็นกาก บุคคลทิ้งความเร่าร้อนอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่านไป ของปีติสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น ปีติสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ ความชั่วหยาบเป็นกาก บุคคลทิ้งความชั่วหยาบอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความสงบของปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์ มีความผ่องใสควรดื่มสมาธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก บุคคลทิ้งอุทธัจจะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะเหตุนั้น สมาธิสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง การไม่พิจารณาหาทางเป็นกาก บุคคลทิ้งการไม่พิจารณาหาทางอันเป็นกากเสียแล้ว

ดื่มความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทางของอุเบกขาสัมโพชฌงค์เพราะเหตุนั้น อุเบกขาสัมโพชฌงค์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่มสัมมาทิฐิเป็นความผ่องใสแห่งการเห็น มิจฉาทิฐิเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาทิฐิอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการเห็นของสัมมาทิฐิ เพราะเหตุนั้นสัมมาทิฐิจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสังกัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริ มิจฉาสังกัปปะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสังกัปปะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งความดำริของสัมมาสังกัปปะ เพราะเหตุนั้น สัมมาสังกัปปะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาวาจาเป็นความผ่องใสแห่งการกำหนด มิจฉาวาจาเป็นกาก

บุคคลทิ้งมิจฉาวาจาอันเป็นกากเสียแล้วดื่มความผ่องใสแห่งการกำหนดของสัมมาวาจา เพราะเหตุนั้น สัมมาวาจาจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมากัมมันตะเป็นความผ่องใสแห่งสมุฏฐาน มิจฉากัมมันตะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉากัมมันตะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งสมุฏฐานของสัมมากัมมันตะ เพราะเหตุนั้น สัมมากัมมันตะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาอาชีวะเป็นความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้วมิจฉาอาชีวะเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาอาชีวะอันเป็นกากเสียแล้ว

ดื่มความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้วของสัมมาอาชีวะ เพราะเหตุนั้น สัมมาอาชีวะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาวายามะเป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ มิจฉาวายามะเป็นกากบุคคลทิ้งมิจฉาวายามะอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการประคองไว้ของสัมมาวายามะเพราะเหตุนั้น สัมมาวายามะจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสติเป็นความผ่องใสแห่งการตั้งมั่น มิจฉาสติเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสติอันเป็นกากเสียแล้ว ดื่มความผ่องใสแห่งการตั้งมั่นของสัมมาสติ เพราะเหตุนั้น สัมมาสติจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม สัมมาสมาธิเป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน มิจฉาสมาธิเป็นกาก บุคคลทิ้งมิจฉาสมาธิอันเป็นกากเสียแล้ว

ดื่มความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านของสัมมาสมาธิ เพราะเหตุนั้น สัมมาสมาธิจึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใสควรดื่ม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อตฺถิ มณฺโฑ อตฺถิ เปยฺยํ อตฺถิ กสโฏ อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ อสฺสทฺธิยํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส

อิทํ เปยฺยํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปมาโท กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค อวิชฺชา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ

วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค โกสชฺชํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปริฬาโห กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ทุฏฺฐุลฺลํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุทฺธจฺจํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อปฺปฏิสงฺขานํ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ฯ

ฉบับหลวง

ความผ่องใสมีอยู่ ธรรมที่ควรดื่มมีอยู่ กากมีอยู่ สัทธินทรีย์เป็นความผ่องใส

แห่งการน้อมใจเชื่อ ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุติรส ในสัทธินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก

อรรถรส ธรรมรส วิมุติรสในวิริยินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สตินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่นความประมาทเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในสตินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในสมาธินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรสในปัญญินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัทธาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาเป็นกากอรรถรสธรรมรส วิมุติรส ในสัทธาพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน

ความเกียจคร้านเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุติรสในวิริยินทรีย์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สติพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ความประมาทเป็นกากอรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในสติพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่มสมาธิพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในสมาธิพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา อวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในปัญญาพละนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่มสติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ความประมาทเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส

ในสติสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการเลือกเฟ้นอวิชชาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในธรรมวิจยสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่มวิริยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้ ความเกียจคร้านเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในวิริยสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปีติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ความเร่าร้อนเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในปีติสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ ความชั่วหยาบเป็นกาก อรรถรส

ธรรมรส วิมุติรส ในปัสสัทธิสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน อุทธัจจะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในสมาธิสัมโพชฌงค์นั้นเป็นธรรมที่ควรดื่ม อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง การไม่พิจารณาหาทางเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรสในอุเบกขาสัมโพชฌงค์นั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺโป กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจา กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺโต กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีโว กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายาโม กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ

มิจฺฉาสติ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิ กสโฏ โย ตตฺถ อตฺถรโส ธมฺมรโส วิมุตฺติรโส อิทํ เปยฺยํ ทสฺสนมณฺโฑ สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมณฺโฑ สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมากมฺมนฺโต โวทานมณฺโฑ สมฺมาอาชีโว ปคฺคหมณฺโฑ สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานมณฺโฑ สมฺมาสติ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยมณฺโฑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหมณฺโฑ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณมณฺโฑ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมมณฺโฑ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานมณฺโฑ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค

อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยมณฺโฑ สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยมณฺโฑ วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยมณฺโฑ สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยมณฺโฑ สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยมณฺโฑ ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขมณฺโฑ สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหมณฺโฑ วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานมณฺโฑ สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปมณฺโฑ สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนมณฺโฑ ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ มณฺโฑ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ มณฺโฑ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺโค มณฺโฑ เหตฏฺเฐน มคฺโค มณฺโฑ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา มณฺโฑ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา มณฺโฑ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา มณฺโฑ [๑] อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ มณฺโฑ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา มณฺโฑ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา มณฺโฑ

อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธา มณฺโฑ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ มณฺโฑ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ มณฺโฑ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ มณฺโฑ มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข มณฺโฑ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา มณฺโฑ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ มณฺโฑ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ มณฺโฑ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ มณฺโฑ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน มณฺโฑ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน มณฺโฑ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน มณฺโฑ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน มณฺโฑ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน มณฺโฑ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน มณฺโฑ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน มณฺโฑ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน มณฺโฑ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มณฺโฑติ ฯ

มณฺฑเปยฺยกถา [๒] ฯ

ภาณวารํ ๓ ฯ

มหาวคฺโค ปฐโม ฯ

ตสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ ภวติ

ญาณทิฏฺฐิ ๑ จ อสฺสาสา อินฺทฺริยํ ๒ วิโมกฺขปญฺจมา

คติกมฺมวิปลฺลาสา มคฺโค มณฺเฑน เต ทสาติ

เอส นิกายวโร ๓ ฐปิโต อสฺสโม ๔ ปฐโม จ ปวโร วรมคฺโคติ ๕ ฯ

๑ ม. ตถฏฺเฐน สจฺจา มณฺโฑ ฯ ๒ ม. นิฏฺฐิตา ฯ ๓ ม. จตุตฺถภาณวาโร ฯ

ฉบับหลวง

สัมมาทิฐิเป็นความผ่องใสแห่งการเห็น มิจฉาทิฐิเป็นกากอรรถรส ธรรมรส

วิมุติรส ในสัมมาทิฐินั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาสังกัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริมิจฉาสังกัปปะเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุติรส ในสัมมาสังกัปปะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่มสัมมาวาจาเป็นความผ่องใสแห่งความกำหนด มิจฉาวาจาเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในสัมมาวาจานั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมากัมมันตะเป็นความผ่องใสแห่งสมุฏฐาน อรรถรส ธรรมรส

วิมุติรส ในสัมมากัมมันตะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาวาชีวะเป็นความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้วมิจฉาอาชีวะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส ในสัมมาวาชีวะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาวายามะเป็นความผ่องใสแห่งการประคองไว้ มิจฉาวายามะเป็นกาก อรรถรส ธรรมรส วิมุติรส

ในสัมมาวายามะนั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาสติเป็นความผ่องใสแห่งการตั้งมั่น มิจฉาสตินั้นเป็นกาก อรรถรสธรรมรส วิมุติรส ในสัมมาสตินั้น เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาสมาธิเป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน มิจฉาสมาธิเป็นกาก อรรถรส ธรรมรสวิมุติรส ในสัมมาสมาธินั้น

เป็นธรรมที่ควรดื่ม สัมมาทิฐิเป็นความผ่องใสแห่งการเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นความผ่องใสแห่งความดำริ สัมมาวาจาเป็นความผ่องใสแห่งการกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นความผ่องใสแห่งสมุฏฐานสัมมาอาชีวะเป็นความผ่องใสแห่งความผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้สัมมาสติเป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความแผ่ซ่าน ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่านอุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นความผ่องใสแห่งการพิจารณาหาทาง

สัทธาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นความผ่องใสแห่งความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชาสัทธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความประคองไว้สตินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการตั้งมั่นสมาธินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งความไม่ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นความผ่องใสแห่งการเห็น อินทรีย์เป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ พละเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว

โพชฌงค์เป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่านำออก มรรคเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สมถะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็นสมถะและวิปัสสนาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านทิฐิวิสุทธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าหลุดพ้น

วิชชาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุตติเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าปล่อยวาง ขยญาณเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าสงบระงับ ฉันทะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นมูลมนสิการเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม เวทนาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม สมาธิเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้น วิมุตติเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นสาระ นิพพานอันหยั่งลงสู่อมตะเป็นความผ่องใสเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ฉะนี้แล ฯ

จบมัณฑเปยยกถา ฯ

จบภาณวาร ฯ

จบมหาวรรคที่ ๑ ฯ

________

รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. ญาณกถา ๒. ทิฐิกถา

๓. อานาปานกถา ๔. อินทริยกถา

๕. วิโมกขกถา ๖. คติกถา

๗. กรรมกถา ๘. วิปัลลาสกถา

๙. มรรคกถา ๑๐. มัณฑเปยยกถา ฯ

นิกายอันประเสริฐนี้ เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๑ ไม่มีวรรคอื่นเสมอท่านตั้งไว้แล้วฉะนี้แล ฯ

จบ มหาวรรค