ยุคนัทธวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๓๔–๖๕๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๔ ในปฏิสัมภิทามรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ยุคนทฺธวคฺเค ยุคนทฺธกถา
ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ อายสฺมา อานนฺโท โกสมฺพิยํ วิหรติ โฆสิตาราเม ตตฺร โข อายสฺมา อานนฺโท ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโสติ ๖ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต อานนฺทสฺส ปจฺจสฺโสสุํ อายสฺมา อานนฺโท เอตทโวจ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ ๗ พฺยากโรติ สพฺพโส จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรน กตเมหิ จตูหิ ฯ
อิธาวุโส ภิกฺขุ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ตสฺส สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ตสฺส วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ๑ ภาเวติ ตสฺส ตํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาวยโต มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
ปุน จปรํ อาวุโส ภิกฺขุโน ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ๒ โหติ โส อาวุโส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายติ โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรติ ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ โย หิ โกจิ อาวุโส ภิกฺขุ วา ภิกฺขุนี วา มม สนฺติเก อรหตฺตํ พฺยากโรติ สพฺพโส อิเมหิ จตูหิ มคฺเคหิ เอเตสํ วา อญฺญตเรนาติ ฯ
๑ ม. ญาณทิฏฺฐี ฯ ๒ ยุ. อินฺทฺริยวิโมกฺข ... ฯ ๓ ม. นิกายธเรหิ ฯ
๔ ม. อสโม ปฐโม ปวโร ฯ ยุ. อสโม ปฐโม วโร จ วคฺโคติ ฯ ๕ สี. วรวคฺโคติ ฯ
๖ ม. อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ ยุ. อาวุโส ภิกฺขเวติ ฯ ๗ ม. อรหตฺตปตฺตํ ฯ ยุ.
อรหตฺตปตฺตี ฯ เอวํมุปริปิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพี ณ ที่นั้นแลท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลายภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ ทั้งหมดหรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง มรรค ๔เป็นไฉน ฯ
ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพเจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ
ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไป ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา
ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง ฯ
กถํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ๑ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน ๒ สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มคฺโค สญฺชายติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มคฺโค สญฺชายติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มคฺโค สญฺชายติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มคฺโค สญฺชายติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มคฺโค สญฺชายติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ
โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ปสฺสนฺโต อาเสวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต อาเสวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต อาเสวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต อาเสวติ_ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต อาเสวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต อาเสวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต อาเสวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต อาเสวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต อาเสวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต อาเสวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต อาเสวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ
ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ปสฺสนฺโต ภาเวติ ปจฺจเวกฺขนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต ภาเวติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต ภาเวติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต ภาเวติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต ภาเวติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต ภาเวติ ปญฺญาย ปชานนฺโต ภาเวติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต ภาเวติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต ภาเวติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต ภาเวติ ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต ภาเวติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ
พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ปสฺสนฺโต พหุลีกโรติ ปจฺจเวกฺขนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ อธิฏฺฐหนฺโต พหุลีกโรติ สทฺธาย อธิมุจฺจนฺโต พหุลีกโรติ วิริยํ ปคฺคณฺหนฺโต พหุลีกโรติ สตึ อุปฏฺฐาเปนฺโต พหุลีกโรติ จิตฺตํ สมาทหนฺโต พหุลีกโรติ ปญฺญาย ปชานนฺโต พหุลีกโรติ อภิญฺเญยฺยํ อภิชานนฺโต พหุลีกโรติ ปริญฺเญยฺยํ ปริชานนฺโต พหุลีกโรติ ปหาตพฺพํ ปชหนฺโต พหุลีกโรติ8 ภาเวตพฺพํ ภาเวนฺโต พหุลีกโรติ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ
ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. ยุคนนฺธํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ สี. ธมฺมุทฺทจฺจํ วิคฺคหิตมานสํ ฯ ม. ยุ.
ธมฺมุทฺธจฺจวิคฺคหิตํ มานสํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. อิติสทฺโท ทิสฺสติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. อภินิโรปนฏฺเฐน ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคเกิดอย่างไร ฯ
สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน เป็นมรรคย่อมเกิดสัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าผ่องแผ้ว เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ เป็นมรรคย่อมเกิด สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น เป็นมรรคย่อมเกิดสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน เป็นมรรคย่อมเกิด มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น ดังนี้ความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้น นึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ เห็นอยู่ชื่อว่าเสพ พิจารณาอยู่ชื่อว่าเสพอธิษฐานจิตอยู่ชื่อว่าเสพ น้อมจิตไปด้วยศรัทธาชื่อว่าเสพ ประคองความเพียรไว้ชื่อว่าเสพ ตั้งสติไว้มั่นชื่อว่าเสพ ตั้งจิตไว้อยู่ชื่อว่าเสพ ทราบชัดด้วยปัญญาชื่อว่าเสพ รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งอยู่ชื่อว่าเสพกำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ชื่อว่าเสพ ละธรรมที่ควรละชื่อว่าเสพ เจริญธรรมที่ควรเจริญชื่อว่าเสพ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ
คำว่า เจริญ ความว่า เจริญอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ
คำว่า ทำให้มาก ความว่า ทำให้มากอย่างไร ฯ
ภิกษุนั้นนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก ... ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มากทำให้มากอย่างนี้ ฯ
คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๓ นี้ คือ สักกายทิฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อนุสัย ๒ นี้คือ ทิฐิอนุสัย วิจิกิจฉาอนุสัย ย่อมสิ้นไปด้วยโสดาปัตติมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนหยาบๆ อนุสัย ๒นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆย่อมสิ้นไปด้วยสกทาคามิมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๒ นี้ คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ ส่วนละเอียดๆ อนุสัย ๒นี้ คือ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ ย่อมสิ้นไปด้วยอนาคามิมรรค ฯ
ย่อมละสังโยชน์ ๕ นี้ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา อนุสัย ๓นี้ คือ มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย ย่อมสิ้นไปด้วยอรหัตมรรค ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อิติ ปฐมํ สมโถ ปจฺฉา วิปสฺสนา เตน วุจฺจติ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯ
มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มคฺโค สญฺชายติ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯ
โส ตํ มคฺคํ อาเสวติ ภาเวติ พหุลีกโรตีติ อาเสวตีติ กถํ อาเสวติ ฯ อาวชฺชนฺโต อาเสวติ ชานนฺโต อาเสวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต อาเสวติ เอวํ อาเสวติ ฯ
ภาเวตีติ กถํ ภาเวติ ฯ อาวชฺชนฺโต ภาเวติ ชานนฺโต ภาเวติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต ภาเวติ เอวํ ภาเวติ ฯ
พหุลีกโรตีติ กถํ พหุลีกโรติ ฯ อาวชฺชนฺโต พหุลีกโรติ ชานนฺโต พหุลีกโรติ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกโรนฺโต พหุลีกโรติ เอวํ พหุลีกโรติ ฯ
ตสฺส ตํ มคฺคํ อาเสวโต ภาวยโต พหุลีกโรโต สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺตีติ กถํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
โสตาปตฺติมคฺเคน สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโส อิมานิ ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ ทิฏฺฐานุสโย วิจิกิจฺฉานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อิมานิ เทฺว สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อิเม เทฺว อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา อิมานิ ปญฺจ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อิเม ตโย อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สมถปุพฺพงฺคมํ วิปสฺสนํ ภาเวติ ฯ
ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมาธิความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถแห่งอาโลกสัญญา เป็นสมาธิ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมาธิ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
ด้วยประการดังนี้ สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ... ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯ
สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น เป็นมรรคย่อมเกิด ... มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเสพ ในคำว่า ภิกษุนั้นย่อมเสพ ฯลฯ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นความว่า ย่อมเสพอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเสพ รู้อยู่ชื่อว่าเสพ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเสพ ย่อมเสพอย่างนี้ ฯ
คำว่า ย่อมเจริญ ความว่า ย่อมเจริญอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าเจริญ รู้อยู่ชื่อว่าเจริญ ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าเจริญ ย่อมเจริญอย่างนี้ ฯ
คำว่า ทำให้มาก ความว่า ย่อมทำให้มากอย่างไร ฯ
ภิกษุนึกถึงอยู่ชื่อว่าทำให้มาก รู้อยู่ชื่อว่าทำให้มาก ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งชื่อว่าทำให้มาก ย่อมทำให้มากอย่างนี้ ฯ
คำว่า เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ความว่า ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างไร ... ฯ
กถํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ รูปํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ ทุกฺขโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา รูปํ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา มคฺโค สญฺชายตีติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ชรามรณํ ทุกฺขโต ฯเปฯ อนตฺตโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ จ โวสฺสคฺคารมฺมณตา จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ อิติ ปฐมํ วิปสฺสนา ปจฺฉา สมโถ เตน วุจฺจติ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ วิปสฺสนาปุพฺพงฺคมํ สมถํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุนั้นย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ
วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในวิปัสสนานั้นเป็นอารมณ์ เพราะความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลังเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพฯลฯ คำว่ามรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา ความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนามีก่อนสมถะมีภายหลัง เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ฯ
คำว่า มรรคย่อมเกิด ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเวทนาสัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ
ชรา และมรณะ โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นอนัตตาความที่จิตมีการปล่อยธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นเป็นอารมณ์ และความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน เป็นสมาธิ ด้วยประการดังนี้ วิปัสสนาจึงมีก่อน สมถะมีภายหลังเพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ คำว่า ย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอย่างนี้ ฯ
กถํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อารมฺมณฏฺเฐน โคจรฏฺเฐน ปหานฏฺเฐน ปริจฺจาคฏฺเฐน วุฏฺฐานฏฺเฐน วิวฏฺฏนฏฺเฐน สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน วิมุตฺตฏฺเฐน อนาสวฏฺเฐน ตรณฏฺเฐน อนิมิตฺตฏฺเฐน อปฺปณิหิตฏฺเฐน สุญฺญตฏฺเฐน เอกรสฏฺเฐน อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธฏฺเฐน ฯ
กถํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธารมฺมโณ อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธารมฺมณา อิติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ฯเปฯ อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ อารมฺมณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ โคจรฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑ ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นอารมณ์เมื่อละอวิชชา วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นอารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ ฯลฯ ภาวนาด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพฯลฯ คำว่ามรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ย่อมละสังโยชน์ได้อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ อย่างนี้ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจรอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจรเมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นโคจรเพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นโคจร ฯ
กถํ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปหานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ ปริจฺจชโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปริจฺจาคฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วุฏฺฐหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วุฏฺฐานฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิวฏฺฏโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิวฏฺฏนฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความละอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า
เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความละ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุสละกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และขันธ์วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความสละ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความสละ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กันด้วยความออกอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุออกจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสสนา ด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความออก เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความออก ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไปอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุหลีกไปจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชาและจากขันธ์ วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นมีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลีกไป เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลีกไป ฯ
กถํ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สนฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สนฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สนฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ ปณีโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ปณีตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ปณีตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ วิมุตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิมุตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ ราควิราคา เจโตวิมุตฺติ อวิชฺชาวิราคา ปญฺญาวิมุตฺติ อิติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ วิมุตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียดอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมละเอียดมีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมละเอียด มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียด เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีตอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมประณีต มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมประณีต
มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นธรรมประณีต ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาเป็นคู่กัน ด้วยความหลุดพ้นอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมหลุดพ้นมีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นหลุดพ้น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ ชื่อว่าเจโตวิมุติเพราะสำรอกราคะ ชื่อว่าปัญญาวิมุติเพราะสำรอกอวิชชา ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความหลุดพ้น เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กันด้วยความหลุดพ้น ฯ
กถํ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ กามาสเวน อนาสโว โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา อวิชฺชาสเวน อนาสวา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนาสวฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ นิโรธโคจโร อวิชฺชาสหคตกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ ตรโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา นิโรธโคจรา อิติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ ตรณฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพนิมิตฺเตหิ อนิมิตฺตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อนิมิตฺตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิโต โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพปณิธีหิ อปฺปณิหิตา โหติ นิโรธโคจรา อิติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ อปฺปณิหิตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
กถํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ อุทฺธจฺจํ ปชหโต จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมาธิ สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺโญ โหติ นิโรธโคจโร อวิชฺชํ ปชหโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา สพฺพาภินิเวเสหิ สุญฺญา โหติ นิโรธโคจรา อิติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา เอกรสา โหนฺติ ยุคนทฺธา โหนฺติ อญฺญมญฺญํ นาติวตฺตนฺตีติ เตน วุจฺจติ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภาเวตีติ จตสฺโส ภาวนา ตตฺถ ชาตานํ ธมฺมานํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ภาวนา อินฺทฺริยานํ เอกรสฏฺเฐน ภาวนา ตทุปควิริยวาหนฏฺเฐน ภาวนา อาเสวนฏฺเฐน ภาวนา ฯเปฯ มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ สุญฺญตฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ เอวํ สมถวิปสฺสนํ ยุคนทฺธํ ภาเวติ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นเป็นธรรมไม่มีอาสวะด้วยอวิชชาสวะ มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีอาสวะ เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีอาสวะ ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้ามอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอุทธัจจะ และจากขันธ์ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุข้ามจากกิเลสอันประกอบด้วยอวิชชา และจากขันธ์ วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนา ด้วยความไม่มีนิมิตร อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีนิมิตรด้วยนิมิตรทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น
เป็นธรรมไม่มีนิมิตรด้วยนิมิตรทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีนิมิตร เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีนิมิตร ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชา วิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมไม่มีที่ตั้งด้วยที่ตั้งทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจรด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่า เจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ฯ
ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า อย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือ ความที่จิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร เมื่อภิกษุละอวิชชาวิปัสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็น เป็นธรรมว่างเปล่าจากความยึดมั่นทั้งปวง มีนิโรธเป็นโคจร ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกัน เป็นคู่กันไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความว่างเปล่า เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่า ฯ
ภาวนา ในคำว่า ภาเวติ นี้มี ๔ คือ ภาวนาด้วยอรรถว่า ธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นไม่ล่วงเกินกัน ๑ ด้วยอรรถว่าอินทรีย์ทั้งหลายมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่านำไปซึ่งความเพียรอันสมควรแก่ธรรมที่ไม่ล่วงเกินกันและอินทรีย์มีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยอรรถว่าเป็นที่เสพ ๑ ฯลฯ คำว่า มรรคย่อมเกิด ความว่า มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยความว่างเปล่าอย่างนี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กัน ด้วยอาการ ๑๖เหล่านี้ ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสนาเป็นคู่กันอย่างนี้ ฯ
กถํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ อนิจฺจโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ โอภาโส ธมฺโมติ โอภาสํ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต ๑ อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ๒ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ
เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห ๑ อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน ๒ อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ
เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ฯเปฯ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ ฯ
๑ สี. อวิชฺชโต ฯ ๒ ม. ยุ. ... มานโส ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. เกสุจิ โปตฺถเกสุ สพฺพวาเรสุ ปคฺคโหติ ลิขิตํ ฯ ๒ ม. ยุ. อุทฺธจฺจํ เตน ฯ
เอวมุปริปิ ฯ
ใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ย่อมมีอย่างไร ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โอภาสย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงโอภาสว่าโอภาสเป็นธรรม เพราะนึกถึงโอภาสนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้
สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้นมรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ญาณปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์(ความน้อมใจเชื่อ) ปัคคาหะ (ความเพียร)อุปัฏฐานะ (ความตั้งมั่น) อุเบกขา นิกันติ (ความพอใจ) ย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้นจึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงซึ่งความปรากฏโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไปอย่างนี้ ฯลฯ
เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการโดยความเป็นอนัตตา โอภาส ญาณปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อมไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความปรากฏโดยความเป็นอนัตตา โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า มีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ฯ
รูปํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ฯเปฯ รูปํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต รูปํ อนตฺตโต มนสิกโรโต เวทนํ สญฺญํ สงฺขาเร วิญฺญาณํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชรามรณํ อนิจฺจโต มนสิกโรโต ชรามรณํ ทุกฺขโต มนสิกโรโต ชรามรณํ อนตฺตโต มนสิกโรโต โอภาโส อุปฺปชฺชติ ญาณํ อุปฺปชฺชติ ปีติ อุปฺปชฺชติ ปสฺสทฺธิ อุปฺปชฺชติ สุขํ อุปฺปชฺชติ อธิโมกฺโข อุปฺปชฺชติ ปคฺคาโห อุปฺปชฺชติ อุปฏฺฐานํ อุปฺปชฺชติ อุเปกฺขา อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ อุปฺปชฺชติ นิกฺกนฺติ ธมฺโมติ นิกฺกนฺตึ อาวชฺชติ ตโต วิกฺเขโป อุทฺธจฺจนฺเตน อุทฺธจฺเจน วิคฺคหิตมานโส ชรามรณํ อนตฺตโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ อนิจฺจโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ ชรามรณํ ทุกฺขโต อุปฏฺฐานํ ยถาภูตํ นปฺปชานาติ เตน วุจฺจติ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ โส สมโย ยนฺตํ จิตฺตํ อชฺฌตฺตญฺเญว อนิจฺจโต สนฺติฏฺฐติ สนฺนิสีทติ เอโกทิ โหติ สมาธิยติ ตสฺส มคฺโค สญฺชายตีติ กถํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ มคฺโค สญฺชายติ ฯเปฯ เอวํ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ อนุสยา พฺยนฺตีโหนฺติ เอวํ ธมฺมุทฺธจฺจาวิคฺคหิตมานสํ โหติ ฯ
โอภาเส เจว ญาเณ จ ปีติยา จ วิกมฺปติ
ปสฺสทฺธิยา สุเข เจว เยหิ จิตฺตํ ปเวธติ
อธิโมกฺเข จ ปคฺคาเห อุปฏฺฐาเน จ วิกมฺปติ ๑
อุเปกฺขาวชฺชนา เจว อุเปกฺขาย จ นิกนฺติยา
อิมานิ ทส ฐานานิ ปญฺญายสฺส ปริจฺจิตา
ธมฺมุทฺธจฺจกุสโล โหติ น จ สมฺโมหคจฺฉติ ๒
วิกมฺปติ ๓ เจว กิลิสฺสติ จ จวติ จิตฺตภาวนา
วิกมฺปติ ๓ กิลิสฺสติ ภาวนา ปริหายติ
วิสุชฺฌติ น กิลิสฺสติ ภาวนา น ปริหายติ
น จ วิกฺขิปฺปเต ๔ จิตฺตํ น กิลิสฺสติ น จวติ จิตฺตภาวนา ๕
อิเมหิ จตูหิ ฐาเนหิ จิตฺตสฺส ๖ สงฺเขปํ วิกฺเขปํ
(๗) วิคฺคหิตํ ทสฏฺฐาเนหิ สมฺปชานาตีติ ๘ ฯ
ยุคนทฺธกถา ฯ
เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง ฯลฯ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นทุกข์ เมื่อภิกษุมนสิการรูปโดยความเป็นอนัตตาเมื่อภิกษุมนสิการเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา โอภาสญาณ ปีติ ปัสสัทธิ สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ อุเบกขา นิกันติย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนึกถึงความพอใจว่า ความพอใจเป็นธรรม เพราะนึกถึงความพอใจนั้น จึงมีความฟุ้งซ่านเป็นอุทธัจจะ ภิกษุมีใจอันอุทธัจจะนั้นกั้นไว้ ย่อม ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริง ซึ่งชราและมรณะอันปรากฏโดยความเป็นอนัตตาโดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น
ท่านจึงกล่าวว่ามีใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้ สมัยนั้น จิตที่ตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่ มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น มรรคย่อมเกิดอย่างไร ฯลฯ
มรรคย่อมเกิดอย่างนี้ ฯลฯ ย่อมละสังโยชน์ อนุสัยย่อมสิ้นไป อย่างนี้ ใจที่นึกถึงความพอใจอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้อย่างนี้ ฯ
จิตย่อมกวัดแกว่งหวั่นไหวเพราะโอภาส ญาณ ปีติ ปัสสัทธิ
สุข อธิโมกข์ ปัคคาหะ อุปัฏฐานะ ความวางเฉยจาก
ความนึกถึงอุเบกขา และนิกันติ ภิกษุนั้นกำหนดฐานะ
๑๐ ประการนี้ ด้วยปัญญาแล้ว ย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ
นึกถึงโอภาสเป็นต้นอันเป็นธรรมฟุ้งซ่าน และย่อมไม่ถึง
ความหลงใหล จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง และเคลื่อนจาก
จิตภาวนา จิตกวัดแกว่ง เศร้าหมอง ภาวนาย่อมเสื่อมไป
จิตบริสุทธิ์ ไม่เศร้าหมอง ภาวนาย่อมไม่เสื่อม จิตไม่
ฟุ้งซ่าน ไม่เศร้าหมอง และไม่เคลื่อนจากจิตภาวนาด้วย
ฐานะ ๔ ประการนี้ ภิกษุย่อมทราบชัดซึ่งความที่จิตกวัด
แกว่งฟุ้งซ่าน ถูกโอภาสเป็นต้นกั้นไว้ ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ
ฉะนี้แล ฯ
จบยุคนัทธกถา
___________ณ
ยุคนทฺธวคฺเค สจฺจกถา
ปริปุณฺณกถานิทานํ ๙
ยุคนัทธวรรค สัจจกถา
นิทานในกถาบริบูรณ์
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สัจจกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
จตฺตารีมานิ ภิกฺขเว ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ กตมานิ จตฺตาริ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทาติ ตถเมตํ อวิตถเมตํ อนญฺญถเมตํ อิมานิ โข ภิกฺขเว จตฺตาริ ตถานิ อวิตถานิ อนญฺญถานิ ฯ
๑ ม. ยุ. กมฺปติ ฯ ๒ ยุ. สมฺโมหํ ฯ ๓ ม. ยุ. วิกฺขิปติ ฯ ๔ ยุ. วิกฺขิปเต ฯ
๕ ยุ. ภาวนา ฯ ๖ ยุ. จิตฺตสงฺเขปวิกฺเขปํ ฯ ม. จิตฺตสฺส สงฺเขปวิกฺเขปํ ฯ
๗ ยุ. อวิกฺเขปํ ฯ ๘ ยุ. ปชานาตีติ ฯ ๙ ม. ปุริมนิทานํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๔ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัจจะว่านี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธนี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เป็นของแท้เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัจจะ๔ ประการนี้แลเป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ฯ
กถํ ทุกฺขํ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ ทุกฺขํ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
กถํ สมุทโย ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร สมุทยสฺส สมุทยฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สงฺโยคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร สมุทยสฺส สมุทยฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ สมุทโย ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
กถํ นิโรโธ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร นิโรธสฺส นิโรธฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร นิโรธสฺส นิโรธฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ นิโรโธ ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
กถํ มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ จตฺตาโร มคฺคสฺส มคฺคฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อิเม จตฺตาโร มคฺคสฺส มคฺคฏฺฐา ตถา อวิตถา อนญฺญถา เอวํ มคฺโค ตถฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
ทุกข์เป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สภาพแห่งทุกข์เป็นทุกข์ ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิดไม่เป็นอย่างอื่น คือสภาพที่บีบคั้นแห่งทุกข์ ๑ สภาพแห่งทุกข์ อันปัจจัยปรุงแต่ง ๑ สภาพที่ให้เดือดร้อน ๑ สภาพที่แปรไป ๑ สภาพแห่งทุกข์เป็นทุกข์๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น
ทุกข์เป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้ ฯ
สมุทัยเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิดไม่เป็นอย่างอื่นคือ สภาพที่ประมวลมาแห่งสมุทัย ๑ สภาพที่เป็นเหตุ ๑สภาพที่ประกอบไว้ ๑ สภาพพัวพัน ๑สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด ๔ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น สมุทัยเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้ ฯ
นิโรธเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สภาพดับแห่งนิโรธ ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น คือสภาพสลัดออกแห่งนิโรธ ๑ สภาพสงัด ๑ สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ๑ สภาพเป็นอมตะ ๑สภาพดับแห่งนิโรธ ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น นิโรธเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้ ฯ
มรรคเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สภาพเป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิดไม่เป็นอย่างอื่นคือ สภาพนำออกแห่งมรรค ๑ สภาพเป็นเหตุ ๑ สภาพที่เห็น ๑สภาพเป็นใหญ่ ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค ๔ ประการนี้ เป็นของแท้ เป็นของไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น มรรคเป็นสัจจะด้วยอรรถว่าเป็นของแท้อย่างนี้ ฯ
กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อิเมหิ จตูหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ อนตฺตฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ อนตฺตฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ สจฺจฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ สจฺจฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ จตูหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อิเมหิ จตูหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๔ คือ ด้วยความเป็นของแท้ ๑ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความเป็นปฏิเวธ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งสัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัยเป็นสภาพแท้ ๑สภาพดับแห่งนิโรธเป็นสภาพแท้ ๑
สภาพเป็นทางแห่งมรรคเป็นสภาพแท้ ๑สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นของแท้ด้วยอาการ ๔ นี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตาอย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยอาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑
สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพมิใช่ตัวตน ๑สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นอนัตตา ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้นสัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของจริงอย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของจริง ด้วยอาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพจริง ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพจริง ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพจริง ๑สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพจริง ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งด้วยความเป็นของจริง ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งสัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้นสัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธอย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธด้วยอาการ ๔ คือ สภาพที่ทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพแทงตลอด ๑ สัจจะ ๔ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยอาการ ๔ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียวเพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
กติหากาเรหิ ๑ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ ยํ อนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ [๒] ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ ตํ อนตฺตา ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตํ ตถํ ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตถญฺจ ตํ สจฺจํ ยํ อนิจฺจญฺจ ทุกฺขญฺจ อนตฺตา จ ตถญฺจ สจฺจญฺจ ตํ เอกสงฺคหิตํ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิญฺญฏฺเฐน ปริญฺญฏฺเฐน ปหานฏฺเฐน ภาวนฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน อิเมหิ นวหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
๑ ยุ. กถํ ... ฯ ๒ ม. ยํ ทุกฺขํ ตํ อนิจฺจํ ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ฯ
สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ ๑ สิ่งใดไม่เที่ยงและเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา ๑สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา สิ่งนั้นเป็นของแท้ ๑สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาและเป็นของแท้ สิ่งนั้นเป็นของจริง ๑สิ่งใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นของแท้และเป็นของจริง สิ่งนั้นท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สิ่งนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๙ คือ ด้วยความเป็นของแท้ ๑ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความเป็นปฏิเวธ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรกำหนดรู้ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรละ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรเจริญ ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งด้วยอาการ ๙ นี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ปหานสฺส ปหานฏฺโฐ ตถฏฺโฐ ภาวนาย ภาวนฏฺโฐ ตถฏฺโฐ๕ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ นวหากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ นวหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ปหานสฺส ปหานฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ ภาวนาย ภาวนฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ปฏิเวธฏฺโฐ อิเมหิ นวหากาเรหิ ปฏิเวธฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้อย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ คือสภาพทนได้ยากแห่งทุกข์ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นเหตุเกิดแห่งสมุทัย เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพดับแห่งนิโรธ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพเป็นทางแห่งมรรค เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งอภิญญาเป็นสภาพที่ควรรู้ยิ่งเป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งปริญญาเป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้ เป็นสภาพแท้ ๑สภาพแห่งปหานะเป็นสภาพที่ควรละ เป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งภาวนาเป็นสภาพที่ควรเจริญเป็นสภาพแท้ ๑ สภาพแห่งสัจฉิกิริยา เป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง เป็นสภาพแท้ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง ด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๙ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่งสัจจะนั้นเป็นหนึ่งบุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตาด้วยความเป็นของจริงด้วยความเป็นปฏิเวธ อย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นปฏิเวธด้วยอาการ ๙ คือ สภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพที่ทนได้ยาก เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑สภาพแห่งสมุทัยเป็นเหตุเกิด เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งนิโรธเป็นที่ดับ เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งมรรคเป็นทางดำเนิน เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งอภิญญาเป็นสภาพที่ควรรู้ยิ่ง เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งปริญญาเป็นสภาพที่ควรกำหนดรู้ เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งปหานะเป็นสภาพที่ควรละ เป็นสภาพที่ควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งภาวนาเป็นสภาพที่ควรเจริญ เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สภาพแห่งสัจฉิกิริยาเป็นสภาพที่ควรทำให้แจ้ง เป็นสภาพควรแทงตลอด ๑ สัจจะ ๔ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยอาการ ๙ นี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอด สัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว
เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
กติหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ ทฺวาทสหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ตถฏฺเฐน อนตฺตฏฺเฐน สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิชานนฏฺเฐน ปริชานนฏฺเฐน ธมฺมฏฺเฐน ตถฏฺเฐน ญาตฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน อิเมหิ ทฺวาทสหากาเรหิ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ โสฬสหิ อากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ ตถฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ ตถฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ ตถฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ ตถฏฺโฐ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ ตถฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
กถํ อนตฺตฏฺเฐน ฯเปฯ สจฺจฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน อภิชานนฏฺเฐน ปริชานนฏฺเฐน ธมฺมฏฺเฐน ตถฏฺเฐน ญาตฏฺเฐน สจฺฉิกิริยฏฺเฐน ผสฺสนฏฺเฐน อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ โสฬสหิ อากาเรหิ อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ สงฺขตฏฺโฐ สนฺตาปฏฺโฐ วิปริณามฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ สมุทยสฺส อายุหนฏฺโฐ นิทานฏฺโฐ สญฺโญคฏฺโฐ ปลิโพธฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ นิโรธสฺส นิสฺสรณฏฺโฐ วิเวกฏฺโฐ อสงฺขตฏฺโฐ อมตฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺโฐ เหตฏฺโฐ ทสฺสนฏฺโฐ อาธิปเตยฺยฏฺโฐ อภิสมยฏฺโฐ อิเมหิ โสฬสหิ อากาเรหิ อภิสมยฏฺเฐน จตฺตาริ สจฺจานิ เอกสงฺคหิตานิ ยํ เอกสงฺคหิตํ ตํ เอกตฺตํ เอกตฺตํ เอเกน ญาเณน ปฏิวิชฺฌตีติ จตฺตาริ สจฺจานิ เอกปฏิเวธานิ ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการเท่าไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๑๒ คือ ด้วยความเป็นของแท้ ๑ด้วยความเป็นอนัตตา ๑ ด้วยความเป็นของจริง ๑ ด้วยความเป็นปฏิเวธ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ๑ ด้วยความเป็นเครื่องกำหนดรู้ ๑ด้วยความเป็นธรรม ๑ ด้วยความเป็นเหมือนอย่างนั้น ๑ด้วยความเป็นธรรมที่รู้แล้ว ๑ ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ๑ ด้วยความเป็นเครื่องถูกต้อง ๑ด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ ๑ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียวด้วยอาการ ๑๒ อย่างนี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว
เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ อย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๑๖ คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ๑ เป็นสภาพที่ปัจจัยปรุงแต่ง ๑เป็นสภาพให้เดือดร้อน ๑ เป็นสภาพแปรปรวน ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่งสมุทัยเป็นสภาพประมวลมา ๑ เป็นเหตุ ๑ เป็นเครื่องประกอบไว้ ๑ เป็นสภาพกังวล ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่งนิโรธเป็นที่สลัดออก ๑ เป็นสภาพสงัด๑ เป็นสภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ๑ เป็นอมตะ ๑ เป็นสภาพแท้ สภาพแห่งมรรคเป็นเครื่องนำออก ๑ เป็นเหตุ ๑ เป็นทัสนะ ๑ เป็นใหญ่ ๑ เป็นสภาพแท้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นของแท้ ด้วยอาการ ๑๖ นี้ สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นอนัตตา ฯลฯ ด้วยความเป็นของจริง ด้วยความเป็นปฏิเวธ ด้วยความเป็นเครื่องรู้ยิ่ง ด้วยความเป็นเครื่องกำหนดรู้ ด้วยความเป็นธรรม ด้วยความเป็นเหมือนอย่างนั้น ด้วยความเป็นธรรมที่รู้แล้ว ด้วยความเป็นธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ด้วยความเป็นเครื่องถูกต้องด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ อย่างไร ฯ
สัจจะ ๔ มีการแทงตลอดด้วยญาณเดียวด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ด้วยอาการ ๑๖ คือสภาพแห่งทุกข์เป็นสภาพบีบคั้น ... เป็นสภาพแปรปรวนเป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งสมุทัยเป็นสภาพประมวลมา ... เป็นสภาพกังวลเป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งนิโรธเป็นที่สลัดออก ...
เป็นอมตะ เป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สภาพแห่งมรรคเป็นเครื่องนำออก ... เป็นใหญ่ เป็นสภาพเครื่องตรัสรู้ สัจจะ ๔ ท่านสงเคราะห์ด้วยญาณเดียว ด้วยความเป็นเครื่องตรัสรู้ด้วยอาการ ๑๖ นี้สัจจะใดท่านสงเคราะห์เป็นหนึ่ง สัจจะนั้นเป็นหนึ่ง บุคคลย่อมแทงตลอดสัจจะหนึ่งด้วยญาณเดียว
เพราะเหตุนั้น สัจจะ ๔ จึงมีการแทงตลอดด้วยญาณเดียว ฯ
สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ เทฺว ลกฺขณานิ สงฺขตลกฺขณญฺจ อสงฺขตลกฺขณญฺจ สจฺจานํ อิมานิ เทฺว ลกฺขณานิ ฯ
สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ ฉ ลกฺขณานิ สงฺขตานํ สจฺจานํ อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตานํ อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ น อสงฺขตสฺส สจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ น วโย ปญฺญายติ น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สจฺจานํ อิมานิ ฉ ลกฺขณานิ ฯ
สจฺจานํ กติ ลกฺขณานิ ฯ สจฺจานํ ทฺวาทส ลกฺขณานิ ทุกฺขสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สมุทยสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ มคฺคสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ วโย ปญฺญายติ ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ น นิโรธสจฺจสฺส อุปฺปาโท ปญฺญายติ น วโย ปญฺญายติ น ฐิตสฺส อญฺญถตฺตํ ปญฺญายติ สจฺจานํ อิมานิ ทฺวาทส ลกฺขณานิ ฯ
สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๒ คือสังขตลักษณะ ๑ อสังขต
ลักษณะ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๒ นี้ ฯ
สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๖ คือ สัจจะที่ปัจจัยปรุงแต่ง มีความเกิดปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑สัจจะที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ความเกิดไม่ปรากฏ ๑ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรไม่ปรากฏ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๖ นี้ ฯ
สัจจะมีลักษณะเท่าไร สัจจะมีลักษณะ ๑๒ คือ ทุกขสัจ มีความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑สมุทัยสัจมีความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑ มรรคสัจมีความเกิดขึ้นปรากฏ ๑ ความเสื่อมปรากฏ ๑ เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรปรากฏ ๑ นิโรธสัจ ความเกิดไม่ปรากฏ ๑ ความเสื่อมไม่ปรากฏ ๑เมื่อยังตั้งอยู่ความแปรไม่ปรากฏ ๑ สัจจะมีลักษณะ ๑๒ นี้ ฯ
จตุนฺนํ สจฺจานํ กติ กุสลา กติ อกุสลา กติ อพฺยากตา ฯ สมุทยสจฺจํ อกุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ ทุกฺขสจฺจํ สิยา กุสลํ สิยา อกุสลํ สิยา อพฺยากตํ [๑] ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ วตฺถุวเสน ปริยาเยน ฯ
สิยาติ กถญฺจ สิยา ฯ ยํ ทุกฺขสจฺจํ อกุสลํ สมุทยสจฺจํ อกุสลํ เอวํ อกุสลฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ ยํ ทุกฺขสจฺจํ กุสลํ มคฺคสจฺจํ กุสลํ เอวํ กุสลฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ ยํ ทุกฺขสจฺจํ อพฺยากตํ นิโรธสจฺจํ อพฺยากตํ เอวํ อพฺยากตฏฺเฐน เทฺว สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ทฺวีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ เอวํ สิยา ตีณิ สจฺจานิ เอกสจฺเจน สงฺคหิตานิ เอกํ สจฺจํ ตีหิ สจฺเจหิ สงฺคหิตํ วตฺถุวเสน ปริยาเยนาติ ฯ
๑ ม. สิยา ฯ
สัจจะ ๔ เป็นกุศลเท่าไร เป็นอกุศลเท่าไร เป็นอัพยากฤตเท่าไร ฯ
สมุทัยสัจเป็นอกุศล มรรคสัจเป็นกุศล นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต ทุกขสัจ เป็นกุศลก็มีเป็นอกุศลก็มี เป็นอัพยากฤตก็มี สัจจะ ๓ นี้ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๓ ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยปริยาย ฯ
คำว่า พึงมี คือ ก็พึงมีอย่างไร ฯ
ทุกขสัจเป็นอกุศล สมุทัยสัจเป็นอกุศล สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอกุศลพึงมีอย่างนี้ ทุกขสัจเป็นกุศล มรรคสัจเป็นกุศล สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นกุศล พึงมีอย่างนี้ ทุกขสัจเป็นอัพยากฤต นิโรธสัจเป็นอัพยากฤต สัจจะ ๒ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๒ ด้วยความเป็นอัพยากฤต พึงมีอย่างนี้สัจจะ ๓ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ สัจจะ ๑ ท่านสงเคราะห์ด้วยสัจจะ ๑ ด้วยสามารถแห่งวัตถุ โดยปริยาย ฯ
ปุพฺเพ เม ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต เอตทโหสิ โก นุ โข รูปสฺส อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก เวทนาย อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก สญฺญาย อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก สงฺขารานํ อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณํ โก วิญฺญาณสฺส อสฺสาโท โก อาทีนโว กึ นิสฺสรณนฺติ ตสฺส มยฺหํ ภิกฺขเว เอตทโหสิ ยํ โข รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโท ยํ รูปํ อนิจฺจํ [๑] ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ รูปสฺส อาทีนโว โย รูปสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณํ ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิญฺญาณสฺส อสฺสาโท ยํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ [๑] ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ วิญฺญาณสฺส อาทีนโว โย วิญฺญาณสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ วิญฺญาณสฺส นิสฺสรณํ ฯ
๑ ม. ตํ ฯ เอวมีทิเสสุ ฐาเนสุ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อเราเป็นโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความคิดว่า อะไรหนอแลเป็นคุณ เป็นโทษ เป็นอุบายเครื่องสลัดออก แห่งรูป เวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลายเรานั้นได้มีความคิดดังนี้ว่า สุข โสมนัส อาศัยรูปเกิดขึ้นนี้เป็นคุณแห่งรูป ความกำจัดฉันทราคะ ความละฉันทราคะในรูป นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ... สุขโสมนัส อาศัยวิญญาณเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณความกำจัดฉันทราคะ ความละฉันทราคะในวิญญาณ นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ ฯ
ยาวกีวญฺจาหํ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ เอวํ อสฺสาทญฺจ อสฺสาทโต อาทีนวญฺจ อาทีนวโต นิสฺสรณญฺจ นิสฺสรณโต ยถาภูตํ นพฺภญฺญาสึ เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ๑ ปจฺจญฺญาสึ ยโต จ ขฺวาหํ ภิกฺขเว อิเมสํ ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ เอวํ อสฺสาทญฺจ อสฺสาทโต อาทีนวญฺจ อาทีนวโต นิสฺสรณญฺจ นิสฺสรณโต ยถาภูตํ อพฺภญฺญาสึ อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ๑ ปจฺจญฺญาสึ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ อกุปฺปา เม เจโตวิมุตฺติ ๒ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรายังไม่รู้ทั่วถึงซึ่งคุณโดยความเป็นคุณ ซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกโดยเป็นอุบายเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ตามความเป็นจริง เพียงใด เราก็ยังไม่ปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใด เราได้รู้ทั่วถึงซึ่งคุณโดยความเป็นคุณซึ่งโทษโดยความเป็นโทษ และซึ่งอุบายเป็นเครื่องสลัดออกโดยเป็นอุบายเครื่องสลัดออก แห่งอุปาทานขันธ์ ๕ นี้ตามความจริง เมื่อนั้น เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้ซึ่งอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลก พร้อมทั้งเทวโลกมารโลก พรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ก็แล ญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุด บัดนี้ความเกิดอีกมิได้มี ฯ
ยํ รูปํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ รูปสฺส อสฺสาโทติ ปหานปฺปฏิเวโธ สมุทยสจฺจํ ยํ รูปํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ รูปสฺส อาทีนโวติ ปริญฺญาปฏิเวโธ ทุกฺขสจฺจํ โย รูปสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ รูปสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ นิโรธสจฺจํ ยา อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ ทิฏฺฐิ สงฺกปฺโป วาจา กมฺมนฺโต อาชีโว วายาโม สติ สมาธิ ภาวนาปฏิเวโธ มคฺคสจฺจํ ยํ เวทนํ ปฏิจฺจ ยํ สญฺญํ ปฏิจฺจ ยํ สงฺขาเร ปฏิจฺจ ยํ วิญฺญาณํ ปฏิจฺจ อุปฺปชฺชติ สุขํ โสมนสฺสํ อยํ วิญฺญาณสฺส อสฺสาโทติ ปหานปฺปฏิเวโธ สมุทยสจฺจํ ยํ วิญฺญาณํ อนิจฺจํ ทุกฺขํ วิปริณามธมฺมํ อยํ วิญฺญาณสฺส อาทีนโว ปริญฺญาปฏิเวโธ ทุกฺขสจฺจํ โย วิญฺญาณสฺมึ ฉนฺทราควินโย ฉนฺทราคปฺปหานํ อิทํ วิญฺญาณสฺส นิสฺสรณนฺติ สจฺฉิกิริยาปฏิเวโธ นิโรธสจฺจํ ยา อิเมสุ ตีสุ ฐาเนสุ ทิฏฺฐิ สงฺกปฺโป วาจา กมฺมนฺโต อาชีโว วายาโม สติ สมาธิ ภาวนาปฏิเวโธ มคฺคสจฺจนฺติ ๑ ฯ
๑ ม. อิติสทฺโท ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. วิมุตฺติ ฯ
การแทงตลอดด้วยการละว่า สุข โสมนัส อาศัยรูปเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งรูป ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่ารูปไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งรูป ดังนี้เป็นทุกขสัจ การแทงตลอดด้วยการทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในรูป นี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป ดังนี้ เป็นนิโรธสัจ
การแทงตลอดด้วยภาวนา คือ ทิฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะ สติ สมาธิในฐานะทั้ง ๓ นี้ เป็นมรรคสัจ การแทงตลอดด้วยการละว่า สุขโสมนัส อาศัยเวทนา สัญญาสังขาร วิญญาณ เกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งวิญญาณ ดังนี้ เป็นสมุทัยสัจ การแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ว่า วิญญาณไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งวิญญาณ
ดังนี้เป็นทุกขสัจ การแทงตลอดด้วยทำให้แจ้งว่า การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคะในวิญญาณนี้เป็นอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ ดังนี้ เป็นนิโรธสัจการแทงตลอดด้วยภาวนา คือ ทิฐิสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ วายามะสติ สมาธิ ในฐานะทั้ง ๓ นี้ เป็นมรรคสัจ ฯ
[๒] กติหากาเรหิ สจฺจํ ฯ ตีหากาเรหิ สจฺจํ เอสนฏฺเฐน ปริคฺคหฏฺเฐน ปฏิเวธฏฺเฐน ฯ
กถํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ฯ ชรามรณํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ชรามรณํ ชาตินิทานํ ชาติ สมุทยํ ชาติชาติกํ ชาติปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ชรามรณญฺจ ปชานาติ ชรามรณสมุทยญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธญฺจ ปชานาติ ชรามรณนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
ชาติ กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ชาติ ภวนิทานา ภวสมุทยา ภวชาติกา ภวปฺปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ชาติญฺจ ปชานาติ ชาติสมุทยญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธญฺจ ปชานาติ ชาตินิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
ภโว กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ภโว อุปาทานนิทาโน อุปาทานสมุทโย อุปาทานชาติโก อุปาทานปฺปภโวติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ภวญฺจ ปชานาติ ภวสมุทยญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธญฺจ ปชานาติ ภวนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
อุปาทานํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ อุปาทานํ ตณฺหานิทานํ ตณฺหาสมุทยํ ตณฺหาชาติกํ ตณฺหาปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ อุปาทานญฺจ ปชานาติ อุปาทานสมุทยญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธญฺจ ปชานาติ อุปาทานนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
ตณฺหา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ตณฺหา เวทนานิทานา เวทนาสมุทยา เวทนาชาติกา เวทนาปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ตณฺหญฺจ ปชานาติ ตณฺหาสมุทยญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธญฺจ ปชานาติ ตณฺหานิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
เวทนา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ เวทนา ผสฺสนิทานา ผสฺสสมุทยา ผสฺสชาติกา ผสฺสปฺปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ เวทนญฺจ ปชานาติ เวทนาสมุทยญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธญฺจ ปชานาติ เวทนานิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
ผสฺโส กึนิทาโน กึสมุทโย กึชาติโก กึปภโวติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ ผสฺโส สฬายตนนิทาโน สฬายตนสมุทโย สฬายตนชาติโก สฬายตนปฺปภโวติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ ผสฺสญฺจ ปชานาติ ผสฺสสมุทยญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธญฺจ ปชานาติ ผสฺสนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
สฬายตนํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ สฬายตนํ นามรูปนิทานํ นามรูปสมุทยํ นามรูปชาติกํ นามรูปปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ สฬายตนญฺจ ปชานาติ สฬายตนสมุทยญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธญฺจ ปชานาติ สฬายตนนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
นามรูปํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ นามรูปํ วิญฺญาณนิทานํ วิญฺญาณสมุทยํ วิญฺญาณชาติกํ วิญฺญาณปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ นามรูปญฺจ ปชานาติ นามรูปสมุทยญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธญฺจ ปชานาติ นามรูปนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
วิญฺญาณํ กึนิทานํ กึสมุทยํ กึชาติกํ กึปภวนฺติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ วิญฺญาณํ สงฺขารนิทานํ สงฺขารสมุทยํ สงฺขารชาติกํ สงฺขารปฺปภวนฺติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ วิญฺญาณญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณสมุทยญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธญฺจ ปชานาติ วิญฺญาณนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
สงฺขารา กึนิทานา กึสมุทยา กึชาติกา กึปภวาติ เอวํ เอสนฏฺเฐน สจฺจํ สงฺขารา อวิชฺชานิทานา อวิชฺชาสมุทยา อวิชฺชาชาติกา อวิชฺชาปภวาติ เอวํ ปริคฺคหฏฺเฐน สจฺจํ สงฺขาเร จ ปชานาติ สงฺขารสมุทยญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธญฺจ ปชานาติ สงฺขารนิโรธคามินีปฏิปทญฺจ ปชานาติ เอวํ ปฏิเวธฏฺเฐน สจฺจํ ฯ
๑ ม. ยุ. อิติสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ ๒ ม. ยุ. สจฺจนฺติ ฯ
สัจจะด้วยอาการเท่าไร ฯ
สัจจะด้วยอาการ ๓ คือ ด้วยความแสวงหา ๑ ด้วยความกำหนด ๑ ด้วยความแทงตลอด ๑ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างไร ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ชราและมรณะมีอะไรเป็นเหตุ มีอะไร เป็นสมุทัยมีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด ฯ
สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ชราและมรณะมีชาติเป็นเหตุ มีชาติเป็นสมุทัย มีชาติเป็นกำเนิด มีชาติเป็นแดนเกิด ญาณย่อมรู้ชัดซึ่งชราและมรณะเหตุเกิดแห่งชราและมรณะความดับแห่งชราและมรณะ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งชราและมรณะ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ชาติมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ชาติมีภพเป็นเหตุ ... มีภพเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งชาติ เหตุเกิดแห่งชาติ ความดับแห่งชาติ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งชาติ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ภพมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ภพมีอุปาทานเป็นเหตุ ...มีอุปาทานเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งภพ เหตุเกิดแห่งภพ ความดับแห่งภพและข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งภพ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า อุปาทานมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิดสัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า อุปาทานมีตัณหาเป็นเหตุ ...มีตัณหาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งอุปาทาน เหตุเกิดแห่งอุปาทาน ความดับแห่งอุปาทาน และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งอุปาทาน สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ตัณหามีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ ...มีเวทนาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งตัณหา
เหตุเกิดแห่งตัณหา ความดับแห่งตัณหา และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งตัณหา สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า เวทนามีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ ...มีผัสสะเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งเวทนาเหตุเกิดแห่งเวทนา ความดับแห่งเวทนา และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งเวทนา สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า ผัสสะมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ... มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งผัสสะ เหตุเกิดแห่งผัสสะ ความดับแห่งผัสสะ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับแห่งผัสสะสัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า สฬายตนะมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิดสัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ ...มีนามรูปเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งสฬายตนะ เหตุเกิดสฬายตนะ ความดับสฬายตนะ และข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสฬายตนะสัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า นามรูปมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า นามรูปมีวิญญาณเป็นเหตุ ...มีวิญญาณเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งนามรูปเหตุเกิดนามรูป ความดับนามรูปและข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับนามรูป สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า วิญญาณมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนัดอย่างนี้ว่า วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ ...มีสังขารเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งวิญญาณ
เหตุเกิดวิญญาณ ความดับวิญญาณและข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับวิญญาณ สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
สัจจะด้วยความแสวงหาอย่างนี้ว่า สังขารมีอะไรเป็นเหตุ ... มีอะไรเป็นแดนเกิด สัจจะด้วยความกำหนดอย่างนี้ว่า สังขารมีอวิชชาเป็นเหตุ ...มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ญาณรู้ชัดซึ่งสังขารเหตุเกิดสังขาร ความดับสังขารและข้อปฏิบัติเครื่องให้ถึงความดับสังขาร สัจจะด้วยความแทงตลอดอย่างนี้ ฯ
ชรามรณํ ทุกฺขสจฺจํ ชาติ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชาติ ทุกฺขสจฺจํ ภโว สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ภโว ทุกฺขสจฺจํ อุปาทานํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ อุปาทานํ ทุกฺขสจฺจํ ตณฺหา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ตณฺหา ทุกฺขสจฺจํ เวทนา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ เวทนา ทุกฺขสจฺจํ ผสฺโส สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ผสฺโส ทุกฺขสจฺจํ สฬายตนํ
สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ สฬายตนํ ทุกฺขสจฺจํ นามรูปํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ นามรูปํ ทุกฺขสจฺจํ วิญฺญาณํ สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ วิญฺญาณํ ทุกฺขสจฺจํ สงฺขารา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ สงฺขารา ทุกฺขสจฺจํ อวิชฺชา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชรามรณํ [๑] ทุกฺขสจฺจํ [๒] ชาติ สิยา ทุกฺขสจฺจํ ๓ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ชาติ [๔] ทุกฺขสจฺจํ [๕] ภโว สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจํ ฯเปฯ สงฺขารา ทุกฺขสจฺจํ อวิชฺชา สิยา ทุกฺขสจฺจํ สิยา สมุทยสจฺจํ อุภินฺนํปิ นิสฺสรณํ นิโรธสจฺจํ นิโรธปฺปชานนา มคฺคสจฺจนฺติ ฯ
สจฺจกถา ฯ
ภาณวารํ ฯ
ชราและมรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นสมุทัยสัจ ความสลัดชรามรณะและชาติแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจชาติเป็นทุกขสัจ ภพเป็นสมุทัยสัจ การสลัดชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจการรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ อุปาทานเป็นทุกขสัจ ตัณหาเป็นสมุทัยสัจการสลัดอุปาทานและตัณหาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจตัณหาเป็นทุกขสัจ เวทนาเป็นสมุทัยสัจ การสลัดตัณหาและเวทนาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ เวทนาเป็นทุกขสัจ ผัสสะเป็นสมุทัยสัจ การสลัดเวทนาและผัสสะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ผัสสะเป็นทุกขสัจ สฬายตนะเป็นสมุทัยสัจการสลัดผัสสะและสฬายตนะแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ สฬายตนะเป็นทุกขสัจ นามรูปเป็นสมุทัยสัจ การสลัดสฬายตนะและนามรูปแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ นามรูปเป็นทุกขสัจ วิญญาณเป็นสมุทัยสัจ การสลัดนามรูปและวิญญาณแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ วิญญาณเป็นทุกขสัจ สังขารเป็นสมุทัยสัจ
การสลัดวิญญาณและสังขารแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ สังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นสมุทัยสัจ การสลัดสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ชรามรณะเป็นทุกขสัจ ชาติเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทัยสัจก็มี การสลัดชรามรณะและชาติแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ชาติเป็นทุกขสัจ ภพเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทัยสัจก็มีการสลัดชาติและภพแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ
ฯลฯสังขารเป็นทุกขสัจ อวิชชาเป็นทุกขสัจก็มี เป็นสมุทัยสัจก็มี การสลัดสังขารและอวิชชาแม้ทั้งสองเป็นนิโรธสัจ การรู้จักความดับเป็นมรรคสัจ ฉะนี้แล ฯ
จบสัจจกถา
จบภาณวาร ฯ
ยุคนทฺธวคฺเค โพชฺฌงฺคกถา
สาวตฺถีนิทานํ
ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถา
สาวัตถีนิทาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โพชฌงคกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
สตฺติเม ภิกฺขเว โพชฺฌงฺคา กตเม สตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโค สมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิเม โข ภิกฺขเว สตฺต โพชฺฌงฺคา ฯ
โพชฺฌงฺคาติ เกนตฺเถน โพชฺฌงฺคา ฯ โพธิยํ ๑ สํวตฺตนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺพุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺพุชฺฌนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺโพเธนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺโพธนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนุโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปฏิโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา สมฺโพธิปกฺขิยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิปฏิลาภฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิโรปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิอภิโรปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา พุทฺธิปาปนฏฺเฐน ๒ โพชฺฌงฺคา พุทฺธิสมฺปาปนฏฺเฐน ๓ โพชฺฌงฺคา ฯ
๑-๔ ม. สิยา ฯ ๒-๕ ม. สิยา สมุทยสจฺจํ ฯ ๓ ม. ชาติ สิยา ทุกฺขสจฺจนฺติ
อิเม ตโย ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉน คือ สติ
สัมโพชฌงค์ ๑ ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ๑ วิริยสัมโพชฌงค์ ๑ ปีติสัมโพชงฌงค์ ๑ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ๑ สมาธิสัมโพชฌงค์ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย โพชฌงค์ ๗ประการนี้แล ฯ
คำว่า โพชฺฌงฺคา ความว่า ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่ากระไร
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในความตรัสรู้ ว่าย่อมตรัสรู้ ว่าตรัสรู้ตาม ว่าตรัสรู้เฉพาะ ว่าตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ตามเพราะอรรถว่าตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่าตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌฺงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ ว่าให้ตรัสรู้ตาม ว่าให้ตรัสรู้เฉพาะ ว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าให้ตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายตรัสรู้ตาม เพราะอรรถว่าเป็นไปในฝ่ายธรรมเครื่องตรัสรู้เฉพาะ เพราะอรรถว่าเป็นไปในธรรมฝ่ายเครื่องตรัสรู้พร้อม ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุให้ได้ความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าปลูกความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าบำรุงความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงความตรัสรู้ เพราะอรรถว่าให้ถึงพร้อมความตรัสรู้ ฯ
มูลฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปริปูรฏฺเฐน ๔ โพชฺฌงฺคา มูลปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เหตุปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ
โพชฺฌงฺคา ปจฺจยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ปจฺจยปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาย
วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนวชฺชปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา
เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริคฺคหฏฺเฐน
โพชฺฌงฺคา อนาสวปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา อนาสวปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิเวกปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริคฺคหฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริวารฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริปูรฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปริปากฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวปฺปตฺตานมฺปิ โพชฺฌงฺคา ฯ
๑ ม. ยุ. โพธาย ฯ ๒ สี. พุทฺธิปาปฏฺเฐน ฯ ๓ สี. พุทฺธิสมฺปาปฏฺเฐน ฯ
๔ ม. มูลปริปูรณฏฺเฐน ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเป็นมูล เพราะอรรถว่าประพฤติตามอรรถที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ากำหนดธรรมที่เป็นมูล เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ เพราะอรรถว่าประพฤติตามเหตุ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในเหตุชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในเหตุ
เพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย เพราะอรรถว่าประพฤติตามปัจจัย ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในปัจจัย เพราะอรรถว่าหมดจด เพราะอรรถว่าประพฤติหมดจด ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหมดจด เพราะอรรถว่าไม่มีโทษ เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีโทษ ...
เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีโทษ เพราะอรรถว่าเป็นเนกขัมมะเพราะอรรถว่าประพฤติเนกขัมมะ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ ชื่อว่าโพชฌงค์แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในเนกขัมมะ เพราะอรรถว่าหลุดพ้น เพราะอรรถว่าประพฤติหลุดพ้น ...เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความหลุดพ้น เพราะอรรถว่าไม่มีอาสวะ เพราะอรรถว่าประพฤติไม่มีอาสวะ ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ
ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความไม่มีอาสวะ เพราะอรรถว่าเป็นวิเวก เพราะอรรถว่าประพฤติวิเวก ... เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในวิเวกชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในวิเวกเพราะอรรถว่าปล่อยวาง เพราะอรรถว่าประพฤติปล่อยวาง เพราะอรรถว่ากำหนดความปล่อยวางเพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางเป็นบริวาร เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางบริบูรณ์ เพราะอรรถว่ามีความปล่อยวางแก่กล้า เพราะอรรถว่าแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าให้ถึงความแตกฉานในความปล่อยวาง เพราะอรรถว่าเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ชื่อว่าโพชฌงค์ แม้ของบุคคลผู้ถึงความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ฯ
มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปจฺจยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตุจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปจฺจยจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิสุทฺธิจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนวชฺชจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺฐํ
พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปริปากฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปริปากฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาปาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มูลปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ โวสฺสคฺคปฏิสมฺภิทาย วสีภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นมูล ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้สภาพอันหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพอันไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้สภาพอันเป็นเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพวิมุติว่าตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพวิเวก ว่าตรัสรู้สภาพปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นมูล ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติธรรมอันเป็นปัจจัย ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติหมดจด ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติไม่มีโทษ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติเนกขัมมะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิมุติ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติวิเวก ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ
ว่าตรัสรู้สภาพความกำหนดปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันเป็นมูลเป็นบริวาร ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางเป็นบริวาร ว่าตรัสรู้สภาพมีธรรมอันเป็นมูลบริบูรณ์ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพมีความปล่อยวางบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันเป็นมูลแก่กล้า ฯลฯ ว่าตรัสรู้ธรรมอันมีความปล่อยวางแก่กล้า ว่าตรัสรู้สภาพความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความแตกฉานในความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพอันให้ถึงความแตกฉานในความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความเจริญความชำนาญในความแตกฉานในธรรมอันเป็นมูล ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพความเจริญความชำนาญในความแตกฉานในความปล่อยวาง ฯลฯ ฯ
ปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิสารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาวิลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนิญฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺตุปฏฺฐานวเสน จิตฺตสฺส ฐิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อารมฺมณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปหานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริจฺจาคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วุฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิวฏฺฏนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สนฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปณีตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนาสวฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนิมิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อปฺปณิหิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ๑ สุญฺญตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนติวตฺตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ยุคนทฺธฏฺฐํ ๒ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความกำหนด ว่าตรัสรู้สภาพบริวารฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ ว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิตมีอารมณ์เดียว ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ฟุ้งซ่าน
ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้ ว่าตรัสรู้สภาพความไม่แพร่ไป ว่าตรัสรู้สภาพความไม่ขุ่นมัว ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีกิเลสเครื่องหวั่นไหว ว่าตรัสรู้สภาพตั้งอยู่แห่งจิต ด้วยสามารถความปรากฏโดยความมีอารมณ์เดียว ว่าตรัสรู้สภาพอารมณ์ ว่าตรัสรู้สภาพโคจร ว่าตรัสรู้สภาพละ ว่าตรัสรู้สภาพสละว่าตรัสรู้สภาพการออกไป ว่าตรัสรู้สภาพความหลีกไป ว่าตรัสรู้สภาพละเอียด ว่าตรัสรู้สภาพประณีต ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพไม่มีอาสวะ ว่าตรัสรู้สภาพการข้ามไป ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันไม่มีนิมิตร ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันไม่มีที่ตั้ง ว่าตรัสรู้สภาพนิพพานอันว่างเปล่า
ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันมีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมอันไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นคู่กัน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมเครื่องนำออก ว่าตรัสรู้สภาพแห่งเหตุ ว่าตรัสรู้สภาพทัสนะ
ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นใหญ่ ฯ
สมถสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิปสฺสนาย อนุปสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมถวิปสฺสนานํ เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ยุคนทฺธสฺส ๑ อนติวตฺตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สิกฺขาย สมาทานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อารมฺมณสฺส โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ลีนสฺส จิตฺตสฺส ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุทฺธจฺจสฺส จิตฺตสฺส วินิคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุโภวิสุทฺธานํ อชฺฌุเปกฺขนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเสสาธิคมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุตฺตริปฏิเวธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจาภิสมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
๑ ยุ. อปฺปณิหิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคาติ อิเม ตโย ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ
๒ สี. ยุ. ยุคนนฺธฏฺฐํ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสมถะ ว่าตรัสรู้ความพิจารณาเห็นแห่งวิปัสนา ว่าตรัสรู้ความมีกิจเป็นอันเดียวกันแห่งสมถะและวิปัสนา ว่าตรัสรู้ความไม่ล่วงเกินกันแห่งธรรมที่คู่กัน ว่าตรัสรู้ความสมาทานสิกขา ว่าตรัสรู้ความเป็นโคจรแห่งอารมณ์ ว่าตรัสรู้ความประคองจิตที่หดหู่ไว้ ว่าตรัสรู้ความข่มจิตที่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ความวางเฉยแห่งจิตที่บริสุทธิ์ทั้งสองอย่าง ว่าตรัสรู้ความบรรลุธรรมพิเศษ ว่าตรัสรู้ความแทงตลอดธรรมที่ยิ่ง
ว่าตรัสรู้ความตรัสรู้สัจจะ ว่าตรัสรู้ความยังจิตให้ตั้งอยู่ในนิโรธ ฯ
สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปญฺญินฺทฺริยสฺส ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สทฺธาพลสฺส อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปญฺญาพลสฺส อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สติสมฺโพชฺฌงฺคสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคสฺส ปฏิสงฺขานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺมาทิฏฺฐิยา ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ สมฺมาสมาธิสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อินฺทฺริยานํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา พลานํ อกมฺปิยฏฺฐํ พุชฺฌนตีติ โพชฺฌงฺคา โพชฺฌงฺคานํ นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มคฺคสฺส เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สติปฏฺฐานานํ อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฺมปฺปธานานํ ปทหนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อิทฺธิปาทานํ อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจานํ ตถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปโยคานํ ๑ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผลานํ สจฺฉิกิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิตกฺกสฺส อภิโรปนฏฺฐํ ๒ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิจารสฺส อุปวิจารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปีติยา ผรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สุขสฺส อภิสนฺทนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส เอกคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
๑ สี. ยุ. ยุคนนฺธสฺส ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความน้อมใจเชื่อแห่งสัทธินทรีย์ ฯลฯ
ว่าตรัสรู้ความเห็นแห่งปัญญินทรีย์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาแห่งสัทธาพละ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชาแห่งปัญญาพละ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ว่าตรัสรู้ความพิจารณาหาทางแห่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเห็นชอบแห่งสัมมาทิฐิ ฯลฯ
ว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่านแห่งสัมมาสมาธิ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความเป็นใหญ่แห่งอินทรีย์ ว่าตรัสรู้ความไม่หวั่นไหวแห่งพละ ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งโพชฌงค์ ว่าตรัสรู้ความเป็นเหตุแห่งมรรค ว่าตรัสรู้ความตั้งมั่นแห่งสติปัฏฐาน ว่าตรัสรู้ความตั้งไว้แห่งสัมมัปปธาน ว่าตรัสรู้ความให้สำเร็จแห่งอิทธิบาท ว่าตรัสรู้ความเป็นธรรมแท้แห่งสัจจะ ว่าตรัสรู้ความระงับแห่งประโยค ว่าตรัสรู้ความทำให้แจ้งแห่งผล ว่าตรัสรู้ความตรึกแห่งวิตก ว่าตรัสรู้ความตรองแห่งวิจารว่าตรัสรู้ความแผ่ซ่านแห่งปีติ ว่าตรัสรู้ความไหลไปแห่งสุข ว่าตรัสรู้ความมีอารมณ์เดียวแห่งจิต ฯ
อาวชฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สญฺชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอโกทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิญฺเญยฺยฏฺฐํ ๓ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริญฺญาย ตีรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปหานสฺส ปริจฺจาคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ภาวนาย เอกรสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺฉิกิริยาย ผสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ขนฺธานํ ขนฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธาตูนํ ธาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อายตนานํ อายตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สงฺขตานํ สงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึก ว่าตรัสรู้สภาพความรู้แจ้งว่าตรัสรู้สภาพความรู้ชัด ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ ว่าตรัสรู้สภาพสมาธิอันเป็นธรรมเอกผุดขึ้น
ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรกำหนดพิจารณา ว่าตรัสรู้สภาพสละแห่งปหานะ ว่าตรัสรู้สภาพมีกิจเป็นอันเดียวกันแห่งภาวนา ว่าตรัสรู้สภาพควรถูกต้องแห่งสัจฉิกิริยา ว่าตรัสรู้สภาพเป็นกองแห่งขันธ์ ว่าตรัสรู้สภาพทรงไว้แห่งธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบ่อเกิดแห่งอายตนะว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรม ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม ฯ
จิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตานนฺตริกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วุฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วิวฏฺฏนฏฺฐํ ๑ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส เหตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส ปจฺจยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส วตฺถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส ภุมฺมฏฺฐํ ๒ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส อารมฺมณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตวตฺถุสฺส ๓ โคจรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส จริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส คตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๔] ฯ
๑ ม. มคฺคานํ ฯ ๒ ม. สพฺพตฺถ อภินิโรปนฏฺฐํ ฯ ๓ ม. ยุ. อภิญฺญาย ญาตฏฺฐํ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพที่มีอยู่ในระหว่างแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความออกแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความหลีกไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นปัจจัยแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่ตั้งแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นภูมิแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอารมณ์แห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพเป็นโคจรแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติแห่งจิต ว่าตรัสรู้สภาพที่ดำเนินไปแห่งจิต ฯ
เอกตฺเต ๕ อาวชฺชนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สญฺชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต เอโกทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๖] เอกตฺเต ปกฺขนฺทนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปสีทนฏฺฐํ ๗ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สนฺติฏฺฐนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วิมุตฺตฏฺฐํ ๘ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ยานีกตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต วตฺถุกตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุฏฺฐิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา
เอกตฺเต ปริจิตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุสมารทฺธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริวารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปริปูรฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สโมธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อธิฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อาเสวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ภาวนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต พหุลีกมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุสมุคฺคตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สุวิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต พุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุพุชฺฌนฏฺฐํ
พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิพุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺพุชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺโพธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโพธิปกฺขิยฏฺฐํ( พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สมฺโพธิปกฺขิยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต โชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อุชฺโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต อนุโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต ปฏิโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกตฺเต สญฺโชตนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
๑ ยุ. วิชานนฏฺฐํ ฯ ๒ ม. ภูมฏฺฐํ ฯ ยุ. สมฺฏฺฐํ ฯ ๓ ม. ยุ. จิตฺตสฺส ฯ
๔ ม. ยุ. จิตฺตสฺส อภินีหารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ จิตฺตสฺส นิยฺยานฏฺฐํ
พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ ๕ สี.
อิมสฺมิญฺเจว อุปริ จ เอกฏฺเฐติ ลิขิตํ ฯ ๖ ม. อุปนิพนฺธนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ
โพชฺฌงฺคา ฯ ๗ สี. ปสฺสาทนฏฺฐํ ฯ ๘ ม. วิมุจฺจนฏฺฐํ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพความนึกในธรรมอย่างเดียว ว่า
ตรัสรู้สภาพความรู้แจ้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความรู้ชัดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหมายรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นสมาธิในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความแล่นไปในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความผ่องใสในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความเพิกเฉยในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความหลุดพ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความเห็นว่า นี้ละเอียดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำเป็นดุจยานในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพความตั้งขึ้นเนืองๆ ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้เป็นที่ตั้งในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความตั้งขึ้นเนืองๆในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพก่อในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพปรารภด้วยดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่กำหนดในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบริวารในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพบริบูรณ์ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ประชุมลงในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพเป็นที่เสพในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพเจริญในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ทำให้มากในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ขึ้นไปดีในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้นด้วยดีในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้ตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้ตามในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้เฉพาะในธรรมอย่างเดียว
ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่เป็นฝ่ายธรรมเครื่องให้ตรัสรู้พร้อมในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างขึ้นในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างตามในธรรมอย่างเดียวว่าตรัสรู้สภาพความสว่างเฉพาะในธรรมอย่างเดียว ว่าตรัสรู้สภาพความสว่างพร้อมในธรรมอย่างเดียว ฯ
วีมํสาย ๑ ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปตาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ๒ วิโรจนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา กิเลสานํ สนฺตาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิมฺมลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิเวกจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิราคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิราคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิโรธจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ
โพชฺฌงฺคา โวสฺสคฺคจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติจริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทสฺส อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ จิตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย มูลฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปธานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อิชฺฌนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อธิโมกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย ปคฺคหฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อุปฏฺฐานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วีมํสาย อวิกฺเขปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๑] ฯ
๑ ยุ. วีมํสาย ปาทฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคาติ อิเม ปาฐา ทิสฺสนฺติ ฯ
๒ ม. วีมํสาย ปาทฏฺฐํ ฯเปฯ ปตาปนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคาติ อิเม
ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ เอตฺถ ปน ม. ยุ. ปหานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคาติ อิเม
ปาฐา ทิสฺสนฺติ ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้
สภาพดับ ว่าตรัสรู้สภาพเผาผลาญ ว่าตรัสรู้สภาพความรุ่งเรือง ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้กิเลสเร่าร้อน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่ไม่มีมลทิน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่ปราศจากมลทิน ว่าตรัสรู้สภาพธรรมที่หามลทินมิได้ ว่าตรัสรู้สภาพความสงบ ว่าตรัสรู้สภาพเครื่องให้สงบ ว่าตรัสรู้สภาพความสงัดว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติสงัด ว่าตรัสรู้สภาพความสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติสำรอกกิเลส ว่าตรัสรู้สภาพความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติความดับ ว่าตรัสรู้สภาพความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติความปล่อยวาง ว่าตรัสรู้สภาพหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพความประพฤติหลุดพ้น ว่าตรัสรู้สภาพฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นบาทแห่งฉันทะว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้สำเร็จแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้แห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งฉันทะ
ว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งฉันทะ ว่าตรัสรู้สภาพวิริยะฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพจิต ฯลฯ ว่าตรัสรู้สภาพวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นมูลแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นบาทแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นประธานแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้สำเร็จแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพน้อมไปแห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพประคองไว้แห่งวิมังสา ว่าตรัสรู้สภาพตั้งมั่นแห่งวิมังสาว่าตรัสรู้สภาพไม่ฟุ้งซ่านแห่งวิมังสา ฯ
ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๒] ทุกฺขสฺส สงฺขตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขสฺส สนฺตาปฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทุกฺขสฺส วิปริณามฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๓] สมุทยสฺส อายุหนฏฺฐํ นิทานฏฺฐํ สญฺโญคฏฺฐํ ปลิโพธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๔] ทุกฺขนิโรธสฺส ๕ นิสฺสรณฏฺฐํ วิเวกฏฺฐํ อสงฺขตฏฺฐํ อมตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๖] มคฺคสฺส นิยฺยานฏฺฐํ เหตฏฺฐํ ทสฺสนฏฺฐํ อาธิปเตยฺยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตถฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนตฺตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺจฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิเวธฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริชานนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธมฺมฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ญาตฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สจฺฉิกิริยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อภิสมยฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เนกฺขมฺมํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคาำ อพฺยาปาทํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาโลกสญฺญํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ธมฺมววตฺถานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปามุชฺชํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฐมชฺฌานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา [๑] ฯ
๑ ม. วีมํสาย ทสฺสนฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ ๒ ม. ทุกฺขฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ
โพชฺฌงฺคา ฯ ๓ ม. สมุทยฏฺฐํ พฺชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ ๔ ม. นิโรธฏฺฐํ
พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ ๕ ม. นิโรธสฺส ฯ ๖ ม. มคฺคฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความบีบคั้นแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยปรุงแต่งแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพที่ให้เดือดร้อนแห่งทุกข์ว่าตรัสรู้สภาพความแปรปรวนแห่งทุกข์ ว่าตรัสรู้สภาพความประมวลมาแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่ประกอบไว้แห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพพัวพันแห่งสมุทัย ว่าตรัสรู้สภาพที่สลัดออกแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพสงัดแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอมตะแห่งทุกขนิโรธ ว่าตรัสรู้สภาพที่นำออกแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพเป็นเหตุแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่เห็นแห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพความเป็นใหญ่แห่งมรรค ว่าตรัสรู้สภาพที่ถ่องแท้ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นอนัตตา ว่าตรัสรู้สภาพเป็นของจริง ว่าตรัสรู้สภาพแทงตลอด ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรรู้ยิ่ง ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรกำหนดรู้ ว่าตรัสรู้สภาพเป็นธรรม ว่าตรัสรู้สภาพที่เป็นธาตุ ว่าตรัสรู้สภาพที่ปรากฏ ว่าตรัสรู้สภาพที่ควรทำให้แจ้ง ว่าตรัสรู้สภาพถูกต้อง ว่าตรัสรู้สภาพตรัสรู้ ว่าตรัสรู้เนกขัมมะ ว่าตรัสรู้ความไม่พยาบาท ว่าตรัสรู้อาโลกสัญญาว่าตรัสรู้ความไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้กำหนดธรรม ว่าตรัสรู้ญาณ ว่าตรัสรู้ความปราโมทย์ ว่าตรัสรู้ปฐมญาณ ฯลฯ
ว่าตรัสรู้อรหัตมรรค ฯ
อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯเปฯ
อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เหตฏฺเฐน มคฺคํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ตถฏฺเฐน สจฺจํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมถํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สํวรฏฺเฐน
สีลวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺขํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺตึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฉนฺทํ มูลฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา มนสิการํ สมุฏฺฐานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ผสฺสํ สโมธานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา เวทนํ สโมสรณฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สมาธึ ปมุขฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา สตึ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ปญฺญํ ตทุตฺตรฏฺเฐน ๑ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา วิมุตฺตึ สารฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
สาวตฺถีนิทานํ ฯ
๑ ม. อรหตฺตผลสมาปตฺตึ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา ฯ
ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตรัสรู้สัทธินทรีย์ด้วยความว่าน้อมใจเชื่อ ฯลฯ
ว่าตรัสรู้ปัญญินทรีย์ด้วยความว่าเห็นว่าตรัสรู้สัทธาพละด้วยความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธาฯลฯ ว่าตรัสรู้ปัญญาพละด้วยความว่าไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ว่าตรัสรู้สติสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าตั้งมั่น ฯลฯ ว่าตรัสรู้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ด้วยความว่าพิจารณาหาทาง ว่าตรัสรู้สัมมาทิฐิด้วยความว่าเห็น ฯลฯว่าตรัสรู้สัมมาสมาธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้อินทรีย์ด้วยความว่าเป็นใหญ่ว่าตรัสรู้พละด้วยความว่าไม่หวั่นไหว ว่าตรัสรู้สภาพนำออก ว่าตรัสรู้มรรคด้วยความว่าเป็นเหตุ ว่าตรัสรู้สติปัฏฐานด้วยความว่าตั้งมั่น ว่าตรัสรู้สัมมัปปธานด้วยความว่าตั้งไว้ ว่าตรัสรู้อิทธิบาทด้วยความว่าให้สำเร็จ ว่าตรัสรู้สัจจะด้วยความว่าเป็นของแท้ ว่าตรัสรู้สมถะด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน
ว่าตรัสรู้วิปัสนาด้วยความว่าพิจารณาเห็น ว่าตรัสรู้สมถะและวิปัสนาด้วยความว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ว่าตรัสรู้ธรรมที่เป็นคู่กันด้วยความว่าไม่ล่วงเกินกัน ว่าตรัสรู้สีลวิสุทธิด้วยความว่าสำรวมว่าตรัสรู้จิตวิสุทธิด้วยความว่าไม่ฟุ้งซ่าน ว่าตรัสรู้ทิฐิวิสุทธิด้วยความว่าเห็น ว่าตรัสรู้วิโมกข์ด้วยความว่าหลุดพ้น ว่าตรัสรู้วิชชาด้วยความว่าแทงตลอด ว่าตรัสรู้วิมุตติด้วยความว่าสละ ว่าตรัสรู้ขยญาณด้วยความว่าตัดขาด ว่าตรัสรู้ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความว่าระงับ ว่าตรัสรู้ฉันทะด้วยความว่าเป็นมูล ว่าตรัสรู้มนสิการด้วยความว่าเป็นสมุฏฐาน ว่าตรัสรู้ผัสสะด้วยความว่าเป็นที่รวม
ว่าตรัสรู้เวทนาด้วยความว่าเป็นที่ประชุม ว่าตรัสรู้สมาธิด้วยความว่าเป็นประธาน ว่าตรัสรู้สติด้วยความว่าเป็นใหญ่ ว่าตรัสรู้ปัญญาด้วยความว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ว่าตรัสรู้วิมุติด้วยความว่าเป็นสาระ ว่าตรัสรู้นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความว่าเป็นที่สุด ฯ
________
สาวัตถีนิทาน
______
ตตฺร โข อายสฺมา สารีปุตฺโต ภิกฺขู อามนฺเตสิ อาวุโสติ ๒ ฯ อาวุโสติ โข เต ภิกฺขู อายสฺมโต สารีปุตฺตสฺส ปจฺจสฺโสสุํ ฯ อายสฺมา สารีปุตฺโต เอตทโวจ สตฺติเม อาวุโส โพชฺฌงฺคา กตเม สตฺต สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิเม โข อาวุโส สตฺต โพชฺฌงฺคา อิเมสํ สฺวาหํ ๑ อาวุโส สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรามิ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ มชฺฌนฺติกสมยํ ฯเปฯ
สายณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน สายณฺหสมยํ วิหรามิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ๒ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ เสยฺยถาปิ อาวุโส รญฺโญ วา ราชมหามตฺตสฺส วา นานารตฺตานํ ทุสฺสานํ ทุสฺสกรณฺฑโก ปูโร อสฺส โส ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย ปุพฺพณฺหสมเย ปารุปิตุํ ตนฺตเทว ทุสฺสยุคํ
ปุพฺพณฺหสมยํ ปารุเปยฺย ยญฺญเทว ทุสฺสยุคํ อากงฺเขยฺย มชฺฌนฺติกสมยํ สายณฺหสมยํ ปารุปิตุํ ตนฺตเทว ทุสฺสยุคํ สายณฺหสมยํ ปารุเปยฺย เอวเมว โข อหํ อาวุโส อิเมสํ ๓ สตฺตนฺนํ โพชฺฌงฺคานํ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ ปุพฺพณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน ปุพฺพณฺหสมยํ วิหรามิ เยน เยน โพชฺฌงฺเคน อากงฺขามิ มชฺฌนฺติกสมยํ สายณฺหสมยํ วิหริตุํ เตน เตน โพชฺฌงฺเคน สายณฺหสมยํ วิหรามิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯเปฯ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม อาวุโส โหติ อปฺปมาโณติ เม โหติ สุสมารทฺโธติ เม โหติ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ เม จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯ
๑ ตตุตฺตรฏฺเฐนาติปิ ปาโฐ ฯ ๒ ม. อาวุโส ภิกฺขโวติ ฯ
๑ ม. ขฺวาหํ ฯ ๒ ม. จ นํ ฯ ยุ. วจนํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๓ ยุ. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ณ ที่นั้นแล ท่านพระสารีบุตรเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ๗ ประการเป็นไฉนคือสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลายโพชฌงค์ ๗ ประการนี้แล ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เรานั้นหวังจะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆ ในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เราก็อยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์นั้นๆ หวังจะอยู่ในเวลาเที่ยง ฯลฯ เวลาเย็นด้วยโพชฌงค์ใดๆ เราก็อยู่ในเวลาเย็นด้วยโพชฌงค์นั้นๆ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ถ้าแม้สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ฯลฯ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้ ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดี เมื่อเรากำลังเที่ยวไปย่อมรู้ซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราย่อมรู้ว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เปรียบเหมือนตู้เก็บผ้าของพระราชา หรือของราชมหาอำมาตย์ เต็มด้วยผ้าสีต่างๆ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์นั้น ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเช้า ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ประสงค์จะใช้ผ้าคู่ใดในเวลาเที่ยง ในเวลาเย็น ก็ใช้ผ้าคู่นั้นนั่นแล ฉันใด ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย เราก็ฉันนั้นเหมือนกันแล หวังจะอยู่ในเวลาเช้าด้วยโพชฌงค์ใดๆในโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ... ถ้าแม้อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไป เราก็รู้ว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ ฯ
กถํ สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ยาวตา นิโรธุปฏฺฐาติ ตาวตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยาวตา อจฺฉิ ๑ ตาวตา วณฺโณ ยาวตา วณฺโณ ตาวตา อจฺฉิ เอวํ ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
กถํ อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ปมาณวนฺตา ๒ กิเลสา สพฺเพว ๓ ปริยุฏฺฐานา เยว ๔ สงฺขารา โปโนพฺภวิกา อปฺปมาโน นิโรโธ [๕] อสงฺขตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อปฺปมาโณ อิติ [๖] เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
กถํ สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ วิสมา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา สมธมฺโม นิโรโธ สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
๑ ม. อจฺจิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ปมาณพทฺธา ฯ ยุ. ปมาณพนฺธา ฯ ๓ ม.
ยุ. สพฺเพ จ ฯ ๔ ม. ยุ. เย จ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๕ ม. อจลฏฺเฐน ฯ ๖ ม.
เจ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้นมีอยู่อย่างไร ฯ
นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น เปรียบเหมือนเมื่อดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมันกำลังสว่างอยู่ เปลวไฟมีเพียงใด แสงก็มีเพียงนั้น แสงมีเพียงใด เปลวไฟก็มีเพียงนั้น ฉันใด นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าสติสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น ฉันนั้น ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้น มีอยู่อย่างไร ฯ
กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดในภพใหม่มีประมาณนิโรธหาประมาณมิได้ เพราะความเป็นอสังขตธรรม นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่าสติสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้นก็มีอยู่เพียงนั้น ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้นมีอยู่อย่างไร ฯ
กิเลสทั้งหลาย ปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงเทียว สังขารอันให้เกิดในภพใหม่ไม่เสมอ นิโรธมีความเสมอเป็นธรรมดา เพราะความเป็นธรรมละเอียด เพราะความเป็นธรรมประณีต นิโรธย่อมปรากฏเพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า สติสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้น ก็มีอยู่เพียงนั้น ฯ
กถํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ๑ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม ๒ จวตีติ ปชานามิ กติหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ กติหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ
กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ อนุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อปฺปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิโรธํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ สงฺขาเร อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ
กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อปฺปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ สงฺขาเร อาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิโรธํ อนาวชฺชิตตฺตา สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สติสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ เอวํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ ฯเปฯ ฯ
๑ ม. จ นํ ฯ ยุ. วจนํ ฯ ๒ ม. ยุ. เมสทฺโท นตฺถิ ฯ
เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่าดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ ฯ
สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิตร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิมิตร ๑ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑ สติสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้ ฯ
สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิตร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิตร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความนึกถึงสังขาร ๑ สติสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งสติสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า
ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไป เราก็รู้ชัดว่า สติสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้ ฯลฯ ฯ
กถํ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค เสยฺยถาปิ เตลปฺปทีปสฺส ฌายโต ยาวตา อจฺฉิ ตาวตา วณฺโณ ยาวตา วณฺโณ ตาวตา อจฺฉิ เอวเมว ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อิติ เจ เม ๑ โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
กถํ อปฺปมาโณ อิติ เม ๒ โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ ปมาณวนฺตา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา อปฺปมาโณ นิโรโธ อสงฺขตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา อปฺปมาโณ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
กถํ สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ วิสมา กิเลสา สพฺเพว ปริยุฏฺฐานา เยว สงฺขารา โปโนพฺภวิกา สมธมฺโม นิโรโธ สนฺตฏฺเฐน ปณีตฏฺเฐน ยาวตา นิโรธูปฏฺฐาติ ตาวตา สุสมารทฺโธ อิติ เม โหตีติ โพชฺฌงฺโค ฯ
กถํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามิ กติหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ กติหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ
๑ ม. เมสทฺโท นตฺถิ ฯ ๒ ม. เจ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้นมีอยู่อย่างไร
นิโรธปรากฏอยู่เพียงใด โพชฌงค์ในข้อว่า ถ้าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเรามีอยู่ดังนี้นั้นก็มีเพียงนั้น เปรียบเหมือนดวงประทีปที่ตามด้วยน้ำมันกำลังสว่างอยู่ ... ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราก็ชื่อว่าหาประมาณมิได้นั้น มีอยู่อย่างไร ... ฯ
โพชฌงค์ในข้อว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ชื่อว่าเราปรารภแล้วด้วยดีนั้นมีอยู่อย่างไร ... ฯ
เมื่อเราเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไปเราก็รู้ชัดว่า อุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้อย่างไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการเท่าไร ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการเท่าไร อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ ฯ
กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ อนุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตา โพชฺฌงฺคา ๑ จิตฺตสฺส อภินีหารฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส นิยฺยานฏฺฐํ พุชฺฌนฺตีติ โพชฺฌงฺคา จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺฐํ ๑ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อปฺปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อนิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ นิโรธํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ สงฺขาเร อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ติฏฺฐติ ฯ
กตเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ฯ อุปฺปาทํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนุปฺปาทํ อนาวชฺชิตตฺตาพ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ ปวตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อปฺปวตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิมิตฺตํ อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อนิมิตฺตํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ สงฺขาเร อาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ นิโรธํ อนาวชฺชิตตฺตา อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค จวติ เอวํ ติฏฺฐนฺตํ จรํ ติฏฺฐตีติ ปชานามิ สเจปิ จวติ อิทปฺปจฺจยา เม จวตีติ ปชานามีติ ๑ ฯ
โพชฺฌงฺคกถา ฯ
๑ ม. ยุ. โพชฺฌงคา จิตฺตสฺส ... จิตฺตสฺส นิสฺสรณฏฺฐนฺติ อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมดำรงอยู่ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิดขึ้น ๑ ชื่อว่าโพชฌงค์ เพราะความไม่นึกถึงความเกิด ๑ เพราะอรรถว่าตรัสรู้ความน้อมไปแห่งจิต ว่าตรัสรู้ความนำออกแห่งจิต อุเบกขาสัมโพชฌงค์ดำรงไว้ซึ่งความสลัดออกแห่งจิต ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ด้วยความไม่นึกถึงความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิตร ๑ด้วยความไม่นึกถึงนิมิตร ๑ ด้วยความนึกถึงนิโรธ ๑ ด้วยความไม่นึกถึงสังขาร ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมดำรงอยู่ด้วยอาการ ๘ นี้ ฯ
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ เป็นไฉน
อุเบกขาสัมโพชฌงค์ ย่อมเคลื่อนไปด้วยความนึกถึงความเกิด ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเกิด ๑ ด้วยความนึกถึงความเป็นไป ๑ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีความเป็นไป ๑ ด้วยความนึกถึงนิมิตร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิพพานอันไม่มีนิมิตร ๑ ด้วยความนึกถึงสังขาร ๑ ด้วยความไม่นึกถึงนิโรธ ๑ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ย่อมเคลื่อนไปด้วยอาการ ๘ นี้ เมื่อเรากำลังเที่ยวไป ย่อมรู้ชัดซึ่งอุเบกขาสัมโพชฌงค์ที่ดำรงอยู่ว่า ดำรงอยู่ ถ้าแม้เคลื่อนไปเราก็รู้ว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ของเราเคลื่อนไปเพราะปัจจัยนี้ อย่างนี้ ฯ
จบโพชฌงคกถา
ยุคนทฺธวคฺเค เมตฺตากถา
สาวตฺถีนิทานํ
ยุคนัทธวรรค เมตตากถา
สาวัตถีนิทาน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค เมตตากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เมตฺตาย ภิกฺขเว เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา กตเม เอกาทส สุขํ สุปติ สุขํ ปฏิพุชฺฌติ น ปาปกํ สุปินํ ปสฺสติ มนุสฺสานํ ปิโย โหติ อมนุสฺสานํ ปิโย โหติ เทวตา รกฺขนฺติ นาสฺส อคฺคิ วา วิสํ วา สตฺถํ วา กมติ ตุวฏํ จิตฺตํ สมาธิยติ มุขวณฺโณ วิปฺปสีทติ อสมฺมูโฬฺห กาลํ กโรติ อุตฺตรึ อปฺปฏิวิชฺฌนฺโต พฺรหฺมโลกูปโค โหติ เมตฺตาย ภิกฺขเว เจโตวิมุตฺติยา อาเสวิตาย ภาวิตาย พหุลีกตาย ยานีกตาย วตฺถุกตาย อนุฏฺฐิตาย ปริจิตาย สุสมารทฺธาย อิเม เอกาทสานิสํสา ปาฏิกงฺขา ฯ
๑ ม. อิติสทฺโท นตฺถิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้วเจริญแล้ว ทำ
ให้มากแล้ว ทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆอบรมแล้ว ปรารภดีแล้ว อานิสงส์ ๑๑
ประการเป็นอันหวังได้ อานิสงส์ ๑๑ประการเป็นไฉน คือ ผู้เจริญเมตตาย่อมหลับเป็นสุข ๑ตื่นเป็นสุข ๑ ไม่ฝันลามก ๑ ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์ ๑ ย่อมเป็นที่รักของอมนุษย์ ๑ เทวดาย่อมรักษา ๑ ไฟ ยาพิษ หรือศาตราย่อมไม่กล้ำกลาย ๑ จิตของผู้เจริญเมตตาเป็นสมาธิได้รวดเร็ว
๑ สีหน้าของผู้เจริญเมตตาย่อมผ่องใส ๑ ย่อมไม่หลงใหลกระทำกาละ ๑ เมื่อยังไม่แทงตลอดธรรมอันยิ่งย่อมเข้าถึงพรหมโลก ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเมตตาเจโตวิมุตติ อันบุคคลเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ อบรมแล้ว ปรารภดีแล้วอานิสงส์ ๑๑ ประการนี้เป็นอันหวังได้ ฯ
อตฺถิ อโนธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อตฺถิ โอธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อตฺถิ ทิสา ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ กติหากาเรหิ อโนธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ( กติหากาเรหิ โอธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ กติหากาเรหิ ทิสา ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ ปญฺจหากาเรหิ อโนธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สตฺตหากาเรหิ โอธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ทสหากาเรหิ ทิสา ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ
กตเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อโนธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ สพฺเพ สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ สพฺเพ ปาณา ฯเปฯ สพฺเพ ภูตา สพฺเพ ปุคฺคลา สพฺเพ อตฺตภาวปริยาปนฺนา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ อิเมหิ ปญฺจหากาเรหิ อโนธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ
กตเมหิ สตฺตหากาเรหิ โอธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ สพฺพา อิตฺถิโย อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ สพฺเพ ปุริสา ฯเปฯ สพฺเพ อริยา สพฺเพ อนริยา สพฺเพ เทวา สพฺเพ มนุสฺสา สพฺเพ วินิปาติกา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ อิเมหิ สตฺตหากาเรหิ โอธิโส ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ
เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงก็มี แผ่ไปโดยเจาะจงก็มี แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายก็มี เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการเท่าไรแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการเท่าไรแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการเท่าไร เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ แผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗แผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ ฯ
เมตตาเจโตวิมุตติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ เป็นไฉน
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ปาณะทั้งปวง ฯลฯ ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกันไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิดเมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยไม่เจาะจงด้วยอาการ ๕ นี้ ฯ
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ เป็นไฉน
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงว่า ขอหญิงทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรไม่เบียดเบียนกันไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ชายทั้งปวง ฯลฯ อารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปโดยเจาะจงด้วยอาการ ๗ นี้ ฯ
กตเมหิ ทสหากาเรหิ ทิสา ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯ สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตา ฯเปฯ สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตา สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตา สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตา สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตา สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตา สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตา สพฺเพ เหฏฺฐิมาย ทิสาย สตฺตา สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ สพฺเพ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปาณา ฯเปฯ
ภูตา ปุคฺคลา อตฺตภาวปริยาปนฺนา สพฺพา อิตฺถิโย สพฺเพ ปุริสา สพฺเพ อริยา สพฺเพ อนริยา สพฺเพ เทวา สพฺเพ มนุสฺสา สพฺเพ วินิปาติกา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตุ สพฺเพ ปจฺฉิมาย ทิสาย วินิปาติกา ฯเปฯ สพฺเพ อุตฺตราย ทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ ทกฺขิณาย ทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ อุตฺตราย อนุทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ ทกฺขิณาย อนุทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ เหฏฺฐิมาย ทิสาย วินิปาติกา สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวรา อพฺยาปชฺฌา อนีฆา สุขี อตฺตานํ ปริหรนฺตูติ อิเมหิ ทสหากาเรหิ ทิสา ผรณา เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพสํ สตฺตานํ ปีฬนํ วชฺเชตฺวา อปีฬนาย อุปฆาตํ วชฺเชตฺวา อนุปฆาเตน สนฺตาปํ วชฺเชตฺวา อสนฺตาเปน ปริยาทานํ วชฺเชตฺวา อปริยาทาเนน วิเหสํ วชฺเชตฺวา อวิเหสาย สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ มา เวริโน สุขิโน โหนฺตุ มา ทุกฺขิโน สุขิตตฺตา โหนฺตุ มา ทุกฺขิตตฺตาติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สพฺเพ สตฺเต เมตฺตายตีติ เมตฺตา ตํ ธมฺมํ เจตยตีติ เจโต สพฺพพฺยาปาทปริยุฏฺฐาเนหิ มุจฺจตีติ ๑ วิมุตฺติ เมตฺตา จ เจโตวิมุตฺติ ๒ จาติ เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ ฯ
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ เป็นไฉน
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพาจงเป็นผู้ไม่มีเวรไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศปัจจิม ฯลฯ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสาน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องล่าง
ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์ รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิดขอปาณะทั้งปวงในทิศบูรพา ฯลฯ ภูต บุคคล ผู้ที่นับเนื่องด้วยอัตภาพหญิงทั้งปวง ชายทั้งปวงอารยชนทั้งปวง อนารยชนทั้งปวง เทวดาทั้งปวงมนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศปัจจิม
ฯลฯ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอุดร วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศทักษิณ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอาคเนย์ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศพายัพ วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศอีสานวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศหรดี วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศเบื้องล่าง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่เบียดเบียนกัน ไม่มีทุกข์รักษาตนอยู่เป็นสุขเถิด เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่ทิศทั้งหลายด้วยอาการ ๑๐ นี้เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปสู่สัตว์ทั้งปวงด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้นไม่บีบคั้นสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อน ไม่ทำสัตว์ทั้งปวงให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยีสัตว์ทั้งปวง ๑ ด้วยการเว้นการเบียดเบียน ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวง ๑ ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่าได้มีเวร ๑
จงเป็นผู้มีสุข อย่ามีทุกข์ ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์ ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ ฯ
สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สทฺธาย อธิมุจฺจติ สทฺธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ วิริยํ ปคฺคณฺหาติ วิริยินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สตึ อุปฏฺฐาเปติ สตินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ จิตฺตํ สมาทหติ สมาธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ ปญฺญาย ปชานาติ ปญฺญินฺทฺริยปริภาวิตา
โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ภาวิยติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา พหุลีกมฺมา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ พหุลีกริยติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อลงฺการา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สฺวาลงฺกตา โหติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริกฺขารา โหนฺติ อิเมหิ
ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริกฺขตา โหติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริวารา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริวุตา โหติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ ภาวนา โหนฺติ พหุลีกมฺมา ๑ โหนฺติ อลงฺการา โหนฺติ ปริกฺขารา โหนฺติ ปริวารา โหนฺติ ปาริปูรี โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ ปกฺขนฺทนา โหนฺติ ปสีทนา โหนฺติ สนฺติฏฺฐนา โหนฺติ วิมุจฺจนา โหนฺติ เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา ๒ โหนฺติ ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา โหนฺติ อนุฏฺฐิตา โหนฺติ ปริจิตา โหนฺติ สุสมารทฺธา โหนฺติ สุภาวิตา โหนฺติ สฺวาธิฏฺฐิตา โหนฺติ สุสมุคฺคตา โหนฺติ สุวิมุตฺตา โหนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ๑ ฯ
๑ ม. ยุ. วิมุจฺจตีติ ฯ ๒ ม. ยุ. เจโต จ วิมุตฺติ จาติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. พหุลีกตา ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ผสฺสนา ฯ เอวมุปริปิ ฯ
บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธา ว่าขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้เป็นมั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...
ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาทราบชัดด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕ ประการนี้เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นภาวนาของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอลังการของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมประดับเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติดีแล้วด้วยอินทรีย์ ๕ ประการนี้ อินทรีย์ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา
เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติเป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความตั้งอยู่ดี เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุติ เมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆ สั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้วอธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด(ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง
ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ อสฺสทฺธิเย น กมฺปติ สทฺธาพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ โกสชฺเช น กมฺปติ วิริยพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ ปมาเท น กมฺปติ สติพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ อุทฺธจฺเจ น กมฺปติ สมาธิพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ อวิชฺชาย น กมฺปติ ปญฺญาพลปริภาวิตา โหติ
เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ภาวิยติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา พหุลีกมฺมา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ พหุลีกริยติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อลงฺการา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สฺวาลงฺกตา โหติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริกฺขารา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริกฺขตา
โหติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริวารา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริวุตา โหติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ ภาวนา โหนฺติ พหุลีกมฺมา โหนฺติ อลงฺการา โหนฺติ ปริกฺขารา โหนฺติ ปริวารา โหนฺติ ปาริปูรี โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ ปกฺขนฺทนา โหนฺติ ปสีทนา โหนฺติ สนฺติฏฺฐนา โหนฺติ วิมุจฺจนา โหนฺติ เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา โหนฺติ ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา โหนฺติ อนุฏฺฐิตา โหนฺติ ปริจิตา โหนฺติ สุสมารทฺธา โหนฺติ สุภาวิตา โหนฺติ สฺวาธิฏฺฐิตา โหนฺติ สุสมุคฺคตา โหนฺติ สุวิมุตฺตา โหนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. สพฺพวาเรสุ ปภาเสนฺตีติ ปาโฐ ฯ
ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ด้วยมนสิการว่า ขอ
สัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิดดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธาพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ด้วยมนสิการ ว่า
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ...ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิพละ ผู้เจริญเมตตาย่อมไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ด้วยมนสิการว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร
...ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยพละ ๕ประการนี้ ... เมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้งตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้วอธิษฐานดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้โชติช่วงให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สตึ อุปฏฺฐาเปติ สติสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา ฯเปฯ ปญฺญาย ปวิจินาติ ๑ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา ฯเปฯ วิริยํ ปคฺคณฺหาติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา ฯเปฯ ปริฬาหํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา ฯเปฯ
ทุฏฺฐุลฺลํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ ญาเณน กิเลเส ปฏิสงฺขาติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวนา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ภาวิยติ
อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา พหุลีกมฺมา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ พหุลีกริยติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อลงฺการา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สฺวาลงฺกตา โหติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริกฺขารา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริกฺขตา โหติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริวารา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริวุตา โหติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ ภาวนา โหนฺติ พหุลีกมฺมา โหนฺติ อลงฺการา โหนฺติ ปริกฺขารา โหนฺติ ปริวารา โหนฺติ ปาริปูรี โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ ปกฺขนฺทนา โหนฺติ ปสีทนา โหนฺติ สนฺติฏฺฐนา โหนฺติ วิมุจฺจนา โหนฺติ เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา โหนฺติ ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา โหนฺติ อนุฏฺฐิตา โหนฺติ ปริจิตา โหนฺติ สุสมารทฺธา โหนฺติ สุภาวิตา โหนฺติ สฺวาธิฏฺฐิตา โหนฺติ สุสมุคฺคตา โหนฺติ สุวิมุตฺตา โหนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
๑ ยุ. ปริจินาติ ฯ
ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่งมีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาเลือกเฟ้นด้วยปัญญาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร
ฯลฯ ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาระงับความคิดชั่วหยาบไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ฯลฯ ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้ว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรฯลฯ ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ผู้เจริญเมตตาย่อมวางเฉยกิเลสทั้งหลายด้วยญาณว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวรจงมีความปลอดโปร่งจงมีสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติบุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ... เมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้วปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา ปสฺสติ สมฺมาทิฏฺฐิปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา อภินิโรเปติ สมฺมาสงฺกปฺปปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา ปริคฺคณฺหาติ สมฺมาวาจาปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา สมุฏฺฐาเปติ สมฺมากมฺมนฺตปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา โวทาเปติ สมฺมาอาชีวปริภาวิตา
โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา ปคฺคณฺหาติ สมฺมาวายามปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา อุปฏฺฐาเปติ สมฺมาสติปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา สมาทหติ สมฺมาสมาธิปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ภาวนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ
เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ภาวิยติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา พหุลีกมฺมา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ พหุลีกริยติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อลงฺการา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สฺวาลงฺกตา โหติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริกฺขารา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริกฺขตา โหติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริวารา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริวุตา โหติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ ภาวนา โหนฺติ พหุลีกมฺมา โหนฺติ อลงฺการา โหนฺติ ปริกฺขารา โหนฺติ ปริวารา โหนฺติ ปาริปูรี โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ ปกฺขนฺทนา โหนฺติ ปสีทนา โหนฺติ สนฺติฏฺฐนา โหนฺติ วิมุจฺจนา โหนฺติ เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา โหนฺติ ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา โหนฺติ อนุฏฺฐิตา โหนฺติ ปริจิตา โหนฺติ สุสมารทฺธา โหนฺติ สุภาวิตา โหนฺติ สฺวาธิฏฺฐิตา โหนฺติ สุสมุคฺคตา โหนฺติ สุวิมุตฺตา โหนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาทิฐิ ผู้เจริญเมตตาย่อมดำริโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติ เป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะ ผู้เจริญเมตตาย่อมกำหนดโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งการงานไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมากัมมันตะ ผู้เจริญเมตตาย่อมชำระอาชีพให้ขาวผ่องโดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะผู้เจริญเมตตาย่อมประคองความเพียรไว้โดยชอบว่า
ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งสติไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร ... ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสติ ผู้เจริญเมตตาย่อมตั้งไว้โดยชอบว่า ขอสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสมาธิ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค
๘ ประการนี้องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นภาวนาของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเจริญเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นพหุลีกรรมของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมทำให้มากซึ่งเมตตาเจโตวิมุติด้วย องค์มรรค ๘ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอลังการของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมประดับเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริขารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมปรุงแต่งเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ประการนี้ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติด้วยดีด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้ องค์มรรค
๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะเป็นภาวนา เป็นพลีหุกรรม เป็นอลังการ เป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคตเป็นสหชาติ เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความตั้งอยู่ด้วยดี เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่านี้ละเอียดของเมตตาเจโตวิมุติ อันบุคคลทำให้เป็นดังยาน ทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้ว เจริญดีแล้วอธิษฐานดีแล้วดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด(ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพสํ ปาณานํ สพฺเพสํ ภูตานํ สพฺเพสํ ปุคฺคลานํ สพฺเพสํ อตฺตภาวปริยาปนฺนานํ สพฺพาสํ อิตฺถีนํ สพฺเพสํ ปุริสานํ สพฺเพสํ อริยานํ สพฺเพสํ อนริยานํ สพฺเพสํ เทวานํ สพฺเพสํ มนุสฺสานํ สพฺเพสํ วินิปาติกานํ ปีฬนํ วชฺเชตฺวา อปีฬนาย อุปฆาตํ วชฺเชตฺวา อนุปฆาเตน สนฺตาปํ วชฺเชตฺวา อสนฺตาเปน ปริยาทานํ วชฺเชตฺวา อปริยาทาเนน วิเหสํ วชฺเชตฺวา อวิเหสาย สพฺเพ วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ มา เวริโน สุขิโน โหนฺตุ มา ทุกฺขิโน สุขิตตฺตา โหนฺตุ มา ทุกฺขิตตฺตาติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สพฺเพ วินิปาติเก เมตฺตายตีติ เมตฺตา ตํ ธมฺมํ เจตยตีติ เจโต สพฺพพฺยาปาทปริยุฏฺฐาเนหิ มุจฺจตีติ ๑ วิมุตฺติ เมตฺตา จ เจโตวิมุตฺติ จาติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สทฺธาย อธิมุจฺจติ สทฺธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
๑ ม. ยุ. วิมุจฺจตีติ ฯ
เมตตาเจโตวิมุติ แผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง
อนารยชนทั้งปวงเทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติ เพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลผู้เจริญเมตตาย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่า
ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพสํ ปุรตฺถิมาย ทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ ปจฺฉิมาย ทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ อุตฺตราย ทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ ทกฺขิณาย ทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ อุตฺตราย อนุทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ ทกฺขิณาย อนุทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ เหฏฺฐิมาย ทิสาย สตฺตานํ สพฺเพสํ อุปริมาย ทิสาย สตฺตานํ ปีฬนํ วชฺเชตฺวา อปีฬนาย อุปฆาตํ วชฺเชตฺวา อนุปฆาเตน สนฺตาปํ วชฺเชตฺวา อสนฺตาเปน ปริยาทานํ วชฺเชตฺวา อปริยาทาเนน วิเหสํ วชฺเชตฺวา อวิเหสาย สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ มา เวริโน สุขิโน โหนฺตุ มา ทุกฺขิโน สุขิตตฺตา โหนฺตุ มา ทุกฺขิตตฺตาติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺเต เมตฺตายตีติ เมตฺตา ตํ ธมฺมํ เจตยตีติ เจโต สพฺพพฺยาปาทปริยุฏฺฐาเนหิ มุจฺจตีติ วิมุตฺติ เมตฺตา จ เจโตวิมุตฺติ จาติ เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย สตฺตา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สทฺธาย อธิมุจฺจติ สทฺธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา ในทิศปัจจิม ในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำในทิศเบื้องบน ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑จิตชื่อว่าเมตตาเพราะรักสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติ เพราะหลุดพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวงจิตมีเมตตาด้วย เป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติบุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่า ขอสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบนจงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วงให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพสํ ปุรตฺถิมาย ทิสาย ปาณานํ ภูตานํ ปุคฺคลานํ อตฺตภาวปริยาปนฺนานํ สพฺพาสํ อิตฺถีนํ สพฺเพสํ ปุริสานํ สพฺเพสํ อริยานํ สพฺเพสํ อนริยานํ สพฺเพสํ เทวานํ สพฺเพสํ มนุสฺสานํ สพฺเพสํ วินิปาติกานํ สพฺพสํ ปจฺฉิมาย ทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ อุตฺตราย ทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ ทกฺขิณาย ทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ ปุรตฺถิมาย อนุทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ ปจฺฉิมาย อนุทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ อุตฺตราย อนุทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ ทกฺขิณาย อนุทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ เหฏฺฐิมาย ทิสาย วินิปาติกานํ สพฺเพสํ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกานํ ปีฬนํ วชฺเชตฺวา อปีฬนาย อุปฆาตํ วชฺเชตฺวา อนุปฆาเตน สนฺตาปํ วชฺเชตฺวา อสนฺตาเปน ปริยาทานํ วชฺเชตฺวา อปริยาทาเนน วิเหสํ วชฺเชตฺวา อวิเหสาย สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ มา เวริโน สุขิโน โหนฺตุ มา ทุกฺขิโน สุขิตตฺตา โหนฺตุ มา ทุกฺขิตตฺตาติ อิเมหิ อฏฺฐหากาเรหิ สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติเก เมตฺตายตีติ เมตฺตา ตํ ธมฺมํ เจตยตีติ เจโต สพฺพพฺยาปาทปริยุฏฺฐาเนหิ มุจฺจตีติ วิมุตฺติ เมตฺตา จ เจโตวิมุตฺติ จาติ เมตฺตาเจโตวิมุตฺติ ฯ
เมตตาเจโตวิมุติแผ่ไปด้วยอาการ ๘ นี้ คือ ด้วยการเว้นความบีบคั้น ไม่บีบคั้น ๑ ด้วยเว้นการฆ่า ไม่ฆ่า ๑ ด้วยเว้นการทำให้เดือดร้อนไม่ทำให้เดือดร้อน ๑ ด้วยเว้นความย่ำยี ไม่ย่ำยี ๑ ด้วยเว้นการเบียดเบียนไม่เบียดเบียน ๑ ซึ่งปาณะทั้งปวง ภูตทั้งปวงบุคคลทั้งปวง สัตว์ผู้นับเนื่องด้วยอัตภาพทั้งปวง หญิงทั้งปวง ชายทั้งปวง อารยชนทั้งปวง
อนารยชนทั้งปวงเทวดาทั้งปวง มนุษย์ทั้งปวง วินิปาติกสัตว์ทั้งปวง ในทิศบูรพา ในทิศปัจจิมในทิศอุดร ในทิศทักษิณ ในทิศอาคเนย์ ในทิศพายัพ ในทิศอีสาน ในทิศหรดี ในทิศเบื้องต่ำ
ในทิศเบื้องบน ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศบูรพา จงเป็นผู้ไม่มีเวร อย่ามีเวรกันเถิด ๑ จงมีความสุข อย่ามีความทุกข์เถิด ๑ จงมีตนเป็นสุข อย่ามีตนเป็นทุกข์เถิด ๑ จิตชื่อว่าเมตตา เพราะรักวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน ชื่อว่าเจโต เพราะคิดถึงธรรมนั้น ชื่อว่าวิมุติเพราะพ้นจากพยาบาทและปริยุฏฐานกิเลสทั้งปวง จิตมีเมตตาด้วยเป็นเจโตวิมุติด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าเมตตาเจโตวิมุติ ฯ
สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สทฺธาย อธิมุจฺจติ สทฺธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ วิริยํ ปคฺคณฺหาติ วิริยินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สตึ อุปฏฺฐาเปติ สตินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ จิตฺตํ สมาทหติ สมาธินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ปญฺญาย ปชานาติ ปญฺญินฺทฺริยปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิมานิ ปญฺจินฺทฺริยานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหินฺทฺริเยหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ ฯเปฯ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
บุคคลผู้เจริญเมตตา ย่อมน้อมใจไปด้วยศรัทธาว่าขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิดดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่น ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสตินทรีย์ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตมั่น ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธินทรีย์ ผู้เจริญเมตตารู้ชัดด้วยปัญญา ฯลฯ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญินทรีย์ อินทรีย์ ๕
ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยอินทรีย์ ๕ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ อสฺสทฺธิเย น กมฺปติ สทฺธาพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ โกสชฺเช น กมฺปติ วิริยพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ปมาเท น กมฺปติ สติพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ อุทฺธจฺเจ น กมฺปติ สมาธิพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ อวิชฺชาย น กมฺปติ ปญฺญาพลปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิมานิ ปญฺจ พลานิ เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ ปญฺจหิ พเลหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ ฯเปฯ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ด้วยมนสิการว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัทธาพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติพละ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิพละฯลฯ ผู้เจริญเมตตาไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัญญาพละ พละ ๕ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยพละ ๕ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด (ให้รุ่งเรือง)ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สตึ อุปฏฺฐาเปติ สติสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ปญฺญาย ปวิจินาติ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ วิริยํ ปคฺคณฺหาติ วิริยสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ปริฬาหํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ปีติสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ทุฏฺฐุลฺลํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภติ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ จิตฺตํ สมาทหติ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ ญาเณน กิเลเส ปฏิสงฺขาติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺคปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ สตฺตหิ โพชฺฌงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ ฯเปฯ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺติ ฯ
ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้มั่นว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาเลือกเฟ้นด้วยปัญญา เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ ฯลฯผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยวิริยสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับความเร่าร้อนไว้ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปีติสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาระงับความชั่วหยาบไว้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งจิตไว้มั่น เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสมาธิสัมโพชฌงค์ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาวางเฉยกิเลสทั้งปวงด้วยญาณ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยอุเบกขาสัมโพชฌงค์ โพชฌงค์ ๗ ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติบุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยโพชฌงค์ ๗ ประการนี้ ฯลฯ ย่อมให้เกิด(ให้รุ่งเรือง)ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
สพฺเพ อุปริมาย ทิสาย วินิปาติกา อเวริโน โหนฺตุ เขมิโน โหนฺตุ สุขิโน โหนฺตูติ สมฺมา ปสฺสติ สมฺมาทิฏฺฐิปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา อภินิโรเปติ สมฺมาสงฺกปฺปปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา ปริคฺคณฺหาติ สมฺมาวาจาปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา สมุฏฺฐาเปติ สมฺมากมฺมนฺตปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา โวทาเปติ สมฺมาอาชีวปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา ปคฺคณฺหาติ สมฺมาวายามปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ สมฺมา อุปฏฺฐาเปติ สมฺมาสติปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ ฯเปฯ
สมฺมา สมาธิยติ สมฺมาสมาธิปริภาวิตา โหติ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ อาเสวิยติ ฯเปฯ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา ปริวารา ๑ โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ มคฺคงฺเคหิ เมตฺตา เจโตวิมุตฺติ สุปริวุตา โหติ อิเม อฏฺฐ มคฺคงฺคา เมตฺตาย เจโตวิมุตฺติยา อาเสวนา โหนฺติ ภาวนา โหนฺติ พหุลีกมฺมา โหนฺติ อลงฺการา โหนฺติ ปริกฺขารา โหนฺติ ปริวารา โหนฺติ ปาริปูรี โหนฺติ สหคตา โหนฺติ สหชาตา โหนฺติ สํสฏฺฐา โหนฺติ สมฺปยุตฺตา โหนฺติ ปกฺขนฺทนา โหนฺติ ปสีทนา โหนฺติ สนฺติฏฺฐนา โหนฺติ วิมุจฺจนา โหนฺติ เอตํ สนฺตนฺติ ปสฺสนา โหนฺติ ยานีกตา โหนฺติ วตฺถุกตา โหนฺติ อนุฏฺฐิตา โหนฺติ ปริจิตา โหนฺติ สุสมารทฺธา โหนฺติ สุภาวิตา โหนฺติ สฺวาธิฏฺฐิตา โหนฺติ สุสมุคฺคตา โหนฺติ สุวิมุตฺตา โหนฺติ นิพฺพตฺเตนฺติ โชเตนฺติ ปตาเปนฺตีติ ฯ
เมตฺตากถา ฯ
_______________
๑ ม. ปริภาวิตา ฯ
ผู้เจริญเมตตาย่อมเห็นโดยชอบว่า ขอวินิปาติกสัตว์ทั้งปวงในทิศเบื้องบน จงเป็นผู้ไม่มีเวร มีความปลอดโปร่ง มีความสุขเถิด ดังนี้เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาทิฐิ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาดำริโดยชอบเมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสังกัปปะฯลฯ ผู้เจริญเมตตากำหนดโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวาจา ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งการงานไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมากัมมันตะ ฯลฯผู้เจริญเมตตาชำระอาชีพให้ผ่องแผ้วโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาอาชีวะ
ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาประคองความเพียรไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาวายามะ ฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งสติไว้โดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสติฯลฯ ผู้เจริญเมตตาตั้งมั่นโดยชอบ เมตตาเจโตวิมุติเป็นอันอบรมแล้วด้วยสัมมาสมาธิ องค์มรรค ๘ประการนี้ เป็นอาเสวนะของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลย่อมเสพเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ประการนี้ ฯลฯ องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นบริวารของเมตตาเจโตวิมุติ บุคคลห้อมล้อมเมตตาเจโตวิมุติด้วยองค์มรรค ๘ ประการนี้องค์มรรค ๘ ประการนี้ เป็นอาเสวนะ เป็นภาวนา เป็นพหุลีกรรม เป็นอลังการเป็นบริขาร เป็นบริวาร เป็นความบริบูรณ์ เป็นสหรคต เป็นสหชาติ
เป็นความเกี่ยวข้อง เป็นสัมปยุต เป็นความแล่นไป เป็นความผ่องใส เป็นความดำรงมั่น เป็นความพ้นวิเศษ เป็นความเห็นว่า นี้ละเอียด ของเมตตาเจโตวิมุติอันบุคคลทำให้เป็นดังยานทำให้เป็นที่ตั้ง ตั้งไว้เนืองๆสั่งสมแล้ว ปรารภดีแล้วเจริญดีแล้ว อธิษฐานดีแล้ว ดำเนินขึ้นไปดีแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ย่อมยังบุคคลนั้นให้เกิด (ให้รุ่งเรือง) ให้โชติช่วง ให้สว่างไสว ฯ
จบเมตตากถา ฯ
ยุคนทฺธวคฺเค วิราคกถา
ยุคนัทธวรรค วิราคกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค วิราคกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลํ ฯ กถํ วิราโค มคฺโค ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต ๑ วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ ๒ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ ๓ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค ๔ สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข ๕ จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ
อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิรชฺชติ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิรชฺชติ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิรชฺชติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิรชฺชติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิรชฺชติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิรชฺชติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ
๑ สี. ม. ยุ. สมุทาคโต ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ เกสุจิ โปตฺถเกสุ เยว อิติ ลิขิตํ ฯ
๓ ม. ยุ. จสทฺโท นตฺถิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๔ ม. วิราคา ฯ เอวมีทิเสสุ ฐาเนสุ ฯ
๕ สี. ม. ยุ. สพฺพวาเรสุ ปาโมกฺโขติ ลิขิตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
วิราคะเป็นมรรค วิมุติเป็นผล วิราคะเป็นมรรคอย่างไร ฯ
ในขณะโสดาปัตติมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ย่อมคลายจากมิจฉาทิฐิ จากกิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอกวิราคะ (มรรค) มีวิราคะ
(นิพพาน) เป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่าวิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาทิฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรคพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า
และพระสาวก ย่อมถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคอันมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศเป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ
สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ ย่อมคลายจากมิจฉาสังกัปปะ สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนด ย่อมคลายจากมิจฉาวาจา สัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าตั้งขึ้นด้วยดี ย่อมคลายจากมิจฉากัมมันตะ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระอาชีวะให้ผ่องแผ้ว ย่อมคลายจากมิจฉาอาชีวะ สัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ ย่อมคลายจากมิจฉาวายามะ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมคลายจากมิจฉาสติสัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากมิจฉาสมาธิ จากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ
วิราคะในคำว่าวิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพาน เป็นวิราคะ ๑ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสังกัปปะเป็นต้นนั้น มีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้น วิราคะจึงเป็นมรรค องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติ ย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้น มรรคจึงเป็นวิราคะ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกย่อมไปถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้นอริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุดและประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมาก ผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ
สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ
ในขณะสกทาคามิมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯสัมมาสมาธิด้วย
อรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนหยาบๆคลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้นจากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ ฯลฯเพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ
อนาคามิมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ ฯเปฯ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ
ในขณะอนาคามิมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆคลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์ฯลฯ เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ
อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิรชฺชติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิรชฺชติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิรชฺชติ วิราโค วิราคารมฺมโณ วิราคโคจโร วิราเค สมุปาคโต วิราเค ฐิโต วิราเค ปติฏฺฐิโต ฯ วิราโคติ เทฺว วิราคา นิพฺพานญฺจ วิราโค เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิราคา โหนฺตีติ วิราโค สหชาตานิ สตฺตงฺคานิ วิราคํ คจฺฉนฺตีติ วิราโค มคฺโค เอเตน มคฺเคน พุทฺธา จ สาวกา จ อคตํ ทิสํ นิพฺพานํ คจฺฉนฺตีติ อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ยาวตา ปุถุสมณพฺราหฺมณานํ ปรปฺปวาทานํ มคฺคา อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค อคฺโค จ เสฏฺโฐ จ วิโมกฺโข จ อุตฺตโม จ ปวโร จาติ มคฺคานํ อฏฺฐงฺคิโก เสฏฺโฐ ฯ
ในขณะอรหัตมรรค สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถ
ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมคลายจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะอวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย
อวิชชานุสัย คลายจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิราคะมีวิราคะเป็นอารมณ์มีวิราคะเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิราคะ ตั้งอยู่ในวิราคะ ประดิษฐานอยู่ในวิราคะ วิราคะในคำว่า วิราโค นี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิราคะ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาสมาธิมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิราคะ ๑ เพราะฉะนั้นมรรคจึงเป็นวิราคะ องค์ ๗ ที่เป็นสหชาติย่อมถึงความเป็นวิราคะ เพราะฉะนั้นวิราคะจึงเป็นมรรค พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวก ย่อมถึงนิพพานอันเป็นทิศที่ไม่เคยไปด้วยมรรคนี้ เพราะฉะนั้น อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เท่านั้น จึงล้ำเลิศ เป็นประธาน สูงสุด และประเสริฐกว่ามรรคของสมณพราหมณ์เป็นอันมากผู้ถือลัทธิอื่น เพราะฉะนั้น อัฏฐังคิกมรรคจึงประเสริฐกว่ามรรคทั้งหลาย ฯ
ทสฺสนวิราโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนวิราโค สมฺมาสงฺกปฺโป ปริคฺคหวิราโค สมฺมาวาจา สมุฏฺฐานวิราโค สมฺมากมฺมนฺโต โวทานวิราโค สมฺมาอาชีโว ปคฺคหวิราโค สมฺมาวายาโม อุปฏฺฐานวิราโค สมฺมาสติ อวิกฺเขปวิราโค สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิราโค สติสมฺโพชฺฌงฺโค ปวิจยวิราโค ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ปคฺคหวิราโค วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ผรณวิราโค ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค อุปสมวิราโค ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค อวิกฺเขปวิราโค สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ปฏิสงฺขานวิราโค อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิราโค สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยวิราโค วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยวิราโค สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยวิราโค สมาธิพลํ อวิชฺชาย
อกมฺปิยวิราโค ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิราโค สทฺธินฺทฺริยํ ปคฺคหวิราโค วิริยินฺทฺริยํ อุปฏฺฐานวิราโค สตินฺทฺริยํ อวิกฺเขปวิราโค สมาธินฺทฺริยํ ทสฺสนวิราโค ปญฺญินฺทฺริยํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิราโค อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิราโค นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิราโค เหตฏฺเฐน มคฺโค วิราโค อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิราโค ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิราโค อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิราโค ตถฏฺเฐน สจฺจา วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิราโค อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา วิราโค เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิราโค อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิราโค สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิราโค อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิราโค
ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิราโค วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิราโค ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิราโค ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิราโค สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ วิราโค ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิราโค มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิราโค ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิราโค เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิราโค สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิราโค สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิราโค ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิราโค วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิราโค [๑] ทสฺสนมคฺโค สมฺมาทิฏฺฐิ อภิโรปนมคฺโค สมฺมาสงฺกปฺโป ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน มคฺโค เอวํ วิราโค มคฺโค ฯ
สัมมาทิฐิเป็นวิราคะเพราะความเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นวิราคะเพราะความ
ดำริ สัมมาวาจาเป็นวิราคะเพราะความกำหนด สัมมากัมมันตะเป็นวิราคะเพราะความตั้งขึ้นไว้ชอบสัมมาอาชีวะเป็นวิราคะเพราะชำระอาชีวะให้ผ่องแผ้ว สัมมาวายามะเป็นวิราคะเพราะประคองไว้สัมมาสติเป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น สัมมาสมาธิเป็นวิราคะเพราะไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะตั้งมั่น ธรรมวิจยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะเลือกเฟ้น วิริยสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะประคองไว้ ปีติสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะแผ่ซ่านไป ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความสงบ สมาธิสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะความพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา วิริยพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน สติพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความประมาท สมาธิพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ปัญญาพละเป็นวิราคะเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิราคะ เพราะความน้อมใจเชื่อ วิริยินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความประคองไว้ สตินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความตั้งมั่น สมาธินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความไม่ ฟุ้งซ่าน ปัญญินทรีย์เป็นวิราคะเพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่พละเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่านำออกไป มรรคเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเริ่มตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นของถ่องแท้สมถะเป็นวิราคะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็นสมถวิปัสสนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่คู่กันเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าสำรวมจิตตวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านทิฐิวิสุทธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิราคะเพราะอรรถว่าพ้นวิเศษ วิชชาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าสละ ขยญาณเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าตัดขาด ฉันทะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุมลง สมาธิเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมนั้นๆวิมุติเป็นวิราคะเพราะอรรถว่าเป็นสารธรรม สัมมาทิฐิเป็นมรรคเพราะความเห็น สัมมาสังกัปปะเป็นมรรคเพราะความดำริ ฯลฯ นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นมรรคเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิราคะเป็นมรรคอย่างนี้ ฯ
กถํ วิมุตฺติ ผลํ ฯ โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ มิจฺฉาทิฏฺฐิยา วิมุตฺตา โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺตา โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺตา โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ อภิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป มิจฺฉาสงฺกปฺปา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ
วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา มิจฺฉาวาจาย วิมุตฺตา โหติ ฯเปฯ สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต มิจฺฉากมฺมนฺตา วิมุตฺโต โหติ โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว มิจฺฉาอาชีวา วิมุตฺโต โหติ ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม มิจฺฉาวายามา วิมุตฺโต โหติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ มิจฺฉาสติยา วิมุตฺตา โหติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ มิจฺฉาสมาธิโต วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ
๑ ม. อมโตคธํ ... มคฺโคติ อิเม ปาฐา ทิสฺสนฺติ ฯ
วิมุติเป็นผลอย่างไร ในขณะโสดาปัตติผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น พ้นจากมิจฉาทิฐิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐินั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตภายนอก วิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจร เข้ามาประชุมในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺตินี้มี ๒ คือ นิพพาน เป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะสัมมาทิฐิมีนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นวิมุติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล สัมมาสังกัปปะด้วยอรรถว่าดำริ พ้นจากมิจฉาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจาด้วยอรรถว่ากำหนดพ้นจากมิจฉาวาจา ฯลฯสัมมากัมมันตะด้วยอรรถว่าตั้งไว้ด้วยดี พ้นจากมิจฉากัมมันตะฯลฯ สัมมาอาชีวะด้วยอรรถว่าชำระอาชีพให้ผ่องแผ้ว
พ้นจากมิจฉาอาชีวะ ฯลฯสัมมาวายามะด้วยอรรถว่าประคองไว้ พ้นจากมิจฉาวายามะฯลฯ สัมมาสติด้วยอรรถว่าตั้งมั่น พ้นจากมิจฉาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน พ้นจากมิจฉาสมาธิ พ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสังกัปปะเป็นต้นนั้น จากขันธ์และจากสรรพนิมิตรภายนอก วิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจร ประชุมเข้าในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺติ นี้มี ๒คือ นิพพานเป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุติ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ
สกทาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ โอฬาริกา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา โอฬาริกา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ
ในขณะสกทาคามิผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถ
ว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้นจากขันธ์และจากสรรพนิมิตรภายนอก ... เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ
อนาคามิผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ อณุสหคตา กามราคสญฺโญชนา ปฏิฆสญฺโญชนา อณุสหคตา กามราคานุสยา ปฏิฆานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯเปฯ
ในขณะอนาคามิผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้น จากขันธ์ และจากสรรพนิมิตรภายนอก ... เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ
อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ รูปราคา อรูปราคา มานา อุทฺธจฺจา อวิชฺชาย มานานุสยา ภวราคานุสยา อวิชฺชานุสยา วิมุตฺโต โหติ ตทนุวตฺตกกิเลเสหิ จ ขนฺเธหิ จ วิมุตฺโต โหติ พหิทฺธา จ สพฺพนิมิตฺเตหิ วิมุตฺโต โหติ วิมุตฺติ วิมุตฺตารมฺมณา วิมุตฺติโคจรา วิมุตฺติยา สมุปาคตา วิมุตฺติยา ฐิตา วิมุตฺติยา ปติฏฺฐิตา ฯ วิมุตฺตีติ เทฺว วิมุตฺติโย นิพฺพานญฺจ วิมุตฺติ เย จ นิพฺพานารมฺมณตา ชาตา ธมฺมา สพฺเพ จ วิมุตฺตา โหนฺตีติ วิมุตฺติ ผลํ ฯ
ในขณะอรหัตผล สัมมาทิฐิด้วยอรรถว่าเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิด้วยอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมพ้นจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชามานานุสัย ภวราคานุสัยอวิชชานุสัยพ้นจากกิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฐิเป็นต้นนั้นจากขันธ์และจากสรรพนิมิตรภายนอกวิมุติมีวิมุติเป็นอารมณ์ มีวิมุติเป็นโคจรประชุมเข้าในวิมุติ ตั้งอยู่ในวิมุติ ประดิษฐานอยู่ในวิมุติ วิมุติในคำว่า วิมุตฺตินี้มี ๒ คือ นิพพานเป็นวิมุติ ๑ ธรรมทั้งปวงที่เกิดเพราะมีนิพพานเป็นอารมณ์เป็นวิมุติ ๑ เพราะฉะนั้น วิมุติจึงเป็นผล ฯ
ทสฺสนวิมุตฺติ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ อวิกฺเขปวิมุตฺติ สมฺมาสมาธิ อุปฏฺฐานวิมุตฺติ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ฯเปฯ ปฏิสงฺขานวิมุตฺติ อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยวิมุตฺติ สทฺธาพลํ ฯเปฯ อวิชฺชาย อกมฺปิยวิมุตฺติ ปญฺญาพลํ อธิโมกฺขวิมุตฺติ สทฺธินฺทฺริยํ ฯเปฯ ทสฺสนวิมุตฺติ ปญฺญินฺทฺริยํ ฯ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา วิมุตฺติ อกมฺปิยฏฺเฐน พลา วิมุตฺติ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา วิมุตฺติ เหตฏฺเฐน มคฺโค วิมุตฺติ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา วิมุตฺติ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา วิมุตฺติ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา วิมุตฺติ ตถฏฺเฐน สจฺจา วิมุตฺติ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ วิมุตฺติ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา
วิมุตฺติ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา วิมุตฺติ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ วิมุตฺติ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ วิมุตฺติ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ วิมุตฺติ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ วิมุตฺติ วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข วิมุตฺติ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา วิมุตฺติ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน วิมุตฺติ อนุปฺปาเท ญาณํ วิมุตฺติ ฯ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน วิมุตฺติ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน วิมุตฺติ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน วิมุตฺติ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน วิมุตฺติ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน วิมุตฺติ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน วิมุตฺติ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน วิมุตฺติ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน วิมุตฺติ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน วิมุตฺติ เอวํ วิมุตฺติ ผลํ เอวํ วิราโค มคฺโค วิมุตฺติ ผลนฺติ ฯ
วิราคกถา ฯ
สัมมาทิฐิเป็นวิมุติเพราะความเห็น ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นวิมุติเพราะความไม่ฟุ้งซ่าน สติสัมโพชฌงค์เป็นวิมุติ เพราะความตั้งไว้มั่น ฯลฯอุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นวิมุติเพราะความพิจารณาหาทาง สัทธาพละเป็นวิมุติเพราะความไม่หวั่นไหวไปในความไม่มีศรัทธา ฯลฯ
ปัญญาพละเป็นวิมุติเพราะความไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา สัทธินทรีย์เป็นวิมุติเพราะความน้อมใจเชื่อฯลฯ ปัญญินทรีย์เป็นวิมุติเพราะความเห็น อินทรีย์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่พละเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว โพชฌงค์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นเครื่องนำออก มรรคเป็นวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเริ่งตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นของถ่องแท้ สมถะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน
ธรรมที่เป็นคู่กันเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน สีลวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าพ้น วิชชาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าสละ ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็นวิมุติ เพราะอรรถว่าระงับ ฉันทะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการ เป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นประธาน สติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นธรรมยิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิมุติเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นสารธรรมนิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นวิมุติเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด วิมุติเป็นผลอย่างนี้ วิราคะ เป็นมรรค วิมุติเป็นผล ด้วยประการฉะนี้ ฯ
จบวิราคกถา ฯ
ยุคนทฺธวคฺเค ปฏิสมฺภิทากถา
ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ปฏิสัมภิทากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ อิสิปตเน มิคทาเย ตตฺร โข ภควา ปญฺจวคฺคิเย ภิกฺขู อามนฺเตสิ เทฺวเม ภิกฺขเว อนฺตา ปพฺพชิเตน น เสวิตพฺพา กตเม เทฺว โย จายํ กาเมสุ กามสุขลฺลิกานุโยโค หีโน คมฺโม โปถุชฺชนิโก อนริโย อนตฺถสญฺหิโต โย จายํ อตฺตกิลมถานุโยโค ทุกฺโข อนริโย อนตฺถสญฺหิโต เอเต เต ภิกฺขเว อุโภ อนฺเต อนุปคมฺม มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ กตมา จ สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ สมฺมาสงฺกปฺโป สมฺมาวาจา สมฺมากมฺมนฺโต สมฺมาอาชีโว สมฺมาวายาโม สมฺมาสติ สมฺมาสมาธิ อยํ โข สา ภิกฺขเว มชฺฌิมา ปฏิปทา ตถาคเตน อภิสมฺพุทฺธา จกฺขุกรณี ญาณกรณี อุปสมาย อภิญฺญาย สมฺโพธาย นิพฺพานาย สํวตฺตติ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ ฯ
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสีณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสกะภิกษุเบญจวัคคีย์ว่าดูกรภิกษุทั้งหลาย ส่วนสุด ๒ ประการนี้บรรพชิตไม่ควรเสพ ส่วนสุด ๒ประการเป็นไฉน คือ การประกอบความพัวพันกามสุขในกามทั้งหลาย อันเป็นของเลว เป็นของชาวบ้าน เป็นของปุถุชน ไม่ใช่ของพระอริยะ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ การประกอบการทำตนให้ลำบาก เป็นทุกข์ ไม่ใช่ของพระอริยะไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย มัชฌิมาปฏิปทาอันไม่เกี่ยวข้องส่วนสุดทั้ง ๒ ประการนี้นั้น ตถาคตตรัสรู้แล้ว ทำจักษุทำญาณ (เห็นประจักษ์รู้ชัด) ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มัชฌิมาปฏิปทาที่ตถาคตตรัสรู้แล้ว ทำจักษุ ทำญาณ
เป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพานนั้น เป็นไฉน อริยมรรคมีองค์๘ นี้แล คือ สัมมาทิฐิ ... สัมมาสมาธิ ดูกรภิกษุทั้งหลายมัชฌิมาปฏิปทานี้นั้นแล ตถาคตตรัสรู้แล้ว ทำจักษุ ทำญาณ ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ
อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ชาติปิ ทุกฺขา ชราปิ ทุกฺขา พฺยาธิปิ ทุกฺโข ๑ มรณมฺปิ ทุกฺขํ อปฺปิเยหิ สมฺปโยโค ทุกฺโข ปิเยหิ วิปฺปโยโค ทุกฺโข ยมฺปิจฺฉํ น ลภติ ตํปิ ทุกฺขํ สงฺขิตฺเตน ปญฺจุปาทานกฺขนฺธา ทุกฺขา ฯ อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขสมุทโย ๒ อริยสจฺจํ ยายํ ตณฺหา โปโนพฺภวิกา นนฺทิราคสหคตา ตตฺรตตฺราภินนฺทินี เสยฺยถีทํ กามตณฺหา ภวตณฺหา วิภวตณฺหา ฯ อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรโธ ๓ อริยสจฺจํ โย ตสฺสา เยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย ฯ อิทํ โข ปน ภิกฺขเว ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ อยเมว อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค เสยฺยถีทํ สมฺมาทิฏฺฐิ ฯเปฯ สมฺมาสมาธิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจนี้แล คือ แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์ แม้ความป่วยไข้ก็เป็นทุกข์ แม้ความตายก็เป็นทุกข์ความประจวบกับสัตว์และสังขารอันไม่เป็นที่รักเป็นทุกข์ ความพลัดพรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รักเป็นทุกข์ แม้ความไม่ได้สมปรารถนาก็เป็นทุกข์ โดยย่ออุปาทานขันธ์ ๕ เป็นทุกข์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขสมุทัยสัจนี้แล
คือ ตัณหาอันให้เกิดในภพต่อไป อันสหรคตด้วยความกำหนัดด้วยสามารถความเพลิดเพลิน เป็นเหตุให้เพลินในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้แล คือ ความดับตัณหานั้นแลโดยความสำรอกไม่เหลือความสละ ความสละคืน
ความปล่อย ความไม่พัวพัน ดูกรภิกษุทั้งหลายก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้แล คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมาทิฐิฯลฯ สัมมาสมาธิ ฯ
อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ปริญฺญาตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ปหีนนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ สจฺฉิกตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตนฺติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
๑ ยุ. ทุกฺขา ฯ ๒ อิธ เจว อุปริ จ ทุกฺขสมุทยนฺติ โปราณปาโฐ ฯ ม. ยุ. อีทิสเมว ฯ
๓ อิธ เจว อุปริ จ ทุกฺขนิโรธนฺติ โปราณปาโฐ ฯ ม. ยุ. อีทิสเมว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่ยังไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรากำหนดรู้แล้ว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ
ฯลฯเราละได้แล้ว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชาแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง ฯลฯเราทำให้แจ้งแล้ว ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญาวิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรเจริญฯลฯ เราได้เจริญแล้ว ฯ
ยาวกึวญฺจ เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ น สุวิสุทฺธํ อโหสิ เนว ตาวาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ8 อภิสมฺพุทฺโธ ๑ ปจฺจญฺญาสึ ยโต จ โข เม ภิกฺขเว อิเมสุ จตูสุ อริยสจฺเจสุ เอวนฺติปริวฏฺฏํ ทฺวาทสาการํ ยถาภูตํ ญาณทสฺสนํ สุวิสุทฺธํ อโหสิ อถาหํ ภิกฺขเว สเทวเก โลเก สมารเก สพฺรหฺมเก สสฺสมณพฺราหฺมณิยา ปชาย สเทวมนุสฺสาย อนุตฺตรํ สมฺมาสมฺโพธึ อภิสมฺพุทฺโธ ๑ ปจฺจญฺญาสึ ญาณญฺจ ปน เม ทสฺสนํ อุทปาทิ อกุปฺปา เม เจโตวิมุตฺติ ๒ อยมนฺติมา ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโวติ อิทมโวจ ภควา อตฺตมนา ปญฺจวคฺคิยา ภิกฺขู ภควโต ภาสิตํ อภินนฺทุนฺติ ฯ
อิมสฺมิญฺจ ปน เวยฺยากรณสฺมึ ภญฺญมาเน อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ ฯ ปวตฺติเต จ ๓ ภควตา ธมฺมจกฺเก ภุมฺมา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ ภุมฺมานํ เทวานํ สทฺทํ สุตฺวา จาตุมฺมหาราชิกา ฯเปฯ ตาวตึสา เทวา ยามา เทวา ตุสิตา เทวา นิมฺมานรตี เทวา ปรนิมฺมิตวสวตฺตี เทวา พฺรหฺมกายิกา เทวา สทฺทมนุสฺสาเวสุํ เอตมฺภควตา พาราณสิยํ อิสิปตเน มิคทาเย อนุตฺตรํ ธมฺมจกฺกํ ปวตฺติตํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ฯ
อิติห เตน ขเณน เตน ลเยน เตน มุหุตฺเตน ยาว พฺรหฺมโลกา สทฺโท อพฺภุคฺคจฺฉิ อยญฺจ ทสสหสฺสี โลกธาตุ สงฺกมฺปิ สมฺปกมฺปิ สมฺปเวธิ อปฺปมาโณ จ โอฬาโร ๑ โอภาโส โลเก ปาตุรโหสิ อติกฺกมฺเมว เทวานํ ๒ เทวานุภาวนฺติ ฯ
อถ โข ภควา [๓] อุทานํ อุทาเนสิ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญ อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญติ อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส อญฺญาโกณฺฑญฺโญเตฺวว ๔ นามํ อโหสิ ฯ
๑ ม. อภิสมฺพุทฺโธติ ฯ ๒ ม. ยุ. อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ฯ ๓ ม. ยุ. จ ปน ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ยถาภูตญาณทัสนะมีวนรอบ ๓ มีอาการ๑๒ ด้วยประการฉะนี้ ในอริยสัจ ๔ ของเรา ยังไม่หมดจดดี เพียงใดเราก็ยังไม่ปฏิญาณว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ เพียงนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แต่เมื่อใดแล ยถาภูตญาณทัสนะมีวนรอบ๓ มีอาการ๑๒ ด้วยประการฉะนี้ ในอริยสัจ ๔ ของเรา หมดจดดีแล้ว เราจึงปฏิญาณว่าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์ ก็แลญาณทัสนะเกิดขึ้นแก่เราว่า เจโตวิมุติของเราไม่กำเริบ ชาตินี้มีในที่สุดบัดนี้ ไม่มีการเกิดในภพต่อไป พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว ภิกษุปัญจวัคคีย์ชื่นชมยินดีพระพุทธภาษิตของพระผู้มีพระภาค ก็แลเมื่อพระผู้มีพระภาคกำลังตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้อยู่ ธรรมจักษุอันปราศจากธุลีปราศจากมลทิน เกิดขึ้นแก่ท่านพระโกณฑัญญะว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา ฯ
ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมจักรแล้ว ภุมมเทวดา ก็ประกาศก้องว่า พระผู้มีพระภาคทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐนี้ ที่สมณพราหมณ์เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลกให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี เทวดาชั้นจาตุมมหาราชได้ฟังเสียงของภุมมเทวดาแล้ว ฯลฯ เทวดาชั้นดาวดึงส์ เทวดาชั้นยามา เทวดาชั้นดุสิต เทวดาชั้นนิมมานรดี เทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัตดี เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่พรหมก็ประกาศก้องว่า พระผู้มีพระภาคทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐนี้ ที่สมณพราหมณ์ เทวดามาร พรหม หรือใครๆ ในโลกให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไปแล้ว ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ฯ
เพราะเหตุดังนี้แล โดยขณะระยะครู่เดียวนั้น เสียงก็บันลือลั่นไปจนตลอดพรหมโลกและหมื่นโลกธาตุนี้ ก็สะเทือนสะท้านหวั่นไหว อนึ่งแสงสว่างอย่างยิ่ง หาประมาณมิได้ ก็ปรากฏขึ้นในโลก ล่วงเสียซึ่งเทวานุภาพของเทวดาทั้งหลาย ฯ
ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคทรงเปล่งอุทานว่า ท่านผู้เจริญ ภิกษุโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ ท่านผู้เจริญ ภิกษุโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ เพราะอุทานดังนี้แล ท่านโกณฑัญญะจึงมีนามว่า
อัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้ ฯ
อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุทปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ญาณํ ธมฺโม ปญฺญา ธมฺโม วิชฺชา ธมฺโม อาโลโก ธมฺโม อิเม ปญฺจ ธมฺมา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ฯ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ อตฺถา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ อตฺเถสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ฯ
ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อิมา ทส นิรุตฺติโย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ นิรุตฺตีสุ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ฯ ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อิมานิ วีสติ ญาณานิ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ
๑ ม. ยุ. อุฬาโร ฯ ๒ กตฺถจิ อติกฺกมฺม เทวานนฺติ ลิขิตํ ฯ
๓ ม. อิมํ ฯ ๔ ม. อญฺญาสิโกณฺฑญฺโญ ฯ
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย
มาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ คำว่า จักษุเกิดขึ้น ... แสงสว่างเกิดขึ้น นี้ เพราะอรรถว่ากระไร
คำว่า จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น คำว่า ญาณเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ารู้ คำว่าปัญญาเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าทราบชัด คำว่า วิชชาเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าแทงตลอด คำว่า แสงสว่าง เกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ญาณเป็นธรรม ปัญญาเป็นธรรม วิชชาเป็นธรรม แสงสว่างเป็นธรรมธรรม ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้นเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมปฏิสัมภิทา ฯ
ความเห็นเป็นอรรถ ความรู้เป็นอรรถ ความทราบชัดเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็นอรรถ ความสว่างไสวเป็นอรรถ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทาอรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทาอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใดเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกญาณในอรรถทั้งหลายว่า อรรถปฏิสัมภิทา ฯ
การกล่าวพยัญชนะนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การกล่าวพยัญชนะนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ นิรุติ ๑๐ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่าใด เป็นอารมณ์ของนิรุติปฏิสัมภิทาธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทาธรรมและอรรถเหล่าใดเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของนิรุติปฏิสัมภิทาเพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในนิรุติทั้งหลายว่า นิรุติปฏิสัมภิทา ฯ
ญาณ ๒๐ ประการนี้ คือ ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๐ ประการ เป็นอารมณ์และ เป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใด เป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทาเพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ฯ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ ฯเปฯ ปริญฺญาตนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุทปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ญาณํ ธมฺโม ปญฺญา ธมฺโม วิชฺชา ธมฺโม อาโลโก ธมฺโม อิเม ปญฺจ ธมฺมา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ฯ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ อตฺถา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ อตฺเถสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ฯ
ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อิมา ทส นิรุตฺติโย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ นิรุตฺตีสุ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ฯ ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อิมานิ วีสติ ญาณานิ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ ทุกฺเข อริยสจฺเจ ปณฺณรส ๑ ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ ฯ
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย
ได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแลควรกำหนดรู้ ฯลฯเรากำหนดรู้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นญาณ เกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้น วิชชาเกิดขึ้นแสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น ... คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ... แสงสว่างเป็นธรรม ธรรม ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ... เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาในทุกขอริยสัจมีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ๓๐ มีญาณ ๖๐ ฯ
อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ ฯเปฯ ปหีนนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ทุกฺขสมุทเย อริยสจฺเจ ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ ฯ
อิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรโธ อริยสจฺจํ สจฺฉิกาตพฺพนฺติ ฯเปฯ สจฺฉิกตนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรเธ อริยสจฺเจ ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ ฯ
อิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุปาทิ ฯเปฯ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขนิโรธคามินี ปฏิปทา อริยสจฺจํ ภาเวตพฺพนฺติ ฯเปฯ ภาวิตนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ทุกฺขนิโรธคามินิยา ปฏิปทาย อริยสจฺเจ ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ สฏฺฐี ธมฺมา สฏฺฐี อตฺถา วีสสตา นิรุตฺติโย จตฺตารีสญฺจ เทฺว [๑] ญาณสตานิ ฯ
๑ ปนฺนรสาติ วา ปาโฐ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่านี้ทุกขสมุทัยสัจ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า
ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯเราละได้แล้ว ฯลฯ ในทุกขสมุทัยอริยสัจ มีธรรม ๑๕มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ๓๐ มีญาณ ๖๐ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้นแล ควรทำให้แจ้ง ฯลฯเราทำให้แจ้งแล้ว ฯลฯ ในทุกขนิโรธอริยสัจ มีธรรม ๑๕มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ๓๐ มีญาณ ๖๐ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯลฯ ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจมีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕มีนิรุติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ในอริยสัจ ๔ มีธรรม ๖๐ มีอรรถ ๖๐ มีนิรุติ๑๖๐มีญาณ ๒๔๐ ฯ
อยํ กาเย กายานุปสฺสนาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ สา โข ปนายํ กาเย กายานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อยํ เวทนาสุ ฯเปฯ อยํ จิตฺเต ฯเปฯ
อยํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ สา โข ปนายํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
อยํ กาเย กายานุปสฺสนาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ สา โข ปนายํ กาเย กายานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ ฯเปฯ ภาวิตาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ญาณํ ธมฺโม ปญฺญา ธมฺโม วิชฺชา ธมฺโม อาโลโก ธมฺโม อิเม ปญฺจ ธมฺมา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ฯ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ อตฺถา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ อตฺเถสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ฯ
ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อิมา ทส นิรุตฺติโย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ นิรุตฺตีสุ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ฯ ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อิมานิ วีสติ ญาณานิ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ กาเย กายานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ อยํ เวทนาสุ ฯเปฯ อยํ จิตฺเต ฯเปฯ
อยํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ สา โข ปนายํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ ฯเปฯ ภาวิตาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาสติปฏฺฐาเน ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ จตูสุ สติปฏฺฐาเนสุ สฏฺฐี ธมฺมา สฏฺฐี อตฺถา วีสสตา นิรุตฺติโย จตฺตารีสญฺจ เทฺว จ ญาณสตานิ ฯ
๑ ม. ยุ. จ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่
เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกาย ในกายนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง
เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกาย ในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้วการพิจารณาเห็น เวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้ฯลฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรม ในธรรมทั้งหลายนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯเราเจริญแล้ว ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคย ได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่าก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้น ญาณเกิดขึ้น ปัญญาเกิดขึ้นวิชชาเกิดขึ้น แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร
จักษุเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าเห็น คำว่า ญาณเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ารู้ คำว่า ปัญญาเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าทราบชัด คำว่า วิชชาเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าแทงตลอด คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ญาณเป็นธรรม ปัญญาเป็นธรรม วิชชาเป็นธรรม แสงสว่างเป็นธรรมธรรม ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และโคจรแห่งธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่านั้นเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทา ธรรมเหล่าใดเป็นโคจรของธรรมปฏิสัมภิทาธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในธรรมทั้งหลายว่า ธรรมปฏิสัมภิทา ฯ
ความเห็นเป็นอรรถ ความรู้เป็นอรรถ ความทราบชัดเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็นอรรถ ความสว่างไสวเป็นอรรถ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทาอรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทาอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่าใดเป็นโคจรของอรรถปฏิสัมภิทา อรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของอรรถปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกญาณในอรรถทั้งหลายว่าอรรถปฏิสัมภิทา ฯ
การกล่าวพยัญชนะนิรุติเพื่อแสดงธรรม ๕ ประการ การกล่าวพยัญชนะนิรุติเพื่อแสดงอรรถ ๕ ประการ นิรุติ ๑๐ ประการนี้ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่าใดเป็นอารมณ์ของนิรุติปฏิสัมภิทาธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทาธรรมและอรรถเหล่าใดเป็นโคจรของนิรุติปฏิสัมภิทา ธรรมและอรรถเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของนิรุติปฏิสัมภิทาเพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในนิรุติทั้งหลายว่านิรุติปฏิสัมภิทา ฯ
ญาณ ๒๐ ประการนี้ คือ ญาณในธรรม ๕ ประการ ญาณในอรรถ ๕ ประการ ญาณในนิรุติ ๑๐ ประการ เป็นอารมณ์และเป็นโคจรของปฏิภานปฏิสัมภิทาญาณในธรรมเหล่าใดเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นโคจรของปฏิภาณปฏิสัมภิทา ญาณในธรรมเหล่าใดเป็นโคจรของปฏิภานปฏิสัมภิทาญาณในธรรมเหล่านั้นเป็นอารมณ์ของปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่า ปฏิภาณปฏิสัมภิทาในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นกายในกาย มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้ฯลฯ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้นั้น ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯลฯ ในสติปัฏฐานคือการพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลาย มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ ๓๐ มีญาณ
๖๐ ในสติปัฏฐาน ๔ มีธรรม ๖๐ มีอรรถ ๖๐ มีนิรุติ ๑๒๐มีญาณ ๒๔๐ ฯ
อยํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ
เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อยํ วิริยสมาธิ ฯเปฯ อยํ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ
อยํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โส โข ปนายํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิโตติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่
เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯ
อยํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ
ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ โส โข ปนายํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ ฯเปฯ ภาวิโตติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุทปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ญาณํ ธมฺโม ปญฺญา ธมฺโม วิชฺชา ธมฺโม อาโลโก ธมฺโม อิเม ปญฺจ ธมฺมา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ธมฺเมสุ ญาณํ ธมฺมปฏิสมฺภิทา ฯ ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ อตฺถา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ อตฺเถสุ ญาณํ อตฺถปฏิสมฺภิทา ฯ
ปญฺจ ธมฺเม สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา ปญฺจ อตฺเถ สนฺทสฺเสตุํ พฺยญฺชนนิรุตฺตาภิลาปา อิมา ทส นิรุตฺติโย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ นิรุตฺตีสุ ญาณํ นิรุตฺติปฏิสมฺภิทา ฯ ปญฺจสุ ธมฺเมสุ ญาณานิ ปญฺจสุ อตฺเถสุ ญาณานิ ทสสุ นิรุตฺตีสุ ญาณานิ อิมานิ วีสติ ญาณานิ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย อารมฺมณา เจว โหนฺติ โคจรา จ เย ตสฺสา อารมฺมณา เต ตสฺสา โคจรา เย ตสฺสา โคจรา เต ตสฺสา อารมฺมณา เตน วุจฺจติ ปฏิภาเณสุ ญาณํ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทา ฯ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคเต อิทฺธิปาเท ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ อยํ วิริยสมาธิ ฯเปฯ อยํ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ
อยํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ โส โข ปนายํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ ฯเปฯ ภาวิโตติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ วีมํสาสมาธิ- ปธานสงฺขารสมนฺนาคเต อิทฺธิปาเท ปณฺณรส ธมฺมา ปณฺณรส อตฺถา ตึส นิรุตฺติโย สฏฺฐี ญาณานิ จตูสุ อิทธิปาเทสุ สฏฺฐี ธมฺมา สฏฺฐี อตฺถา วีสสตา นิรุตฺติโย จตฺตารีสญฺจ เทฺว จ ญาณสตานิ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่าอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ฯลฯ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญฯลฯ เราเจริญแล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้น ... แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่าสว่างไสว ... ฯ
จักษุเป็นธรรม ... เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกญาณในปฏิภาณทั้งหลายว่าปฏิภาณปฏิสัมภิทา ในอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขาร มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ
อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ ฯลฯจักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯลฯ ในอิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขาร มีธรรม ๑๕ มีอรรถ ๑๕ มีนิรุติ ๓๐ มีญาณ ๖๐ ในอิทธิบาท๔ มีธรรม ๖๐
มีอรรถ ๖๐ มีนิรุติ ๑๒๐ มีญาณ ๒๔๐ ฯ
สมุทโย สมุทโยติ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ นิโรโธ นิโรโธติ โข ภิกฺขเว วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ วิปสฺสิสฺส โพธิสตฺตสฺส เวยฺยากรเณ ทส ธมฺมา ทส อตฺถา วีสติ นิรุตฺติโย จตฺตารีสํ ญาณานิ ฯ
สมุทโย สมุทโยติ โข ภิกฺขเว สิขิสฺส โพธิสตฺตสฺส ฯเปฯ เวสฺสภุสฺส โพธิสตฺตสฺส ฯเปฯ กกุสนฺธสฺส โพธิสตฺตสฺส ฯเปฯ โกนาคมนสฺส โพธิสตฺตสฺส ฯเปฯ กสฺสปสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ นิโรโธ นิโรโธติ โข ภิกฺขเว กสฺสปสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ กสฺสปสฺส โพธิสตฺตสฺส เวยฺยากรเณ ทส ธมฺมา ทส อตฺถา วีสติ นิรุตฺติโย จตฺตารีสํ ญาณานิ ฯ
สมุทโย สมุทโยติ โข ภิกฺขเว โคตมสฺส โพธิสตฺตสฺส ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ นิโรโธ นิโรโธติ โข ภิกฺขเว [๑] ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โคตมสฺส โพธิสตฺตสฺส เวยฺยากรเณ ทส ธมฺมา ทส อตฺถา วีสติ นิรุตฺติโย จตฺตารีสํ ญาณานิ ฯ
สตฺตนฺนํ โพธิสตฺตานํ สตฺตสุ เวยฺยากรเณสุ สตฺตติ ธมฺมา สตฺตติ อตฺถา จตฺตารีสสตา ๒ นิรุตฺติโย อสีติ จ เทฺว จ ญาณสตานิ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า สมุทัย สมุทัย ดูกรภิกษุทั้งหลายจักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นิโรธ นิโรธ ในไวยากรณภาษิตของพระวิปัสสีโพธิสัตว์ มีธรรม๑๐ มีอรรถ ๑๐ มีนิรุติ ๒๐ มีญาณ ๔๐ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระสิขีโพธิสัตว์ฯลฯ พระเวสสภูโพธิสัตว์ ฯลฯ พระกกุสันธโพธิสัตว์ ฯลฯพระโกนาคมน์โพธิสัตว์ ฯลฯ
พระกัสสปโพธิสัตว์ ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่าสมุทัย สมุทัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระกัสสปโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า นิโรธ นิโรธ ในไวยกรณภาษิตของพระกัสสปโพธิสัตว์ มีธรรม ๑๐ มีอรรถ ๑๐ มีนิรุติ ๒๐มีญาณ ๔๐ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระโคดมโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า สมุทัย สมุทัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่พระโคดมโพธิสัตว์ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่านิโรธ นิโรธ ในไวยากรณภาษิตของพระโคดมโพธิสัตว์ มีธรรม ๑๐ มีอรรถ๑๐ มีนิรุติ ๒๐ มีญาณ ๔๐ ฯ
ในไวยากรณภาษิต ๗ ของพระโพธิสัตว์ ๗ องค์ มีธรรม ๗๐ มีอรรถ๗๐ มีนิรุติ ๑๔๐มีญาณ ๒๘๐ ฯ
ยาวตา อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย อภิญฺญฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ๑ ยาวตา ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา ปหานสฺส ปหานฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา ภาวนาย ภาวนฏฺโฐ ฯเปฯ ฯ
ยาวตา สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย สจฺฉิกิริยฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ อภิญฺญาย อภิญฺญฏฺเฐ ปริญฺญาย ปริญฺญฏฺเฐ ปหานาย ปหานฏฺเฐ ภาวนาย ภาวนฏฺเฐ สจฺฉิกิริยาย สจฺฉิกิริยฏฺเฐ ปญฺจวีสสตํ ธมฺมา ปญฺจวีสสตํ อตฺถา อฑฺฒเตยฺยนิรุตฺติสตานิ ปญฺจ ญาณสตานิ ฯ
๑ ม. โคตมสฺส โพธิสตฺตสฺส ฯ ๒ ม. จตฺตารีสสตํ ฯ
จักษุ ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา เรารู้แล้ว เห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้ว ตลอดหมดด้วยปัญญา อรรถว่ารู้ยิ่ง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ
๑๐๐ ฯลฯ อรรถว่ากำหนดรู้แห่งปริญญา ฯลฯ อรรถว่าละแห่งปหานะ ฯลฯ อรรถว่าเจริญแห่งภาวนา ฯลฯ ฯ
จักษุ ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญาอรรถว่าทำให้แจ้ง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในอรรถว่ารู้ยิ่งแห่งอภิญญา ในอรรถว่ากำหนดรู้แห่งปริญญา ในอรรถว่าละแห่งปหานะในอรรถว่าเจริญแห่งภาวนา ในอรรถว่าทำให้แจ้งแห่งสัจฉิกิริยา มีธรรม ๑๒๕ มีอรรถ ๑๒๕ มีนิรุติ ๒๕๐ มีญาณ ๕๐๐ ฯ
ยาวตา ขนฺธานํ ขนฺธฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ขนฺธฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ขนฺธานํ ขนฺธฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ยาวตา ธาตูนํ ธาตฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา อายตนานํ อายตนฏฺโฐ ยาวตา สงฺขตานํ สงฺขตฏฺโฐ ยาวตา อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย อสงฺขตฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ขนฺธานํ ขนฺธฏฺเฐ ธาตูนํ ธาตฏฺเฐ อายตนานํ อายตนฏฺเฐ สงฺขตานํ สงฺขตฏฺเฐ อสงฺขตสฺส อสงฺขตฏฺเฐ ปญฺจวีสสตํ ธมฺมา ปญฺจวีสสตํ อตฺถา อฑฺฒเตยฺยนิรุตฺติสตานิ ปญฺจ ญาณสตานิ ฯ
๑ ม. ยุ. สตํ ญาณานิ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
จักษุ ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้งหลายเรารู้แล้ว เห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญา อรรถว่ากอง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้งหลาย มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ ญาณ๑๐๐จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นว่า อรรถว่าทรงไว้แห่งธาตุทั้งหลาย ฯลฯอรรถว่าบ่อเกิดแห่งอายตนะทั้งหลาย อรรถว่าปัจจัยปรุงแต่งแห่งสังขตธรรมทั้งหลาย อรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม เรารู้แล้ว เห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอด หมดด้วยปัญญา
อรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในอรรถว่ากองแห่งขันธ์ทั้งหลาย
ในอรรถว่าทรงไว้แห่งธาตุทั้งหลาย ในอรรถว่าบ่อเกิดแห่งอายตนะทั้งหลาย ในอรรถว่าปัจจัยปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรมทั้งหลายในอรรถว่าปัจจัยไม่ปรุงแต่งแห่งอสังขตธรรม มีธรรม ๑๒๕ มีอรรถ๑๒๕ มีนิรุติ ๒๕๐ มีญาณ ๕๐๐ ฯ
ยาวตา ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ทุกฺขฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ทุกฺขสฺส ทุกฺขฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ยาวตา สมุทยสฺส สมุทยฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา นิโรธสฺส นิโรธฏฺโฐ ยาวตา มคฺคสฺส มคฺคฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย มคฺคฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ มคฺคสฺส มคฺคฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ จตูสุ อริยสจฺเจสุ สตํ ธมฺมา สตํ อตฺถา เทฺว นิรุตฺติสตานิ จตฺตาริ ญาณสตานิ ฯ
จักษุ ... แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าทนได้ยากแห่งทุกข์เรารู้แล้ว เห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญาอรรถว่าทนได้ยาก ที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าทนได้ยากแห่งทุกข์ มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ จักษุ ฯลฯแสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าเหตุให้เกิดแห่งสมุทัย ฯลฯ อรรถว่าดับแห่งนิโรธอรรถว่าเป็นทางแห่งมรรค เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญา อรรถว่าเป็นทางที่เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญาไม่มี ในอรรถว่าเป็นทางแห่งมรรค มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐มีญาณ ๑๐๐ ในอริยสัจ ๔ มีธรรม ๑๐๐ มีอรรถ
๑๐๐ มีนิรุติ ๒๐๐ มีญาณ ๔๐๐ ฯ
ยาวตา อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อตฺถปฏิสมฺภิทาย อตฺถปฏิสมฺภิทฏฺเฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ยาวตา ธมฺมปฏิสมฺภิทาย ธมฺมปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ฯเปฯ ยาวตา นิรุตฺติปฏิสมฺภิทาย นิรุตฺติปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ยาวตา ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ญาโต ทิฏฺโฐ วิทิโต สจฺฉิกโต ผสฺสิโต ปญฺญาย อผสฺสิโต ปญฺญาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ปฏิภาณปฏิสมฺภิทาย ปฏิภาณปฏิสมฺภิทฏฺโฐ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ จตูสุ ปฏิสมฺภิทาสุ สตํ๛ ธมฺมา สตํ อตฺถา เทฺว นิรุตฺติสตานิ จตฺตาริ ญาณสตานิ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าความแตกฉานในอรรถแห่งอรรถ
ปฏิสัมภิทา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญาอรรถว่าความแตกฉานในอรรถ เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอรรถว่าความแตกฉานในอรรถแห่งอรรถปฏิสัมภิทา มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อรรถว่าความแตกฉานในธรรมแห่งธรรมปฏิสัมภิทา อรรถว่าความแตกฉานในนิรุติแห่งนิรุติปฏิสัมภิทา อรรถว่าความแตกฉานในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา เรารู้แล้ว เห็นแล้ว
ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญา อรรถว่าความแตกฉานในปฏิภาณ ที่เราไม่ถูกต้องแล้วไม่มี ในอรรถว่าความแตกฉานในปฏิภาณแห่งปฏิภาณปฏิสัมภิทา มีธรรม ๒๕มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในปฏิสัมภิทา ๔ มีธรรม ๑๐๐มีอรรถ ๑๐๐ มีนิรุติ ๒๐๐มีญาณ ๔๐๐ ฯ
ยาวตา อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ ญาตํ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาณํ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อินฺทฺริยปโรปริยตฺเต ญาเณ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ยาวตา สตฺตานํ อาสยานุสเย ญาณํ ฯเปฯ ยาวตา ยมกปาฏิหิเร ๑ ญาณํ ยาวตา มหากรุณาสมาปตฺติยา ญาณํ [๒] ยาวตา อนาวรณญาณํ ญาตํ ทิฏฺฐํ วิทิตํ สจฺฉิกตํ ผสฺสิตํ ปญฺญาย อผสฺสิตํ ปญฺญาย อนาวรณญาณํ นตฺถีติ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ อนาวรเณ ญาเณ ปญฺจวีสติ ธมฺมา ปญฺจวีสติ อตฺถา ปญฺญาสํ นิรุตฺติโย สตญาณานิ ฉสุ พุทฺธธมฺเมสุ ทิยฑฺฒสตํ ธมฺมา ทิยฑฺฒสตํ อตฺถา ตีณิ นิรุตฺติสตานิ ฉ ญาณสตานิ ปฏิสมฺภิทาปกรเณ ๑ อฑฺฒนวมานิ ธมฺมสตานิ อฑฺฒนวมานิ อตฺถสตานิ นิรุตฺติสหสฺสญฺจ สตฺต จ นิรุตฺติสตานิ ตีณิ จ ญาณสหสฺสานิ จตฺตาริ จ ญาณสตานีติ ฯ
ปฏิสมฺภิทากถา ฯ
๑ ม. ยุ. ยมกปาฏิหีเร ฯ ๒ ม. ยาวตา สพฺพญฺญุตฺตญฺญาณํ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า อินทรียปโรปริยัติญาณ เรารู้แล้ว เห็นแล้วทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญา อินทรียปโรปริยัติญาณ เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มี ในอินทรียปโรปริยัติญาณ มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐จักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นว่า ญาณในฉันทะอันมานอนและกิเลสอนุสัยของสัตว์ทั้งหลาย ฯลฯ
ยมกปาฏิหาริยญาณ มหากรุณาสมาปัตติญาณ อนาวรณญาณ เรารู้แล้ว เห็นแล้ว ทราบแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว ถูกต้องแล้วตลอดหมดด้วยปัญญา อนาวรณญาณ เราไม่ถูกต้องแล้วด้วยปัญญา ไม่มีในอนาวรณญาณ มีธรรม ๒๕ มีอรรถ ๒๕ มีนิรุติ ๕๐ มีญาณ ๑๐๐ ในพุทธธรรม ๖ มีธรรม๑๕๐ มีอรรถ ๑๕๐ มีนิรุติ ๓๐๐ มีญาณ๖๐๐ ในปกรณ์ปฏิสัมภิทา มีธรรม ๘๕๐ มีอรรถ ๘๕๐มีนิรุติ ๑๗๐๐มีญาณ ๓๔๐๐ ฉะนี้แล ฯ
จบปฏิสัมภิทากถา
ยุคนทฺธวคฺเค ธมฺมจกฺกกถา
ยุคนัทธวรรค ธรรมจักรกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ธรรมจักรกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา พาราณสิยํ วิหรติ ฯเปฯ อิติ หิทํ อายสฺมโต โกณฺฑญฺญสฺส อญฺญาโกณฺฑญฺโญเตฺวว นามํ อโหสิ ฯ
อิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุทปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาณํ ธมฺโม ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปญฺญา ธมฺโม ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ วิชฺชา ธมฺโม ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา ทุกฺขวตฺถุกา สจฺจวตฺถุกา สจฺจารมฺมณา สจฺจโคจรา สจฺจสงฺคหิตา สจฺจปริยาปนฺนา สจฺเจ สมุปาคตา สจฺเจ ฐิตา สจฺเจ ปติฏฺฐิตา ฯ
๑ ม. ยุ. ปฏิสมฺภิทาธิกรเณ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้พระนครพาราณสีฯลฯ เพราะเหตุดังนี้นั้น ท่านพระโกณฑัญญะ จึงมีชื่อว่าอัญญาโกณฑัญญะ ดังนี้ ฯ
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยฟังมาก่อนว่า นี้ทุกขอริยสัจ ... คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ญาณเป็นธรรม ความรู้เป็นอรรถ ปัญญาเป็นธรรมความรู้ทั่วเป็นอรรถ วิชชาเป็นอรรถ ความแทงตลอดเป็นธรรมแสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์ มีสัจจะเป็นโคจร สงเคราะห์เข้าในสัจจะ นับเนื่องในสัจจะ เข้ามาประชุมในสัจจะตั้งอยู่ในสัจจะ ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย( ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม วสิปฺปตฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม วสึ ปาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปารมิปฺปตฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปารมึ ปาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม เวสารชฺชปฺปตฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม เวสารชฺชํ ปาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมํ สกฺกโรนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ
ธมฺมํ ครุกโรนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมํ มาเนนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมํ ปูเชนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมํ อปจายมาโน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมทฺธโช ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมเกตุํ ๑ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมาธิปเตยฺโย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ตํ โข ปน ธมฺมจกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ธมฺมจกฺกํ สทฺธินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ วิริยินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สตินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมาธินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ
ปญฺญินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สทฺธาพลํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ วิริยพลํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สติพลํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมาธิพลํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปญฺญาพลํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค
ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อุเปกฺขาสมฺโพฌงฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาทิฏฺฐิ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาสงฺกปฺโป ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาวาจา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมากมฺมนฺโต ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาอาชีโว ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาวายาโม ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาสติ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมฺมาสมาธิ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อกมฺปิยฏฺเฐน พลา ๑ ธมฺโม
ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ นิยฺยานฏฺเฐน โพชฺฌงฺคา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ เหตฏฺเฐน มคฺโค ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ตถฏฺเฐน สจฺจา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ
ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ มุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปฏิเวธฏฺเฐน วิชฺชา ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯ
๑ ม. ธมฺมเกตุ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. พลํ ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่าพระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ทรงให้จักรและธรรมเป็นไป ทรงให้จักรเป็นไปโดยธรรม ทรงให้จักรเป็นไปโดยการประพฤติเป็นธรรม ทรงดำรงอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชประดิษฐานอยู่ในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงยังประชาชนให้บรรลุถึงความชำนาญในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนให้บรรลุถึงความยอดเยี่ยมในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงให้ประชาชนบรรลุถึงความแกล้วกล้าในธรรมให้จักรเป็นไป ทรงสักการะธรรมให้จักรเป็นไป
ทรงเคารพธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนับถือธรรมให้จักรเป็นไปทรงบูชาธรรมให้จักรเป็นไป ทรงนอบน้อมธรรมให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นธงให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นยอดให้จักรเป็นไป ทรงมีธรรมเป็นใหญ่ให้จักรเป็นไป ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่า ก็ธรรมจักรนั้นแลสมณะพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม หรือใครๆ ในโลก ให้เป็นไปไม่ได้ ชื่อว่าธรรมจักรเพราะอรรถว่าสัทธินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไป ...ปัญญินทรีย์เป็นธรรม ทรงให้ธรรมนั้นเป็นไปสัทธาพละเป็นธรรม ...ปัญญาพละเป็นธรรม สติสัมโพชฌงค์เป็นธรรม ... อุเบกขาสัมโพชฌงค์เป็นธรรม สัมมาทิฐิเป็นธรรม ... สัมมาสมาธิเป็นธรรม อินทรีย์เป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่พละเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว
โพชฌงค์เป็นธรรมเพราะอรรถว่านำออก มรรคเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ สติปัฏฐานเป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งมั่น สัมมัปปธานเป็นธรรมเพราะอรรถว่าตั้งไว้ อิทธิบาทเป็นธรรมเพราะอรรถว่าให้สำเร็จ สัจจะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นของแท้สมถะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน วิปัสสนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น สมถวิปัสสนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่ามีกิจเป็นอันเดียวกัน ธรรมที่เป็นคู่เป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน
ศีลวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าสำรวม จิตตวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ทิฐิวิสุทธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเห็น วิโมกข์เป็นธรรมเพราะอรรถว่าพ้น วิชาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าแทงตลอด วิมุติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าบริจาค ญาณในความสิ้นไปในธรรมเพราะอรรถว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นเป็นธรรมเพราะอรรถว่าระงับ ฉันทะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นมูล มนสิการเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม เวทนาเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม สมาธิเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นประธานสติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นธรรมเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ วิมุติเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร
นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขํ อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยนฺติ ฯเปฯ ปริญฺญาตนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ฯเปฯ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา ทุกฺขวตฺถุกา สจฺจวตฺถุกา สจฺจารมฺมณา สจฺจโคจรา สจฺจสงฺคหิตา สจฺจปริยาปนฺนา สจฺเจ สมุปาคตา สจฺเจ ฐิตา สจฺเจ ปติฏฺฐิตา ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขอริยสัจนี้นั้นแล ควรกำหนดรู้ ฯลฯ เรากำหนดรู้แล้ว คำว่าจักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร
ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ...ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
อิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ตํ โข ปนิทํ ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ ปหาตพฺพนฺติ ฯเปฯ ปหีนนฺติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ฯเปฯ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา สมุทยวตฺถุกา สจฺจวตฺถุกา ฯเปฯ นิโรธวตฺถุกา มคฺควตฺถุกา สจฺจวตฺถุกา สจฺจารมฺมณา สจฺจโคจรา สจฺจสงฺคหิตา สจฺจปริยาปนฺนา สจฺเจ สมุปาคตา สจฺเจ ฐิตา สจฺเจ ปติฏฺฐิตา ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลาย ที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่านี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้นแล ควรละ ฯลฯเราละได้แล้ว คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไรฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้น เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถ ธรรม ๕ ประการนี้ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งสมุทัยเป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งนิโรธ เป็นที่ตั้งแห่งมรรค เป็นที่ตั้งแห่งสัจจะ มีสัจจะเป็นอารมณ์ ... ประดิษฐานอยู่ในสัจจะ ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรมเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
อยํ กาเย กายานุปสฺสนาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ สา โข ปนายํ กาเย กายานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯเปฯ อยํ เวทนาสุ ฯเปฯ อยํ จิตฺเต ฯเปฯ อยํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ สา โข ปนายํ ธมฺเมสุ ธมฺมานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิตาติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อยํ กาเย กายานุปสฺสนาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ สา โข ปนายํ กาเย กายานุปสฺสนา ภาเวตพฺพาติ ฯเปฯ ภาวิตาติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯเปฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ฯเปฯ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา กายวตฺถุกา สติปฏฺฐานวตฺถุกา ฯเปฯ เวทนาวตฺถุกา สติปฏฺฐานวตฺถุกา จิตฺตวตฺถุกา สติปฏฺฐานวตฺถุกา ธมฺมวตฺถุกา สติปฏฺฐานวตฺถุกา สติปฏฺฐานารมฺมณา สติปฏฺฐานโคจรา สติปฏฺฐานสงฺคหิตา สติปฏฺฐานปริยาปนฺนา สติปฏฺฐาเน สมุปาคตา สติปฏฺฐาเน ฐิตา สติปฏฺฐาเน ปติฏฺฐิตา ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่
เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายจักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ
เราเจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า การพิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาทั้งหลายนี้ ฯลฯ การพิจารณาเห็นจิตในจิตนี้ ฯลฯ
การพิจารณาเห็นธรรมในธรรมทั้งหลายนี้ ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้วจักษุ ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้ จักษุ ฯลฯ
แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็การพิจารณาเห็นกายในกายนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯเราเจริญแล้ว คำว่า จักษุ เกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งกายเป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน เป็นที่ตั้งแห่งธรรมเป็นที่ตั้งแห่งสติปัฏฐาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ ... ประดิษฐานอยู่ในสติปัฏฐาน ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
อยํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ
เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โส โข ปนายํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิโตติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ อยํ วิริยสมาธิ ฯเปฯ อยํ จิตฺตสมาธิ ฯเปฯ อยํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โส โข ปนายํ วีมํสาสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ เม ภิกฺขเว ฯเปฯ ภาวิโตติ เม ภิกฺขเว ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ
อยํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โส โข ปนายํ ฉนฺทสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ ฯเปฯ ภาวิโตติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ญาณํ อุทปาทิ ปญฺญา อุทปาทิ วิชฺชา อุทปาทิ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ญาณํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ปญฺญา อุทปาทีติ เกนตฺเถน วิชฺชา อุทปาทีติ เกนตฺเถน อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ญาณํ อุทปาทีติ ญาตฏฺเฐน ปญฺญา อุทปาทีติ ปชานนฏฺเฐน วิชฺชา อุทปาทีติ ปฏิเวธฏฺเฐน อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ญาณํ ธมฺโม ญาตฏฺโฐ อตฺโถ ปญฺญา ธมฺโม ปชานนฏฺโฐ อตฺโถ วิชฺชา ธมฺโม ปฏิเวธฏฺโฐ อตฺโถ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา ฉนฺทวตฺถุกา อิทฺธิปาทวตฺถุกา อิทฺธิปาทารมฺมณา อิทฺธิปาทโคจรา อิทฺธิปาทสงฺคหิตา อิทฺธิปาทปริยาปนฺนา อิทฺธิปาเท สมุปาคตา อิทฺธิปาเท ฐิตา อิทฺธิปาเท ปติฏฺฐิตา ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม วสิปฺปตฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม วสึ ปาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปารมิปฺปตฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปารมึ ปาเปนฺโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม อปจายมาโน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมทฺธโช ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมเกตุํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมาธิปเตยฺโย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ อปฺปฏิวตฺติยํ สมเณน วา พฺราหฺมเณน วา เทเวน วา มาเรน วา พฺรหฺมุนา วา เกนจิ วา โลกสฺมินฺติ ธมฺมจกฺกํ อินฺทฺริยํ ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯ
อยํ วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโทติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ โส โข ปนายํ วิริยสมาธิปธานสงฺขารสมนฺนาคโต อิทฺธิปาโท ภาเวตพฺโพติ ฯเปฯ ภาวิโตติ ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ธมฺเมสุ จกฺขุํ อุทปาทิ ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทิ ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ เกนตฺเถน ฯ จกฺขุํ อุทปาทีติ ทสฺสนฏฺเฐน ฯเปฯ อาโลโก อุทปาทีติ โอภาสฏฺเฐน ฯ
จกฺขุํ ธมฺโม ทสฺสนฏฺโฐ อตฺโถ ฯเปฯ อาโลโก ธมฺโม โอภาสฏฺโฐ อตฺโถ อิเม ปญฺจ ธมฺมา ปญฺจ อตฺถา วิริยวตฺถุกา อิทฺธิปาทวตฺถุกา ฯเปฯ จิตฺตวตฺถุกา อิทฺธิปาทวตฺถุกา วีมํสาวตฺถุกา อิทฺธิปาทวตฺถุกา อิทฺธิปาทารมฺมณา อิทฺธิปาทโคจรา อิทฺธิปาทสงฺคหิตา อิทฺธิปาทปริยาปนฺนา อิทฺธิปาเท สมุปาคตา อิทฺธิปาเท ฐิตา อิทฺธิปาเท ปติฏฺฐิตา ฯ
ธมฺมจกฺกนฺติ เกนตฺเถน ธมฺมจกฺกํ ฯ ธมฺมญฺจ ปวตฺเตติ จกฺกญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ จกฺกญฺจ ปวตฺเตติ ธมฺมญฺจาติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเมน ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺมจริยาย ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ธมฺเม ปติฏฺฐิโต ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกํ ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ธมฺโม ตํ ธมฺมํ ปวตฺเตตีติ ธมฺมจกฺกนฺติ ฯ
ธมฺมจกฺกกถา [๑] ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลายจักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแลควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุ ฯลฯแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยจิตและปธานสังขารนี้ ฯลฯ อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิมังสาและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้ว ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยฉันทะและปธานสังขารนี้นั้นแล ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้วคำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ... คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ... แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งฉันทะเป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์ ... ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้ จักษุ ฯลฯแสงสว่าง เกิดขึ้นในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ก็อิทธิบาทประกอบด้วยสมาธิอันยิ่งด้วยวิริยะและปธานสังขารนี้นั้นแล
ควรเจริญ ฯลฯ เราเจริญแล้วคำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่ากระไร ฯ
คำว่า จักษุเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ คำว่า แสงสว่างเกิดขึ้นเพราะอรรถว่าสว่างไสว ฯ
จักษุเป็นธรรม ความเห็นเป็นอรรถ ฯลฯ แสงสว่างเป็นธรรม ความสว่างไสวเป็นอรรถธรรม ๕ ประการ อรรถ ๕ ประการนี้ เป็นที่ตั้งแห่งวิริยะเป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท ฯลฯ เป็นที่ตั้งแห่งจิต เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท เป็นที่ตั้งแห่งวิมังสา เป็นที่ตั้งแห่งอิทธิบาท มีอิทธิบาทเป็นอารมณ์มีอิทธิบาทเป็นโคจรสงเคราะห์เข้าในอิทธิบาท นับเนื่องในอิทธิบาท เข้ามาประชุมในอิทธิบาท ตั้งอยู่ในอิทธิบาท ประดิษฐานอยู่ในอิทธิบาท ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร ในคำว่า ธมฺมจกฺกํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าธรรมจักร เพราะอรรถว่า พระผู้มีพระภาคทรงให้ธรรมและจักรเป็นไป ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะเป็นธรรม เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ทรงให้ธรรมนั้นๆ เป็นไป ฯ
จบธรรมจักรกถา ฯ
ยุคนทฺธวคฺเค โลกุตฺตรกถา
ยุคนัทธวรรค โลกุตรกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค โลกุตรกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
กตเม ธมฺมา โลกุตฺตรา ฯ จตฺตาโร สติปฏฺฐานา จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ปญฺจินฺทฺริยานิ ปญฺจ พลานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค จตฺตาโร อริยมคฺคา จตฺตาริ จ สามญฺญผลานิ นิพฺพานญฺจ อิเม ธมฺมา โลกุตฺตราติ ๒ ฯ
โลกุตฺตราติ เกนตฺเถน โลกุตฺตรา ฯ โลกํ อุตฺตรนฺตีติ ๓ โลกุตฺตรา โลกโต อุตฺตรนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกา อุตฺตรนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา อุตฺตรนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ สมติกฺกนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ สมติกฺกมนฺตาติ โลกุตฺตรา โลเก ๔ อติเรกาติ โลกุตฺตรา [๕] โลกา นิสฺสรนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกโต นิสฺสรนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา นิสฺสรนฺตีติ โลกุตฺตรา ๖ โลกา นิสฺสชฺชนฺตีติ ๑ โลกุตฺตรา โลกโต ๒ นิสฺสชฺชนฺตีติ ๓ โลกุตฺตรา โลกมฺหา นิสฺสชฺชนฺตีติ ๔ โลกุตฺตรา โลเก น ติฏฺฐนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหิ น ติฏฺฐนฺตีติ โลกุตฺตรา โลเก น ลิมฺปนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหิ ๕ น ลิมฺปนฺตีติ โลกุตฺตรา โลเก
อสํลิตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเกน อสํลิตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเก อนุปลิตฺตาติ โลกุตฺตรา8 โลเกน อนุปลิตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเก วิปฺปมุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเกน วิปฺปมุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกา วิปฺปมุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกโต วิปฺปมุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา วิปฺปมุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเก วิสญฺญุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลเกน วิสญฺญุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกา วิสญฺญุตฺตาติ โลกุตฺตรา [๖] โลกโต วิสญฺญุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา วิสญฺญุตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกา สุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกโต สุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา สุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกา วิสุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกโต วิสุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา
วิสุชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกา วุฏฺฐหนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกโต วุฏฺฐหนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา วุฏฺฐหนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกา วิวชฺชนฺตีติ ๗ โลกุตฺตรา โลกโต วิวชฺชนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกมฺหา วิวชฺชนฺตีติ โลกุตฺตรา โลเก น สชฺชนฺตีติ โลกุตฺตรา โลเก น คยฺหนฺตีติ โลกุตฺตรา โลเก น พชฺฌนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ สมุจฺฉินฺทนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ สมุจฺฉินฺนตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกํ ปฏิปฺปสฺสมฺเภนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ ปฏิปฺปสฺสมฺภิตตฺตาติ โลกุตฺตรา โลกสฺส อปจฺจาคตีติ ๑ โลกุตฺตรา โลกสฺส อคตีติ โลกุตฺตรา โลกสฺส อวิสยาติ โลกุตฺตรา โลกสฺส อสาธารณาติ โลกุตฺตรา โลกํ วมนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ น ปจฺจาคมนฺตีติ ๒ โลกุตฺตรา โลกํ ชหนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ น อุปฺปาทยนฺตีติ ๓ โลกุตฺตรา โลกํ วิสิเนนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ นยนฺตีติ ๔ โลกุตฺตรา โลกํ วิธูเปนฺตีติ โลกุตฺตรา โลกํ น สุธูเปนฺตีติ ๕ โลกุตฺตรา โลกํ สมติกฺกมฺม อภิภุยฺย ติฏฺฐนฺตีติ โลกุตฺตราติ ฯ
โลกุตฺตรกถา
___________
ยุคนทฺธวคฺเค พลกถา
สาวตฺถีนิทานํ ฯ
๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ นิฏฺฐิตาติ ทิสฺสติ ฯ ๒ สี. อิติสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
๓ ม. ตรนฺตีติ ฯ ๔ ม. โลเกน ฯ ๕ ม. ยุ. โลกนฺตํ ตรนฺตีติ โลกุตฺตรา ฯ
๖ สี. อิโต จิณฺหนฺตเร โลเกน ปฏินิสฺสฏาติ โลกุตฺตรา โลกธมฺมา นิสฺสฏาติ
โลกุตฺตราติ ลิขิตํ ฯ
๑-๓-๔ ม. ยุ. นิสฺสฏาติ ฯ ๒-๕ ม. ยุ. โลเกน ฯ ๖ ม. โลกสฺมึ ฯ
๗ สี. ม. ยุ. วิวฏฺฏนฺตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ธรรมเหล่าไหนเป็นโลกุตระ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔
อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ มรรคมีองค์ ๘ อริยมรรค ๔สามัญผล ๔ และนิพพานธรรมเหล่านี้เป็นโลกุตระ ฯ
ชื่อว่าโลกุตระ ในคำว่า โลกุตฺตรา นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าโลกุตระ เพราะอรรถว่า ข้ามพ้นโลก ข้ามพ้นแต่โลก ข้ามไป
จากโลก ล่วงพ้นโลก ล่วงพ้นโลกอยู่ เป็นอดิเรกในโลก สลัดออกแต่โลกสลัดออกจากโลก
สลัดไปจากโลก สลัดออกไปจากโลก สละออกแต่โลกสละออกจากโลก สละออกไปจากโลกไม่ตั้งอยู่ในโลก ไม่ดำรงอยู่ในโลกไม่ติดอยู่ในโลก ไม่เปื้อนในโลก ไม่ไล้ในโลก ไม่ไล้ด้วยโลกไม่ฉาบในโลกไม่ฉาบด้วยโลก หลุดไปในโลก หลุดไปจากโลก พ้นไปจากโลก หลุดพ้นไปแต่โลก ไม่เกี่ยวข้องในโลก ไม่เกี่ยวข้องด้วยโลก พรากออกแต่โลก พรากออกจากโลก พรากออกไปแต่โลก หมดจดแต่โลก หมดจดกว่าโลก หมดจดจากโลก สะอาดแต่โลก สะอาดกว่าโลก สะอาดจากโลก ออกแต่โลก ออกจากโลก ออกไปจากโลก เว้นแต่โลก เว้นจากโลก
เว้นไปจากโลก ไม่ข้องในโลก ไม่ยึดในโลก ไม่พัวพันในโลก ตัดโลกขาดอยู่ ตัดโลกขาดแล้วให้โลกระงับอยู่ ให้โลกระงับแล้ว ไม่กลับมาสู่โลก ไม่เป็นคติของโลก ไม่เป็นวิสัยของโลก
ไม่เป็นสาธารณะแก่โลก สำรอกโลก ไม่เวียนมาสู่โลกละโลก ไม่ยังโลกให้เกิด ไม่ลดโลกนำโลก กำจัดโลก ไม่อบโลกให้งามล่วงโลก ครอบงำโลกตั้งอยู่ ฉะนี้แล ฯ
จบโลกุตรกถา
ยุคนัทธวรรค พลกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค พลกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
ปญฺจิมานิ ภิกฺขเว พลานิ กตมานิ ปญฺจ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ อิมานิ โข ภิกฺขเว ปญฺจ พลานิ ฯ
อปิ จ อฏฺฐสฏฺฐี พลานิ สทฺธาพลํ วิริยพลํ สติพลํ สมาธิพลํ ปญฺญาพลํ หิริพลํ โอตฺตปฺปพลํ ปฏิสงฺขานพลํ ภาวนาพลํ อนวชฺชพลํ สงฺคาหพลํ ๖ ขนฺติพลํ ปญฺญตฺติพลํ นิชฺฌตฺติพลํ อิสฺสริยพลํ อธิฏฺฐานพลํ สมถพลํ วิปสฺสนาพลํ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ทส ขีณาสวพลานิ ทส อิทฺธิพลานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ
๑ ม. อปถาติ ฯ ยุ. อตีตาติ ฯ ๒ ม. ปจฺจาวมนฺตีติ ฯ ๓ ม. ยุ. อุปฺปาทิยนฺตีติ ฯ
๔ ม. ยุ. อุสฺสิเนนฺตีติ ฯ ๕ ม. สํธูเปนฺตีติ ฯ ยุ. สนฺธูเปนฺตีติ ฯ
๖ สงฺคหพลนฺติปิ ปาโฐ ฯ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย พละ ๕ ประการนี้ ๕ ประการเป็นไฉน คือ สัทธาพละวิริยพละ สติพละ สมาธิพละ ปัญญาพละ ดูกรภิกษุทั้งหลายพละ ๕ ประการนี้แล ฯ
อีกอย่างหนึ่ง พละ ๖๘ ประการ คือ สัทธาพละ วิริยพละ สติพละ สมาธิพละปัญญาพละ หิริพละ โอตตัปปพละ ปฏิสังขานพละ ภาวนาพละอนวัชชพละ สังคาหพละขันติพละ ปัญญัตติพละ นิชฌัตติพละ อิสริยพละอธิษฐานพละ สมถพละ วิปัสสนาพละ
เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ ขีณาสวพละ ๑๐ อิทธิพละ ๑๐ ตถาคตพละ ๑๐ ฯ
กตมํ สทฺธาพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย น กมฺปตีติ สทฺธาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน ๑ สทฺธาพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน สทฺธาพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน สทฺธาพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน สทฺธาพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน สทฺธาพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน สทฺธาพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สทฺธาพลํ อิทํ สทฺธาพลํ ฯ
กตมํ วิริยพลํ ฯ โกสชฺเช น กมฺปตีติ วิริยพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน วิริยพลํ กิเลสานํ ปริยาทานฏฺเฐน วิริยพลํ ปฏิเวธาทิวิโสธนฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส อธิฏฺฐานฏฺเฐน วิริยพลํ จิตฺตสฺส โวทานฏฺเฐน วิริยพลํ วิเสสาธิคมฏฺเฐน วิริยพลํ อุตฺตริปฏิเวธฏฺเฐน วิริยพลํ สจฺจาภิสมยฏฺเฐน วิริยพลํ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน วิริยพลํ อิทํ วิริยพลํ ฯ
กตมํ สติพลํ ฯ ปมาเท น กมฺปตีติ สติพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สติพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สติพลํ อิทํ สติพลํ ฯ
กตมํ สมาธิพลํ ฯ อุทฺธจฺเจ น กมฺปตีติ สมาธิพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน สมาธิพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน สมาธิพลํ อิทํ สมาธิพลํ ฯ
กตมํ ปญฺญาพลํ ฯ อวิชฺชาย น กมฺปตีติ ปญฺญาพลํ สหชาตานํ ธมฺมานํ อุปตฺถมฺภนฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ฯเปฯ นิโรเธ ปติฏฺฐาปกฏฺเฐน ปญฺญาพลํ อิทํ ปญฺญาพลํ ฯ
๑ อิธ เจว อุปริ จ อุปฏฺฐมฺภนฏฺเฐนาติ วา ปาโฐ ฯ
สัทธาพละเป็นไฉน ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปใน
ความไม่ศรัทธา เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม เพราะความว่าครอบงำกิเลสทั้งหลาย เพราะความว่าเป็นความสะอาดในเบื้องต้นแห่งปฏิเวธเพราะความว่าเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิต เพราะความว่าเป็นที่ผ่องแผ้วแห่งจิต เพราะความว่าเป็นเครื่องบรรลุคุณวิเศษ เพราะความว่าแทงตลอดธรรมที่ยิ่งเพราะความว่าตรัสรู้สัจจะ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสัทธาพละ ฯ
วิริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้านเพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นวิริยพละ ฯ
สติพละเป็นไฉน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาทเพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสติพละ ฯ
สมาธิพละเป็นไฉน ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะเพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ นี้เป็นสมาธิพละ ฯ
ปัญญาพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่า ไม่หวั่นไหวไปในความประมาท เพราะความว่าอุปถัมภ์สหชาตธรรม ฯลฯ เพราะความว่าให้การกบุคคลตั้งอยู่เฉพาะในนิโรธ
นี้เป็นปัญญาพละ ฯ
กตมํ หิริพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ หิริยตีติ ๑ หิริพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ หิริยตีติ หิริพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ หิริยตีติ หิริพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ หิริยตีติ หิริพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ หิริยตีติ หิริพลํ ญาเณน อวิชฺชํ หิริยตีติ หิริพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ หิริยตีติ หิริพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ หิริยตีติ หิริพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส หิริยตีติ หิริพลํ อิทํ หิริพลํ ฯ
กตมํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน อวิชฺชํ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส โอตฺตปฺปตีติ โอตฺตปฺปพลํ อิทํ โอตฺตปฺปพลํ ฯ
กตมํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ญาเณน อวิชฺชํ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปาโมชฺเชน อรตึ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ อิทํ ปฏิสงฺขานพลํ ฯ
๑ ม. หิรียตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
หิริพละเป็นไฉน ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ละอายพยาบาทด้วยความไม่พยาบาท ละอายถีนมิทธะด้วยโลกสัญญา ละอายอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ละอายวิจิกิจฉาด้วยธรรมววัตถานละอายอวิชชาด้วยญาณ ละอายอรติด้วยความปราโมทย์ ละอายนิวรณ์ด้วยปฐมฌานฯลฯ ละอายสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นหิริพละ ฯ
โอตตัปปพละเป็นไฉน ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัว กามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ เกรงกลัวสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นโอตตัปปพละ ฯ
ปฏิสังขานพละเป็นไฉน ชื่อว่าปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ฯลฯ พิจารณาสรรพกิเลสด้วยอรหัตมรรค นี้เป็นปฏิสังขานพละ ฯ
กตมํ ภาวนาพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อุทฺธจฺจํ ปชหนฺโต อวิกฺเขปํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ วิจิกิจฺฉํ ปชหนฺโต ธมฺมววตฺถานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อวิชฺชํ ปชหนฺโต ญาณํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อรตึ ปชหนฺโต ปาโมชฺชํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ นีวรเณ ปชหนฺโต ปฐมชฺฌานํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ภาวนาพลํ อิทํ ภาวนาพลํ ฯ
กตมํ อนวชฺชพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺเม นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาเท นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญาย นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขเป นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาเณ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺเช นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌาเน นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺเค นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ อิทํ อนวชฺชพลํ ฯ
กตมํ สงฺคาหพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ อิทํ สงฺคาหพลํ ฯ
ภาวนาพละเป็นไฉน ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมเจริญเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมเจริญความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเจริญอรหัตมรรค นี้เป็นภาวนาพละ ฯ
อนวัชชพละเป็นไฉน ชื่อว่าอนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ในความไม่พยาบาทไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละพยาบาทได้แล้วฯลฯ ในอรหัตมรรคไม่มีโทษน้อยหนึ่ง เพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นอนวัชชพละ ฯ
สังคาหพละเป็นไฉน ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมสะกดจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นสังคาหพละ ฯ
กตมํ ขนฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทสฺส ปหีนตฺตา เนกฺขมฺมํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯ พฺยาปาทสฺส ปหีนตฺตา อพฺยาปาโท ขมตีติ ขนฺติพลํ ถีนมิทฺธสฺส ปหีนตฺตา อาโลกสญฺญา ขมตีติ ขนฺติพลํ อุทฺธจฺจสฺส ปหีนตฺตา อวิกฺเขโป ขมตีติ ขนฺติพลํ วิจิกิจฺฉาย ปหีนตฺตา ธมฺมววตฺถานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อวิชฺชาย ปหีนตฺตา ญาณํ ขมตีติ ขนฺติพลํ อรติยา ปหีนตฺตา ปามุชฺชํ ขมตีติ ขนฺติพลํ นีวรณานํ ปหีนตฺตา ปฐมชฺฌานํ ขมตีติ ขนฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสานํ ปหีนตฺตา อรหตฺตมคฺโค ขมตีติ ขนฺติพลํ อิทํ ขนฺติพลํ ฯ
กตมํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ๑ ปญฺญตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ อิทํ ปญฺญตฺติพลํ ฯ
กตมํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ อิทํ นิชฺฌตฺติพลํ ฯ
กตมํ อิสฺสริยพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ อิทํ อิสฺสริยพลํ ฯ
กตมํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ กามจฺฉนฺทํ ปชหนฺโต เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ พฺยาปาทํ ปชหนฺโต อพฺยาปาทวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ถีนมิทฺธํ ปชหนฺโต อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ ฯเปฯ สพฺพกิเลเส ปชหนฺโต อรหตฺตมคฺควเสน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ อิทํ อธิฏฺฐานพลํ ฯ
๑ ม. ยุ. ปญฺญาเปตีติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ขันติพละเป็นไฉน ชื่อว่าขันติพละ เพราะอรรถว่า เนกขัมมะย่อมอดทน
เพราะละกามฉันทะได้แล้ว ความไม่พยาบาทย่อมอดทนเพราะละพยาบาทได้แล้ว ฯลฯ อรหัตมรรคย่อมอดทนเพราะละสรรพกิเลสได้แล้ว นี้เป็นขันติพละ ฯ
ปัญญัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาทย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจความไม่พยาบาท
ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมตั้งจิตไว้ด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นปัญญัตติพละ ฯ
นิชฌัตติพละเป็นไฉน ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะ ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจความไม่พยาบาท
ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลสย่อมเพ่งจิตด้วยอำนาจอรหัตมรรค นี้เป็นนิชฌัตติพละ ฯ
อิสริยพละเป็นไฉน ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรเมื่อละกามฉันทะย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถเนกขัมมะเมื่อละพยาบาท ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถความไม่พยาบาทฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมบังคับจิตให้เป็นไปตามอำนาจด้วยสามารถอรหัตมรรคนี้เป็นอิสริยพละ ฯ
อธิษฐานพละเป็นไฉน ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจร เมื่อละกามฉันทะ ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถเนกขัมมะ เมื่อละพยาบาท ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถความไม่พยาบาท ฯลฯ เมื่อละสรรพกิเลส ย่อมอธิษฐานจิตด้วยสามารถอรหัตมรรค นี้เป็นอธิษฐานพละ ฯ
กตมํ สมถพลํ ฯ เนกฺขมฺมวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อพฺยาปาทวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ อาโลกสญฺญาวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี อสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสี ปสฺสาสวเสน จิตฺตสฺส เอกคฺคตา อวิกฺเขโป สมถพลํ ฯ
สมถพลนฺติ เกนตฺเถน สมถพลํ ฯ ปฐมชฺฌาเนน นีวรเณ น กมฺปตีติ สมถพลํ ทุติยชฺฌาเนน วิตกฺกวิจาเร น กมฺปตีติ สมถพลํ ตติยชฺฌาเนน ปีติยา น กมฺปตีติ สมถพลํ จตุตฺถชฺฌาเนน สุขทุกฺเข น กมฺปตีติ สมถพลํ อากาสานญฺจายตนสมาปตฺติยา รูปสญฺญาย ปฏิฆสญฺญาย นานตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ วิญฺญาณญฺจายตนสมาปตฺติยา อากาสานญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อากิญฺจญฺญายตนสมาปตฺติยา วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ เนวสญฺญานาสญฺญายตนสมาปตฺติยา อากิญฺจญฺญายตนสญฺญาย น กมฺปตีติ สมถพลํ อุทฺธจฺเจ จ อุทฺธจฺจสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ สมถพลํ อิทํ สมถพลํ ฯ
สมถพละเป็นไฉน ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถ
เนกขัมมะ เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความไม่พยาบาท เป็นสมถพละ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถอาโลกสัญญาเป็นสมถพละ ฯลฯ ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจออก เป็นสมถพละความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยสามารถความเป็นผู้พิจารณาเห็นความสละคืนหายใจเข้า เป็นสมถพละ ฯ
ชื่อว่าสมถพละ ในคำว่า สมถพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิตกวิจารด้วยทุติยฌาน เพราะอรรถว่าจิตไม่หวั่นไหวไปในปีติด้วยตติยฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขและทุกข์ด้วยจตุตถฌาน เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในรูปสัญญา ปฏิฆสัญญานานัตตสัญญา ด้วยอากาสานัญจายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในวิญญานัญจายตนสัญญา ด้วยอากิญจัญญายตนสมาบัติ เพราะอรรถว่าจิตไม่หวั่นไหวไปในอากิญจัญญายตนสัญญา ด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอุทธัจจะ ในกิเลสอันสหรคตด้วยอุทธัจจะและในขันธ์นี้เป็นสมถพละ ฯ
กตมํ วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ รูเป ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯเปฯ รูเป ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ เวทนาย สญฺญาย สงฺขาเรสุ วิญฺญาเณ จกฺขุสฺมึ ฯเปฯ ชรามรเณ อนิจฺจานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ทุกฺขานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ชรามรเณ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนา วิปสฺสนาพลํ ฯ
วิปสฺสนาพลนฺติ เกนตฺเถน วิปสฺสนาพลํ ฯ อนิจฺจานุปสฺสนาย นิจฺจสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ทุกฺขานุปสฺสนาย สุขสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อนตฺตานุปสฺสนาย อตฺตสญฺญาย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิพฺพิทานุปสฺสนาย นนฺทิยา น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ วิราคานุปสฺสนาย ราเค น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ นิโรธานุปสฺสนาย สมุทเย น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ ปฏินิสฺสคฺคานุปสฺสนาย อาทาเน น กมฺปตีติ วิปสฺสนาพลํ อวิชฺชาย จ อวิชฺชาสหคตกิเลเส จ ขนฺเธ จ น กมฺปติ น จลติ น เวธตีติ วิปสฺสนาพลํ อิทํ วิปสฺสนาพลํ ฯ
วิปัสสนาพละเป็นไฉน อนิจจานุปัสสนา เป็นวิปัสสนาพละทุกขานุปัสสนา
เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ ปฏินิสสัคคานุปัสสนาเป็นวิปัสสนาพละการพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในรูป เป็นวิปัสสนาพละ ฯลฯ การพิจารณาเห็นความสละคืนในรูป เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความไม่เที่ยงในเวทนาในสัญญา ในสังขาร ในวิญญาณ ในจักษุ ฯลฯ ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นทุกข์ในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ การพิจารณาเห็นความสละคืนในชราและมรณะ เป็นวิปัสสนาพละ ฯ
ชื่อว่า วิปัสสนาพละ ในคำว่า วิปสฺสนาพลํ นี้ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในนิจจสัญญา ด้วยอนิจจานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสุขสัญญา ด้วยทุกขานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความเพลิดเพลิน ด้วยนิพพิทานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในราคะ ด้วยวิราคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในสมุทัย ด้วยนิโรธานุปัสสนา
เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหวไปในความถือมั่น ด้วยปฏินิสสัคคานุปัสสนา เพราะอรรถว่า จิตไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ไม่กวัดแกว่งไปในอวิชชา ในกิเลสอันสหรคตด้วยอวิชชา และในขันธ์นี้เป็นวิปัสสนาพละ ฯ
กตมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ สมฺมาทิฏฺฐึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาสงฺกปฺปํ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ สมฺมาวาจํ ฯเปฯ สมฺมากมฺมนฺตํ สมฺมาอาชีวํ สมฺมาวายามํ สมฺมาสตึ สมฺมาสมาธึ สมฺมาญาณํ ฯเปฯ สมฺมาวิมุตฺตึ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ อิมานิ ทส เสกฺขพลานิ ทส อเสกฺขพลานิ ฯ
เสกขพละ ๑๐ อเสกขพละ ๑๐ เป็นไฉน ชื่อว่า เสกขพละ เพราะพระ
เสขะยังต้องศึกษาสัมมาทิฐิ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐินั้นเสร็จแล้วชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาสังกัปปะ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาสังกัปปะนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าเสกขพละ เพราะพระเสขะยังต้องศึกษาสัมมาวาจา ฯลฯ
สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณ ฯลฯสัมมาวิมุติ ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะพระอเสขะศึกษาในสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ
สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณสัมมาวิมุติ นั้นเสร็จแล้ว เสกขพละ ๑๐อเสกขพละ ๑๐ นี้ ฯ
กตมานิ ทส ขีณาสวพลานิ ฯ อิธ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อนิจฺจโต สพฺเพ สงฺขารา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ
ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน องฺคารกาสูปมา กามา ยถาภูตํ สมฺมปฺปญฺญาย สุทิฏฺฐา โหนฺติ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ
ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน วิเวกนินฺนํ จิตฺตํ โหติ วิเวกโปณํ วิเวกปพฺภารํ วิเวกฏฺฐํ เนกฺขมฺมาภิรตํ พฺยนฺตีภูตํ สพฺพโส อาสวฏฺฐานิเยหิ ธมฺเมหิ อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ
ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สติปฏฺฐานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ ฯ
ปุน จปรํ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน จตฺตาโร สมฺมปฺปธานา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ฯเปฯ จตฺตาโร อิทฺธิปาทา ภาวิตา โหนฺติ สุภาวิตา ปญฺจินฺทฺริยานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ ปญฺจ พลานิ ภาวิตานิ โหนฺติ สุภาวิตานิ สตฺต โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต ยมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน อริโย อฏฺฐงฺคิโก มคฺโค ภาวิโต โหติ สุภาวิโต อิทมฺปิ ขีณาสวสฺส ภิกฺขุโน พลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ขีณาสโว ภิกฺขุ อาสวานํ ขยํ ปฏิชานาติ ขีณา เม อาสวาติ อิมานิ ทส ขีณาสวสฺส พลานิ ฯ
ขีณาสวพละ ๑๐ เป็นไฉน ภิกษุขีณาสพในศาสนานี้ เป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่ง
สังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเห็นด้วยดีซึ่งกามทั้งหลายว่า
เปรียบด้วยหลุมถ่านเพลิง ด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ
อีกประการหนึ่ง จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไปเอนไปในวิเวกยินดีในเนกขัมมะ ตั้งอยู่ในวิเวก สิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะ โดยประการทั้งปวง แม้ข้อที่จิตของภิกษุขีณาสพเป็นธรรมชาติโน้มไป น้อมไป เอนไปในวิเวก ตั้งอยู่ในวิเวก
ยินดีในเนกขัมมะสิ้นสูญไปจากธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอาสวะโดยประการทั้งปวงนี้ ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสติปัฏฐาน ๔ เจริญดีแล้วนี้ ก็เป็นกำลังของพระขีณาสพ ซึ่งพระขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่า อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว ฯ
อีกประการหนึ่ง ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญสัมมัปปธาน ๔ ฯลฯ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ฯลฯ อริยมรรค มีองค์ ๘เจริญดีแล้ว แม้ข้อที่ภิกษุขีณาสพเป็นผู้เจริญอริยมรรคมีองค์ ๘ เจริญดีแล้วนี้ก็เป็นกำลังของภิกษุขีณาสพ ซึ่งภิกษุขีณาสพได้อาศัยปฏิญาณความสิ้นอาสวะว่าอาสวะทั้งหลายของเราสิ้นไปแล้ว นี้เป็นกำลังของพระขีณาสพ ๑๐ ฯ
กตมานิ ทส อิทฺธิพลานิ อธิฏฺฐานา อิทฺธิ วิกุพฺพนา อิทฺธิ มโนมยา อิทฺธิ ญาณวิปฺผารา อิทฺธิ สมาธิวิปฺผารา อิทฺธิ อริยา อิทฺธิ กมฺมวิปากชา อิทฺธิ ปุญฺญวโต อิทฺธิ วิชฺชามยา อิทฺธิ ตตฺถ ตตฺถ สมฺมาปโยคปฺปจฺจยา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิ อิมานิ ทส อิทฺธิพลานิ ฯ
อิทธิพละ ๑๐ เป็นไฉน ฤทธิ์เพราะการอธิษฐาน ๑ ฤทธิ์ที่แผลงได้ต่างๆ ๑ฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยญาณ ๑ ฤทธิ์ที่แผ่ไปด้วยสมาธิ ๑ ฤทธิ์ของพระอริยะ ๑ฤทธิ์ที่เกิดแต่ผลกรรม ๑ ฤทธิ์ของท่านผู้มีบุญ ๑ ฤทธิ์ที่สำเร็จมาแต่วิชชา ๑ ชื่อว่าฤทธิ์ ด้วยความว่าสำเร็จเพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆ อิทธิพละ ๑๐ นี้ ฯ
กตมานิ ทส ตถาคตพลานิ อิธ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฐานญฺจ ฐานโต อฏฺฐานญฺจ อฏฺฐานโต ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโต เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนานํ กมฺมสมาทานานํ ฐานโส เหตุโส วิปากํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สพฺพตฺถคามินีปฏิปทํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกธาตุนานาธาตุโลกํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต สตฺตานํ นานาธิมุตฺติกตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ปรสตฺตานํ ปรปุคฺคลานํ อินฺทฺริยปโรปริยตฺตํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ ยมฺปิ ตถาคโต ฌานวิโมกฺขสมาธิสมาปตฺตีนํ สงฺกิเลสํ โวทานํ วุฏฺฐานํ ยถาภูตํ ปชานาติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิติ สาการํ สอุทฺเทสํ อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ ยมฺปิ ตถาคโต อเนกวิหิตํ ปุพฺเพนิวาสํ อนุสฺสรติ เสยฺยถีทํ เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน สตฺเต ปสฺสติ จวมาเน อุปปชฺชมาเน ยมฺปิ ตถาคโต ทิพฺเพน จกฺขุนา วิสุทฺเธน อติกฺกนฺตมานุสเกน ฯเปฯ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ฯเปฯ ฯ
ปุน จปรํ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ ยมฺปิ ตถาคโต อาสวานํ ขยา อนาสวํ เจโตวิมุตฺตึ ปญฺญาวิมุตฺตึ ทิฏฺเฐว ธมฺเม สยํ อภิญฺญา สจฺฉิกตฺวา อุปสมฺปชฺช วิหรติ อิทมฺปิ ตถาคตสฺส ตถาคตพลํ โหติ ยํ พลํ อาคมฺม ตถาคโต อาสภณฺฐานํ ปฏิชานาติ ปริสาสุ สีหนาทํ นทติ พฺรหฺมจกฺกํ ปวตฺเตติ อิมานิ ทส ตถาคตพลานิ ฯ
ตถาคตพละ ๑๐ เป็นไฉน พระตถาคตในโลกนี้ย่อมทรงทราบซึ่งฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบฐานะโดยเป็นฐานะ และอฐานะโดยเป็นอฐานะ ตามความเป็นจริงนี้ เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีตอนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบซึ่งผลแห่งกรรมสมาทาน ทั้งที่เป็นส่วนอดีต อนาคตและปัจจุบัน โดยฐานะ โดยเหตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบปฏิปทาเครื่องให้ถึงประโยชน์ทั้งปวง ตามความเป็นจริงนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบโลกธาตุต่างๆ โดยความเป็นอเนกธาตุ ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กันตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอัธยาศัยต่างๆ กัน ตามความเป็นจริงนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นของบุคคลอื่น ตามความเป็นจริง แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ของสัตว์อื่นและบุคคลอื่น ตามความเป็นจริงนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงแม้ข้อที่พระตถาคตทรงทราบความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว ความออก แห่งฌานวิโมกข์ สมาธิและสมาบัติ ตามความเป็นจริงนี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมากคือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯ ย่อมทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก พร้อมทั้งอาการ พร้อมทั้งอุเทศด้วยประการดังนี้ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก คือ ชาติหนึ่งบ้าง สองชาติบ้าง ฯลฯนี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงพิจารณาเห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์นี้ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ฯลฯ ฯ
อีกประการหนึ่ง พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตอันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเอง ในปัจจุบันเข้าถึงอยู่ แม้ข้อที่พระตถาคตทรงทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ด้วยปัญญาอันยิ่งเองในปัจจุบันเข้าถึงอยู่นี้ ก็เป็นกำลังของพระตถาคต ซึ่งพระตถาคตได้ทรงอาศัยทรงปฏิญาณฐานะของผู้เป็นโจก บันลือสีหนาทในบริษัท ประกาศพรหมจักร ตถาคตพละ ๑๐ นี้ ฯ
เกนตฺเถน สทฺธาพลํ เกนตฺเถน วิริยพลํ เกนตฺเถน สติพลํ เกนตฺเถน สมาธิพลํ เกนตฺเถน ปญฺญาพลํ เกนตฺเถน หิริพลํ เกนตฺเถน โอตฺตปฺปพลํ เกนตฺเถน ปฏิสงฺขานพลํ เกนตฺเถน ตถาคตพลํ ฯ อสฺสทฺธิเย อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ โกสชฺเช อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ปมาเท อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ อุทฺธจฺเจ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ หิริยติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ หิริพลํ โอตฺตปฺปติ ปาปเก อกุสเล ธมฺเมติ โอตฺตปฺปพลํ ญาเณน กิเลเส ปฏิสงฺขาตีติ ปฏิสงฺขานพลํ ตตฺถ ชาตา ธมฺมา เอกรสา โหนฺตีติ ภาวนาพลํ ตตฺถ นตฺถิ กิญฺจิ วชฺชนฺติ อนวชฺชพลํ เตน จิตฺตํ สงฺคณฺหาตีติ สงฺคาหพลํ ตํ ตสฺส ๑ ขมตีติ ขนฺติพลํ เตน จิตฺตํ ปญฺญเปตีติ ปญฺญตฺติพลํ เตน จิตฺตํ นิชฺฌาเปตีติ นิชฺฌตฺติพลํ เตน จิตฺตํ วสํ วตฺเตตีติ อิสฺสริยพลํ เตน จิตฺตํ อธิฏฺฐาตีติ อธิฏฺฐานพลํ เตน จิตฺตํ เอกคฺคตนฺติ สมถพลํ ตตฺถ ชาเต ธมฺเม อนุปสฺสตีติ วิปสฺสนาพลํ ตตฺถ สิกฺขตีติ เสกฺขพลํ ตตฺถ สิกฺขิตตฺตา อเสกฺขพลํ เตน อาสวา ขีณาติ ขีณาสวพลํ ตํ ๒ ตสฺส อิชฺฌตีติ อิทฺธิพลํ อปฺปเมยฺยฏฺเฐน ตถาคตพลนฺติ ฯ
พลกถา ฯ
ชื่อว่าสัทธาพละ ชื่อว่าวิริยพละ ชื่อว่าสติพละ ชื่อว่าสมาธิพละ ชื่อว่า
ปัญญาพละ ชื่อว่าหิริพละ ชื่อว่าโอตตัปปพละ ชื่อว่าปฏิสังขานพละ ชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่ากระไร ฯ
ชื่อว่าสัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ ชื่อว่าปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา ชื่อว่าหิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่าโอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก ชื่อว่าปฏิสังขานพละเพราะอรรถว่าพิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ ชื่อว่าภาวนาพละ เพราะอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้น
มีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่าอนวัชชพละเพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้นนั้น ชื่อว่าขันติพละเพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่านิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าอธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขมมะเป็นต้น ชื่อว่าสมถพละ เพราะอรรถว่า
จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น ชื่อว่าวิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้น ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อมสำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล ฯ
จบพลกถา
ยุคนทฺธวคฺเค สุญฺญกถา
ยุคนัทธวรรค สุญกถา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค สุญกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)
เอวมฺเม สุตํ เอกํ สมยํ ภควา สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน อนาถปิณฺฑิกสฺส อาราเม ฯ อถ โข อายสฺมา อานนฺโท เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ อุปสงฺกมิตฺวา ภควนฺตํ อภิวาเทตฺวา เอกมนฺตํ นิสีทิ ฯ เอกมนฺตํ นิสินฺโน โข อายสฺมา อานนฺโท ภควนฺตํ เอตทโวจ สุญฺโญ โลโก สุญฺโญ โลโกติ ภนฺเต วุจฺจติ กิตฺตาวตา นุ โข ภนฺเต สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ ฯ ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจติ กิญฺจานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุํ ๑ โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา รูปา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุวิญฺญาณํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา จกฺขุสมฺผสฺโส
สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยมฺปิทํ จกฺขุสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ สทฺทา สุญฺญา ฆานํ สุญฺญํ คนฺธา สุญฺญา ชิวฺหา สุญฺญา รสา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ โผฏฺฐพฺพา สุญฺญา มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ธมฺมา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา มโนวิญฺญาณํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา มโนสมฺผสฺโส สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ยสฺมา โข อานนฺท สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา ตสฺมา สุญฺโญ โลโกติ วุจฺจตีติ ฯ
๑-๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันอารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระอานนท์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ
ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้วได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญพระองค์ตรัสว่า โลกสูญ โลกสูญ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอแล พระองค์จึงตรัสว่า โลกสูญ ฯ
พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรอานนท์ เพราะว่าสูญจากตนและจากสิ่งที่เนื่องด้วยตนฉะนั้นเราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ดูกรอานนท์ อะไรเล่าสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ดูกรอานนท์จักษุสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนรูปสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน จักขุวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนจักขุสัมผัสสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน แม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน หูสูญ
ฯลฯ เสียงสูญ จมูกสูญ กลิ่นสูญ ลิ้นสูญ รสสูญกายสูญ โผฏฐัพพะสูญ ใจสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน ธรรมารมณ์สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน มโนวิญญาณสูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตนแม้สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรืออทุกขมสุขเวทนา ที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย ก็สูญจากตนและสิ่งที่เนื่องด้วยตน เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวว่าโลกสูญ ฯ
สุญฺญํ สุญฺญํ ๒ สงฺขารสุญฺญํ วิปริณามสุญฺญํ อคฺคสุญฺญํ ลกฺขณสุญฺญํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ตทงฺคสุญฺญํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ นิสฺสรณสุญฺญํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ พหิทฺธาสุญฺญํ ทุภโตสุญฺญํ สภาคสุญฺญํ วิสภาคสุญฺญํ เอสนาสุญฺญํ ปริคฺคหสุญฺญํ ปฏิลาภสุญฺญํ ปฏิเวธสุญฺญํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ขนฺติสุญฺญํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ปริโยคาหนสุญฺญํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญํ ฯ
๑ ม. จกฺขุ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ๒ ม. ยุ. สุญฺญสุญฺญํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
สิ่งที่สูญสูญ สังขารสูญ วิปริณามธรรมสูญ อัคคบทสูญ ลักษณะสูญ วิก
ขัมภนสูญ ตทังคสูญ สมุจเฉทสูญ ปฏิปัสสัทธิสูญนิสสรณะสูญ ภายในสูญ ภายนอกสูญทั้งภายในและภายนอกสูญ ส่วนที่เสมอกันสูญ ส่วนที่ไม่เสมอกันสูญ ความแสวงหาสูญ ความกำหนดสูญความได้เฉพาะสูญ การแทงตลอดสูญ ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญความอดทนสูญ ความอธิษฐานสูญ ความมั่นคงสูญ การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคลสูญ มีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฯ
กตมํ สุญฺญํ สุญฺญํ ฯ จกฺขุํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ ฆานํ สุญฺญํ ชิวฺหา สุญฺญา กาโย สุญฺโญ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ สุญฺญํ สุญฺญํ ฯ
สิ่งที่สูญสูญเป็นไฉน จักษุสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดาหูสูญ ฯลฯ จมูกสูญลิ้นสูญ กายสูญ ใจสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตนจากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคงและจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดานี้สิ่งที่สูญสูญ ฯ
กตมํ สงฺขารสุญฺญํ ฯ ตโย สงฺขารา ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาโร อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาโร อปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อเนญฺชาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อปุญฺญาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อเนญฺชาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อเนญฺชาภิสงฺขาโร ปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ อปุญฺญาภิสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อิเม ตโย สงฺขารา ฯ
อปเรปิ ตโย สงฺขารา กายสงฺขาโร วจีสงฺขาโร จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาโร วจีสงฺขาเรน จ จิตฺตสงฺขาเรน จ สุญฺโญ วจีสงฺขาโร กายสงฺขาเรน จ จิตฺตสงฺขาเรน จ สุญฺโญ จิตฺตสงฺขาโร กายสงฺขาเรน จ วจีสงฺขาเรน จ สุญฺโญ อิเม ตโย สงฺขารา ฯ
อปเรปิ ตโย สงฺขารา อตีตา สงฺขารา อนาคตา สงฺขารา ปจฺจุปฺปนฺนา สงฺขารา อตีตา สงฺขารา อนาคเตหิ จ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา อนาคตา สงฺขารา อตีเตหิ จ ปจฺจุปฺปนฺเนหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา ปจฺจุปฺปนฺนา สงฺขารา อตีเตหิ จ อนาคเตหิ จ สงฺขาเรหิ สุญฺญา อิเม ตโย สงฺขารา อิทํ สงฺขารสุญฺญํ ฯ
สังขารสูญเป็นไฉน สังขาร ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปุญญาภิสังขาร สูญจากอปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอเนญชาภิสังขารอเนญชาภิสังขาร สูญจากปุญญาภิสังขารและอปุญญาภิสังขาร นี้สังขาร ๓ ฯ
สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร กายสังขาร สูญจากวจีสังขารและจิตตสังขาร วจีสังขาร สูญจากกายสังขารและจิตตสังขาร จิตตสังขาร สูญจากกายสังขารและวจีสังขาร นี้สังขาร ๓ ฯ
สังขาร ๓ อีกประการหนึ่ง คือ สังขารส่วนอดีต สังขารส่วนอนาคต สังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอดีต สูญจากสังขารส่วนอนาคตและสังขารส่วนปัจจุบัน สังขารส่วนอนาคต
สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนปัจจุบันสังขารส่วนปัจจุบัน สูญจากสังขารส่วนอดีตและสังขารส่วนอนาคต นี้สังขาร ๓นี้สังขารสูญ ฯ
กตมํ วิปริณามสุญฺญํ ฯ ชาตํ รูปํ สภาเวน สุญฺญํ วิคตํ รูปํ วิปริณตญฺเจว สุญฺญญฺจ ชาตา เวทนา สภาเวน สุญฺญา วิคตา เวทนา วิปริณตา เจว สุญฺญา จ ชาตา สญฺญา ชาตา สงฺขารา ชาตํ วิญฺญาณํ ชาตํ จกฺขุํ ฯเปฯ ชาโต ภโว สภาเวน สุญฺโญ วิคโต ภโว วิปริณโต เจว สุญฺโญ จ อิทํ วิปริณามสุญฺญํ ฯ
วิปริณามธรรมสูญเป็นไฉน รูปเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ (ปรกติเดิม) รูปหายไป แปรปรวนไปและสูญไป เวทนาเกิดแล้ว ฯลฯ สัญญาเกิดแล้ว สังขารเกิดแล้ว วิญญาณเกิดแล้ว จักษุเกิดแล้ว ฯลฯ ภพเกิดแล้วสูญไปจากสภาพ ภพหายไป แปรปรวนไปและสูญไป
นี้วิปริณามธรรมสูญ
กตมํ อคฺคสุญฺญํ ฯ อคฺคเมตํ ปทํ เสฏฺฐเมตํ ปทํ วิสิทฺธเมตํ ปทํ ยทิทํ สพฺพสงฺขารสมโถ สพฺพูปธิปฏินิสฺสคฺโค ตณฺหกฺขโย วิราโค นิโรโธ นิพฺพานํ อิทํ อคฺคสุญฺญํ ฯ
อัคคบทสูญเป็นไฉน บทนี้ คือ ความสงบแห่ง สังขารทั้งปวง ความสละคืนอุปธิทั้งปวง ความสิ้นตัณหา ความสำรอกกิเลสความดับ นิพพาน เป็นบทเลิศ เป็นบทประเสริฐ เป็นบทวิเศษนี้อัคคบทสูญ ฯ
กตมํ ลกฺขณสุญฺญํ ฯ เทฺว ลกฺขณานิ พาลลกฺขณญฺจ ปณฺฑิตลกฺขณญฺจ พาลลกฺขณํ ปณฺฑิตลกฺขเณน สุญฺญํ ปณฺฑิตลกฺขณํ พาลลกฺขเณน สุญฺญํ ตีณิ ลกฺขณานิ อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขณํ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ รูปสฺส ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ เวทนาย สญฺญาย สงฺขารานํ วิญฺญาณสฺส จกฺขุสฺส ฯเปฯ ชรามรณสฺส อุปฺปาทลกฺขณํ วยลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ ชรามรณสฺส วยลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ ฐิตญฺญถตฺตลกฺขเณน จ สุญฺญํ ชรามรณสฺส ฐิตญฺญถตฺตลกฺขณํ อุปฺปาทลกฺขเณน จ วยลกฺขเณน จ สุญฺญํ อิทํ ลกฺขณสุญฺญํ ฯ
ลักษณะสูญเป็นไฉน ลักษณะ ๒ คือ พาลลักษณะ ๑ ปัณฑิตลักษณะ ๑
พาลลักษณะสูญจากปัณฑิตลักษณะ ปัณฑิตลักษณะสูญจากพาลลักษณะ ลักษณะ ๓ คือ อุปปาทลักษณะ (ลักษณะความเกิดขึ้น)วยลักษณะ (ลักษณะความเสื่อมไป) ฐิตัญญถัตตลักษณะ (ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป) อุปปาทลักษณะ สูญจากวยลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะวยลักษณะ
สูญจากอุปปาทลักษณะและฐิตัญญถัตตลักษณะ ฐิตัญญถัตตลักษณะ สูญจากอุปปาทลักษณะและวยลักษณะ ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งรูป สูญจากลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งรูป สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป ลักษณะความเกิดขึ้นแห่งเวทนา สัญญา สังขารวิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเสื่อมไปและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะความเสื่อมไปแห่งชราและมรณะสูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไป ลักษณะเมื่อยังตั้งอยู่แปรเป็นอื่นไปแห่งชราและมรณะ สูญจากลักษณะความเกิดขึ้นและจากลักษณะความเสื่อมไป นี้ลักษณะสูญ
กตมํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท วิกฺขมฺภิโต เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ วิกฺขมฺภิตญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ วิกฺขมฺภิตญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา วิกขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา วิกฺขมฺภิตา เจว สุญฺญา จ อิทํ วิกฺขมฺภนสุญฺญํ ฯ
วิกขัมภนสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะข่มแล้วและสูญไป พยาบาทอันความไม่พยาบาทข่มแล้วและสูญไป ถีนมิทธะอันอาโลกสัญญาข่มแล้วและสูญไป อุทธัจจะอันความไม่ฟุ้งซ่านข่มแล้ว และสูญไปวิจิกิจฉาอันการกำหนดธรรมข่มแล้วและสูญไป อวิชชาอันญาณข่มแล้วและสูญไปอรติอันความปราโมทย์ข่มแล้วและสูญไป นิวรณ์อันปฐมฌานข่มแล้วและสูญไปฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคข่มแล้วและสูญไป นี้วิกขัมภนสูญ ฯ
กตมํ ตทงฺคสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท ตทงฺคสุญฺโญ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท ตทงฺคสุญฺโญ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ตทงฺคสุญฺญํ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ตทงฺคสุญฺญํ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา ตทงฺคสุญฺญา ญาเณน อวิชฺชา ตทงฺคสุญฺญา ปามุชฺเชน อรติ ตทงฺคสุญฺญา ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา ตทงฺคสุญฺญา ฯเปฯ วิวฏฺฏนานุปสฺสนาย สญฺโญคาภินิเวโส ตทงฺคสุญฺโญ อิทํ ตทงฺคสุญฺญํ ฯ
ตทังคะสูญเป็นไฉน กามฉันทะเป็นตทังคะสูญ (สูญเพราะองค์นั้นๆ) เพราะ
เนกขัมมะ ... นิวรณ์เป็นตทังคะสูญเพราะปฐมฌาน ฯลฯความถือผิดเพราะกิเลสเครื่องประกอบไว้เป็นตทังคะสูญเพราะวิวัฏนานุปัสสนานี้ตทังคะสูญ ฯ
กตมํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท สมุจฺฉินฺโน เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ สมุจฺฉินฺนญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ สมุจฺฉินฺนญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา สมุจฺฉินฺนา เจว สุญฺญา จ อิทํ สมุจฺเฉทสุญฺญํ ฯ
สมุจเฉทสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะตัดแล้วและสูญไป ... นิวรณ์อันปฐมฌานตัดแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคตัดแล้วและสูญไป นี้สมุจเฉทสูญ ฯ
กตมํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท ปฏิปฺปสฺสทฺโธ เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท ปฏิปฺปสฺสทฺโธ เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ ปฏิปฺปสฺสทฺธญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ ปฏิปฺปสฺสทฺธญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา ปฏิปฺปสฺสทฺธา เจว สุญฺญา จ อิทํ ปฏิปฺปสฺสทฺธิสุญฺญํ ฯ
ปฏิปัสสัทธิสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะระงับแล้วและสูญไป ...
นิวรณ์อันปฐมฌานระงับแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคระงับแล้วและสูญไปนี้ปฏิปัสสัทธิสูญ ฯ
กตมํ นิสฺสรณสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺโท นิสฺสโฏ เจว สุญฺโญ จ อพฺยาปาเทน พฺยาปาโท นิสฺสโฏ เจว สุญฺโญ จ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธํ นิสฺสฏญฺเจว สุญฺญญฺจ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจํ นิสฺสฏญฺเจว สุญฺญญฺจ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ญาเณน อวิชฺชา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ปามุชฺเชน อรติ นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสา นิสฺสฏา เจว สุญฺญา จ อิทํ นิสฺสรณสุญฺญํ ฯ
นิสสรณะสูญเป็นไฉน กามฉันทะอันเนกขัมมะสลัดออกแล้วและสูญไป ...
นิวรณ์อันปฐมฌานสลัดออกแล้วและสูญไป ฯลฯ กิเลสทั้งปวงอันอรหัตมรรคสลัดออกแล้วและสูญไป นี้นิสสรณะสูญ ฯ
กตมํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ ฯ อชฺฌตฺตํ จกฺขุ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อชฺฌตฺตํ โสตํ สุญฺญํ ฯเปฯ อชฺฌตฺตํ ฆานํ สุญฺญํ อชฺฌตฺตํ ชิวฺหา สุญฺญา อชฺฌตฺตํ กาโย สุญฺโญ อชฺฌตฺตํ มโน สุญฺโญ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ อชฺฌตฺตสุญฺญํ ฯ
ภายในสูญเป็นไฉน จักษุภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จาก
ความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายใน ฯลฯ
จมูกภายใน ลิ้นภายใน กายภายใน ใจภายในสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยงความยั่งยืน ความมั่นคงและจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายในสูญ ฯ
กตมํ พหิทฺธาสุญฺญํ ฯ พหิทฺธา รูปา สุญฺญา ฯเปฯ พหิทฺธา ธมฺมา สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ พหิทฺธาสุญฺญํ ฯ
ภายนอกสูญเป็นไฉน รูปภายนอกสูญ ฯลฯ ธรรมารมณ์ภายนอกสูญจาก
ตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืนความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ภายนอกสูญ ฯ
กตมํ ทุภโตสุญฺญํ ฯ ยญฺจ อชฺฌตฺตํ จกฺขุํ เย จ พหิทฺธา รูปา อุภยโต ตํ ๑ สุญฺญา อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา ยญฺจ อชฺฌตฺตํ โสตํ เย จ พหิทฺธา สทฺทา ฯเปฯ ยญฺจ อชฺฌตฺตํ ฆานํ เย จ พหิทฺธา คนฺธา ยา จ อชฺฌตฺตํ ชิวฺหา เย จ พหิทฺธา รสา โย จ อชฺฌตฺตํ กาโย เย จ พหิทฺธา โผฏฺฐพฺพา โย จ อชฺฌตฺตํ มโน เย จ พหิทฺธา ธมฺมา อุภยโต ตํ สุญฺญํ อตฺเตน วา อตฺตนิเยน วา นิจฺเจน วา ธุเวน วา สสฺสเตน วา อวิปริณามธมฺเมน วา อิทํ ทุภโตสุญฺญํ ฯ
ทั้งภายในและภายนอกสูญเป็นไฉน จักษุภายในและรูปภายนอก ทั้งสอง
นั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา หูภายในและเสียงภายนอก ฯลฯ จมูกภายในและกลิ่นภายนอก ลิ้นภายในและรสภายนอกกายภายในและโผฏฐัพพะภายนอก ใจภายในและธรรมารมณ์ภายนอก
ทั้งสองนั้นสูญจากตน จากสิ่งที่เนื่องด้วยตน จากความเที่ยง ความยั่งยืน ความมั่นคง และจากความไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา นี้ทั้งภายในและภายนอกสูญ ฯ
กตมํ สภาคสุญฺญํ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ สภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ พาหิรานิ อายตนานิ สภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ วิญฺญาณกายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ ผสฺสกายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เวทนากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ สญฺญากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เจตนากายา สภาคา เจว สุญฺญา จ อิทํ สภาคสุญฺญํ ฯ
๑ สี. ม. อุภยเมตํ ฯ ยุ. อุภยํ เอตํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ส่วนเสมอกันสูญเป็นไฉน อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนเสมอกัน และ
สูญไป อายตนะภายนอก ๖ ... หมวดวิญญาณ ๖ ... หมวดผัสสะ ๖... หมวดเวทนา ๖ ... หมวดสัญญา ๖... หมวดเจตนา ๖ เป็นส่วนเสมอกันและสูญไป นี้ส่วนเสมอกันสูญ ฯ
กตมํ วิสภาคสุญฺญํ ฯ ฉ อชฺฌตฺติกานิ อายตนานิ ฉหิ พาหิรายตเนหิ วิสภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ พาหิรายตนานิ ฉหิ วิญฺญาณกาเยหิ วิสภาคานิ เจว สุญฺญานิ จ ฉ วิญฺญาณกายา ฉหิ ผสฺสกาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ ผสฺสกายา ฉหิ เวทนากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ เวทนากายา ฉหิ สญฺญากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ ฉ สญฺญากายา ฉหิ เจตนากาเยหิ วิสภาคา เจว สุญฺญา จ อิทํ วิสภาคสุญฺญํ ฯ
ส่วนไม่เสมอกันสูญเป็นไฉน อายตนะภายใน ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับ
อายตนะภายนอก ๖ และสูญไป อายตนะภายนอก ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดวิญญาณ ๖และสูญไป หมวดวิญญาณ ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดผัสสะ ๖ และสูญไป หมวดผัสสะ ๖เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเวทนา ๖ และสูญไป หมวดเวทนา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดสัญญา ๖ และสูญไป หมวดเวทนา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดสัญญา ๖ และสูญไป หมวดสัญญา ๖ เป็นส่วนไม่เสมอกันกับหมวดเจตนา ๖ และสูญไป นี้ส่วนไม่เสมอกันสูญ ฯ
กตมํ เอสนาสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺเมสนา กามจฺฉนฺเทน สุญฺญา อพฺยาปาเทสนา พฺยาปาเทน สุญฺญา อาโลกสญฺเญสนา ถีนมิทฺเธน สุญฺญา อวิกฺเขเปสนา อุทฺธจฺเจน สุญฺญา ธมฺมววตฺถาเนสนา วิจิกิจฺฉาย สุญฺญา ญาเณสนา อวิชฺชาย สุญฺญา ปามุชฺเชสนา อรติยา สุญฺญา ปฐมชฺฌาเนสนา นีวรเณหิ สุญฺญา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคสนา สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญา อิทํ เอสนาสุญฺญํ ฯ
ความแสวงหาสูญเป็นไฉน ความแสวงหาเนกขัมมะสูญจาก กามฉันทะ ความแสวงหาความไม่พยาบาทสูญจากพยาบาท ความแสวงหาอาโลกสัญญาสูญจากถีนมิทธะ ความแสวงหาความไม่ฟุ้งซ่านสูญจากอุทธัจจะความแสวงหาการกำหนดธรรมสูญจากวิจิกิจฉา ความแสวงหาญาณสูญจากอวิชชาความแสวงหาปฐมฌานสูญจากนิวรณ์ ฯลฯ ความแสวงหาอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความแสวงหาสูญ ฯ
กตมํ ปริคฺคหสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปริคฺคโห กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปริคฺคโห พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญาปริคฺคโห ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปริคฺคโห อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถานปริคฺคโห วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปริคฺคโห อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปริคฺคโห อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌานปริคฺคโห นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปริคฺคโห สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปริคฺคหสุญฺญํ ฯ
ความกำหนดสูญเป็นไฉน ความกำหนดเนกขัมมะสูญจากกามฉันทะ ฯลฯ
ความกำหนดอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความกำหนดสูญ ฯ
กตมํ ปฏิลาภสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปฏิลาโภ กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปฏิลาโภ พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญาปฏิลาโภ ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปฏิลาโภ อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถานปฏิลาโภ วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปฏิลาโภ อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปฏิลาโภ อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌานปฏิลาโภ นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปฏิลาโภ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปฏิลาภสุญฺญํ ฯ
ความได้เฉพาะสูญเป็นไฉน ความได้เนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะ ฯลฯ
ความได้อรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความได้เฉพาะสูญ ฯ
กตมํ ปฏิเวธสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปฏิเวโธ กามจฺฉนฺเทน สุญฺโญ อพฺยาปาทปฏิเวโธ พฺยาปาเทน สุญฺโญ อาโลกสญฺญาปฏิเวโธ ถีนมิทฺเธน สุญฺโญ อวิกฺเขปปฏิเวโธ อุทฺธจฺเจน สุญฺโญ ธมฺมววตฺถานปฏิเวโธ วิจิกิจฺฉาย สุญฺโญ ญาณปฏิเวโธ อวิชฺชาย สุญฺโญ ปามุชฺชปฏิเวโธ อรติยา สุญฺโญ ปฐมชฺฌานปฏิเวโธ นีวรเณหิ สุญฺโญ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปฏิเวโธ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺโญ อิทํ ปฏิเวธสุญฺญํ ฯ
การแทงตลอดสูญเป็นไฉน การแทงตลอดเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะฯลฯ การแทงตลอดอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้การแทงตลอดสูญ ฯ
กตมํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ฯ กามจฺฉนฺโท นานตฺตํ เนกฺขมฺมํ เอกตฺตํ เนกฺขมฺเมกตฺตํ เจตยโต กามจฺฉนฺเทน ฉนฺเทน สุญฺญํ พฺยาปาโท นานตฺตํ อพฺยาปาโท เอกตฺตํ อพฺยาปาเทกตฺตํ เจตยโต พฺยาปาเทน สุญฺญํ ถีนมิทฺธํ นานตฺตํ อาโลกสญฺญา เอกตฺตํ อาโลกสญฺเญกตฺตํ เจตยโต ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อุทฺธจฺจํ นานตฺตํ [๑] วิจิกิจฺฉา นานตฺตํ อวิชฺชา นานตฺตํ อรติ นานตฺตํ นีวรณา นานตฺตํ ปฐมชฺฌานํ เอกตฺตํ ปฐมชฺฌาเนกตฺตํ เจตยโต นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ สพฺพกิเลสา นานตฺตา ๒ อรหตฺตมคฺโค เอกตฺตํ อรหตฺตมคฺเคกตฺตํ เจตยโต สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ เอกตฺตสุญฺญํ นานตฺตสุญฺญํ ฯ
ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญเป็นไฉนกามฉันทะเป็นความ
ต่าง เนกขัมมะเป็นอย่างเดียว ความที่เนกขัมมะเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกามฉันทะพยาบาทเป็นความต่าง ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียว ความที่ความไม่พยาบาทเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่สูญจากพยาบาท ถีนมิทธะเป็นความต่าง อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียว ความที่อาโลกสัญญาเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากถีนมิทธะ อุทธัจจะเป็นความต่าง วิจิกิจฉาเป็นความต่าง อวิชชาเป็นความต่างอรติเป็นความต่าง นิวรณ์เป็นความต่าง ปฐมฌานเป็นอย่างเดียวความที่ปฐมฌานเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากนิวรณ์ ฯลฯ กิเลสทั้งปวงเป็นความต่างอรหัตมรรคเป็นอย่างเดียว ความที่อรหัตมรรคเป็นอย่างเดียวของบุคคลผู้คิดอยู่ สูญจากกิเลสทั้งปวงนี้ความเป็นอย่างเดียวสูญ ความเป็นต่างๆ สูญ ฯ
กตมํ ขนฺติสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมขนฺติ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญา อพฺยาปาทขนฺติ พฺยาปาเทน สุญฺญา อาโลกสญฺญาขนฺติ ถีนมิทฺเธน สุญฺญา อวิกฺเขปขนฺติ อุทฺธจฺเจน สุญฺญา ธมฺมววตฺถานขนฺติ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญา ญาณขนฺติ อวิชฺชาย สุญฺญา ปามุชฺชขนฺติ อรติยา สุญฺญา ปฐมชฺฌานขนฺติ นีวรเณหิ สุญฺญา ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคขนฺติ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญา อิทํ ขนฺติสุญฺญํ ฯ
ความอดทนสูญเป็นไฉน ความอดทนในเนกขัมมะสูญจากกามฉันทะ ฯลฯ
ความอดทนในอรหัตมรรคสูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความอดทนสูญ ฯ
กตมํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมาธิฏฺฐานํ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญํ อพฺยาปาทาธิฏฺฐานํ พฺยาปาเทน สุญฺญํ อาโลกสญฺญาธิฏฺฐานํ ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อวิกฺเขปาธิฏฺฐานํ อุทฺธจฺเจน สุญฺญํ ธมฺมววตฺถานาธิฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญํ ญาณาธิฏฺฐานํ อวิชฺชาย สุญฺญํ ปามุชฺชาธิฏฺฐานํ อรติยา สุญฺญํ ปฐมชฺฌานาธิฏฺฐานํ นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคาธิฏฺฐานํ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ อธิฏฺฐานสุญฺญํ ฯ
๑ ม. อวิกฺเขโป เอกตฺตํ อวิกฺเขเปกตฺตํ เจตยโต อุทฺธจฺเจน สุญฺญํ ฯ วิจิกิจฺฉา
นานตฺตํ ธมฺมววตฺถานํ เอกตฺตํ ธมฺมววตฺถาเน เจตยโต วิจิกิจฺฉาย สุญฺญํ อวิชฺชา
นานตฺตํ ญาณํ เอกตฺตํ ญาเณกตฺตํ เจตยโต อวิชฺชาย สุญฺญํ อรติ นานตฺตํ ปาโมชฺชํ
เอกตฺตํ ปาโมชฺเชกตฺตํ เจตยโต อรติยา สุญฺญํ ฯ ๒ ม. ยุ. นานตฺตํ ฯ
ความอธิษฐานสูญเป็นไฉน ความอธิษฐานในเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะฯลฯ ความอธิษฐานในอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความอธิษฐานสูญ ฯ
กตมํ ปริโยคาหนสุญฺญํ ฯ เนกฺขมฺมปริโยคาหนํ กามจฺฉนฺเทน สุญฺญํ อพฺยาปาทปริโยคาหนํ พฺยาปาเทน สุญฺญํ อาโลกสญฺญาปริโยคาหนํ ถีนมิทฺเธน สุญฺญํ อวิกฺเขปปริโยคาหนํ อุทฺธจฺเจน สุญฺญํ ธมฺมววตฺถานปริโยคาหนํ วิจิกิจฺฉาย สุญฺญํ ญาณปริโยคาหนํ อวิชฺชาย สุญฺญํ ปามุชฺชปริโยคาหนํ อรติยา สุญฺญํ ปฐมชฺฌานปริโยคาหนํ นีวรเณหิ สุญฺญํ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคปริโยคาหนํ สพฺพกิเลเสหิ สุญฺญํ อิทํ ปริโยคาหนสุญฺญํ ฯ
ความมั่นคงสูญเป็นไฉน ความมั่นคงแห่งเนกขัมมะ สูญจากกามฉันทะฯลฯ ความมั่นคงแห่งอรหัตมรรค สูญจากกิเลสทั้งปวง นี้ความมั่นคงสูญ ฯ
กตมํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญํ ฯ สมฺปชาโน เนกฺขมฺเมน กามจฺฉนฺทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อพฺยาปาเทน พฺยาปาทสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อาโลกสญฺญาย ถีนมิทฺธสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อวิกฺเขเปน อุทฺธจฺจสฺส ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ธมฺมววตฺถาเนน วิจิกิจฺฉาย ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ญาเณน อวิชฺชาย ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ปามุชฺเชน อรติยา ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ปฐมชฺฌาเนน นีวรณานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺเคน สพฺพกิเลสานํ ปวตฺตํ ปริยาทิยติ อถ วา ปน สมฺปชานสฺส อนุปาทิเสสาย นิพฺพานธาตุยา ปรินิพฺพายนฺตสฺส อิทญฺเจว จกฺขุปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ จกฺขุปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทญฺเจว โสตปวตฺตํ ฯเปฯ ฆานปวตฺตํ ชิวฺหาปวตฺตํ กายปวตฺตํ มโนปวตฺตํ ปริยาทิยติ อญฺญญฺจ มโนปวตฺตํ น อุปฺปชฺชติ อิทํ สมฺปชานสฺส ปวตฺตปริยาทานํ สพฺพสุญฺญตานํ ปรมฏฺฐสุญฺญนฺติ ฯ
สุญฺญกถา ฯ
___________
ยุคนทฺธวคฺโค ทุติโย ฯ
___________________
ตสฺส วคฺคสฺส อุทฺทานํ ภวติ
ยุคนทฺธา ๑ สจฺจโพชฺฌงฺคา เมตฺตา วิราคปญฺจมํ
ปฏิสมฺภิทา ธมฺมจกฺกํ โลกุตฺตรพลา สุญฺญา ๒ เต ทสาติ ฯ
เอส นิกายวโร ฐปิโต อสโม ทุติโย ปวโร วรมคฺโคติ ฯ
การครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคล สูญมีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวงเป็นไฉน สัมปชานบุคคลครอบงำความเป็นไปแห่งกามฉันทะด้วยเนกขัมมะ ครอบงำความเป็นไปแห่งพยาบาทด้วยความไม่พยาบาทครอบงำความเป็นไปแห่งถีนมิทธะด้วยอาโลกสัญญาครอบงำความเป็นไปแห่งอุทธัจจะด้วยความไม่ฟุ้งซ่าน ครอบงำความเป็นไปแห่งวิจิกิจฉาด้วยการกำหนดธรรม ครอบงำความเป็นไปแห่งอวิชชาด้วยญาณ ครอบงำความเป็นไปแห่งอรติด้วยความปราโมทย์ ครอบงำความเป็นไปแห่งนิวรณ์ด้วยปฐมฌาน ฯลฯ ครอบงำกิเลสทั้งปวงด้วยอรหัตมรรค ฯ
อีกประการหนึ่ง เมื่อสัมปชานบุคคลปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความเป็นไปแห่งจักษุนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่งจักษุอื่นก็ไม่เกิดขึ้น ความเป็นไปแห่งหู ฯลฯ
ความเป็นไปแห่งจมูก ความเป็นไปแห่งลิ้น ความเป็นไปแห่งกาย ความเป็นไปแห่งใจนี้ย่อมหมดสิ้นไป และความเป็นไปแห่งใจอื่นก็ไม่เกิดขึ้น นี้ความครอบงำความเป็นไปแห่งสัมปชานบุคคลสูญมีประโยชน์อย่างยิ่งกว่าความสูญทั้งปวง ฉะนี้แล ฯ
จบสุญกถา
จบยุคนัทธวรรคที่ ๒
______
รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. ยุคนัทธกถา ๒. สัจจกถา
๓. โพชฌงคกถา ๔. เมตตากถา
๕. วิราคกถา ๖. ปฏิสัมภิทากถา
๗. ธรรมจักรกถา ๘. โลกุตรกถา
๙. พลกถา ๑๐. สุญกถา
นิกายอันประเสริฐนี้ท่านตั้งไว้แล้ว เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๒ ไม่มีวรรคอื่นเสมอฉะนี้แล ฯ
จบ ยุคนัทธวรรค