arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

มรรคญาณนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๔๓–๑๔๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๓/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค มรรคญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๑๐๐–๑๐๓

หน้า ๑๐๐

๑๑. มัคคญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในมรรค

{๑๔๓} [๑๔๓] ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณอย่างไร

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ”ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออกย่อมออกจากมิจฉาสังกัปปะ ... ชื่อว่ามัคคญาณ

ญาณที่ชื่อว่าสัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา ย่อมออกจากมิจฉาวาจา ... ชื่อว่ามัคคญาณ

ญาณที่ชื่อว่าสัมมากัมมันตะเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ย่อมออกจากมิจฉากัมมันตะ ... ชื่อว่ามัคคญาณ

ญาณที่ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ย่อมออกจากมิจฉาอาชีวะ ... ชื่อว่ามัคคญาณ

ญาณที่ชื่อว่าสัมมาวายามะเพราะอรรถว่าประคองไว้ ย่อมออกจากมิจฉาวายามะ ... ชื่อว่ามัคคญาณ

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สรรพนิมิตภายนอก หมายถึงนิมิตคือสังขาร (สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่ง องค์ประกอบต่าง ๆ) ทั้งปวงที่นอกจากกิเลสและขันธ์ดังกล่าว (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๙๖)
หน้า ๑๐๑

ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น ย่อมออกจากมิจฉาสติ ... ชื่อว่ามัคคญาณ

ญาณที่ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากมิจฉาสมาธิ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ”

{๑๔๔} [๑๔๔] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ... ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนหยาบ ๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ”{๑๔๕} [๑๔๕] ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ... ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากกามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียด ๆ จากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลาย และจาก

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังโยชน์ หมายถึงกิเลสเครื่องประกอบหรือผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ มี ๑๐ อย่าง ในที่นี้กล่าวไว้ ๒ คือ กามราคสังโยชน์ สังโยชน์คือความกำหนัดในกาม หมายถึงเมถุนราคะ ความยินดีในเมถุนธรรม ปฏิฆสังโยชน์ สังโยชน์คือปฏิฆะหรือความพยาบาท (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๙๘)
  2. ๒อนุสัย กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน มี ๗ อย่าง ในที่นี้กล่าวไว้ ๒ คือ (๑) กามราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความกำหนัดในกาม (๒) ปฏิฆานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือปฏิฆะหรือความพยาบาท (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๙๘)
หน้า ๑๐๒

สรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการนำออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ{๑๔๖} [๑๔๖] ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ... ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมออกจากรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยจากเหล่ากิเลสที่เป็นไปตามมิจฉาสมาธินั้น จากขันธ์ทั้งหลายและจากสรรพนิมิตภายนอก เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลส ขันธ์ และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ”

{๑๔๗} [๑๔๗]อริยมัคคสมังคีบุคคล (ผู้พร้อมเพรียงด้วยอริยมรรค)

ย่อมเผาสังกิเลสที่ยังไม่เกิดด้วยโลกุตตรฌานที่เกิดแล้ว

เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวโลกุตตรฌานว่าเป็นฌาน บุคคล

นั้นย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้

ฉลาดในฌานและวิโมกข์

ถ้าพระโยคาวจรตั้งใจนั้นดีแล้วย่อมเห็นแจ้ง ฉันใด

ถ้าเมื่อเห็นแจ้งก็พึงตั้งใจไว้ให้มั่นคงดี ฉันนั้น สมถะ

และวิปัสสนาได้มีแล้วในขณะนั้น ย่อมเป็นคู่ที่มีส่วน

เสมอกันเป็นไปอยู่

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑รูปราคะ หมายถึงความยินดีพอใจอยู่ในรูปภพ อรูปราคะ หมายถึงความยินดีพอใจอยู่ในอรูปภพ มานะ หมายถึงความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ อุทธัจจะ หมายถึงความที่จิตฟุ้งซ่าน อวิชชา หมายถึงความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง กิเลสทั้ง ๕ นี้เรียกว่า อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง ๕ อย่าง ซึ่งละได้ด้วยอรหัตตมรรค (ขุ.ม.อ. ๑๐๐, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๙๘)
  2. ๒มานานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความถือตัว ภวราคานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องใสันดาน คือความกำหนัดในภพ อวิชชานุสัย กิเลสที่นอนเนื่องในสันดานคือความไม่รู้ (นัย ขุ.ม.อ. ๙๘,๙๙, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๒๙๘)
หน้า ๑๐๓

ความเห็นว่า สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ นิโรธเป็นสุข

ชื่อว่าปัญญาที่ออกจากธรรมทั้งสอง ย่อมถูกต้องอมตบท

พระโยคาวจรผู้ฉลาดในความเป็นต่างกันและความ

เป็นอันเดียวกันแห่งวิโมกข์เหล่านั้น ย่อมรู้วิโมกขจริยา

(ความเป็นไปแห่งวิโมกข์) ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะทิฏฐิ

ต่าง ๆ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในญาณทั้งสอง ฉะนี้แล

ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการออกและหลีกไปจากกิเลสขันธ์และสังขารนิมิตภายนอกทั้งสอง ชื่อว่ามัคคญาณ

จบ มัคคญาณนิทเทสที่ ๑๑

๑๒. ผลญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในผล

{๑๔๘} [๑๔๘] ปัญญาในการระงับประโยค ชื่อว่าผลญาณอย่างไร

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ย่อมออกจากมิจฉาทิฏฐิ จากเหล่ากิเลสอันเป็นไปตามมิจฉาทิฏฐินั้นจากขันธ์ทั้งหลาย และจากสรรพนิมิตภายนอก สัมมาทิฏฐิย่อมเกิดขึ้นเพราะเป็นคุณชาติระงับประโยคที่ออกนั้น การระงับประโยคนั้นเป็นผลของมรรค

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ประโยค ในที่นี้หมายถึงวุฏฐานประโยค คือ ความพยายามหลีกออกจากกิเลสทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเป็นกิจในขณะแห่งมรรค เมื่อถึงขณะแห่งผล จึงเป็นอันระงับไป (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๓๐๑)

จบ มรรคญาณนิทเทส