arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

ปัจจเวกขณญาณนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๖/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปัจจเวกขณญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺเคน โอฬาริกํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ โอฬาริโก กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

๑ ม. ฉินฺนวฏุมานุปสฺสเน ฯ เอวมุปริปิ ฯ

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย

ปฏิฆานุสัย ส่วนหยาบๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส

๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้นชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อนาคามิมคฺเคน อณุสหคตํ กามราคสญฺโญชนํ ปฏิฆสญฺโญชนํ อณุสหคโต กามราคานุสโย ปฏิฆานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ จตูหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัยปฏิฆานุสัย ส่วนละเอียดๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น

ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตมคฺเคน รูปราโค อรูปราโค มาโน อุทฺธจฺจํ อวิชฺชา มานานุสโย ภวราคานุสโย อวิชฺชานุสโย อตฺตโน จิตฺตสฺส อุปกฺกิเลสา สมฺมา สมุจฺฉินฺนา โหนฺติ อิเมหิ อฏฺฐหิ อุปกฺกิเลเสหิ สปริยุฏฺฐาเนหิ จิตฺตํ วิมุตฺตํ โหติ สุวิมุตฺตํ ตํวิมุตฺติญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ฉินฺนมนุปสฺสเน ปญฺญา วิมุตฺติญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชามานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัยเป็นกิเลสอันอรหัตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าผู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆอันอริยมรรคนั้นๆ ตัดเสียแล้ว เป็นวิมุติญาณ ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

กถํ ตทา สมุปาคเต ๑ ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ โสตาปตฺติมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ๑ อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ๒ ปริคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวาจา ตทา สมุปาคตา สมุฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมากมฺมนฺโต ตทา สมุปาคโต โวทานฏฺเฐน สมฺมาอาชีโว ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน สมฺมาวายาโม ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สมฺมาสติ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมฺมาสมาธิ ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปวิจยฏฺเฐน ธมฺมวิจยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปคฺคหฏฺเฐน วิริยสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ผรณฏฺเฐน ปีติสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อุปสมฏฺเฐน

ปสฺสทฺธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธิสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต ปฏิสงฺขานฏฺเฐน อุเปกฺขาสมฺโพชฺฌงฺโค ตทา สมุปาคโต อสฺสทฺธิเยน ๓ อกมฺปิยฏฺเฐน สทฺธาพลํ ตทา สมุปาคตํ โกสชฺเชน อกมฺปิยฏฺเฐน วิริยพลํ ตทา สมุปาคตํ ปมาเทน ๔ อกมฺปิยฏฺเฐน สติพลํ ตทา สมุปาคตํ อุทฺธจฺเจน ๕ อกมฺปิยฏฺเฐน สมาธิพลํ ตทา สมุปาคตํ อวิชฺชาย อกมฺปิยฏฺเฐน ปญฺญาพลํ ตทา สมุปาคตํ อธิโมกฺขฏฺเฐน สทฺธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ปคฺคหฏฺเฐน วิริยินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อุปฏฺฐานฏฺเฐน สตินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อวิกฺเขปฏฺเฐน สมาธินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ ทสฺสนฏฺเฐน ปญฺญินฺทฺริยํ ตทา สมุปาคตํ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน

อินฺทฺริยํ ๑ ตทา สมุปาคตํ อกมฺปิยฏฺเฐน พลํ ๒ ตทา สมุปาคตํ นิยฺยานฏฺเฐน สมฺโพชฺฌงฺโค ๓ ตทา สมุปาคโต เหตฏฺเฐน ๔ มคฺโค ตทา สมุปาคโต อุปฏฺฐานฏฺเฐน สติปฏฺฐานา ตทา สมุปาคตา ปทหนฏฺเฐน สมฺมปฺปธานา ตทา สมุปาคตา อิชฺฌนฏฺเฐน อิทฺธิปาทา ตทา สมุปาคตา ตถฏฺเฐน สจฺจา ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน สมโถ ตทา สมุปาคโต อนุปสฺสนฏฺเฐน วิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา เอกรสฏฺเฐน สมถวิปสฺสนา ตทา สมุปาคตา อนติวตฺตนฏฺเฐน ยุคนทฺธํ ตทา สมุปาคตํ สํวรฏฺเฐน สีลวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา อวิกฺเขปฏฺเฐน จิตฺตวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา ทสฺสนฏฺเฐน ทิฏฺฐิวิสุทฺธิ ตทา สมุปาคตา วิมุตฺตฏฺเฐน วิโมกฺโข ๕ ตทา สมุปาคโต ปฏิเวธนฏฺเฐน

วิชฺชา ตทา สมุปาคตา ปริจฺจาคฏฺเฐน วิมุตฺติ ตทา สมุปาคตา สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

๑ ม. ยุ. สพฺพตฺถ สมุทาคเต ฯ

๑ สี. ม. ยุ. สมุทาคตา ฯ ๒ สี. ม. ยุ. สมุทาคโต ฯ ๓ ม. ยุ. อสทฺธิเย ฯ

๔ ม. ยุ. ปมาเท ฯ ๕ ม. ยุ. อุทฺธจฺเจ ฯ

๑ โป. ม. ยุ. อินฺทฺริยา ตทา สมุปาคตา ฯ ๒ ม. ยุ. พลา ตทา สมุปาคตา ฯ ๓ ม. ยุ.

สมฺโพชฺฌงฺคา ... คตา ฯ ๔ ม. ยุ. เหตุฏฺเฐน ฯ ๕ ม. ยุ. วิโมกฺขา ... คตา ฯ

ฉบับหลวง

ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้นเป็นปัจจเวกขณญาณอย่างไร ฯ

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจา เพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ

เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าพิจารณาหาทาง ชื่อว่าสัทธาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นเพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชา

ชื่อว่าสัทธินทรีย์ เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อชื่อว่าวิริยินทรีย์ เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์ เพราะอรรถว่าตั้งมั่นชื่อว่าสมาธินทรีย์ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์เพราะอรรถว่าเห็นชื่อว่าอินทรีย์ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวชื่อว่าสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรค เพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐานเพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธาน เพราะอรรถว่าตั้งไว้ชื่อว่าอิทธิบาท เพราะอรรถว่าสำเร็จ

ชื่อว่าสัจจะ เพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าพิจารณาเห็นชื่อว่าสมถวิปัสสนา เพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่ เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิ เพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิ เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าทิฐิวิสุทธิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น ชื่อว่าวิชชา เพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าปล่อยชื่อว่าขยญาณ เพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะ เพราะอรรถว่าเป็นที่รวมชื่อว่าเวทนา เพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าเป็นประธานชื่อว่าสติ เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้นๆ ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

โสตาปตฺติผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา อภินิโรปนฏฺเฐน สมฺมาสงฺกปฺโป ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตา ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต มนสิกาโร สมุฏฺฐานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ผสฺโส สโมธานฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต เวทนา สโมสรณฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา สมาธิ ปมุขฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต สติ อาธิปเตยฺยฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา ปญฺญา ตทุตฺตรฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา วิมุตฺติ สารฏฺเฐน ตทา สมุปาคตา อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่า

สัมมาสังกัปปะ เพราะอรรถว่าดำริออก ฯลฯ ชื่อว่าอนุปปาทญาณ(ญาณในความไม่เกิดขึ้น) เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูลชื่อว่ามนสิการ เพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ...

ชื่อว่าวิมุติ เพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด

(ธรรมเหล่านี้)เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

สกทาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ สกทาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิมคฺคกฺขเณ ฯเปฯ อนาคามิผลกฺขเณ ฯเปฯ อรหตฺตมคฺคกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ สมุจฺเฉทฏฺเฐน ขเย ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ฯ

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งสกทาคามิผล ฯลฯ ในขณะ

แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ ในขณะแห่งอนาคามิผล ฯลฯ ในขณะ แห่งอรหัตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิเพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้ เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

บาลี (สยามรัฐ)

อรหตฺตผลกฺขเณ ทสฺสนฏฺเฐน สมฺมาทิฏฺฐิ ตทา สมุปาคตา ฯเปฯ ปฏิปฺปสฺสทฺธฏฺเฐน อนุปฺปาเท ญาณํ ตทา สมุปาคตํ ฉนฺโท มูลฏฺเฐน ตทา สมุปาคโต ฯเปฯ อมโตคธํ นิพฺพานํ ปริโยสานฏฺเฐน ตทา สมุปาคตํ วุฏฺฐหิตฺวา ปจฺจเวกฺขติ อิเม ธมฺมา ตทา สมุปาคตา ตํ ญาตฏฺเฐน ญาณํ ปชานนฏฺเฐน ปญฺญา เตน วุจฺจติ ตทา สมุปาคเต ธมฺเม ปสฺสเน ปญฺญา ปจฺจเวกฺขเณ ญาณํ ฯ

___________

ฉบับหลวง

ในขณะแห่งอรหัตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฐิ เพราะอรรถว่าเห็น ฯลฯ ชื่อว่า

อนุปปาทญาณ เพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะ เพราะอรรถว่าเป็นมูล ฯลฯ ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่สุด (ธรรมเหล่านี้) เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้ว ย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น ฯ

ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่มาประชุมกันในขณะนั้น เป็นปัจจเวกขณญาณ ฯ

จบ ปัจจเวกขณญาณนิทเทส