arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

ปัจจเวกขณญาณนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๕๓–๑๕๙ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒๖/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ปัจจเวกขณญาณนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๑๐๖–๑๐๙

หน้า ๑๐๖

ด้วยปริยุฏฐานกิเลส (สิ่งที่กลุ้มรุมจิต) เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้นๆ อันอริยมรรคนั้นๆ ตัดได้แล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ”

{๑๕๓} [๑๕๓] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนหยาบ ๆ เป็นกิเลสอันสกทาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดได้แล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ”{๑๕๔} [๑๕๔] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ กามราคสังโยชน์ ปฏิฆสังโยชน์ กามราคานุสัย ปฏิฆานุสัยส่วนละเอียด ๆ เป็นกิเลสอันอนาคามิมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส

๔ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลสเป็นอันพ้นแล้วด้วยดี ชื่อว่าญาณ เพราะอรรถว่ารู้วิมุตตินั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดได้แล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ”{๑๕๕} [๑๕๕] อุปกิเลสแห่งจิตของตน คือ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา มานานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย เป็นกิเลสอันอรหัตตมรรคตัดขาดดีแล้ว จิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลส ๘ ประการนี้ พร้อมด้วยปริยุฏฐานกิเลส เป็นอันพ้นแล้วด้วยดี

ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาในการพิจารณาเห็นอุปกิเลสนั้น ๆ อันอริยมรรคนั้น ๆ ตัดได้แล้ว ชื่อว่าวิมุตติญาณ”

จบ วิมุตติญาณนิทเทสที่ ๑๓

หน้า ๑๐๗

๑๔. ปัจจเวกขณญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในการพิจารณา

{๑๕๖} [๑๕๖] ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่เข้ามาประชุมในขณะนั้น ชื่อว่าปัจจเวกขณญาณอย่างไร

ในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออก ชื่อว่าสัมมาวาจาเพราะอรรถว่ากำหนดเอา ชื่อว่าสัมมากัมมันตะ เพราะอรรถว่าเป็นสุมฏฐาน ชื่อว่าสัมมาอาชีวะเพราะอรรถว่าขาวผ่อง ชื่อว่าสัมมาวายามะเพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสัมมาสติเพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมาสมาธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่านชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ เพราะอรรถว่าเลือกเฟ้น ชื่อว่าวิริยสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าปีติสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่าแผ่ซ่านไป ชื่อว่าปัสสัทธิสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่าสงบระงับ ชื่อว่าสมาธิสัมโพชฌงค์

เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าอุเบกขาสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่าพิจารณาชื่อว่าสัทธาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว เพราะความไม่มีศรัทธา ชื่อว่าวิริยพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความเกียจคร้าน ชื่อว่าสติพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความประมาท ชื่อว่าสมาธิพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะความฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญาพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวเพราะอวิชชาชื่อว่าสัทธินทรีย์เพราะอรรถว่าน้อมใจเชื่อ ชื่อว่าวิริยินทรีย์เพราะอรรถว่าประคองไว้ ชื่อว่าสตินทรีย์เพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสมาธินทรีย์เพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าปัญญินทรีย์เพราะอรรถว่าเห็น

หน้า ๑๐๘

ชื่อว่าอินทรีย์เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าพละเพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหว ชื่อว่าสัมโพชฌงค์เพราะอรรถว่านำออก ชื่อว่ามรรคเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ชื่อว่าสติปัฏฐานเพราะอรรถว่าตั้งมั่น ชื่อว่าสัมมัปปธานเพราะอรรถว่าตั้งไว้ ชื่อว่าอิทธิบาทเพราะอรรถว่าสำเร็จ ชื่อว่าสัจจะเพราะอรรถว่าจริงแท้ ชื่อว่าสมถะเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าวิปัสสนาเพราะอรรถว่าพิจารณาเห็น ชื่อว่าสมถวิปัสสนาเพราะอรรถว่ามีกิจอย่างเดียวกัน ชื่อว่าเป็นคู่เพราะอรรถว่าไม่ล่วงเกินกัน ชื่อว่าสีลวิสุทธิเพราะอรรถว่าสำรวม ชื่อว่าจิตตวิสุทธิเพราะอรรถว่าไม่ฟุ้งซ่าน ชื่อว่าทิฏฐิวิสุทธิเพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าวิโมกข์เพราะอรรถว่าหลุดพ้น

ชื่อว่าวิชชาเพราะอรรถว่าแทงตลอด ชื่อว่าวิมุตติเพราะอรรถว่าปล่อย ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาดชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ชื่อว่าผัสสะเพราะอรรถว่าเป็นที่รวม ชื่อว่าเวทนาเพราะอรรถว่าเป็นที่ประชุม ชื่อว่าสมาธิเพราะอรรถว่าเป็นประธาน ชื่อว่าสติเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ายิ่งกว่าธรรมนั้น ๆ ชื่อว่าวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้วย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น

{๑๕๗} [๑๕๗] ในขณะแห่งโสดาปัตติผล ญาณที่ชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะเพราะอรรถว่าดำริออก ... ชื่อว่าอนุปปาทญาณเพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ชื่อว่ามนสิการเพราะอรรถว่าเป็นสมุฏฐาน ... ชื่อว่าวิมุตติเพราะอรรถว่าเป็นแก่นสาร ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้วย่อมพิจารณาเห็นว่าธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น

หน้า ๑๐๙

{๑๕๘} [๑๕๘] ในขณะแห่งสกทาคามิมรรค ... ในขณะแห่งสกทาคามิผล ... ในขณะแห่งอนาคามิมรรค ... ในขณะแห่งอนาคามิผล ... ในขณะแห่งอรหัตตมรรค ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ... ชื่อว่าขยญาณเพราะอรรถว่าตัดขาด ชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ... ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้วย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น{๑๕๙} [๑๕๙] ในขณะแห่งอรหัตตผล ญาณชื่อว่าสัมมาทิฏฐิเพราะอรรถว่าเห็น ... ชื่อว่าอนุปปาทญาณเพราะอรรถว่าระงับ ชื่อว่าฉันทะเพราะอรรถว่าเป็นมูล ... ชื่อว่านิพพานอันหยั่งลงในอมตะเพราะอรรถว่าเป็นที่สุด ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น พระโยคาวจรออกจากสมาบัติแล้วย่อมพิจารณาเห็นว่า ธรรมเหล่านี้เข้ามาประชุมกันในขณะนั้น

ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัดเพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปัญญาในการพิจารณาเห็นธรรมที่ประชุมกันในขณะนั้นชื่อว่าปัจจเวกขณญาณ”

จบ ปัจจเวกขณญาณนิทเทสที่ ๑๔

๑๕. วัตถุนานัตตญาณนิทเทส

แสดงญาณความรู้ในความต่างแห่งวัตถุ

{๑๖๐} [๑๖๐] ปัญญาในการกำหนดธรรมเป็นภายในชื่อว่าวัตถุนานัตตญาณอย่างไร

พระโยคาวจรย่อมกำหนดธรรมทั้งหลายเป็นภายในอย่างไร คือย่อมกำหนดตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจเป็นภายใน

จบ ปัจจเวกขณญาณนิทเทส