arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · มหาวรรค

ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส เล่ม ๓๑

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๕๖–๖๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๕/๖๘ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส (ฉบับหลวง เล่ม ๓๑ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๑ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๖๘ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๑)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๑ หน้า ๓๔–๓๘

หน้า ๓๔

วิชชาด้วยความหมายว่าแทงตลอด วิมุตติด้วยความหมายว่าสละ ญาณในความสิ้นไปด้วยความหมายว่าตัดขาด ญาณในความไม่เกิดขึ้นด้วยความหมายว่าระงับ ฉันทะด้วยความหมายว่าเป็นมูลฐาน มนสิการด้วยความหมายว่าเป็นสมุฏฐาน ผัสสะด้วยความหมายว่าประมวลมา เวทนาด้วยความหมายว่าประชุม สมาธิด้วยความหมายว่าเป็นประธาน สติด้วยความหมายว่าเป็นใหญ่ ปัญญาด้วยความหมายว่าประเสริฐกว่ากุศลธรรมนั้น ๆ วิมุตติด้วยความหมายว่าเป็นแก่นสาร นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความหมายว่าเป็นที่สุดก็ควรรู้ยิ่งทุกอย่าง{๕๕} [๕๕] ธรรมใด ๆ ที่รู้ยิ่งแล้ว ธรรมนั้น ๆ เป็นคุณที่รู้แล้ว ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ ธรรมนั้นชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ทั่ว เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมา คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้ควรรู้ยิ่ง’ ชื่อว่าสุตมยญาณ”

จบ ทุติยภาณวาร

{๕๖} [๕๖] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้’ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร

ธรรมอย่างหนึ่งควรกำหนดรู้ คือ ผัสสะอันมีอาสวะ เป็นที่ตั้งแห่งอุปาทาน ธรรม ๒ ควรกำหนดรู้ คือ นาม ๑ รูป ๑ ธรรม ๓ ควรกำหนดรู้ คือ เวทนา ๓ ธรรม ๔ ควรกำหนดรู้ คือ อาหาร ๔ ธรรม ๕ ควรกำหนดรู้

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑นาม ๑ รูป ๑ ดูความหมายที่เชิงอรรถ นามรูป ข้อ ๙ หน้า ๑๗ ในเล่มนี้
  2. ๒เวทนา ๓ คือ (๑) สุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นสุข (๒) ทุกขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่เป็นทุกข์ (๓) อทุกขมสุขเวทนา ความเสวยอารมณ์ที่ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/ ๒๗๒, สํ.สฬา. (แปล) ๑๘/๒๗๐/๓๑๓, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๑๙}
หน้า ๓๕

คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ธรรม ๖ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะภายใน ๖ ธรรม ๗ ควรกำหนดรู้ คือ วิญญาณฐิติ ๗ ธรรม ๘ ควรกำหนดรู้ คือ โลกธรรม ๘ ธรรม ๙ ควรกำหนดรู้ คือ สัตตาวาส ๙ ธรรม ๑๐ ควรกำหนดรู้ คือ อายตนะ ๑๐

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๓อาหาร ๔ คำว่า อาหาร ในที่นี้หมายถึงปัจจัยที่เป็นเหตุนำมาซึ่งผลของตน คือเป็นเหตุให้เกิดผลนั้นๆ มี ๔ คือ (๑) กวฬิงการาหาร อาหารคือคำข้าว ได้แก่ โอชาที่เป็นเหตุให้เกิดโอชัฏฐมกรูป (รูปกายที่มีโอชาเป็นที่ ๘) (๒) ผัสสาหาร อาหารคือผัสสะซึ่งเป็นเหตุให้เกิดเวทนา ๓ (๓) มโนสัญเจตนาหาร อาหารคือมโนสัญเจตนา (ความจงใจในการทำกรรม หรือกุศลเจตนาและอกุศลเจตนาที่เป็นโลกิยะ) ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอยู่ในภพ ๓ (๔) วิญญาณาหาร อาหารคือวิญญาณ ได้แก่ ปฏิสนธิจิต ๑๙ ดวงที่เป็นเหตุให้เกิดนามรูป (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๑๙-๑๒๐)
  2. ๑อุปาทานขันธ์ ๕ คำว่า อุปาทานขันธ์ แปลว่า กองแห่งความถือมั่น หมายถึงกลุ่มธรรมหรือหมวดธรรมอันเป็นปัจจัยแห่งความถือมั่น (ที.ม.อ. ๓๙๘, ม.มู.อ. ๑/๓๐๓) มี ๕ อย่าง คือ (๑) รูปูปาทานขันธ์ กองยึดถือรูป (๒) เวทนูปาทานขันธ์ กองยึดถือเวทนา (๓) สัญญูปาทานขันธ์ กองยึดถือสัญญา (๔) สังขารูปาทานขันธ์ กองยึดถือสังขาร (๕) วิญญาณูปาทานขันธ์ กองยึดถือวิญญาณ {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๑๕/๓๑๐, สํ.ข. (แปล) ๑๗/๔๘/๖๔, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๐}
  3. ๒อายตนะ ๖ ดูความหมายที่เชิงอรรถ ข้อ ๗ หน้า ๑๔ ในเล่มนี้
  4. ๓วิญญาณฐิติ ๗ คำว่า วิญญาณฐิติ หมายถึงภูมิเป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ เหตุแห่งปฏิสนธิวิญญาณหรือขันธ์ที่มีวิญญาณครอง (ที.ม.อ. ๑๐๘, องฺ.สตฺตก.อ. ๑๘๐, ขุ.จู.อ. ๕๗, ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๑) ซึ่งเป็นการจัดแยกประเภทสัตว์ต่าง ๆ ตามกายภาพและสัญญาที่เหมือนและต่างกัน มี ๗ อย่าง พึงดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๓๒/๓๔๗-๓๔๘, องฺ.สตฺตก. (แปล) ๒๓/๔๔/๖๔-๖๖
  5. ๔โลกธรรม ๘ คำว่า โลกธรรม หมายถึงเรื่องธรรมดาในโลก (ขุ.ขุ.อ. ๑๓๔) มี ๘ คือ (๑) ลาภ (๒) ความเสื่อมลาภ (๓) ยศ (๔) ความเสื่อมยศ (๕) นินทา (๖) สรรเสริญ (๗) สุข (๘) ทุกข์ (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๔) พึงดูความพิสดารใน องฺ.อฏฺฐก. (แปล) ๒๓/๕-๖/๒๐๕-๒๐๙
  6. ๕สัตตาวาส ๙ คำว่า สัตตาวาส แปลว่า ภูมิสถานที่อยู่ของสัตว์ทั้งหลาย หมายถึงการจำแนกประเภทของสัตว์ทั้งหลายตามภูมิสถานที่อยู่ออกเป็น ๙ ประเภท (ขุ.ขุ.อ. ๗๕,ขุ.ปฏิ.อ.๑/๑๒๔) พึงดูความพิสดารใน ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๔๑/๓๖๘-๓๖๙, องฺ.นวกก. (แปล) ๒๓/๒๔/๕๑๓-๕๑๕
  7. ๖อายตนะ ๑๐ ในที่นี้ได้แก่อวัยวะที่เป็นเครื่องต่อรับรู้อารมณ์เฉพาะที่เป็นรูปธรรม ๑๐ (อายตนะทั้งหมดมี ๑๒ ในที่นี้เว้นอายตนะที่เป็นนามธรรม คือ มนายตนะกับธัมมายตนะ) คือ จักขายตนะ รูปายตนะ โสตายนะ สัททายตนะ ฆานายตนะ คันธายตนะ ชิวหายตนะ รสายตนะ กายายตนะ โผฏฐัพพายตนะ (ขุ.ปฏิ.อ. ๑/๑๒๖)
หน้า ๓๖

{๕๗} [๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สิ่งทั้งปวงควรกำหนดรู้คืออะไร คือ จักขุ รูป จักขุวิญญาณ จักขุสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง โสตะ เสียง ... ฆานะ กลิ่น ... ชิวหา รส ... กาย โผฏฐัพพะ ... มโน ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส สุขเวทนา ทุกขเวทนา หรือแม้อทุกขมสุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง{๕๘} [๕๘] รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักขุ ... ชราและมรณะ ... นิพพานอันหยั่งลงในอมตะด้วยความหมายว่าเป็นที่สุด ควรกำหนดรู้ทุกอย่าง บุคคลผู้พยายามเพื่อจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรมนั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

{๕๙} [๕๙] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้เนกขัมมะ เป็นอันได้เนกขัมมะแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่พยาบาท เป็นอันได้ความไม่พยาบาทแล้ว บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อาโลกสัญญา เป็นอันได้อาโลกสัญญาแล้ว บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความไม่ฟุ้งซ่าน เป็นอันได้ความไม่ฟุ้งซ่านแล้ว บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้การกำหนดธรรม เป็นอันได้การกำหนดธรรมแล้ว บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ญาณ เป็นอันได้ญาณแล้ว บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ความปราโมทย์ เป็นอันได้ความปราโมทย์แล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้[๖๐] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ปฐมฌาน เป็นอันได้ปฐมฌานแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุติยฌาน ... ตติยฌาน ... จตุตถฌาน เป็น

หน้า ๓๗

อันได้จตุตถฌานแล้ว

{๖๐} บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ ... วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ... อากิญจัญญายตนสมาบัติ ... เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ เป็นอันได้เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

{๖๑} [๖๑] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อนิจจานุปัสสนา เป็นอันได้อนิจจานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง) แล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ทุกขานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าเป็นทุกข์) ... อนัตตานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นว่าไม่ใช่ตน) ... นิพพิทานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความเบื่อหน่าย)...วิราคานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความปราศจากความกำหนัด) ... นิโรธานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นความดับ) ... ปฏินิสสัคคานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นความสละทิ้งได้) ... ขยานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความสิ้นไป)

... วยานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นความเสื่อมไป) ... วิปริณามานุปัสสนา (ความพิจาณาเห็นความแปรเปลี่ยนไป) ... อนิมิตตานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความไม่มีนิมิต) ... อัปปณิหิตานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความสิ้นไป) ... สุญญตานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความว่างเปล่า) เป็นอันได้สุญญตานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้น กำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้{๖๒} [๖๒] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา (การพิจารณาเห็นธรรมด้วยปัญญาอันยิ่ง) เป็นอันได้อธิปัญญาธัมมวิปัสสนาแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา หมายถึงวิปัสสนญาณที่กำหนดรู้สังขารธรรม ญาณนี้จัดเป็นทั้งอธิปัญญา คือปัญญาอันยิ่ง และจัดเป็นวิปัสสนาคือความพิจารณาเห็นแจ้งในธรรมทั้งหลายกล่าวคือเบญจขันธ์ ฉะนั้นจึงเรียกว่า อธิปัญญาธัมมวิปัสสนา (องฺ.จตุกฺก.อ. ๓๖๖)
หน้า ๓๘

ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ยถาภูตญาณทัสสนะ... อาทีนวานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความเป็นโทษ) ... ปฏิสังขานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยความคำนึงหาทาง) ... วิวัฏฏนานุปัสสนา (ความพิจารณาเห็นด้วยการพบทางสลัดออกไป) เป็นอันได้วิวัฏฏนานุปัสสนาแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้

{๖๓} [๖๓] บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้โสดาปัตติมรรค เป็นอันได้โสดาปัตติมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้สกทาคามิมรรค ... อนาคามิมรรค ... อรหัตตมรรค เป็นอันได้อรหัตตมรรคแล้ว ธรรมนั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ บุคคลผู้พยายามเพื่อต้องการจะได้ธรรมใด ๆ เป็นอันได้ธรรมนั้น ๆ แล้ว ธรรมเหล่านั้นเป็นธรรมอันบุคคลนั้นกำหนดรู้แล้วและพิจารณาแล้วอย่างนี้ ชื่อว่าญาณเพราะอรรถว่ารู้ธรรมนั้น ชื่อว่าปัญญาเพราะอรรถว่ารู้ชัด เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า “ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือเครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้ควรกำหนดรู้’ ชื่อว่า สุตมยญาณ”{๖๔} [๖๔] ปัญญาเครื่องทรงจำธรรมที่ได้สดับมาแล้ว คือ เครื่องรู้ชัดธรรมที่ได้สดับมาแล้วนั้นว่า ‘ธรรมเหล่านี้ควรละ’ ชื่อว่าสุตมยญาณอย่างไร

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ยถาภูตญาณทัสสนะ หมายถึงความรู้เห็นสังขารธรรมตามสภาพความเป็นจริง จัดเป็นตรุณวิปัสสนา คือวิปัสสนาญาณอ่อนหรือขั้นพื้นฐานที่เริ่มต้นจากนามรูปปริจเฉทญาณ(ญาณที่กำหนดจำแนกรู้นามและรูป) อันเป็นปัจจัยแห่งพลววิปัสสนา (สํ.นิ.อ. ๖๒, องฺ.ปญฺจก.อ. ๗, องฺ.ฉกฺก.อ. ๑๒๙, องฺ.สตฺตก.อ. ๑๙๘, องฺ.ทสก.อ. ๓๑๘)

จบ ตติยภาณวาร - ปริญเญยยนิทเทส