arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรคาถา

๑. สังกิจจเถรคาถา เล่ม ๒๖

Text layerBuddha’s wordsItems ๓๗๗ (Royal Thai)11/21 in เถรคาถา4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา สังกิจจเถรคาถา (Royal Thai Volume 26 · Mahachula Volume 26 · Mahamakut Volume 52 · Chaloem Phrakiat Volume 26)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 26, pp. 485–487

Page 485

๑๑. เอกาทสกนิบาต

๑. สังกิจจเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระสังกิจจเถระ

(อุบาสกคนหนึ่งต้องการจะอุปถัมภ์สังกิจจสามเณรจึงได้อ้อนวอนขอให้อยู่ใกล้ ๆ ว่า)

{๓๗๗}[๕๙๗] พ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขาอุชชุหานะ จะมีประโยชน์ในฤดูฝน ลมหัวด้วนที่พัดมาท่านพอใจ หรือ แท้จริง ความเงียบสงัดอันผู้เจริญฌานทั้งหลายต้องการ มิใช่หรือ(สังกิจจสามเณรฟังคำนั้นแล้ว ได้ภาษิตตอบเป็นคาถาว่า)

[๕๙๘] ลมหัวด้วนในฤดูฝนย่อมพัดเอาเมฆไป ฉันใด สัญญาอันประกอบด้วยวิเวกย่อมฉุดรั้งจิตของอาตมาไปยังที่วิเวก ฉันนั้น

[๕๙๙] กาดำที่เกิดจากไข่เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้าทำให้กายคตาสติ กัมมัฏฐานอันประกอบด้วยความคลายกำหนัดในร่างกาย เกิดขึ้นแก่อาตมา

[๖๐๐] ภิกษุผู้ไม่ต้องให้คนอื่นดูแลและไม่ต้องดูแลคนอื่น ย่อมเป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้งหลาย อยู่เป็นสุขในที่ทุกแห่ง

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังกิจจสามเณรบวชในสำนักของท่านพระสารีบุตรเถระเมื่ออายุ ๗๐ ปี สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ในขณะกำลังปลงผมบวช ซึ่งถีอว่าเป็น เถระ ในพระพุทธศาสนา แต่เรียกตามความนิยมว่า สังกิจจสามเณร ในอรรถกถาใช้คำว่า เถระ แทนคำว่าสามเณร (ดู ขุ.เถร.อ. ๒/๒๓๗)
Page 486

[๖๐๑] แอ่งศิลาซึ่งมีนํ้าใส คลาคล่ำไปด้วยหมู่ชะนีและค่างดาดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี

[๖๐๒] อาตมาเคยอยู่ในเสนาสนะป่า ซอกเขา และถํ้าอันเป็นที่สงัด เป็นที่เสพอาศัยแห่งมวลมฤค

[๖๐๓] อาตมาไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐ ที่ประกอบด้วยโทษเลยว่า ‘ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้รับทุกข์,[๖๐๔] พระศาสดาอาตมาก็ได้อยู่ใกล้ชิดแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอาตมาก็ทำเสร็จแล้ว ภาระอันหนักก็ปลงลงแล้ว ตัณหาที่นำไปสู่ภพใหม่ก็ถอนได้แล้ว[๖๐๕] ประโยชน์คือความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงที่กุลบุตรผู้ออกจากเรือนมาบวชต้องการกันอาตมาก็บรรลุแล้วตามลำดับ[๖๐๖] อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ และรอเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอเวลาให้สิ้นวัน ฉะนั้น[๖๐๗] อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอเวลาตายอยู่

จบ เอกาทสกนิบาต

ในเอกาทสกนิบาตนี้พระสังกิจจเถระผู้เสร็จกิจ หมดอาสวะ รูปเดียวเท่านั้นได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๑ คาถาด้วยกัน ฉะนี้แล

Page 487

๑๒. ทวาทสกนิบาต

๑. สีลวเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระสีลวเถระ

นัยว่า ท่านสีลวเถระ (เมื่อแสดงธรรมแก่เหล่าราชบุรุษที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงส่งมาเพื่อจะฆ่า) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๒ คาถาอย่างนี้ว่า{๓๗๘}[๖๐๘] กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ในโลกนี้พึงศึกษาศีลให้ดี เพราะว่าศีลที่บุคคลศึกษาดีแล้ว สั่งสมดีแล้วย่อมน้อมนำ สมบัติทั้งปวงเข้ามาให้แก่กุลบุตรนั้น[๖๐๙] ผู้มีปัญญาเมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑ ความบันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึงรักษาศีล[๖๑๐] ด้วยว่าผู้มีศีล มีความสำรวมย่อมได้มิตรมาก ส่วนผู้ทุศีล ประพฤติแต่บาปกรรมย่อมแตกจากมิตร

[๖๑๑] คนที่ทุศีลย่อมได้รับการติเตียนและความเสียชื่อเสียง ส่วนคนที่มีศีลย่อมได้รับการยกย่อง เกียรติคุณ และ ความสรรเสริญทุกเมื่อ[๖๑๒] ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์

Footnotes (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ศีลเป็นเบื้องต้น หมายถึงเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรมทั้งหลาย เป็นที่ตั้ง หมายถึงเป็นที่ตั้งแห่งอุตตริมนุสสธรรมทั้งปวง (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๔๔)

End of ๑. สังกิจจเถรคาถา