พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต · จูฬวรรค
๕. สูจิโลมสูตร เล่ม ๒๕
Text layerBuddha’s wordsItems ๓๑๙–๓๒๐ (Royal Thai)5/14 in จูฬวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย สุตตนิบาต จูฬวรรค สูจิโลมสูตร (Royal Thai Volume 25 · Mahachula Volume 25 · Mahamakut Volume 47 · Chaloem Phrakiat Volume 25)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙), vol. 25, pp. 559–561
๕. สูจิโลมสูตร
ว่าด้วยสูจิโลมยักษ์ทูลถามปัญหา
{๓๑๙} ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนแท่นที่มีแม่แคร่รองรับอันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์ ใกล้หมู่บ้านคยา ก็ขณะนั้นแล ขรยักษ์กับสูจิโลมยักษ์เดินผ่านไปไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้านัก ครั้งนั้นแลขรยักษ์ได้พูดกับสูจิโลมยักษ์วา “นั่นสมณะ”สูจิโลมยักษ์กล่าวว่า “นั้นไม่ใช่สมณะจริง นั้นเป็นสมณะปลอมต่างหาก เราพอจะรู้ว่าเป็นสมณะจริงหรือเป็นสมณะปลอม”
ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับครั้นแล้วได้น้อมกายเข้าไปจนใกล้พระวรกายของพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบถอยพระวรกายไปเล็กน้อย
ลำดับนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ท่านกลัว เราไหม สมณะ”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า “อาวุโส เราไม่กลัวท่านดอก แต่สัมผัสของท่านหยาบกร้านจริง”
สูจิโลมยักษ์ถามว่า “สมณะ เราจะขอถามปัญหาท่าน ถ้าท่านตอบเราไม่ได้ เราจะทำจิตของท่านให้บ้าคลั่ง จักฉีกหัวใจของท่าน หรือไม่ก็จะจับเท้าท่านเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคาฟากโน้น”
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า “อาวุโส เรายังไม่เห็นใครเลยในมนุษยโลก ตลอดทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์ตลอดทั้งสมณพราหมณ์ เทพ และมนุษย์ที่จะทำจิตของเราให้บ้าคลั่ง ที่จะฉีกหัวใจของเรา
๕. สูจิโลมสูตร
หรือที่จะจับเท้าเราเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่นํ้าคงคาฟากโน้นได้ เอาเถอะ อาวุโสเชิญท่านถามปัญหาตามที่ท่านต้องการเถิด”
สูจิโลมยักษ์ได้ถามว่า
{๓๒๐} [๒๗๓] ราคะและโทสะมีอะไรเป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดี และความขนพองสยองเกล้าเกิดจากอะไร ความตรึก ในใจเกิดจากอะไร แล้วปล่อยจิตไป เหมือนเด็ก ๆ จับกามัดเท้าแล้วปล่อยไปฉะนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า
[๒๗๔] ราคะและโทสะเกิดจากอัตภาพนี้ ความไม่ยินดี ความยินดี และความขนพองสยองเกล้าก็เกิดจากอัตภาพนี้ความตรึกในใจก็เกิดจากอัตภาพนี้แล้วปล่อยจิตไป เหมือนเด็ก ๆ จับกามัดเท้าแล้วปล่อยไปฉะนั้น
[๒๗๕] อกุศลวิตกนานาประการเกิดจากความเยื่อใยคือตัณหาเกิดขึ้นในตัวเอง เหมือนย่านไทรเกิดจากต้นไทรเองฉะนั้นแผ่ซ่านไปในวัตถุกามทั้งหลายเหมือนเถาย่านทรายในป่าเลื้อยปกคลุมต้นไม้ฉะนั้น
[๒๗๖] ปวงชนที่รู้ประจักษ์ว่าอัตภาพนั้นเกิดจากสิ่งใด ย่อมกำจัดเหตุเกิดนั้นเสียได้ ดูก่อนยักษ์ ท่านจงฟังชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงแห่งกิเลสที่ข้ามได้ยาก ซึ่งตนไม่เคยข้ามนี้ได้ เพื่อความไม่มีภพใหม่ต่อไป
- ๑ห้วงแห่งกิเลสที่ข้ามได้ยาก หมายถึงกิเลสที่ชื่อว่าโอฆะ ๔ อย่าง คือ (๑) กามโอฆะ คือความพอใจยินดีในกามคุณ ๕ (๒) ภวโอฆะ คือ ความพอใจยินดีในรูปภพหรืออรูปภพ และความติดใจในฌาน (๓) ทิฎฐิโอฆะ คือทิฏฐิ ๖๒ ประการ (๔) อวิชชาโอฆะ คือความไม่รู้ในอริยสัจ ๔ (นัย ขุ.สุ.อ. ๒๑๑๖)
๖. ธัมมจริยาสูตร
ว่าด้วยการประพฤติธรรม
{๓๒๑} [๒๗๗] พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวการประพฤติธรรม(ที่เป็นโลกิยะ) การประพฤติพรหมจรรย์(ที่เป็นโลกุตตระ) ทั้งสองนี้ว่าเป็นคุณธรรมยอดเยี่ยม หากผู้ที่ออกบวชแล้วไม่ประพฤติธรรมดังกล่าวมานี้ จะมีประโยชน์อะไร[๒๗๘] หากว่าผู้ที่ออกบวชแล้วนั้นเป็นคนปากกล้า ชอบเบียดเบียนผู้อื่นเหมือนสัตว์ป่า ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาชื่อว่าต่ำทรามที่สุด มีแต่จะทำให้ธุลีกิเลสพอกพูนขึ้นแก่ตน
[๒๗๙] ภิกษุที่ชอบก่อการทะเลาะวิวาท ถูกอกุศลธรรมคือโมหะห่อหุ้มแล้ว แม้เพื่อนร่วมพรหมจรรย์ผู้มีศีลตักเตือนแล้ว ก็ย่อมไม่ยอมรับรู้ธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว
[๒๘๐] ภิกษุที่ถูกอวิชชาครอบงำแล้ว ชอบเบียดเบียนพระขีณาสพผู้อบรมตนแล้ว ย่อมไม่รับถึงความเศร้าหมองและทางที่จะทำให้ตกนรก
[๒๘๑] เมื่อไม่รู้ ก็เข้าถึงวินิบาต จากครรภ์แล้วมาสู่ครรภ์ จากที่มืดแล้วมาสู่ที่มืดอีก ภิกษุผู้มีความประพฤติเช่นนี้มรณภาพแล้วย่อมได้รับความทุกข์
- ๑ในที่นี้ คำว่า ธรรม หมายถึงสุจริตมีกายสุจริตเป็นต้น คำว่า พรหมจรรย์ หมายถึงมรรค คือ การดำเนินชีวิตที่ประเสริฐตามหลักอริยมรรค (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๒๑)
- ๒วินิบาต ที่ซึ่งเหล่าสัตว์ผู้มักทำกรรมชั่วตกไปหมดอำนาจ ในที่นี้หมายถึงอบายภูมิ ๔ คือ นรก สัตว์ดิรัจฉาน แดนเปรต และอสุรกาย (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๒๒)
- ๓จากที่มืดแล้วมาสู่ที่มืด หมายถึงการเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภูมิที่มืดคืออสุรกาย (ขุ.สุ.อ. ๒/๑๒๒)
End of ๕. สูจิโลมสูตร