arnon.worldSign in

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จตุกกนิบาต · โกกิลวรรค

๙. พาเวรุชาดก เล่ม ๒๗

Text layerBuddha’s wordsItems ๖๕๔–๖๕๗ (Royal Thai)9/10 in โกกิลวรรค4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก จตุกกนิบาต โกกิลวรรค พาเวรุชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 58 · Chaloem Phrakiat Volume 27)

The Mahamakut edition prints the commentary in the same volumes as the canon, so this text includes commentary.

ไทย (มหามกุฏฯ), vol. 58, pp. 641–647

Page 641

๙. พาเวรุชาดก

ว่าด้วยพวกเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ

[๖๕๔] เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งมีหงอน มี

เสียงไพเราะ ชนทั้งหลายในพาเวรุรัฐ จึง

พากันบูชากา ด้วยเนื้อและผลไม้.

[๖๕๕] แต่เมื่อใด นกยูงผู้สมบูรณ์ไปด้วยเสียง

มายังพาเวรุรัฐ เมื่อนั้น ลาภและสักการะ

ของกาก็เสื่อมไป.

[๖๕๖] พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ส่อง

แสงสว่าง ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้นเพียงใด ชน

ทั้งหลาย ก็พากันบูชาสมณพราหมณ์เหล่าอื่น

อยู่เป็นอันมากเพียงนั้น.

[๖๕๗] แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียง

อันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้น

ลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป.

จบ พาเวรุชาดกที่ ๙

Page 642

อรรถกถาพาเวรุรัฐชาดกที่ ๙

พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภเถียรถีย์ทั้งหลายผู้เสื่อมลาภสักการะ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อทสฺสเนน โมรสฺส ดังนี้.

ได้ยินว่า พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้เป็นผู้มีลาภ แต่เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะ เป็นเสมือนหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. ภิกษุทั้งหลายปรารถเรื่องราวนั้นของเดียรถีย์เหล่านั้น จึงประชุมสนทนากันในโรงธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลายบัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบ-ทูลว่า เรื่องนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า มิใช่บัดนี้เท่านั้นน่ะภิกษุทั้งหลายแม้ในกาลก่อน พวกผู้ที่ไร้คุณได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภและยศตราบเท่าที่ผู้มีคุณยังไม่อุบัติขึ้น เมื่อผู้มีคุณทั้งหลายอุบัติขึ้นแล้ว พวกผู้ที่ไร้คุณก็เป็นผู้เสื่อมลาภสักการะไป แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

อดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร-พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดนกยูง อาศัยความเจริญเติบโต ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงดงาม ท่องเที่ยวไปในป่า. ในกาลนั้น พ่อค้าพวกหนึ่งพากาสำหรับบอกทิศไปยังพาเวรุรัฐโดยทาง

Page 643

เรือ. ได้ยินว่าในกาลนั้นเท่านั้น ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลายย่อมไม่มีใน.

พาเวรุรัฐ. พวกชาวแว่นแคว้นที่ผ่านไป ๆ เห็นกานั้นซึ่งจับอยู่ในกรงจึงสรรเสริญก้าวนั้นนั่นแหละว่า จงดูผิวพรรณอเนกตัวนี้ จะงอยปากอยู่สุดปลายคอ นัยน์ตาเหมือนก้อนแก้วมณี แล้วกล่าวกะพ่อค้าเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านายทั้งหลาย ท่านจงให้นกตัวนี้แก่พวกเรา แม้พวกเราก็มีความต้องการนกตัวนี้ ท่านทั้งหลายจักได้นกตัวอื่นในแว่นแคว้นของตน. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้นท่านทั้งหลายจงถือเอาด้วยราคา. ชาวพาเวรุรัฐกล่าวว่า โปรดให้แก่พวกเราด้วยราคาห้ากหาปณะพวกพ่อค้าตอบว่า ให้ไม่ได้ เมื่อชาวพาเวรุรัฐประมูลราคาขึ้น โดยลำดับกล่าวว่า โปรดให้ด้วยราคาหนึ่งร้อย.

พวกพ่อค้าจึงพูดว่า นกนี้มีอุปการะแก่พวกเราเป็นอันมาก แต่จะขอเป็นไมตรีกับพวกท่าน จึงได้ถือเอาร้อยกหาปณะแล้วให้นกไป. ชาวพาเวรุรัฐเหล่านั้นนำนกนั้นไปใส่ไว้ในกรงทอง ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ และผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่างๆ. ในที่ที่นกอื่น ๆ ไม่มี กาผู้ประกอบด้วยอสัทธรรม ๑๐ประการ ได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภสักการะ. อีกครั้งหนึ่ง พ่อค้าเหล่านั้นจับพระยานกยูงได้ตัวหนึ่ง ให้สำเนียกโดยร้องด้วยเสียงดีดนิ้วมือ และฟ้อนด้วยเสียงปรบมือ แล้วได้ไปยังพาเวรุรัฐ. พระยานกยูงนั้น เมื่อมหาชนประชุมกัน จึงยืนที่แอกเรือกางปีกออกแล้วเปล่งเสียงอันไพเราะฟ้อนอยู่ คนทั้งหลายเห็นดังนั้นเกิดความโสมนัสพากันกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายจงให้พระยานกนี้ที่ถึง

Page 644

ความเลิศด้วยความงาม ซึ่งฝึกมาดีแล้ว แก่พวกข้าพเจ้าเถิด. พวกพ่อค้าตอบว่า ครั้งแรก พวกเรานำกามาท่านทั้งหลายก็เอากานั้นเสียคราวนี้ เรานำพระยานกยูงตัวหนึ่งมา ก็ขอนกยูงตัวนี้อีก ชื่อว่านกในแว่นแคว้นของท่านทั้งหลาย พวกเราไม่อาจจับเอามา. ชาวพาเวรุ-รัฐกล่าวว่า เอาเถิดเจ้านาย ท่านทั้งหลายจักได้นกแม้ตัวอื่นในแคว้นของตน จงให้นกยูงตัวนี้แก่พวกเราเถิด แล้วประมูลราคาซื้อเอาไว้ด้วยทรัพย์หนึ่งพัน. ทีนั้น ก็จัดให้นกยูงนั้นอยู่ในกรงอันวิจิตรตระ-การ ด้วยรัตนะ ๗ ปรนนิบัติด้วยปลา เนื้อ ผลไม้น้อยใหญ่ และข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งกับน้ำดื่มเจือด้วยน้ำตาลกรวดเป็นต้น พระยานก-ยูงถึงความเลิศด้วยลาภและเลิศด้วยยศ. จำเดิมแต่กาลที่พระยานกยูงนั้นมาแล้ว ลาภและสักการะของกาก็เสื่อมถอยไป. ใคร ๆ ไม่ปรารถนาแม้จะดูมัน. กาเมื่อไม่ได้ขาทนียโภชนียาหาร จึงร้อง กา กา บินไปลงที่พื้นกองหยากเยื่อ.

พระศาสดาครั้นทรงสืบต่อเรื่องทั้งสองเรื่องแล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-

เพราะยังไม่เห็นนกยูงซึ่งเป็นนกมีหงอน

มีเสียงไพเราะ ชนทั้งหลายในพาเวรุรัฐนั้น

จึงพากันบูชากา ด้วยเนื้อและผลไม้.

แต่เมื่อใด นกยูงผู้สมบูรณ์ไปด้วยเสียง

Page 645

มายังพาเวรุรัฐ เมื่อนั้น ลาภและสักการะ

ของกาก็เสื่อมไป.

พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ส่อง

แสงสว่างไสว ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เพียงใด

ชนทั้งหลายก็พากันบูชาสมณพราหมณ์ เหล่า

อันอยู่เป็นอันมาก เพียงนั้น.

แต่เมื่อใด พระพุทธเจ้าผู้มีพระสุรเสียง

อันไพเราะ ได้ทรงแสดงธรรมแล้ว เมื่อนั้น

ลาภและสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมไป.

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิขิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยหงอน. บทว่า มญฺชุภาณิโน แปลว่า ผู้มีเสียงเพราะ. บทว่าอปูเชสุํ แปลว่า ได้บูชาแล้ว. บทว่า ผเลน จ ได้แก่ ผลไม้น้อยใหญ่มีประการต่าง ๆ. บทว่า พาเวรุมาคโต แปลว่า มายังพาเวรุรัฐ. บาลีเป็น ปาเวรุํ ดังนี้ก็มี. บทว่า อหายถ ได้แก่เสื่อมไปแล้ว. บทว่า ธมฺมราชา ความว่า ที่ชื่อว่าธรรมราชา เพราะยังบริษัทให้ยินดีด้วยโลกุตตรธรรม ๙. บทว่า ปภงฺกโร ความว่าชื่อว่าผู้ส่องแสงสว่างไสว เพราะส่องแสงสว่างไปในสัตว์โลก โอกาสโลก และสังขารโลก. บทว่า สรสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย

Page 646

เสียงประดุจเสียงพรหม. บทว่า ธมฺมํ อเทสยิ ได้แก่ ทรงประกาศสัจจธรรมทั้ง ๔.

พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถา ๔ คาถานี้ด้วยประการดังนี้แล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้เป็นนิครนถ์นาฏบุตรในบัดนี้ส่วนพระยานกยูงในครั้งนั้น ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล.

จบ อรรถกกาพาเวรุรัฐชาดกที่ ๙

Page 647

๑๐. วิสัยหชาดก

ความอยากจนไม่เป็นเหตุให้ทำชั่ว

[๖๕๘] ดูก่อนพ่อวิสัยหะ แต่ก่อนท่านได้ให้

ทาน ก็เมื่อท่านให้อยู่อย่างนั้น ความเสื่อม

ได้มีแก่ท่านแล้ว ต่อแต่นี้ไป ถ้าท่านจักไม่

ให้ทาน เมื่อท่านประหยัดไว้ โภคะทั้งหลาย

ก็คงดำรงอยู่ตามเดิม.

[๖๕๙] ข้าแต่ท้าวสหัสสเนตร พระอริยะ

ทั้งหลายท่านกล่าวถึงบาปกรรมว่า อันอารย-

ชนถึงจะเป็นคนยากจนเข็ญใจก็ไม่ควรทำ

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมทวยเทพ ข้าพระ-

บาทจะพึงเลิกศรัทธา เพราะการบริโภค

ทรัพย์อันใดเป็นเหตุ ทรัพย์อันนั้นอย่าได้

มีเลย.

[๖๖๐] รถคันหนึ่งแล่นไปทางใด รถคันอื่น

แล่นไปทางนั้น ข้าแต่ท้าววาสวะ วัตรที่

ข้าพระบาทบำเพ็ญมาแล้วแต่ครั้งก่อน ขอจงเป็นไปเหมือนอย่างนั้นเถิด.

End of ๙. พาเวรุชาดก