ทวาทสนิบาต
Text layerBuddha’s wordsItems 1601–1724 (Royal Thai)12/22 in ชาดก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
ทฺวาทสนิปาตชาตกํ
๑ จุลฺลกุณาลชาตกํ
ทวาทสนิบาตชาดก
๑. จุลลกุณาลชาดก
ว่าด้วยสิ่ง ๕ อย่างรู้ได้ยาก
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต จุลลกุณาลชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
ขุทฺทานํ ๑ ลหุจิตฺตานํ อกตญฺญูน ทุพฺภินํ
นาเทวสตฺโต ปุริโส ถีนํ สทฺธาตุมรหติ ฯ
บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง ย่อมไม่ควรจะเชื่อหญิงผู้หยาบช้า ใจเบาไม่รู้จักคุณคนมักประทุษร้ายมิตร.
น ตา ปชานนฺติ กตํ น กิจฺจํ
น มาตรํ ปิตรํ ภาตรํ วา
อนริยา สมติกฺกนฺตธมฺมา
สสฺเสว จิตฺตสฺส วสํ วชนฺติ ฯ
หญิงเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักกิจที่ทำแล้วและกิจที่ยังไม่ได้ทำ ไม่รู้จักมารดาบิดา หรือพี่น้อง ไม่ใช่อารยชน ก้าวล่วงธรรมเสียแล้ว ย่อมไปตามอำนาจจิตของตนถ่ายเดียว.
จิรานุวุฏฺฐมฺปิ ปิยํ มนาปํ
อนุกมฺปกํ ปาณสมมฺปิ สนฺตํ ๒
อาวาสุ กิจฺเจสุ จ นํ ชหนฺติ
ตสฺมาหํ อิตฺถีนํ น วิสฺสสามิ ฯ
เมื่อมีอันตราย และเมื่อกิจเกิดขึ้น หญิงย่อมละทิ้งสามีนั้นแม้อยู่ร่วมกันมานาน เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ เป็นผู้อนุเคราะห์แม้เสมอด้วยชีวิตเพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ไว้วางใจหญิงทั้งหลาย.
ถีนญฺหิ จิตฺตํ ยถา วานรสฺส
กนฺนปฺปกนฺนํ ยถา รุกฺขฉายา
จลาจลํ หทยํ อิตฺถิยานํ
จกฺกสฺส เนมิ วิย ปริวตฺตติ ฯ
ความจริง จิตของหญิงเหมือนกับจิตของลิง ลุ่มๆ ดอนๆ เหมือนกับเงาต้นไม้ หัวใจของหญิงทั้งหลายไหวไปมาเหมือนล้อรถที่กำลังหมุนไปฉะนั้น.
ยทา ตา ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา
อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ
สณฺหาหิ วาจาหิ นยนฺติเมนํ
กมฺโพชกา ชลเชเนว อสฺสํ ฯ
๑ ม. ลุทฺธานํ ฯ ๒ ม. ภตฺตุํ ฯ
คราวใด หญิงมองเห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมใช้วาจาอ่อนหวานนำพาเอาบุรุษนั้นไป เหมือนชาวกัมโพชใช้สาหร่ายล่อม้าไปได้ฉะนั้น.
ยทา น ปสฺสนฺติ สเมกฺขมานา
อาเทยฺยรูปํ ปุริสสฺส วิตฺตํ
สมนฺตโต นํ ปริวชฺชยนฺติ
ติณฺโณ นทีปารคโตว กุลฺลํ ฯ
คราวใด ไม่มองเห็นทรัพย์ของบุรุษที่ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไปเสีย เหมือนบุคคลข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้ว ก็ทิ้งแพไปเสีย ฉะนั้น.
สิเลสูปมา สิขีริว สพฺพภกฺขา
ติกฺขมายา นทีริว สีฆโสตา
เสวนฺติ เหตา ปิยมปฺปิยญฺจ
นาวา ยถา โอรกูลํ ปรญฺจ ฯ
หญิงเปรียบเหมือนยางรัก กินไม่เลือกเหมือนเปลวไฟ มีมายาแรงกล้าเหมือนแม่น้ำอันมีกระแสเชี่ยว ย่อมคบหาบุรุษทั้งที่น่ารักและไม่น่ารักเหมือนเรือจอดไม่เลือกว่าฝั่งข้างนี้ หรือข้างโน้น ฉะนั้น.
น ตา เอกสฺส น ทฺวินฺนํ อาปโณว ปสาริโต
โย ตา มยฺหนฺติ มญฺเญยฺย วาตํ ชาเลน พนฺธเย ๑ ฯ
หญิงไม่ใช่ของบุรุษคนเดียว หรือสองคน ย่อมต้อนรับทั่วไป เหมือนร้านตลาด ผู้ใดสำคัญซึ่งหญิงเหล่านั้น ว่าของเราก็เท่ากับดักลมด้วยตาข่ายฉะนั้น.
ยถา นที จ ปนฺโถ จ ปานาคารํ สภา ปปา
เอวํ โลกิตฺถิโย นาม เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ฯ
แม่น้ำ หนทาง ร้านขายเหล้า สภา และบ่อน้ำ มีอุปมาฉันใด หญิงในโลกก็มีอุปไมยฉันนั้น เขตแดนของหญิงเหล่านั้นไม่มีเลย.
ฆตาสนสมา เอตา กณฺหสปฺปสิรูปมา
คาโว พหิ ติณสฺเสว โอมสนฺติ วรํ วรํ ฯ
หญิงเหล่านั้นเสมอด้วยไฟกินเปรียง เปรียบด้วยหัวงูเห่า เลือกหยิบเอาแต่ที่อร่อยๆ เหมือนโคเลือกกินหญ้าในภายนอก ฉะนั้น.
ฆตาสนํ กุญฺชรํ กณฺหสปฺปํ
มุทฺธาภิสิตฺตํ ปมุทา ๒ จ สพฺพา
เอเต นโร นิจฺจยโต ๓ ภเชถ
เตสํ หเว ทุพฺพิทุ สจฺจภาโว ฯ
๑ ม พาธเย ฯ ๒ ม. ปมทา ฯ ๓. สี. ยุ. นิจฺจยตฺโต ฯ
ไฟกินเปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระเจ้าแผ่นดินผู้ได้มูรธาภิเษก ๑หญิงทุกคน ๑ ทั้ง ๕ นี้ คนพึงคบหาด้วยความระมัดระวังเป็นนิตย์เพราะว่าสิ่งทั้ง ๕ นั้นมีอัธยาศัยที่รู้ได้ยาก.
นจฺจนฺตวณฺณา น พหูน กนฺตา
น ทกฺขิณา ปมุทา เสวิตพฺพา
น ปรสฺส ภริยา น ธนสฺส เหตุ
เอติตฺถิโย ปญฺจ น เสวิตพฺพาติ ฯ
จุลฺลกุณาลชาตกํ ปฐมํ ฯ
หญิงที่งามเกินไป ๑ หญิงที่ชายเป็นอันมากไม่รักใคร่ ๑ (หญิงแพศยา)หญิงที่เหมือนมือขวา ๑ (ชำนาญการฟ้อนการขับ) หญิงที่เป็นภรรยาของคนอื่น ๑ หญิงที่เห็นแก่ทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวกนี้ก็ไม่ควรคบหา.
จบจุลลกุณาลชาดกที่ ๑.
๒ ภทฺทสาลชาตกํ
๒. ภัททสาลชาดก
ว่าด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต ภัททสาลชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหิ อเฆ เวหายสณฺฐิตา ๑
เกน ตฺยสฺสูนิ วตฺตนฺติ กุโต ตํ ภยมาคตํ ฯ
ท่านเป็นใคร มีผ้าอันสะอาดหมดจด มายืนอยู่บนอากาศ เพราะเหตุไรน้ำตาของท่านจึงไหล ภัยมาถึงท่านแต่ที่ไหน?
ตเวว เทว วิชิเต ภทฺทสาโลติ มํ วิทู
สฏฺฐิวสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐโต ปูชิตสฺส เม ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันได้รับการบูชาอยู่ ๖๐,๐๐๐ ปี ชนทั้งหลายรู้จักหม่อมฉันว่า ภัททสาละ ในแว่นแคว้นของพระองค์นี้แล.
การยนฺตา นครานิ อคาเร จ ทิสมฺปติ
วิวิเธ จาปิ ปาสาเท น มนฺเต อจฺจมญฺญิสุํ
ยเถว มนฺเต ปูเชสุํ ตเถว ตฺวํปิ ปูชย ฯ
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระองค์ก่อนๆ เมื่อสร้างพระนคร อาคาร และปราสาทต่างๆ พระราชาเหล่านั้นมิได้ดูหมิ่นหม่อมฉันเลย พระราชาเหล่านั้นบูชาหม่อมฉัน ฉันใด แม้พระองค์ก็จงบูชาหม่อมฉัน ฉันนั้นเถิด.
ตญฺจ อหํ ๒ น ปสฺสามิ ถูลํ กาเยน เต ทุมํ
อาโรหปรินาเหน อภิรูโปสิ ชาติยา ฯ
ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นต้นไม้อื่นที่จะใหญ่โตเหมือนท่าน โดยประมาณท่านเป็นไม้งามแต่กำเนิดด้วยย่านและปริมณฑล.
ปาสาทํ การยิสฺสามิ เอกถมฺภํ มโนรมํ
ตตฺถ ตํ อุปเนสฺสามิ จิรนฺเต ยกฺข ชีวิตํ ฯ
ข้าพเจ้าจะให้นายช่างทำปราสาทมีเสาเดียว เป็นที่รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านมาอยู่ที่ปราสาทนั้น ดูกรเทวดา ชีวิตของท่านจักยั่งยืน.
เอวํ จิตฺตํ อุทปาทิ สรีเรน วินาภาโว
ปุถุโส มํ วิกนฺเตตฺวา ขณฺฑโส อวกนฺตถ ฯ
๑ สี. ยุ. เวหาสยํ ฯ ๒ ม. ตํ อิวาหํ ฯ
ถ้าพระองค์ทรงดำริอย่างนี้ ก็จำต้องพลัดพรากจากต้นรังอันเป็นร่างกายของหม่อมฉัน พระองค์จงตัดหม่อมฉันทำเป็นท่อนๆ ให้มากเถิด.
อคฺเค จ เฉตฺวา มชฺเฌ จ ปจฺฉา มูลมฺหิ ฉินฺทถ ๑
เอวํ เม ฉิชฺชมานสฺส น ทุกฺขํ มรณํ สิยา ฯ
พระองค์จงตัดปลายก่อนแล้วจงตัดท่อนกลาง ภายหลังจึงตัดที่โคนเมื่อหม่อมฉันถูกตัดอย่างนี้ ถึงจะตายลงก็ไม่มีทุกข์.
หตฺถปาทํ ยถา ฉินฺเท กณฺณนาสญฺจ ชีวโต
ตโต ปจฺฉา สิโร ฉินฺเท ตํ ทุกฺขํ มรณํ สิยา ฯ
ราชบุรุษตัดมือและเท้า ตัดหูและจมูก ภายหลังจึงตัดศีรษะของโจรผู้เป็นอยู่ ความตายนั้นชื่อว่าตายเป็นทุกข์.
สุขํ นุ ขณฺฑโส ฉินฺทํ ๒ ภทฺทสาล วนปฺปติ
กึ เหตุ กึ อุปาทาย ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉสิ ฯ
ดูกรต้นรังผู้เป็นเจ้าแห่งป่า เขาตัดเป็นท่อนๆ เป็นสุขหรือหนอ ท่านมีเหตุอะไร มั่นใจอย่างไร จึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อนๆ ?
ยญฺจ เหตุํ อุปาทาย เหตุธมฺมูปสญฺหิตํ
ขณฺฑโส ฉินฺทมิจฺฉามิ มหาราช สุโณหิ เม ฯ
ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยึดมั่นเหตุอันใด อันเป็นเหตุประกอบด้วยธรรมปรารถนาให้ตัดเป็นท่อนๆ ขอพระองค์จงทรงสดับเหตุอันนั้น.
ญาติ เม สุขสํวฑฺฒา มม ปสฺเส นิวาตชา
เตปิหํ อุปหึเสยฺยํ ปเรสํ อสุโขจิตํ ฯ
หมู่ญาตของหม่อมฉัน เจริญอยู่ด้วยความสุข เกิดแล้วใกล้ต้นรังข้างหม่อมฉัน หม่อมฉันพึงเข้าไปเบียดเบียนหมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันชื่อว่าเข้าไปสั่งสมสิ่งที่มิใช่ความสุขให้แก่คนเหล่าอื่นเหตุนั้นหม่อมฉันจึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อนๆ .
เจเตยฺยรูปํ ๓ เจเตสิ ภทฺทสาล วนปฺปติ
หิตกาโมสิ ญาตีนํ อภยํ สมฺม ทมฺมิ เตติ ฯ
ภทฺทสาลชาตกํ ทุติยํ ฯ
ดูกรต้นรังผู้เป็นเจ้าแห่งป่า ท่านย่อมคิดสิ่งที่ควรคิด ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่หมู่ญาติ ดูกรสหาย ข้าพเจ้าให้อภัยแก่ท่าน.
จบภัททสาลชาดกที่ ๒.
๓ สมุทฺทวาณิชชาตกํ
๓. สมุททวาณิชชาดก
ว่าด้วยพ่อค้าทางสมุทร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต สมุททวาณิชชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กสนฺติ วปนฺติ เต ชนา
มนุชา กมฺมผลูปชีวิโน
นยิมสฺส ทีปกสฺส ภาคิโน
ชมฺพูทีปา อิทเมว โน วรํ ฯ
ชนทั้งหลายพากันไถ พากันหว่าน เป็นมนุษย์ผู้ต้องเลี้ยงชีพด้วยผลการงาน ไม่ถึงส่วนหนึ่งแห่งเกาะอันนี้ เกาะของเรานี้แหละดีกว่าชมพูทวีป.
ติปญฺจรตฺตูปคตมฺหิ จนฺเท๓
เวโค มหา เหหิติ สาครสฺส
อุปฺลาวสฺสํ ๑ ทีปมิมํ อุฬารํ
มา โว วธิ คจฺฉถ เลณมญฺญํ ฯ
๑ สิ. มูลญฺจ ฉินฺทถ ฯ ยุ. มูลํ วิฉินฺทถ ฯ ๒ ม. ฉินฺนํ ฯ
๓ สี. ยุ. เจตพฺพรูปํ ฯ
ในวันพระจันทร์เพ็ญ ทะเลจักมีคลื่นจัด จะท่วมเกาะใหญ่นี้ให้จมลงคลื่นทะเลอย่าฆ่าท่านทั้งหลายเสียเลย ท่านทั้งหลายจงพากันไปหาที่พึ่งอาศัยที่อื่นเถิด.
น ชาตยํ ๒ สาครวาริเวโค
อุปฺลาวสฺสํ ๓ ทีปมิมํ อุฬารํ
ตํ เม นิมิตฺเตหิ พหูหิ ทิฏฺฐํ
มา เภถ กึ โสจถ โมทถโวฺห ฯ
คลื่นทะเลจะไม่เกิดท่วมเกาะใหญ่นี้ เหตุอันนั้นเราเห็นแล้วด้วยนิมิตเป็นอันมาก ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย จะเศร้าโศกทำไม จงเบิกบานใจเถิด.
ปหูตภกฺขํ พหุอนฺนปานํ
ปตฺตตฺถ อาวาสมิมํ อุฬารํ
น โว ภยํ ปฏิปสฺสามิ กิญฺจิ
อาปุตฺตปุตฺเตหิ ปโมทถโวฺห ฯ
ท่านทั้งหลายจงอยู่ยึดครองเกาะใหญ่นี้ อันมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมาย เป็นที่อยู่อาศัยเถิด เราไม่มองเห็นภัยอันใดอันหนึ่ง ซึ่งจะเกิดมีแก่ท่านทั้งหลายเลย ท่านทั้งหลายจงเบิกบานใจอยู่ด้วยบุตรหลานเถิด.
โยเทวายํ ๔ ทกฺขิณายํ ทิสายํ
เขมํ ปฏิกฺโกสติ ๕ ตสฺส สจฺจํ
น อุตฺตโร เวทิ ภยาภยสฺส
มา เภถ กึ โสจถ โมทถโวฺห ฯ
เทพบุตรในทิศทักษิณนี้ ย่อมคัดค้านความเกษมสำราญ ถ้อยคำของเทพบุตรนั้นเป็นคำจริง เทพบุตรในทิศอุดรไม่รู้แจ้งภัย หรือมิใช่ภัย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย จะเศร้าโศกไปทำไม จงเบิกบานใจเถิด.
ยถา อิเม วิปฺปวทนฺติ ยกฺขา
เอโก ภยํ สํสติ เขมเมโก
ตทิงฺฆ มยฺหํ วจนํ สุณาถ
ขิปฺปํ ลหุํ มา วินสิมฺห ๑ สพฺเพ ฯ
๑ อุปาวสนฺติปิ ฯ สี. อุปลาปยํ ฯ ม. อุปฺลวิสฺสํ ฯ ๒ ม. ชาตุยํ ฯ ๓ สี.
อุปฺปาฏเย ฯ ม. อุปฺลวิสฺสํ ฯ ๔ โย เต อยนฺติปิ ฯ ๕ ม. เขมนฺติ ปกฺโกสติ ฯ
เทวดาเหล่านี้ย่อมกล่าวผิดกันอย่างไร เทวดาตนหนึ่งกล่าวว่าจะมีภัยตนหนึ่งกล่าวว่าปลอดภัย ดังเราขอเตือน ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของเราเถิด เราทั้งหมดอย่าฉิบหายเสียเร็วพลันเลย.
สพฺเพ สมาคมฺม กโรม นาวํ
โทณึ ทฬฺหํ สพฺพยนฺตูปปนฺนํ
สเจ อยํ ทกฺขิโณ สจฺจมาห
โมฆํ ปฏิกฺโกสติ อุตฺตโรยํ ฯ
เราทั้งปวง จงมาช่วยกันทำเรือใหญ่ให้มั่นคงติดเครื่องยนต์ไว้พร้อมสรรพถ้าเทพบุตรในทิศทักษิณพูดจริง เทพบุตรในทิศอุดรก็พูดค้านเปล่าๆ .
สา เจว โน โหหิติ อาปทตฺถา
อิมญฺจ ทีปํ น ปริจฺจเชม
สเจ จ โข อุตฺตโร สจฺจมาห
โมฆํ ปฏิกฺโกสติ ทกฺขิโณยํ ฯ
เมื่ออันตรายเกิดมีขึ้น เรือของพวกเรานั้นก็จักไม่เสียหาย อนึ่ง เราจะไม่ละทิ้งเกาะนี้ ถ้าหากเทพบุตรในทิศอุดรพูดจริง เทพบุตรในทิศทักษิณก็พูดค้านเปล่าๆ .
ตเมว นาวํ อภิรุยฺห สพฺเพ
เอวํ มยํ โสตฺถิ ตเรมุ ปารํ
น เว สุคณฺหํ ปฐเมน เสฏฺฐํ
กนิฏฺฐมาปาถคตํ คเหตฺวา
โย จีธ มชฺฌํ ๒ ปวิเจยฺย คณฺหติ
สเว นโร เสฏฺฐมุเปติ ฐานํ ฯ
เราทุกคนพึงขึ้นสู่เรือนั้นทันที ข้ามไปถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดีอย่างนี้ พวกเราไม่พึงเชื่อถือง่ายๆ ว่าคำจริงโดยคำแรก ไม่พึงเชื่อถือง่ายๆ ซึ่งถ้อยคำที่เทพบุตรกล่าวแล้วในภายหลังว่าเป็นจริง นรชนใดในโลกนี้เลือกถือเอาส่วนกลางไว้ได้ นรชนนั้นย่อมเข้าถึงซึ่งฐานะอันประเสริฐ.
ยถาปิ เต สาครวาริมชฺเฌ
สกมฺมุนา โสตฺถิ วหึสุ วาณิชา
อนาคตตฺถํ ปฏิวิชฺฌิยาน
อปฺปมฺปิ นาจฺเจติ จ ๓ ภูริปญฺโญ ฯ
๑ ม. วินสฺสิมฺห ฯ ๒ ม. ตจฺฉํ ฯ ๓ ม. ส. ฯ
กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวาง แทงตลอดประโยชน์ในอนาคตแล้ว ย่อมไม่ให้ประโยชน์นั้นผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย เหมือนพวกพ่อค้าเหล่านั้น พากันไปในท่ามกลางทะเลโดยสวัสดีด้วยกรรมของตน.
พาลา จ โมเหน รสานุคิทฺธา
อนาคตํ อปฺปฏิวิชฺฌิยตฺถํ
ปจฺจุปฺปนฺเน สีทนฺติ อตฺถชาเต
สมุทฺทมชฺเฌ ยถา เต มนุสฺสา ฯ
ส่วนพวกคนพาลมัวหมกมุ่นอยู่ในรสด้วยโมหะ ไม่แทงตลอดประโยชน์อันเป็นอนาคต เมื่อความต้องการเกิดขึ้น เฉพาะหน้าย่อมพากันล่มจมเหมือนมนุษย์เหล่านั้นพากันล่มจมในท่ามกลางทะเล ฉะนั้น.
อนาคตํ ปฏิกยิราถ กิจฺจํ
มา มํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล พฺยเธสิ
ตํ ตาทิสํ ปฏิกตกิจฺจการึ
น ตํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล พฺยเธสีติ ฯ
สมุทฺทวาณิชชาตกํ ตติยํ ฯ
ชนผู้เป็นบัณฑิตพึงรีบทำกิจที่ควรทำก่อนเสียทีเดียว อย่าให้กิจที่ต้องทำเบียดเบียนตัวได้ในเวลาที่ต้องการ กิจนั้นไม่เบียดเบียนบุคคลผู้รีบทำกิจที่ควรทำเช่นนั้น ในเวลาที่ต้องการ.
จบสมุททวาณิชชาดก ที่ ๓.
๔ กามชาตกํ
๔. กามชาดก
ว่าด้วยกามและโทษของกาม
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต กามชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ
อทฺธา ปีติมโน โหติ ลทฺธา มจฺโจ ยทิจฺฉติ ฯ
เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ย่อมมีใจอิ่มเอิบแท้.
กามํ กามยมานสฺส ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ
ตโต นํ อปรํ กาเม ฆมฺเม ตณฺหํว วินฺทติ ฯ
เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้ครั้นสิ่งที่ปรารถนานั้นสำเร็จ บุคคลยังปรารถนาต่อไปอีก ก็ย่อมได้ประสบกามตัณหา เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน ย่อมเกิดความกระหายใคร่จะดื่มน้ำ ฉะนั้น.
ควํว สิงฺคิโน สิงฺคํ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ
เอวํ มนฺทสฺส โปสสฺส พาลสฺส อวิชานโต
ภิยฺโย ตณฺหา ปิปาสา จ วฑฺฒมานสฺส วฑฺฒติ ฯ
ตัณหาก็ดี ความกระหายก็ดี ของคนพาลมีปัญญาน้อย ไม่รู้อะไร ย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกที เหมือนเขาโคย่อมเจริญขึ้นตามตัว ฉะนั้น.
ปฐพฺยา สาลิยวกํ ควาสฺสํ ๑ ทาสโปริสํ
ทตฺวาปิ ๒ นาลเมกสฺส อิติ วิทฺธา ๓ สมํ จเร ฯ
๑ ม. ควสฺสํ ฯ ๒ ม. ทตฺวา จ ฯ ๓ ม. วิทฺวา ฯ
แม้จะให้ทรัพย์สมบัติ ข้าวสาลี ข้าวเหนียว โค ม้า ข้าทาสหญิงชายทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่พอแก่คนๆ เดียว รู้อย่างนี้แล้วพึงประพฤติธรรมสม่ำเสมอ.
ราชา ปสยฺห ปฐวึ วิชิตฺวา
สสาครนฺตํ มหิมาวสนฺโต
โอรํ สมุทฺทสฺส อติตฺตรูโป
ปารํ สมุทฺทสฺสปิ ปตฺถเยว ๑ ฯ
พระราชาทรงปราบปรามชนะทั่วแผ่นดิน ทรงครอบครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ทรงครอบครองมหาสมุทรฝั่งนี้แล้ว มีพระทัยไม่อิ่ม ยังปรารถนาแม้มหาสมุทรฝั่งโน้นต่อไปอีก.
ยาว อนุสฺสรํ กาเม มนสา ติตฺติ นาชฺฌคา
ตโต นิวตฺตา ปฏิกฺกมฺม ทิสฺวา
เต เว ติตฺตา เย ปญฺญาย ติตฺตา ฯ
เมื่อยังระลึกถึงกามอยู่ตราบใด ก็ไม่ได้ความอิ่มด้วยใจตราบนั้น ชนเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา มีกายและใจหลีกเว้นจากกามทั้งหลาย เห็นโทษด้วยญาณ ชนเหล่านั้นแลชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม.
ปญฺญาย ติตฺตีนํ เสฏฺฐํ น โส กาเมหิ ตปฺปติ
ปญฺญาย ติตฺตํ ปุริสํ ตณฺหา น กุรุเต วสํ ฯ
บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญาประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญาตัณหาย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้.
อปจิเนเถว กามานิ ๒ อปฺปิจฺฉสฺส อโลลุโป
สมุทฺทมตฺโต ปุริโส น โส กาเมหิ ตปฺปติ ฯ
ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย ไม่มีความละโมภบุรุษผู้มีปัญญาเปรียบด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย.
รถกาโรว จมฺมสฺส ปริกนฺตํ อุปาหนํ
ยํ ยํ ชหติ ๓ กามานํ ตํ ตํ สมฺปชฺชเต สุขํ
สพฺพญฺเจ สุขมิจฺเฉยฺย สพฺเพ กาเม ปริจฺจเช ฯ
ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประกอบรองเท้า ส่วนใดควรเว้นก็เว้นเลือบเอาแต่ส่วนที่ดีๆ มาทำรองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่งกามเสียย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุขทั้งปวง ก็พึงละกามทั้งปวงเสีย.
อฏฺฐ เต ภาสิตา คาถา สพฺพา โหนฺติ สหสฺสิโย
ปฏิคฺคณฺห มหาพฺรเหฺม สาเธตํ ตว ภาสิตํ ฯ
คาถาทั้งหมด ๘ คาถา ที่ท่านกล่าวแล้วขอท่านจงรับเอาทรัพย์ ๘ พันนี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้ เป็นคำยังประโยชน์ให้สำเร็จ.
น เม อตฺโถ สหสฺเสหิ สเตหิ นหุเตหิ วา
ปจฺฉิมํ ภาสโต คาถํ กาเม เม นิรโต มโน ฯ
ข้าพระบาทไม่ต้องการด้วยทรัพย์ร้อย ทรัพย์พัน หรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวคาถาสุดท้าย ใจของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม.
ภทฺรโก วตายํ มาณวโก สพฺพโลกวิทู มุนิ
โย [๑] ตณฺหํ ทุกฺขชนนึ ปริชานาติ ปณฺฑิโตติ ฯ
กามชาตกํ จตุตฺถํ ฯ
๑ ม. ปตฺถเยถ ฯ ๒ ม. กามานํ ฯ ๓ ม. จชติ ฯ
มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหาอันยังความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็นคนดี เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง.
จบกามชาดกที่ ๔.
๕ ชนสนฺธชาตกํ
๕. ชนสันธชาดก
เหตุที่ทำจิตให้เดือดร้อน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต ชนสันธชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
ทส ขลุมานิ ๒ ฐานานิ ยานิ ปุพฺเพ อกริตฺวา
ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ อิจฺจาห ราชา ชนสนฺโธ ๓ ฯ
พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ประการ บุคคลไม่กระทำเสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง.
อลทฺธา วิตฺตํ ๔ ตปติ ปุพฺเพ อสมุทานิตํ
น ปุพฺเพ ธนเมสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้.
สกฺยรูปํ ปุเร สนฺตํ มยา สิปฺปํ น สิกฺขิตํ
กิจฺฉา วุตฺติ อสิปฺปสฺส อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ศิลปที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ในกาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราไม่ได้ศึกษาศิลปไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปย่อมเลี้ยงชีพลำบาก.
กูฏเวที ปุเร อาสึ ปิสุโณ ปิฏฺฐิมํสิโก
จณฺโฑ จ ผรุโส จาสึ ๕ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนโกงส่อเสียด กินสินบน ดุร้าย หยาบคาย ในกาลก่อน.
ปาณาติปาตี ปุเร อาสึ ลุทฺโท จาปิ อนาริโย
ภูตานํ นาปจายิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้า ทุศีล ประพฤติต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ในกาลก่อน.
พหูสุ วต สนฺตีสุ อนาปทาสุ อิตฺถิสุ
ปรทารํ อาเสวิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย.
พหุมฺหิ วต สนฺตมฺหิ อนฺนปาเน อุปฏฺฐิเต
น ปุพฺเพ อททํ ทานํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อน ข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย.
มาตรํ ปิตรํ จาปิ ชิณฺณเก คตโยพฺพเน ๖
ปหุสนฺโต น โปสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
๑ ม. อิมํ ฯ ๒ ม. ขลุ อิมานิ ฯ ๓ ม. อิจฺเจวาห ชนสนฺโธ ฯ ๔ จิตฺตนฺติปิ
ปาโฐ ฯ ๕ ม. จาปิ ฯ ๖ ม.ชิณฺณกํ คตโยพฺพนํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่าชราได้ ก็มิได้เลี้ยงดูท่าน.
อาจริยมนุสตฺถารํ สพฺพกามรสาหรํ
ปิตรํ อติมญฺญิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู.
สมเณ พฺราหฺมเณ จาปิ สีลวนฺเต พหุสฺสุเต
น ปุพฺเพ ปยิรุปาสิสฺสํ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อน เรามิได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย.
สาธุ โหติ ตโป จิณฺโณ สนฺโต จ ปยิรุปาสิโต
น จ ปุพฺเพ ตโป จิณฺโณ อิติ ปจฺฉานุตปฺปติ ฯ
ผู้ใดไม่มีประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่แล้ว ย่อมเป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้ เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรมไว้เลย.
โย จ เอตานิ ฐานานิ โยนิโส ปฏิปชฺชติ
กรํ ปุริสกิจฺจานิ ส ปจฺฉา นานุตปฺปตีติ ฯ
ชนสนฺธชาตกํ ปญฺจมํ ฯ
ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจในภายหลังเลย.
จบ ชนสันธชาดกที่ ๕.
๖ มหากณฺหชาตกํ
๖. มหากัณหชาดก
ว่าด้วยคราวที่สุนัขดำกินคน
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต มหากัณหชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กโณฺห กโณฺห จ โฆโร จ สุกฺกทาโฐ ปตาปวา ๑
พนฺโธ ๒ ปญฺจหิ รชฺชูหิ กึ วีร สุนโข ตว ฯ
ดูกรท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ดำจริง ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยวท่านผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำอะไร?
นายํ มิคานมตฺถาย อุสินฺนร ๓ ภวิสฺสติ
มนุสฺสานํ อนโย หุตฺวา ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
ดูกรพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มาเพื่อต้องการกินเนื้อ แต่มาเพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใด จักมีมนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลายเมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไปกินมนุษย์.
ปตฺตหตฺถา สมณกา มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา
นงฺคเลหิ กสิสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด คนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่า เป็นสมณะมีบาตรในมือ ศีรษะโล้นคลุมผ้าสังฆาฏิ จักทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
ตปสฺสินิโย ปพฺพชิตา มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา
ยทา โลเก คมิสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
๑ ม. ปภาสวา ฯ ๒ ม. พทฺโธ ฯ ๓ สี. ยุ. อุสีนร ฯ
เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่า มีตบะ บวชมีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณอยู่ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น.
ทีฆุตฺตโรฏฺฐา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา รชสฺสิรา
อิณํ โจทย ๑ คจฺฉนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟันเขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี เที่ยวภิกขาจาร รวบรวมทรัพย์ไว้ให้เขากู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ยเลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิลเหล่านั้น.
อธิจฺจ เวเท สาวิตฺตึ ยญฺญํ ตตฺรญฺจ ๒ พฺราหฺมณา
ภติกาย ยชิสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือสาวิตติศาสตร์ ยัญญวิธี และยัญญสูตรแล้วรับจ้างบูชายัญ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น.
มาตรํ ปิตรํ จาปิ ชิณฺณเก คตโยพฺพเน
ปหุสนฺโต น ภรนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดูมารดาบิดาได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
มาตรํ ปิตรํ จาปิ ชิณฺณเก คตโยพฺพเน
พาลา ตุเมฺหติ วกฺขนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าวดูหมิ่นมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
อาจริยภาริยํ สขึ ๓ มาตุลานึ ปิตุจฺฉกึ ๔
ยทา โลเก คมิสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจักคบหาภรรยาของอาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
อสิจมฺมํ คเหตฺวาน ขคฺคํ ปคฺคยฺห พฺราหฺมณา
ปนฺถฆาตํ กริสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่ห์และดาบเหน็บกระบี่ คอยดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น.
สุกฺกจฺฉวี เวธเวรา ถูลพาหู อปาตุภา
มิตฺตเภทํ กริสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขติ ฯ
เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสีผิวกายบำรุงร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิงหม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของหญิงหม้ายนั้นหมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิงอื่นต่อไป เมื่อนั้นสุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลงหญิงเหล่านั้น.
มายาวิโน เนกติกา อสปฺปุริสจินฺติกา
ยทา โลเก ภวิสฺสนฺติ ตทา กโณฺห ปโมกฺขตีติ ฯ
มหากณฺหชาตกํ ฉฏฺฐํ ฯ
เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผยโทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีอยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น.
จบ มหากัณหชาดกที่ ๖.
๗ โกสิยชาตกํ
๗. โกสิยชาดก
ว่าด้วยโกสิยเศรษฐีขี้ตระหนี่
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต โกสิยชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
เนว กีณามิ น วิกฺกิณามิ
น จาปิ เม สนฺนิจโย อิธตฺถิ ๑
สุกิจฺฉรูปํ วติทํ ปริตฺตํ
ปตฺโถทโน นาลมยํ ทุวินฺนํ ฯ
๑ ม. โจทาย ฯ สี. ยุ. โวทาย ฯ ๒ ม. ยญฺญตนฺตญฺจ ฯ ๓ สี. ยุ. สขาภริยํ ฯ
๔ สี. ปิตุจฺฉยํ ฯ ยุ. ปิตุจฺฉสํ ฯ
ข้าพเจ้าไม่ซื้อไม่ขายเลย อนึ่ง ความสั่งสมของข้าพเจ้าก็มิได้มีในที่นี้เลยภัตนี้นิดหน่อยหาได้ยากเหลือเกิน ข้าวสุกแล่งหนึ่งหาพอเพียงแก่เราทั้งสองคนไม่
อปฺปมฺหา อปฺปกํ ทชฺชา อนุมชฺฌโต มชฺฌกํ
พหุมฺหา พหุกํ ทชฺชา อทานํ นูปปชฺชติ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของปานกลางให้ตามของปานกลาง ควรแบ่งของมากให้ตามมาก การไม่ให้เสียเลย ย่อมไม่สมควร. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข.
โมฆญฺจสฺส หุตํ โหติ โมฆญฺจาปิ สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ก็ไร้ประโยชน์. ดูกรโกสิยเศรษฐีเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยะจงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
สจฺจญฺจสฺส หุตํ โหติ สจฺจญฺจาปิ สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว พลีกรรมผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ก็ย่อมมีประโยชน์ด้วย. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
สรญฺจ ชุหติ โปโส พหุกาย คยาย จ
โทเณ ติมฺพรุติตฺถสฺมึ สีฆโสเต มหาวเห ฯ
อตฺร จสฺส หุตํ โหติ อตฺร จสฺส สมีหิตํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เนโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
๑ ม. จ อตฺถิ ฯ
ก็บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำพหุกาก็ดี ที่แม่น้ำคยาก็ดี ทีท่าโทณะก็ดี ทีท่าติมพรุก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี. พลีกรรมของผู้นั้นในที่นั้นๆ ย่อมมีผล ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ของผู้นั้นในที่นั้นๆ ก็ย่อมมีประโยชน์ ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว. ผู้นั้นย่อมได้ความสุข ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคแต่ผู้เดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
พลิสํ หิ โส นิคิลติ ๑ ทีฆสุตฺตํ สพนฺธนํ
อติถิสฺมึ โย นิสินฺนสฺมึ เอโก ภุญฺชติ โภชนํ ฯ
ตํ ตํ วทามิ โกสิย เทหิ ทานานิ ภุญฺช จ
อริยมคฺคํ สมารูห เนกาสี ลภเต สุขํ ฯ
ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนกินเบ็ดอันมีสายยาวพร้อมทั้งเหยื่อ. ดูกรโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียว ย่อมไม่ได้ความสุข.
อุฬารวณฺณา วต พฺราหฺมณา อิเม
อยญฺจ โว สุนโข กิสฺส เหตุ
อุจฺจาวจํ วณฺณนิภํ วิกุพฺพติ
อกฺขาถ โน พฺราหฺมณา เก นุ ตุเมฺห ฯ
พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ แต่เหตุอะไร สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีมีวรรณะต่างๆ ได้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพราหมณ์ ใครหนอจะบอกข้าพเจ้าได้?
จนฺโท จ สุริโย จ อุโภ อิธาคตา
อยํ ปน มาตลิ เทวสารถิ
สกฺโกหมสฺมิ ติทสานมินฺโท
เอโส จ โข ปญฺจสิโขติ วุจฺจติ ฯ
ผู้นี้ คือ จันทเทพบุตร ผู้นี้ คือ สุริยเทพบุตร ผู้นี้ คือ มาตลีเทพสารภี มาแล้วในที่นี้ เรา คือ ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดาชาวไตรทศส่วนสุนัขนี้แล เราเรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร.
ปาณิสฺสรา มุทิงฺคา ๒ จ มุรชาลมฺพรานิ จ
สุตฺตเมนํ ปโพเธนฺติ ปฏิพุทฺโธ จ นนฺทติ ฯ
ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมางทั้งหลาย ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับให้ตื่นและผู้ตื่นอยู่แล้วย่อมเพลิดเพลินใจ.
เยเกจิเม มจฺฉริโน กทริยา
ปริภาสกา สมณพฺราหฺมณานํ
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา นิรยํ วชนฺติ ฯ
คนตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษสมณพราหมณ์ ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายแล้วย่อมไปสู่นรก.
เยเกจิเม สุคฺคติมาสมานา ๓
ธมฺเม ฐิตา สํยเม สํวิภาเค
อิเธว นิกฺขิปฺป สรีรเทหํ
กายสฺส เภทา สุคตึ วชนฺติ ฯ
๑ สี. ยุ. นิคฺคิลติ ฯ ๒ สี. ยุ. มุติงฺคา จ ฯ ๓ สี. ยุ. สุคฺคติมาสสานา ฯ
ชนเหล่าใด หวังสุคติ ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือ ความสำรวมและการจำแนกแจกทาน ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ.
ตฺวํ โน ๑ ญาติ ปุริมาสุ ชาติสุ
โส มจฺฉรี โกสิโย ๒ ปาปธมฺโม
ตเวว อตฺถาย อิธาคตมฺหา
มา ปาปธมฺโม นิรยํ อปตฺถ ๓ ฯ
ท่านนั้นชื่อโกสิยะ มีความตระหนี่ มีธรรมลามก เป็นญาติของเราทั้งหลายในชาติก่อน เราทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่ท่านคนเดียวด้วยคิดว่า โกสิยเศรษฐีนี้ อย่ามีธรรมอันลามกไปนรกเสียเลย.
อทฺธา หิ เม เต ๔ หิตกามา ยํ มํ สมนุสาสถ
โสหํ ตถา กริสฺสามิ สพฺพํ วุตฺตํ หิเตสิภิ ฯ
เอโสหมชฺเชว อุปรมามิ ๕
น จาปิหํ กิญฺจิ กเรยฺย ปาปํ
น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ
น จาปิทตฺวา อุทกํ ปิวามิ ๖ ฯ
เอวญฺจ เม ททโต สพฺพกาลํ
โภคา อิธ ๗ วาสว ขียิสฺสนฺติ
ตโต อหํ ปพฺพชิสฺสามิ สกฺก
หิตฺวาน กามานิ ยโถธิกานีติ ฯ
โกสิยชาตกํ สตฺตมํ ฯ
___________
๑ ม. โนสิ ฯ ๒ ม. โรสโก ฯ ๓ ม. คมิตฺถ ฯ ๔ ม. มํ โว ฯ
๕ ม. เอสาหมชฺเชว อุปารมามิ ฯ ๖ สี. อุกมฺปหํ ปิเพ ฯ ๗ ม. อิเม ฯ
ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะเหตุที่มาตามพร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนืองๆ ข้าพเจ้าจักทำตามที่ท่านผู้แสวงหาประโยชน์ทั้งหลาย กล่าวสอนทุกอย่าง. ข้าพเจ้าจะงดเว้นความตระหนี่เสียในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปอะไรๆ อนึ่งขึ้นชื่อว่าการไม่ให้อะไรๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ได้ให้แล้ว จะไม่ดื่มน้ำ. ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้าให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทุกเมื่อ จนโภคะทั้งหลายจะหมดสิ้นไปในที่นี้ ข้าแต่ท้าวสักกะต่อแต่นั้น ข้าพเจ้าจักละกามทั้งหลายตามที่มีอยู่อย่างไรแล้วจักออกบวช.
จบ โกสิยชาดกที่ ๗.
๘ เมณฺฑกปญฺหาชาตกํ
๘. เมณฑกปัญหาชาดก
ว่าด้วยเมณฑกปัญหา
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต เมณฑกปัญหาชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
เยสํ น กทาจิ ภูตปุพฺพํ
สขิ ๑ สตฺตปทมฺปิ อิมสฺมึ โลเก
ชาตา อมิตฺตา เทฺว สหายา
ปฏิสนฺถาย จรนฺติ กิสฺส เหตุ ฯ
ความที่สัตว์เหล่าใดในโลกนี้ เป็นสหายกันแม้จะไปด้วยกันเพียง ๗ ก้าวมิได้เคยมีมาในกาลไหนๆ เลย สัตว์ทั้ง ๒ นั้นซึ่งเป็นศัตรูกันกลับเป็นสหายกัน ย่อมประพฤติเพื่อความคุ้นเคยกันเพราะเหตุอะไร?
ยทิ เม อชฺช ปาตราสกาเล
ปญฺหํ น สกฺกุณาถ ๒ วตฺตุเมตํ
รฏฺฐา ปพฺพาชยิสฺสามิ โว สพฺเพ
น หิ มมตฺโถ ทุปฺปญฺญชาติเกหิ ฯ
ในเวลาอาหารเช้าวันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ของเราได้ เราจักขับไล่ท่านทุกคนให้ออกไปจากแว่นแคว้นของเรา เพราะเราไม่ต้องการคนโง่เขลา.
มหาชนสมาคมมฺหิ โฆเร
ชนโกลาหลสงฺคมมฺหิ ชาเต
วิกฺขิตฺตมนา อเนกจิตฺตา
ปญฺหํ น สกฺกุโณม วตฺตุเมตํ ฯ
เมื่อสมาคมแห่งมหาชนอึกทึก เมื่อชุมนุมชนเกิดโกลาหลอยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีใจฟุ้งซ่าน จิตไม่แน่วแน่ ก็ไม่สามารถจะพยากรณ์ปัญหานั้นได้.
เอกคฺคจิตฺตาว เอกเมกา
รหสิ คตา อตฺถานิ จินฺตยิตฺวา ๓
ปวิเวเก สมฺมสิตฺวาน ธีรา
อถ วกฺขนฺติ ชนินฺท เอตมตฺถํ ฯ
ข้าแต่พระจอมประชาชน นักปราชญ์ทั้งหลายมีจิตมีอารมณ์อันเดียวเทียวคนหนึ่งๆ อยู่ในที่ลับ คิดเนื้อความทั้งหลาย พิจารณาอยู่ในสถานที่เงียบสงัด ภายหลังจึงจักกราบทูลแก้เนื้อความข้อนั้น พระเจ้าข้า.
อุคฺคปุตฺตราชปุตฺติยานํ
อุรพฺภมํสํ ปิยํ มนาปํ
น เต สุนขสฺส อเทนฺติ มํสํ
อถ เมณฺฑสฺส สุเณน สขฺยมสฺส ฯ
๑ ม. สขฺยํ ฯ สี. ยุ. สกฺขึ ฯ ๒ ม. สกฺกุเณยฺยาถ ฯ ๓ ม. อตฺถํ นิจินฺตยิตฺวา ฯ
เนื้อแพะ เป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งบุตรอำมาตย์และราชโอรสทั้งหลายชนเหล่านั้นย่อมไม่บริโภคเนื้อสุนัข ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
จมฺมํ วิหนนฺติ เอฬกสฺส
อสฺสปิฏฺฐตฺถรณํ สุขสฺส ๑ เหตุ
น จ เต สุนขสฺส อตฺถรนฺติ
อถ เมณฺฑสฺส สุเณน สขฺยมสฺส ฯ
ชนทั้งหลายย่อมใช้หนังแพะเป็นเครื่องลาดบนหลังม้า เพราะเหตุแห่งความสุข แต่ไม่ใช้หนังสุนัขเป็นเครื่องลาดบนหลังม้า ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
อาเวลฺลิตสิงฺคิโก หิ เมณฺโฑ
น จ สุนขสฺส วิสาณกานิ อตฺถิ
ติณภกฺโข มํสโภชโน จ
อถ เมณฺฑสฺส สุเณน สขฺยมสฺส ฯ
แพะมีเขาอันโค้งจริง แต่สุนัขไม่มีเขาเลย แพะกินหญ้า สุนัขกินเนื้อครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
ติณมาสิ ปลาสมาสิ เมณฺโฑ
น จ สุโณ ติณมาสิ โน ปลาสํ
คเณฺหยฺย สุนโข สสํ พิฬารํ
อถ เมณฺฑสฺส สุเณน สขฺยมสฺส ฯ
แพะกินหญ้า กินใบไม้ ส่วนสุนัขไม่กินหญ้า ไม่กินใบไม้ สุนัขจับกระต่าย หรือแมวกิน ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน.
อฏฺฐฑฺฒปาโท จตุปฺปทสฺส
เมณฺโฑ อฏฺฐนโข อทิสฺสมาโน
ฉาทิยํ อาหรติ อยํ อิมสฺส
มํสํ อาหรติ อยํ อมุสฺส ฯ
แพะมี ๔ เท้า ๘ กีบ มีกายไม่ปรากฏ สุนัขนี้นำหญ้ามาเพื่อแพะนี้แพะนี้ก็นำเนื้อมาเพื่อสุนัขโน้น.
ปาสาทวรคโต วิเทหเสฏฺโฐ
วีติหารํ อญฺโญญฺญโภชนานํ ๒
อทฺทส ๓ กิร สกฺขิตํ ชนินฺโท
พุภุกฺกสฺส ปุณฺณมุขสฺส เจตํ ฯ
๑ ม. อสฺสปิฏฺฐตฺถรสฺสุขสฺส ฯ ๒ ม. อญฺญมญฺญโภชนํ ฯ ๓ ม. อทกฺขิ ฯ
นัยว่า พระผู้เป็นจอมประชานิกรผู้ประเสริฐกว่าชาววิเทหรัฐ ประทับอยู่บนปราสาทอันประเสริฐ ได้ทอดพระเนตรเห็นการนำอาหารมาแลกกันกินโดยประจักษ์ และได้ทอดพระเนตรเห็นมิตรธรรมแห่งสุนัขกับแพะด้วยพระองค์เอง.
ลาภา วต เม อนปฺปรูปา
ยสฺส เม อีทิสา ๑ ปณฺฑิตา กุลมฺหิ
ปญฺหสฺส คมฺภีรคตํ นิปุณมตฺถํ
ปฏิวิชฺฌนฺติ สุภาสิเตน ธีรา ฯ
เป็นลาภของเราไม่ใช่น้อยเลย ที่มีบัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสกุล เพราะว่านักปราชญ์ทั้งหลายย่อมแทงตลอด ซึ่งเนื้อความแห่งปัญหาอันลึกซึ้งละเอียด ด้วยคำสุภาษิต.
อสฺสตรีรถญฺจ เอกเมกํ
ผีตํ คามวรญฺจ เอกเมกํ
สพฺเพสํ โว ทมฺมิ ปณฺฑิตานํ
ปรมปฺปตีตมโน สุภาสิเตนาติ ฯ
เมณฺฑกปญฺหาชาตกํ อฏฺฐมํ ฯ
เรามีความพอใจเป็นอย่างยิ่งด้วยคำสุภาษิต จะให้รถเทียมด้วยม้าอัสดรคนละหนึ่งคัน และบ้านส่วยอันเจริญคนละหนึ่งบ้าน แก่ท่านทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตทุกคน.
จบ เมณฑกปัญหาชาดกที่ ๘.
๙ มหาปทุมชาตกํ
๙. มหาปทุมชาดก
ว่าด้วยมหาปทุมกุมาร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต มหาปทุมชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
นาทิฏฺฐา ๒ ปรโต โทสํ อณณถูลานิ สพฺพโส
อิสฺสโร ปณเย ทณฺฑํ สามํ อปฺปฏิเวกฺขิย ฯ
พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่เห็นโทษของผู้อื่นว่าน้อยหรือมากโดยประการทั้งปวง ไม่พิจารณาด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว ไม่พึงลงอาชญา.
โย จ อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ทณฺฑํ กุพฺพติ ขตฺติโย
สกณฺฏกํ โส คิลติ ชจฺจนฺโธว สมกฺขิกํ ฯ
กษัตริย์พระองค์ใด ยังไม่ทันพิจารณาแล้วทรงลงพระราชอาชญา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า ย่อมกลืนกินพระกระยาหารพร้อมด้วยหนาม เหมือนคนตาบอดกลืนกินอาหารพร้อมด้วยแมลงวัน ฉะนั้น.
อทณฺฑิยํ ทณฺฑิยติ ๓ ทณฺฑิยญฺจ อทณฺฑิยํ
อนฺโธว วิสมํ มคฺคํ น ชานาติ สมาสมํ ฯ
กษัตริย์พระองค์ใด ทรงลงพระราชอาชญากับผู้ไม่ควรจะลงพระราชอาชญาไม่ทรงลงพระราชอาชญากับผู้ที่ควรลงพระราชอาญา กษัตริย์พระองค์นั้นเป็นเหมือนคนเดินทางไม่ราบเรียบ ไม่รู้ว่าทางเรียบหรือไม่เรียบ.
โย จ เอตานิ ฐานานิ อณณถูลานิ สพฺพโส
สุทิฏฺฐมนุสาเสยฺย สเว โวหริตุมรหติ ฯ
๑ ม. เมทิสา ฯ ๒ ม. นาทฏฺฐา ฯ ๓ ม. ฑณฺฑยติ ฯ
กษัตริย์พระองค์ใด ทรงเห็นเหตุที่ควรลงพระราชอาชญา และไม่ควรลงพระราชอาชญา และทรงเห็นเหตุนั้น โดยประการทั้งปวงเป็นอย่างดีแล้ว ทรงปกครองบ้านเมือง กษัตริย์พระองค์นั้น สมควรปกครองราชสมบัติ.
เนกนฺตมุทุนา สกฺกา เอกนฺตติขิเณน วา
อตฺตํ มหตฺเต ฐาเปตุํ ๑ ตสฺมา อุภยมาจเร ฯ
กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วนเดียว หรือมีพระทัยกล้าโดยส่วนเดียว ก็ไม่อาจที่จะดำรงพระองค์ไว้ในอิสริยยศที่สูงใหญ่ได้ เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ไม่พึงประพฤติเหตุทั้งสอง คือ พระทัยอ่อนเกินไป และกล้าเกินไป.
ปริภูโต มุทุ โหติ อติติกฺโข จ เวรวา
เอตญฺจ อุภยํ ญตฺวา อนุมชฺฌํ สมาจเร ฯ
กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อน ก็ถูกประชาราษฎร์ดูหมิ่น กษัตริย์ผู้มีพระทัยแข็งนักก็มีเวร กษัตริย์ควรทราบเหตุทั้งสองอย่างแล้ว ประพฤติเป็นกลางๆ .
พหุมฺปิ รตฺโต ภาเสยฺย ทุฏฺโฐปิ พหุ ภาสติ
น อิตฺถีการณา ราช ปุตฺตํ ฆาเตตุมรหสิ ฯ
ข้าแต่พระราชา คนมีราคะย่อมพูดมาก แม้คนมีโทสะก็พูดมาก พระองค์ไม่ควรจะให้ปลงพระชนม์พระราชโอรส เพราะเหตุแห่งหญิงเลย.
สพฺโพว ๒ โลโก เอกโต ๓ อิตฺถี จ อยเมกิกา
เตนาหํ ปฏิปชฺชิสฺสํ คจฺฉ ๔ ปกฺขิปเถว นํ ฯ
ด้วยเหตุใด ประชาชนทั้งหมดจึงร่วมกันเป็นพวกพ้องของเจ้าปทุมกุมารส่วนพระมเหสีนี้พระองค์เดียวเท่านั้นไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจักปฏิบัติตามคำของพระมเหสี ท่านทั้งหลายจงไป จงโยนเจ้าปทุมกุมารลงไปในเหวทีเดียว.
อเนกตาเล นรเก คมฺภีเร จ ทุรุตฺตเร
ปาติโต คิริทุคฺคสฺมึ เกน ตฺวํ ตตฺถ นามริ ฯ
ท่านเป็นผู้อันเราให้โยนลงในเหวอันลึกหลายชั่วลำตาล เหมือนนรกยากที่จะขึ้นได้ เหตุไร ท่านจึงไม่ตายอยู่ในเหวนั้น?
นาโค ชาตพโล ตตฺถ ถามวา คิริสานุโช
ปจฺจุคฺคหิ มํ โภเคหิ เตนาหํ ตตฺถ นามรึ ฯ
พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงเกิดที่ข้างภูเขา รับอาตมภาพในที่นั้นด้วยขนดหาง เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงมิได้ตายในที่นั้น.
เอหิ ตํ ปฏิเนสฺสามิ ราชปุตฺต สกํ ฆรํ
รชฺชํ กาเรหิ ภทฺทนฺเต กึ อรญฺเญ กริสฺสสิ ฯ
ดูกรพระราชบุตร มาเถิด เราจักนำเจ้ากลับไปสู่พระราชวัง จะให้เจ้าครอบครองราชสมบัติ ขอความเจริญจงมีแก่เจ้าเถิด เจ้าจักมาทำอะไรอยู่ในป่าเล่า?
ยถา คิลิตฺวา พลิสํ อุทฺธเรยฺย สโลหิตํ
อุทฺธริตฺวา สุขี อสฺส เอวํ ปสฺสามิ อตฺตนา ๕ ฯ
บุรุษกลืนกินเบ็ดแล้วปลดเบ็ดที่เปื้อนโลหิตออกได้ แล้วพึงมีความสุขฉันใด อาตมภาพมองเห็นด้วยตนเอง ฉันนั้น.
กึ นุ ตฺวํ พลิสํ พฺรูสิ กึ ตฺวํ พฺรูสิ สโลหิตํ
กึ นุ ตฺวํ อุพฺภตํ พฺรูสิ ตํ เม อกฺขาหิ ปุจฺฉิโต ฯ
เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเป็นเบ็ด เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเบ็ดเปื้อนโลหิตเจ้ากล่าวอะไรหนอว่าปลดออกได้ เราถามแล้ว ขอเจ้าจงบอกความข้อนั้นแก่เรา?
กามาหํ พลิสํ พฺรูมิ หตฺถิอสฺสํ สโลหิตํ
จตฺตาหํ อุพฺภตํ พฺรูมิ เอวํ ชานาหิ ขตฺติย ฯ
๑ ม. มหนฺเต ฐเปตุํ ฯ ๒ สี. ยุ. สพฺโพ จ ฯ ๓ สี. ยุ. เอกนฺโต ฯ
๔ ม. คจฺฉถ ฯ ๕ ม. อตฺตานํ ฯ ยุ. อตฺตนิ ฯ
ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพกล่าวกามคุณว่าเป็นเบ็ด กล่าวช้างและม้าว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต กล่าวถึงการสละได้ว่าปลดออกได้ ขอมหาบพิตรจงทรงทราบอย่างนี้เถิด.
จิญฺจมาณวิกา มาตา เทวทตฺโต จ เม ปิตา
อานนฺโท ปณฺฑิโต นาโค สารีปุตฺโต จ เทวตา
อหํ ตทา ราชปุตฺโต ๑ เอวํ ธาเรถ ชาตกนฺติ ฯ
มหาปทุมชาตกํ นวมํ ฯ
พระราชมารดาของเรา คือ นางจิญจมานวิกา พระราชบิดาของเรา คือพระเทวทัต พญานาค คือ พระอานนท์บัณฑิต และเทวดา คือพระสารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้น คือ เราตถาคต ท่านทั้งหลาย
จงจำชาดกไว้อย่างนี้เถิด.
จบ มหาปทุมชาดกที่ ๙.
๑๐ มิตฺตามิตฺตชาตกํ
๑๐. มิตตามิตตชาดก
อาการ ๑๖ ของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก ทวาทสนิบาต มิตตามิตตชาดก (Royal Thai Volume 27 · Mahachula Volume 27 · Mahamakut Volume 60 · Chaloem Phrakiat Volume 27)
กานิ กมฺมานิ กุพฺพานํ กถํ วิญฺญู ปรกฺกเม
อมิตฺตํ ชาเนยฺย เมธาวี ทิสฺวา สุตฺวา จ ปณฺฑิโต ฯ
บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ได้เห็น และได้ฟังซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่า ผู้นี้ไม่ใช่มิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร เพื่อจะรู้ได้ว่าผู้นี้ไม่ใช่มิตร?
น นํ อุมฺหยเต ทิสฺวา น จ นํ ปฏินนฺทติ
จกฺขูนิสฺส ๒ น ททาติ ปฏิโลมญฺจ วตฺตติ ฯ
บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อนๆ แล้ว ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อน ไม่แลดูเพื่อน กล่าวคำย้อนเพื่อน.
อมิตฺเต ตสฺส ภชติ มิตฺเต ตสฺส น เสวติ
วณฺณกาเม นิวาเรติ อกฺโกสนฺเต ปสํสติ ฯ
บุคคลผู้มิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อน ไม่คบหามิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริญเพื่อน สรรเสริญผู้ที่ด่าเพื่อน.
คุยฺหญฺจ ตสฺส นกฺขาติ ตสฺส คุยฺหํ น คูหติ
กมฺมํ ตสฺส น วณฺเณติ ปญฺญสฺส นปฺปสํสติ ฯ
บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่เพื่อน ไม่ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญการงานของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
อภเว นนฺทติ ตสฺส ภเว ตสฺส น นนฺทติ
อจฺฉริยํ ๓ โภชนํ ลทฺธา ตสฺส นุปฺปชฺชเต สติ
ตโต นํ นานุกมฺปติ อหาโสปิ ๔ ลเภยฺยิโต ฯ
บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ไม่ยินดีในความเจริญของเพื่อน ได้อาหารที่ดีมีรสอร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้ลาภจากที่นี้บ้าง.
อิจฺเจเต โสฬสาการา อมิตฺตสฺมึ ปติฏฺฐิตา
เยหิ อมิตฺตํ ชาเนยฺย ทิสฺวา สุตฺวา จ ปณฺฑิโต ฯ
บัณฑิตได้เห็น และได้ฟังแล้วพึงรู้ว่า ไม่ใช่มิตรด้วยอาการเหล่าใดอาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร.
กานิ กมฺมานิ กุพฺพานํ กถํ วิญฺญู ปรกฺกเม
มิตฺตํ ชาเนยฺย เมธาวี ทิสฺวา สุตฺวา จ ปณฺฑิโต ฯ
๑ ม. ราชปฺตฺโต อหํ อาสึ ฯ ๒ ม. จกฺขูนิ จสฺส ฯ ๓ ม. อจฺเฉรํ ฯ
๔ ม. อโห โสปิ ฯ
บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็น และได้ฟังบุคคลผู้กระทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นมิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร เพื่อจะรู้ได้ว่า ผู้นี้เป็นมิตร?
ปวุตฺถญฺจสฺส ๑ สรติ อาคตํ อภินนฺทติ
ตโต เกลายิโก โหติ วาจาย ปฏินนฺทติ ฯ
บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึงเพื่อนผู้อยู่ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา ถือว่า เป็นเพื่อนของเราจริง รักใคร่จริง ทักทายปราศรัยด้วยวาจาอันไพเราะ.
มิตฺเต ตสฺเสว ภชติ อมิตฺเต ตสฺส น เสวติ
อกฺโกสนฺเต นิวาเรติ วณฺณกาเม ปสํสติ ฯ
คนที่เป็นมิตร ย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตรของเพื่อน ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปรามผู้ที่ด่าติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดีของเพื่อน.
คุยฺหญฺจ ตสฺส อกฺขาติ ตสฺส คุยฺหญฺจ คูหติ
กมฺมญฺจ ตสฺส วณฺเณติ ปญฺญมสฺส ๒ ปสํสติ ฯ
คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่เพื่อน ปิดความลับของเพื่อนสรรเสริญการงานของเพื่อน สรรเสริญปัญญาของเพื่อน.
ภเว จ นนฺทติ ตสฺส อภเว ตสฺส น นนฺทติ
อจฺฉริยํ โภชนํ ลทฺธา ตสฺส อุปฺปชฺชเต สติ
ตโต นํ อนุกมฺปติ ปหาโสปิ ๓ ลเภยฺยิโต ฯ
คนที่เป็นมิตร ย่อมยินดีในความเจริญของเพื่อน ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหารมีรสอร่อยมาย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราจะพึงได้ลาภจากที่นี้บ้าง.
อิจฺเจเต โสฬสาการา มิตฺตสฺมึ สุปติฏฺฐิตา
เยหิ มิตฺตญฺจ ชาเนยฺย ๔ ทิสฺวา สุตฺวา จ ปณฺฑิโตติ ฯ
มิตฺตามิตฺตชาตกํ ทสมํ ฯ
_______________
ตสฺสุทฺทานํ
ลหุจิตฺต สสาล กสนฺติ ปุน
อถ กาม ทสขลุฏฺฐานวโร
อถ กณฺห สุโกสิย เมณฺฑวโร
ปทุโม ปุน มิตฺตวเรน ทส ฯ
ทฺวาทสนิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
๑ ม. ปวุตฺถํ ตสฺส ฯ ๒ ม. ปญฺญํ ตสฺส ฯ ๓ ม. อโห โสปิ ฯ
๔ ยุ. - มิตฺตํ สุชาเนยฺย ฯ
บัณฑิตได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่า เป็นมิตรด้วยอาการเหล่าใดอาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้เป็นมิตร.
จบ มิตตามิตตชาดกที่ ๑๐.
_________________
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. จุลลกุณาลชาดก ๒. ภัททสาลชาดก
๓. สมุททวาณิชชาดก ๔. กามชาดก
๕. ชนสันธชาดก ๖. มหากัณหชาดก
๗. โกสิยชาดก ๘. เมณฑกปัญหาชาดก
๙. มหาปทุมชาดก ๑๐. มิตตามิตตชาดก
จบ ทวาทสนิบาตชาดก.
End of ทวาทสนิบาต