สัตตตินิบาต
Text layerBuddha’s wordsItems 94–162 (Royal Thai)20/22 in ชาดก4 editionsThis collection answers by quoting only — the text as each edition has it, never summarised, interpreted, or scored for reliability
สตฺตตินิปาตํ
๑ กุสชาตกํ
สัตตตินิบาตชาดก
๑. กุสชาดก
พระเจ้ากุสราชลุ่มหลงรูปโฉมของนางประภาวดี
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตตินิบาต กุสชาดก (Royal Thai Volume 28 · Mahachula Volume 28 · Mahamakut Volume 62 · Chaloem Phrakiat Volume 28)
อิทนฺเต รฏฺฐํ สธนํ สโยคฺคํ
สกายุรํ สพฺพกามูปปนฺนํ
อิทนฺเต รชฺชํ อนุสาส อมฺม
คจฺฉามหํ ยตฺถ ปิยา ปภาวตี ฯ
รัฏฐะของพระองค์นี้ มีทรัพย์ มียาน มีราชกกุธภัณฑ์สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง ข้าแต่พระมารดา ขอพระองค์จงทรงปกครองราชสมบัติของพระองค์นี้ หม่อมฉันจะขอทูลลาไปยังเมืองสาคละ ซึ่งเป็นที่สถิตแห่งพระนางประภาวดีที่รัก.
อนุชุภูเตน หรํ มหนฺตํ
ทิวา จ รตฺโต จ นิสีถกาเล
ปฏิคจฺฉ ตฺวํ ขิปฺปํ กุสาวตึ [๑]
นิจฺฉามิ ทุพฺพณฺณมหํ วสนฺตํ ฯ
พระองค์ทรงนำหาบใหญ่มาด้วยพระทัยอันไม่ซื่อตรง จักต้องทรงเสวยทุกข์ใหญ่ทั้งกลางวันและกลางคืน ขอเชิญพระองค์เสด็จกลับไปยังกุสาวดีนครเสียโดยเร็วเถิด หม่อมฉันไม่ปรารถนาให้พระองค์ซึ่งมีผิวพรรณชั่วอยู่ในที่นี้.
นาหํ คมิสฺสามิ อิโต กุสาวตึ
ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว
รมามิ มทฺทสฺส นิเกตรมฺเม
หิตฺวาน รฏฺฐํ ตว ทสฺสเน รโต ฯ
ปภาวตี วณฺณปโลภิโต ตว
สมฺมูฬฺหรูโป วิจรามิ เมทนึ ๒
ทิสํ น ชานามิ กุโตมฺหิ อาคโต
ตยิมฺหิ มตฺโต มิคมนฺทโลจเน
โสวณฺณจีรวสเน ชาตรูปสุเมขเล
สุสฺโสณิ ตว กามา หิ นาหํ รชฺเชน มตฺถิโก ฯ
๑ ม. กุส ฯ ๒ ม. เมทินึ ฯ
ดูกรนางประภาวดี พี่ติดใจในผิวพรรณของเธอ จึงจะจากที่นี้ไปยังเมืองกุสาวดีไม่ได้ พี่ยินดีในการเห็นเธอ ได้ละทิ้งบ้านเมืองมารื่นรมย์อยู่ในพระราชนิเวศน์อันน่ารื่นรมย์ของพระเจ้ามัททราช ดูกรน้องประภาวดีพี่ติดใจในผิวพรรณของเธอจนลุ่มหลง เที่ยวไปยังพื้นแผ่นดิน พี่ไม่รู้ทิศว่าตนมาแล้วจากที่ไหน พี่หลงใหลในตัวเธอผู้มีดวงเนตรอันแจ่มใสเหมือนดวงตามฤค ผู้ทรงผ้ากรองทอง ดูกรพระน้องผู้มีตะโพกอันผึ่งผายพี่ปรารถนาแต่ตัวเธอ พี่ไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ.
อภูติ ตสฺส โภ โหติ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉติ
อกามํ ราช กาเมหิ ๑ อกนฺโต กนฺตมิจฺฉสิ ๒ ฯ
ดูกรพระเจ้ากุสราช ผู้ใดปรารถนาคนที่เขาไม่ปรารถนาตนผู้นั้นย่อมมีแต่ความไม่เจริญ หม่อมฉันไม่รักพระองค์พระองค์ก็จะให้หม่อมฉันรักเมื่อเขาไม่รัก พระองค์ก็ยังปรารถนาให้เขารัก.
อกามํ วา สกามํ วา โย นโร ลภเต ปิยํ
ลาภเมตฺถ ปสํสาม อลาโภ ตตฺถ ปาปโก ฯ
นรชนใดได้คนที่เขาไม่รักตัว หรือที่รักตัวมาเป็นที่รัก เราสรรเสริญการได้ในสิ่งนี้ ความไม่ได้ในสิ่งนั้นเป็นความชั่วช้า.
ปาสาณสารํ ขณสิ กณิการสฺส ทารุนา
วาตํ ชาเลน พาเธสิ โย อนิจฺฉนฺตมิจฺฉสิ ฯ
พระองค์ปรารถนา ซึ่งหม่อมฉันผู้ไม่ปรารถนา เปรียบเหมือนพระองค์
เอาไม้กรรณิการ์มาแคะเอาเพชรในหิน หรือเหมือนเอาข่ายมาดักลม
ฉะนั้น.
ปาสาโณ นูน เต หทเย โอหิโต มุทุลกฺขเณ
โย เต สาตํ น วินฺทามิ ติโรชนปทาคโต ฯ
ยทา มํ ภกุฏึ ๓ กตฺวา ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔
อาฬาริโก ตทา โหมิ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๕ ฯ
ยทา อุมฺหยมานา มํ ราชปุตฺตี อุทิกฺขติ ๔
นาฬาริโก ตทา โหมิ ราชา โหมิ ตทา กุโส ฯ
หินคงฝังอยู่ในหฤทัยมีลักษณะอ่อนละมุนละไม ของเธอเป็นแน่ เพราะตั้งแต่หม่อมฉันมาจากชนบทภายนอก ยังไม่ได้ความชมชื่นจากเธอเลยพระราชบุตรียังทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองดูหม่อมฉันอยู่ตราบใด หม่อมฉันก็คงต้องเป็นพนักงานเครื่องต้นภายในบุรีของพระเจ้ามัททราชอยู่ตราบนั้นต่อเมื่อใดพระราชบุตรียิ้มแย้มแจ่มใสมองดูหม่อมฉัน หม่อมฉันก็จะเลิกเป็นพนักงานเครื่องต้น กลับเป็นพระเจ้ากุสราชเมื่อนั้น.
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ เนมิตฺตานํ ภวิสฺสติ
เนว เม ตฺวํ ปตี อสฺส กามํ ฉินฺทนฺตุ สตฺตธา ฯ
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรทั้งหลายจักเป็นจริงไซร้ พระองค์คงไม่ใช่พระสวามีของหม่อมฉันแน่แท้ เขาเหล่านั้นคงจะบั่นเราออกเป็นเจ็ดท่อนแน่.
สเจ หิ วจนํ สจฺจํ อญฺเญสํ ยทิ วา มมํ
เนว ตุยฺหํ ปตี อตฺถิ อญฺโญ สีหสฺสรา กุสา ฯ
ก็ถ้าถ้อยคำของโหรเหล่าอื่นหรือของหม่อมฉันจักเป็นจริงไซร้ พระสวามีของเธอ นอกจากพระเจ้ากุสราชผู้มีพระเสียงดังราชสีห์ จะเป็นคนอื่นไม่มีเลย.
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ
สเจ มํ นาคนาสูรุํ โอโลเกยฺย ปภาวตี ฯ
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ
สเจ มํ นาคนาสูรุํ อาลเปยฺย ปภาวตี ฯ
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ
สเจ มํ นาคนาสูรุํ อุมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ
สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปมฺหาเยยฺย ปภาวตี ฯ
เนกฺขํ คีวํ เต กาเรสฺสํ ปตฺวา ขุชฺเช กุสาวตึ
สเจ มํ นาคนาสูรุํ ปาณีภิ อุปสํผุเส ฯ
๑ ม. กาเมสิ ฯ ๒ ม. อกนฺตํ กนฺตุมิจฺฉสิ ฯ ๓ สี. ยุ. ภูกุฏึ ฯ ๔ สี. ยุ.
ราชปุตฺติ อทิกฺขสิ ฯ ๕ สี. ยุ. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ
แน่ะนางขุชชา เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำให้พระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้างแลดูเราได้ ... ถ้าเจ้าทำนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้างให้เจรจาแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้างให้ยิ้มแย้มแก่เราได้ ... ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้างให้หัวเราะร่าเริงแก่เราได้ เรากลับไปถึงกรุงกุสาวดีแล้ว จักให้นายช่างทำเครื่องประดับคอทองคำให้แก่เจ้า ถ้าเจ้าทำพระนางประภาวดีผู้มีขาอ่อนงามดังงวงช้าง มาลูบคลำจับตัวเรา ด้วยมือของเธอได้.
น หิ นูนายํ ราชปุตฺตี กุเส สาตํปิ วินฺทติ
อาฬาริเก ภเต โปเส เวตฺตเนน อนตฺถิเก ฯ
พระราชบุตรีนี้ คงไม่ได้ประสบแม้ความสำราญในสำนักแห่งพระเจ้ากุสราชเสียเลยเป็นแน่ พระนางจึงไม่ทรงกระทำแม้เพียงการปฏิสันถารในบุรุษผู้เป็นพนักงานเครื่องต้น เป็นคนรับใช้ ไม่ต้องการด้วยค่าจ้าง.
น หิ นูน อยํ ขุชฺชา ลภติ ชิวฺหาย เฉทนํ
สุนิสิเตน สตฺเถน เอวํ ทุพฺภาสิตํ ภณํ ฯ
นางขุชชานี้ เห็นจะไม่ต้องถูกตัดลิ้นด้วยมีดอันคมเป็นแน่ จึงมาพูดคำหยาบช้าอย่างนี้.
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มหายโสติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี ๑
มหทฺธโนติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มหพฺพโลติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มหารฏฺโฐติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มหาราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
สีหสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
วคฺคุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
พินฺทุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มญฺชุสฺสโรติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
มธุรสฺสโรติ ๑ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
สตสิปฺโปติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
ขตฺติโยติปิ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
มา นํ รูเปน ปาเมสิ อาโรเหน ปภาวตี
กุสราชาติ กตฺวาน กรสฺสุ รุจิเร ปิยํ ฯ
๑ ยุ. ปภาวติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ข้าแต่พระนางประภาวดี พระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรืองพระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระอิศริยยศ
ใหญ่ แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราช ผู้มีความงามอันนี้
ข้าแต่พระนางประภาวดีพระนางอย่าทรงเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูปอันเลอโฉมของพระนางซิ ข้าแต่พระนางผู้มีความรุ่งเรือง พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระเจ้ากุสราชนั้นทรงมีพระราชทรัพย์เป็นอันมาก ... มีทะแกล้วทหาร ... มีพระราชอาณาจักรกว้างใหญ่ ... เป็นพระมหาราชา ... มีพระสุรเสียงเหมือนเสียงราชสีห์ ... มีพระสุรเสียงไพเราะ ... มีพระสุรเสียงหยดย้อย ... มีพระสุรเสียงกลมกล่อม ... มีพระสุรเสียงอ่อนหวาน ... ทรงชำนาญศิลป์ตั้งร้อยอย่าง ... เป็นกษัตริย์... พระแม่เจ้าประภาวดี พระนางอย่าเทียบพระเจ้ากุสราชนั้นด้วยพระรูปอันเลอโฉมของนางซิ พระนางจงกระทำไว้ในพระทัยว่า พระราชาพระองค์นั้น มีพระนามเหมือนกับหญ้าคาที่ท้าวสักกะทรงประทาน แล้วจงกระทำความรักในพระเจ้ากุสราชผู้มีความงามอันนี้.
เอเต นาคา อุปตฺถทฺธา สพฺเพ ติฏฺฐนฺติ วมฺมิกา ๒
ปุรา มทฺทนฺติ ปาการํ อาเนเตตํ ปภาวตึ ฯ
๑ ม. มธุสฺสโรติ ฯ ๒ ม. วมฺมิตา ฯ
ช้างเหล่านี้ทั้งหมดเป็นผู้แข็งกระด้าง ตั้งอยู่เหมือนจอมปลวกจะพากันพังกำแพงเข้ามาเสียก่อน ขอพระองค์จงส่งข่าวแก่พระราชาเหล่านั้นว่า เชิญเสด็จมานำเอานางประภาวดีนี้ไปเถิด.
สตฺต พิเล ๑ กริตฺวาน อหเมตํ ปภาวตึ
ขตฺติยานํ ปทสฺสามิ เย มํ หนฺตุํ อิธาคตา ฯ
เราจะบั่นนางประภาวดีนี้ออกเป็นเจ็ดท่อน แล้วจักให้แก่กษัตริย์ผู้เสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อจะฆ่าเรา.
อวุฏฺฐหิ ราชปุตฺตี สามา โกเสยฺยวาสินี
อสฺสุปุณฺเณหิ เนตฺเตหิ ทาสีคณปุรกฺขตา ฯ
พระราชบุตรีผู้มีผิวผ่องดังทองคำ ทรงผ้าโกไสยพัสตร์ มีพระเนตรนองด้วยน้ำตา อันหมู่ทาสีแวดล้อม เสด็จไปยังห้องพระมารดา.
ตํ นูน กกฺกูปนิเสวิตํ มุขํ
อาทาสทนฺตาถรุปจฺจเวกฺขิตํ
สุภํ สุเนตฺตํ วิรชํ อนงฺคณํ
ฉุฑฺฑํ วเน ฐสฺสติ ขตฺติเยหิ ฯ
เต นูน เม อสิเต เวลฺลิตคฺเค
เกเส มุทู จนฺทนสารลิตฺเต
สมากุเล สีวถิกาย มชฺเฌ
ปาเทหิ คิชฺฌา ปริกฑฺฒยนฺติ ๒ ฯ
ตา นูน เม ตมฺพนขา สุโลมา
พาหา มุทู จนฺทนสารลิตฺตา
ฉินฺนา วเน อุชฺฌิตา ขตฺติเยหิ
คยฺห ธงฺโก ๓ คจฺฉติ เยน กามํ ฯ
เต นูน ตาลูปนิเภ อลมฺเพ
นิเสวิเต กาสิกจนฺทเนน
ถเนสุ เม ลมฺพิสฺสติ สิคาโล
มาตูว ปุตฺโต ตรุโณ ตนุโช ฯ
ตํ นูน โสณึ ปุถุลํ สุโกฏฺฏิตํ
นิเสวิตํ กญฺจนเมขลาหิ
ฉินฺนํ วเน ขตฺติเยหิ อวตฺถํ
สิคาลสงฺฆา ปริกฑฺฒยนฺติ ๑ ฯ
โสณา ธงฺกา ๒ สิคาลา จ เย จญฺเญ สนฺติ ทาฐิโน
อชรา นูน เหสฺสนฺติ ภกฺขยิตฺวา ปภาวตึ ฯ
สเจ มํสานิ หรึสุ ขตฺติยา ทูรคามิโน
อฏฺฐีนิ อมฺม ยาจิตฺวา อนุปนฺเถ ทหาถ นํ ฯ
เขตฺตานิ อมฺม กาเรตฺวา กณิกาเรตฺถ โรปเย ๓
ยทา เต ปุปฺผิตา อสฺสุ เหมนฺตานํ หิมจฺจเย
สเรยฺยาถ มมํ อมฺม เอวํวณฺณา ปภาวตี ฯ
๑ สี. ยุ. ขณฺเฑ ฯ ๒ ม ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๓ ยุ. วโก ฯ
ข้าแต่พระมารดา หน้าของลูกอันผัดแล้วด้วยแป้ง ส่องแล้วที่กระจกเงางดงาม มีดวงเนตรคมคาย ผุดผ่องเป็นนวลใย จักถูกกษัตริย์ทั้งหลายโยนทิ้งเสียในป่าเป็นแน่ แล้วฝูงแร้งก็จะพากันเอาเท้ายื้อแย่งผมของลูกอันดำ
มีปลายงอนละเอียดอ่อน ลูบไล้ด้วยน้ำมันหอมแก่นจันทน์ ในท่ามกลาง
ป่าช้าอันเปรอะเปื้อน เป็นแน่ แขนอ่อนนุ่มทั้งสองของลูกอันมีเล็บแดงมีขนละเอียด ลูบไล้ด้วยจุรณ์จันทน์ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดทิ้งเสียในป่า และฝูงกาก็จะโฉบคาบเอาไปตามความปรารถนาเป็นแน่ สุนัขจิ้งจอกมาเห็นถันทั้งสองของลูกเช่นกับผลตาลอันห้อยอยู่ ซึ่งลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์แคว้นกาสี ก็จะยืนคร่อมที่ถันทั้งสองของลูกเป็นแน่เหมือนลูกอ่อนที่เกิดแต่ตนของมารดา ตะโพกอันกลมผึ่งผายของลูก ผูกรัดด้วยสร้อยสอิ้งทอง ก็จะถูกกษัตริย์ทั้งหลายตัดเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้งไปในป่า ฝูงสุนัขจิ้งจอกก็จะพากันมาฉุดคร่าไปกิน ฝูงสุนัขป่า ฝูงกาฝูงสุนัขจิ้งจอกและสัตว์ที่มีเขี้ยวเหล่าอื่นซึ่งมีอยู่ ได้กินนางประภาวดีแล้ว คงไม่รู้จักแก่กันเป็นแน่ ข้าแต่พระมารดา ถ้ากษัตริย์ทั้งหลายผู้มาแต่ที่ไกลได้นำเอาเนื้อของลูกไปหมดแล้ว พระมารดาได้ทรงโปรดขอเอากระดูกมาเผาเสียในระหว่างทางใหญ่ ขอพระมารดาได้สร้างสวนดอกไม้แล้ว จงปลูกต้นกรรณิการ์ในสวนเหล่านั้น ข้าแต่พระมารดา ในกาลใดดอกกรรณิการ์เหล่านั้นบานแล้วในเวลาหิมะตกในฤดูเหมันต์ ในกาลนั้นขอพระมารดาพึงรำลึกถึงลูกว่า ประภาวดีมีผิวพรรณอย่างนี้.
ตสฺสา มาตา อุทฏฺฐาสิ ขตฺติยา เทววณฺณินี
ทิสฺวา อสิญฺจ สูนญฺจ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ฯ
พระมารดาของพระนางประภาวดีเป็นขัตติยานี มีพระฉวีวรรณดังเทพอัปสรได้ประทับยืนอยู่แล้ว ทอดพระเนตรเห็นดาบและธนูวางอยู่ตรงพระพักตร์พระเจ้ามัททราช ภายในบุรี.
อิมินา นูน อสินา สุสญฺญํ ตนุมชฺฌิมํ
ธีตรํ มทฺท ๔ หนฺตฺวาน ขตฺติยานํ ปทสฺสสิ ๕ ฯ
จึงทรงพิลาปรำพันว่า พระองค์จะทรงฆ่าธิดาของหม่อมฉันบั่นให้เป็นท่อนๆ ด้วยดาบนี้ แล้วจะประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย แน่หรือเพค๊ะ.
น เม อกาสิ วจนํ อตฺถกามาย ปุตฺติเก
สาชฺช โลหิตสญฺฉนฺนา คจฺฉสิ ยมสาธนํ ฯ
เอวมาปชฺชติ โปโส ปาปิยญฺจ นิคจฺฉติ
โย เจ ๖ หิตานํ วจนํ น กโรติ อตฺถทสฺสินํ ฯ
สเจว อชฺช ธาเรสิ กุมารํ จารุทสฺสนํ
กุเสน ชาตํ ขตฺติยํ สุวณฺณมณิเมขลํ ฯ
ปูชิตํ ๑ ญาติสงฺเฆหิ น คจฺฉสิ ยมกฺขยํ
ยตฺถสฺสุ เภรี นทติ กุญฺชโร จ นิกูชติ
ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ
อสฺโส หสิยติ ๒ ทฺวาเร กุมาโร อุปโรทติ
ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ
มยูรโกญฺจาภิรุเท โกกิลาภินิกูชิเต
ขตฺติยานํ กุเล ภทฺเท กึ นุ สุขตรํ ตโต ฯ
๑ ม. ปริกฑฺฒิสฺสนฺติ ฯ ๒ ยุ. วกา ฯ ๓ ม. โรปย ฯ ๔ ยุ. มทฺโท ฯ
๕ ยุ. ปทสฺสติ ฯ ๖ ม. เว ฯ
ลูกน้อยเอ๋ย พระบิดาไม่ทรงกระทำตามคำของแม่ผู้ใคร่ประโยชน์ เจ้านั้นเปรอะเปื้อนโลหิตไปสู่สำนักพระยายมในวันนี้ ถ้าบุรุษผู้ใดไม่ทำตามคำของบิดามารดาผู้เกื้อกูลมองเห็นประโยชน์ บุรุษนั้นย่อมได้รับโทษอย่างนี้ และจะต้องเข้าถึงโทษที่ลามกกว่า ในวันนี้ถ้าลูกจะทรงไว้ซึ่งกุมารทรงโฉมงดงามดังสีทอง เป็นกษัตริย์เกิดกับพระเจ้ากุสราช สวมสร้อยสังวาลย์แก้วมณีแกมทอง อันหมู่พระญาติบูชาแล้วไซร้ ลูกก็จะไม่ต้องไปยังสำนักพระยายม ลูกหญิงเอ่ย เสียงกลองชัยเภรีดังอยู่อึงมี่ และเสียงช้างร้องก้องอยู่ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลายใด ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย เสียงม้าศึกคะนองร้องคำรณอยู่ที่ประตู เสียงกุมารร้องรำทำเพลงอยู่ในตระกูลกษัตริย์ทั้งหลายลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่มีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย ในตระกูลแห่งกษัตริย์ทั้งหลาย มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่าส่งเสียงร้องก้องเสนาะเพราะจับใจ ลูกเห็นอะไรเล่าหนอที่จะมีความสุขยิ่งไปกว่าตระกูลนั้น จึงได้มาเสีย.
กหํ นุ โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน
กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ พึงทรงปลดเปลื้องเราทั้งหลายให้พ้นจากทุกข์ได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้นประทับอยู่ที่ไหนหนอ.
อิเธว โส สตฺตุมทฺทโน ปรรฏฺฐปฺปมทฺทโน
กุโส โสฬารปญฺญาโณ โย เน สพฺเพ วธิสฺสติ ๓ ฯ
พระเจ้ากุสราชพระองค์ใด ผู้มีพระปรีชาอย่างยอดเยี่ยม ผู้ย่ำยีกษัตริย์ทั้งเจ็ดพระนคร ทรงปราบปรามแคว้นอื่นให้พ่ายแพ้ จักทรงกำจัดกษัตริย์เหล่านั้นทั้งหมดได้ พระเจ้ากุสราชพระองค์นั้น ประทับอยู่ที่นี่แหละ เพค๊ะ.
อุมฺมตฺติกา นุ ภณสิ อนฺธพาลา ปภาสสิ
กุโส เจ อาคโต อสฺส กึ นุ ๔ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือจึงได้พูดอย่างนี้ หรือว่าเจ้าเป็นอันธพาลจึงได้พูดอย่างนี้ ถ้าพระเจ้ากุสราชพึงเสด็จมาจริง ทำไมพวกเราจะไม่รู้จักพระองค์เล่า.
เอโส อาฬาริโก โปโส กุมารีปุรมนฺตเร
ทฬฺหํ กตฺวาน สํเวลฺลํ ๕ กุมฺภึ โธวติ โอนโต ฯ
พระเจ้ากุสราชนั้นทรงปลอมพระองค์เป็นบุรุษพนักงานเครื่องต้น ทรงพระภูษาหยักรั้งมั่นคง กำลังก้มพระองค์ล้างหม้ออยู่ในระหว่างพระตำหนักของพระกุมารีทั้งหลายเพค๊ะ.
เวณี ตฺวมสิ จณฺฑาลี อาทูสิ กุลคนฺธินี
กถํ มทฺทกุเล ชาตา ทาสํ กยิราสิ กามุกํ ฯ
เจ้าเป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาลหรือ หรือว่าเจ้าเป็นหญิงประทุษร้ายตระกูลเจ้าเกิดแล้วในตระกูลพระเจ้ามัททราช เหตุใดจึงกระทำพระสวามีให้เป็นทาส.
นมฺหิ เวณี น จณฺฑาลี น จมฺหิ กุลคนฺธินี
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
๑ ยุ. ปูชิตา ฯ ๒ ม. อสฺโส จ สิสติ ฯ ๓ สี. โย โน ทุกฺขา ปโมจเย ฯ
๔ ม. น ฯ ๕ ม. เวลฺลึ ฯ
หม่อมฉันไม่ได้เป็นหญิงชั่วช้าจัณฑาล ไม่ใช่เป็นหญิงประทุษร้ายตระกูลนั่นพระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา แต่พระมารดาทรงเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.
โย พฺราหฺมณสหสฺสานิ สทา โภเชติ วึสติ ๑
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ยสฺส นาคสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ยสฺส อสฺสสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ยสฺส รถสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสติ
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
[๒]
ยสฺส เธนุสหสฺสานิ สทา ทูหนฺติ วีสติ
โอกฺกากปุตฺโต ภทฺทนฺเต ตฺวํ นุ ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา พระราชาพระองค์ใด ทรงเชื้อเชิญพราหมณ์สองหมื่นคนให้บริโภคภัตตาหารในกาลทุกเมื่อ พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสแห่งพระเจ้าโอกกากราช แต่พระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส เจ้าพนักงานเตรียมช้างไว้สองหมื่นเชือก ...
เตรียมม้าสองหมื่นตัว ... ขอความเจริญจงมีแด่พระมารดา เจ้าพนักงานรีดนมโคสองหมื่นตัวในกาลทุกเมื่อเพื่อพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์นั้น คือ พระเจ้ากุสราชโอรสของพระเจ้าโอกกากราช แต่พระมารดาเข้าพระทัยว่าเป็นทาส.
ตคฺฆ เต ทุกฺกฏํ พาเล ยํ ขตฺติยํ มหพฺพลํ
นาคํ มณฺฑูกวณฺเณน น นํ อกฺขาสิ มาคตํ ๓ ฯ
ดูกรเจ้าผู้เป็นพาล เจ้ากระทำกรรมอันชั่วร้ายเหลือเกิน ที่เจ้าไม่บอกพ่อว่า พระเจ้ากุสราชผู้เป็นกษัตริย์มีทะแกล้วทหารมาก ผู้เป็นพระยาช้างมาด้วยเพศแห่งกบ.
อปราธํ มหาราช ตฺวํ โน ขม รเถสภ
ยํ ตฺวํ ๔ อญฺญาตเวเสน นญฺญาสิมฺหา อิธาคตํ ฯ
ข้าแต่พระมหาราชผู้จอมทัพ ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษแก่หม่อมฉัน ที่ไม่ทราบว่าพระองค์เสด็จมาในที่นี้ด้วยเพศที่ไม่มีใครรู้จักด้วยเถิด.
มาทิสสฺส น ตํ ฉนฺนํ โยหํ อาฬาริโก ภเว
ตฺวญฺเญว เม ปสีทสฺสุ นตฺถิ เต เทว ทุกฺกฏํ ฯ
คนเช่นหม่อมฉันมิได้ปกปิดเลย หม่อมฉันนั้นเป็นพนักงานเครื่องต้นพระองค์เท่านั้นทรงเลื่อมใสแก่หม่อมฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐแต่พระองค์ไม่มีกรรมชั่วช้า ที่หม่อมฉันจะต้องอดโทษ.
คจฺฉ พาเล ขมาเปหิ กุสราชํ มหพฺพลํ
ขมาปิโต กุสราชา โส เต ทสฺสติ ชีวิตํ ฯ
ดูกรเจ้าคนพาล เจ้าจงไปขอขมาโทษพระเจ้ากุสราชผู้มีกำลังมากเสียพระเจ้ากุสราชที่เจ้าขอขมาแล้ว จักประทานชีวิตให้เจ้า.
ปิตุสฺส วจนํ สุตฺวา เทววณฺณี ปภาวตี
สิรสา อคฺคหี ปาเท กุสราชํ มหพฺพลํ ฯ
๑ ม. วีสตึ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
๒ สี. ยุ. ยสฺส อุสภสหสฺสานิ สทา โยเชนฺติ วีสตึ ฯ
โอกฺกาก ... ... ... ... ... ... ... ทาโสติ มญฺญสิ ฯ
๓ ม. น นํ อกฺขาสิธาคตํ ฯ ๔ ม. ตํ ฯ
พระนางประภาวดีผู้มีผิวพรรณดังเทพธิดา ทรงรับดำรัสของพระบิดาแล้วได้ซบพระเศียรลงกอดพระบาทพระเจ้ากุสราชผู้มีพระกำลังมาก.
ยาว ๑ รตฺโย อติกฺกนฺตา ตามา เทว ตยา วินา
วนฺเท เต สิรสา ปาเท มา เม กุชฺฌ รเถสภ ฯ
สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ มหาราช สุโณหิ เม
น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ
เอวญฺจ ยาจมานาย วจนํ เม น กาหสิ
อิทานิ มํ ตาโต หนฺตฺวา ขตฺติยานํ ปทสฺสติ ฯ
ราตรีเหล่านี้ที่ล่วงไป เว้นจากพระองค์นั้นเพียงใด หม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาท ของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า เพียงนั้น ขอพระองค์
โปรดอย่าทรงพิโรธหม่อมฉันเลย หม่อมฉันขอตั้งสัตย์ปฏิญาณแก่
พระองค์ โปรดทรงสดับหม่อมฉันเถิด เพค๊ะ หม่อมฉันจะไม่พึงทำความชิงชังแก่พระองค์อีกต่อไปละ ถ้าพระองค์จะไม่ทรงโปรดกระทำตามคำของหม่อมฉันผู้ทูลวิงวอนอยู่อย่างนี้ พระบิดาคงเข่นฆ่าหม่อมฉันแล้วทรงประทานแก่กษัตริย์ทั้งหลาย ณ กาลบัดนี้เป็นแน่.
เอวนฺเต ยาจมานาย กึ น กาหามิ เต วโจ
วิกุทฺโธ ตฺยสฺมิ กลฺยาณี มา ตฺวํ ภายิ ปภาวตี ฯ
สจฺจนฺเต ๒ ปฏิชานามิ ราชปุตฺตี สุโณหิ เม
น จาปิ อปฺปิยํ ตุยฺหํ กเรยฺยามิ อหํ ปุน ฯ
ตว กามา หิ สุสฺโสณิ พหุทุกฺขํ ติติกฺขิสํ
พหุมทฺทกุลํ หนฺตฺวา นยิตุํ ตํ ปภาวตี ฯ
เมื่อพระน้องอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ไฉนพี่จักไม่ทำตามคำของพระน้องเล่าพี่ไม่โกรธพระน้องเลยนะคนงาม อย่ากลัวเลยประภาวดี พี่ขอตั้งสัตย์ปฏิญาณต่อพระน้อง โปรดขอจงทรงฟังพี่เถิดนะพระราชบุตรี พี่จะไม่พึงกระทำความเกลียดชังแก่พระน้องนางอีกต่อไปละ ดูกรน้องประภาวดีผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย พี่สามารถจะทำลายตระกูลกษัตริย์มัททราชมากมายแล้วนำพระน้องนางไปได้ แต่เพราะความรักพระน้องนาง พี่จึงสู้ยอมทนทุกข์มากมายได้.
โยชยนฺตุ รเถ อสฺเส นานาจิตฺเต สมาหิเต๕
อถ ทกฺขถ เม เวคํ วิธเมนฺตสฺส ๓ สตฺตโว ฯ
ตญฺจ ตตฺถ อุทิกฺขึสุ รญฺโญ มทฺทสฺสนฺเตปุเร ๔
วิชมฺภมานํ สีหํว โปเฐนฺตํ ทิคุณํ ภุชํ ฯ
เจ้าพนักงานทั้งหลาย จงตระเตรียมรถและม้า อันวิจิตรด้วยเครื่องอลังการต่างๆ ทั้งมั่นคงแข็งแรง ท่านทั้งหลายจงเห็นความพยายามของเราผู้กำจัดศัตรูทั้งหลายให้พ่ายแพ้ไปในบัดนี้ ก็นารีทั้งหลายภายในพระราชวังของพระเจ้ามัททราชนั้น พากันมองดูพระโพธิสัตว์ผู้เสด็จเยื้องกรายดุจราชสีห์ ทรงปรบพระหัตถ์เสวยพระกระยาหารถึงสองเท่าพระองค์นั้น.
หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห อาโรเปตฺวา ปภาวตึ
สงฺคามํ โอตริตฺวาน สีหนาทํ นที กุโส ฯ
ตสฺส ตํ นทโต สุตฺวา สีหสฺเสวีตเร มิคา
ขตฺติยา วิปลายึสุ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ๑ ฯ
หตฺถาโรหา อนีกฏฺฐา รถิกา ปตฺติการกา
อญฺญมญฺญสฺส ฉินฺทนฺติ กุสสทฺทภยฏฺฏิตา ฯ
ตสฺมึ สงฺคามสีสสฺมึ ปสฺสิตฺวา หฏฺฐมานโส ๒
กุสสฺส รญฺโญ เทวินฺโท อทา เวโรจนํ มณึ ฯ
โส ตํ วิชิตฺวา สงฺคามํ ลทฺธา เวโรจนํ มณึ
หตฺถิกฺขนฺธคโต ราชา ปาเวกฺขิ นครํ ปุรํ ฯ
ชีวคฺคาหํ คเหตฺวาน พนฺธิตฺวา สตฺต ขตฺติเย
สสฺสุรสฺสูปนาเมสิ อิเม เต เทว สตฺตโว ฯ
สพฺเพว เต วสํ คตา อมิตฺตา วิหตา ตว
กามํ กโรหิ เต ตยา มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
๑ ม. ยามา ฯ ๒ ม. สพฺพํ เต ฯ ๓ ม. วิธมนฺตสฺส ฯ ๔ สี. มทฺทสฺส ถีปุเร ฯ
ก็พระเจ้ากุสราช ครั้นเสด็จขึ้นประทับบนคอช้างสาร โปรดให้นางประภาวดีประทับเบื้องหลังแล้ว เสด็จเข้าสู่สงคราม ทรงบันลือพระสุรสีหนาท กษัตริย์เจ็ดพระนครทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระเจ้ากุสราช ผู้บันลืออยู่ ผู้อันความกลัวแต่เสียงของพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้วพากันแตกหนีไปเหมือนดังฝูงมฤคได้ยินเสียงแห่งราชสีห์ก็พากันหนีไปฉะนั้น พวกพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ผู้อันความกลัวแต่เสียงพระเจ้ากุสราชคุกคามแล้ว ก็พากันแตกตื่นเหยียบย่ำกันและกัน ท้าวสักกะจอมเทพ ได้ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์ทรงมีชัยในท่ามกลางสงครามนั้น มีพระทัยชื่นชมยินดี ทรงพระราชทานแก้วมณีอันรุ่งโรจน์ดวงหนึ่งแก่พระเจ้ากุสราช พระเจ้ากุสราชทรงชนะสงคราม ได้แก้วมณีอันรุ่งโรจน์ แล้วเสด็จประทับบนคอช้างสารเสด็จเข้าสู่พระนคร รับสั่งให้จับกษัตริย์เจ็ดพระนครทั้งเป็น ให้มัดนำเข้าถวายพระสัสสุระ ทูลว่าขอเดชะ กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ ศัตรูทั้งหมดซึ่งคิดจะกำจัดพระองค์เสียนี้ ตกอยู่ในอำนาจของพระองค์แล้ว เชิญทรงกระทำตามพระประสงค์เถิด พระองค์ทรงกระทำกษัตริย์เหล่านั้นให้เป็นทาสแล้ว จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารเสียตามแต่พระทัยเถิด.
ตุเยฺหว สตฺตโว เอเต นหิ เต มยฺห สตฺตโว
ตฺวญฺเญว โน มหาราช มุญฺจ วา เต หนสฺสุ วา ฯ
กษัตริย์เหล่านี้เป็นศัตรูของพระองค์ มิได้เป็นศัตรูของหม่อมฉัน ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ (เป็นอิสระ) กว่าหม่อมฉัน จะทรงปล่อยหรือจะทรงประหารศัตรูเหล่านั้นก็ตามเถิด.
อิมา เต ธีตโร สตฺต เทวกญฺญูปมา สุภา
ททาหิ เนสํ เอเกกํ โหนฺตุ ชามาตโร ตว ฯ
พระราชธิดาของพระองค์ ล้วนทรงงดงามดังเทพกัญญามีอยู่ถึง ๗ พระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดพระราชทานแก่กษัตริย์ทั้ง ๗ นั้นองค์ละองค์ขอกษัตริย์เหล่านั้นจงเป็นพระชามาตาของพระองค์เถิด.
อมฺหากญฺเจว ตาสญฺจ ตฺวํ โน สพฺเพสมิสฺสโร
ตฺวญฺเญว โน มหาราช เทหิ เนสํ ยทิจฺฉสิ ฯ
ข้าแต่พระมหาราช พระองค์เป็นใหญ่กว่าหม่อมฉันทั้งหลาย และกว่าพวกลูกของหม่อมฉันทั้งหมด เชิญพระองค์นั่นแหละทรงพระราชทานพวกลูกของหม่อมฉันแก่กษัตริย์เหล่านั้น ตามพระราชประสงค์เถิด.
เอกเมกสฺส เอเกกํ อทา สีหสฺสโร กุโส
ขตฺติยานํ ตทา เตสํ รญฺโญ มทฺทสฺส ธีตโร ฯ
ปีณิตา เตน ลาเภน ตุฏฺฐา สีหสฺสเร กุเส
สกรฏฺฐานิ ปายึสุ ขตฺติยา สตฺต ตาวเท ฯ
ปภาวติญฺจ อาทาย มณึ เวโรจนํ สุภํ ๑
กุสาวตึ กุโส ราชา อคมาสิ มหพฺพโล ฯ
ตฺยสฺสุ เอกรเถ ยนฺตา ปวิสนฺตา กุสาวตึ
สมานา วณฺณรูเปน นาญฺญมญฺญาติโรจิสุํ ๒ ฯ
มาตา ปุตฺเตน สงฺคญฺฉิ อุภโย จ ชยมฺปตี
สมคฺคา เต ตทา อาสุํ ผีตํ ธรณิมาวสุนฺติ ฯ
กุสชาตกํ ปฐมํ ฯ
๑ ยุ. กุสสทฺทภยฏฺฐิตา ฯ ๒ สี. ตุฏฺฐมานโส ฯ
ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ ได้ทรงยกพระราชธิดาของพระเจ้ามัททราช ประทานให้แก่กษัตริย์ ๗ พระองค์นั้นองค์ละองค์ กษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์ทรงอิ่มพระทัยด้วยลาภนั้น ทรงขอบพระคุณพระเจ้ากุสราชผู้มีพระสุรเสียงดังเสียงราชสีห์ แล้วพากันเสด็จกลับไปยังนครของตนๆ ในขณะนั้นทีเดียว ฝ่ายพระเจ้ากุสราชผู้มีพระกำลังมาก ทรงพาพระนางประภาวดีและดวงแก้วมณีอันงามรุ่งโรจน์เสด็จกลับยังกรุงกุสาวดี เมื่อพระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ประทับอยู่ในพระราชรถคันเดียวกันเสด็จเข้ากรุงกุสาวดี มีพระฉวีวรรณและพระรูปพระโฉมทัดเทียมกัน มิได้ทรงงดงามยิ่งหย่อนกว่ากันเลย พระมารดาของพระมหาสัตว์และพระชยัมบดีราชกุมารทั้ง ๒พระองค์ได้เสด็จไปต้อนรับถึงนอกพระนคร แล้วเสด็จกลับพระนครพร้อมด้วยพระราชโอรส ในกาลนั้น พระเจ้ากุสราชและพระนางประภาวดี ก็ทรงสมัครสมานกัน ได้ทรงปกครองราชอาณาจักรกุสาวดีให้รุ่งเรืองตลอดมา.
จบ กุสชาดกที่ ๑
๒ โสณนนฺทชาตกํ
๒. โสณนันทชาดก
เรื่องพระราชาไปขอขมาโทษโสณดาบส
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก สัตตตินิบาต โสณนันทชาดก (Royal Thai Volume 28 · Mahachula Volume 28 · Mahamakut Volume 62 · Chaloem Phrakiat Volume 28)
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทู ๓ สกฺโก ปุรินฺทโท
มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
พระผู้เป็นเจ้าเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ เป็นท้าวสักกปุรินททะ หรือว่าเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้จักพระผู้เป็นเจ้าได้อย่างไร.
นมฺหิ ๔ เทโว น คนฺธพฺโพ นมฺหิ ๕ สกฺโก ปุรินฺทโท
มนุสฺสภูโต อิทฺธิมา เอวํ ชานาหิ ภารถ ฯ
อาตมภาพไม่ใช่เป็นเทวดา ไม่ใช่เป็นคนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะอาตมภาพเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์ ดูกรภารถะ มหาบพิตรจงทราบอย่างนี้.
กตรูปมิทํ โภโต ๖ เวยฺยาวจฺจํ อนปฺปกํ
เทวมฺหิ วสฺสนามมฺหิ อโนวสฺสํ ภวํ อกา ฯ
ตโต วาตาตเป โฆเร สีตจฺฉายํ ภวํ อกา ฯ
ตโต อมิตฺตมชฺเฌสุ สรตาณํ ภวํ อกา ฯ
ตโต ผีตานิ รฏฺฐานิ วสิโน เต ภวํ อกา
ตโต เอกสตํ ขเตฺย อนุยนฺเต ๗ ภวํ อกา ฯ
ปติตาสฺสุ มยํ โภโต วร ตํ ภุญฺชมิจฺฉสิ
หตฺถิยานํ อสฺสรถํ นาริโย จ อลงฺกตา
นิเวสนานิ รมฺมานิ มยํ โภโต ททามเส ฯ
อถวงฺเค วา มคเธ มยํ โภโต ททามเส
อถวา อสฺสกาวนฺตึ สุมนา ทมฺม เต มยํ ฯ
อุปฑฺฒํ วาปิ รชฺชสฺส มยํ โภโต ททามเส
สเจ เต อตฺโถ รชฺเชน อนุสาส ยทิจฺฉสิ ฯ
๑ ยุ. ตทา ฯ ๒ สี. นาญฺญมญฺญมติโรจยุํ ฯ ๓ ม. อทุ ฯ สี. ยุ. อาทฺ ฯ
๔-๕ ม. นาปิ ฯ ๖ สี. ยุ. โภตา ฯ ๗ ยุ. อนุยุตฺเต ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ
ความช่วยเหลืออันมิใช่น้อยนี้ เป็นกิจที่พระผู้เป็นเจ้ากระทำแล้ว คือเมื่อฝนตก พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำไม่ให้มีฝน แต่นั้น เมื่อลมจัดและแดดร้อน พระผู้เป็นเจ้าก็ได้ทำให้มีเงาบังร่มเย็น แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำการป้องกันลูกศรในท่ามกลางแห่งศัตรู แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำบ้านเมืองอันรุ่งเรืองและชาวเมืองเหล่านั้นให้ตกอยู่ในอำนาจ ของข้าพเจ้า
แต่นั้น พระผู้เป็นเจ้าได้ทำกษัตริย์ ๑๐๑ พระองค์ให้เป็นผู้ติดตามของ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอขอบคุณ พระผู้เป็นเจ้ายิ่งนัก พระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาสิ่งที่จะให้จิตชื่นชม คือ ยานอันเทียมด้วยช้าง รถอันเทียมด้วยม้า และสาวน้อยทั้งหลายที่ประดับประดาแล้ว หรือรมณียสถานอันเป็นที่อยู่อาศัยอันใด ขอพระผู้เป็นเจ้าจงเลือกเอาสิ่งนั้นตามประสงค์เถิดข้าพเจ้าขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าจะปรารถนาแคว้นอังคะหรือแคว้นมคธ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า หรือว่าพระผู้เป็นเจ้าปรารถนาแคว้นอัสสกะหรือแคว้นอวันตี ข้าพเจ้าก็มีใจยินดีขอถวายแคว้นเหล่านั้นให้แก่พระผู้เป็นเจ้า หรือแม้พระผู้เป็นเจ้าปรารถนาราชสมบัติกึ่งหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ขอถวายแก่พระผู้เป็นเจ้า ถ้าพระคุณเจ้ามีความต้องการด้วยราชสมบัติทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ขอถวาย พระคุณเจ้าปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าบอกมาเถิด.
น เม อตฺโถปิ รชฺเชน นคเรน ธเนน วา
อโถปิ ชนปเทน อตฺโถ มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ
อาตมภาพไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ บ้านเมือง ทรัพย์หรือแม้ชนบท อาตมภาพไม่มีความต้องการเลย.
โภโตว รฏฺเฐ วิชิเต อรญฺเญ อตฺถิ อสฺสโม
ปิตา มยฺหํ ชเนตฺตี จ อุโภ สมฺมนฺติ อสฺสเม ฯ
เตสาหํ ปุพฺพาจริเยสุ ปุญฺญํ น ลภามิ กาตเว
ภวนฺตํ อชฺฌาวรํ กตฺวา โสณํ ยาเจมุ สํวรํ ฯ
ในแว่นแคว้นอาณาเขตของมหาบพิตร มีอาศรมอยู่ในป่า มารดาและบิดาทั้งสองท่านของอาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้น อาตมภาพอยู่ในอาศรมนั้นอาตมภาพไม่ได้เพื่อทำบุญ ในท่านทั้งสอง ผู้เป็นบูรพาจารย์นั้นอาตมภาพขอเชิญมหาบพิตรผู้ประเสริฐยิ่ง ไปขอขมาโทษโสณดาบสเพื่อสังวรต่อไป.
กโรมิ เต ตํ วจนํ ยํ มํ ภณสิ พฺราหฺมณ
เอตญฺจ โข โน อกฺขาหิ กีวนฺโต โหนฺตุ ยาจกา ฯ
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะขอทำตามคำที่พระคุณเจ้ากล่าวกะข้าพเจ้าทุกประการ ก็แต่ว่า บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษมีประมาณเท่าใด ขอพระคุณเจ้าจงบอกบุคคลมีประมาณเท่านั้น.
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา
อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน
ภวญฺจ ราชา มโนโช อลํ เหสฺสนฺติ ยาจกา ฯ
ชาวชนบทมีประมาณหนึ่งร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลก็เท่ากัน กษัตริย์ผู้เป็นอภิชาตผู้เรืองยศเหล่านี้ทั้งหมด ทั้งมหาบพิตรซึ่งทรงพระนามว่าพระเจ้ามโนชะ บุคคลผู้จะอ้อนวอนขอโทษประมาณเท่านี้ก็พอแล้ว ขอถวายพระพร.
หตฺถี อสฺเส จ โยเชนฺตุ รถํ สนฺนยฺห สารถิ
อาพนฺธนานิ คณฺหาถ ปาทาสุสฺสารยทฺธเช ๑
อสฺสมนฺตํ คมิสฺสามิ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
๑ สี. ปาเทสุสฺสารยํ ธเช ฯ
เจ้าพนักงานทั้งหลายจงเตรียมช้าง จงเตรียมม้า นายสารถีท่านจงเตรียมรถ ท่านทั้งหลายจงถือเอาเครื่องผูก จงยกธงชัยขึ้นที่คันธงทั้งหลาย เราจะไปยังอาศรมอันเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
ตโต จ ราชา ปายาสิ เสนาย จตุรงฺคินี
อคมาสิ อสฺสมํ รมฺมํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ก็ลำดับนั้น พระราชาพร้อมด้วยจาตุรงคเสนา ได้เสด็จไปยังอาศรมอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบส.
กสฺส กาทมฺพโย กาโช เวหาสํ จตุรงฺคุลํ
อํสํ อสํผุสํ เอติ อุทหารสฺส ๑ คจฺฉโต ฯ
ไม้คานอันทำด้วยไม้กระทุ่มของใคร ผู้ไปเพื่อหาบน้ำ ลอยมายังเวหาสมิได้ถูกบ่า ห่างประมาณ ๔ องคุลี.
อหํ โสโณ มหาราช ตาปโส สหิตพฺพโต
ภรามิ มาตาปิตโร รตฺตินฺทิวมตนฺทิโต ฯ
วนผลญฺจ มูลญฺจ อาหริตฺวา ทิสมฺปติ
โปเสมิ มาตาปิตโร ปุพฺเพกตมนุสฺสรํ ฯ๙
ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพชื่อว่าโสณะ เป็นดาบสมีวัตรอันสมาทานแล้วมิได้เกียจคร้านเลี้ยงดูมารดาบิดาอยู่ทุกคืนทุกวัน ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นเจ้าแห่งทิศ อาตมภาพระลึกถึงอุปการคุณที่ท่านทั้งสองได้กระทำแล้ว ในกาลก่อน จึงนำผลไม้ป่าและเผือกมันมาเลี้ยงดูมารดาบิดา.
อิจฺฉาม อสฺสมํ คนฺตุํ ยตฺถ สมฺมติ โกสิโย
มคฺคํ โน โสณ อกฺขาหิ เยน คจฺเฉมุ ๒ อสฺสมํ ฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ปรารถนาจะไปยังอาศรมซึ่งเป็นที่อยู่ของโกสิยดาบสข้าแต่ท่านโสณะ ขอท่านได้โปรดบอกทางจะไปยังอาศรมนั้นแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด.
อยํ เอกปที ราช เยเนตํ เมฆสนฺนิภํ
โกวิลาเรหิ สญฺฉนฺนํ เอตฺถ สมฺมติ โกสิโย ฯ
ดูกรมหาบพิตร ทางนี้เป็นทางสำหรับเดินคนเดียว ขอเชิญมหาบพิตรเสด็จไปยังป่าอันสะพรั่งไปด้วยต้นทองหลาง มีสีเขียวชะอุ่มดังสีเมฆโกสิยดาบสอยู่ในป่านั้น.
อิทํ วตฺวาน ปกฺกามิ ตรมาโน มหาอิสิ
เวหาเส อนฺตลิกฺขสฺมึ อนุสาเสตฺวาน ขตฺติเย ฯ
อสฺสมํ ปริมชฺชิตฺวา ปญฺญเปตฺวาน ๓ อาสนํ
ปณฺณสาลํ ปวิสิตฺวา ปิตรํ ปฏิโพธยิ ฯ
อิเม อายนฺติ ราชาโน อภิชาตา ยสสฺสิโน
อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน นิสีท ตฺวํ ๔ มหาอิเส ฯ
ตสฺส ตํ วจนํ สุตฺวา ตรมาโน มหาอิสิ
อสฺสมา นิกฺขมิตฺวาน สทฺวารมฺหิ อุปาวิสิ ฯ
๑ ม. อุทหาราย ฯ ๒ สี. คจฺฉาม ฯ ๓ ม. ปญฺญาเปตฺวาน ฯ ๔ สี. นิสีทาหิ ฯ
โสณมหาฤาษีครั้นกล่าวคำนี้แล้ว ได้พร่ำสอนกษัตริย์ทั้งหลาย ณ กลางหาว แล้วรีบหลีกไปยังสระอโนดาต แล้วกลับมาปัดกวาดอาศรมแต่งตั้งอาสนะแล้ว เข้าไปสู่บรรณศาลาแจ้งให้ดาบสผู้เป็นบิดาทราบว่า ข้าแต่ท่านมหาฤาษี พระราชาทั้งหลายผู้อภิชาตเรืองยศเหล่านี้เสด็จมาหา ขอเชิญบิดาออกไปนั่งนอกอาศรมเถิด มหาฤาษีได้ฟังคำของโสณบัณฑิตนั้นแล้วรีบออกจากอาศรมมานั่งที่ประตูของตน.
ตญฺจ ทิสฺวาน อายนฺตํ ชลนฺตํริว เตชสา
ขตฺตสงฺฆปริพฺยูฬฺหํ โกสิโย เอตทพฺรวิ ฯ
กสฺส เภรี มุทิงฺคา จ สงฺขา ปณวทินฺทิมา ๑
ปุรโต ปฏิปนฺนานิ หาสยนฺตา รเถสภํ ฯ
กสฺส กญฺจนปฏฺเฏน ปุถุนา วิชฺชุวณฺณินา
ยุวา กลาปสนฺนทฺโธ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
อุกฺกามุขปหฏฺฐํว ขทิรงฺคารสนฺนิภํ
มุขญฺจ รุจิราภาติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺส ปคฺคหิตํ ฉตฺตํ สสลากํ มโนรมํ
อาทิจฺจรํสาวรณํ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺส องฺคํ ปริคฺคยฺห วาลวีชนิมุตฺตมํ
จรนฺติ วรปุญฺญสฺส ๒ หตฺถิกฺขนฺเธน อายโต ฯ
กสฺส เสตานิ ฉตฺตานิ อาชานียา จ วมฺมิกา ๓
สมนฺตา ปริกิรนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺส เอกสตํ ขตฺยา อนุยนฺตา ยสสฺสิโน
สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
หตฺถิอสฺสรถปตฺติ- เสนา จ จตุรงฺคินี
สมนฺตา อนุปริยนฺติ โก เอติ สิริยา ชลํ ฯ
กสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ
อกฺโขภินี ๑ อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
๑ สี. ยุ. ปณวเทณฺฑิมา ฯ ๒ สี. ยุ. วรปญฺญสฺส ฯ ๓ ม. วมฺมิตา ฯ
โกสิยดาบสได้เห็นพระเจ้ามโนชะนั้น ซึ่งมีหมู่กษัตริย์ห้อมล้อมเป็นกองทัพ ประหนึ่งรุ่งเรืองด้วยเดช เสด็จมาอยู่ จึงกล่าวคาถานี้ความว่ากลอง ตะโพน สังข์ บัณเฑาะว์ และมโหระทึก ยังพระราชาผู้เป็นจอมทัพให้ร่าเริงอยู่ดำเนินไปแล้วข้างหน้าของใคร หน้าผากของใครสวมแล้วด้วยแผ่นทองอันหนามีสีดุจสายฟ้า ใครกำลังหนุ่มแน่นผูกสอดด้วยกำลูกศร รุ่งเรืองด้วยสิริ เดินมาอยู่
อนึ่งหน้าของใครงามผุดผ่อง ดุจทองคำอันละลายคว้างที่ปากเบ้ามีสีดังถ่านเพลิง ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ ฉัตรพร้อมด้วยคันหน้ารื่นรมย์ใจ สำหรับกั้นแสงอาทิตย์อันบุคคลกางแล้วเพื่อใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ ชนทั้งหลายถือพัดวาลวีชนีเครื่องสูง เดินเคียงองค์ของใคร ผู้มีบุญอันประเสริฐมาอยู่โดยคอช้างเศวตรฉัตรม้าอาชาไนย และทหารสวมเกราะเรียงรายอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอรุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่กษัตริย์ ๑๐๑ พระนครผู้เรืองยศ เป็นอนุยนต์เดินแวดล้อมตามอยู่โดยรอบของใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ จาตุรงคเสนาคือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้าเดินแวดล้อมตามอยู่โดยรอบใคร ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยสิริกำลังเดินมาอยู่ เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังห้อมล้อมตามหลังใครมา.
ราชาภิราชา มโนโช อินฺโทว ชยตํ ปติ
นนฺทสฺสชฺฌาวรํ เอติ อสฺสมํ พฺรหฺมจารินํ ฯ
ตสฺเสสา มหตี เสนา ปิฏฺฐิโต อนุวตฺตติ
อกฺโขภินี อปริยนฺตา สาครสฺเสว อูมิโย ฯ
กษัตริย์ที่กำลังเสด็จมานั้น คือ พระเจ้ามโนราชาธิราชเป็นเพียงดังพระอินทร์ผู้เป็นใหญ่กว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์ เข้าถึงความเป็นบริษัทของนันทดาบส กำลังมาสู่อาศรมอันเป็นที่ประพฤติพรหมจรรย์ เสนาหมู่ใหญ่นี้นับไม่ถ้วน ไม่มีที่สุด ดุจคลื่นในมหาสมุทร กำลังตามหลังพระเจ้ามโนชะนั้นมา.
อนุลิตฺตา จนฺทเนน กาสิกุตฺตมธาริโน ๒
สพฺเพ ปญฺชลิกา หุตฺวา อิสีนํ อชฺฌุปาคมม ฯ
พระราชาทุกพระองค์ ทรงลูบไล้ด้วยจันทน์หอม ทรงผ้ากาสิกพัสตร์อย่างดี ทุกพระองค์ทรงประคองอัญชลีเข้าไปยังสำนักของฤาษีทั้งหลาย.
กจฺจิ นุ โภโต กุสลํ กจฺจิ โภโต อนามยํ
กจฺจิ อุญฺเฉน ยาเปถ กจฺจิ มูลผลา พหู ฯ
กจฺจิ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา ๓
วเน พาฬมิคากิณฺเณ กจฺจิ หึสา น วิชฺชติ ฯ
พระคุณเจ้าผู้เจริญไม่มีโรคาพาธหรือ พระคุณเจ้าสุขสำราญดีอยู่หรือพระคุณเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไปสะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหารแลหรือ เหง้ามันและผลไม้มีมากแลหรือ เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีน้อยแลหรือ ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤค ไม่มีมาเบียดเบียนบ้างหรือ.
กุสลญฺเจว โน ราช อโถ ราช อนามยํ
อโถ อุญฺเฉน ยาเปม อโถ มูลผลา พหู ฯ
อโถ ฑํสา มกสา จ อปฺปเมว สิรึสปา
วเน พาฬมิคากิณฺเณ หึสา มยฺหํ น วิชฺชติ ฯ
พหูนิ วสฺสปูคานิ อสฺสเม สมฺมตํ ๔ อิธ
นาภิชานามิ อุปฺปนฺนํ อาพาธํ อมโนรมํ ฯ
สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ
อิสฺสโรสิ อนุปฺปตฺโต ยํ อิธตฺถิ ปเวทย ฯ
ติณฺฑุกานิ ปิยาลานิ มธุเก กาสมาริโย ๕
ผลานิ ขุทฺทกปฺปานิ ภุญฺช ราช วรํ วรํ ฯ
อิทํปิ ปานิยํ สีตํ อาภตํ คิริคพฺภรา
ตโต ปิว มหาราช สเจ ตฺวํ อภิกงฺขสิ ฯ
๑ สี. อกฺโขภนี ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ม. อกฺโขภณี ฯ ๒ ยุ. กาสิวตฺถธาริโน ฯ
๓ ม. สรีสปา ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๔ สี. วสโต อิธ ฯ ๕ ม. กาสุมาริโย ฯ
ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพทั้งหลายไม่มีโรคาพาธ มีความสุขสำราญดีเยียวยาอัตภาพได้สะดวกด้วยการแสวงหามูลผลาหาร ทั้งมูลมันผลไม้ก็มีมาก เหลือบ ยุงและสัตว์เลื้อยคลานมีน้อย ในป่าอันเกลื่อนกล่นไปด้วยพาฬมฤคไม่มีมาเบียดเบียนอาตมภาพ เมื่ออาตมภาพได้อยู่ในอาศรมนี้หลายปีมาแล้ว อาตมภาพไม่รู้สึกอาพาธอันไม่เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจเกิดขึ้นเลย ดูกรมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้เป็นอิสระเสด็จมาถึงแล้ว ขอจงตรัสบอกสิ่งที่ทรงชอบพระหฤทัยซึ่งมีอยู่ ณ ที่นี้เถิด ขอเชิญมหาบพิตรเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะทรางและผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรสหวานน้อยๆ เชิญเลือกเสวยแต่ผลที่ดีๆ เถิด น้ำนี้เย็นนำมาแต่ซอกเขา ขอเชิญมหาบพิตรดื่มเถิด ถ้าพระองค์ทรงปรารถนา.
ปฏิคฺคหิตํ ยํ ทินฺนํ สพฺพสฺส อคฺฆิยํ กตํ
นนฺทสฺสาปิ นิสาเมถ วจนํ โส ๑ ปวกฺขติ ฯ
อชฺฌาวรมฺหา นนฺทสฺส โภโต สนฺติกมาคตา
สุณาตุ เม ๒ ภวํ วจนํ นนฺทสฺส ปริสาย จ ฯ
สิ่งใดที่พระคุณเจ้าให้ ข้าพเจ้าขอรับสิ่งนั้น พระคุณเจ้ากระทำให้ถึงแก่ข้าพเจ้าทั้งปวง ขอพระคุณเจ้าจงเงี่ยโสตสดับคำของนันทดาบสที่ท่านจะกล่าวนั้นเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นบริษัทของนันทดาบส มาแล้วสู่สำนักของพระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดสดับคำของข้าพเจ้า ของนันทดาบสและของบริษัทเถิด.
ปโรสตํ ชานปทา มหาสาลา จ พฺราหฺมณา
อิเม จ ขตฺติยา สพฺเพ อภิชาตา ยสสฺสิโน
ภวญฺจ ราชา มโนโช อนุมญฺญนฺตุ เม วโจ ฯ
เย จ สนฺติ ๓ สมิตาโร ยกฺขานิ อิธมสฺสเม
อรญฺเญ ภูตภพฺยานิ สุณนฺตุ วจนํ มม ฯ
นโม กตฺวาน ภูตานํ อิสึ วกฺขามิ สุพฺพตํ
โส ตฺยาหํ ทกฺขิณา พาห ตว โกสิย สมฺมโต ฯ
ปิตรํ เม ชเนตฺตึ จ ภตฺตุกามสฺส เม สโต
วีร ปุญฺญมิทํ ฐานํ มา มํ โกสิย วารย ฯ
สพฺภิเหตํ อุปญฺญาตํ มเมตํ อุปนิสฺสช
อุฏฺฐานปาริจริยาย ทีฆรตฺตํ ตยา กตํ
มาตาปิตูสุ ปุญฺญานิ มม โลกทโท ภว ฯ
ตเถว สนฺติ มนุชา ธมฺเม ธมฺมปทํ วิทู
มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส ยถา ชานาสิ ตฺวํ อิเส ฯ
อุฏฺฐานปาริจริยาย มาตาปิตุสุขาวหํ
ตํ มํ ปุญฺญานิ วาเรติ อริยมคฺคาวโร นโร ฯ
๑ สี. ยํ ฯ ยุ. ยํ โส ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ สี. เย วสนฺติ ฯ
ยุ. เย หิ สนฺติ ฯ
ชาวชนบทร้อยเศษ พราหมณ์มหาศาลประมาณเท่านั้น กษัตริย์อภิชาติผู้เรืองยศทั้งหมดนี้ และพระเจ้ามโนชะผู้เจริญจงเข้าใจคำของข้าพเจ้า ยักษ์ทั้งหลายภูตและเทวดาทั้งหลายในป่า เหล่าใด ซึ่งมาประชุมกันอยู่ในอาศรมนี้ ขอจงฟังคำของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอกระทำความนอบน้อมแก่เทวดาทั้งหลายแล้วจักกล่าวกะฤาษีผู้มีวัตรอันงาม ข้าพเจ้านั้น ชาวโลกสมมติแล้วว่าเป็นชาวโกสิยโคตรร่วมกับท่าน จึงนับว่าเป็นแขนขวาของท่าน
ข้าแต่ท่านโกสิยะผู้มีความเพียร เมื่อข้าพเจ้าเป็นผู้ประสงค์จะเลี้ยงดูมารดาบิดาของข้าพเจ้า ฐานะนี้ชื่อว่าเป็นบุญ ขอท่านอย่าได้ห้ามข้าพเจ้าเสียเลย จริงอยู่ การบำรุงมารดาบิดานี้ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญแล้วขอท่านจงอนุญาตการบำรุงมารดาบิดานี้แก่ข้าพเจ้า ท่านได้กระทำกุศลมาแล้วสิ้นกาลนาน ด้วยการลุกขึ้นทำกิจวัตรและการบีบนวด บัดนี้ข้าพเจ้าปรารถนาจะทำบุญในมารดาและบิดา ขอท่านจงให้โลกสวรรค์แก่ข้าพเจ้าเถิด ข้าแต่พระฤาษี มนุษย์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในบริษัทนี้ ทราบบทแห่งธรรมในธรรมว่าเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ เหมือนดังท่านทราบฉะนั้น การบำรุงมารดาบิดาด้วยการอุปัฏฐากและการบีบนวดชื่อว่านำความสุขมาให้ ท่านห้ามข้าพเจ้าจากบุญนั้น ชื่อว่าเป็นอันห้ามทางอันประเสริฐ.
สุณนฺตุ โภนฺโต วจนํ ภาตุรชฺฌาวรา มม
กุลวํสํ มหาราช โปราณํ ปริหาปยํ
อธมฺมจารี เชฏฺเฐสุ ๑ นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๒ ฯ
เย จ ธมฺมสฺส กุสลา โปราณสฺส ทิสํปติ
จาริตฺเตน จ สมฺปนฺนา น เต คจฺฉนฺติ ทุคฺคตึ ฯ
มาตา ปิตา จ ภาตา จ ภคินี ญาติพนฺธวา
สพฺเพ เชฏฺฐสฺส เต ภารา เอวํ ชานาหิ ภารถ ๓ ฯ
อาทิยิตฺวา ครุํ ภารํ นาวิโก วิย อุสฺสเห
ธมฺมญฺจ นปฺปมชฺชามิ เชฏฺโฐ จสฺมิ รเถสภ ฯ
ขอมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย ผู้เป็นบริษัทของน้องนันทะ จงสดับถ้อยคำของอาตมภาพ ผู้ใดยังวงศ์ตระกูลแต่เก่าก่อนให้เสื่อม ไม่ประพฤติธรรมในบุคคลผู้เจริญทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเข้าถึงนรก ดูกรท่านผู้เป็นใหญ่ในทิศ ส่วนชนเหล่าใดเป็นผู้ฉลาดในธรรมอันเป็นของเก่า และถึงพร้อมด้วยจารีต ชนเหล่านั้นย่อมไม่ไปสู่ทุคติ มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ญาติและเผ่าพันธุ์ ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมเป็นภาระของพี่ชายใหญ่ ขอพระองค์ทรงทราบอย่างนี้เถิด มหาบพิตร ดูกรมหาบพิตรผู้เป็นจอมทัพ ก็อาตมภาพเป็นพี่ชายใหญ่ จึงต้องรับภาระอันหนัก ทั้งสามารถจะปฏิบัติท่านเหล่านั้นได้เหมือนนายเรือรับภาระอันหนักสามารถจะนำเรือไปได้โดยสวัสดี ฉะนั้น เหตุนั้น อาตมภาพจึงไม่ละลืมธรรม.
อธิคตมฺหา ตเม ญาณํ ชาลํว ชาตเวทโต
เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ
ยถา อุทยมาทิจฺโจ วาสุเทโว ปภงฺกโร
ปาณีนํ ปวิทํเสติ รูปํ กลฺยาณปาปกํ
เอวเมว โน ภวํ ธมฺมํ โกสิโย ปวิทํสยิ ฯ
ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปแล้วในความมืด วันนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายเกิดความรู้ขึ้นแล้ว ท่านโกสิยฤาษีได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเหมือนส่องแสงอันรุ่งเรืองจากไฟ ฉะนั้น พระอาทิตย์เป็นเทพเจ้าแห่งแสง มีรัศมีเจิดจ้า เมื่ออุทัยย่อมแสดงรูปดีและรูปชั่วให้ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลายฉันใด ท่านโกสิยฤาษีก็แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน.
เอวํ เม ยาจมานสฺส อญฺชลึ นาวพุชฺฌถ
ตว ปฏฺฐจโร ๔ เหสฺสํ วุฏฺฐิโต ปริจารโก ฯ
ถ้าพี่จะไม่รับอัญชลีของข้าพเจ้าผู้วิงวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักดำเนินไปตามถ้อยคำของพี่ จักบำรุงบำเรอพี่ผู้อยู่ด้วยความไม่เกียจคร้าน.
อทฺธา นนฺท วิชานาสิ สทฺธมฺมํ สพฺภิเทสิตํ
อริโย อริยสมาจาโร พาฬฺหํ ตฺวํ มม รุจฺจสิ ฯ
ภวนฺตํ วทามิ โภติญฺจ สุณาถ วจนํ มม
นายํ ภาโร ภารมตฺโต ๑ อหุ มยฺหํ กุทาจนํ ฯ
ตํ มํ อุปฏฺฐิตํ สนฺตํ มาตาปิตุสุขาวหํ
นนฺโท อชฺฌาวรํ กตฺวา อุปฏฺฐานาย ยาจติ ฯ
โย เจ ๒ อิจฺฉติ กาเมน สนฺตานํ พฺรหฺมจารินํ
นนฺทํ โว วรถ ๓ เอโก กํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
๑ สี. โย เชฏฺโฐ ฯ ๒ ม. โสปปชฺชติ ฯ ๓ ม. ภารธ ฯ ๔ ม. ปทฺธจโร ฯ
ยุ. พทฺธญฺจโร ฯ
ดูกรนันทะ เธอรู้แจ้งสัทธรรมที่สัตบุรุษทั้งหลายแสดงแล้วเป็นแน่ เธอเป็นคนงาม มีมารยาทอันงดงาม พี่ชอบใจเป็นยิ่งนัก พี่จะกล่าวกะมารดาบิดาว่า ขอท่านทั้งสองจงฟังคำของข้าพเจ้า ภาระนี้หาใช่เป็นภาระเพียงชั่วครั้งชั่วคราวของข้าพเจ้าไม่ การบำรุงที่ข้าพเจ้าบำรุงแล้วนี้ ย่อมนำความสุขมาให้แก่มารดาบิดาได้ แต่นันทะย่อมกระทำการขอร้องอ้อนวอนเพื่อบำรุงท่านทั้งสองบ้าง บรรดาท่านทั้งสองผู้สงบระงับ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ หากว่าท่านใดปรารถนา ข้าพเจ้าจะบอกกะท่านนั้นขอให้ท่านทั้งสองผู้หนึ่งจงเลือกนันทะตามความปรารถนาเถิด นันทะจะบำรุงใครในท่านทั้งสอง.
ตยา ตาต อนุญฺญาตา โสณ ตํ นิสฺสิตา มยํ
อุปฆาตุํ ลเภ นนฺทํ มุทฺธนิ พฺรหฺมจารินํ ฯ
ดูกรพ่อโสณะ เราทั้งสองอาศัยเจ้าอยู่ ถ้าเจ้าอนุญาต แม่ก็จะพึงได้จุมพิตลูกนันทะผู้ประพฤติพรหมจรรย์ที่ศีรษะ.
อสฺสตฺถสฺเสว ตรุณํ ปวาลํ ๔ มาลุเตริตํ
จิรสฺสํ นนฺทํ ทิสฺวาน หทยํ เม ปเวธติ ฯ
ยทา สุตฺตาปิ สุปฺปนฺเต ๕ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ
อุทคฺคา สุมนา โหมิ นนฺโท โน อาคโต อยํ ฯ
ยทา จ ปฏิพุชฺฌิตฺวา นนฺทํ ปสฺสามิ นาคตํ
ภิยฺโย อาวิสติ โสโก โทมนสฺสญฺจนปฺปกํ ฯ
สาหํ อชฺช จิรสฺสํปิ นนฺทํ ปสฺสามิ อาคตํ
ภตฺตุ จ มยฺหญฺจ ปิโย นนฺโท โน ปาวิสี ฆรํ ฯ
ปิตุ จ ๖ นนฺโท สุปฺปิโย ยํ นนฺโท นปฺปวเส ฆรํ ๗
ลภตุ ตาต นนฺโท ตํ มํ นนฺโท อุปติฏฺฐตุ ฯ
๑ ม. ภารมโต ฯ ๒ ม. เว ฯ ๓ ยุ. นนฺทํ ว วทถ ฯ ๔ ม. ปวาฬํ ฯ
๕ ม. สุปิเน ฯ ๖ ม. ปิตุปิ ฯ ๗ ม. ฆรา ฯ
ใบอ่อนของต้นอัสสัตถพฤกษ์ เมื่อลมรำเพยพัดต้องแล้วย่อมหวั่นไหวไปมา ฉันใด หัวใจของแม่ก็หวั่นไหว เพราะนานๆ จึงได้เห็นลูกนันทะ ฉันนั้น เมื่อใด เมื่อแม่หลับแล้วฝันเห็นลูกนันทะมา แม่ก็ดีใจอย่างล้นเหลือว่าลูกนันทะของแม่นี้มาแล้ว แต่เมื่อใด ครั้นแม่ตื่นขึ้นแล้ว ไม่ได้เห็นลูกนันทะของแม่มา ความเศร้าโศกและความเสียใจมิใช่น้อย ก็ทับถมยิ่งนัก วันนี้ แม่ได้เห็นลูกนันทะผู้จากไปนานกลับมาแล้ว ขอลูกนันทะจงเป็นที่รักของบิดาเจ้าและของแม่เอง ขอลูกนันทะจงเข้าไปสู่เรือนของเราเถิด ดูกรพ่อโสณะลูกนันทะเป็นที่แสนรักของบิดา ลูกนันทะยังไม่ได้เข้าไปสู่เรือนใด ขอให้ลูกนันทะจงได้เรือนนั้นขอลูกนันทะจงบำรุงแม่เถิด.
อนุกมฺปกา ปติฏฺฐา จ ปุพฺเพ รสทที จ โน
มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ
ปุพฺเพ รสทที โคตฺตี มาตา ปุญฺญูปสญฺหิตา
มคฺโค สคฺคสฺส โลกสฺส มาตา ตํ วรเต อิเส ฯ
ดูกรฤาษี มารดาเป็นผู้อนุเคราะห์ เป็นที่พึ่งและเป็นผู้ให้ขีรรสแก่เราก่อนเป็นทางแห่งโลกสวรรค์ มารดาปรารถนาเจ้า มารดาเป็นผู้ให้ขีรรสก่อนเป็นผู้เลี้ยงดูเรามา เป็นผู้ชักชวนเราในบุญกุศล เป็นทางแห่งโลกสวรรค์มารดาปรารถนาเจ้า.
อากงฺขมานา ปุตฺตผลํ เทวตาย นมสฺสติ
นกฺขตฺตานิ จ ปุจฺฉติ อุตุสํวจฺฉรานิ จ ฯ
ตสฺสา อุตุสิ ๑ นฺหาตาย โหติ คพฺภสฺสวกฺกโม ๒
เตน โทหฬินี โหติ สุหทา เตน วุจฺจติ ฯ
สํวจฺฉรํ วา อูนํ วา ปริหริตฺวา วิชายติ
เตน สา ชนยนฺตีติ ชเนตฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ถนกฺขีเรน คีเตน องฺคปาวุรเณน จ
โรทนฺตํ ปุตฺตํ โตเสติ โตเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ตโต วาตาตเป โฆเร มมฺมํ กตฺวา อุทิกฺขติ
ทารกํ อปฺปชานนฺตํ โปเสนฺตี เตน วุจฺจติ ฯ
ยญฺจ มาตุ ธนํ โหติ ยญฺจ โหติ ปิตุทฺธนํ
อุภยมฺเปตสฺส โคเปติ อปิ ปุตฺตสฺส โน สิยา ฯ
เอวํ ปุตฺต อทุํ ปุตฺต อิติ มาตา วิหญฺญติ
ปมตฺตํ ปรทาเรสุ นิสฺสิเว ๓ ปตฺตโยพฺพเน(
สายํ ปุตฺตํ อนายนฺตํ อิติ มาตา วิหญฺญติ ฯ
เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส มาตุ อปริจารโก
มาตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ๑ ฯ
เอวํ กิจฺฉาภโต โปโส ปิตุ อปริจารโก
ปิตริ มิจฺฉาจริตฺวาน นิรยํ โส อุปปชฺชติ ฯ
ธนมฺปิ ๒ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ
มาตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ
ธนมฺปิ ๓ ธนกามานํ นสฺสติ อิติ เม สุตํ
ปิตรํ อปริจริตฺวาน กิจฺฉํ วา โส นิคจฺฉติ ฯ
อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ
มาตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ
อานนฺโท จ ปโมโท จ สทา หสิตกีฬิตํ
ปิตรํ ปริจริตฺวาน ลพฺภเมตํ วิชานโต ฯ
ทานญฺจ ปิยวาจญฺจ ๔ อตฺถจริยา จ ยา อิธ
สมานตฺตตา จ ธมฺเมสุ ตตฺถ ตตฺถ ยถารหํ ฯ
เอเต โข สงฺคหา โลเก รถสฺสาณีว ยายโต
เอเต จ สงฺคหา นาสฺสุ น มาตา ปุตฺตการณา
ลเภถ มานํ ปูชํ วา ปิตา วา ปุตฺตการณา ฯ
ยสฺมา จ สงฺคหา เอเต สมเวกฺขนฺติ ๕ ปณฺฑิตา
ตสฺมา มหตฺตํ ปปฺโปนฺติ ปาสํสา จ ภวนฺติ เต ฯ
พฺรหฺมาติ มาตาปิตโร ปุพฺพาจริยาติ วุจฺจเร
อาหุเนยฺยา จ ปุตฺตานํ ปชาย อนุกมฺปกา ฯ
ตสฺมา หิ เต นมสฺเสยฺย สกฺกเรยฺย จ ปณฺฑิโต
อนฺเนน อโถ ปาเนน วตฺเถน สยเนน จ
อุจฺฉาทเนน นฺหาเนน ปาทานํ โธวเนน จ ฯ
ตาย นํ ปาริจริยาย ๑ มาตาปิตูสุ ปณฺฑิตา
อิเธว นํ ปสํสนฺติ เปจฺจ สคฺเค ปโมทตีติ ฯ
โสณนนฺทชาตกํ ทุติยํ ฯ
____________
ตสฺสุทฺทานํ
อถ สตฺตติมมฺหิ นิปาตวเร
สภาวนฺตุกุสาวติราชวโร
อถ โสณสุนนฺทวโร จ ปุน
อภิวาสิต สตฺตติมมฺหิ สุเต ฯ
สตฺตตินิปาตํ นิฏฺฐิตํ ฯ
____________
๑ ม. อุตุมฺหิ ฯ ๒ ม. คพฺภสฺสโวกฺกโม ฯ ๓ ม. นิสีเถ ฯ
๑ ม. โสปปชฺชติ ฯ อิโต ปรํ อีทิสเมว ฯ ๒-๓ ม. ธนาปิ ฯ ๔ ม. เปยฺยวชฺชญฺจ ฯ
๕ ม. สมฺมเวกฺขนฺติ ฯ
๑ ยุ. ปริจริยาย ฯ
มารดาหวังผลคือบุตร จึงนอบน้อมแก่เทวดา และไต่ถามถึงฤกษ์ ฤดูและปีทั้งหลาย เมื่อมารดานั้นมีระดู ความก้าวลงแห่งสัตว์ผู้เกิดในครรภ์ก็ย่อมมี เพราะสัตว์เกิดในครรภ์นั้นมารดาจึงแพ้ท้อง เพราะเหตุนั้น
บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าเป็นผู้มีใจดี มารดาบริหารครรภ์อยู่หนึ่งปี
หรือหย่อนกว่าปีแล้วจึงคลอด เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่าชนยนตีและชเนตตี ผู้ยังบุตรให้เกิด มารดาย่อมปลอบบุตรผู้ร้องไห้อยู่ให้รื่นเริง ด้วยการให้ดื่มน้ำนมบ้าง ด้วยการขับกล่อมบ้าง ด้วยการอุ้มแนบไว้กับอกบ้าง เหตุนั้น บัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า ปลอบบุตรให้รื่นเริง ต่อแต่นั้น มารดาเห็นบุตรผู้ยังเป็นเด็กอ่อน ไม่รู้จักเดียงสาเล่นอยู่ท่ามกลางสายลมและแสงแดดอันกล้าก็เข้ารับขวัญ เพราะเหตุนั้นบัณฑิตจึงเรียกมารดานั้นว่า โปเสนตี ผู้เลี้ยงดูบุตร มารดาย่อมคุ้มครองทรัพย์แม้ทั้งสองฝ่าย คือ ทรัพย์ของมารดาและทรัพย์ของบิดาเพื่อบุตรนั้น ด้วยตั้งใจว่า ทรัพย์ทั้งสองฝ่ายพึงเป็นของบุตรแห่งเรามารดายังบุตรให้ศึกษาดังนี้ว่า
อย่างนี้ซิลูกอย่างโน้นซิลูก ย่อมลำบากเมื่อบุตรกำลังรุ่นหนุ่มคนอง มารดาย่อมคอยมองดูบุตรผู้หลงเพลิดเพลินในภรรยาผู้อื่น จนพลบค่ำก็ยังไม่กลับมา ย่อมเดือดร้อนด้วยประการฉะนี้ บุตรผู้อันมารดาเลี้ยงดูมาแล้ว ด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงมารดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในมารดา ย่อมเข้าถึงนรก บุตรผู้อันบิดาเลี้ยงมาด้วยความลำบากอย่างนี้ ไม่บำรุงบิดา บุตรนั้นชื่อว่าประพฤติผิดในบิดา ย่อมเข้าถึงนรก เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุงมารดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหายหรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น
เราได้สดับมาว่า เพราะไม่บำรุงบิดา แม้ทรัพย์ที่เกิดแก่บุตรทั้งหลายผู้ปรารถนาทรัพย์ย่อมฉิบหาย หรือบุตรนั้นย่อมเข้าถึงความยากแค้น ความรื่นเริง ความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงมารดาความรื่นเริงความบันเทิง และความหัวเราะเล่นหัวกันทุกเมื่อ บัณฑิตผู้รู้แจ้งพึงได้เพราะการบำรุงบิดา สังคหวัตถุ ๕ ประการนี้คือทานการให้ ๑ ปิยวาจา เจรจาคำน่ารัก ๑ อัตถจริยา การประพฤติประโยชน์ ๑ สมานัตตตา ความเป็นผู้มีตนเสมอในธรรมทั้งหลายตามสมควร ในที่นั้นๆ ๑ ย่อมมีในโลกนี้ เหมือนเพลารถย่อมมีแก่รถที่กำลังแล่นไป ฉะนั้น ถ้าว่าสังคหวัตถุเหล่านี้ไม่พึงมีไซร้
มารดาก็จะไม่พึงได้รับความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร หรือบิดาก็จะไม่พึงได้ความนับถือหรือการบูชา เพราะเหตุแห่งบุตร ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลายย่อมพิจารณาเห็นสังคหวัตถุนี้ ฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้นย่อมถึงความเป็นผู้ประเสริฐ และเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พึงสรรเสริญมารดาและบิดาบัณฑิตเรียกว่าเป็นพรหมของบุตร เป็นบุรพาจารย์ของบุตร เป็นผู้ควรรับของคำนับของบุตร และว่าเป็นผู้อนุเคราะห์บุตรเพราะเหตุนั้นแล บุตรผู้เป็นบัณฑิต พึงนอบน้อมและสักการะมารดาบิดาทั้ง ๒ นั้นด้วย ข้าว น้ำ ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน การขัดสี การให้อาบน้ำ และการล้างเท้า บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุตรนั้นด้วยการบำรุงในมารดาบิดาในโลกนี้ ครั้นบุตรนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อม
บันเทิงในสวรรค์.
จบ โสณนันทชาดกที่ ๒
--------------
รวมชาดกในสัตตตินิบาตนั้น มี ๒ ชาดก คือ กุสชาดก ๑โสณนันทชาดก ๑ ชาดกทั้งสองนี้ปรากฏอยู่ในสัตตตินิบาต.
จบ สัตตตินิบาตชาดก.
End of สัตตตินิบาต