arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๕

ผลญาณกถา เล่ม ๓๗

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๗๕–๑๐๗๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๐/๑๐ ในวรรคที่ ๕มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๕ ผลญาณกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๕๑๐–๕๑๓

หน้า ๕๑๐

(๕๒) ๑๐. ผลญาณกถา

ว่าด้วยผลญาณ

{๑๐๗๕} [๔๔๓] สกวาทีถามว่า พระสาวกมีผลญาณหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระสาวกมีผลญาณหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งอินทรีย์ การกำหนดรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคลของพระสาวกมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระสาวกมีผลญาณหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติธาตุ การบัญญัติสัจจะ การบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคลของพระสาวกมีอยู่หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ... .

ส. พระสาวกมีผลญาณหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่าผลญาณ (ญาณหยั่งรู้ผลที่สัตว์จะพึงได้รับหรือบรรลุ) ก็มีอยู่ในหมู่พระสาวกเช่นเดียวกับที่มีอยู่ในพระพุทธเจ้า (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๕)
หน้า ๕๑๑

ส. พระสาวกเป็นพระชินเจ้า เป็นพระศาสดา เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญ (ผู้รู้สรรพสิ่ง) เป็นพระสัพพทัสสาวี (ผู้เห็นธรรมทั้งปวง) เป็นพระธัมมัสสามี (ผู้เป็นเจ้าของแห่งพระธรรม) เป็นพระธัมมปฏิสรณะ (ผู้มีพระธรรมเป็นที่อาศัยเป็นไป) หรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. พระสาวกมีผลญาณหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้นให้เกิดขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ ยังไม่กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรคเป็นผู้ฉลาดในมรรคหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๐๗๖} [๔๔๔] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “พระสาวกมีผลญาณ” หรือ ?

ส. ถูกแล้ว

ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีญาณหรือ ?

ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็ต้องมีผลญาณ

จบ ผลญาณกถา

จบ ปัญจมรรค

หน้า ๕๑๒

รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. วิมุตตกถา ๒. อเสกขญาณกถา

๓. วิปรีตกถา ๔. นิยามกถา

๕. ปฏิสัมภิทากถา ๖. สัมมติญาณกถา

๗. จิตตารัมมณกถา ๘. อนาคตญาณกถา

๙. ปัจจุปปันนญาณกถา ๑๐. ผลญาณกถา

จบ มหาปัณณาสก์

รวมวรรคที่มีในมหาปัณณาสก์นี้ คือ

๑. สัตตูปลัทธิวรรค วรรคที่ ๑ เริ่มต้นด้วยปุคคลกถา

๒. ปรูปหาราทิวรรค วรรคที่ ๒ เริ่มต้นด้วยปรูปหารกถา

๓. พลาทิวรรค วรรคที่ ๓ เริ่มต้นด้วยพลกถา

๔. คิหิสสอหราติวรรค วรรคที่ ๔ เริ่มต้นด้วยคิหิสสอรหาติกถา

๕. วิมุตติวรรค วรรคที่ ๕ เริ่มต้นด้วยวิมุตติกถา

หน้า ๕๑๓

๖. ฉัฏฐวรรค

(๕๓) ๑. นิยามกถา

ว่าด้วยเรื่องนิยามเป็นอสังขตะ

{๑๐๗๗} [๔๔๕] สกวาทีถามว่า นิยาม(อริยมรรค)เป็นอสังขตะหรือ ?

ปรวาทีตอบว่า ถูกแล้ว

ส. นิยามเป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะหรือ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

{๑๐๗๘} ส. นิยามเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ ?

ป. ถูกแล้ว

ส. อสังขตะ มี ๒ อย่างหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

ส. อสังขตะ มี ๒ อย่างหรือ?

ป. ถูกแล้ว

ส. ที่ต้านทานก็มี ๒ อย่าง ที่เร้นก็มี ๒ อย่าง ที่พึ่งก็มี ๒ อย่าง ที่หมายก็มี ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็มี ๒ อย่าง อมตะก็มี ๒ อย่าง นิพพานก็มี ๒ อย่างหรือ ?

ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่านิยามคืออริยมรรคเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (อสังขตธรรม) เพราะมีภาวะว่าเที่ยง โดยให้เหตุผลว่า เมื่อนิยามคืออริยมรรคนั้น เกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลจะไม่เป็นอนิยตบุคคล ต้องเป็นนิยตบุคคลผู้มีคติหรือภาวะที่แน่นอน ดังนั้น นิยามจึงจัดเป็นอสังขตธรรมเพราะอรรถว่าเที่ยง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖)

จบ ผลญาณกถา