วรรคที่ ๒
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๔๔๖–๖๙๕ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๒๓ ในกถาวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
ปรูปหารกถา
วรรคที่ ๒
ปรูปหารกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ ปรูปหารกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ
โอฆะคือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะโอฆะคือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกาม
ราคะ โอฆะคือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่พระอรหันต์ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อตฺถิ ตสฺส ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ กามราคสญฺโญชนํ กาโมโฆ กามโยโค กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อตฺถิ ตสฺส ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ ฯเปฯ กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ และราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ โอฆะคือกาม โยคะคือกามกามฉันทนิวรณ์ ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ และราคะ กามราคะ
ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ นตฺถิ ตสฺส ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ ฯเปฯ กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ นตฺถิ ตสฺส ราโค กามราโค กามราคปริยุฏฺฐานํ ฯเปฯ กามจฺฉนฺทนีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ราคะ กามราคะความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ แต่ราคะ กามราคะ ความกลุ้ม
รุมแห่งกามราคะ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่เขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ เกนฏฺเฐนาติ ฯ หนฺท หิ มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โดยอรรถาธิบายอย่างไร
ป. โดยอรรถาธิบายว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อย
สุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์
มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ มารกายิกานํ เทวตานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ มารกายิกานํ เทวตานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ มารกายิกานํ เทวตานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ โน วต เร วตฺตพฺเพ มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์
มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มารกายิกา เทวตา อตฺตโน อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺติ อญฺเญสํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺติ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่ตนได้
นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่คนอื่นๆ ได้ และนำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่บุคคลนั้นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มารกายิกา เทวตา เนว อตฺตโน น อญฺเญสํ น ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ มารกายิกา เทวตา เนว อตฺตโน น อญฺเญสํ น ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่ตนก็ไม่ได้ แก่คนอื่นๆ ก็ไม่ได้ แก่บุคคลนั้นก็ไม่ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิ
แก่ตนไม่ได้ แก่คนอื่นๆ ก็ไม่ได้ แก่บุคคลนั้นก็ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่าเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์
มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํห- รนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โลมกูเปหิ อุปสํหรนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นำเข้าไปทางขุมขน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มารกายิกา เทวตา อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐึ อุปสํหรนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ กึการณาติ ฯ หนฺท หิ วิมตึ คาหยิสฺสามาติ ฯ อตฺถิ อรหโต วิมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เพราะเหตุไร
ป. เพราะจะยังท่านให้ตกอยู่ในความสงสัย
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต วิมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ วิมติ ธมฺเม วิมติ สงฺเฆ วิมติ สิกฺขาย วิมติ ปุพฺพนฺเต วิมติ อปรนฺเต วิมติ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต วิมติ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ความสงสัยใน
พระสงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลายความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต สตฺถริ วิมติ ธมฺเม วิมติ สงฺเฆ วิมติ สิกฺขาย วิมติ ปุพฺพนฺเต วิมติ อปรนฺเต วิมติ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต วิมติ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ วิมติ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมติ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต วิมตีติ ฯ
ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในส่วนเบื้องต้นและส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาท
ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส วิมติ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ วิมติ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต วิมติ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ วิมติ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของปุถุชนยังมีอยู่ และความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ ความสงสัยปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ และความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ
ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต วิมติ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ วิมติ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส วิมติ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ วิมติ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ วิมตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ
ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ ความ
สงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของเขาไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยในพระศาสดา ฯลฯ ความ
สงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของเขาไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ กิสฺส นิสฺสนฺโทติ ฯ อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโทติ ฯ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ อสนฺติ ปิวนฺติ ขาทนฺติ ๑ สายนฺติ สพฺเพสญฺเญว อตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผลของอะไรป. เป็นผลของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่ม
การเคี้ยว การลิ้ม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะ
คืออสุจิของชนเหล่านั้นทุกจำพวกเทียวยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เย เกจิ อสนฺติ ปิวนฺติ ขาทนฺติ สายนฺติ สพฺเพสญฺเญว อตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทารกา อสนฺติ ปิวนฺติ ขาทนฺติ สายนฺติ อตฺถิ ทารกานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของชนเหล่านั้นทุกจำพวกเทียวยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พวกทารก ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของ
ทารกมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปณฺฑกา อสนฺติ ปิวนฺติ ขาทนฺติ สายนฺติ อตฺถิ ปณฺฑกานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พวกบัณเฑาะก์ ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของบัณเฑาะก์มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทวา อสนฺติ ปิวนฺติ ขาทนฺติ สายนฺติ อตฺถิ เทวตานํ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พวกเทวดา ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพวกเทวดามีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโทติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ตสฺส อาสโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่มการเคี้ยว การลิ้ม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อุจฺจารปสฺสาโว อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโท อตฺถิ ตสฺส อาสโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโท อตฺถิ ตสฺส อาสโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑. ยุ. สพฺพตฺถ ขายนฺติ.
ส. อุจจาระ ปัสสาวะ ของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ความประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่ม
การเคี้ยว การลิ้ม ความประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโท นตฺถิ ตสฺส อาสโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต อุจฺจารปสฺสาโว อสิตปีตขายิตสายิตสฺส นิสฺสนฺโท นตฺถิ ตสฺส อาสโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่มการเคี้ยว การลิ้ม แต่ความประสงค์ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อุจจาระ ปัสสาวะ ของพระอรหันต์ เป็นผลของการกิน การดื่ม การ
เคี้ยว การลิ้ม แต่ความประสงค์ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เมถุนํ ธมฺมํ อุปฺปาเทยฺย ปุตฺตสมฺพาธสยนํ อชฺฌาวเสยฺย กาสิกจนฺทนํ ปจฺจนุภเวยฺย มาลาคนฺธวิเลปนํ ธาเรยฺย ชาตรูปรชตํ สาทิเยยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์พึงเสพเมถุนธรรม พึงยังเมถุนธรรมให้เกิด พึงนอนที่นอน
อันเบียดเสียดด้วยบุตร พึงใช้ผ้ากาสิกพัสตร์และจุณจันทร์ พึงทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ พึงยินดีทองเงิน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ ปุถุชฺชโน เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เมถุนํ ธมฺมํ อุปฺปาเทยฺย ฯเปฯ ชาตรูปรชตํ สาทิเยยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ อรหา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เมถุนํ ธมฺมํ อุปฺปาเทยฺย ฯเปฯ ชาตรูปรชตํ สาทิเยยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนพึงเสพเมถุนธรรม ยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯลฯ พึงยินดีทองเงิน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์พึงเสพเมถุน
ธรรม ยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯลฯ พึงยินดีทองเงิน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ น จ อรหา เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เมถุนํ ธมฺมํ อุปฺปาเทยฺย ฯเปฯ ชาตรูปรชตํ สาทิเยยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ น จ ปุถุชฺชโน เมถุนํ ธมฺมํ ปฏิเสเวยฺย เมถุนํ ธมฺมํ อุปฺปาเทยฺย ปุตฺตสมฺพาธสยนํ อชฺฌาวเสยฺย กาสิกจนฺทนํ ปจฺจนุภเวยฺย มาลาคนฺธวิเลปนํ ธาเรยฺย ชาตรูปรชตํ สาทิเยยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์จะพึงเสพเมถุนธรรม จะพึงยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯลฯ จะพึงยินดีทองเงิน ก็หามิได้เลย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนจะพึงเสพเมถุนธรรม
จะพึงยังเมถุนธรรมให้เกิด จะพึงนอนที่นอนอันเบียดเสียดด้วยบุตร จะพึงใช้ผ้ากาสิกพัสตร์และจุณจันทร์ จะพึงทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ จะพึงยินดีทองเงิน ก็หามิได้เลย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด
ด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ
ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ไม่ต้องกล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน มาโน ปหีโน ทิฏฺฐิ ปหีนา วิจิกิจฺฉา ปหีนา ถีนํ ปหีนํ อุทฺธจฺจํ ปหีนํ อหิริกํ ปหีนํ ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุ กตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะ ฯลฯ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ
อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้
เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย สติปฏฺฐานา ภาวิตา ฯเปฯ สมฺมปฺปธานา ภาวิตา อิทฺธิปาทา ภาวิตา อินฺทฺริยา ภาวิตา พลา ภาวิตา ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังสัมมัปปธานให้เกิดแล้ว
ยังอิทธิบาทให้เกิดแล้ว ยังอินทรีย์ให้เกิดแล้ว ยังพละให้เกิดแล้ว ฯลฯ
ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ก็ต้อง
ไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ โมหปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละ
ขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญาวิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ๑ ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
๑. ม. สุวิชิตวิชยี.
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จ
แล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง(คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้วยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว ได้กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควร
ทำเสร็จแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐิ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน (ผู้ปัญญา
วิมุต) มีอยู่ แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น (ผู้อุภโตภาควิมุต)
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคือ
อสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่การปล่อย
สุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ โมหปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺม- กุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่ง
อโนตตัปปะ แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และการปล่อยสุกกะ
คืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ
ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิ ก็ไม่มีแก่ท่านหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และการ
ปล่อยสุกกะคืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ โมหปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งโทสะ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และการปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังโพฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาด
ซึ่งอโนตตัปปะ และการปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โมทะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิ ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เย เต ภิกฺขเว ภิกฺขู ปุถุชฺชนา สีลสมฺปนฺนา สติ ๑ สมฺปชานา นิทฺทํ โอกฺกมนฺติ เตสํ อสุจิ น มุจฺจติ เยปิ เต ภิกฺขเว พาหิรกา อิสโย กาเมสุ วีตราคา เตสมฺปิ อสุจิ น มุจฺจติ อฏฺฐานเมตํ ภิกฺขเว อนวกาโส ยํ อรหโต อสุจิ มุจฺเจยฺยาติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ ฯ
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด เป็น
ปุถุชน ถึงพร้อมด้วยศีล มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ อสุจิของภิกษุเหล่านั้น ย่อมไม่เคลื่อน แม้ฤาษีนอกศาสนาเหล่าใดเป็นผู้ปราศจากราคะในกามแล้ว อสุจิของพวกฤาษีเหล่านั้น ก็หาเคลื่อนไม่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่อสุจิของพระอรหันต์จะพึงเคลื่อนนี้ มิใช่ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มี
อยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรูปหาโรติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปเร อุปสํหเรยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปเร อุปสํหเรยฺยุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรูปหาโรติ ๒ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า มีการนำเข้าไปสู่แห่งผู้อื่นแก่พระอรหันต์ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร
แก่พระอรหันต์ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริ
ขาร แก่พระอรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า มีการนำปัจจัยเข้าไปแห่งผู้อื่นแก่พระอรหันต์
อรหโต จีวรปิณฺฑปาตเสนาสนคิลานปจฺจยเภสชฺชปริกฺขารํ ปเร อุปสํหเรยฺยุนฺติ ฯ อตฺถิ อรหโต ปรูปหาโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา ปเร อุปสํหเรยฺยุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ปรูปหารกถา ฯ
__________
๑. ม. สตา. ๒. ยุ. อสุจิสุกฺกวิสฏฺฐีติ.
ส. เพราะผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑบาตรเสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระอรหันต์ ฉะนั้น จึงมีการนำเข้าไปแห่งผู้อื่น แก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้อื่นพึงนำเข้าไป ซึ่งโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล
หรืออรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรูปหารกถา จบ.
อญฺญาณกถา
อัญญาณกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ อัญญาณกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ป. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐาน
คืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของพระอรหันต์มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโคฤ อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่พระอรหันต์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา
ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และอวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชาอนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของเขาก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และอวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคือ
อวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชานิวรณ์คืออวิชชา ของท่านก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส อวิชฺชา อวิชฺโชโฆ อวิชฺชาโยโค อวิชฺชานุสโย อวิชฺชาปริยุฏฺฐานํ อวิชฺชาสญฺโญชนํ อวิชฺชานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชานิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา
อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่เขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย มุสา ภเณยฺย ปิสุณํ ภเณยฺย ผรุสํ ภเณยฺย สมฺผํ ปลเปยฺย สนฺธึ ฉินฺเทยฺย นิลฺโลปํ หเรยฺย เอกาคาริกํ กเรยฺย ปริปนฺเถ ติฏฺเฐยฺย ปรทารํ คจฺเฉยฺย คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ อันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ พึงพูดเท็จ
พึงพูดส่อเสียด พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดช่องย่องเบา พึงปล้นตลอดบ้านพึงปล้นเฉพาะหลังคาเรือน พึงซุ่มดักที่ทางเปลี่ยว พึงคบหาทาระของผู้อื่น พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ ปุถุชฺชโน อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และปุถุชนอันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์พึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และพระอรหันต์อันความไม่รู้ครอบงำ
พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ น จ อรหา อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ น จ ปุถุชฺชโน อญฺญาณปกโต ปาณํ หเนยฺย อทินฺนํ อาทิเยยฺย ฯเปฯ คามฆาตํ กเรยฺย นิคมฆาตํ กเรยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์จะได้ถูกความไม่รู้ครอบงำฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนจะได้ถูกความไม่รู้ครอบงำ ฆ่าสัตว์
ลักทรัพย์ ฯลฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ สิกฺขาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์
ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีตความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและในส่วนอดีต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ สิกฺขาย อญฺญาณํ ปุพฺพนฺเต อญฺญาณํ อปรนฺเต อญฺญาณํ ปุพฺพนฺตาปรนฺเต อญฺญาณํ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีตความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ใน
พระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้
ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านก็มีอยู่หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจ- สมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส อญฺญาณํ นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ อญฺญาณํ ธมฺเม อญฺญาณํ สงฺเฆ อญฺญาณํ ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ใน
พระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯลฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาท- ธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯเปฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อุจฺฉินฺนมูลํ ตาลาวตฺถุกตํ อนภาวํ กตํ อายตึอนุปฺปาทธมฺมํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด
ด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ
ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ
ส. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว
ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำ
ให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ=
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อ
ละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าพระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิด เพื่อละขาดซึ่งราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า
ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละ
ขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าพระอรหันต์ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ก็
ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่ง
ธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้
แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณํ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ๑ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ไม่มี
แก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่าน
มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ม. นตฺถิ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่ความไม่รู้
ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่ง
ราคะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่ง
อโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว
ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และความไม่รู้ไม่
มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และความ
ไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อโนตฺตปฺปปฺปหานาย โพชฺฌงฺคา ภาวิตา นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละ
ขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส อญฺญาณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิติ รูปํ อิติ รูปสฺส สมุทโย อิติ รูปสฺส อตฺถงฺคโม อิติ เวทนา ฯเปฯ อิติ สญฺญา ฯเปฯ อิติ สงฺขารา ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณํ อิติ วิญฺญาณสฺส สมุทโย อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนี้เวทนา ฯลฯ อย่างนี้สัญญา ฯลฯ อย่างนี้สังขาร ฯลฯ อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณอย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
๑ สํ. ข. ๑๓๖ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้น
อาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ ๒ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อได้รู้ด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอกละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย
ตยสฺสุ ธมฺมา ชหิตา ภวนฺติ
สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉิตญฺจ
สีลพฺพตํ วาปิ ยทตฺถิ กิญฺจิ
จตูหปาเยหิ จ วิปฺปมุตฺโต
ฉจาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ ๓
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
๑ สํ. นิทาน. ๓๕. ๒. สํ. สฬายตน. ๒๑ ฯ ๓. ขุ. สุ. ๓๖๙.
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของ
ท่าน ท่านละธรรม ๓ ประการได้แล้ว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ที่ยังมีอยู่บ้างอย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจึงพ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่ควรทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่
อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ
ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตา
เห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับเป็นธรรมดา ดังนี้ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺย เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ น ชาเนยฺย มคฺคามคฺคํ น ชาเนยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ น ชาเนยฺยาติ อตฺถิ อรหโต อญฺญาณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา น ชาเนยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
อญฺญาณกถา ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจไม่รู้ทาง
และมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้า ไม้ ต้นไม้เจ้าป่าทั้งหลายก็ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจ
ไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์ มีอยู่ส. เพราะพระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจ
ไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้จักชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ฉะนั้น ความไม่รู้ของพระอรหันต์ จึงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ อาจไม่รู้โสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล หรืออนาคามิผล
ก็ได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อัญญาณกถา จบ.
กงฺขากถา
กังขากถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ กังขากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของ
พระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของพระอรหันต์ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉา
นิวรณ์ ของพระอรหันต์ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส กงฺขา อตฺถิ ตสฺส วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉา ปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต กงฺขา อตฺถิ ตสฺส วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ และวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ และวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน
วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต กงฺขา นตฺถิ ตสฺส วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส กงฺขา นตฺถิ ตสฺส วิจิกิจฺฉา วิจิกิจฺฉาปริยุฏฺฐานํ วิจิกิจฺฉาสญฺโญชนํ วิจิกิจฺฉานีวรณนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ แต่วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐานวิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของท่านไม่มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉา
สัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของเขาไม่มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา สงฺเฆ กงฺขา สิกฺขาย กงฺขา ปุพฺพนฺเต กงฺขา อปรนฺเต กงฺขา ปุพฺพนฺตาปรนฺเต กงฺขา อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ความสงสัยในพระ
สงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยในส่วนอนาคต ความสงสัยในส่วนอดีต ความสงสัยทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา สงฺเฆ กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความ
สงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของพระอรหันต์ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส กงฺขา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต กงฺขา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ และความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ และความสงสัยในพระศาสดา ความ
สงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต กงฺขา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส กงฺขา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ กงฺขา ธมฺเม กงฺขา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านไม่มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัย
ในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึ- อนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะอันพระอรหันต์ ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด
ด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็น
ดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ ละขาดแล้ว ฯลฯ
พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯลฯ
พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้ง
ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ กงฺขา ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ กงฺขาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน มีอยู่ แต่ความสงสัย
ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ความสงสัยไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ความสงสัยไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดราคะแล้ว แต่ความสงสัยของท่าน
ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ
ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะหรือ ฯลฯ
สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และความสงสัยของ
ท่านก็ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะหรือ ฯลฯ
ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส กงฺขาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้วทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มีหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิติ รูปํ ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่.
ก็บุคคลผู้รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคล
ผู้รู้อยู่ เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะ
จึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่.
ก็บุคคลผู้รู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะ จึงมีได้บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรที่มีอยู่จริงมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯร
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้สำรอก ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉจาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของ
ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
๑ สํ. สฬายตน. ๒๑.
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตา
เห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดาดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต
ปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ปชานาติ สเหตุธมฺมนฺติ
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
อถสฺส กงฺขา วปยนฺติ สพฺพา
ยโต ขยํ ปจฺจยานํ อเวทีติ
ยทา หเว ปาตุภวนฺติ ธมฺมา
อาตาปิโน ฌายโต พฺราหฺมณสฺส
วิธูปยํ ติฏฺฐติ มารเสนํ
สุริโยว โอภาสยมนฺตลิกฺขนฺติ ๑
ยา กาจิ กงฺขา อิธ วา หุรํ วา
สกเวทิยา วา ปรเวทิยา วา
ฌายิโน ตา ปชหนฺติ สพฺพา
อาตาปิโน พฺรหฺมจริยํ จรนฺตาติ ๑
เย กงฺขา สมติกฺกนฺตา กงฺขาภูเตสุ ปาณิสุ
อสํสยา วิสํยุตฺตา เตสุ ทินฺนํ มหปฺผลนฺติ
เอตาทิสี ธมฺมปกาสเนตฺถ
กินฺนุ ตตฺถ กงฺขติ โกจิ สาวโก ๒
นิตฺติณฺณโอฆํ วิจิกิจฺฉฉินฺนํ
พุทฺธํ นมสฺสาม ชินํ ชนินฺทาติ ๓
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ
๑ ขุ. อุ. ๖๔ ฯ
ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่
พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมวับหายไป เพราะมารู้ธรรมกับทั้งเหตุ
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมวับหายไปเพราะได้รู้ถึงความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย
เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและเสนามารเสียได้ ดุจดวงอาทิตย์อุทัยกำจัดมืด ยังอากาศให้สว่างฉะนั้น
ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ในประวัติของตน หรือในประวัติของผู้อื่น ไม่ว่าอย่างใด ผู้มีความเพียรประพฤติพรหมจรรย์เพ่งอยู่ ย่อมละความสงสัยเหล่านั้นได้หมด
บุคคลเหล่าใด ข้ามความสงสัยทั้งหลายเสียได้ ในเมื่อคนทั้งหลายยังมีความสงสัยอยู่ เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ไม่ข้องขัดทานที่ให้ในบุคคลเหล่านั้นมีผลมาก
การประกาศธรรมในพระศาสนานี้ เป็นเช่นนี้ บรรดาพระสาวกเหล่านั้น องค์ไรหรือจะยังสงสัย ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้จอมคน ทรงข้ามพ้นห้วงสังสารวัฏ และทรงตัดความ
สงสัยเสียได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺเต กงฺเขยฺย มคฺคามคฺเค กงฺเขยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นาเม กงฺเขยฺยาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺเต กงฺเขยฺย มคฺคามคฺเค กงฺเขยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นาเม กงฺเขยฺย เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อรหา อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺเต กงฺเขยฺย มคฺคามคฺเค กงฺเขยฺย ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นาเม กงฺเขยฺยาติ อตฺถิ อรหโต กงฺขาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา โสตาปตฺติผเล วา สกทาคามิผเล วา อนาคามิผเล วา อรหตฺเต วา กงฺเขยฺยาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
กงฺขากถา ฯ
๑ ขุ. อุ. ๑๓๖ ฯ ๒ ม. น ตตฺถ กึ กงฺขาติ โกจิ สาวโก. ๓ ที. ม. ๓๒๕ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ ยังมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระอรหันต์ อาจสงสัยในนามและโคตรของสตรีและบุรุษ อาจสงสัย
ในทางและมิใช่ทาง อาจสงสัยในชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระอรหันต์อาจสงสัยในนามและโคตรของสตรีและบุรุษ อาจ
สงสัยในทางและมิใช่ทาง อาจสงสัยในชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ ยังมีอยู่
ส. เพราะพระอรหันต์ อาจสงสัยในนามและโคตรของสตรีและบุรุษ อาจ
สงสัยในชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ ฉะนั้น ความสงสัยของพระอรหันต์จึงยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ อาจสงสัยในโสดาปัตติผล หรือในสกทาคามิผล หรือใน
อนาคามิผล หรือในอรหัตผลก็ได้หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
กังขากถา จบ
ปรวิตารณากถา
ปรวิตารณากถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ ปรวิตารณากถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหา ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะ
ผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปริปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโน โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่นไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่
อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าการแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ๑ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ ปรเนยฺโย ปรปตฺติโย ปรปจฺจโย ปรปฏิพทฺธภู น ชานาติ น ปสฺสติ สมฺมูฬฺโห อสมฺปชาโนติ ๒ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และเขาอันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และท่านอันผู้อื่นพึงนำ
ไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลงไม่รู้ตัว หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา โส จ น ปรเนยฺโย น ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย น ปรปฏิพทฺธภู ชานาติ ปสฺสติ อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโนติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑. ๒. ยุ. อสมฺมูฬฺโห สมฺปชาโน.
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ท่านอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็นไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่เขาอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้
อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลงรู้ตัวอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา สงฺเฆ ปรวิตารณา สิกฺขาย ปรวิตารณา ปุพฺพนฺเต ปรวิตารณา อปรนฺเต ปรวิตารณา ปุพฺพนฺตาปรนฺเต ปรวิตารณา อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในการ
ศึกษา ในส่วนอนาคต ในส่วนอดีต ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีตในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ นตฺถิ อรหโต สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณา โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ฯลฯ
ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ใน
ปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่
อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา อตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และการแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับปุถุชนนั้นก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และการแนะนำของ
ผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์นั้นก็ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ปุถุชฺชนสฺส ปรวิตารณา นตฺถิ ตสฺส สตฺถริ ปรวิตารณา ธมฺเม ปรวิตารณา ฯเปฯ อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปนฺเนสุ ธมฺเมสุ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่าเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระ
ศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโมติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต ราโค ปหีโน อุจฺฉินฺนมูโล ตาลาวตฺถุกโต อนภาวํ กโต อายตึอนุปฺปาทธมฺโม ฯ โน วต เร วตฺตพฺเพ ฯ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯเปฯ นนุ อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอด
ด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจ
ตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯลฯ มิใช่หรือ ฯลฯ
นนุ อรหโต ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ
เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่หรือ ฯลฯ
นนุ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ โน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณา ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต อตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมีอยู่
แต่การแนะนำของผู้อื่นไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังมีอยู่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต นตฺถิ ปรวิตารณาติ ฯ เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น
สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ
สธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯลฯ
สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ อตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสลสฺส อรหโต ราโค ปหีโน นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ปรธมฺมกุสลสฺส อรหโต โทโส ปหีโน ฯเปฯ โมโห ปหีโน ฯเปฯ อโนตฺตปฺปํ ปหีนํ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำของผู้อื่น ก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาดราคะแล้ว และการแนะนำ
ของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะแล้ว ฯลฯ ละขาดโมหะ
แล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯลฯ
ปรธมฺมกุสลสฺส ราคปฺปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ โทสปฺปหานานาย ฯเปฯ อโนตฺตปฺปปฺ- ปหานาย มคฺโค ภาวิโต ฯเปฯ โพชฺฌงฺคา ภาวิตา ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯลฯ
ปรธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ สธมฺมกุสโล อรหา วีตราโค วีตโทโส ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ นตฺถิ ตสฺส ปรวิตารณาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ
ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ
แล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ ฯ อิติ รูปํ ฯเปฯ อิติ วิญฺญาณสฺส อตฺถงฺคโมติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้น
อาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ชานตฺวาหํ ภิกฺขเว ปสฺสโต อาสวานํ ขยํ วทามิ โน อชานโต โน อปสฺสโต กิญฺจ ภิกฺขเว ชานโต กึ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อิทํ ทุกฺขนฺติ ภิกฺขเว ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ อยํ ทุกฺขสมุทโยติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรโธติ ฯเปฯ อยํ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทาติ ชานโต ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหติ เอวํ โข ภิกฺขเว ชานโต เอวํ ปสฺสโต อาสวานํ ขโย โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
๑. สํ. นิทาน. ๓๕.
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้น
อาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่ เห็นอยู่ ไม่ได้กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ฯลฯ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่
อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อนภิชานํ อปริชานํ อวิราชยํ อปฺปชหํ อภพฺโพ ทุกฺขกฺขยาย สพฺพญฺจ โข ภิกฺขเว อภิชานํ ปริชานํ วิราชยํ ปชหํ ภพฺโพ ทุกฺขกฺขยายาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วย
ปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอก
ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่
จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉ จาภิฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการบรรลุโสดาปัตติมรรคของ
ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายในสมัยใด ดวงตาเห็น
ธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้นแก่อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
นาหํ คมิสฺสามิ ปโมจนาย
กถํกถึ โธตก กญฺจิ โลเก ๒
ธมฺมญฺจ เสฏฺฐํ อภิชานมาโน
เอวํ ตุวํ โอฆมิมนฺตเรสีติ ๑
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
๑. สํ. สฬายตน. ๒๑. ๒. ม. กถํกถึ เตน กิญฺจิ โลเก.
ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรโธตกะ เราจักไม่อุตสาหะเพื่อจะ
เปลื้องใครๆ ที่มีความสงสัยในโลก แต่ท่านเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ซึ่งธรรมอันประเสริฐ ก็ข้ามโอฆะนี้ โดยอาการอย่างนี้ ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์
ยังมีอยู่
น วตฺตพฺพํ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคามคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุํ เตน วต เร วตฺตพฺเพ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของอื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่
ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทาง
และมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่
อรหโต อิตฺถีปุริสานํ นามโคตฺตํ ปเร วิตาเรยฺยุํ มคฺคา มคฺคํ ปเร วิตาเรยฺยุํ ติณกฏฺฐวนปฺปตีนํ นามํ ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ อตฺถิ อรหโต ปรวิตารณาติ ฯ อามนฺตา ฯ อรหโต โสตาปตฺติผลํ วา สกทาคามิผลํ วา อนาคามิผลํ วา อรหตฺตํ วา ปเร วิตาเรยฺยุนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ปรวิตารณากถา ฯ
____________
๑ ขุ. สุ. ๔๓๘ ฯ ขุ. จู. ๘๕ ฯ
ส. เพราะผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ฉะนั้น การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์จึงยังมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ผู้อื่นพึงแนะนำโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล อนาคามิผลหรือ
อรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปรวิตารณากถา จบ.
วจีเภทกถา
วจีเภทกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ วจีเภทกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพตฺถ สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในภพทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพทา สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในกาลทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพสํ สมาปนฺนานํ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺพสมาปตฺตีสุ อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กายเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส นตฺถิ กายเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การไหวกายไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วาจา อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กาโย อตฺถิ กายเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การไหวกายก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ กาโย นตฺถิ กายเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วาจา นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การไหวกายไม่มี หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การเปล่งวาจาไม่มี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทโยติ ชานนฺโต สมุทโยติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรโธติ ชานนฺโต นิโรโธติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโคติ ชานนฺโต มคฺโคติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมุทโยติ ชานนฺโต น จ สมุทโยติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ก็ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นิโรโธติ ชานนฺโต น จ นิโรโธติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ก็ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
มคฺโคติ ชานนฺโต น จ มคฺโคติ วาจํ ภาสตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขนฺติ ชานนฺโต น จ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ก็ไม่เปล่งวาจาว่ามรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ญาณํ กึโคจรนฺติ ฯ ญาณํ สจฺจโคจรนฺติ ฯ โสตํ สจฺจโคจรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ญาณ (ความรู้) มีอะไรเป็นโคจร
ป. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร
ส. โสตวิญญาณมีสัจจะเป็นโคจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โสตํ กึโคจรนฺติ ฯ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ ญาณํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสตวิญญาณมีอะไรเป็นโคจร
ป. โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร
ส. ญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโท ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรํ โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร ก็ต้องไม่
กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโท ญาณํ สจฺจโคจรํ โสตํ สทฺทโคจรนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ ทวินฺนํ ผสฺสานํ ทฺวินฺนํ เวทนานํ ทฺวินฺนํ สญฺญานํ ทฺวินฺนํ เจตนานํ ทฺวินฺนํ จิตฺตานํ สโมธานํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ แห่งเวทนา ๒ แห่งสัญญา ๒ แห่งเจตนา ๒
แห่งจิต ๒ เป็นได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ โอทาตกสิณํ สมาปตฺตึ ฯเปฯ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มี
เตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติมีอยู่ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐวีกสิณํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็
ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
อาโปกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ สมาปตฺตึ ฯเปฯ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ อากิญฺจญฺญายตนํ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ไม่มีแก่ผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติวิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ก็
ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตตุถฌาน ที่
เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ สมาปตฺตึ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ
เปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าว
ว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ฯเปฯ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกิยํ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโท โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าจตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ
มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกิยํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกิยํ ทุติยํ ฌานํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกุตฺตรํ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โลกุตฺตรํ [๑]- ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตรํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส นตฺถิ วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกุตตระหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร (ธรรมชาติผู้ปรุงแต่ง
วาจา) และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากพระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร
ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฐวีกสิณํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่ง
วาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วิตกฺกวิจารา วจีสงฺขารา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ อาโปกสิณํ ฯเปฯ เตโชกสิณํ วาโยกสิณํ นีลกสิณํ ปีตกสิณํ โลหิตกสิณํ ฯเปฯ โอทาตกสิณํ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
[๑] ม. เอตฺถนฺตเร ทุติยํ ฌานนฺติปาโฐ อตฺถิ. สฺยา. ยุ. โปตฺถเกสุ นตฺถิ.
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีเตโช
กสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ที่มีปีติกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจารา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจาร ของผู้
เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และ วิตก วิจาร
ของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่
วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญาสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สญฺญา อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้
เข้าทุติยฌานก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้าทุติยฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
วิตกฺกสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วิตกฺกวิจาราติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ สญฺญาสมุฏฺฐานา วาจา วุตฺตา ภควตา ตติยํ ฌานํ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ อากาสานญฺจายตนํ วิญฺญาณญฺจายตนํ ฯเปฯ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ สญฺญา อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีวิตกเป็นสมุฏฐาน และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้น จึงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสวาจาว่า มีสัญญาเป็นสมุฏฐาน และสัญญาของผู้
เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯลฯ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ก็มีอยู่ วิตก วิจาร ของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น จึงยังมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา นนุ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ โน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
๑ สํ. สฬายต. ๒๖๘ ฯ
ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตร
มีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่
ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วิตกฺกวิจารา นิรุทฺธา โหนฺตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วิตกฺกวิจาราติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า วิตก วิจารของผู้เข้าทุติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตก วิจารของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ปฐมํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส วาจา นิรุทฺธา โหตีติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ตติยํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส ปีติ นิรุทฺธา โหติ ฯเปฯ จตุตฺถํ ฌานํ สมาปนฺนสฺส อสฺสาสปสฺสาสา นิรุทฺธา โหนฺติ อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา นิรุทฺธา โหติ วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตน- สญฺญา นิรุทฺธา โหติ อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ ฯเปฯ เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา นิรุทฺธา โหติ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ นิรุทฺธา โหนฺตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ อตฺถิ ตสฺส สญฺญา จ เวทนา จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. คำว่า ปีติของผู้เข้าตติยฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว ฯลฯ อัสสาสะ
ปัสสาสะ ของผู้เข้าจตุตถฌานเป็นธรรมชาติดับแล้ว รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากาสานัญจายตน สัญญาของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญาของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว อากิญจัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้นสัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
๑ สํ. สฬายต. ๒๖๘ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ด้วยเหตุ
นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานยังมีอยู่
ปฐมสฺส ฌานสฺส สทฺโท กณฺฏโก วุตฺโต ภควตาติ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุติยสฺส ฌานสฺส วิตกฺกวิจารา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา ฯเปฯ ตติยสฺส ฌานสฺส ปีติ กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา จตุตฺถสฺส ฌานสฺส อสฺสาสปสฺสาสา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อากาสานญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส รูปสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา วิญฺญาณญฺจายตนํ สมาปนฺนสฺส อากาสานญฺจายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อากิญฺจญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส วิญฺญาณญฺจายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา เนวสญฺญานาสญฺญายตนํ สมาปนฺนสฺส อากิญฺจญฺญายตนสญฺญา กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา ฯเปฯ สญฺญาเวทยิตนิโรธํ สมาปนฺนสฺส สญฺญา จ เวทนา จ กณฺฏโก วุตฺตา ภควตา อตฺถิ ตสฺส สญฺญา จ เวทนา จาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เพราะพระผู้มีพระภาคได้ตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกของปฐมฌาน ฉะนั้นการเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส วิตก วิจารว่า เป็นข้าศึกของทุติยฌาน ฯลฯ
ตรัสปีติว่า เป็นข้าศึกของตติยฌาน ตรัสอัสสาสะ ปัสสาสะว่า เป็นข้าศึกของจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญาณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัสอากิญจัญญายตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น จึงมีอยู่ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สิขิสฺส อานนฺท ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส อภิภู นาม สาวโก พฺรหฺมโลเก ฐิโต สหสฺสีโลกธาตุํ ๒ สเรน วิญฺญาเปสิ
อารพฺภถ นิกฺกมถ ยุญฺชถ พุทฺธสาสเน
ธุนาถ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร
โย อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อปฺปมตฺโต วิเหสฺสติ ๑
ปหาย ชาติสํสารํ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสตีติ ๒
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สมาปนฺนสฺส อตฺถิ วจีเภโทติ ฯ
วจีเภทกถา ฯ
๑. ม. วุตฺโต. อิโต ปรํ สพฺพตฺถ วุตฺโตติ ปาโฐ ๒. ม. ทสสฺสหสฺสิ.
ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรอานนท์ สาวกชื่ออภิภู ของพระผู้มี
พระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศกะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้นจงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของพระยามัจจุราช ดุจกุญชรรื้อเรือนที่มุงบังด้วยไม้อ้อ ฉะนั้นด้วยว่า ผู้ที่ไม่ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ จักละชาติสงสารแล้วทำ
ที่สุดแห่งทุกข์ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานก็มีอยู่ น่ะสิ
วจีเภทกถา จบ.
ทุกฺขาหารกถา
ทุกขาหารกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ ทุกขาหารกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ทุกฺขาหาโร มคฺคงฺคํ มคฺคปริยาปนฺนนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสนฺติ สพฺเพ เต มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การกล่าวว่า ทุกข์ เป็นองค์ของมรรค นับเนื่องในมรรค หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เย เกจิ ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสนฺติ สพฺเพ เต มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ พาลปุถุชฺชนา ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสนฺติ พาลปุถุชฺชนา มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มาตุฆาตโก ฯเปฯ ปิตุฆาตโก อรหนฺตฆาตโก รุหิรุปฺปาทโก ฯเปฯ สงฺฆเภทโก ทุกฺขนฺติ วาจํ ภาสติ สงฺฆเภทโก ๓ มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ทุกฺขาหารกถา ฯ
๑. ม. วิหริสฺสติ. ๒ สํ. สคาถ. ๒๑๐ ฯ ๓. ม. โลหิตุปฺปาทโก.
ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พาลปุถุชนที่กล่าวคำว่า ทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ฆ่ามารดา ฯลฯ ผู้ฆ่าบิดา ผู้ฆ่าพระอรหันต์ ผู้ทำโลหิตุบาท ฯลฯ
ผู้ทำสังฆเภท กล่าวคำว่า ทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกขาหารกถา จบ.
จิตฺตฏฺฐิติกถา
จิตตฐิติกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ จิตตฐิติกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
เอกํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อุปฑฺฒทิวโส อุปฺปาทกฺขโณ อุปฑฺฒทิวโส วยกฺขโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวัน หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. กึ่งวันเป็นอุปปาทขณะ กึ่งวันเป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกํ จิตฺตํ เทฺว ทิวเส ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทิวโส อุปฺปาทกฺขโณ ทิวโส วยกฺขโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ วัน หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. วันหนึ่งเป็นอุปปาทขณะ อีกวันหนึ่งเป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกํ จิตฺตํ จตฺตาโร ทิวเส ติฏฺฐติ ฯเปฯ อฏฺฐ ทิวเส ติฏฺฐติ ทส ทิวเส ติฏฺฐติ วีสติ ทิวเส ติฏฺฐติ มาสํ ติฏฺฐติ เทฺว มาเส ติฏฺฐติ จตฺตาโร มาเส ติฏฺฐติ อฏฺฐ มาเส ติฏฺฐติ ทส มาเส ติฏฺฐติ สํวจฺฉรํ ติฏฺฐติ เทฺว วสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ วสฺสานิ ติฏฺฐติ อฏฺฐติ วสฺสานิ ติฏฺฐติ ทส วสฺสานิ ติฏฺฐติ วีสติ วสฺสานิ ติฏฺฐติ ตึส วสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาลีส วสฺสานิ ติฏฺฐติ ปญฺญาส วสฺสานิ ติฏฺฐติ วสฺสสตํ ติฏฺฐติ เทฺว วสฺสสตานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ วสฺสสตานิ ติฏฺฐติ ปญฺจ วสฺสสตานิ ติฏฺฐติ วสฺสสหสฺสํ ติฏฺฐติ เทฺว วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ อฏฺฐ วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ
โสฬส วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ กปฺปํ ติฏฺฐติ เทฺว กปฺเป ติฏฺฐติ จตฺตาโร กปฺเป ติฏฺฐติ อฏฺฐ กปฺเป ติฏฺฐติ โสฬส กปฺเป ติฏฺฐติ พตฺตึส กปฺเป ติฏฺฐติ จตุสฏฺฐี กปฺเป ติฏฺฐติ ปญฺจ กปฺปสตานิ ติฏฺฐติ กปฺปสหสฺสํ ติฏฺฐติ เทฺว กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ กปฺป- สหสฺสานิ ติฏฺฐติ อฏฺฐ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ โสฬส กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาลีส กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ สฏฺฐี กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ ฯเปฯ จตุราสีติ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว จตฺตาลีส กปฺปสหสฺสานิ อุปฺปาทกฺขโณ เทฺว จตฺตาลีส กปฺปสหสฺสานิ วยกฺขโณติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ วัน ฯลฯ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอดเดือนหนึ่ง ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ เดือนตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอดปีหนึ่ง ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ ปีตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ ปีตั้งอยู่ได้ตลอด ๒,๐๐๐
ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด๘,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอดกัลป์หนึ่ง ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ กัลป์ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๔กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด๘,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐,๐๐๐กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๐,๐๐๐ กัลป์ ฯลฯ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๘,๐๐๐กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ๒,๐๐๐ กัลป์เป็นอุปปาทขณะ อีก ๔๘,๐๐๐ กัลป์ เป็นวยขณะ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถญฺเญ ธมฺมา เอกาหํ พหุมฺปิ อุปฺปชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เต ธมฺมา จิตฺเตน ลหุปริวตฺตาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมอื่นๆ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไป แม้มากครั้งในวันหนึ่งมีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เต ธมฺมา จิตฺเตน ลหุปริวตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา นาหํ ภิกฺขเว อญฺญํ เอกํ ธมฺมมฺปิ สมนุปสฺสามิ ยํ เอวํ ลหุปริวตฺตํ ยถยิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ยาวญฺจิทํ ภิกฺขเว อุปมาปิ น สุกรา ยาว ลหุปริวตฺตํ จิตฺตนฺติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เต ธมฺมา จิตฺเตน ลหุปริวตฺตาติ ฯ
ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็น
ธรรมอื่น แม้สักอย่างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงไปเร็วเหมือนจิตเลย แม้การเปรียบเทียบว่า จิตได้เปลี่ยนแปลงไปเร็วเพียงไรก็ทำได้ไม่ง่าย
เลยทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต
เต ธมฺมา จิตฺเตน ลหุปริวตฺตาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มกฺกโฏ อรญฺเญ ปวเน จรมาโน สาขํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ ตํ มุญฺจิตฺวา อญฺญํ คณฺหาติ เอวเมว โข ภิกฺขเว ยทิทํ วุจฺจติ จิตฺตํ อิติปิ มโน อิติปิ วิญฺญาณํ อิติปิ ตํ รตฺติยา จ ทิวสสฺส จ อญฺญเทว อุปฺปชฺชติ อญฺญํ นิรุชฺฌตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เต ธมฺมา จิตฺเตน ลหุปริวตฺตาติ ฯ
๑ อํ. เอก. ๑๐ ฯ
ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลิงเที่ยวไปในป่า
ในไพร จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับกิ่งอื่น แม้ฉันใด ธรรมชาติที่เรียกว่า จิต บ้าง ว่า มโน บ้างว่า วิญญาณ บ้าง ก็ฉันนั้นแล ดวงอื่นเทียวเกิดขึ้น ดวงอื่นเทียว
ดับไป ทั้งคืนทั้งวัน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต
เอกํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุวิญฺญาณํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ โสตวิญฺญาณํ ฯเปฯ ฆานวิญฺญาณํ ชิวฺหาวิญฺญาณํ กายวิญฺญาณํ อกุสลํ จิตฺตํ ราคสหคตํ โทสสหคตํ โมหสหคตํ มานสหคตํ ทิฏฺฐิสหคตํ วิจิกิจฺฉาสหคตํ ถีนสหคตํ อุทฺธจฺจสหคตํ อหิริกสหคตํ อโนตฺตปฺปสหคตํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุวิญญาณตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. โสตวิญญาณ ฯลฯ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ จิตเป็น
อกุศล จิตสหรคตด้วยราคะ จิตสหรคตด้วยโทสะ จิตสหรคตด้วยโมหะจิตสหรคตด้วยมานะ จิตสหรคตด้วยทิฏฐิ จิตสหรคตด้วยวิจิกิจฉา จิตสหรคตด้วยถีนะ จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะ จิตสหรคตด้วยอหิริกะ จิตสหรคตด้วยอโนตตัปปะ ตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เยเนว จิตฺเตน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ เตเนว จิตฺเตน โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ชิวฺหาย รสํ สายติ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ ฯเปฯ เยเนว จิตฺเตน มนสา ธมฺมํ วิชานาติ เตเนว จิตฺเตน จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ ฯเปฯ โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลเห็นรูปด้วยตาทางจิตใด ก็ฟังเสียงทางหูด้วยจิตดวงเดียวกันนั้น
แหละ ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯลฯ
รู้ธรรมารมณ์ทางใจด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ฯลฯ บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจด้วยจิตใด ก็เห็นรูปทางตาด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ฯลฯ
ฟังเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เอกํ จิตฺตํ ทิวสํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ เยเนว จิตฺเตน อภิกฺกมติ เตเนว จิตฺเตน ปฏิกฺกมติ เยเนว จิตฺเตน ปฏิกฺกมติ เตเนว จิตฺเตน อภิกฺกมติ เยเนว จิตฺเตน อาโลเกติ เตเนว จิตฺเตน วิโลเกติ เยเนว จิตฺเตน วิโลเกติ เตเนว จิตฺเตน อาโลเกติ เยเนว จิตฺเตน สมฺมิญฺเชติ เตเนว จิตฺเตน ปสาเรติ เยเนว จิตฺเตน ปสาเรติ เตเนว จิตฺเตน สมฺมิญฺเชตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ สํ. นิ. ๘๘ ฯ
ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอดวันหนึ่ง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลก้าวไปด้วยจิตใด ก็ถอยกลับด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ถอย
กลับด้วยจิตใด ก็ก้าวไปด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ แลดูด้วยจิตใดก็เหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตใดก็แลดูด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ คู้เข้าด้วยจิตใด ก็เหยียดออกด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหยียดออกด้วยจิตใด ก็คู้เข้าด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ ยาวตายุกํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺสานํ เอกํ จิตฺตํ ยาวตายุกํ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ทั้งหลายก็มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ ยาวตายุกํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ฯเปฯ ตาวตึสานํ เทวานํ ... ยามานํ เทวานํ ... ตุสิตานํ เทวานํ ... นิมฺมานรตีนํ เทวานํ ... ปรนิมฺมิตวสวตฺตีนํ เทวานํ ... พฺรหฺมปาริสชฺชานํ เทวานํ ... พฺรหฺมปุโรหิตานํ เทวานํ ... มหาพฺรหฺมานํ เทวานํ ... ปริตฺตาภานํ เทวานํ ... อปฺปมาณาภานํ เทวานํ ... อาภสฺสรานํ เทวานํ ... ปริตฺตสุภานํ เทวานํ ... อปฺปมาณสุภานํ เทวานํ ... สุภกิณฺหานํ เทวานํ ... เวหปฺผลานํ เทวานํ ... อวิหานํ เทวานํ ... อตปฺปานํ เทวานํ ... สุทสฺสานํ เทวานํ ... สุทสฺสีนํ เทวานํ ฯเปฯ อกนิฏฺฐานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ ยาวตายุกํ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทพชั้นจาตุมหาราช ฯลฯ เทพชั้นดาวดึงส์ ... เทพชั้นยามา ... เทพชั้น
ดุสิต ... เทพชั้นนิมมานรดี ... เทพชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ... เทพชั้นพรหมปาริสัช ... เทพชั้นพรหมปุโรหิต ... เทพชั้นมหาพรหม ... เทพชั้นปริตตาภา ... เทพชั้นอัปปมาณาภา ... เทพชั้นอาภัสสรา ... เทพชั้นปริตตสุภา ...
เทพชั้นอัปปมาณสุภา ... เทพชั้นสุภกิณหา ... เทพชั้นเวหัปผลา ...
เทพชั้นอวิหา ... เทพชั้นอาตัปปา ... เทพชั้นสุทัสสา ... เทพชั้นสุทัสสี ฯลฯ
เทพชั้นอกนิฏฐา มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มนุสฺสานํ วสฺสสตํ อายุปฺปมาณํ มนุสฺสานํ เอกํ จิตฺตํ วสฺสสตํ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มนุษย์ทั้งหลายมีประมาณอายุ ๑๐๐ ปี มนุษย์เหล่านั้นก็มีจิตดวงเดียว
ตั้งอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ วีสติ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ ปญฺจ วสฺสสตานิ อายุปฺปมาณํ จาตุมฺมหาราชิกานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ ปญฺจ วสฺสสตานิ ติฏฺฐติ ฯเปฯ วสฺสสหสฺสํ ติฏฺฐติ เทฺว วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ อฏฺฐ วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ โสฬส วสฺสสหสฺสานิ ติฏฺฐติ กปฺปสฺส ตติยภาคํ ติฏฺฐติ อุปฑฺฒกปฺปํ ติฏฺฐติ เอกํ กปฺปํ ติฏฺฐติ เทฺว กปฺเป ติฏฺฐติ จตฺตาโร กปฺเป ติฏฺฐติ อฏฺฐ กปฺเป ติฏฺฐติ โสฬส กปฺเป ติฏฺฐติ พตฺตึส กปฺเป ติฏฺฐติ จตุสฏฺฐี กปฺเป ติฏฺฐติ ปญฺจ กปฺปสตานิ ติฏฺฐติ กปฺปสหสฺสํ ติฏฺฐติ เทฺว กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ จตฺตาริ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ อฏฺฐ กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐติ ฯเปฯ อกนิฏฺฐานํ เทวานํ โสฬส กปฺปสหสฺสานิ อายุปฺปมาณํ อกนิฏฺฐานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ โสฬส กปฺปสหสฺสานิ ติฏฺฐตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียวตั้ง อยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทพชั้นจาตุมหาราช มีประมาณอายุ ๕๐๐ ปี เทพเหล่านั้น ก็มีจิตดวงเดียว
ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ ปี ฯลฯ ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ ปี (ชั้นดาวดึงส์) ...
ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ ปี (ชั้นยามา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ ปี (ชั้นดุสิต) ... ตั้งอยู่ตลอด ๘,๐๐๐ ปี (ชั้นนิมมานรดี) ... ตั้งอยู่ ๑๖,๐๐๐ปี (ชั้นปรนิมมิตวสวัตตี) ตั้งอยู่ตลอด ๑ ใน ๓ ส่วน ของกัลป์ (ชั้นพรหมปาริสัช) ... ตั้งอยู่ตลอดกึ่งกัลป์ (ชั้นพรหมปุโรหิต) ... ตั้งอยู่ตลอดกัลป์หนึ่ง (ชั้นมหาพรหม) ... ตั้งอยู่ตลอด ๒ กัลป์ (ชั้นปริตตาภา) ตั้งอยู่ตลอด ๔ กัลป์ (ชั้นอัปปมาณาภา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๘ กัลป์ (ชั้นอาภัสสรา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๑๖ กัลป์ (ชั้นปริตตสุภา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๓๒ กัลป์ (ชั้นอัปปมาณสุภา) ... ตั้งอยู่ตลอด๖๔ กัลป์ (ชั้นสุภกิณหา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ กัลป์ (ชั้นเวหัปผลา) ...
ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นอวิหา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์(ชั้นอตัปปา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นสุทัสสา) ... ตั้งอยู่ตลอด ๘,๐๐๐ กัลป์ (ชั้นสุทัสสี) ฯลฯ เทพชั้นอกนิฏฐา มีประมาณอายุ ๑๖,๐๐๐ กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐กัลป์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ จิตฺตํ มุหุตฺตํ มุหุตฺตํ อุปฺปชฺชติ มุหุตฺตํ มุหุตฺตํ นิรุชฺฌตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อากาสานญฺจายตนูปคา เทวา มุหุตฺตํ มุหุตฺตํ จวนฺติ มุหุตฺตํ มุหุตฺตํ อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. จิตของเทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ เกิดขึ้นครู่หนึ่งๆดับไปครู่หนึ่งๆ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ จุติครู่หนึ่งๆ อุปบัติครู่
หนึ่งๆ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อากาสานญฺจายตนูปคานํ เทวานํ เอกํ จิตฺตํ ยาวตายุกํ ติฏฺฐตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อากาสานญฺจายตนูปคา เทวา เยเนว จิตฺเตน อุปฺปชฺชนฺติ เตเนว จิตฺเตน จวนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
จิตฺตฏฺฐิติกถา ฯ
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอดอายุ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ อุปบัติด้วยจิตดวงใด ก็
จุติด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จิตตฐิติกถา จบ
กุกฺกุฬกถา
กุกกุฬกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ กุกกุฬกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อตฺถิ สุขา เวทนา กายิกํ สุขํ เจตสิกํ สุขํ ทิพฺพํ สุขํ มานุสกํ สุขํ ลาภสุขํ สกฺการสุขํ ยานสุขํ สยนสุขํ อิสฺสริยสุขํ อาธิปจฺจสุขํ คิหิสุขํ สามญฺญสุขํ สาสวํ สุขํ อนาสวํ สุขํ อุปธิสุขํ นิรุปธิสุขํ สามิสํ สุขํ นิรามิสํ สุขํ สปฺปีติกํ สุขํ นิปฺปีติกํ สุขํ ฌานสุขํ วิมุตฺติสุขํ กามสุขํ เนกฺขมฺมสุขํ ปวิเวกสุขํ อุปสมสุขํ สมฺโพธสุขนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อตฺถิ สุขา เวทนา ฯเปฯ สมฺโพธสุขํ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
สกวาที สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้ารึง (ร้อนระอุ) ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. สุขเวทนา สุขทางกาย สุขทางใจ สุขเป็นทิพย์ สุขของมนุษย์ สุข
ในลาภ สุขในสักการะ สุขในการไป สุขในการนอน สุขในความเป็นใหญ่ สุขในความเป็นอธิบดี สุขของคฤหัสถ์ สุขของสมณะ สุขมีอาสวะ สุขไม่มีอาสวะ สุขมีอุปธิ สุขมีอามิส สุขไม่มีอุปธิ สุขไม่มีอามิสสุขมีปีติ สุขไม่มีปีติ สุขในฌาน สุขคือความหลุดพ้น สุขในกามสุขในการออกบวช สุขเกิดแต่ความวิเวก สุขคือความสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้มีอยู่ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สุขเวทนา ฯลฯ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้มีอยู่ ก็ไม่ต้องกล่าวว่า
สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา เวทนา กายิกํ ทุกฺขํ เจตสิกํ ทุกฺขํ โสกปริเทวทุกฺขโทมนสฺสอุปายาสาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารทั้งปวงเป็นทุกขเวทนา เป็นทุกข์ทางกาย เป็นทุกข์ทางใจ เป็น
ความโศก ความร่ำไร ทุกขโทมนัส อุปายาส (ความคับแค้น) หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สพฺพํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ กิญฺจ ภิกฺขเว สพฺพํ อาทิตฺตํ จกฺขุํ ภิกฺขเว อาทิตฺตํ รูปา อาทิตฺตา จกฺขุวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ จกฺขุสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ จกฺขุ- สมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ เกน อาทิตฺตํ อาทิตฺตํ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามิ โสตํ อาทิตฺตํ สทฺทา อาทิตฺตา ฯเปฯ ฆานํ อาทิตฺตํ คนฺธา อาทิตฺตา ฯเปฯ ชิวฺหา อาทิตฺตา รสา อาทิตฺตา ฯเปฯ กาโย อาทิตฺโต โผฏฺฐพฺพา อาทิตฺตา ฯเปฯ มโน อาทิตฺโต ธมฺมา อาทิตฺตา มโนวิญฺญาณํ อาทิตฺตํ มโนสมฺผสฺโส อาทิตฺโต ยมฺปิทํ มโนสมฺผสฺสปจฺจยา อุปฺปชฺชติ เวทยิตํ สุขํ วา ทุกฺขํ วา อทุกฺขมสุขํ วา ตมฺปิ อาทิตฺตํ เกน อาทิตฺตํ อาทิตฺตํ ราคคฺคินา โทสคฺคินา โมหคฺคินา อาทิตฺตํ ชาติยา ชรามรเณน โสเกหิ ปริเทเวหิ ทุกฺเขหิ โทมนสฺเสหิ อุปายาเสหิ อาทิตฺตนฺติ วทามีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของ
ร้อน อะไรเล่าชื่อว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักขุเป็นของร้อน รูปทั้งหลายเป็นของร้อน จักขุวิญญาณเป็นของร้อนจักขุสัมผัสเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกเสวยอารมณ์ อันใด เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อนด้วยอะไร ร้อนด้วยไฟคือราคะ ด้วยไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติ ด้วยชรา มรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส ด้วยอุปายาส เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ โสตะเป็นของร้อนเสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ ฆานะเป็นของร้อน กลิ่นทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ
กายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ มโนเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน มโนวิญญาณเป็นของร้อนมโนสัมผัสเป็นของร้อน ความรู้สึกเสวย อารมณ์ อันใด เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อนด้วยอะไร ร้อนด้วยไฟคือราคะ ด้วยไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติด้วยชรา มรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัสด้วยอุปายาส เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ ดังนี้
เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารทั้งปวงก็เป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้นน่ะสิ
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ปญฺจิเม ภิกฺขเว กามคุณา กตเม ปญฺจ จกฺขุวิญฺเญยฺยา รูปา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา โสตวิญฺเญยฺยา สทฺทา ฯเปฯ ฆานวิญฺเญยฺยา คนฺธา ฯเปฯ ชิวฺหาวิญฺเญยฺยา รสา ฯเปฯ กายวิญฺเญยฺยา โผฏฺฐพฺพา อิฏฺฐา กนฺตา มนาปา ปิยรูปา กามูปสญฺหิตา รชนิยา อิเม โข ภิกฺขเว ปญฺจ กามคุณาติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
๑ วิ. ม. ๑. ๖๕ ฯ
ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการนี้
๕ ประการอะไรบ้าง รูปทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพึงใจ มีลักษณะน่ารัก ยั่วกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ
กลิ่นทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ รสทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพึงใจ มีลักษณะน่ารักยั่วกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ดูกรภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕
ประการ เหล่านี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ปฏิวิทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉผสฺสายตนิกา นาม นิรยา ตตฺถ ยํ กิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อนิฏฺฐรูปญฺเญว ปสฺสติ โน อิฏฺฐรูปํ อกนฺตรูปญฺเญว ปสฺสติ โน กนฺตรูปํ อมนาปรูปญฺเญว ปสฺสติ โน มนาปรูปํ ยํ กิญฺจิ โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อนิฏฺฐรูปญฺเญว วิชานาติ โน อิฏฺฐรูปํ อกนฺตรูปญฺเญว วิชานาติ โน กนฺตรูปํ อมนาปรูปญฺเญว วิชานาติ โน มนาปรูปนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของพวกเธอ
พวกเธอได้ดี ขณะเพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอแทงตลอดแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นนรกชื่อว่า ฉผัสสายตนิกาในนรกชื่อว่า ฉผัสสายตนิกานั้น บุคคลเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจักษุ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะน่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะน่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะน่าพึงใจ ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยโสต ฯลฯ
ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ฯลฯ
รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าพึงใด ดังนี้ เป็น
สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารทั้งปวงก็เป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้นน่ะสิ
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ลาภา โว ภิกฺขเว สุลทฺธํ โว ภิกฺขเว ขโณ โว ปฏิวิทฺโธ พฺรหฺมจริยวาสาย ทิฏฺฐา มยา ภิกฺขเว ฉผสฺสายตนิกา นาม สคฺคา ตตฺถ ยํ กิญฺจิ จกฺขุนา รูปํ ปสฺสติ อิฏฺฐรูปญฺเญว ปสฺสติ โน อนิฏฺฐรูปํ กนฺตรูปญฺเญว ปสฺสติ โน อกนฺตรูปํ มนาปรูปญฺเญว ปสฺสติ โน อมนาปรูปํ ยํ กิญฺจิ โสเตน สทฺทํ สุณาติ ฯเปฯ ฆาเนน คนฺธํ ฆายติ ฯเปฯ ชิวฺหาย รสํ สายติ ฯเปฯ กาเยน โผฏฺฐพฺพํ ผุสติ ฯเปฯ มนสา ธมฺมํ วิชานาติ อิฏฺฐรูปญฺเญว วิชานาติ โน อนิฏฺฐรูปํ กนฺตรูปญฺเญว วิชานาติ โน อกนฺตรูปํ มนาปรูปญฺเญว วิชานาติ โน อมนาปรูปนฺติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
๑ สํ. สฬายตน. ๒๙๑ ฯ อํ. นวก. ๑๑๙ ฯ ขุ. จู. ๒๙๒ ฯ
ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เป็นลาภของพวกเธอ
พวกเธอได้ดีแล้ว ขณะเพื่ออยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอแทงตลอดแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราได้เห็นสวรรค์ชื่อว่า ฉผัสสายตนิกาในสวรรค์ชื่อว่า ฉผัสสายตนิกานั้น บุคคลเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจักษุ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าปรารถนา มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าใคร่ มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าพึงใจ มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยโสต ฯลฯ
ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ฯลฯ
รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าปรารถนา มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าใคร่ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าพึงใจ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ยทนิจฺจํ ตํ ทุกฺขํ วุตฺตํ ภควตา สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา เตน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกข์ สังขารทั้งปวง
ไม่เที่ยง มิใช่ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสว่า เป็นทุกข์ สังขาร
ทั้งปวงไม่เที่ยง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ ทานํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สีลํ ฯเปฯ อุโปสโถ ฯเปฯ ภาวนา ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ อนิฏฺฐผลํ อกนฺตผลํ อมนุญฺญผลํ เสจนกผลํ ทุกฺขุทฺรยํ ทุกฺขวิปากนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ นนุ ทานํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ทานํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากํ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ นนุ สีลํ ฯเปฯ อุโปสโถ ฯเปฯ ภาวนา ฯเปฯ พฺรหฺมจริยํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ พฺรหฺมจริยํ อิฏฺฐผลํ กนฺตผลํ มนุญฺญผลํ อเสจนกผลํ สุขุทฺรยํ สุขวิปากํ โน วต เร วตฺตพฺเพ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
๑ สํ. สฬายตน. ๑๕๙ ฯ
ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทาน มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจมีผลแสลง
มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ศีล ฯลฯ อุโบสถ ฯลฯ ภาวนา ฯลฯ พรหมจรรย์ มีผลไม่น่าปรารถนา มี
ผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุข
เป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง
มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
ส. ศีล ฯลฯ อุโบสถ ฯลฯ ภาวนา ฯลฯ พรหมจรรย์ มีผลน่าปรารถนา มีผล
น่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบากมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พรหมจรรย์ มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผล
ไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น
สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
สุโข วิเวโก ตุฏฺฐสฺส สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต
อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลเก ปาณภูเตสุ สญฺญโม ๑
สุขา วิราคตา โลเก กามานํ สมติกฺกโม
อสฺมิมานสฺส [๒]- วินโย เอตํ เว ปรมํ สุขํ ๓
ตํ สุเขน สุขํ ปตฺตํ อจฺจนฺตํ สุขเมว ตํ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺตา เอตํ เว ปรมํ สุขนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ สพฺเพ สงฺขารา อโนธึกตฺวา กุกฺกุฬาติ ฯ
กุกฺกุฬกถา ฯ
๑ ม. สํยโม. [๒] ม. เอตฺถนฺตเร โยติ ปาโฐ อตฺถิ. ๓ ขุ. อุ. ๘๖ ฯ
ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ความสงัดของบุคคลผู้ยินดีแล้ว ผู้มีธรรม
อันได้สดับแล้ว เห็นอยู่ เป็นสุข ความไม่เบียดเบียนคือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก ความคลายกำหนัดคือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุขในโลก การที่นำอัสมิมานะออกเสียได้นี่แลเป็นสุขอย่างยิ่ง สุขยิ่งกว่าความสุขนั้น เราได้ถึงแล้วนั้นเป็นสุขเต็มที่ทีเดียว วิชชา ๓ เราได้บรรลุโดยลำดับแล้ว ข้อนี้แล
เป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้ารึงไม่มีระยะว่างเว้น
กุกกุฬกถา จบ.
อนุปุพฺพาภิสมยกถา
อนุปุพพาภิสมยกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ อนุปุพพาภิสมยกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน สกทาคามิผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อนาคามิผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคาทามิผลได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตมคฺคํ ภาเวตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อนุปุพฺเพน อรหตฺตผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลได้โดยลำดับ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ โสตาปนฺโน จตุภาคํ น โสตาปนฺโน จตุภาคํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ สตฺตกฺขตฺตตปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต จตุภาคํ น อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ สกฺกายทิฏฺฐึ วิจิกิจฺฉํ สีลพฺพตปรามาสํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ โสตาปนฺโน จตุภาคํ น โสตาปนฺโน จตุภาคํ โสตาปตฺติผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ สตฺตกฺขตฺตตปรโม โกลํโกโล เอกวีชี พุทฺเธ อเวจฺจปฺปสาเทน สมนฺนาคโต ธมฺเม ฯเปฯ สงฺเฆ ฯเปฯ อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโต จตุภาคํ น อริยกนฺเตหิ สีเลหิ สมนฺนาคโตติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์
ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวก
เดียวกัน ได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน,
๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น
สมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค
ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกัน
ได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน,
๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
สกทาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ สกทาคามี จตุภาคํ น สกทาคามี จตุภาคํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ โอฬาริกํ กามราคํ โอฬาริกํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ สกทาคามี จตุภาคํ น สกทาคามี จตุภาคํ สกทาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ
สกทาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล อีก ๑ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็น
สมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรคป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ
สกทาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อนาคามิผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อนาคามี จตุภาคํ น อนาคามี จตุภาคํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ อนฺตราปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุปหจฺจปรินิพฺพายี ฯเปฯ อสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ สสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี จตุภาคํ น อุทฺธํโสโต น อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ อณุสหคตํ กามราคํ อณุสหคตํ พฺยาปาทํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อนาคามี จตุภาคํ น อนาคามี จตุภาคํ อนาคามิผลปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ อนฺตราปรินิพฺพายี ฯเปฯ อุปหจฺจปรินิพฺพายี ฯเปฯ อสงฺขารปรินิพฺพายี ฯเปฯ สสงฺขารปรินิพฺพายี อุทฺธํโสโต อกนิฏฺฐคามี จตุภาคํ น อุทฺธํโสโต น ๑ อกนิฏฺฐคามีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ
อนาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายี ฯลฯ
ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วนไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย
ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค
ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระ
อนาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายซึ่งอนาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปรินิพพายี ฯลฯ
ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วนไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
อรหตฺตสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อรหา จตุภาคํ น อรหา จตุภาคํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ๒ ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ ฯเปฯ
สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ จตุภาคํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยทสฺสเนน ฯเปฯ นิโรธทสฺสเนน ฯเปฯ มคฺคทสฺสเนน กึ ชหตีติ ฯ รูปราคํ อรูปราคํ มานํ อุทฺธจฺจํ อวิชฺชํ ตเทกฏฺเฐ จ กิเลเส จตุภาคํ ชหตีติ ฯ จตุภาคํ อรหา จตุภาคํ น อรหา จตุภาคํ อรหตฺตปฺปตฺโต ปฏิลทฺโธ อธิคโต สจฺฉิกโต อุปสมฺปชฺช วิหรติ กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ น กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ จตุภาคํ วีตราโค วีตโทโส วีตโมโห กตกรณีโย โอหิตภาโร อนุปฺปตฺตสทตฺโถ ปริกฺขีณภวสญฺโญชโน สมฺมทญฺญา วิมุตฺโต อุกฺขิตฺตปลิโฆ สงฺกิณฺณปริโข อพฺพุฬฺเหสิโก นิรคฺคโฬ อริโย ปนฺนทฺธโช ปนฺนภาโร วิสญฺญุตฺโต สุวิชิตวิชโย ๑ ทุกฺขนฺตสฺส ปริญฺญาตํ สมุทโย ปหีโน นิโรโธ สจฺฉิกโต มคฺโค ภาวิโต อภิญฺเญยฺยํ อภิญฺญาตํ ปริญฺเญยฺยํ ปริญฺญาตํ ปหาตพฺพํ ปหีนํ ภาเวตพฺพํ ภาวิตํ ฯเปฯ สจฺฉิกาตพฺพํ สจฺฉิกตํ จตุภาคํ สจฺฉิกาตพฺพํ น สจฺฉิกตนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑. ม. น สทฺโท นตฺถิ. ๒. ม. สุวิชิตวิชยี.
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอรหันต์,
๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล, อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตตผล, ๑ ใน ๔ ส่วนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลักเป็นอริยะลดธง (คือมานะ) แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้วทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้วกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ ใน๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย
ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็นมรรค
ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวก
เดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน
ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ไม่เป็นพระอรหันต์,
๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้วทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มสลักอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง (คือมานะ) แล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้วกำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ใน ๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ นิโรเธ ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ม. สุวิชิตวิชยี.
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่าผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า
ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าว
ว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ มคฺเค ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผลหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึง
กล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โสตาปตฺติผลสจฺฉิกิริยาย ปฏิปนฺโน ปุคฺคโล ทุกฺขํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ ทุกฺเข ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ ฯ อามนฺตา ฯ นิรตฺถิยํ ๑ ทุกฺขทสฺสนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สมุทยํ ทกฺขนฺโต ฯเปฯ นิโรธํ ทกฺขนฺโต ปฏิปนฺนโกติ วตฺตพฺโพ นิโรเธ ทิฏฺเฐ น วตฺตพฺพํ ผเล ฐิโตติ วตฺตพฺโพติ อามนฺตา ฯ นิรตฺถิยํ ๒ นิโรธทสฺสนนฺติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
๑ ๒ ม. นิทตฺถิยํ
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อเห็นทุกข์พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเห็นทุกข์ไร้ประโยชน์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ
เห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผลหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. การเห็นนิโรธไร้ประโยชน์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ทุกฺเข ทิฏฺเฐ จตฺตาริ สจฺจานิ ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทุกฺขสจฺจํ จตฺตาริ สจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ป. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะ ๔ ก็เป็นอันได้เห็นแล้ว หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ทุกขสัจเป็นสัจจะ ๔ หรือ?
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
รูปกฺขนฺเธ อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ปญฺจกฺขนฺธา อนิจฺจโต ทิฏฺฐา โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ รูปกฺขนฺโธ ปญฺจกฺขนฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความไม่เที่ยงแล้ว ขันธ์ ๕ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยงหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. รูปขันธ์เป็นขันธ์ ๕ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขายตเน อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ ทฺวาทสายตนานิ อนิจฺจโต ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขายตนํ ทฺวาทสายตนานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขายตนะโดยความไม่เที่ยงแล้ว อายตนะ ๑๒ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขายตนะเป็นอายตนะ ๑๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขุธาตุยา อนิจฺจโต ทิฏฺฐาย อฏฺฐารส ธาตุโย อนิจฺจโต ทิฏฺฐา โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุธาตุ อฏฺฐารส ธาตุโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขุธาตุโดยความไม่เที่ยงแล้ว ธาตุ ๑๘ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุธาตุเป็นธาตุ ๑๘ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จกฺขุนฺทฺริเย อนิจฺจโต ทิฏฺเฐ พาวีสตินฺทฺริยานิ อนิจฺจโต ทิฏฺฐานิ โหนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จกฺขุนฺทฺริยํ พาวีสตินฺทฺริยานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. เมื่อเห็นจักขุนอินทรีย์โดยความไม่เที่ยงแล้ว อินทรีย์ ๒๒ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยงหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. จักขุนทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๒๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
จตูหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตฺตาริ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ อฏฺฐหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อฏฺฐ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ ทฺวาทสหิ ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ ทฺวาทส โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ จตุจตฺตาลีสาย ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ จตุจตฺตาลีส โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ สตฺตสตฺตติยา ญาเณหิ โสตาปตฺติผลํ สจฺฉิกโรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ สตฺตสตฺตติ โสตาปตฺติผลานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗ หรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว มหาสมุทฺโท อนุปุพฺพนินฺโน อนุปุพฺพโปโณ อนุปุพฺพปพฺภาโร น อายตเกเนว ปปาโต เอวเมว โข ภิกฺขเว อิมสฺมึ ธมฺมวินเย อนุปุพฺพสิกฺขา อนุปุพฺพกิริยา อนุปุพฺพปฏิปทา น อายตเกเนว อญฺญาปฏิเวโธติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดย
ลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไปโดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้องต้นทีเดียว แม้ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแลเป็นการศึกษาโดยลำดับ เป็นการกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิได้เป็นการแทงตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้ เป็นสูตรมิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา
อนุปุพฺเพน เมธาวี โถกํ โถกํ ขเณ ขเณ
กมฺมาโร รชตสฺเสว นิทฺธเม มลมตฺตโนติ
อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ผู้เป็นปราชญ์พึงกำจัดมลทินของตนทีละ
น้อยๆ ทุกๆ ขณะโดยลำดับ ดุจช่างทองกำจัดมลทินทองฉะนั้น
ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดยลำดับน่ะสิ
น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อายสฺมา ควมฺปติตฺเถโร ภิกฺขู เอตทโวจ สมฺมุขา เมตํ อาวุโส ภควโต สุตํ สมฺมุขา ปฏิคฺคหิตํ โย ภิกฺขเว ทุกฺขํ ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขสมุทยํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขนิโรธํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทมฺปิ ปสฺสติ โย ทุกฺขนิโรธคามินีปฏิปทํ ปสฺสติ ทุกฺขมฺปิ โส ปสฺสติ ทุกฺขสมุทยมฺปิ ปสฺสติ ทุกฺขนิโรธมฺปิ ปสฺสตีติ ๑ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
๑ อํ. อฏฺฐก. ๖๒ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลายดังนี้ว่า คำนี้ข้าพเจ้าได้
สดับมาโดยตรง ได้รับมาโดยตรงต่อพระผู้มีพระภาคว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้ใดเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา สหาวสฺส ทสฺสนสมฺปทาย ฯเปฯ ฉจาภิฏฺฐานานิ อภพฺโพ กาตุนฺติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการถึงพร้อมด้วยหัสสนะของ
ท่าน (พระโสดาบัน) ท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรทำความผิดสถาน
หนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ วุตฺตํ ภควตา ยสฺมึ ภิกฺขเว สมเย อริยสาวกสฺส วิรชํ วีตมลํ ธมฺมจกฺขุํ อุทปาทิ ยํ กิญฺจิ สมุทยธมฺมํ สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมนฺติ สห ทสฺสนุปฺปาทา ภิกฺขเว อริยสาวกสฺส ตีณิ สญฺโญชนานิ ปหียนฺติ สกฺกายทิฏฺฐิ วิจิกิจฺฉา สีลพฺพตปรามาโสติ อตฺเถว สุตฺตนฺโตติ ฯ อามนฺตา ฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ อนุปุพฺพาภิสมโยติ ฯ
อนุปุพฺพาภิสมยกถา ฯ
๑ สํ. มหาวาร. ๔๑๖ ฯ
ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมัยใดธรรมจักษุ
(ดวงตาเห็นธรรม) ปราศจากผงฝ้า ได้เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา (สมัยนั้น) พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรคอริยสาวกนั้นละสัญโญชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต
ปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ
อนุปุพพาภิสมยกถา จบ
โวหารกถา
โวหารกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ โวหารกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตเร โสเต ปฏิหญฺญติ โน โลกิเย โลกุตฺตเรน วิญฺญาเณน ปฏิวิชานนฺติ โน โลกิเยน สาวกา ปฏิวิชานนฺติ โน ปุถุชฺชนาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
สกวาที พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ?
ปรวาที ถูกแล้ว
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ ไม่
กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ไม่ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ ปุถุชนทั้งหลายรับรู้ไม่ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิเย โสเต ปฏิหญฺญตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิเย โสเต ปฏิหญฺญติ โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ
ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
นนุ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ โลกิเยน วิญฺญาเณน ปฏิวิชานนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ โลกิเยน วิญฺญาเณน ปฏิวิชานนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะมิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็น
โลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ
นนุ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ ปุถุชฺชนา ปฏิวิชานนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ ปุถุชฺชนา ปฏิวิชานนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปุถุชนทั้งหลายรับรู้ได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า ปุถุชนรับรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ ก็ต้องไม่
กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺโค ผลํ นิพฺพานํ โสตาปตฺติมคฺโค โสตาปตฺติผลํ สกทาคามิมคฺโค สกทาคามิผลํ อนาคามิมคฺโค อนาคามิผลํ อรหตฺตมคฺโค อรหตฺตผลํ สติปฏฺฐานํ สมฺมปฺปธานํ อิทฺธิปาโท อินฺทฺริยํ พลํ โพชฺฌงฺโคติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัต
ติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ สุณนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตโร ธมฺโม โสตวิญฺเญยฺโย โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าได้ มีอยู่หรือป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรม พึงรับรู้ได้ด้วยโสต กระทบที่โสตมาสู่คลองแห่งโสต
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โสตวิญฺเญยฺโย น โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ น โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โสตวิญฺเญยฺโย น โสตสฺมึ ปฏิหญฺญติ น โสตสฺส อาปาถํ อาคจฺฉติ โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสไม่มาสู่คลองแห่งโสต มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่กระทบที่โสต ไม่มาสู่
คลองแห่งโสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาเร รชฺเชยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตโร ธมฺโม ราคฏฺฐานิโย รชนิโย กมนิโย มทนิโย พนฺธนิโย มุจฺฉนิโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงยินดีในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี เป็นที่ตั้งแห่ง
ความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้งแห่งความติด เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ โลกุตฺตโร ธมฺโม น ราคฏฺฐานิโย น รชนิโย น กมนิโย น มทนิโย น พนฺธนิโย น มุจฺฉนิโยติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกุตฺตโร ธมฺโม น ราคฏฺฐานิโย น รชนิโย น กมนิโย น มทนิโย น พนฺธนิโย น มุจฺฉนิโย โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติดไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี
ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ ทุสฺเสยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตโร ธมฺโม โทสฏฺฐานิโย โกปฏฺฐานิโย ปฏิฆฏฺฐานิโยติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงขัดเคืองพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง เป็นที่ตั้ง
แห่งความกระทบกระเทือน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โทสฏฺฐานิโย น โกปฏฺฐานิโย น ปฏิฆฏฺฐานิโยติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โทสฏฺฐานิโย น โกปฏฺฐานิโย น ปฏิฆฏฺฐานิโย โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ
ขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาเร มุยฺเหยฺยุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกุตฺตโร ธมฺโม โมหฏฺฐานิโย อญฺญาณกรโณ อจกฺขุกรโณ ปญฺญานิโรธิโก วิฆาตปกฺขิโก อนิพฺพานสํวตฺตนิโกติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
พระดำรัสของผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ใครๆ ที่พึงหลงในพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ กระทำให้ตาบอด
เป็นที่เสื่อมสิ้นแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
นนุ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โมหฏฺฐานิโย น อญฺญาณกรโณ น อจกฺขุกรโณ ปญฺญาวุฑฺฒิโก อวิฆาตปกฺขิโก นิพฺพานสํวตฺตนิโกติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ โลกุตฺตโร ธมฺโม น โมหฏฺฐานิโย น อญฺญาณกรโณ น อจกฺขุกรโณ ปญฺญาวุฑฺฒิโก อวิฆาตปกฺขิโก นิพฺพานสํวตฺตนิโก โน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ
ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำ
ให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกุตฺตโรติ ฯ อามนฺตา ฯ เย เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ สุณนฺติ สพฺเพ เต มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชน
เหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เย เกจิ พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ สุณนฺติ สพฺเพ เต มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ พาลปุถุชฺชนา พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ สุณนฺติ พาลปุถุชฺชนา มคฺคํ ภาเวนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ มาตุฆาตโก ฯเปฯ ปิตุฆาตโก ... อรหนฺตฆาตโก ... รุหิรุปฺปาทโก ฯเปฯ สงฺฆเภทโก พุทฺธสฺส ภควโต โวหารํ สุณาติ สงฺฆเภทโก มคฺคํ ภาเวตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชนเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. พาลปุถุชน ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ พาลปุถุชนก็ชื่อ
ว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. คนทำมาตุฆาต ฯลฯ คนทำปิตุฆาต ... คนทำอรหันตฆาต ... คนทำโลหิตุป
บาท ฯลฯ คนทำสังฆเภท ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่คนทำสังฆเภท ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ลพฺภา โสวณฺณมยาย ลฏฺฐิยา ธญฺญปุญฺโชปิ สุวณฺณปุญฺโชปิ อาจิกฺขิตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เอวเมว ภควา โลกุตฺตเรน โวหาเรน โลกิยมฺปิ โลกุตฺตรมฺปิ ธมฺมํ โวหรตีติ ฯ
ป. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าทองชี้บอกได้ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกุตตระ
ลพฺภา เอลณฺฑิยาย ลฏฺฐิยา ธญฺญปุญฺโชปิ สุวณฺณปุญฺโชปิ อาจิกฺขิตุนฺติ ฯ อามนฺตา ฯ เอวเมว ภควา โลกิเยน โวหาเรน โลกิยมฺปิ โลกุตฺตรมฺปิ ธมฺมํ โวหรตีติ ฯ
ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่งชี้บอกก็ได้ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มี
พระภาคย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็นโลกิยะ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โลกิโย โหติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตโร โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โส โลกิเย โสเต ปฏิหญฺญติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตเร โสเต ปฏิหญฺญติ โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โลกิเยน วิญฺญาเณน ปฏิวิชานนฺติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตเรน วิญฺญาเณน ปฏิวิชานนฺติ โลกิยํ โวหรนฺตสฺส ปุถุชฺชนา ปฏิวิชา- นนฺติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส สาวกา ปฏิวิชานนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะเมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสโลกิยธรรม พระดำรัสนั้น กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัส
โลกุตตรธรรม ก็กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ชนทั้งหลายรับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ปุถุชนทั้งหลายรับรู้ได้ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม พระสาวกทั้งหลายรับรู้ได้ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
น วตฺตพฺพํ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โลกิโย โหติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตโร โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ ภควา โลกิยมฺปิ โลกุตฺตรมฺปิ ธมฺมํ โวหรตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ ภควา โลกิยมฺปิ โลกุตฺตรมฺปิ ธมฺมํ โวหรติ เตน วต เร วตฺตพฺเพ พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โลกิโย โหติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตโร โหตีติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรมก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. พระผู้มีพระภาคตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิยธรรมและโลกุตตรธรรม
ด้วยเหตุนั้นนะท่านต้องกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ
พุทฺธสฺส ภควโต โวหาโร โลกิยํ โวหรนฺตสฺส โลกิโย โหติ โลกุตฺตรํ โวหรนฺตสฺส โลกุตฺตโร โหตีติ ฯ อามนฺตา ฯ มคฺคํ โวหรนฺตสฺส มคฺโค โหติ อมคฺคํ โวหรนฺตสฺส อมคฺโค โหติ ผลํ โวหารนฺตสฺส ผลํ โหติ อผลํ โวหรนฺตสฺส อผลํ โหติ นิพฺพานํ โวหรนฺตสฺส นิพฺพานํ โหติ อนิพฺพานํ โวหรนฺตสฺส อนิพฺพานํ โหติ สงฺขตํ โวหรนฺตสฺส สงฺขตํ โหติ อสงฺขตํ โวหรนฺตสฺส อสงฺขตํ โหติ รูปํ โวหรนฺตสฺส รูปํ โหติ อรูปํ โวหรนฺตสฺส อรูปํ โหติ เวทนํ โวหรนฺตสฺส เวทนา โหติ อเวทนํ โวหรนฺตสฺส อเวทนา โหติ สญฺญํ โวหรนฺตสฺส สญฺญา โหติ อสญฺญํ โวหรนฺตสฺส อสญฺญา โหติ สงฺขาเร โวหรนฺตสฺส สงฺขารา โหนฺติ อสงฺขาเร โวหรนฺตสฺส อสงฺขารา โหนฺติ วิญฺญาณํ โวหรนฺตสฺส วิญฺญาณํ โหติ อวิญฺญาณํ โวหรนฺตสฺส อวิญฺญาณํ โหตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
โวหารกถา ฯ
ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะเมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. เมื่อตรัสมรรค ก็เป็นมรรค เมื่อตรัสธรรมมิใช่มรรค ก็เป็นธรรมมิใช่
มรรค เมื่อตรัสผล ก็เป็นผล เมื่อตรัสธรรมมิใช่ผล ก็เป็นธรรมมิใช่ผล เมื่อตรัสนิพพาน ก็เป็นนิพพาน เมื่อตรัสธรรมมิใช่นิพพาน ก็เป็นธรรมมิใช่นิพพาน เมื่อตรัสสังขตะ ก็เป็นสังขตะ เมื่อตรัสอสังขต ก็เป็นอสังขตะ เมื่อตรัสรูป ก็เป็นรูป เมื่อตรัสอรูป ก็เป็นอรูป เมื่อตรัสเวทนาก็เป็นเวทนา เมื่อตรัสธรรมมิใช่เวทนา ก็เป็นธรรมมิใช่เวทนาเมื่อตรัสสัญญา ก็เป็นสัญญา เมื่อตรัสธรรมมิใช่สัญญา ก็เป็นธรรมมิใช่สัญญา เมื่อตรัสสังขาร ก็เป็นสังขาร เมื่อตรัสธรรมมิใช่สังขาร ก็เป็นธรรมมิใช่สังขาร เมื่อตรัสวิญญาณ ก็เป็นวิญญาณ เมื่อตรัสธรรมมิใช่วิญญาณ ก็เป็นธรรมมิใช่วิญญาณ หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
โวหารกถา จบ
นิโรธกถา
นิโรธกถา
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๒ นิโรธกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๐ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
เทฺว นิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ทุกฺขนิโรธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว ทุกฺขนิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว นิโรธสจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิโรธสจฺจานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ทุกฺขสจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิโรธสจฺจานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว สมุทยสจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิโรธสจฺจานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว มคฺคสจฺจานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิโรธสจฺจานีติ ฯ อามนฺตา ฯ เทฺว ตาณานิ ฯเปฯ เทฺว เลณานิ เทฺว สรณานิ เทฺว ปรายนานิ เทฺว อจฺจุตานิ เทฺว อมตานิ ฯเปฯ เทฺว นิพฺพานานีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เทฺว นิพฺพานานีติ ฯ อามนฺตา ฯ อตฺถิ ทฺวินฺนํ นิพฺพานานํ อุจฺจนีจตา หีนปณีตตา อุกฺกํสาวกํโส สีมา วา เภโท วา ราชี วา อนฺตริกา ๑ วาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. นิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ทุกขนิโรธ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ทุกขสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สมุทัยสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มรรคสัจจะ เป็น สอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิโรธสัจจะเป็น สอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ตาณะ (ที่ต้านท่านทาน) เป็น สอง หรือ ฯลฯ เลณะ (ที่เร้น)
เป็น สอง หรือ... สรณะ (ที่พึ่ง) เป็น สอง หรือ... ปรายนะ(ที่หมาย) เป็น สอง หรือ... อัจจุตะ (ที่มั่น) เป็น สอง หรือ...
อมตะ เป็น สอง หรือ ฯลฯ นิพพาน เป็นสอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. นิพพานเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีความสูงและต่ำ ความเลวและประณีต ความยิ่งและหย่อนเขตแดน
ความแตกต่าง ร่องรอย ระหว่าง แห่งนิพพานทั้งสอง หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทฺว นิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺเธ สงฺขาเร ปฏิสงฺขา นิโรเธนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺเธ สงฺขาเร ปฏิสงฺขา นิโรเธนฺติ โน วต เร วตฺตพฺเพ เทฺว นิโรธาติ ฯ
๑ ม. อหีริกา.
ส. นิโรธเป็นสองหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา (โลกุตตรญาณ) จะพิจารณา
แล้วให้ดับได้ มิใช่หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. หากว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา จะพิจารณาแล้ว
ให้ดับได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
น วตฺตพฺพํ เทฺว นิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ นนุ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺธาปิ สงฺขารา อจฺจนฺตภคฺคา ปฏิสงฺขานิรุทฺธาปิ สงฺขารา อจฺจนฺตภคฺคาติ ฯ อามนฺตา ฯ หญฺจิ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺธาปิ สงฺขารา อจฺจนฺตภคฺคา ปฏิสงฺขานิรุทฺธาปิ สงฺขารา อจฺจนฺตภคฺคา เตน วต เร วตฺตพฺเพ เทฺว นิโรธาติ ฯ
ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสองหรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญา
เป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว มิใช่หรือ?
ส. ถูกแล้ว
ป. หากว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับด้วย
ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
เทฺว นิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิสงฺขานิรุทฺธาปิ สงฺขารา อริยมคฺคํ อาคมฺม นิรุทฺธาติ ฯ อามนฺตา ฯ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺธา สงฺขารา อริยมคฺคํ อาคมฺม นิรุทฺธาติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ
ส. นิโรธเป็นสอง หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัย
อริยมรรค หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. แม้สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ชื่อว่าดับแล้วเพราะ
อาศัยอริยมรรค หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
เทฺว นิโรธาติ ฯ อามนฺตา ฯ ปฏิสงฺขานิรุทฺธา สงฺขารา น ปุน อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ อามนฺตา ฯ อปฺปฏิสงฺขานิรุทฺธา สงฺขารา น ปุน อุปฺปชฺชนฺตีติ ฯ น เหวํ วตฺตพฺเพ ฯเปฯ เตน หิ น วตฺตพฺพํ เทฺว นิโรธาติ ฯ
นิโรธกถา ฯ
ทุติโย วคฺโค ฯว
ตสฺส อุทฺทานํ
ปรูปหาโร อญฺญาณํ กงฺขา ปรวิตารณา
วจีเภโท ทุกฺขาหาโร ฐิติ กุกฺกุฬา สงฺขารา
เอโก อภิสมโย เอโก โวหาโร เอโก นิโรโธติ ๑ ฯ
______________
๑ ม. ปรูปหาโร อญฺญาณํ กงฺขา ปรวิตารณา
สงฺขาหารกถามคฺโค จิตฺตฐิติ จ กุกฺกฬา
เอกาภิสมโย เจว โวหาโร จ นิโรธโกติ.
ส. นิโรธเป็นสองหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สังขารที่มิได้ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก
หรือ?
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็นสอง
นิโรธกถา จบ.
วรรคที่ ๒ จบ.
จบ วรรคที่ ๒