พระอภิธรรมปิฎก · วรรคที่ ๖
นิยามกถา เล่ม ๓๗
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๗๗–๑๐๘๓ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑/๑๐ ในวรรคที่ ๖มี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระอภิธรรมปิฎก กถาวัตถุ วรรคที่ ๖ นิยามกถา (ฉบับหลวง เล่ม ๓๗ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๓๗ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๘๑ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๓๗)
ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๓๗ หน้า ๕๑๓–๕๑๗
๖. ฉัฏฐวรรค
(๕๓) ๑. นิยามกถา
ว่าด้วยเรื่องนิยามเป็นอสังขตะ
{๑๐๗๗} [๔๔๕] สกวาทีถามว่า นิยาม(อริยมรรค)เป็นอสังขตะหรือ ?
ส. นิยามเป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะหรือ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๗๘} ส. นิยามเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสังขตะ มี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อสังขตะ มี ๒ อย่างหรือ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ที่ต้านทานก็มี ๒ อย่าง ที่เร้นก็มี ๒ อย่าง ที่พึ่งก็มี ๒ อย่าง ที่หมายก็มี ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็มี ๒ อย่าง อมตะก็มี ๒ อย่าง นิพพานก็มี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายอันธกะ ซึ่งมีความเห็นว่านิยามคืออริยมรรคเป็นสิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง (อสังขตธรรม) เพราะมีภาวะว่าเที่ยง โดยให้เหตุผลว่า เมื่อนิยามคืออริยมรรคนั้น เกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลจะไม่เป็นอนิยตบุคคล ต้องเป็นนิยตบุคคลผู้มีคติหรือภาวะที่แน่นอน ดังนั้น นิยามจึงจัดเป็นอสังขตธรรมเพราะอรรถว่าเที่ยง (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๖)
ส. นิพพานก็มี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิพพานทั้ง ๒ อย่างมีความสูงและตํ่า มีความหยาบและประณีต มีความอุกฤษฏ์และทราม มีเขตแดน มีความแตกต่าง มีร่องรอย มีระหว่างขั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๗๙} ส. นิยามเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีบุคคลบางพวกก้าวลงสู่นิยาม ได้นิยาม ยังนิยามให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ให้เกิด ให้เกิดพร้อมหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มีบุคคลบางพวกก้าวลงสู่อสังขตะ ได้อสังขตะ ยังอสังขตะให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดเฉพาะ ให้เกิด ให้เกิดพร้อมได้หรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๘๐} [๔๔๖] ส. นิยามเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มรรคเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. มรรคเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. นิยามเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. โสดาปัตตินิยามเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตติมรรคเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. โสดาปัตติมรรคเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. โสดาปัตตินิยามเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. สกทาคามินิยาม ... อนาคามินิยาม ... อรหัตตนิยามเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรหัตตมรรคเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อรหัตตมรรคเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อรหัตตนิยามเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๘๑} ส. โสดาปัตตินิยามเป็นอสังขตะ ... อรหัตตนิยามเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสังขตะมิ ๕ อย่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อสังขตะมี ๕ อย่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ที่ต้านทานก็มี ๕ อย่าง ... มีระหว่างขั้นหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๘๒} ส. นิยามเป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. มิจฉัตตนิยาม(อนันนตริยกรรม)เป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. มิจฉัตตนิยามเป็นสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. สัมมัตตนิยาม(อริยมรรค)เป็นสังขตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
{๑๐๘๓} [๔๔๗] ป. ท่านไม่ยอมรับว่า “นิยามเป็นอสังขตะ” หรือ ?
ส. ถูกแล้ว
ป. เมื่อนิยามเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลยังเป็นผู้ไม่แน่นอนอยู่หรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น นิยามก็ต้องเป็นสังขตะ
ป. เมื่อมิจฉัตตนิยามเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลเป็นผู้ไม่แน่นอนหรือ ?
ส. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ป. ถ้าอย่างนั้น มิจฉัตตนิยามก็ต้องเป็นอสังขตะ
จบ นิยามกถา
(๕๔) ๒. ปฏิจจสมุปปาทกถา
ว่าด้วยเรื่องปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ
{๑๐๘๔} [๔๔๘] สกวาทีถามว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะหรือ ?
ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. อสังขตะมี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
ส. อสังขตะมี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ถูกแล้ว
ส. ที่ต้านทานก็มี ๒ อย่าง ที่เร้นก็มี ๒ อย่าง ที่พึ่งก็มี ๒ อย่าง ที่หมายก็มี ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็มี ๒ อย่าง อมตะก็มี ๒ อย่าง นิพพานก็มี ๒ อย่างหรือ ?
ป. ไม่ควรกล่าวอย่างนั้น ...
- ๑ปรวาที ในกถานี้หมายถึงพวกภิกษุนิกายปุพพเสลิยะและนิกายมหิสาสกะ ซึ่งมีความเห็นว่า ปฏิจจสมุปปบาท (สภาวธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้นพร้อมกัน) เป็นอสังขตธรรม เป็นสภาวธรรมที่เที่ยงแท้ ถาวร คงอยู่ชั่วนิรันดร์ โดยยึดพระพุทธพจน์ในนิทานวรรค (สํ.นิ. (แปล) ๑๖/๒๐/๓๖) ว่า ‘พระตถาคตทั้งหลายจะเสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุอันนั้น คือ ธัมมฐิตตา ธัมมนิยามตา ‘อิทัปปัจจยตา ก็ยังดำรงอยู่’ (อภิ.ปญฺจ.อ. ๒๑๗)
จบ นิยามกถา