arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ · อุพพรีวรรค

๓. มัตตาเปติวัตถุ เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๐๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๑๓ ในอุพพรีวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

๓. มัตตาเปติวัตถุ

ว่าด้วยบุญกรรมของนางมัตตาเปรต

นางติสสาถามหญิงเปรตคนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ อุพพรีวรรค มัตตาเปติวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ กีสา ธมนิสณฺฐิตา

อุปฺผาสุฬิเก กีสิเก กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสีติ ฯ

สาหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา สปตฺตี ๑ เต ปุเร อหุํ

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ

กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ

จณฺฑี จ ผรุสา จาสึ อิสฺสุกี มจฺฉรี สฐา ๒-

ตาหํ ทุรุตฺตํ วตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ

สจฺจํ ๓ อหํปิ ชานามิ ยถา ตฺวํ จณฺฑิกา อหุ

อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ ปํสุกุฏฺฐิตา ๔ ฯ

สีสํ นหาตา ตุวํ อาสิ สุจิวตฺถา อลงฺกตา

อหญฺจ โข [๕] อธิมตฺตํ สมลงฺกตรา ๖ ตยา

ตสฺสา เม เปกฺขมานาย สามิเกน สมนฺตยิ

ตโต เม อิสฺสา วิปุลา โกโธ เม สมชายถ

ตโต ปํสุํ คเหตฺวาน ปํสุนา ตํ วิกีริหํ ๗

ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ ปํสุกุฏฺฐิตาติ ๔ ฯ

สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ปํสุนา มํ ตฺวํ โอกิริ

อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกน ขชฺชาสิ กจฺฉุยาติ ฯ

เภสชฺชหารี อุภโย วนนฺตํ อคมิมฺหเส

ตฺวํ จ เภสชฺชมาหาริ อหญฺจ กปิกจฺฉุโน

ตสฺสา ตฺยาชานมานาย เสยฺยํ ตฺยาหํ สโมกิริ ๘

ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตน ขชฺชามิ กจฺฉุยาติ ฯ

สจฺจํ อหํปิ ชานามิ เสยฺยํ เม ตฺวํ สโมกิริ

อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ นคฺคิยา ตุวนฺติ ฯ

สหายานํ สมโย อาสิ ญาตีนํ สมิตึ อหุ

ตวญฺจ อามนฺติตา อาสิ สสามี ๑ โน จ โข อหํ

ตสฺสา ตฺยาชานมานาย ทุสฺสํ ตฺยาหํ อปานุทึ

ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ นคฺคิยา อหนฺติ ฯ

สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ทุสฺสํ เม ตฺวํ อปานุทิ

อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ คูถคนฺธินีติ ฯ

ตว คนฺธญฺจ มาลญฺจ ปจฺจคฺฆญฺจ วิเลปนํ

คูถกูเป อธาเรสึ ๒ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา

ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ คูถคนฺธินีติ ฯ

สจฺจํ อหํปิ ชานามิ ตํ ปาปํ ปกตํ ตยา

อญฺญญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ เกนาสิ ทุคฺคตา ตุวนฺติ ฯ

อุภินฺนํ สมกํ อาสิ ยํ เคเห วิชฺชเต ธนํ

สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากาสิมตฺตโน

ตสฺส กมฺมวิปาเกน เตนมฺหิ ทุคฺคตา อหนฺติ ฯ

ตเทว มํ ตฺวํ อวจ ปาปกมฺมํ นิเสวสิ

น หิ ปาเปหิ กมฺเมหิ สุลภา โหสิ สุคฺคตึ ๓

วามโต มํ ตฺวํ ปจฺเจสิ อโถปิ มํ อุสฺสุยฺยติ ๔

ปสฺส ปาปานํ กมฺมานํ วิปาโก โหติ ยาทิโส ฯ

เต ฆรทาสิโย ๑ อาสุํ ตาเนวาภรณานิเม

เต อญฺเญ ปริวาเรนฺติ น โภคา โหนฺติ สสฺสตา

อิทานิ ภูตสฺส ปิตา อาปณา เคหเมหิติ

อปฺเปว เต ทเท กิญฺจิ มา สุ ตาว อิโต คตา ๒ ฯ

นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปามฺหิ กีสา ธมนิสณฺฐิตา

โกปีนํ เอตํ อิตฺถีนํ มา มํ ภูตปิตาทฺทส ฯ

หนฺท กึ [๓] ตฺยาหํ ๔ ทมฺมิ กึ วา จ เต ๕ กโรมหํ

เยน ตฺวํ สุขิตา อสฺส สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ

จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต จตฺตาโร ปน ปุคฺคลา

อฏฺฐ ภิกฺขู โภชยิตฺวา มม ทกฺขิณมาทิสิ

ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินี ฯ

สาธูติ สา ปฏิสุตฺวา โภชยิตฺวา อฏฺฐ ภิกฺขโว

วตฺเถหิจฺฉาทยิตฺวาน ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสิ ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ

โภชนจฺฉาทนปานียํ ทกฺขิณาย อิทํ ผลํ

ตโต สุทฺธา สุจิวสนา กาสิกุตฺตมธารินี

วิจิตฺตวตฺถาภรณา สปตฺตึ ๖ อุปสงฺกมิ ฯ

อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺฐติ เทวเต

โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธี วิย ตารกา

เกน เตตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิธมิชฺฌติ

อุปฺปชฺชนฺติ จ เต โภคา เย เกจิ มนโส ปิยา

ปุจฺฉามิ ตํ เทวิ มหานุภาเว

มนุสฺสภูตา กิมกาสิ ปุญฺญํ

เกนาสิ เอวํ ชลิตานุภาวา

วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสตีติ ฯ

อหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา สปตฺตี เต ปุเร อหุํ

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา

ตว ทาเนน ทินฺเนน ๑ โมทามิ อกุโตภยา ฯ

จิรํ ชีวาหิ ภคินิ สห สพฺเพหิ ญาติภิ

อโสกํ วิรชํ ฐานํ อาวาสํ วสวตฺตีนํ

อิธ ธมฺมํ จริตฺวาน ทานํ ทตฺวาน โสภเณ ฯ

วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ

อนินฺทิตา สคฺคมุเปสิ ๒ ฐานนฺติ ฯ

มตฺตาเปติวตฺถุ ตติยํ ฯ

๑ ม. เกนาสิ ฯ ๒ ม. ภุญฺชามิ ฯ ๓ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๑ ยุ. สปตี ฯ ๒ สี. สฐี ฯ ๓ สี. ยุ. สพฺพํ ฯเปฯ ๔ ม. ปํสุกุนฺถิตาติ ฯ

[๕] สี. ยุ. ตํ ฯ ๖ ม. สมลงฺกตตรา ฯ ๗ ม. หิ โอกิรึ ฯ ๘ ม. สโมกิรึ ฯ

๑ ม. สสามินี ฯ ๒ สี. ยุ. อตาเรสึ ฯ ๓ ม. โหติ สุคฺคตีติ ฯ ๔ ม. อุสูยสิ ฯ

๑ ม. เต ฆรา ตา จ ทาสิโย ฯ ๒ ม. ยุ. อคา ฯ ๓ ม. วา ฯ ๔ ยุ. กินฺตาหํ ฯ

๕ ม. กึ วา เตธ ... ฯ ๖ ยุ. สปตึ ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรนางเปรตผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านเป็นใคร มายืนอยู่

ในที่นี้?

นางเปรตนั้นตอบว่า

เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ส่วนฉันชื่อมัตตาเป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน

ได้ทำกรรมอันลามกไว้ จึงไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก.

นางติสสาถามว่า

ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรม

อะไร ท่านจึงไปจากมนุษยโลกนี้สู่เปตโลก?

นางเปรตนั้นตอบว่า

ฉันเป็นหญิงดุร้ายและหยาบคาย มักหึงหวง มีความตระหนี่ เป็นคนโอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่าน จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก.

นางติสสากล่าวว่า

เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเป็นหญิงดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านมีสรีระเปื้อนฝุ่น เพราะกรรมอะไร?

นางเปรตนั้นตอบว่า

ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าอันสะอาด ตบแต่งร่างกายแล้วแต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามีลำดับนั้น ความริษยาและความโกรธได้เกิดแก่ฉันเป็นอันมาก ทันใดนั้นฉันจึงกวาดเอาฝุ่นโปรยลงรดท่าน ฉันมีสรีระเปื้อนด้วยฝุ่น เพราะ

วิบากแห่งกรรมนั้น.

นางติสสากล่าวว่า

เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาฝุ่นโปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นหิดคันไปทั่วตัว เพราะกรรมอะไร?

นางเปรตนั้นตอบว่า

เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหายามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ้ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ้ยลงบนที่นอนของท่าน ฉันเป็นหิตคันไปทั่วทั้งตัวเพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

นางติสสากล่าวว่า

เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรยผลหมามุ้ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นผู้เปลือยกายเพราะ

กรรมอะไร?

นางเปรตนั้นตอบว่า

วันหนึ่ง ได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติทั้งหลาย ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันซึ่งร่วมสามีกับท่านไม่มีใครเชิญ เมื่อท่านเผลอฉันได้ลักผ้าของท่านซ่อนเสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกายเพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

นางติสสากล่าวว่า

เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะ

กรรมอะไร?

นางเปรตนั้นตอบว่า

ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ อันมีค่ามากของท่านท่านทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็น

ดังคูถ เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.

นางติสสากล่าวว่า

เรื่องนี้เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้นท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามท่านอย่างอื่น ท่านเป็นคนยากจนเพราะกรรมอะไร?

นางเปรตนั้นตอบว่า

ทรัพย์สิ่งใดมีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้นของเราทั้งสองมีเท่าๆ กัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉันไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ฉันเป็นคนยากจนเพราะวิบากแห่งกรรมนั้น ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำบาป

กรรมว่า ท่านจะไม่ได้สุคติเพราะกรรมอันลามก.

นางติสสากล่าวว่า

ท่านไม่เชื่อถือเราและริษยาเรา ขอท่านจงดูวิบากแห่งกรรมอันลามกเช่นนี้เมื่อก่อนนางทาสีและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย ได้มีแล้วในเรือนของท่านแต่เดี๋ยวนี้ นางทาสีเหล่านั้นพากันห้อมล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ท่านแน่แท้ เดี๋ยวนี้ กุฎุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรา ยังไปในตลาดอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี้เสียก่อน บางทีเขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง.

นางเปรตนั้นกล่าวว่า

ฉันเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียดซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็นการเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นการยังความละอายของหญิงทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้กุฎุมพีได้เห็นฉันเลย.

นางติสสากล่าวว่า

ถ้าอย่างนั้น จะให้ฉันให้ทานสิ่งไร หรือทำบุญอะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงจะ

ได้ความสุขสำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.

นางเปรตนั้นกล่าวว่า

ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์ ๔ รูป และจากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น๘ รูป ให้ฉันภัตตาหารแล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้นฉันจึง

จะได้ความสุข สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.

นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวรแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้นางเปรต ข้าวน้ำและเครื่องนุ่งห่มอันเป็นวิบาก ได้บังเกิดขึ้นในทันใดนั้นนั่นเอง นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นนั่นเอง นางเปรตมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งผ้าห่มอันมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหานาง

ติสสาผู้ร่วมสามี.

นางติสสาจึงถามว่า

ดูกรนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ดุจดาวประการพฤกษ์ ท่านมีวรรณะเช่นนี้ อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นที่รักแห่งใจย่อมบังเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูกรนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมากฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะ

กรรมอะไร?

นางมัตตาเทพธิดาตอบว่า

เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ฉันชื่อมัตตา เป็นหญิงร่วมสามีกันกับท่านฉันได้ทำกรรมอันลามกไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณพี่ ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคนจงมีอายุยืนนานเถิด คุณพี่ผู้งดงามพร้อมด้วยญาติทั้งปวงจงมีอายุยืนนานเถิด คุณพี่ประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้แล้ว จักเข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็นที่อยู่แห่งท้าวสวัสดี ท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมด้วยรากแล้ว อันใครๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึง

โลกสวรรค์

จบ มัตตาเปติวัตถุที่ ๓

จบ ๓. มัตตาเปติวัตถุ