arnon.worldเข้าสู่ระบบ

จูฬวรรค

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๑๑–๑๒๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๓/๔ ในเปตวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

ตติโย จูฬวคฺโค

จูฬวรรคที่ ๓

๑. อภิชชมานเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเปลือย

โกสิยมหาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค อภิชชมานเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑ อภิชฺชมาเน วาริมฺหิ คงฺคาย อิธ คจฺฉสิ

นคฺโค ปุพฺพฑฺฒเปโตว มาลาธารี อลงฺกโต

กุหึ คมิสฺสสิ เปโต ๖ กตฺถ วาโส ภวิสฺสตีติ ฯ

จุนฺทฏฺฐิลํ ๑ คมิสฺสามิ เปโต โส อิติ ภาสติ ๒

อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสิยา ๓ ว สนฺติเก ฯ

ตญฺจ ทิสฺวา มหามตฺโต โกลิโย อิติ วิสฺสุโต

สตฺตุภตฺตญฺจ เปตสฺส ปีตกญฺจ ยุคํ อทา ฯ

นาวาย ติฏฺฐมานาย กปฺปกสฺส อทาปยิ

กปฺปกสฺส ปทินฺนมฺหิ ฐาเน เปตสฺส ทิสฺสถ ฯ

ตโต สุวตฺถวสโน มาลาธารี อลงฺกโต

ฐาเน ฐิตสฺส เปตสฺส ทกฺขิณา อุปกปฺปถ

ตสฺมา ทชฺเชถ เปตานํ อนุกมฺปาย ปุนปฺปุนนฺติ ฯ

สาหุนฺนวาสิโน ๔ เอเก อญฺเญ เกสนิวาสิโน ๕

เปตา ภตฺตาย คจฺฉนฺติ ปกฺกมนฺติ ทิโส ทิสํ ฯ

ทูเรเปเก ๖ ปธาวิตฺวา อลทฺธา จ นิวตฺตเร

ฉาตา ปมุจฺฉิตา คนฺตฺวา ๗ ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา

เกจิ ตตฺถ จ ปติตา ๘ ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา

ปุพฺเพ อกตกลฺยาณา อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป ฯ

มยํ ๙ ปุพฺเพ ปาปธมฺมา ฆรณี กุลมาตโร

สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโน ฯ

ปหูตํ อนฺนปานํ หิ อปิสฺสุ ๑ อวกิรียติ

สมคฺคเต ๒ ปพฺพชิเต น จ กิญฺจิ อทมฺหเส ฯ

อกมฺมกามา อลสา สาธุกามา มหคฺฆสา

อาโลปปิณฺฑทาตาโร ปฏิคฺคเห ปริภาสิตา ๓ ฯ

เต ฆรา ตา ว ทาสิโย ตาเนวาภรณานิ โน

เต อญฺเญ ปริจาเรนฺติ ๔ มยํ ทุกฺขสฺส ภาคิโน

เวณึ วา อวญฺญา โหนฺติ รถการี จ ทุพฺภิกา

จณฺฑาลี กปณา โหนฺติ กปฺปกา ๖ จ ปุนปฺปุนํ ฯ

ยานิ ยานิ นิหีนานิ กุลานิ กปณานิ จ

เตสุ เตเสฺวว ชายนฺติ เอสา มจฺฉริโน คติ ฯ

ปุพฺเพ จ กตกลฺยาณา ทายกา วีตมจฺฉรา

สคฺคนฺเต ปริปูเรนฺติ โอภาเสนฺติ จ นนฺทนํ ฯ

เวชยนฺเต จ ปาสาเท รมิตฺวา กามกามิโน

อุจฺจากุเลสุ ชายนฺติ สโภเคสุ ตโต จุตา ฯ

กูฏาคาเร จ ปาสาเท ปลฺลงฺเก โคณกตฺถเต ๗

วีชิตงฺคา โมรหตฺเถหิ กุเล ชาตา ยสสฺสิโน ฯ

องฺคโต องฺคํ ๘ คจฺฉนฺติ มาลาธารี อลงฺกตา

ชาติโย ๙ อุปติฏฺฐนฺติ สายํ ปาตํ สุเขสิโน ฯ

นยิทํ อกตปุญฺญานํ กตปุญฺญานเมวิทํ

อโสกํ นนฺทนํ รมฺมํ ติทสานํ มหาวนํ

สุขํ อกตปุญฺญานํ อิธ นตฺถิ ปรตฺถ จ

สุขญฺจ กตปุญฺญานํ อิธ เจว ปรตฺถ จ ฯ

เตสํ สหพฺยกามานํ กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ

กตปุญฺญา หิ โมทนฺติ สคฺเค โภคสมงฺคิโนติ ฯ

อภิชฺชมานเปตวตฺถุ ปฐมํ ฯ

๑ ม. อุรุเวฬา ฯ ๒ ยุ. อภาเวตฺวา ฯ ๓ ม. โมจกํ มาตา มตฺตา จ นนฺทา ฯ

๔ ม. ตุนฺนวาโย จ อุตฺตรสุตฺตกณฺณอุพฺพรีติ ฯ ๕ อิทํ อุทฺทานํ น ทิสฺสติ ฯ

๖ ม. เปต ฯ

๑ ยุ. จุนฺทตฺถิยํ ฯ ๒ ยุ. ภาสสิ ฯ ๓ ม. พาราณสึ จ ... ฯ ๔ ม. สาตุนฺน ... ฯ

๕ ม. ... วาสินา ฯ ๖ ม. ยุ. ทูเร เอเก ฯ ๗ ม. ยุ. ภนฺตา ฯ ๘ ม. เต จ ตตฺถ

๘ ม. เต จ ตตฺถ ปปติตา ฯ ๙ ยุ. มยมฺปิ ฯ

๑ ยุ. อปิสุ ฯ ๒ ยุ. สมาคเต ฯ ๓ ม. ยุ. ปริภาสิมฺหเส ฯ ๔ ยุ. ปริหาเรนฺติ ฯ

๕ ม. เวณี ฯ ๖ ยุ. นฺหามินี ฯ ๗ ยุ. โคณสณฺฐิเต ฯ ๘ ยุ. องฺกโต องฺกํ ฯ

๙ ม. ภาติโย ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่งทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย เดินไปในน้ำอันไม่ขาดสายในแม่น้ำคงคานี้

ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน?

เพื่อจะแสดงเนื้อความที่เปรตนั้น และโกสิยมหาอำมาตย์กล่าวแล้ว พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถาความว่า

เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้านจุนทัฏฐิละ อันอยู่ในระหว่างแห่งวาสภคามกับเมืองพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้เมืองพาราณสี ก็มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะเห็นเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าสีเหลืองแก่เปรตนั้น เมื่อเรือหยุดเดิน ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าแก่อุบาสกเมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะอำมาตย์ให้ช่างกัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมเข้าไปสำเร็จแก่เปรตนั้น ผู้อยู่แล้วในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา พึงให้ทักษิณาบ่อยๆ เพื่ออนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย เปรตเหล่าอื่น

บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาดรุ่งริ่งบางพวกนุ่งผม หลีกไปสู่ทิศน้อยใหญ่เพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกลไม่ได้แล้วกลับมา บางพวกสลบแล้วเพราะความหิวกระหายนอนกลิ้งไปบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่แผ่นดินในที่ตนวิ่งไปนั้นร้องไห้ร่ำไรว่า เมื่อก่อน เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้จึงได้ถูกไฟคือความหิวและความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาแล้วในที่ร้อน เมื่อก่อน พวกเรามีธรรมอันลามก เป็นหญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทยธรรมทั้งหลายมีอยู่ไม่กระทำพึงแก่ตน เออ ก็ข้าวและน้ำมีมาก แต่เราไม่กระทำการแจกจ่ายให้ทาน และไม่ได้ให้อะไรในบรรพชิตทั้งหลายผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ

เป็นคนเกียจคร้านใคร่แต่ความสำราญและของที่อร่อย กินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่งด่าตัดพ้อปฏิคาหกผู้รับอาหาร เรือน พวกทาสีทาสาและผ้าอาภรณ์ของเราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา กลายเป็นของคนอื่นไปหมด เรามีแต่ส่วนแห่งทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้ว จักไปเกิดในตระกูลอันต่ำช้าเลวทราม คือ ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพรานตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคนกำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี้เป็นคติแห่งความตระหนี่ ส่วนทายกทั้งหลายผู้มีกุศลอันทำไว้แล้วในชาติก่อนปราศจากความตระหนี่ ย่อมยังสวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมยังนันทนวันให้สว่างไสวรื่นรมย์แล้วในเวชยันตปราสาทสำเร็จความปรารถนา ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว

ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือ ในตระกูลแห่งบุคคลมีเรือนยอดและปราสาทราชมนเทียรมีบัลลังก์อันลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับแล้วด้วยแววหางนกยูงคอยพัดอยู่ ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ ตบแต่งร่างกาย หมู่ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องลงสู่พื้นดิน อันชนทั้งหลายผู้ปรารถนาความสุขเข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็นตลอดชาติ สวนใหญ่แห่งเทวดาชาวไตรทศเทพชื่อว่านันทนวัน อันเป็นสถานไม่เศร้าโศกน่ารื่นรมย์นี้ย่อมไม่มีแก่ชนทั้งหลายผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ย่อมมีแต่เฉพาะเหล่าชนผู้มีบุญอันทำไว้แล้วเท่านั้น ความสุขในโลกนี้และในปรโลกย่อมไม่มีแก่เหล่าชนผู้ไม่ทำบุญ ความสุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแก่เหล่าชนผู้ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาชาวไตรทศเทพ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคลผู้ทำบุญไว้แล้วย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์เพรียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ.

จบ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑

๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ

ว่าด้วยเปรตญาติพระสานุวาสีเถระ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค สานุวาสีเถรเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๒ กุณฺฑินคริโย เถโร สานวาสินิวาสิโก ๑

โปฏฺฐปาโทติ นาเมน สมโณ ภาวิตินฺทฺริโย ฯ

ตสฺส มาตา ปิตา ภาตา ทุคฺคตา ยมโลกิกา

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ฯ

เต ทุคฺคตา สูจิกฏฺฐา กิลนฺตา นคฺคิโน กิสา

โอตฺตปฺปนฺตา ๒ มหตฺตาสา น เทสฺสนฺติ กุรูริโน ฯ

ตสฺส ภาตา วิตริตฺวา นคฺโค เอกปเถกโก

จตุกุณฺฑิโก ภวิตฺวาน เถรสฺส ทสฺสยิตุมํ ฯ

เถโร จามนสิกตฺวา ตุณฺหีภูโต อติกฺกมิ ๓

โส จ วิญฺญาปยิ เถรํ ภาตา เปตํ ๔ คโต อหํ ฯ

มาตา ปิตา จ เต ภนฺเต ทุคฺคตา ยมโลกิกา

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา

เต ทุคฺคตา สูจิกฏฺฐา กิลนฺตา นคฺคิโน กิสา

โอตฺตปฺปนฺตา ๑ มหตฺตาสา น เทสฺสนฺติ กุรูริโน ฯ

อนุกมฺปสฺสุ การุณิโก ทตฺวา อนฺวาทิสาหิ โน

ตว ทินฺเนน ทาเนน ยาเปสฺสนฺติ กุรูริโนติ ฯ

เถโร จริตฺวา ปิณฺฑาย ภิกฺขู อญฺเญ จ ทฺวาทส

เอกชฺฌํ สนฺนิปตึสุ ภตฺตวิสฺสคฺคการณา ฯ

เถโร สพฺเพปิ เต อาห ยถา ลทฺธํ ททาถ เม

สงฺฆภตฺตํ กริสฺสามิ อนุกมฺปาย ญาตีนํ ฯ

นิยฺยาทยึสุ ๒ เถรสฺส เถโร สงฺฆํ นิมนฺตยิ

ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ โภชนํ อุปปชฺชถ

สุจึ ปณีตํ สมฺปนฺนํ อเนกรสพฺยญฺชนํ

ตโต อุทฺทิสฺสติ ๓ ภาตา วณฺณวา พลวา สุขี ฯ

ปหูตํ โภชนํ ภนฺเต ปสฺส นคฺคมฺหเส มยํ

ตถา ภนฺเต ปรกฺกมฺม ๔ ยถา วตฺถํ ลภามฺหเส ฯ

เถโร สงฺการกูฏโต อุจฺจินิตฺวาน นนฺตเก

ปิโลติกํ ปฏํ กตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ

ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วตฺถานิ อุปปชฺชึสุ ๑

ตโต สุวตฺถวสโน เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ฯ

วณฺณวา พลวา สุขี ๒ ยาวตา นนฺทราชสฺส

วิชิตสฺมึ ปฏิจฺฉาทา ตโต พหุตฺตรา ภนฺเต ฯ

วตฺถานิจฺฉาทนานิ โน โกเสยฺยกมฺพลียานิ

โขมกปฺปาสิกานิ จ วิปุลา จ มหคฺฆา จ

เต จากาเสวลมฺพเร ๓ เต มยํ ปริทหาม

ยํ ยํ หิ มนโส ปิยํ

ตถา ภนฺเต ปรกฺกาม ยถา เคหํ ลภามเส ฯ

เถโร ปณฺณกุฏึ กตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ

ทตฺวา จ ๔ อุทฺทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ ฆรานิ อุปปชฺชึสุ ๑

กูฏาคารา นิเวสนา วิภตฺตา ภาคโส มิตา ฯ

น มนุสฺเสสุ อีทิสา ยาทิสา โน ฆรา อิธ

อปิ ทิพฺเพสุ ยาทิสา ตาทิสา โน ฆรา อิธ

ททฺทลฺลมานา อาเภนฺติ สมนฺตา จตุโร ทิสา ฯ

ตถา ภนฺเต ปรกฺกม ยถา ปานํ ลภามเส ฯ

เถโร กรกํ ๑ ปูเรตฺวา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ

ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ ปานียํ อุปปชฺชถ ๒

คมฺภีรา จตุรสฺสา จ โปกฺขรญฺญา ๓ สุนิมฺมิตา

สีตุทกา สุปติตฺถา จ สีตา อปฺปฏิคนฺธิยา

ปทุมุปฺปลสญฺฉนฺนา วาริกิญฺชกฺขปูริตา ฯ

ตตฺถ นหาตฺวา ปิวิตฺวา เถรสฺส ปฏิทสฺสยุํ

ปหูตํ ปานียํ ภนฺเต ปาปา ๔ ทุกฺขผลนฺติ โน

อาหิณฺฑมานา ขญฺชาม สกฺขเร กุสกณฺฏเก

ตถา ภนฺเต ปรกฺกม ยถา ยานํ ลภามเส ฯ

เถโร สิปาฏิกํ ลทฺธา สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ฯ

ทตฺวา อนฺวาทิสิ เถโร ปิตุ มาตุ จ ภาตุโน

อิทํ เม ญาตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ฯ

สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ เปตา รเถน มาคมม

อนุกมฺปิตมฺห ภทนฺเต ภตฺเตน ฉาทเนน จ

ฆเรน ปานียทาเนน ยานทาเนน จูภยํ

มุนึ การุณิกํ โลเก ตํ ๕ ภนฺเต วนฺทิตุมาคตาติ ฯ

สานุวาสิตฺเถรเปตวตฺถุ ๖ ทุติยํ ฯ

๑ ยุ. สานุวาสินิวาสิโน ฯ ๒ ม. ยุ. อุตฺตสนฺตา มหาตาสา ฯ ๓ ยุ. อปกฺกมิ ฯ

๓ ยุ. อปกฺกมิ ฯ ๔ ยุ. เปตาคโต ฯ

๑ ยุ. อุตฺตสนฺตา มหาตาสา ฯ ๒ ยุ. นิยฺยาตยึสุ ฯ ๓ ม. อุทฺทสฺสยี ฯ

๔ ยุ. ปรกฺกาม ฯ

๑ ม. อุทปชฺชิสุํ ฯ ๒ ม. ยุ. วณฺณวา ... สุขีติ อิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ

๓ ม. ปากาเสวลมฺพเร ฯ ๔ ม. ยุ. อนฺวาทิสิ ฯ

๑ ม. กรณํ ฯ ๒ ม. อุทปชฺชถ ฯ ๓ โปกฺขรญฺโญ ฯ ๔ ม. ปาทา ทุกฺขา ฯ

๕ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๖ ม. สาณวาสีเถรเปตวตฺถุ ฯ

ฉบับหลวง

พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่ภูเขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็นสมณะผู้มีอินทรีย์ อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชายของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนาเพราะทำกรรมลามก จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก เปรตเหล่านั้นถึงทุคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่งนัก เปลือยกายซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตนเดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่าประนมมือแสดงตนแก่พระเถระพระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดินเลยไป เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า ข้าพเจ้าพี่ชายของท่านไปแล้วสู่เปตโลก

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดในยมโลกเสวยทุกข์ เพราะทำบาปกรรม จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้งสองนั้น มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่าน ขอท่านจงเป็นผู้มีความกรุณา อนุเคราะห์แก่มารดาบิดา จงให้ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตภาพให้เป็นไปได้เพราะทานอันท่านให้แล้ว พระเถระกับภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูปเที่ยวไปบิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่งภัตกิจ พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่ท่านได้แล้วแก่ผมเถิด

ผมจักทำสังฆทานเพื่ออนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบถวายพระเถระ พระเถระนิมนต์สงฆ์ถวายสังฆทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความสุขเถิด ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอันประณีต สมบูรณ์มีแกงและกับหลายอย่าง เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลัง เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระแล้วกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะอันมากมายที่พวกข้าพเจ้าได้แล้วแต่ขอท่านจงดูข้าพเจ้าทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจงพยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งผ้าห่มด้วยเถิด พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองหยากเยื่อเอามาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาแล้วจากจาตุรทิศครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้วได้มาแสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลังมีความสุข มีผ้านุ่งผ้าห่มมากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราชผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของพวกเรา ไพบูลย์และมีค่ามาก คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้ายแกมไหม ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้าทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ (แต่ว่าพวกข้าพเจ้ายังไม่มีบ้านเรือนอยู่) ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้างกุฎีอันมุงด้วยใบไม้ แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลแห่งการถวายกุฎีนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเราขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด

ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือ ปราสาทและเรือนอย่างอื่นๆ อันบุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็นส่วนๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เป็นเช่นกับเรือนในมนุษยโลก เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือนในเทวโลกแต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ดื่มน้ำด้วยเถิด พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้วถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ

ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเราขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่มคือสระโบกขรณี กว้าง ๔ เหลี่ยม ลึก มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบดีน้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบล เต็มด้วยละอองเกสรบัวอันล่วงบนวารี ได้เกิดขึ้น เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกินในสระนั้นแล้ว ไปแสดงตนแก่พระเถระแล้วกล่าวว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไปลำบากในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด พระเถระได้รองเท้าแล้ว ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตนให้ปรากฏด้วยรถ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านอนุเคราะห์แล้ว ด้วยการให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่ม และยาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้ท่านผู้เป็นมุนีมี

ความกรุณาในโลก.

จบ สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒.

๓. รถการีเปตวัตถุ

ว่าด้วยผลกรรมทำให้ได้อยู่ร่วมกับนางเวมานิกเปรต

มาณพคนหนึ่งถามนางเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค รถการีเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๓ เวฬุริยตฺถมฺภํ รุจิรํ ปภสฺสรํ

วิมานมารุยฺห อเนกจิตฺตํ

ตตฺถจฺฉสิ เทวิ มหานุภาเว

ปถทฺธนิ ปณฺณรเสว จนฺโท ฯ

วณฺโณ จ เต กนกสฺส สนฺนิโภ

อุตฺตมรูโป ๑ ภุสทสฺสเนยฺโย

ปลฺลงฺกเสฏฺเฐ อตุเล นิสินฺนา

เอกา ตุวํ นตฺถิ ตุยฺหํ สามิโก ฯ

อิมา จ เต โปกฺขรญฺญา สมนฺตโต ๒

ปหูตมาสา ๓ พหุปุณฺฑรีกา

โสวณฺณจุณฺเณหิ สมนฺตโมตตา ๔

น ตตฺถ ปงฺโก ปณฺณโก ๕ จ วิชฺชติ ฯ

หํสาปิเม ทสฺสนียา มโนรมา

อุทกสฺมึ อนุปริยนฺติ สพฺพทา

สมยฺย วคฺคูปนทนฺติ สพฺเพ

พินฺทุสฺสรา ๖ ทุนฺทุภีนํ ว โฆโส ฯ

ททฺทลฺลมานา ยสสา ยสสฺสินี

นาวาย จ ตฺวํ อวลมฺพ ติฏฺฐสิ

อาฬารปเมฺห หสิเต ปิยํวเท

สพฺพงฺคกลฺยาณิ ภุสํ วิโรจสิ ฯ

อิทํ วิมานํ วิรชํ สเมฏฺฐิตํ

อุยฺยานวนํ ๑ รตินนฺทวฑฺฒนํ

อิจฺฉามิ เต ๒ นาริ อโนมทสฺสเน

ตยา สห นนฺทเน อิธ โมทิตุนฺติ ฯ

กโรหิ กมฺมํ อิธ เวทนียํ

จิตฺตญฺจ เต อิธ นิตญฺจ ๓ โหตุ

กตฺวาน กมฺมํ อิธ โมทนียํ ๔

เอวํ มมํ ลจฺฉสิ กามกามินินฺติ ฯ

สาธูติ โส ตสฺสา ปฏิสุณิตฺวา

อกาสิ กมฺมํ ตหึ ๕ เวทนียํ

กตฺวาน กมฺมํ ตหึ เวทนียํ

อุปฺปชฺชิ ๖ มาณโว ตสฺสา สหพฺยตนฺติ ฯ

รถการีเปตวตฺถุ ตติยํ ฯ

ภาณวารํ ทุติยํ ฯ

๑ ยุ. อุคฺคตรูโป ฯ ม. อุตฺตตฺต รูโป ฯ ๒ ม. โปกฺขรณี สมนฺตา ฯ ยุ. สมงฺคโต ฯ

๓ ม. ปหูตมลฺยา ฯ ๔ ม. สมนฺตโมตฺถตา ฯ ยุ. สุวณฺณจุณฺเณหิ สมงฺคโมตกา ฯ

๕ ยุ. ปลาโก ฯ ๖ ยุ. วินฺทุสฺสรา ฯ

ฉบับหลวง

ดูกรนางเทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้นสู่วิมานมีเสาเป็นวิการแก้วไพฑูรย์งามผุดผ่อง มีรูปภาพอันวิจิตรต่างๆ อยู่ในวิมานนั้น ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ งามโชติช่วงในท้องฟ้า ฉะนั้น อนึ่ง รัศมีของท่านมีสีดังทองคำ ท่านมีรูปร่างอันอุดมน่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียวบนบัลลังก์อันประเสริฐมีค่ามาก สามีของท่านไม่มีหรือ ก็สระโบกขรณีของท่านเหล่านี้มีอยู่โดยรอบ มีกอบัวต่างๆ เป็นอันมาก มีบัวขาวมาก เกลื่อนกล่นด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระโบกขรณีนั้น หาเปือกตมและจอกแหนมิได้ มีหงส์น่าดูน่าชมน่ารื่นรมย์ใจเที่ยวเลาะเวียนไปในน้ำทุกเมื่อ หงส์ทั้งปวงนั้นมีเสียงไพเราะพากันมาประชุมร่ำร้องอยู่ เสียงร่ำร้องแห่งหงส์ในสระโบกขรณีของท่าน มิได้ขาดเสียง ดุจเสียงกลอง ท่านมียศงามรุ่งเรือง ลงนั่งอยู่ในเรือ ท่านมีคิ้วโก่งดำดี มีหน้ายิ้มแย้มพูดจาน่ารักใคร่ มีอวัยวะทั้งปวงงามรุ่งเรืองยิ่งนัก วิมานของท่านนี้ปราศจากละอองธุลี ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ มีสวนนันทวันอันให้เกิดความยินดีเพลิดเพลินเจริญใจ ดูกรนารีผู้มีรูปร่างน่าดูน่าชมเราปรารถนาเพื่อจะอยู่บันเทิงกับท่านในสวนนันทวันของท่านนี้.

นางเวมานิกาเปรตกล่าวว่า

ท่านจงทำกรรมอันจะให้ท่านได้เสวยผลในวิมานของเรานี้ และจิตของท่านจงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอันบันเทิงในที่นี้แล้วจักได้อยู่รวมกับเราสมความประสงค์ มาณพนั้นรับคำนางเวมานิกเปรตนั้นแล้วจึงได้ทำกรรมอันเป็นกุศล อันส่งผลให้เกิดในวิมานนั้น ครั้นแล้วได้

เข้าถึงความเป็นสหายของนางเวมานิกเปรตนั้น.

จบ รถการีเปตวัตถุที่ ๓.

จบ ภาณวารที่ ๒.

๔. ภุสเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของเปรต ๔ ตน

พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ ด้วยคาถานี้ความว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค ภุสเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๔ ภูสานิ เอโก ๗ สาลึ ปุนาปโร

อยญฺจ ๘ นารี สกมํสโลหิตํ

ตฺวญฺจ คูถํ อสุจึ ๑ อกนฺตํ

ปริภุญฺชสิ กิสฺส อยํ วิปาโกติ ฯ

อยํ ปุเร มาตรํ หึสติ อยํ ปน กูฏวาณิโช

อยํ มํสานิ ขาทิตฺวา มุสาวาเทน วญฺเจติ ฯ

อหํ มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา

อคารินี สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา ฯ

สนฺเตสุ ปริคูยฺหามิ มา จ กิญฺจิ อิโต อทํ

มุสาวาเทน ฉาเทมิ นตฺถิ เอตํ มม เคเห

สเจ สนฺตํ ปริคูยฺหามิ คูถํ ๒ เม โหตุ โภชนํ ฯ

ตสฺส กมฺมวิปาเกน มุสาวาทสฺส จูภยํ

สุคนฺธสาลิโน ภตฺตํ คูถํ เม ปริวตฺตติ ฯ

อวชฺชานิ ๓ จ กมฺมานิ น หิ กมฺมํ วินสฺสติ

ทุคฺคนฺธํ กิมีนํ มีฬฺหํ ภุญฺชามิ จ ปิวามิ จาติ ฯ

ภุสเปตวตฺถุ จตุตฺถํ ฯ

๑ ยุ. อุยฺยานวนฺตํ ฯ ๒ ยุ. อิจฺฉามหํ ฯ ๓ ม. นตญฺจ ฯ ยุ. นีตํ ภวตุ ฯ

๔ ม. เวทนียํ ฯ ๕ ยุ. สหเวทนียํ ฯ ๖ ม. อุปปชฺชิ โส ... ฯ ๗ ยุ. เอเก ...

ปุนาปเร ฯ ๘ ยุ. อญฺญา ฯ

ฉบับหลวง

ท่านทั้ง ๔ นี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าวสาลีที่ไฟลุกโชนโปรยใส่ศีรษะของตนเอง อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยฆ้อนเหล็ก ส่วนคนที่เป็นหญิงเอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาดไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร?

ภรรยาของพ่อค้าโกงตอบว่า

เมื่อชาติก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีศีรษะของฉันผู้เป็นมารดาผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้เป็นลูกสะใภ้ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่กว่าสกุลทั้งปวง เมื่อสิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้อะไรจากของที่มีอยู่ ปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเราถ้าเราปกปิดของที่มีไว้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตแห่งข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถเพราะวิบากแห่งกรรม คือ มุสาวาทของดิฉัน ก็กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะ

ฉะนั้นดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถอันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน.

จบ ภุสเปตวัตถุที่ ๔.

๕. กุมารเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของกุมารเปรต

เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถา ๗ คาถา ความว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค กุมารเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๕ อจฺเฉรรูปํ สุคตสฺส ญาณํ

สตฺถา ยถา ปุคฺคลํ พฺยากาสิ

อุสฺสนฺนปุญฺญาปิ ภวนฺติ เหเก

ปริตฺตปุญฺญาปิ ภวนฺติ เหเก ฯ

อยํ กุมาโร สีวถิกาย ฉฑฺฑิโต

องฺคุฏฺฐเสฺนเหน ยาเปสิ รตฺตึ ฯ

น ยกฺขภูตา น สิริสปา ๑ วา

วิเหฐเยยฺยุํ กตปุญฺญกุมารํ

สุนขาปิ อิมสฺส ปลิหึสุ ปาเท

ธงฺกา สิงฺคาลา ปริวตฺตยนฺติ ฯ

คพฺภาสยํ ปกฺขิคณา หรนฺติ

กากา ปน อกฺขิมลํ หรนฺติ

น อิมสฺส รกฺขํ วิทหึสุ เกจิ

น โอสถํ สาสปธูปนํ วา ฯ

นกฺขตฺตโยคํ ปน ๒ อุคฺคเหสุํ

น สพฺพธญฺญานิปิ อากิรึสุ

เอตาทิสํ อุตฺตมกิจฺฉปตฺตํ

รตฺตาภตํ สีวถิกาย ฉฑฺฑิตํ ฯ

นวนีตปิณฺฑํ ๓ วิย เวธมานํ

สสํสยํ ชีวิตสาวเสสํ

ตมทฺทส เทวมนุสฺสปูชิโต

ทิสฺวา ปน ๔ พฺยากริ ภูริปญฺโญ

อยํ กุมาโร นครสฺสิมสฺส

อคฺคกุลิโก ภวิสฺสติ โภควา ๕ จ

กิสฺส วตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ

กิสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก

เอตาทิสํ พฺยสนํ ปาปุณิตฺวา

ตํ ตาทิสํ ปจฺจนุโภสฺสติทฺธินฺติ ฯ

พุทฺธปฺปมุขสฺส ภิกฺขุสงฺฆสฺส

ปูชํ อกาสิ ชนตา อุฬารํ

ตตฺรสฺส จิตฺตสฺส อหุ อญฺญถตฺตํ

วาจํ อภาสิ ผรุสํ อสพฺภํ

โส ตํ วิตกฺกํ ปฏิวิโนทยิตฺวา

ปีติปสาทํ ปฏิลทฺธา ปจฺฉา

ตถาคตํ เชตวเน วสนฺตํ

ยาคุยา อุปฏฺฐาสิ โส ๑ สตฺตรตฺตํ ฯ

ตสฺส วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ

ตสฺส สุจิณฺณสฺส อยํ วิปาโก

เอตาทิสํ พฺยสนํ ปาปุณิตฺวา

ตํ ตาทิสํ ปจฺจนุโภสฺสติทฺธึ ฯ

ฐตฺวาน โส วสฺสสตํ อิเธว

สพฺเพหิ กาเมหิ สมงฺคิภูโต

กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ

สหพฺยตํ คจฺฉติ วาสวสฺสาติ ๒ ฯ

กุมารเปตวตฺถุ ปญฺจมํ ฯ

๑ ยุ. อสุจิอกนฺติกํ ฯ ๒ ม. ยุ. คูโถ ฯ ๓ ยุ. อวญฺฌานิ ฯ

๑ ยุ. สิรึสปา ฯ ม. สรีสปา ฯ ๒ ยุ. ปิ น ฯ ๓ ม. โนนีตปิณฺฑํว ปเวธมานํ ฯ

ยุ. โนนีตปิณฺฑํ ฯ ๔ ยุ. ว ตํ ฯ ๕ ม. โภคโต ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลว่า บุคคลบางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย ได้ถูกต้องคฤหบดีผู้นี้เมื่อยังเป็นเด็ก ถูกเขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือตลอดราตรี ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็กงูใหญ่ ก็ไม่เบียดเบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้สุนัขทั้งหลายก็พากันมาเลียเท้าทั้งสองของเด็กนี้ ฝูงกาและสุนัขจิ้งจอก ก็พากันมาเดินเวียนรักษาฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทินครรภ์ไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันมานำเอาขี้ตาไปทิ้ง มนุษย์และอมนุษย์ไรๆ มิได้จัดแจงรักษาเด็กนี้ หรือใครๆ ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาดให้เป็นยามิได้มี และไม่ได้ถือเอาการประกอบฤกษ์ยามทั้งไม่ได้เรี่ยรายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง พระผู้มีพระภาคผู้อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กอันบุคคลนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึงแล้วซึ่งความทุกข์อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อนแห่งเนยใสหวั่นไหวอยู่ มีความสงสัยว่ารอดหรือไม่รอดหนอ เหลืออยู่แต่สักว่าชีวิต ครั้นแล้วได้ทรงพยากรณ์ว่า เด็กคนนี้จัก

เป็นผู้มีตระกูลสูง มีโภคสมบัติในพระนครนี้.

พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า

อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติแล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว

จักเสวยความสำเร็จเช่นนั้น เพราะกรรมอะไร?

พระผู้มีพระภาคทรงพยากรณ์ว่า

เมื่อก่อน มหาชนทำการบูชาอย่างโอฬารแก่ภิกษุสงฆ์ผู้มีพระพุทธเจ้าเป็นเป็นประธาน เด็กนั้นมิได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบคายอันมิใช่สัตบุรุษ ภายหลังเด็กนั้นถามมารดาตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้นแล้ว กลับได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุงพระตถาคตซึ่งประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน ด้วยข้าวยาคู ๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติแล้วนั้น เขาถึงความพินาศเช่นนั้นแล้ว จักได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่ในมนุษย์โลกนี้สิ้นร้อยปี เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้งปวงเมื่อตายไปจักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งท้าววาสวะ ในสัมปรายภพ.

จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๕.

๖. เสรินีเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของเสรินีเปรต

อุบาสกคนหนึ่งถามนางเปรตเสรินีว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค เสรินีเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๖ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ กีสา ธมนิสนฺถตา ๑

อุปฺผาสุลิเก กีสิเก กา นุ ตฺวํ อิธ ติฏฺฐสติ ฯ

อหํ ภทนฺเต เปตีมฺหิ ทุคฺคตา ยมโลกิกา

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา (ติ) ฯ

กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตา (ติ) ฯ

อนวชฺเชสุ ติตฺเถสุ วิจินิ อฑฺฒมาสกํ

สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากาสิมตฺตโน ฯ

นทึ อุเปมิ ตสิตา ริตฺตกา ปริวตฺตติ

ฉายํ อุเปมิ อุเณฺหสุ อาตโป ปริวตฺตติ ฯ

อคฺคิวณฺโณ จ เม วาโต ฑหนฺโต อุปวายติ

เอตญฺจ ภนฺเต อรหามิ อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต ฯ

คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ ๒ วชฺเชสิ มยฺหํ มาตรํ

ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา ทุคฺคตา ยมโลกิกา

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ฯ

อตฺถิ จ เม เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ อนกฺขาตญฺจ ตํ มยา

จตฺตาริ สตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกสฺส จ เหฏฺฐโต ฯ

ตโต เม ทานํ ททาตุ ตสฺสา จ โหตุ ชีวิกา

ทานํ ทตฺวา จ เม มาตา ทกฺขิณํ อนฺวาทิสฺสตุ ๓ เม ๔

ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ

สาธูติ โส ตสฺสา ๑ ปฏิสุณิตฺวา คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ ๒

ตสฺสา อโวจ มาตรํ ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา

ทุคฺคตา ยมโลกิกา ปาปกมฺมํ กริตฺวาน

เปตโลกํ อิโต คตา สา มํ ตตฺถ สมาทเปสิ ฯ

คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรํ ๒ วชฺเชสิ มยฺหํ มาตรํ

ธีตา จ เต มยา ทิฏฺฐา ทุคฺคตา ยมโลกิกา

ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตา ฯ

อตฺถิ จ เม เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ อนกฺขาตญฺจ ตํ มยา

จตฺตาริ สตสหสฺสานิ ปลฺลงฺกสฺส จ เหฏฺฐโต ฯ

ตโต เม ทานํ ททาตุ ตสฺสา จ โหตุ ชีวิกา

ทานํ ทตฺวา จ เม มาตา ทกฺขิณํ อนฺวาทิสฺสตุ เม

ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ สพฺพกามสมิทฺธินีติ ฯ

ตโต หิ สา ทานํ อทาสิ ๓ ทตฺวา จ ๔ ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสิ

เปตี จ สุขิตา อาสิ ตสฺสา จาปิ สุชีวิกาติ ฯ

เสรินีเปตวตฺถุ ฉฏฺฐํ ฯ

๑ ยุ. ...สณฺฐิตา ฯ ๒ ม. หตฺถินึ ปุรํ ฯ เอวมุปริปิ ฯ ยุ. หสฺตินีปุรํ ฯ

๓ สี. ยุ. อนุทิสฺสตุ ฯ ม. อนุทิจฺฉตุ ฯ ๔ ม. เมสทฺโท นตฺถิ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น

ผอมยิ่งนักจนเห็นแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ที่นี้?

นางเปรตเสรินีตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์ เกิดในยมโลก ทำกรรม

อันลามกไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก.

อุบาสกถามว่า

ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรม

อะไร ท่านจึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก?

นางเปรตเสรินีตอบว่า

เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอันหาโทษมิได้ มีอยู่ ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำ จึงไม่สั่งสมบุญแม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ดิฉันหิวน้ำเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับว่างเปล่าไปในเวลาร้อน ดิฉันเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป ทั้งลมก็กลับกลายเป็นเปลวไฟเผาร่างกายของดิฉันฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญดิฉันควรจะเสวยทุกข์มีความกระหายเป็นต้น ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วยบอกแก่มารดาของดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดในยมโลกเขาไปจากโลกนี้สู่เปตโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่๔

แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกใครๆ ขอมารดาของดิฉันจงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้นั้น ให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทานแล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้นจะมีความสุข สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง อุบาสกนั้นรับคำของนางเปรตเสรินีแล้วกลับไปสู่หัตถินีนคร บอกแก่มารดาของนางว่า ข้าพเจ้าเห็นนางเสรินีธิดาของท่าน เขาตกทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก นางได้สั่งฉันในที่นั้นว่า ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอกแก่มารดาของดิฉันด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็นแล้ว ตกทุกข์ เกิดอยู่ในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายในใต้เตียงไม่ได้บอกแก่ใครๆ ขอมารดาของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนนั้นมาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้างครั้นให้ทานแล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น ดิฉันจักมีความสุขสำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ก็มารดาของนางเปรตเสรินีนั้น ถือเอาทรัพย์ที่นางเปรตเสรินีซ่อนไว้นั้นมาให้ทาน ครั้นแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรตเสรินี นางเปรตเสรินีเป็นผู้มีความสุข แม้มารดาของนาง

ก็เป็นอยู่สบาย.

จบ เสรินีเปตวัตถุที่ ๖.

๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑

ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตพรานเนื้อที่ ๑

พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค มิคลุททกเปตวัตถุ ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๗ นรนารีปุรกฺขโต ยุวา รชนีเย กามคุเณหิ ๕ โสภสิ

ทิวสํ อนุโภสิ การณํ กึ อกาสิ ปุริมาย ชาติยาติ ฯ

อหํ ราชคเห รมฺเม รมณีเย คิริพฺพเช

มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ โลหิตปาณี ทารุโณ ฯ

อวิโรธกเรสุ ปาณีสุ ปุถุสตฺเตสุ ๑ ปทุฏฺฐมานโส

วิจริ ๒ อติทารุโณ สทา ปรหึสาย รโต อสญฺญโต ฯ

ตสฺส เม สหาโย สุหทโย สทฺโธ อาสิ อุปาสโก

โส หิ ๓ มํ อนุกมฺปนฺโต นิวาเรสิ ปุนปฺปุนํ

มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ มา ตาต ทุคฺคตึ อคา

สเจ อิจฺฉสิ เปจฺจ สุขํ วิรม ปาณวธํ อสํยมํ ๔ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา สุขกามสฺส หิตานุกมฺปิโน

นากาสึ สกลานุสาสนึ จิรปาปาภิรโต อพุทฺธิมา ฯ

โส มํ ปุน ภูริสุเมธโส อนุกมฺปาย สํยเม นิเวสยิ

สเจ ทิวา หนสิ ปาณิโน อถ เต รตฺตึ ภวตุ สํยโม ฯ

สฺวาหํ ทิวา หนิตฺวาน ปาณิโน วิรโต รตฺตึ อโหสิ สํยโต

รตฺตาหํ ปริหาเรมิ ๕ ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ฯ

ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อนุโภมิ รตฺตึ อมานุสึ

ทิวา ปฏิหตาว กุกฺกุรา อุปธาวนฺติ สมนฺตา ขาทิตุํ

เย จ เต สตตานุโยคิโน ธุวํ ปยุตฺตา สุคตสฺส สาสเน

มญฺญามิ เต อมตเมว เกวลํ อธิคจฺฉนฺติ

ปทํ อสงฺขตนฺติ ฯ

มิคลุทฺทเปตวตฺถุ สตฺตมํ ฯ

๑ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๒ ม. คนฺตฺวาน หตฺถินีปุรนฺติ เทฺว ปาฐา นตฺถิ ฯ

ยุ. หสฺตินีปุรํ ฯ ๓ ม ทานมทา ฯ ๔ ม. ทตฺวา จาติ อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ

๕ ม. รชนีเยหิ กาเมหิ ฯ

๑ ยุ. ปุถุสนฺเตสุ ฯ ๒ ม. วิจรึ ฯ ๓ ม. ปิ ฯ ยุ. จ ฯ ๔ ม. ปาณวธา อสํยมา ฯ

๕ ม. ปริจาเรมิ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วยเทพบุตรและเทพธิดารุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ อันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ในกลางวัน

ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน?

เปรตนั้นตอบว่า

เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่ภูเขาวงกตอันเป็นที่รื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์ เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนโลหิต เป็นคนหยาบช้าทารุณมีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอันมาก ผู้ไม่กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกาย วาจา ใจ เป็นนิตย์อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผม เป็นคนใจดีมีศรัทธา ก็อุบาสกคนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่เนืองๆ ว่า อย่าทำบาปกรรมเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้าจงงดเว้นการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดีมีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำสั่งสอนทั้งสิ้น

เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแล้วในบาปตลอดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวมด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในกลางวันส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสียกระผมจึงฆ่าสัตว์แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้นเพราะฉะนั้นกลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน ก็ชนเหล่าใดผู้มีความเพียรเนืองๆ บากบั่นมั่นในศาสนาของพระสุคต กระผมเข้าใจว่าชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไรๆ

ปรุงแต่งไม่ได้อย่างแน่นอน.

จบ มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗.

๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒

ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตพรานเนื้อที่ ๒

พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค มิคลุททกเปตวัตถุ ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๘ กูฏาคาเร จ ปาสาเท ปลฺลงฺเก โคณสณฺฐิเต ๑

ปญฺจงฺคิเกน ตุริเยน รมสิ สุปฺปวาทิเต ฯ

ตโต รตฺยา วิวสาเน ๒ สุริยุคฺคมนํ ๓ ปติ

อปวิฏฺโฐ ๔ สุสานสฺมึ พหุํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ

กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

กิสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสีติ ฯ

อหํ ราชคเห รมฺเม รมณีเย คิริพฺพเช

มิคลุทฺโท ปุเร อาสึ ลุทฺโท อาสึ อสญฺญโต ฯ

ตสฺส เม สหาโย สุหทโย สทฺโธ อาสิ อุปาสโก

ตสฺส กุลุปโก ภิกฺขุ อาสิ โคตมสาวโก ฯ

โส หิ มํ อนุกมฺปนฺโต นิวาเรสิ ปุนปฺปุนํ

มากาสิ ปาปกํ กมฺมํ มา ตาต ทุคฺคตึ อคา

สเจ อิจฺฉสิ เปจฺจ สุขํ วิรม ปาณวธํ อสํยมํ ฯ

ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา สุขกามสฺส หิตานุกมฺปิโน

นากาสึ สกลานุสาสนึ จิรปาปาภิรโต อพุทฺธิมา ฯ

โส มํ ปุน ภูริสุเมธโส อนุกมฺปาย สํยเม นิเวสยิ

สเจ ทิวา หนสิ ปาณิโน อถ เต รตฺตึ ภวตุ สํยโม ฯ

สฺวาหํ ทิวา หนิตฺวา ปาณิโน วิรโต รตฺตึ อโหสิ สํยโต

รตฺตาหํ ปริหาเรมิ ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ฯ

ตสฺส กมฺมสฺส กุสลสฺส อนุโภมิ รตฺตึ อมานุสึ

ทิวา ปฏิหตาว กุกฺกุรา อุปธาวนฺติ สมนฺตา ขาทิตุํ

เย จ เต สตตานุโยคิโน ธุวํ ปยุตฺตา สุคตสฺส สาสเน

มญฺญามิ เต อมตเมว เกวลํ อธิคจฺฉนฺติ

ปทํ อสงฺขตนฺติ ฯ

ทุติยมิคลุทฺทเปตวตฺถุ อฏฺฐมํ ฯ

๑ ม. โคนกตฺถเต ฯ ๒ ยุ. วิวาสเนน ฯ ๓ ยุ. สุริยสฺสุคฺคมนํ ฯ ๔ ยุ. อปวิฏฺเฐ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านรื่นรมย์อยู่ในเรือนยอดและปราสาท บนบัลลังก์อันปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ อันบุคคลประโคมแล้ว ภายหลังเมื่อสิ้นราตรีพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ท่านเข้าไปเสวยทุกข์เป็นอันมากอยู่ในป่าช้า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร

ท่านจึงได้เสวยทุกข์เช่นนี้?

เปรตนั้นตอบว่า

เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่ภูเขาวงกตอันเป็นที่รื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์เป็นคนหยาบช้าทารุณ ไม่สำรวมกาย วาจา ใจ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผมเป็นคนใจดีมีศรัทธา มีภิกษุผู้คุ้นเคยของเขาเป็นสาวกของพระโคดม ก็อุบาสกนั้นเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมเนืองๆ ว่าอย่าทำบาปกรรมเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคติเลย ถ้าสหายปรารถนาความสุขในโลกหน้า จงงดเว้นการฆ่าสัตว์อันเป็นการไม่สำรวมเสียเถิด ... กระผมเข้าใจว่า ชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัย

อะไรๆ ปรุงแต่งไม่ได้เป็นแน่.

จบ มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๘.

๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตผู้พิพากษาโกง

พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๙ มาลี กิรีฏี ๑ กายูรี คตฺตา เต จนฺทนุสฺสทา

ปสนฺนมุขวณฺโณสิ สุริยวณฺโณว โสภสิ ฯ

อมานุสา ปริสชฺชา เย เต เม ปริวาริกา

ทส กญฺญาสหสฺสานิ ยา เตมา ปริจาริกา ฯ

ตา กมฺพุกายูรธรา กญฺจนเจลภูสิตา

มหานุภาโวสิ ตุวํ โลมหํสนรูปวา ฯ

ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโน สามํ อุกฺกจฺจ ๒ ขาทสิ

กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

กิสฺส กมฺมวิปาเกน ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโน

สามํ อุกฺกจฺจ ๒ ขาทสิ ฯ

อตฺตโนหํ อนตฺถาย ชีวโลเก อจริสฺสํ

เปสุญฺญมุสาวาเทน นิกติวญฺจนาย จ ฯ

ตตฺถาหํ ปริสํ คนฺตฺวา สจฺจกาเล อุปฏฺฐิเต

อตฺถํ ธมฺมํ นิรกตฺวา ๑ อธมฺมมนุวตฺติสฺสํ ๒ ฯ

เอวํ โส ขาทตตฺตานํ โย โหติ ปิฏฺฐิมํสิโก

ยถาหํ อชฺช ขาทามิ ปิฏฺฐิมํสานิ อตฺตโน ฯ

ตยิทํ ตยา นารท สามํ ทิฏฺฐํ

อนุกมฺปกา เย กุสลา วเทยฺยุํ

มา เปสุณํ มา จ มุสา ภณิ

มา โขสิ ปิฏฺฐิมํสิโก ตุวนฺติ ฯ

กูฏวินิจฺฉยกเปตวตฺถุ ๓ นวมํ ฯ

๑ ม. กิริฏี ฯ ๒ ยุ. อุกฺกนฺตฺวา ฯ

ฉบับหลวง

ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา สวมกำไลทอง ลูบไล้ด้วยจุรณจันทร์มีสีหน้าผ่องใส งดงามดุจสีพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาบนอากาศ มีนางฟ้าหมื่นหนึ่งเป็นบริวารบำรุงบำเรอท่าน นางฟ้าเหล่านั้นล้วนสวมกำไลทองนุ่งห่มผ้าอันขลิบด้วยทองคำ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพมาก มีรูปเป็นที่ให้เกิดขนชูชันแก่ผู้พบเห็น แต่ท่านจิกเนื้อที่หลังของตนกินเป็นอาหารท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรม

อะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็นอาหาร?

เปรตนั้นตอบว่า

กระผมได้ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียด พูดเท็จและหลอกลวง เพื่อความฉิบหายแก่ตนในมนุษยโลก กระผมไปแล้วสู่บริษัทในมนุษยโลกนั้นเมื่อเวลาควรจะพูดความจริงปรากฏแล้ว ละเหตุละผลเสีย ประพฤติคล้อยตามอธรรม ผู้ใดประพฤติทุจริตมีคำส่อเสียดเป็นต้น ผู้นั้นต้องจิกเนื้อหลังของตนกิน เหมือนกระผมจิกเนื้อหลังของตนกินในวันนี้ฉะนั้น ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ท่านได้เห็นเองแล้ว ชนใดเป็นคนฉลาด มีความอนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลัง

ของตนเป็นอาหารเลย.

จบ กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุที่ ๙.

๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ

ว่าด้วยบุพกรรมของธาตุวิวัณณเปรต

พระมหากัสสปเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรค ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

บาลี (สยามรัฐ)

๑๐ อนฺตลิกฺขสฺมึ ติฏฺฐนฺโต ทุคฺคนฺโธ ปูติ วายสิ

มุขญฺจ เต กิมิโย ปูติคนฺธํ ขาทนฺติ กึ กมฺมมกาสิ ปุพฺเพ ฯ

ตโต สตฺถํ คเหตฺวาน โอกฺกนฺตนฺติ ๔ ปุนปฺปุนํ

ขาเรน ปริปฺโผสิตฺวา โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ฯ

กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ

กิสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ

อหํ ราชคเห รมฺเม รมณีเย คิริพฺพเช

อิสฺสโร ธนธญฺญสฺส สุปหูตสฺส มาริส ฯ

ตสฺสายํ เม ภริยา จ ธีตา จ สุณิสา จ เม

ตมาลํ อุปฺปลญฺจาปิ ปจฺจคฺฆญฺจ วิเลปนํ

ถูปํ หรนฺติโย วาเรสึ ตํ ปาปํ ปกตํ มยา ฯ

ฉฬาสีติสหสฺสานิ มยํ ปจฺจตฺตเวทนา

ถูปปูชํ วิวณฺเณตฺวา ปจาม นิรเย ภุสํ

เย จ โข ถูปปูชาย วตฺตนฺเต อรหโต มเห ฯ

อาทีนวํ ปกาเสนฺติ วิเวจเยถ โน ๑ ตโต

อิมา จ ปสฺส อายนฺติโย มาลธารี อลงฺกตา ฯ

มาลาวิปากํ อนุโภนฺติโย สมิทฺธา ตา ยสสฺสิโย ๒

ตญฺจ ทิสฺวาน อจฺเฉรํ อพฺภูตํ โลมหํสนํ ฯ

นโม กโรนฺติ สปฺปญฺญา วนฺทนฺติ ตํ มหามุนึ

โสหํ นูน ๓ อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ

ถูปปูชํ กริสฺสามิ อปฺปมตฺโต ปุนปฺปุนนฺติ ฯ

ธาตุวิวณฺณเปตวตฺถุ ทสมํ ฯ

อุทฺทานํ

อภิชฺชมาโน โกณฺฑญฺโญ ๔ รถการี ภุเสน จ

กุมาโร ภณิกา ๕ เจว เทฺว ลุทฺทา ปิฏฺฐิปูชโย

วคฺโค เตน วุจฺจตีติ ๖ ฯ

จูฬวคฺโค ตติโย ฯ

_________________

๑ ม. นิรากตฺวา ฯ ยุ. นิรํกตฺวา ฯ ๒ ยุ. ...ติยํ ฯ

๓ ม. กูฏวินิจฺฉยิกเปตวตฺถุ ฯ ๔ ยุ. อุเรน กนฺตนฺติ ฯ

๑ ม. เน ฯ ๒ ม. ยุ. ยสสฺสินิโย ฯ ๓ ยุ. ทานิ ฯ ๔ ม. กุณฺฑิโย ฯ

๕ ม. คณิกา ฯ ๖ ม. ปวุจฺจตีติ ฯ ยุ. อิทํ อุททานํ น ทิสฺสติ ฯ

ฉบับหลวง

ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเน่าเหม็นฟุ้งไปและหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกินปาก อันมีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้นนายนิรยบาลถือเอาศาตรามาเฉือนปากของท่านเนืองๆ รดท่านด้วยน้ำแสบแล้วเชื่อดเนื้อไปพลาง ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร

ท่านจึงได้ประสบความทุกข์อย่างนี้?

เปรตนั้นตอบว่า

ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อน กระผมเป็นอิสรชนอยู่ที่ภูเขาวงกตอันเป็นที่รื่นรมย์ ใกล้กรุงราชคฤห์ เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์และข้าวเปลือกมากมาย แต่กระผมได้ห้ามปรามภรรยาธิดา และลูกสะใภ้ของกระผมซึ่งพากันนำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่ามิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป ก็เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมหาชนให้เป็นไปอยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษแห่งการบูชาพระสถูปนั้น เหมือนกระผม ชนเหล่านั้นพึงห่างเหินจากบุญขอท่านจงดู ชนทั้งหลายซึ่งทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกายเหาะมาทางอากาศเหล่านี้เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่งมียศเสวยอยู่ซึ่งวิบากแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชนทั้งหลายผู้มีปัญญา ได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์น่าขนพองสยองเกล้าอันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อมทำการนอบน้อมวันทาพระมหามุนีนั้น กระผมไปจากเปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้

ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนืองๆ เป็นแน่แท้.

จบ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐.

_______________________________

รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้ คือ

๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๓. รถการีเปตวัตถุ ๔. ภุสเปตวัตถุ๕. กุมารเปตวัตถุ ๖. เสรินีเปตวัตถุ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ ๘. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๒

๙. กูฏวินิจฉยกเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ.

จบ จูฬวรรคที่ ๓.

จบ จูฬวรรค