มหาวรรค
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๑–๑๓๖ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๔/๔ ในเปตวัตถุมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
จตุตฺโถ มหาวคฺโค
มหาวรรคที่ ๔.
๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ
ว่าด้วยพระเจ้าอัมพสักขระทรงสนทนากับเปรตเปลือย
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค อัมพสักขรเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑ เวสาลิ นาม นครตฺถิ วชฺชีนํ
ตตฺถ อหุ ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร ๑
ทิสฺวาน เปตํ นครสฺส พาหิรํ
ตตฺเถว ปุจฺฉิตฺถ ตํ การณตฺถิโก ฯ๕
เสยฺยา ๒ นิสชฺชา นยิมสฺส อตฺถิ
อภิกฺกโม นตฺถิ ปฏิกฺกโม จ ๓
อสีตปีตํ ขายิตวตฺถโภคา
ปริจาริกา ๔ สาปิ อิมสฺส นตฺถิ ฯ
เย ญาตกา ทิฏฺฐสุตา สุหชฺชา
อนุกมฺปกา ยสฺส อเหสุํ ปุพฺเพ
ทฏฺฐฐปิ ทานิ น ลภนฺติ ๕ ตํปิ
วิราชิตตฺโต หิ ชเนน เตน ฯ
น ทุคฺคตสฺส ๖ ภวนฺติ มิตฺตา
ชหนฺติ มิตฺตา วิกลํ วิทิตฺวา
อตฺถญฺจ ทิสฺวา ปริวารยนฺติ
พหู จ มิตฺตา อุคฺคตสฺส โหนฺติ ฯ
นิหีนตฺโถ ๗ สพฺพโภเคหิ กิจฺโฉ ๘
สมฺมกฺขิโต สํปริภินฺนคตฺโต
อุสฺสาวพินฺทุว ปลิมฺปมาโน
อชฺช สุเว ชีวิตสฺสุปโรโธ ๑ ฯ
เอตาทิสํ อุตฺตมกิจฺฉปตฺตํ
อุตฺตาสิตํ ปิจุมนฺทสฺส ๒ สูเล
อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน วเทสิ
ยกฺข ชีว โภ ชีวิตเมว เสยฺโยติ ฯ
สาโลหิโต เอโส อโหสิ มยฺหํ
อหํ สรามิ ปุริมาย ชาติยา
ทิสฺวา จ เม การุญฺญํ อโหสิ
ราช มา ปาปธมฺโม นิรยํ ปตายํ ฯ
อิโต จุโต ลิจฺฉวิ เอส โปโส
สตฺตุสฺสทํ นีรยํ โฆรรูปํ
อุปฺปชฺชติ ทุกฺกฏกมฺมการี
มหาภิตาปํ กฏุกํ ภยานกํ ฯ
อเนกภาเคน คุเณน เสยฺโย
อยเมว สูโล นิรเยน เตน
มา ๓ เอกนฺตทุกฺขํ กฏุกํ ภยานกํ
เอกนฺตติปฺปํ นิรยํ ปตายํ ฯ
อิทญฺจ สุตฺวา วจนํ มเมโส
ทุกฺขูปนีโต วิชเหยฺย ปาปํ ๑
ตสฺมา อหํ สนฺติเก น ภณามิ
มา เมกโต ชีวตสฺสุปโรโธติ ฯ
อญฺญาโต เอโส ปุริสสฺส อตฺโถ
อญฺญํปิ อิจฺฉามเส ปุจฺฉิตุํ ตุวํ
โอกาสกมฺมํ มม โน สเจ กโรสิ ๒
ปุจฺฉามิหํ ๓ น จ โน กุชฺฌิตพฺพํ ฯ
อทฺธา ปฏิญฺญา เม ตทา อหุ
อจิกฺขนา อปฺปสนฺนสฺส โหติ
อกามา สทฺเธยฺยวโจติ ๔ กตฺวา
ปุจฺฉสฺสุ มํ กามํ ยถา วิสยฺหนฺติ ฯ
ยํ กิญฺจาหํ จกฺขุนา ปสฺสิสฺสามิ
สพฺพํปิ ตาหํ อภิสทฺทเหยฺยํ
ทิสฺวาปิ ตํ โนปิ เจ สทฺทเหยฺย
กเรยฺยาสิ เม ยกฺข นิยสฺสกมฺมนฺติ ฯ
สจฺจปฺปฏิญฺญา ตว เม สา โหตุ
สุตฺวาน ธมฺมํ ลภสฺสุ ปสาทํ
อญฺญตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต
ยนฺเต สุตํ อสุตํ วาปิ ธมฺมํ ฯ
สพฺพํ อกฺขิสฺสํ ยถา ปชานํ
เสเตน อสฺเสน อลงฺกเตน
อุปยาสิ สูลาวุตกสฺส สนฺติเก
ยานํ อิทํ อพฺภูตํ ทสฺสเนยฺยํ
กิสฺเสตํ กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ
เวสาลิยา ตสฺส ๑ นครสฺส มชฺเฌ
จิกฺขลฺลมคฺเค นครํ ๒ อโหสิ
โคสีสเมกาหํ ปสนฺนจิตฺโต
เสตุํ ๓ คเหตฺวา นครสฺมึ ๔ นิกฺขิปึ ฯ
เอตสฺมึ ปาทานิ ปติฏฺฐเปตฺวา
มยญฺจ อญฺเญ จ อติกฺกมิมฺห ๕
ยานํ อิทํ อพฺภูตํ ทสฺสเนยฺยํ
ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ
วณฺโณ จ เต สพฺพทิสา ปภาสติ
คนฺโธ จ เต สพฺพทิสา ปวายติ
ยกฺขิทฺธิปตฺโตสิ มหานุภาโว
นคฺโค จาสิ กิสฺส อยํ วิปาโก ฯ
อกฺโกธโน นิจฺจปสนฺนจิตฺโต
สณฺหาหิ วาจาหิ ชนํ อุเปมิ
ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก
ทิพฺโพ เม วณฺโณ สตตํ ปภาสติ ฯ
ยสญฺจ กิตฺติญฺจ ธมฺเม ฐิตานํ
ทิสฺวาน มนฺเตมิ ปสนฺนจิตฺโต
ตสฺเสว กมฺมสฺส อยํ วิปาโก
ทิพฺโพ เม คนฺโธ สตตํ ปวายติ ฯ
สหายานํ ติตฺถสฺมึ นหายนฺตานํ
ถเล คเหตฺวา นิทหิสฺส ทุสฺสํ
ขิฑฺฑตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐิตฺโต
เตนมฺหิ นคฺโค กสิรา ปวุตฺติ ฯ
โย กีฬมาโน จ กโรติ ปาปํ
ตสฺสีทิสํ กมฺมวิปากมาหุ
อกีฬมาโน ปน โย กโรติ
กึ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากมาหุ ฯ
เย ทุฏฺฐสงฺกปฺปมนา มนุสฺสา
กาเยน วาจาย จ สงฺกิลิฏฺฐา
กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ
อสํสยํ เต นิรยํ อุเปนฺติ ฯ
อปเร ปน สุคตึ ๑ อาสิสมานา
ทาเน รตา สงฺคหิตตฺตภาวา
กายสฺส เภทา อภิสมฺปรายํ
อสํสยํ เต สุคตึ อุเปนฺตีติ ฯ
ตํ กินฺติ ชาเนยฺยํ อหํ อเวจฺจ
กลฺยาณปาปสฺส อยํ วิปาโก
กึ วาหํ ทิสฺวา อภิสทฺทเหยฺยํ
โก วาปิ มํ สทฺทหาเปยฺย เอตนฺติ ฯ
ทิสฺวา จ สุตฺวา อภิสทฺทหสฺสุ
กลฺยาณปาปสฺส อยํ วิปาโก
กลฺยาณปาเป อุภเย อสนฺเต
สิยา นุ สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา ฯ
โน เจตฺถ กมฺมานิ กเรยฺยุํ มจฺจา
กลฺยาณปาปานิ มนุสฺสโลเก
นาเหสุํ สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา
หีนา ปณีตา จ มนุสฺสโลเก ฯ
ยสฺมา จ กมฺมานิ กโรนฺติ มจฺจา
กลฺยาณปาปานิ มนุสฺสโลเก
ตสฺมา [๓] สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา
หีนา ปณีตา จ มนุสฺสโลเก ฯ
ทฺวยญฺจ ๑ กมฺมานํ วิปากมาหุ
สุขสฺส ทุกฺขสฺส จ เวทนียํ
ตา เทวตา ๒ ปริวารยนฺติ
ปจฺจนฺติ พาลา ทฺวยตํ อปสฺสิโนติ ฯ
น มตฺถิ กมฺมานิ สยํ กตานิ
ทตฺวาปิ เม นตฺถิ โส ๓ อาทิเสยฺย
อจฺฉาทนํ สยนมถนฺนปานํ
เตนมฺหิ นคฺโค กสิรา ปวุตฺตีติ ฯ
สิยา นุ โข การณํ กิญฺจิ ยกฺข
อจฺฉาทนํ เยน ตุวํ ลเภถ
อาจิกฺข เม ตฺวํ ยทตฺถิ เหตุ
สทฺธายิตํ เหตุวโจ สุโณมาติ ฯ
กปฺปิตโก นาม อิธตฺถิ ภิกฺขุ
ฌายี สุสีโล อรหา วิมุตฺโต
คุตฺตินฺทฺริโย สํวุตปาติโมกฺโข
สีติภูโต อุตฺตมทิฏฺฐิปตฺโต
สขิโล วทญฺญู สุวโจ สุมุโข
สฺวาคโม สุปฺปฏิมุตฺตโก จ
ปุญฺญสฺส เขตฺตํ อรณวิหารี
เทวมนุสฺสานญฺจ ทกฺขิเณยฺโย
สนฺโต วิธูโม อนีโฆ นิราโส
มุตฺโต วิสลฺโล อมโม อวงฺโก
นิรูปธิ สพฺพปปญฺจขีโณ
ติสฺโส วิชฺชา อนุปฺปตฺโต ชุติมา ฯ
อปฺปญฺญาโต ทิสฺวาปิ น สุชาโน
มุนีติ นํ ๑ วชฺชีสุ โวหรนฺติ
ชานนฺติ ตํ ยกฺขภูตา อเนชํ
กลฺยาณธมฺมํ วิจรนฺตํ ๒ โลเก ฯ
ตสฺส ตุวํ เอกํ ยุคํ ทุเว วา
มมุทฺทิสิตฺวาน สเจ ทเทถ
ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ อสฺสุ ๓
มมญฺจ ปสฺเสถ สํนทฺธทุสฺสนฺติ ฯ
กสฺมึ ปเทเส สมณํ วสนฺตํ
คนฺตฺวาน ปสฺเสมุ มยํ อิทานิ
ส ๔ มชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตญฺจ
ทิฏฺฐิวิสูกานิ โก วิโนทเย เจติ ๕ ฯ
เอโส นิสินฺโน กปินจฺจนายํ
ปริวาริโต เทวตาหิ พหูหิ
ธมฺมิกถํ ภาสติ สจฺจนาโม
สกสฺมิ อจฺเฉรเก ๑ อปฺปมตฺโตติ ฯ
ตถาหํ กสฺสามิ คนฺตฺวา อิทานิ
อจฺฉาทยิสฺสํ สมณํ ยุเคน
ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ ปสฺส ๒
ตุวญฺจ ปสฺเสมุ สํนทฺธทุสฺสนฺติ ฯ
มา อกฺขเณ ปพฺพชิตํ อุปาคมิ
สาธุ โว ลิจฺฉวิ เนส ธมฺโม
ตโต จ กาเล อุปสงฺกมิตฺวา
ตตฺเถว ปสฺสามิ รโห นิสินฺนนฺติ ฯ
ตถา หิ วตฺวา อคมาสิ ตตฺถ
ปริวาริโต ทาสคเณน ลิจฺฉวิ
โส ตํ นครํ อุปสงฺกมิตฺวา
วาสุปคญฺฉิตฺถ สเก นิเวสเน ฯ
ตโต จ กาเล คิหิกิจฺจานิ กตฺวา
นฺหาตฺวา ปิวิตฺวา จ ขณํ ลภิตฺวา
วิเจยฺย เปฬโต จ ยุคานิ อฏฺฐ
คาหาปยิ ทาสคเณน ลิจฺฉวิ ฯ
โส ตํ ปเทสํ อุปสงฺกมิตฺวา
ตํ อทฺทส สมณํ สนฺตจิตฺตํ
ปฏิกฺกนฺตํ โคจรโต นิวตฺตํ
สีติภูตํ รุกฺขมูเล นิสินฺนํ ฯ
ตเมนํ อโวจ อุปสงฺกมิตฺวา
อปฺปาพาธํ ผาสุวิหารญฺจ ปุจฺฉิ
เวสาลิยํ ลิจฺฉวิ อหํ ภทนฺเต
ชานนฺติ มํ ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร ฯ
อิมานิ เม อฏฺฐ ยุคานิ ภนฺเต ๑
ปฏิคฺคณฺห ภนฺเต ททามิ ตุยฺหํ
เตเนว อตฺเถน อิธาคโตสฺมิ
ยถา อหํ อตฺตมโน ภเวยฺยํ ฯ
ทูรโตว สมณพฺราหฺมณา จ
นิเวสนนฺเต ปริวชฺชยนฺติ
ปตฺตานิ ภิชฺชนฺติ ตว นิเวสเน
สงฺฆาฏิโย จาปิ ๒ วิทาลยนฺติ ๓ ฯ
อถาปเร ๔ ปาทกุทาริกาหิ ๕
อวํสิรา สมณา ปาฏิยนฺติ
เอตาทิสํ ปพฺพชิตํ ๖ วิเหสํ
ตยา กตํ สมณา ปาปุณนฺติ ฯ
ติเณน เตลํปิ ๗ น ตฺวํ อทาสิ
มูฬฺหสฺส ๑ มคฺคํปิ น ปาวทาสิ
อนฺธสฺส ทณฺฑํ สยมาทิยาสิ
เอตาทิโส กทริโย อสํวุโต [๒] ฯ
อถ ตฺวํ เกน วณฺเณน กิเมว ทิสฺวา
อเมฺหหิ สห สํวิภาคํ กโรสิ ฯ
ปจฺเจมิ ภนฺเต ยํ ตฺวํ วเทสิ ฯ
วิโมสยิ ๓ สมณพฺราหฺมเณ ๔ จ ฯ
ขิฑฺฑตฺถิโก โน จ ปทุฏฺฐจิตฺโต
เอตํปิ เม ทุกฺกฏเมว ภนฺเต
ขิฑฺฑาย โข ปสวิตฺวาน ปาปํ
เวเทติ ทุกฺขํ อปฺปมตฺตโภคี ๕
ทหโร ยุวา นคฺคนิยสฺส ภาคี
กึสุ ตโต ทุกฺขตรสฺส โหติ ฯ
ตํ ทิสฺวา สํเวคมลมตฺถํ ภนฺเต
ตปฺปจฺจยา วาปิ ๖ ททามิ ทานํ
ปฏิคฺคณฺห ภนฺเต วตฺถยุคานิ อฏฺฐ
ยกฺขสฺสิมาคจฺฉนฺตุ ทกฺขิณาโย ฯ
อทฺธา หิ ๗ ทานํ พหุธา ปสฏฺฐํ
ททโต จ เต อกฺขยธมฺมมตฺถุ
ปฏิคฺคณฺหามิ เต วตฺถยุคานิ อฏฺฐ
ยกฺขสฺสิมาคจฺฉนฺตุ ทกฺขิณาโย ฯ
ตโต หิ โส อาจมยิตฺวา ลิจฺฉวิ
เถรสฺส ทตฺวาน ยุคานิ อฏฺฐ
ปฏิคฺคหิตานิ จ ตานิ วาสฺสุํ
ยกฺขญฺจ ปสฺเสถ สํนทฺธทุสฺสํ ฯ
ตมทฺทส จนฺทนสารลิตฺตํ
อาชญฺญมารุยฺห อุฬารวณฺณํ
อลงฺกตํ สาธุนิวตฺถทุสฺสํ
ปริวาริตํ ยกฺขมหิทฺธิปตฺตํ ฯ
โส ตํ ทิสฺวา อตฺตมโน อุทคฺโค
ปหฏฺฐจิตฺโตว สุภคฺครูโป
กมฺมญฺจ ทิสฺวาน มหาวิปากํ
สนฺทิฏฺฐิกํ จกฺขุนา สจฺฉิกตฺวา ฯ
ตเมนมโวจ อุปสงฺกมิตฺวา
ทสฺสามิ ทานํ สมณพฺราหฺมณานํ
น จาปิ เม กิญฺจิ อเทยฺยมตฺถิ
ตุวญฺจ เม ยกฺข พหูปกาโร ฯ
ตุวญฺจ เม ลิจฺฉวิ เอกเทสํ
อทาสิ ทานานิ อโมฆเมตํ
สฺวาหํ กริสฺสามิ ตยา ว สกฺขึ
อมานุโส มานุสเกน สทฺธึ ฯ
คติ จ พนธู จ ปรายนญฺจ
มิตฺโต มมาสิ อถ เทวตาสิ ๑
ยาจามิ ๒ ตํ ปญฺชลิโก ภวิตฺวา
อิจฺฉามิ ตํ ยกฺข ปุนาปิ ทฏฺฐฐ ฯ
สเจ ตุวํ อสฺสทฺโธ ภวิสฺสสิ
กทริยรูโป วิปฺปฏิปนฺนจิตฺโต
เตเนว ๓ มํ ลิจฺฉวิ ๔ ทสฺสนาย
ทิสฺวา จ ตํ โนปิ ๕ จ อาลปิสฺสํ ฯ
สเจ ตุวํ ภวิสฺสสิ ธมฺมคารโว
ทาเน รโต สงฺคหิตตฺตภาโว
โอปานภูโต สมณพฺราหฺมณานํ
เอวํ มมํ ลิจฺฉวิ ๔ ทสฺสนาย ฯ
ทิสฺวา จ ตํ อาลปิสฺสํ ภทนฺเต
อิมญฺจ สูลโต ลหุํ ปมุญฺจ
ยโตนิทานํ อกริมฺห สกฺขึ
มญฺญามิ ๖ สูลาวุตกสฺส การณา
เต อญฺญมญฺญํ อกริมฺห สกฺขึ ฯ
อยญฺจ สูลาวุโต ๑ ลหุํ ปมุตฺโต
สกฺกจฺจ ธมฺมานิ สมาจรนฺโต
มุญฺเจยฺย โส นิรยาว ตมฺหา
กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร สเวทนียํ ๒ ฯ
กปฺปิตกญฺจ อุปสงฺกมิตฺวา
เตน สห สํวิภชิตฺวาน กาเล
สยํ มุเขน อุปนิสชฺช ปุจฺฉ
โส เต อกฺขิสฺสติ เอตมตฺถํ ฯ
ตเมว ภิกฺขุํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉสฺสุ
ปุญฺญตฺถิโก ๓ โน จ ๔ ปทุฏฺฐจิตฺโต
โส เต สุตํ อสุตญฺจาปิ ธมฺมํ
สพฺพํปิ อกฺขิสฺสติ ยถา ปชานํ
สุโต จ ธมฺมํ สุคตึ อกฺขิสฺส ๕ ฯ
โส ตตฺถ รหสฺสํ สมุลฺลปิตฺวา
สกฺขึ กริตฺวาน อมานุเสน
ปกฺกามิ โส ลิจฺฉวีนํ สกาสํ
อถ พฺรวิ ปริสํ สนฺนิสินฺนํ ฯ
สุณนฺตุ โภนฺโต มม เอกวากฺยํ
วรํ วริสฺสํ ลภิสฺสามิ อตฺถํ
สูลาวุโต ปุริโส ลุทฺทกมฺโม
ปณีตทณฺโฑ อนุสตฺตรูโป ฯ
เอตฺตาวตา วีสติรตฺติมตฺตา
ยโต อาวุโต เนว ชีวติ น มโต
ตาหํ โมจยิสฺสามิ ทานิ
ยถา มตึ อนุชานาตุ สงฺโฆ ฯ
เอตญฺจ อญฺญญฺจ ลหุํ ปมุญฺจ
โก ตํ วเทถ จ ตถา กโรนฺตํ
ยถา ปชานาสิ ตถา กโรหิ
ยถา มตึ อนุชานาติ สงฺโฆ ฯ
โส ตํ ปเทสํ อุปสงฺกมิตฺวา
สูลาวุตํ โมจยิ ขิปฺปเมว
มา ภายิ สมฺมาติ ๑ จ ตํ อโวจ
ติกิจฺฉกานญฺจ อุปฏฺฐเปสิ ฯ
กปฺปิตกญฺจ อุปสงฺกมิตฺวา
เตน สห สํวิภชิตฺวาน กาเล
สยํ มุเขเนว ๒ อุปนิสชฺช ลิจฺฉวิ
ตตฺเถว ปุจฺฉตฺถนํ ๓ การณตฺถิโก ฯ
สูลาวุโต ปุริโส ลุทฺทกมฺโม
ปณีตทณฺโฑ อนุสตฺตรูโป
เอตฺตาวตา วีสติรตฺติมตฺตา
ยโต อาวุโต เนว ชีวติ น มโต ฯ
โส โมจิโต คนฺตฺวา มยา อิทานิ
เอตสฺส ยกฺขสฺส วโจติ ๑ ภนฺเต
สิยา นุ โข การณํ กิญฺจิเทว
เยน โส นิรยํ โน วเชยฺย ฯ
อาจิกฺข ภนฺเต ยทิ อตฺถิ เหตุ
สทฺธายิตํ เหตุ วโจติ ๒ สุโณม
น เตสํ กมฺมานํ วินาสมตฺถิ
อเวทยิตฺวา อิธ พยนฺติภาโว ฯ
สเจ โส ธมฺมานิ ๓ สมาจเรยฺย
สกฺกจฺจํ รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต
มุญฺเจยฺย โส นิรยา จ ๔ ตมฺหา
กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร เวทนียํ ฯ
อญฺญาโต เอโส ปุริสสฺส อตฺโถ
มมํปิทานิ อนุกมฺป ภนฺเต
อนุสาส มํ โอวท ภูริปญฺญ
ยถา อหํ โน ๕ นิรยํ วเชยฺยํ ฯ
อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ อุเปหิ
ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต
ตเถว สิกฺขาปทานิ ปญฺจ
อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยสฺสุ ฯ
ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ
โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ
อมชฺชโป มา จ มุสา อภาสิ ๑
สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏฺโฐ ฯ
อิมญฺจ อฏฺฐงฺควรํ อุเปตํ ๒
สมาทิยาหิ กุสลํ สุขินฺทฺริยํ ๓ ฯ
จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ
อนฺนปานํ ขาทนียํ วตฺถํ เสนาสนานิ จ ฯ
ททาหิ อุชุภูเตสุ สทา ๔ ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ
ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต
ตปฺเปหิ ๕ อนฺนปาเนน สทา ปุญฺญํ ปวฑฺฒติ ฯ
เอวญฺจ ธมฺมานิ ๖ สมาจรนฺโต
สกฺกจฺจํ รตฺตินฺทิวํ อปฺปมตฺโต
มุญฺเจยฺย โส ๗ นิรยา จ ตมฺหา
กมฺมํ สิยา อญฺญตฺร เวทนียํ ฯ
อชฺเชว พุทฺธํ สรณํ อุเปมิ๕
ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ ปสนฺนจิตฺโต
ตเถว สิกฺขาปทานิ ๑ ปญฺจ
อขณฺฑผุลฺลานิ สมาทิยามิ ฯ
ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ
โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ
อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ
สเกน ทาเรน จ โหมิ ตุฏฺโฐ ฯ
อิมญฺจ อริยํ อฏฺฐงฺควรํ อุเปตํ
สมาทิยามิ กุสลํ สุขินฺทฺริยํ ฯ
จีวรํ ปิณฺฑปาตญฺจ ปจฺจยํ สยนาสนํ
อนฺนปานํ ขาทนียํ วตฺถํ เสนาสนานิ จ
ภิกฺขู จ สีลสมฺปนฺเน วีตราเค พหุสฺสุเต
ททามิ น วิกฺกปฺปามิ ๒ พุทฺธานํ สาสเน รโต ฯ
เอตาทิโส ลิจฺฉวิ อมฺพสกฺขโร
เวสาลิยํ อญฺญตโร อุปาสโก
สทฺโธ มุทุ การกโร จ ภิกฺขุ
สงฺฆญฺจ สกฺกจฺจ ตทา อุปฏฺฐหิ ฯ
สูลาวุโต จ อโรโค หุตฺวา
(๑) เสรี สุขี ปพฺพชฺชํ อุปาคมิ
อาคมฺม กปฺปิตกุตฺตมํ อุโภปิ
สามญฺญผลานิ อชฺฌคุํ ฯ
เอตาทิสา สปฺปุริสานํ เสวนา
มหปฺผลา โหติ สตํ วิชานตํ
สูลาวุโต อคฺคผลํ ผุสฺสติ ๒
ผลํ กนิฏฺฐํ ปน อมฺพสกฺขโรติ ฯ
๑ ม. อมฺมสกฺกโร ฯ ๒ ยุ. เสยฺโย ฯ ๓ ยุ. วา ฯ ๔ ม. ปริจารณา ฯ
๕ ม. ทิฏฺฐุมฺปิ เต ทานิ น ตํ ลภนฺติ ฯ ๖ ม. โอคฺคตตฺตสฺส ฯ ๗ ม. นิหีนตฺโต ฯ
๗ ม. นิหีนตฺโต ฯ ๘ ยุ. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ
๑ ม. ชีวิตสฺสูปโรโธ ฯ ยุ. ชีวิตสฺสปโรโธ ฯ ๒ ม. ปุจิมนฺทสฺส ฯ ๓ ม. มาสทฺโท
๓ ม. มาสทฺโท น ทิสฺสติ ฯ
๑ ยุ. ปาณํ ฯ ๒ ม. โอกาสกมฺมํ สเจ โน กโรสิ ฯ ๓ ปุจฺฉาม ตํ ฯ
๔ ม. อกามาสทฺเธยฺยวเหติ ฯ
๑ ม. อยํ ปาโฐ น ทิสฺสติ ฯ ๒ ยุ. จิกฺขลปพฺเพ นรกํ ฯ ๓ ม. เสตํ ฯ ๔ ยุ.
๔ ยุ. นรกสฺมึ ฯ ๕ ยุ. อญฺโญ จ อติกฺกเมยฺย ฯ
๑ ยุ. อาสมานา ฯ ๒ ม. หิ ฯ
๑ ม. ทฺวยชฺช ฯ ๒ ม. ตา เทวตาโย ฯ ๓ ม. โย ฯ
๑ ยุ. มุนิ นํ ฯ ๒ ยุ. วิจรนฺติ ฯ ๓ ยุ. จสฺส ฯ ๔ ม. โย ฯ
๕ ม. วิโนทเนยฺยาติ ฯ
๑ ม. มาเกเจร ฯ ๒ จสฺสุ อิติปิ ทิสฺสติ ฯ เอวมุปริปิ ฯ
๑ ม. ยุ. สุภานิ ฯ ๒ ยุ. ปาปิ ฯ ๓ วิปาตยนฺตีติปิ ทิสฺสติ ฯ ๔ ยุ. อถา ปุเร ฯ
๕ ม. ปาทกุฏฺฐาริกาหิ ฯ ๖ ม. ปพฺพชิตา ฯ ๗ ยุ. เตสมฺปิ ฯ
๑ ม. มุฏฺฐสฺส ฯ ๒ ม. ตุวํ ฯ ๓ ม. วิเหสยึ ฯ ๔ ยุ. ......เณถ ฯ ๕ ม. ยุ.
อสมตฺตโภคี ฯ ๖ ยุ. จาหํ ฯ ๗ ยุ. อทาหิ ฯ
๑ ม. เทวตา เม ฯ ๒ ยุ. ยถามหํ ฯ ๓ ม. ตฺวํ เนว ฯ ๔ ม. ลจฺฉสิ ฯ
๕ ยุ. นาปิ ฯ ๖ ยุ. มญฺญามุ ฯ
๑ ม. สูลโต ฯ ๒. ม. เวทนียํ ฯ ๓ ม. อญฺญตฺถิโก ฯ ๔ ยุ. เนว ฯ ๕ สุโต ...
อกฺขิสฺสา ติอิเม ปาฐา นตฺถิ ฯ
๑ ยุ. สมฺมา ฯ ๒ ยุ. มุเขน เนว ฯ ๓ ยุ. ตเถว ปูจฺฉิ นํ ฯ
๑ ยุ. วโจ หิ ฯ ๒ ยุ. โว ฯ ๓ ยุ. กมฺมานิ ฯ ๔ ยุ. ว ฯ ๕ ยุ. เนว ฯ
๑ ม. อภาณี ฯ ๒ ม. อิมญฺจ อริยํ อฏฺฐงฺควเรนุเปตํ ฯ ๓ ม. สุขุทฺทริยํ ฯ
๔ ม. ยุ. วิปฺปสนฺเนน เจตสา ฯ ๕ ยุ. ...สิ ฯ ๖ ม. กมฺมานิ ฯ
๗ ยุ. มุญฺจ ตุวํ ฯ
๑ ม. สิกฺขาย ปทานิ ฯ สพฺพตฺถ อีทิสเมว ฯ ๒ ม. วิกมฺปามิ ฯ
มีนครของชาววัชชีนครหนึ่งนามว่าเวสาลี ในนครเวสาลีนั้นมีกษัตริย์ลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่งที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า การนอน การนั่ง การเดินไปเดินมา การลิ้มการดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของบุคคลผู้ถูกเสียบไว้บนหลาวนี้ ย่อมไม่มี ชนเหล่าใดผู้เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเห็นเคยฟังร่วมกันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณา ของบุคคลใดมีอยู่ในกาลก่อนเดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียนบุคคลนั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติเป็นต้นสละแล้ว มิตรสหายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ตกยาก พวกมิตรสหายทราบว่าผู้ใดขาดแคลน
ย่อมละทิ้งผู้นั้น และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ก็พากันไปห้อมล้อม คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติ ย่อมมีมิตรสหายมาก ส่วนบุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคืองด้วยโภคะ ย่อมหามิตรสหายยาก [นี้เป็นธรรมดาของโลก] บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้ มีร่างกายเปื้อนด้วยเลือดตัวทะลุเป็นช่องๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับไปในวันนี้พรุ่งนี้เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่บนปลายหญ้า ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้เพราะเหตุไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่บนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูกรบุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การ
ที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ.
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้เป็นสายโลหิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกชาติก่อนข้าพระองค์เห็นแล้วมีความกรุณาแก่เขาว่าขออย่าให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ไปตกนรกเลย ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ จุติจากอัตภาพนี้แล้ว จักเข้าถึงนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป เป็นสถานร้ายกาจมีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อนให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่านรกนั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรกอันมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้เกิดความน่ากลัวมีความทุกข์กล้าแข็งอย่างเดียว บุรุษนี้ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่งว่าข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะพึงสละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จะไม่พูดในที่ใกล้เขา ด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษนี้อย่าได้ดับไปเสียเพราะคำของข้าพระองค์เลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูดว่า
ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ.
เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชาทรงขอโอกาสเพื่อจะตรัสถามความเป็นไปของนางเปรตนั้นอีก จึงได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า
เรื่องของบุรุษนี้เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนาจะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา.
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญาณไว้ในกาลนั้นแน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดยพระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญพระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะกราบทูล
ได้.
เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าอัมพสักขระจึงตรัสถามว่า เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควรเชื่อสิ่งนั้นแม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้น
แล้วไม่เชื่อ ก็ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิดท่าน.
เปรตนั้นทูลว่า
ขอสัจจปฏิญาณของพระองค์นี้จงมีแก่ข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มีความต้องการอย่างอื่น ไม่ได้มีจิตประทุษร้ายข้าพระองค์จะกราบทูลธรรมทั้งหมดที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่สดับแล้วบ้าง แก่พระองค์ ตามที่
ข้าพระองค์รู้.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า
ท่านขี่ม้าขาวอันประดับประดาแล้ว เข้าไปยังสำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรม
อะไร?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทางลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใสเอาศีรษะโคศีรษะหนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์และบุคคลอื่นเหยียบบนศีรษะโคนั้นเดินไปได้สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์
น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า
ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมีกลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดาเป็นผู้มีอานุภาพมาก แต่ท่านเปลือยกาย นี้เป็นผลแห่งกรรม
อะไร?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นคนมักโกรธ แต่มีใจเลื่อมใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลายด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีทิพย์สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์เห็นยศ และชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรมมีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระองค์มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บนบกไม่มีความประสงค์จะลักขโมยและไม่มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นคน
เปลือยกายเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า
ผู้ใดทำบาปเล่นๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ส่วนผู้ใดตั้งใจทำบาปจริงๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรมของผู้นั้นว่า
เป็นอย่างไร?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่วร้าย เป็นผู้เศร้าหมองด้วยกายและวาจา เมื่อตายไป มนุษย์เหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัยส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์แล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย.
เมื่อเปรตนั้น ชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระราชาไม่ทรงเชื่อ จึง
ตรัสถามเปรตนั้นว่า
เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราจะพึงเห็นอย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำให้เราเชื่อถือ
เรื่องนั้นได้?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้ทรงสดับมาแล้ว ก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสองก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่สุคติ ทุคติ เลว และประณีต ก็ไม่มีในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น จึงไปสู่สุคติ ไปสู่ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้างนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้นว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเสวยสุขและทุกข์ เทวดาย่อมพากันห้อมล้อมพวกชน ผู้ได้เสวยผลอันเป็นสุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและบุญทั้งสอง ย่อมเดือดร้อนกรรมที่ข้าพระองค์เองทำไว้ในชาติก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้นในบัดนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้ที่ให้ผ้านุ่งผ้าห่มที่นอนที่นั่งข้าวและน้ำ แก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมาให้ข้าพระองค์มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นคนเปลือยกาย
มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า
ดูกรยักษ์ เหตุอะไรๆ ที่จะให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุที่ควรเชื่อพอจะฟังเป็นเหตุได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ในเมืองเวสาลีนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่ากัปปิตกะเป็นผู้ได้ฌานมีศีลบริสุทธิ์เป็นพระอรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอันสูงสุด มีวาจาสละสลวย รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจาโต้ตอบดีเป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติอยู่ด้วยเมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหาหลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ถือเราถือเขา ไม่คดกายวาจาใจไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเป็นเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏเพราะความเป็นผู้มีคุณวิเศษอันปกปิดไว้แม้ใครๆ เห็นก็ไม่รู้ว่าเป็นคนดีในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่านว่ามุนี รู้กันว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ หนักแน่น ไม่หวั่นไหว มีธรรมอันดีงามเที่ยวไปในโลก ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่ภิกษุนั้นแล้วทรงอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงถวายแล้ว และท่านรับผ้านั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า
บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ประเทศไหน เราจักไปพบท่านที่ไหนใครจะพึงแก้ไขความสงสัยสนเท่ห์ อันเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นของเราได้
ในวันนี้?
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ท่านอยู่ที่เมืองกปินัจจนา มีหมู่เทวดาเป็นอันมากห้อมล้อม เป็นผู้มีนามจริงแท้ และเป็นผู้ไม่ประมาท แสดงธรรมีกถาอยู่ในหมู่ของตน.
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า
เราจักไปแล้วจักทำตามที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จักให้สมณะนั้นนุ่งห่มผ้าขอท่านจงดูคู่ผ้าเหล่านั้น อันสมณะนั้นรับประเคนแล้ว และเราจักคอย
ดูท่านนุ่งห่มผ้าเป็นอันดี.
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ขอรับประทานพระวโรกาส ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่ควร การเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาไม่ควรนี้ ไม่เป็นธรรมเนียมที่ดีของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ก็เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาในเวลา
สมควร ก็จักทรงเห็นภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่สงัดในที่นั้นเอง.
พระเจ้าลิจฉวีตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็แวดล้อมด้วยหมู่ข้าราชบริพาร เสด็จไปในนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังที่ประทับในนิเวสน์ของพระองค์ ทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนาน และทรงดื่มน้ำแล้วได้เวลาอันควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบรับสั่งให้หมู่ข้าราชบริพารถือไป พระราชาครั้นเสด็จเข้าไปในประเทศนั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะรูปหนึ่งผู้มีจิตสงบระงับกลับจากที่โคจรเป็นผู้เยือกเย็นนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามสมณะนั้นถึงความเป็นผู้มีอาพาธน้อย การอยู่สำราญและตรัสบอกนามของพระองค์ให้ทรงทราบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมเป็นกษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในเมืองเวสาลีชาวลิจฉวีเรียกโยมว่าอัมพสักขระ ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ของดิฉันโยมขอถวายท่าน โยมมาในที่นี้ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ โยมมีความ
ปลื้มใจนัก.
พระเถระทูลถามว่า
สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันละเว้นพระราชนิเวสน์ของมหาบพิตรแต่ที่ไกลทีเดียว เพราะในพระราชนิเวสน์ของมหาบพิตร บาตรย่อมแตกแม้สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีก เมื่อก่อนสมณะทั้งหลายมีศีรษะห้อยลง ตกลงไปจากเขียงเท้า มหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิตเช่นนี้ สมณะทั้งหลายเคยถูกมหาบพิตรทำการเบียดเบียนแล้ว มหาบพิตรไม่เคยพระราชทานแม้แต่น้ำมันสักหยดหนึ่งเลย ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าจากมือคนตาบอดเสียเอง มหาบพิตรเป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้แต่บัดนี้ เพราะเหตุอะไร มหาบพิตรทรงเห็นผลอะไร จึงทรงจำแนกแจก
จ่ายกับอาตมภาพทั้งหลายเล่า?
พระราชาตรัสว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมขอรับผิด โยมได้เบียดเบียนสมณะทั้งหลาย ดังคำที่ท่านพูด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โยมมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้มีจิตประทุษร้าย แต่กรรมอันชั่วช้านั้นโยมทำแล้ว เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะน้อย ได้สั่งสมบาปเพื่อจะล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็ทุกข์อะไรเล่าที่เป็นทุกข์กว่าความเปลือยกาย ย่อมมีแก่เปรตนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญโยมเห็นเหตุอันน่าสังเวชและเศร้าหมองนั้นแล้วจึงให้ทาน เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ ทักษิณาที่โยมถวายนี้ จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้น เพราะการให้ทาน นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
สรรเสริญแล้วโดยมากแน่แท้.
พระเถระทูลว่า
อาตมภาพจะรับผ้า ๘ คู่ของมหาบพิตร ขอทักษิณาทานเหล่านี้ จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้น ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงชำระพระหัตถ์และพระบาท
แล้ว ทรงถวายผ้า ๘ คู่แก่พระเถระ พอพระเถระรับประเคนผ้าเหล่านั้นแล้ว พระราชาทรงเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ลูบไล้ด้วยจรุณจันทน์แดง มีผิวพรรณเปล่งปลั่งประดับประดา นุ่งผ้าดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ของเทวดา ครั้นทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระทัย เกิดปีติปราโมทย์ มีพระทัยร่าเริงเบิกบาน พระเจ้าลิจฉวีได้ทรงเห็นกรรมและวิบากแห่งกรรม แจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้วจึงเสด็จเข้าไปใกล้ แล้วตรัสกะเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เราควรให้ทานทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ดูกรเปรตท่านมี
อุปการะแก่เรามาก.
เปรตนั้นกราบทูลว่า
ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี ก็พระองค์ได้พระราชทานเพื่อข้าพระองค์ส่วนหนึ่งแต่การพระราชทานนั้นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์เป็นเทวดา จักทำความเป็น
สหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์.
พระราชาตรัสว่า
ท่านเป็นคติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตร และเป็นเทวดาของเรา ดูกรเปรต เราขอทำอัญชลีท่าน ปรารถนาเพื่อจะเห็นท่านแม้อีกเปรตกราบทูลว่า
ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใสพระองค์จักไม่ได้เห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็นไม่ได้เจรจากะพระองค์อีก ถ้าพระองค์จะทรงเคารพธรรม ทรงยินดีในการบริจาคทาน ทรงสงเคราะห์ ทรงเป็นดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลายด้วยอาการอย่างนี้พระองค์ก็จักได้ทรงเห็นข้าพระองค์ และข้าพระองค์จักได้เห็น ได้เจรจากะพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จากหลาวโดยเร็วเถิด เพราะการปล่อยบุรุษนี้ เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันข้าพระองค์เข้าใจว่า เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันและกัน เพราะเหตุแห่งบุรุษถูกหลาวเสียบ ก็บุรุษถูกหลาวเสียบนี้ อันพระองค์ทรงรีบปล่อยแล้ว พึงเป็นผู้ประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอนพึงพ้นจากกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา
พระองค์เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงจำแนกทานกับท่าน ในเวลาที่ควร จงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัสถามด้วยพระองค์เอง ท่านจักกราบทูลเนื้อความนั้นแก่พระองค์ก็พระองค์ทรงประสงค์บุญ มีจิตไม่ประทุษร้ายก็เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นเถิด ท่านจักแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับแก่พระองค์ ตามความรู้เห็น พระองค์ได้ทรงฟังธรรมนั้นแล้วจักทรงเห็น
สุคติ.
พระเจ้ารหัส ทรงเจรจาทำความเป็นสหายกับเทวดานั้นแล้วเสด็จไปส่วนเปรตนั้นได้กล่าวกะบริษัทแห่งกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย พร้อมกับบุตรของตน ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอจงฟังคำอย่างหนึ่งของเรา เราจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตายประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านี้ เดี๋ยวนี้ เราจักปล่อยเขาตามความชอบใจของเราขอหมู่ท่านจงอนุญาต จงรีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นที่พระราชารับสั่งให้ลงอาชญาโดยเร็วเถิด ใครพึงบอกท่านผู้ทำกรรมอย่างนั้น ท่านรู้อย่างไรจึงทำอย่างนั้น หมู่ท่านย่อมอนุญาตตามชอบใจ พระเจ้าลิจฉวีเสด็จเข้าไปสู่ประเทศนั้นแล้ว
รีบปล่อยบุรุษที่ถูกเสียบหลาวโดยเร็วและได้ตรัสกะบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อนและรับสั่งให้หมอพยาบาล แล้วเสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุ แล้วทรงถวายทานกับท่านในเวลาอันควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงเสด็จเข้าไปใกล้แล้วตรัสถามด้วยพระองค์เองว่า บุรุษผู้ถูกเสียบหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้วถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตายประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญเดี๋ยวนี้ ดิฉันปล่อยเขาไปแล้ว เขาไปบอกเปรตนั้น เหตุอะไรๆ ที่จะไม่ต้องไปสู่นรกนั้น พึงมีหรือหนอ ถ้ามี ขอท่านโปรดบอกแก่ดิฉัน
ดิฉันรอฟังเหตุที่ควรเชื่อถือจากท่าน.
กัปปิตกภิกษุทูลว่า
ความพินาศแห่งกรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี ความพินาศในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้แจ้ง ถ้าเขาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมทั้งหลายโดยเคารพตลอดคืนและวัน เขาพึงพ้นจากนรกนั้นได้แน่ กรรมอันเว้น
จากการให้ผลพึงมี.
พระราชาตรัสว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ประโยชน์ของบุรุษผู้นี้ดิฉันรู้ทั่วถึงแล้ว บัดนี้ ขอท่านอนุเคราะห์ดิฉันบ้าง ขอท่านได้กล่าวตักเตือนพร่ำสอน
ดิฉัน โดยวิธีที่ดิฉันจะไม่พึงไปสู่นรกด้วยเถิด.
กัปปิตกภิกษุทูลว่า
วันนี้ ขอมหาบพิตรทรงมีพระทัยเลื่อมใสถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและสงฆ์ เป็นสรณะ จงทรงสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่างพร้อย จงทรงงดเว้นจาการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ไม่ทรงพูดเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์ และทรงสมาทานอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จงทรงพระราชทานจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของกินของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ในภิกษุผู้มีจิตซื่อตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ บุญย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ เมื่อบุคคลเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมโดยเคารพตลอดคืนและวันอย่างนี้
พึงพ้นจากนรกนั้น กรรมที่เว้นจากการให้ผลพึงมี.
พระราชาตรัสว่า
วันนี้ ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอสมาทานสิกขาบท ๕ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จไม่ดื่มน้ำเมา และจักสมาทานอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จักถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะแก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต จักไม่
กำหนัด ยินดีแล้วในศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย.
พระเจ้าลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้เป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองเวสาลี ทรงมีศรัทธามีพระหฤทัยอ่อนโยนทรงทำอุปการะแก่ภิกษุ ทรงบำรุงสงฆ์โดยความเคารพ ในกาลนั้นบุรุษผู้ถูกเสียบหลาว หายโรค เป็นสุขสบายดี ได้เข้าถึงบรรพชา แม้ชนทั้งสองอาศัยกัปปีตกภิกษุผู้ประเสริฐได้บรรลุสามัญผล การคบหาสัปบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากตั้งร้อยแก่วิญญูชนผู้รู้แจ้ง บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวได้บรรลุผลอันยอดเยี่ยม ส่วนพระเจ้า
อัมพสักขระได้บรรลุโสดาปัตติผล.
จบอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑
อมฺพสกฺขรเปตวตฺถุ ปฐมํ ฯฌ
๒. เสริสสกเปตวัตถุ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค เสริสสกเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๒ สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ
ฯเปฯ
(วิมานวตฺถุสฺมึ สตฺตมสฺส สุนิกฺขิตฺตวคฺคสฺส ทสมวตฺถุสฺมึ ทฏฺฐพฺพํ)
เสริสฺสกเปตวตฺถุ ทุติยํ ฯ
ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำเจรจาของเทวดา และพวกพ่อค้า ฯลฯ (พึงดูใน
เรื่องที่ ๑๐ แห่งสุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ในวิมานวัตถุ)
จบ เสริสสกเปตวัตถุที่ ๒
๓. นันทิกาเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของนางนันทิกาเปรต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค นันทิกาเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๓ ราชา ปิงฺคลโก นาม สุรฏฺฐานํ อธิปติ อหุ
โมริยานํ อุปฏฺฐานํ คนฺตฺวา สุรฏฺฐํ ปุนราคมา ฯ
อุเณฺห มชฺฌนฺติเก กาเล ราชา ปงฺกํ อุปาคมิ
อทฺทส มคฺคํ รมณียํ เปตานํ วณฺณนาปถํ
สารถึ อามนฺตยิ ราชา อยํ มคฺโค รมณีโย
เขโม โสวตฺถิโก สิโว
อิมินาว สารถิ ยาหิ ๓ สุรฏฺฐานํ สนฺติเก อิโต
เตน ปายาสิ โสรฏฺโฐ เสนาย จตุรงฺคินิยา ฯ
อุพฺพิคฺครูโป ปุริโส สุรฏฺฐํ เอตทพฺรูวิ
กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ภึสนํ โลมหํสนํ ฯ
ปุรโต ปทิสฺสติ มคฺโค ปจฺฉโต จ น ทิสฺสติ
กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ยมปุริสานํ สนฺติเก ฯ
อมานุโส วายติ คนฺโธ โฆโส สูยติ ทารุโณ
สํวิคฺโค ราชา สุรฏฺโฐ สารถึ เอตทพฺรูวิ
กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ภึสนํ โลมหํสนํ
ปุรโตว ทิสฺสติ มคฺโค ปจฺฉโต จ น ทิสฺสติ ฯ
กุมคฺคํ ปฏิปนฺนมฺหา ยมปุริสานํ สนฺติเก
อมานุโส วายติ คนฺโธ โฆโส สูยติ ทารุโณ ฯ
หตฺถิกฺขนฺธญฺจ อารุยฺห โอโลเกนฺโต จตุทฺทิสา
อทฺทส รุกฺขํ นิโคฺรธํ ๑ ปาทปํ ฉายสมฺปนฺนํ
นีลพฺภวณฺณสทิสํ เมฆวณฺณสิรนฺนิภํ
สารถึ อามนฺตยิ ราชา กึ เอโส ทิสฺสติ พฺรหา
นลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ
โส นิโคฺรโธ โส มหาราช ปาทโป ฉายสมฺปนฺโน
นีลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ
เตน ปายาสิ สุรฏฺโฐ เยน โส ทิสฺสติ ๒ พฺรหา
นีลพฺภวณฺณสทิโส เมฆวณฺณสิรนฺนิโภ ฯ
หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห ราชา รุกฺขํ อุปาคมิ
นิสีทิ รุกฺขมูลสฺมึ สามจฺโจ สปริชโน
ปูรํ ปานียกรกํ ๑ ปูเว จิตฺเต จ อทฺทส ฯ
ปุริโส จ เทววณฺณี สพฺพาภรณภูสิโต
อุปสงฺกมิตฺวา ราชานํ โสรฏฺฐํ เอตทพฺรูวิ
สฺวาคตนฺเต มหาราช อโถ เต อทุราคตํ
ปิวตุ เทโว ปานียํ ปูเว ขาท อรินฺทม ฯ
ปิวิตฺวา ราชา ปานียํ สามจฺโจ สปริชโน
ปูเว ขาทิตฺวา ปิวิตฺวา จ สุรฏฺโฐ เอตทพฺรูวิ
เทวตา นุสิ คนฺธพฺโพ อาทุ สกฺโก ปุรินฺทโท
อชานนฺโต ๒ ตํ ปุจฺฉาม กถํ ชาเนมุ ตํ มยํ ฯ
นมฺหิ เทโว น คนฺธพฺโพ นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท
เปโต อหํ มหาราช สุรฏฺฐา อิธมาคโต ฯ
กึสีโล กึสมาจาโร สุรฏฺฐสฺมึ ปุเร ตุวํ
เกน เต พฺรหฺมจริเยน อานุภาโว อยํ ตว ฯ
ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน
อมจฺจา ปาริสชฺชา จ พฺราหฺมโณ จ ปุโรหิโต ฯ
สุรฏฺฐสฺมึ อหํ เทว ปุริโส ปาปเจตโส
มิจฺฉาทิฏฺฐิ จ ทุสฺสีโล กทริโย ปริภาสโก
ททนฺตานํ กโรนฺตานํ วารยิสฺสํ พหุชนํ
อญฺเญสํ ททมานานํ อนฺตรายํ กโรมหํ ฯ
วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส สํยมสฺส กุโต ผลํ
นตฺถิ อาจริโย นาม อทนฺตํ โก ทมิสฺสติ ฯ
สมตุลฺยานิ ภูตานิ กุเล ๑ เชฏฺฐาปจายิโก
นตฺถิ พลํ วิริยํ วา กุโต อุฏฺฐานโปริสํ ฯ
นตฺถิ ทานผลํ นาม น วิโสเธติ เวรินํ
ลทฺเธยฺยํ ลภเต มจฺโจ นียติ ปริณามชํ ฯ
นตฺถิ มาตา ปิตา ภาตา โลโก นตฺถิ อิโต ปรํ
นตฺถิ ทินฺนํ นตฺถิ หุตํ สุนิหิตํปิ น วิชฺชติ ฯ
โยปิ หเนยฺย ปุริสํ ปุริสสฺส ๒ ฉินฺทเต สิรํ
น โกจิ กิญฺจิ หนติ สตฺตนฺนํ วิวรมนฺตเร ฯ
อจฺเฉชฺโช อเภชฺโช ๓ ชีโว อฏฺฐํโส คุฬปริมณฺฑโล
โยชนานิ สตา ๔ ปญฺจ โก ชีวํ เฉตุมรหติ ฯ
ยถา สุตฺตคุเฬ ขิตฺเต นิพฺเพเฐนฺตํ ปลายติ
เอวเมวํปิ โส ชีโว นิพฺเพเฐนฺโต ปลายติ ฯ
ยถา คามโต นิกฺขมฺม อญฺญํ คามํ ปวิสติ
เอวเมวํปิ โส ชีโว อญฺญํ กายํ ๕ ปวิสติ ฯ
ยถา เคหโต นิกฺขมฺม อญฺญํ เคหํ ปวิสติ
เอวเมวํปิ โส ชีโว อญฺญํ โพนฺทึ นิวีสติ ๑ ฯ
จูฬาสีติ มหากปฺปิโน สตสหสฺสานิ เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา
สํสารํ เขปยิตฺวาน ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ฯ
มิตานิ สุขทุกฺขานิ โทเณหิ ปิฏเกหิ จ
ชิโน สพฺพํ ปชานาติ สมูฬฺหา อิตรา ปชา ฯ
เอวํทิฏฺฐิ ปุเร อาสึ สมูโฬฺห โมหปารุโต
มิจฺฉาทิฏฺฐิ จ ทุสฺสีโล กทริโย ปริภาสโก ฯ
โอรํ เม ฉหิ มาเสหิ กาลกิริยา ภวิสฺสติ ฯ
เอกนฺตํ กฏุกํ โฆรํ นิริยํ ปปติสฺสาหํ
จตุกฺกณฺณํ จตุทฺวารํ วิภตฺตํ ภาคโส มิตํ
อโยปาการปริยนฺตํ อยสา ปฏิกุชฺชิตํ ฯ
ตสฺส อโยมยา ภูมิ ชลิตา เตชสา ยุตา
สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ สพฺพทา ฯ
วสฺสสตสหสฺสานิ ๒ โฆโส สูยติ ตาวเท ฯ
ลกฺโข เอโส มหาราช สตภาคา วสฺสโกฏิโย
โกฏิสตสหสฺสานิ นิรเย ปจฺจเร ชนา
มิจฺฉาทิฏฺฐี จ ทุสฺสีลา เย จ อริยูปวาทิโน ฯ
ตตฺถาหํ ทีฆมทฺธานํ ทุกฺขํ เวทิสฺสํ เวทนํ
ผลํ ปาปสฺส กมฺมสฺส ตสฺมา โสจามหํ ภุสํ ฯ
ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน
ธีตา มยฺหํ มหาราช อุตฺตรา ภทฺทมตฺถุ เต ฯ
กโรติ ภทฺทกํ กมฺมํ สีเลสูโปสเถ รตา
ทานรตา ๑ สํวิภาคี จ วทญฺญู ๒ วีตมจฺฉรา
อขณฺฑการี สิกฺขายํ สุณฺหา ปรกุเลสุ จ
อุปาสิกา สกฺยมุนิโน สมฺพุทฺธสฺส สิรีมโต ฯ
ภิกฺขุ จ สีลสมฺปนฺโน คามํ ปิณฺฑาย ปาวิสิ
โอกฺขิตฺตจกฺขุ สติมา คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต
สปทานํ จรมาโน อคมา ตํ นิเวสนํ ฯ
ตมทฺทส มหาราช อุตฺตรา ภทฺทมตฺถุ เต
ปูรํ ปานียกรกํ ปูเว จิตฺเต จ สา อทา
ปิตา เม กาลกโต ภนฺเต ตสฺเสตํ อุปกปฺปตุ ฯ
สมนนฺตรานุทิฏฺเฐ วิปาโก อุปปชฺชถ
ภุญฺชามิ กามกามี ๓ ราชา เวสฺสวโณ ยถา ฯ
ตํ สุโณหิ มหาราช อรินฺทม รฏฺฐวฑฺฒน
สเทวกสฺส โลกสฺส พุทฺโธ อคฺโค ปวุจฺจติ
ตํ พุทฺธํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ
อฏฺฐงฺคิเกน มคฺเคน ผุสนฺติ อมตํ ปทํ
ตํ ธมฺมํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ
จตฺตาโร จ ปฏิปนฺนา จตฺตาโร จ ผเล ฐิตา
เอส สงฺโฆ อุชุภูโต ปญฺญาสีลสมาหิโต
ตํ สงฺฆํ สรณํ คจฺฉ สปุตฺตทาโร อรินฺทม ฯ
ปาณาติปาตา วิรมสฺสุ ขิปฺปํ
โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยสฺสุ
อมชฺชโป โน ๑ จ มุสา อภาณิ
สเกน ทาเรน จ โหหิ ตุฏฺโฐ ฯ
อตฺถกาโมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต
กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย มม ฯ
อุเปมิ สรณํ พุทฺธํ ธมฺมญฺจาปิ อนุตฺตรํ
สงฺฆญฺจ นรเทวสฺส คจฺฉามิ สรณํ อหํ ฯ
ปาณาติปาตา วิรมามิ ขิปฺปํ
โลเก อทินฺนํ ปริวชฺชยามิ
อมชฺชโป โน จ มุสา ภณามิ
สเกน ทาเรน [๒] โหมิ ตุฏฺโฐ ฯ
โอผุนามิ ๓ มหาวาเต นทิยา วา ๔ สีฆคามิยา ๕
วมามิ ปาปกํ ทิฏฺฐึ พุทฺธานํ สาสเน รโต ฯ
อิทํ วตฺวาน สุรฏฺโฐ วิรมิตฺวา ปาปทสฺสนํ ๖
นโม ภควโต กตฺวา ปาโมกฺโข รถมารุยฺหีติ ฯ
นนฺทิกาเปตวตฺถุ ตติยํ ฯ
๑ ม. ภิกฺขุญฺจ ฯ ๒ ม. อผสฺสยิ ฯ ยุ. ผุสฺสสิ ฯ ๓ ม. ยาม ฯ
๑ ม. ยุ. อทฺทส นิโคฺรธํ รมณียํ ฯ ๒ ม. ทิสฺสเต ฯ
๑ ม. ปานียสรกํ ฯ ๒ ม. อชานนฺตา ฯ
๑ ม. กุโต ฯ ๒ ม. ยุ. ปรสฺส ฯ ๓ ยุ. อจฺเฉชฺชเภชุโช ฯ ๔ ม. โยชนานํ สตํ ฯ
๕ ม. โพนฺทึ ฯ
๑ ม. ปวีสติ ฯ ๒ ม. วสฺสานิ สตสหสฺสานิ ฯ
๑ ม. ยุ. สญฺญตา ฯ ๒ ยุ. วทญฺญา ฯ ๓ ม. กามกามีหํ ฯ
๑ ม. มา ฯ ๒ ม. จ ฯ ๓ ยุ. โอธุนามิ ฯ ๔ ม. วาสทฺโท นตฺถิ ฯ
๕ ยุ. สีฆงฺคมิยา ฯ ๖ ม. ปาปทสฺสนา ฯ
มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่าปิงคละเป็นใหญ่ในสุรัฏฐประเทศเสด็จไปเฝ้าเจ้าพระโมริยะแล้ว กลับมาสู่สุรัฏฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มีเปือกตม ในเวลาเที่ยงซึ่งเป็นเวลาร้อนทอดพระเนตรเห็นทางอันรื่นรมย์เป็นทางที่เปรตเนรมิตไว้ จึงตรัสบอกนายสารถีว่า ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็นทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย ดูกรนายสารถี ท่านจงตรงไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้ จักถึงเขตเมืองสุรัฏฐะเร็วทีเดียวพระเจ้าสุรัฏฐะได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา บุรุษคนหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัวได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ว่า พวกเราเดินทางผิดเป็นทางน่ากลัวขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้าแต่ข้างหลังไม่ปรากฏ
พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพึงกลัว พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงสะดุ้งพระทัย ตรัสกะนายสารถีว่าพวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัวขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้งไป เราได้ยินเสียงอันน่าสะพึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศทั้ง ๔ ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชอุ่มดุจสีเมฆมีสีและสัณฐานคล้ายเมฆรับสั่งกะนายสารถีว่า ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจ
สีเมฆ มีสีและสัณฐาณคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม?
นายสารถีกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชา นั่นเป็นต้นไทร มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชอุ่ม มีสีและ
สัณฐานคล้ายเมฆ.
พระเจ้าสุรัฏฐเสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ปรากฏอยู่ แล้วเสด็จลงจากคอช้าง เสด็จเข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำมีน้ำเต็ม และขนมอันหวานอร่อย บุรุษมีเพศดังเทวดา ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไปเฝ้าพระเจ้าสุรัฏฐแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กำจัดศัตรู เชิญ
พระองค์เสวยน้ำและขนมเถิด พระเจ้าข้า.
พระเจ้าสุรัฏฐพร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่มน้ำและกินขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทวดา เป็นคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จึงถามว่า พวกเราพึงรู้จักท่าน
อย่างไร?
นันทิกาเปรตกราบทูลว่า
ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฏฐ์มาอยู่ที่นี้.
พระราชาตรัสถามว่า
เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฏฐ์ มีปกติอย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพอย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อะไร?
นันทิกาเปรตตอบว่า
ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุงรัฐให้เจริญ ขอพระองค์อำมาตย์ราชบริพารและพราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐเมื่อก่อน ข้าแต่พระองค์เป็นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฏฐ์ เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีลตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ห้ามปรามมหาชน ซึ่งพากันทำบุญให้ทาน ทำอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังให้ทานได้ห้ามว่า ผลแห่งทานไม่มีผล ผลแห่งการสำรวม จักมีแต่ที่ไหนใครๆ ผู้ชื่อว่า เป็นอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝนบุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วเล่าสัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล จักมีแต่ที่ไหน กำลังหรือความเพียรไม่มี
ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน ผลทานไม่มี ทานและศีลไม่ทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์อันเกิดแต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่นจากโลกนี้ ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผลแม้ทานอันบุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่นและตัดศีรษะบุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทำลายชีวิตของผู้อื่นหาไม่ได้ ไม่มีใครฆ่าใครเป็นแต่ศาตราย่อมเข้าไปในระหว่างอันเป็นช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยมบางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย
บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือนหลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้ว หลอดด้ายนั้นอันด้ายพันอยู่ ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้น ย่อมแหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ออกจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่น ฉันใดชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลออกจากเรือนหลังนี้แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่น ฉันใด แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้วเข้าไปอาศัยร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้นกำหนด ๘ ล้าน ๔ แสนมหากัป สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็นพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิตจักยังสงสารให้สิ้นไป แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขทุกข์เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกะเช้า
พระชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้จึงได้เป็นคนหลงถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักทำกาลกิริยา จักตกไปนรกอันเผ็ดร้อน ร้ายกาจโดยส่วนเดียว นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตูจำแนกออกเป็นส่วนๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็กครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้นเป็นเหล็กแดงลุกเป็นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไปร้อยโยชน์โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงจะได้ยินเสียงในนรกนั้นว่า แน่ะเพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาลประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว
ข้าแต่พระมหาราชา แสนโกฏิปีเป็นกำหนดอายุของสัตว์ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้อยู่ในนรกแสนโกฏิปี ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนาน นี้เป็นผลแห่งกรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงเศร้าโศกนัก ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ธิดาของข้าพระองค์ชื่ออุตตราทำแต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีลยินดีในทานจำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ มีปกติทำไม่ให้ขาดในสิกขา เป็นสะใภ้อยู่ในตระกูลอื่นเป็นอุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงศิริ
ข้าแต่พระมหาราชา ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีจักษุอันทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครองทวาร สำรวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลำดับตรอก เข้าไปสู่บ้านนั้น นายได้ถวายน้ำขันหนึ่งและขนมมีรสหวานอร่อย แล้วอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้ จงพลันสำเร็จแก่บิดาของดิฉันที่ตายไปแล้วเถิด ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิดมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความประสงค์สำเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภคกามสุขเหมือนดังท้าวเวสสวรรณมหาราช ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรูเป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระองค์
พระพุทธเจ้าบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศกว่าโลกพร้อมทั้งเทวโลกขอพระองค์พร้อมทั้งพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้งหลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัครมเหสีจงถึงมรรคมีองค์ ๘ และอมตบทเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวกนี้เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมทั้งพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะเถิด ขอพระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของ
พระองค์ ไม่ตรัสเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์เถิด.
พระราชาตรัสว่า
ดูกรเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความเจริญแก่เรา ปรารถนาเกื้อกูลเราเราจะทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์อันยอดเยี่ยมกว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ จะยินดีด้วยพระมเหสีของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้าเหมือนโปรยแกรบลอยไปในลมอันแรง เหมือนทิ้งหญ้าและใบไม้ลอยไปในแม่น้ำมีกระแสอันเชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีแล้วในพระพุทธศาสนาพระเจ้าสุรัฏฐ์ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดความเห็นอันชั่วช้า ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระภาค เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศ
ปราจีน กลับคืนสู่พระนคร.
จบ นันทิกาเปตวัตถุที่ ๓.
๔. เรวดีเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของนางเรวดีเปรต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค เรวดีเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๔ อุฏฺเฐหิ เรวเต สุปาปธมฺเม
ฯเปฯ
(วิมานวตฺถุสฺมึ ปญฺจมสฺส มหารถวคฺคสฺส ทุติยวตฺถุสฺมึ ทฏฺฐพฺพํ)
เรวติเปตวตฺถุ จตุตฺถํ ฯ
บุรุษคนใช้ของพระยายมราช จะจับนางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรกจึงได้กล่าวว่า แน่ะแม่เรวดีผู้มีธรรมอันแสนจะชั่วช้า จงลุกขึ้น ฯลฯ
(พึงดูในเรื่องที่ ๒ แห่งมหารถวรรคที่ ๕ ในวิมานวัตถุ).
จบ เรวดีเปตวัตถุที่ ๔.
๕. อุจฉุเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของอุจฉุเปรต
เปรตตนหนึ่งถามพระมหาโมคคัลลานเถระว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค อุจฉุเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๕ อิทํ มม อุจฺฉุวนํ มหนฺตํ
นิพฺพตฺตติ ปุญฺญผลํ อนปฺปกํ
ตํ ทานิ เม น ปริโภคํ อุเปติ ๑
อาจิกฺข ภนฺเต กิสฺส อยํ วิปาโก ฯ
วิหญฺญามิ ๒ ขชฺชามิ จ วายมามิ จ
ปริสกฺกามิ ปริภุญฺชิตุํ กิญฺจิ
สฺวาหํ ฉินฺนาตุโม ๓ กปโณ ลาลปามิ
กิสฺส กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ
วิฆาโต จาหํ ปริปตามิ ฉมายํ
ปริวตฺตามิ วาริจโรว ฆมฺเม
ทูรโต ๔ จ เม อสฺสุกานิ คลนฺติ
อาจิกฺข ภนฺเต กิสฺส อยํ วิปาโก ฯ
ฉาโต กิลนฺโต จ ปิปาสิโต จ
สํตสิโต สาตสุขํ น วินฺเท
ปุจฺฉามิ ตํ เอตมตฺถํ ภทนฺเต
กถนฺนุ อุจฺฉุปริโภคํ ลเภยฺยํ ฯ
ปุเร ตุวํ กมฺมมกาสิ อตฺตนา ฯ
มนุสฺสภูโต ปุริมาย ชาติยา
อหญฺจ ตํ เอตมตฺถํ วทามิ
สุตฺวาน ตฺวํ เอตมตฺถํ วิชานํ ฯ
อุจฺฉู ตุวํ ขาทมาโน ปยาโต
ปุริโส จ เต ปิฏฺฐิโต อนุคญฺฉิ
โส จ ตํ ปจฺจาสนฺโต กเถสิ
ตสฺส ตุวํ น กิญฺจิ อาลปิตฺถ ฯ
โส จ ตํ ๑ อภณนฺตํ อยาจิ
เทเหยฺย อุจฺฉุนฺติ จ ตํ อโวจ
ตสฺส ตุวํ ปิฏฺฐิโต อุจฺฉฉ อทาสิ
ตสฺเสตํ กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ฯ
อิงฺฆ ตฺวํ ๒ คนฺตฺวาน ปิฏฺฐิโต คเณฺหยฺยาสิ
คเหตฺวาน ขาทสฺสุ ยาวทตฺถํ
เตเนว ตฺวํ อตฺตมโน ภวิสฺสสิ
หฏโฐ อุทคฺโค ๓ จ ปโมทิโต จ ฯ
คนฺตฺวาน โส ปิฏฺฐิโต อคฺคเหสิ
คเหตฺวาน ตํ ขาทิ ยาวทตฺถํ
เตเนว โส อตฺตมโน อโหสิ
หฏฺโฐ อุทคฺโค จ ปโมทิโตติ ๑ ฯ
อุจฺฉุเปตวตฺถุ ปญฺจมํ ฯ
๑ ม. ปริโภคเมติ ฯ ๒ ม. หญฺญามิ ฯ ๓ ม. ฉินฺนถาโม ฯ ๔ ยุ. รุทโต จ
เม อสฺสุกา นิคฺคลนฺติ ฯ
๑ ยุ. อภิณฺหํ อายาจิ ฯ ๒ ยุ. ตุวํ ปิฏฺฐิโต คณฺห อุจฺฉฉ ฯ ๓ ม. จุทคฺโค ฯ
ไร่อ้อยใหญ่นี้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า เป็นผลบุญไม่น้อย แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ากินอ้อยนั้นไม่ได้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร ข้าพเจ้าย่อมเดือดร้อนจะกัดกินพยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะบริโภคสักหน่อยก็ไม่สมหวัง กำลังก็สิ้นลง บ่นเพ้อนักนี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร อนึ่ง ข้าพเจ้าถูกความหิวและความกระหายเบียดเบียน แล้วหมุนล้มไปที่แผ่นดิน กลิ้งเกลือกไปมา ดุจปลาดิ้นรนอยู่ในที่ร้อน เมื่อข้าพเจ้าร้องไห้อยู่สัตว์ทั้งหลายย่อมพากันมากินน้ำตาของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร ข้าพเจ้าเป็นผู้หิวกระหายลำบาก ดิ้นรนไปว่า ย่อมไม่ประสบความสุขที่น่ายินดี ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน
ข้าพเจ้าจะพึงบริโภคอ้อยได้อย่างไร?
พระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวว่า
เมื่อชาติก่อน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำกรรมไว้ด้วยตนเอง เราจะบอกเนื้อความนั้นกะท่าน ขอท่านจงฟังแล้วจำเนื้อความข้อนั้นไว้ ท่านเดินกัดกินอ้อยไป และมีบุรุษคนหนึ่งเดินตามหลังท่านไป เขาหวังจะกินอ้อย จึงบอกแก่ท่าน ท่านก็มิได้พูดอะไรๆ แก่เขา เขาจึงได้พูดวิงวอนท่านผู้ไม่พูดตอบว่า ขอท่านพึงให้อ้อยเถิด ท่านได้ให้อ้อยแก่บุรุษนั้นโดยข้างหลัง นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น เชิญท่านพึงไปถือเอาอ้อยข้างหลังซิ ครั้นถือเอาได้แล้ว จงกินให้อิ่มหนำเถิด เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจักเป็นผู้เบิกบานร่าเริงบันเทิงใจ เปรตนั้นได้ไปถือเอาโดยข้างหลังครั้นแล้วจึงได้กินอ้อยนั้นจนอิ่มหนำ เพราะเหตุนั้นแล เปรตนั้นได้เป็น
ผู้เบิกบานร่าเริงบันเทิงใจ.
จบ อุจฉุเปตวัตถุ.
๖. กุมารเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของกุมารเปรต
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค กุมารเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๖ สาวตฺถี นาม นครํ หิมวนฺตสฺส ปสฺสโต
ตตฺถาสุํ เทฺว กุมารา ราชปุตฺตาติ เม สุตํ ฯ
ปมตฺตา ๒ รชนีเยสุ กามสฺสาทาภินนฺทิโน
ปจฺจุปฺปนฺเน สุเข คิทฺธา น เต ปสฺสึสุ นาคตํ ฯ
เต ปุตฺตา ๓ จ มนุสฺสตฺตา ปรโลกํ อิโต คตา
เต จ ๔ โฆเสนฺติ ๕ น ทิสฺสนฺโต ปุพฺเพ ทุกฺกฏมตฺตโน ฯ
พหูสุ วต สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเม อุปฏฺฐิเต
นาสกฺขิมฺหา จ อตฺตานํ ปริตฺตโสตฺถึ ๖ กาตุํ สุขาวหํ ฯ
กึ ตโต ปาปกํ อสฺส ยนฺโน ราชกุลา จุตา
อุปปนฺนา เปตวิสยํ ขุปฺปิปาสาสมปฺปิตา ฯ
สามิโน อิธ หุตฺวาน โหนฺติ อสฺสามิโน ตหึ
มรนฺติ ๗ ขุปฺปิปาสาย มนุสฺสา อุนฺนโตนตา ฯ
เอวมาทีนวํ ๘ ญตฺวา อิสฺสรมานสมฺภวํ
ปหาย อิสฺสรมทํ ภเว สคฺคคโต นโร
กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ
กุมารเปตวตฺถุ ฉฏฺฐํ ฯ
๑ ยุ. อิเม ปาฐา น ทิสฺสนฺติ ฯ ๒ ม. สมฺมตฺตา ฯ ๓ ยุ. จุตา ฯ
๔ ยุ. เตธ ฯ ๕ ม. โฆเสนฺตยทิสฺสนฺตา ฯ ๖ ม. ปริตฺตํ ฯ
๗ ยุ. จรนฺติ ฯ ม. ภมนฺติ ฯ ๘ ม. เอตมาทีนวํ ฯ
ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า มีพระกุมาร ๒ องค์เป็นพระราชโอรสอยู่ในพระนครสาวัตถี ข้างประเทศหิมพานต์ พระราชกุมารทั้ง ๒ องค์นั้นเป็นผู้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจความยินดีในกาม ทรงติดอยู่ในความสุขปัจจุบัน ไม่ทรงเห็นสุขในอนาคต ครั้นจุติจากความเป็นมนุษย์ไปจากโลกนี้สู่เปตโลกแล้ว เกิดเป็นเปรตไม่แสดงกายให้ปรากฏ ร้องประกาศกรรมชั่วของตนที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า เมื่อพระทักขิไณยบุคคลมีอยู่เป็นอันมาก และไทยธรรมอันเขาเข้าไปตั้งไว้ก็มีอยู่ พวกเราไม่อาจทำบุญอันนำมาซึ่งความสุขต่อไปแม้เล็กน้อย และทำตนให้มีความสวัสดีได้ อะไรจะพึงลามกกว่ากามนั้นพวกเราจุติจากราชกุลแล้วไปบังเกิดในเปตวิสัย พรั่งพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย เมื่อก่อน เคยเป็นเจ้าของในที่ใดในโลก ย่อมไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นั้นอีก มนุษย์ทั้งหลายเจริญขึ้นแล้วเสื่อมลง ย่อมตายเพราะความหิวและความกระหาย นรชนรู้โทษอันเกิดด้วยอำนาจความถือตัวว่าเป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว ละความเมาในความเป็นใหญ่ได้แล้วพึงไปสู่สวรรค์ นรชนผู้มีปัญญาเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์.
จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๖.
๗. ราชปุตตเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมเปรตราชบุตร
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค ราชปุตตเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๗ ปุพฺเพ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก มถเย มนํ
รูเป สทฺเท รเส คนฺเธ โผฏฺฐพฺเพ จ มโนรเม ฯ
นจฺจํ คีตํ รตึ ขิฑฺฑํ อนุภุตฺวา อนปฺปกํ
อุยฺยาเน ปริจาริตฺวา ๑ ปวิสนฺโต คิริพฺพชํ ฯ
อิสึ สุเนตฺตมทฺทกฺขิ อตฺตทนฺตํ สมาหิตํ
อปฺปิจฺฉํ หิรีสมฺปนฺนํ อุญฺเฉ ปตฺตคเต รตํ ฯ
หตฺถิกฺขนฺธโต โอรุยฺห ลทฺธา ภนฺเตติ จ พฺรูวิ
ตสฺส ปตฺตํ คเหตฺวาน อุจฺจํ ปคฺคยฺห ขตฺติโย ฯ
ถณฺฑิเล ปตฺตํ ภินฺทิตฺวา หสมาโน อปกฺกมิ
รญฺโญ กิตวสฺสาหํ ปุตฺโต กึ มํ ภิกฺขุ กริสฺสสิ ฯ
ตสฺส กมฺมสฺส ผรุสสฺส วิปาโก กฏุโก อหุ
ยํ ราชปุตฺโต เวเทสิ นิรยมฺหิ สมปฺปิโต ฯ
ฉเฬว จตุราสีติ วสฺสานิ นหุตานิ จ
ภุสํ ทุกฺขํ นิคจฺฉิฏฺโฐ นิรเย กตกิพฺพิโส ฯ
อุตฺตาโนปิ จ ปจฺจิตฺถ นิกุชฺโช วามทกฺขิโณ
อุทฺธํปาโท ฐิโต เจว จิรํ พาโล อปจฺจิถ ฯ
พหูนิ วสฺสสหสฺสานิ ปูคานิ นหุตานิ จ
ภุสํ ทุกฺขํ นิคจฺฉิฏฺโฐ นิรเย กตกิพฺพิโส ฯ
เอตาทิสํ โข กฏุกํ อปฺปทุฏฺฐปโทสินํ
ปจฺจนฺติ ปาปกมฺมนฺตา อิสึ อาสชฺช สุพฺพตํ ฯ
โส ตตฺถ พหุวสฺสานิ เวทยิตฺวา พหุทุกฺขํ
ขุปฺปิปาสหโต นาม เปโต อาสิ ตโต จุโต ฯ
เอวมาทีนวํ ญตฺวา อิสฺสรมทสมฺภวํ
ปหาย อิสฺสรมทํ นิวาตมนุวตฺตเย ฯ
ทิฏฺเฐว ธมฺเม ปาสํโส โย พุทฺเธสุ สคารโว
กายสฺส เภทา สปฺปญฺโญ สคฺคํ โส อุปปชฺชตีติ ฯ
ราชปุตฺตเปตวตฺถุ สตฺตมํ ฯ
๑ ยุ. จริตฺวาน ฯ
ผลแห่งกรรมทั้งหลาย ที่พระราชโอรสทำไว้ในชาติก่อนพึงย่ำยีหัวใจพระราชโอรสได้เสวยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ และการฟ้อนรำขับร้อง ความยินดี ความสนุกสนานเป็นอันมากเสด็จเที่ยวไปในสวนแล้วเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์ ได้ทรงเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุเนตตะ ผู้มีตนอันฝึกแล้วมีจิตตั้งมั่น มักน้อย สมบูรณ์ด้วยหิริ ยินดีในอาหารเฉพาะที่มีอยู่ในบาตร เสด็จลงจากคอช้างแล้วตรัสถามว่า ได้อะไรบ้าง พระผู้เป็นเจ้า แล้วทรงจับบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้ายกขึ้นสูง แล้วทุ่มลงที่พื้นดินให้แตก ทรงพระสรวล หลีกไปหน่อยหนึ่งได้ตรัสกะพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้แลดูอยู่ด้วยอำนาจความกรุณาว่า
เราเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวัสสะ แน่ะภิกษุ ท่านจักทำอะไรเรา พระราชโอรสได้เสวยผลอันเผ็ดร้อนแห่งกรรมอันหยาบช้านั้นเพรียบพร้อมแล้วในนรก พระราชโอรสผู้เป็นพาลทำบาปหยาบช้าไว้ จึงได้ประสบทุกข์อันกล้าแข็งอยู่ในนรก ๘๔,๐๐๐ ปี นอนหงายบ้าง นอนคว่ำบ้าง นอนตะแคงซ้ายบ้าง นอนตะแคงขวาบ้าง เท้าชี้ขึ้นข้างบนบ้างหมกไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ทำบาปหยาบช้าไว้ จึงได้ประสบทุกข์อันกล้าแข็งในนรกหลายหมื่นปีเป็นอันมาก บุคคลผู้มีการงานอันลามก พากันประทุษร้ายฤาษีผู้ไม่ประทุษร้ายต่อผู้ประทุษร้ายมีวัตรอันงาม ย่อมได้เสวยทุกข์อันเผ็ดร้อนอย่างยิ่งเห็นปานนี้แล เปรตผู้เป็นพระราชบุตรเสวยทุกข์เป็นอันมากในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก จุติจากนรกแล้วมาเกิดเป็นเปรตอดอยากอีก บุคคลรู้โทษอันเกิดเพราะอำนาจแห่งความมัวเมาในความเป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว พึงละความมัวเมาในความเป็นใหญ่เสีย แล้วพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ควรอ่อนน้อม ผู้ใดมีความเคารพในพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ ผู้นั้นอันบุคคลพึงสรรเสริญในปัจจุบัน ผู้นั้น
เป็นคนมีปัญญา เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์.
จบ ราชปุตตเปตวัตถุที่ ๗.
๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินคูถที่ ๑
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๘ คูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา โก นุ ทิฏฺโฐว ๑ ติฏฺฐสิ
นิสํสยํ ปาปกมฺมนฺโต กินฺนุ สทฺทยเส ตุวนฺติ ฯ
อหํ ภทนฺเต ๒ เปโตมฺหิ ทุคฺคโต ยมโลกิโก
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คโตติ ฯ
กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสีติ ฯ
อหุ อาวาสิโก มยฺหํ อิสฺสุกี กุลมจฺฉรี
อชฺโฌสิโต ๓ มยฺหํ ฆเร กทริโย ปริภาสโก ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิกฺขโว ปริภาสิสฺสํ
ตสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คโตติ ฯ
อมิตฺโต มิตฺตวณฺเณน โย เต อาสิ กุลูปโก
กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ กินฺนุ เปจฺจ คตึ คโตติ ฯญ
ตสฺเสวาหํ ปาปกมฺมสฺส สีเส ติฏฺฐามิ มตฺถเก
โส จ ปรวิสยํ ปตฺโต มเมว ปริวารโก ฯ
ยํ ภทนฺเตหนนฺตญฺเญ เอตํ เม โหตุ โภชนํ
อหญฺจ โข ยํหนามิ เอตํ โส อุปชีวตีติ ฯ
คูถขาทกเปตวตฺถุ อฏฺฐมํ ฯ
๑ ม. ทีโน ปติฏฺฐสิ ฯ ๒ ยุ. ภนฺเต ฯ ๓ ยุ. อชฺฌาสิโต ฯ
ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญ
ครางอื้ออึงไปทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามกเป็นแน่?
เปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์เกิดในยมโลก เพราะได้
ทำกรรมอันลามกไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะผลแห่งกรรมอะไร
ท่านจึงได้ประสบทุกข์เช่นนี้?
เปรตนั้นตอบว่า
ชาติก่อน มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส อยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยา ตระหนี่ตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ ได้ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายที่เรือนของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้วได้ด่าพวกภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงไปจากโลกนี้
สู่เปตโลก.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ภิกษุที่เข้าไปสู่ตระกูลของท่าน ไม่ใช่มิตรแท้เป็นมิตรเทียม เป็นคน
ปัญญาทราม ทำลายขันธ์ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ?
เปรตนั้นตอบว่า
ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะของภิกษุผู้มีกรรมอันลามกนั้น กุลุปกภิกษุไปเกิดเป็นเปรตบริวารของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าอื่นถ่ายมูตรคูถลงในเว็จนี้ มูตรคูถนั้นเป็นอาหารของข้าพเจ้าและข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้นแล้ว ถ่ายมูตรคูถสิ่งใดลงไป กุลุปกเปรตนั้นก็เลี้ยงชีพด้วยมูตรคูถนั้น.
จบ คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๘.
๙. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๒
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตกินคูถที่ ๒
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๒ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๙ คูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา กา นุ ทิฏฺฐาว ติฏฺฐสิ
นิสํสยํ ปาปกมฺมนฺตา กินฺนุ สทฺทยเส ตุวนฺติ ฯ
อหํ ภทนฺเต ๑ เปตีมฺหิ ทุคฺคตา ยมโลกิกา
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ
กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสีติ ฯ
อหุ อาวาสิโก มยฺหํ อิสฺสุกี กุลมจฺฉรี
อชฺโฌสิโต ๒ มยฺหํ ฆเร กทริโย ปริภาสโก ฯ
ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ภิกฺขโว ปริภาสิสฺสํ
ตสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ
อมิตฺโต มิตฺตวณฺเณน โย เต อาสิ กุลูปโก
กายสฺส เภทา ทุปฺปญฺโญ กินฺนุ เปจฺจ คตึ คโตติ ฯ
ตสฺเสวาหํ ปาปกมฺมสฺส สีเส ติฏฺฐามิ มตฺถเก
โส จ ปรวิสยํ ปตฺโต มเมว ปริวารโก ฯ
ยํ ภทนฺเตหนนฺตญฺเญ เอตํ เม โหตุ โภชนํ
อหญฺจ โข ยํหนามิ เอตํ โส อุปชีวตีติ ฯ
คูถขาทกเปตวตฺถุ นวมํ ฯ
๑ ยุ. ภนฺเต ฯ ๒ ยุ. อชฺฌาสิโต ฯ
ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นมาจากหลุมคูถให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านมาร้องครวญครางอื้ออึงไปทำไมเล่า ท่านมีกรรมอันลามกเป็นแน่?
นางเปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นนางเปรตได้เสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะ
ได้กรรมชั่วไว้ จึงไปจากโลกนี้สู่เปตโลก.
(เหมือนข้อ ๑๒๘)
จบ คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๙.
๑๐. คณเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของนางเปรตผอม
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามนางเปรตทั้งหลายว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค คณเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๐ นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาถ กีสา ธมนิสณฺฐิตา
อุปฺผาสุลิกา กีสกา เก นุ ตุเมฺหถ มาริสาติ ฯ
มยํ ภทนฺเต เปตมฺหา ทุคฺคตา ยมโลกิกา
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ
กึ นุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คตาติ ฯ
อนวชฺเชสุ ๑ ติตฺเถสุ วิจินิมฺหฑฺฒมาสกํ
สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตฺตโน ฯ
นทึ อุเปม ตสิตา ริตฺตกา ปริวตฺตติ
ฉายํ อุเปม อุเณฺหสุ อาตโป ปริวตฺตติ ฯ
อคฺคิวณฺโณว โน วาโต ฑหนฺโต อุปวายติ
เอตญฺจ ภนฺเต อรหาม อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต ฯ
อปิ โยชนานิ คจฺฉาม ฉาตา อาหารคิทฺธิโน
อลทฺธา เยว นิวตฺตาม อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ
ฉาตา ปมุจฺฉิตา ภนฺเต ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา
อุตฺตานา ปติกิราม อวกุชฺชา ปตามเส ฯ
เต จ ตตฺเถว ปติตา ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา
อุรํ สีสญฺจ ฆฏฺเฏม อโห โน อปฺปปุญฺญตา ฯ
เอตญฺจ ภนฺเต อรหาม อญฺญญฺจ ปาปกํ ตโต
สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตฺตโน ฯ
เต หิ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺนา กาหาม กุสลํ พหุนฺติ ฯ
คณเปตวตฺถุ ทสมํ ฯ
๑ อนาวเฏสูติปิ ทิสฺสติ ฯ
ท่านทั้งหลายเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณน่าเกลียด ซูบผอมมีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนแลเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะท่าน
ผู้นิรทุกข์ ท่านทั้งหลายเป็นอะไรหนอ?
เปรตทั้งหลายตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะ
ทำกรรมชั่วไว้ จึงไปจากมนุษยโลกมาสู่เปตโลก.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
ท่านทั้งหลายทำกรรมชั่วอะไรด้วยกาย วาจา ใจหรือ เพราะผลแห่งกรรม
อะไร ท่านทั้งหลายจึงไปจากมนุษยโลกสู่เปตโลก?
เปรตเหล่านั้นตอบว่า
เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่ง อันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ก่อสร้างกุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป เมื่อเวลาร้อนข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ถูกความหิวแผดเผาแล้ว อยากอาหารพากันไปสิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไรๆ เลย จึงพากันกลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อมีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้นก็พากันล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราวก็ล้มคว่ำดิ้นรนไปมา ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นสลบอยู่ที่พื้นดินที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะชนหน้าอกกันและกัน ข้าพเจ้าเหล่านี้หาบุญมิได้หนอ ข้าแต่ท่านผู้เจริญข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทยธรรมมีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล
กระทำกุศลให้มาก.
จบ คณเปตวัตถุที่ ๑๐.
๑๑. ปาฏลีปุตตเปตวัตถุ
ว่าด้วยหญิงชาวเมืองปาฏลีบุตรสนทนากับนางเปรต
เวมานิกเปรตตนหนึ่งได้กล่าวกะหญิงมนุษย์คนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค ปาฏลีปุตตเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๑ ทิฏฺฐา ตยา นิรยา ติรจฺฉานโยนี
เปตา อสุรา วาปิ ๑ มนุสฺสเทวา
สยมทฺทส กมฺมวิปากมตฺตโน
เนสฺสามิ ตํ ปาฏลิปุตฺตมกฺขตํ
ตตฺถ คนฺตฺวา กุสลํ กโรหิ กมฺมนฺติ ฯ
อตฺถกา โมสิ เม ยกฺข หิตกาโมสิ เทวเต
กโรมิ ตุยฺหํ วจนํ ตฺวมสิ อาจริโย เม ฯ
ทิฏฺฐา มยา นิรยา ติรจฺฉานโยนี
เปตา อสุรา วาปิ มนุสฺสเทวา
สยมทฺทส กมฺมวิปากมตฺตโน
กาหามิ ปุญฺญานิ อนปฺปกานีติ ฯด
ปาฏลิปุตฺตเปตวตฺถุ เอกาทสมํ ฯ
๑ ม. ยุ. อถ วาปิ มนุสฺสา เทวา ฯ
สัตว์นรกบางพวกท่านก็เห็นแล้ว สัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสูร มนุษย์หรือเทวดาบางพวก ท่านก็เห็นแล้ว ผลกรรมของตนท่านก็เห็นประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เราจักนำท่านไปส่งยังเมืองปาฏลีบุตร ท่านไปถึงเมือง
ปาฏลีบุตรแล้ว จงทำกรรมอันเป็นกุศลให้มาก.
เมื่อหญิงนั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว มีความปลื้มใจ จึงกล่าวตอบว่า ข้าแต่เทพเจ้าผู้อันบุคคลพึงบูชา ท่านปรารถนาความเจริญแก่ดิฉัน ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่ดิฉัน ดิฉันจักทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของดิฉัน สัตว์นรกบางพวก ดิฉันก็เห็นแล้ว สัตว์เดียรัจฉาน เปรตอสูร มนุษย์หรือเทวดาบางพวก ดิฉันก็เห็นแล้ว ผลกรรมของตนดิฉัน
ก็ได้เห็นเองแล้ว ดิฉันจักทำบุญให้มาก.
จบ ปาฏลิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๑
๑๒. อัมพวนเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเฝ้าสวนมะม่วง
พวกพ่อค้าได้ถามเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค อัมพวนเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๒ อยญฺจ เต โปกฺขรณี สุรมฺมา
สมา สุปฺปติตฺถา ๑ จ มโหทกา จ
สุปุปฺผิตา ภมรคณานุกิณฺณา
กถํ ตยา ลทฺธา อยํ มนุญฺญา ฯ
อิทญฺจ เต อมฺพวนํ สุรมฺมํ
สพฺโพตุกํ ธารยติ ๒ ผลานิ
สุปุปฺผิตํ ภมรคณานุกิณฺณํ
กถํ ตยา ลทฺธมิทํ วิมานนฺติ ฯ
อมฺพปกฺโกทกํ ยาคุํ สีตจฺฉายํ ๓ มโนรมํ
ธีตาย ทินฺนทาเนน เตน เม อิธ ลพฺภตีติ ฯ
สนฺทิฏฺฐิกํ เอว ปสฺสถ ทานสฺส
ทมสฺส สํยมสฺส วิปากํ
ทาสี อหํ อยฺยกุเลสุ หุตฺวา
สุณิสา โหมิ อคารสฺส อิสฺสราติ ฯ
อสาตํ สาตรูเปน ปิยรูเปน อปฺปิยํ
ทุกฺขํ สุขสฺส รูเปน ปมตฺตํ อติวตฺตตีติ ๔ ฯๆ
อมฺพวนเปตวตฺถุ ทฺวาทสมํ ฯ
๑ สุติตฺถาติปิ ฯ ๒ ม. ธารยเต ฯ ๓ ม. ยุ. สีตจฺฉายา มโนรมา ฯ
๔ ม. อสาตํ ฯเปฯ อติวตฺตตีติ นตฺถิ ฯ
สระโบกขรณีของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดี มีพื้นราบเรียบ มีท่าอันงดงาม
มีน้ำมาก ดารดาษไปด้วยปทุมชาติต่างๆ มีดอกอันบานดีเกลื่อนกล่น
ด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณีอันเป็นที่ฟูใจนี้อย่างไร สวนมะม่วงของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดีเผล็ดผลทุกฤดู มีดอกบานเป็นนิตย์นิรันดร์
เกลื่อนหล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้วิมานนี้อย่างไร?
เวมานิกเปรตนั้นตอบว่า
สระโบกขรณีมีร่มเงาอันเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้
เพราะทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำข้าวยาคู แด่พระผู้มี
พระภาคและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย.
เวมานิกเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำพวกพ่อค้าไปดูทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะแล้วสั่งว่า พวกท่านจงถือเอาเป็นส่วนตัวกึ่งหนึ่งจากทรัพย์นี้ แล้วให้ธิดาขอเราใช้หนี้ที่เรายืมเขามากึ่งหนึ่งเถิด.
พวกพ่อค้ากลับมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้บอกแก่ธิดาของเปรตนั้น แล้วได้ให้ทรัพย์ส่วนที่เปรตนั้นให้แก่ตนแก่เทพธิดานั้น นางได้ให้กหาปณะร้อยกหาปณะแก่เจ้าหนี้ แล้วให้ทรัพย์ที่เหลือแก่สหายของบิดา ส่วนตนรับทำการใช้สอยกุฎุมพีนั้นอยู่ กุฎุมพีนั้นกลับคืนทรัพย์นั้นให้แก่นาง แล้วยกนางให้เป็นภรรยาของบุตรชายคนหัวปี ต่อมาภายหลัง นางมีบุตรคนหนึ่งได้กล่าวคาถาเป็นเชิงกล่อมบุตรว่า
ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลแห่งทานที่จะพึงเห็นเอง และผลของความ
ข่มใจ ความสำรวม เราเป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็น
ลูกสะใภ้เป็นใหญ่ในเรือน.
ภายหลัง พระศาสดาทรงเห็นนางมีญาณแก่เกล้าจึงทรงแผ่พระรัศมีไปแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ดุจประทับอยู่เฉพาะหน้าแล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่าความประมาท ย่อมครอบงำบุคคลผู้ติดอยู่ในความยินดียินร้าย
ในความรักความชังในทุกข์และสุข.
จบ อัมพวนเปรตวัตถุที่ ๑๒
๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ
ว่าด้วยเทวดาเตือนอุบาสก
ภุมมเทวดาตนหนึ่งได้กล่าวเตือนอุบาสกคนหนึ่งว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค อักขรุกขเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๓ ยํ ททาติ น ตํ โหติ เทเถว ทานํ ทตฺวาน
อุภยํ ตรติ ๑ อุภยํ เตน ทาเนน ๒ คจฺฉติ
ชาครถ มา ปมชฺชถาติ ฯ
อกฺขรุกฺขเปตวตฺถุ เตรสมํ ฯ
บุคคลให้สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ผลอย่างอื่นที่น่าปรารถนาน่าใคร่มีมาก เพราะฉะนั้นท่านจงให้ทาน แล้วท่านจักพ้นจากทุกข์และความฉิบหาย ทั้งจักได้ประสบสุขอันเป็นไปในปัจจุบันและสัมปรายภพ
เพราะทานนั้น ขอท่านจงตื่นเถิด อย่าได้ประมาท.
จบ อักขรุกขเปรตวัตถุที่ ๑๓.
๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตรวบรวมโภคะ
ในเวลาราตรี หญิงเปรต ๔ ตน ถูกทุกข์ครอบงำ จึงพากันร้องไห้รำพันด้วยเสียงดัง
อย่างน่ากลัวว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค โภคสังหรเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๔ มยํ โภเค สํหริมฺห สเมน วิสเมน จ
เต อญฺเญ ปริภุญฺชนฺติ มยํ ทุกฺขสฺส ภาคินีติ ฯ
โภคสํหรเปตวตฺถุ จตุทฺทสมํ ฯ
พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้โดยชอบธรรมบ้าง โดยไม่ชอบธรรมบ้างแต่คนอื่นๆ พากันใช้สอยธรรมเหล่านั้น ส่วนพวกเรากลับมีส่วน
แห่งทุกข์.
จบ โภคสังหรเปตวัตถุที่ ๑๔.
๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตเศรษฐีบุตร
พระศาสดาได้ตรัสพระคาถาที่เปรต ๔ ตน ปรารภจะกล่าวคนละคาถาให้บริบูรณ์ว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๕ สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ฯ
นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ
ตถา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริส ฯ
ทุชฺชีวิตมชีวมฺห เย สนฺเต ๓ น ททมฺหเส
สนฺเตสุ เทยฺยธมฺเมสุ ทีปํ นากมฺหมตฺตโน ฯ
โส หิ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ
วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ ฯ
เสฏฺฐิปุตฺตเปตวตฺถุ ปณฺณรสมํ ฯ
เมื่อพวกเราพากันหมกไหม้อยู่ในนรก ๖ หมื่นปีเต็มบริบูรณ์ โดย
ประการทั้งปวง เมื่อไรที่สุดจักมี.
ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดย่อมไม่ปรากฏ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์
เพราะเรากับท่านได้ทำบาปกรรมไว้.
พวกเราเหล่าใดไม่ให้ของที่มีอยู่ พวกเราเหล่านั้นย่อมเป็นอยู่ลำบาก เมื่อ
ไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน.
เรานั้นไปจากเปตโลกนี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความ
ประสงค์ สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่.
จบ เสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕.
๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุ
ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตหกหมื่นฆ้อน
วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระลงจากเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นเปรตตนหนึ่ง จึงซักถาม
ด้วยคาถาว่า
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
๑๖ กินฺนุ อุมฺมตฺตรูโปว มิโค ภนฺโตว ธาวสิ
นิสํสยํ ปาปกมฺมํ ๔ กินฺนุ สทฺทยเส ตุวนฺติ ฯ
อหํ ภนฺเต เปโตมฺหิ ทุคฺคโต ยมโลกิโก
ปาปกมฺมํ กริตฺวาน เปตโลกํ อิโต คโต ฯ
สฏฺฐี กูฏสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
สีเส มยฺหํ นิปตนฺติ เต ภินฺทนฺติ จ มตฺถกนฺติ ฯ
กินฺนุ กาเยน วาจาย มนสา ทุกฺกฏํ กตํ
กิสฺส กมฺมวิปาเกน เปตโลกํ อิโต คโตติ ๑ ฯ
สฏฺฐี กูฏสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
สีเส ตุยฺหํ นิปตนฺติ เต ภินฺทนฺติ จ มตฺถกนฺติ ฯ
อถทฺทุสาสึ สมฺพุทฺธํ สุเนตฺตํ ภาวิตินฺทฺริยํ
นิสินฺนํ รุกฺขมูลสฺมึ ฌายนฺตํ อกุโตภยํ ฯ
สาลิตฺตกปฺปหาเรน ภินฺทิสฺสํ ตสฺส มตฺถกํ
ตสฺส กมฺมวิปาเกน อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉิสฺสํ ฯ
สฏฺฐี กูฏสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
สีเส มยฺหํ นิปตนฺติ เต ภินฺทนฺติ จ มตฺถกนฺติ ฯ
ธมฺเมน เต กาปุริส
สฏฺฐี กูฏสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส
สีเส ตุยฺหํ ๒ นิปตนฺติ เต ภินฺทนฺติ จ มตฺถกนฺติ ฯ
สฏฺฐิกูฏสหสฺสเปตวตฺถุ โสฬสมํ ฯ
ตสฺสุทฺทานํ
อมฺพสกฺขโร เสริสฺสโก จ ปิงฺคโล เรวตี อุจฺฉุขาทโก ๑
เทฺว กุมารา เทฺว คูถโภชนา ๒ ปาฏลิโปกฺขรณี จ ๓
อกฺขโต ๔ โภคสํหรา เสฏฺฐิปุตฺตา สฏฺฐิกูฏสหสฺสานิ
(๕) วคฺโค เตน ปวุจฺจตีติ ๖ ฯ
(๗)
มหาวคฺโค จตุตฺโถ ฯ
เปตวตฺถุ สมตฺตํ ฯ
_________________
สุตฺตนฺตปิฏเก ขุทฺทกนิกายสฺส เถรคาถา
_______________________
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส ฯ
๑ ม. ธารติ ทานํ ฯ ๒ ม. อยํ ปาโฐ นตฺถิ ฯ ๓ เยสํ โนติปิ ทิสฺสติ ฯ
๕ ม. ปาปกมฺมนฺโต ฯ
๑ ม. อิทํ ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ฯ ๒ ยุ. มยฺหํ ฯ
๑ ม. อุจฺฉุ ฯ ๒ ม. คูถา ฯ ๓ ม. คณปาฏลิ อมฺพวนํ ฯ ๔ ม. อกฺขรุกฺข ฯ
(๕) ม. อิติ โสฬสวตฺถูนิ ฯ ๖ ยุ. อิทํ อุทานํ น ทิสฺสติ ฯ (๗) ม. วคฺคุทฺทานํ
อุรโค อุปริวคฺโค จูฬมหาติจตุธา
วตฺถูนิ เอกปญฺญาสํ จตุธา ภาณวารโต ฯ
เปตวตฺถุปาลิ นิฏฺฐิตา ฯ
ทำไมหนอ ท่านจึงวิ่งพล่านไปเหมือนคนบ้า เหมือนเนื้อผู้ระแวงภัย
ท่านมาร้องอื้ออึงไปทำไม ท่านคงทำบาปกรรมไว้เป็นแน่?
เปรตนั้นตอบว่า
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึงไปจากมนุษย์สู่เปตโลก ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ตกใส่ศีรษะและต่อยกระหม่อมของข้าพเจ้า.
พระเถระถามว่า
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือ เพราะผลแห่งกรรมอะไรท่านจึงไปจากมนุษยโลกสู่เปตโลก อนึ่ง ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ตกใส่ศีรษะและต่อยศีรษะของท่าน เพราะ
ผลแห่งกรรมอะไร?
เปรตนั้นตอบว่า
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง นามว่า สุเนตตะมีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ข้าพเจ้าได้ต่อยศีรษะของท่านแตกด้วยการดีดก้อนกรวด เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ประสบทุกข์เช่นนี้ ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง จึงตกลงใส่ศีรษะของข้าพเจ้า และต่อย
ศีรษะของข้าพเจ้า.
พระเถระกล่าวว่า
แน่ะบุรุษชั่ว ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวงตกลงใส่ศีรษะและต่อยศีรษะของท่าน เพราะเหตุอันสมควรแก่ท่านแล้ว.
จบ สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุที่ ๑๖.
_________________________
รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้ คือ
๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ๒. เสริสสกเปตวัตถุ
๓. นันทิกาเปตวัตถุ ๔. เรวดีเปตวัตถุ
๕. อุจฉุเปตวัตถุ ๖. กุมารเปตวัตถุ
๗. ราชปุตตเปตวัตถุ ๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑
๙. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๒ ๑๐. คณเปตวัตถุ
๑๑. ปาฏลิปุตตเปตวัตถุ ๑๒. อัมพวนเปตวัตถุ
๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ ๑๔. โภคสังหรเปตวัตถุ
๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ ๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุ
จบ มหาวรรคที่ ๔.
เปตวัตถุจบบริบูรณ์
จบ มหาวรรค