พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ · มหาวรรค
๘. คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๑ เล่ม ๒๖
ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๑๒๘ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๘/๑๖ ในมหาวรรคมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรค คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๑ (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๔๙ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)
ฉบับมหามกุฏฯ พิมพ์อรรถกถาไว้ในเล่มเดียวกับพระไตรปิฎก ข้อความในหน้านี้จึงมีอรรถกถาปนอยู่
ไทย (มหามกุฏฯ) เล่ม ๔๙ หน้า ๕๕๙–๕๖๕
๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑
ว่าด้วยด่าพระตกนรกกินของไม่สะอาด
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า :-[๑๒๘] ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ
ให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญครางอื้ออึงไป
ทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามกเป็นแน่.
เปรตนั้นตอบว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวย
ทุกข์เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมอันลามก
ไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา
ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบ
ทุกข์เช่นนี้.
เปรตนั้นตอบว่า :-
ชาติก่อน มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส
อยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยา
ตระหนี่ตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ ได้
ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายที่เรือนของ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ได้ด่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้า
จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :-
ภิกษุที่เข้าไปสู่ตระกูลของท่าน ไม่ใช้
มิตรแท้เป็นมิตรเทียม เป็นคนมีปัญญาทราม
ทำลายขันธ์ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ.
เปรตนั้นตอบว่า :-
ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะของภิกษุผู้มีกรรม
อันลามกนั้น กุลุปกภิกษุไปเกิดเป็นเปรตบริวาร
ของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าอื่นถ่าย
มูตรคูถลงในเว็จนี้ มูตรคูถนั้นเป็นอาหารของ
ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้นแล้ว ถ่ายมูตร
คูถสิ่งใดลงไป กุลุปกเปรตนั้นก็เลี้ยงชีพด้วย
มูตรคูถนั้น.
จบ ปฐมคูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๘
อรรถกถาปฐมคูถขาทกเปตวัตถุที่ ๘
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภคูถขาทกเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่าคูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา ดังนี้.
ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถีนักยังมีกฏุมพีผู้หนึ่ง สร้างวิหาร อุทิศถวายภิกษุผู้เป็นชีต้นของตน,ภิกษุทั้งหลาย มาจากชนบทต่าง ๆ อยู่อาศัยในวิหารหลังนั้น.
มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส อุปัฏฐากด้วยปัจจัยอันประณีต. ภิกษุชีต้น อดทนปัจจัยนั้นไม่ได้ เป็นผู้ถูกความริษยา ครอบงำ เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้น จึงยกโทษกะกฏุมพี. กฏุมพี ข่มขี่บริภาษภิกษุเหล่านั้น และภิกษุเป็นชีต้น.
ลำดับนั้น ภิกษุผู้เป็นชีต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตในเวจจกุฏีในวัดนั่นเอง. ฝ่ายกฏุมพี ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตอยู่ข้างบนของพระเปรตนั้นนั่นแล. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะพอเห็นเปรตนั้นแล้ว เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาว่า :-
ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ
ให้เราเป็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญครางอื้ออึงไป
ทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามก โดยไม่ต้อง
สงสัย.
เปรตได้ดังดังนั้นแล้ว จึงแสดงตนด้วยคาถาว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวย
ทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมอันลามก
ไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก.
ลำดับนั้นพระเถระจึงถามกรรมที่เปรตนั้นกระทำกะเปรต
นั้น ด้วยคาถาว่า :-
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา
เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบ
ทุกข์เช่นนี้.
เปรตนั้น ได้บอกกรรมที่ตนทำด้วยคาถา ๒ คาถาว่า :-
เมื่อก่อน มีภิกษุรูปหนึ่ง เป็นเจ้าอาวาส
อยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยา
ตระหนี่ในตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ
ได้ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย ที่เรือนของ
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ได้ด่า
ภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้า
จากโลกนี้แล้ว ไปสู่เปตโลก.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ อาวาสิโก มยฺหํ ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้อยู่ประจำ ในอาวาสของข้าพเจ้า คือในวัดที่ข้าพเจ้าได้สร้างไว้. บทว่า อชฺฌาสิโต มยฺหํ ฆเร ความว่าท่านได้อยู่อาศัยในเรือนของข้าพเจ้า โดยความเป็นชีต้น ด้วยอำนาจการอยู่ด้วยตัณหา.
บทว่า ตสฺส ได้แก่ภิกษุผู้เป็นชีต้นนั้น. บทว่า ภิกฺขโวแปลว่า ซึ่งภิกษุทั้งหลาย. บทว่า ปริภาสิสํ แปลว่า ด่าแล้ว บทว่าเปตโลกํ อิโต คโต ความว่า เข้าถึงกำเนิดเปรต คือเป็นเปรตด้วยอาการอย่างนี้.
พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะถามถึงคติของเปรตนอกนี้จึงกล่าวคาถาว่า :-
ภิกษุผู้ชีต้นของท่าน ไม่ใช่มิตรแท้ เป็น
แต่มิตรเทียม เป็นคนมีปัญญาทราม ทำลายขันธ์
ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวณฺเณน ได้แก่ ด้วยมิตรเทียมคือ โดยความเทียมมิตร.
เปรตเมื่อจะบอกเรื่องนั้น แก่พระเถระอีก จึงกล่าวคาถา๒ คาถาว่า :-
ข้าพเจ้า ยืนอยู่บนศีรษะ ของภิกษุผู้มี
กรรมอันลามกนั้น ภิกษุผู้ชีต้น ไปเกิดเป็นเปรต
บริวารของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่า
อื่น ถ่ายมูตรคูถลงในเวจกุฏีนี้ มูตรคูถนั้น เป็นอาหารของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้น
แล้ว ถ่ายมูตรคูถสิ่งใดลงไป เปรตผู้เป็นชีต้นนั้น ก็เลี้ยงชีพด้วยมูตรและคูถนั้น.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสว ได้แก่ เปรตผู้เป็นภิกษุชีต้น ในกาลก่อน ของข้าพเจ้านั้นนั่นแล. บทว่า ปาปกมฺมสฺส ได้แก่มีความประพฤติลามก. บทว่า สีเส ติฏฺฐามิ มตฺถเก ความว่าข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะ และเมื่อยืน ยืนอยู่บนกระหม่อมนั้นเองอธิบายว่า ไม่ได้ยืนอยู่บนอากาศประมาณศีรษะ. บทว่า ปรวิสยํ
ปตฺโต ได้แก่ อาศัยมนุษยโลกแล้วถึงเปตวิสัยอันเป็นแดนอื่น. บทว่ามเมว ความว่า บาลีที่เหลือ บัณฑิตพึงนำมาเชื่อมเข้าด้วยคำว่าได้เป็นบริวารของข้าพเจ้าเอง.
บทว่า ยํ ภทนฺเต หทนฺตญฺเญ ความว่า ข้าแต่พระมหา-โมคคัลลานะผู้เจริญ ชนเหล่าอื่น ย่อมถ่ายอุจจาระลงในเวจจกุฏีนั้น.
บทว่า เอตํ เม โหติ โภชนํ ความว่า อุจจาระนั้น เป็นอาหารของข้าพเจ้าทุก ๆ วัน. บทว่า ยํ หทามิ ความว่า ก็ข้าพเจ้าถ่ายอุจจาระที่ข้าพเจ้ากินเข้าไป. บทว่า เอตํ โส อุปชีวติ ความว่า เปรตผู้เป็นชีต้นนั้น เลี้ยงชีพ คือยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการกินอุจจาระของข้าพเจ้านั้น ทุก ๆ วัน.
ในคนเหล่านั้น กฏุมพี ด่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักว่า การกินคูถของพวกท่าน ยังประเสริฐกว่าการบริโภคอาหารอย่างนี้. ส่วนภิกษุเป็นชีต้น ชักชวนกฏุมพีในการ เช่นนี้นั้น ตนเองก็ได้ด่าเหมือนเช่นนั้น, ด้วยเหตุนั้น เปรตนั้นจึงมีการเลี้ยงชีพ อันน่าติเตียนแม้กว่ากฏุมพีนั้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วทรงแสดงโทษในการว่าร้ายแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล.
จบ อรรถกถาปฐมคูถขาทกเปตวัตถุที่ ๘
๙. คูถขาทิกเปติวัตถุที่ ๒
พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า :-[๑๒๙] ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ
ให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านมาร้องครวญครางอื้ออึง
ไปทำไมเล่า ท่านมีกรรมอันลามกเป็นแน่.
นางเปรตนั้นตอบว่า :-
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นนางเปรตได้
เสวยทุกข์ เกิดในยมโลกเพราะได้ทำกรรมชั่วไว้
จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฯลฯ (เหมือนเรื่องที่ ๘)
จบ ทุติยคูถขาทิกาเปติวัตถุที่ ๙
อรรถกถาทุติยคูถขาทกเปติวัตถุที่ ๙
เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางเปรตผู้กินคูถคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า คูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา ดังนี้.
เรื่องของนางเปรตนั้น เช่นกับเรื่องที่ติดต่อกันนั้น. ในเรื่องนั้น มาโดยอำนาจอุบาสกว่า อุบาสกได้สร้างวิหาร แต่ในเรื่องนี้มีความแปลกกันเท่านี้ว่า อุบาสิกาได้สร้างวิหาร. คำที่เหลือ ในท้องเรื่อง และในคาถา ไม่เคยมี.
จบ อรรถกถาทุติยคูถขาทกเปติวัตถุที่ ๙
จบ ๘. คูถขาทิกเปตวัตถุ ที่ ๑