arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย · เถรคาถา

๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๘๐ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๑๓/๒๑ ในเถรคาถามี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา โสณโกฬิวิสเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๔๙๑–๔๙๔

หน้า ๔๙๑

๑๓. เตรสกนิบาต

๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระโสณโกฬิวิสเถระ

นัยว่า ท่านพระโสณโกฬิวิสเถระ (ครั้นบรรลุอรหัตตผลแล้วพิจารณา ดูข้อปฏิบัติของตน) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๓ คาถาอย่างนี้ว่า

{๓๘๐}[๖๓๒] ผู้ใดเคยเป็นคฤหบดีผู้ยิ่งใหญ่ เป็นข้าราชบริพารของพระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธ มาวันนี้ผู้นั้นซึ่งมีนามว่าโสณะ ได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในทางธรรม เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์แล้ว[๖๓๓] ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องสูง ๕ และพึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่งขึ้นไป ภิกษุผู้ล่วงกิเลสอันเป็นเครื่องข้อง ๕ ท่านเรียกว่าผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สังโยชน์ หมายถึงกิเลสที่ผูกมัดสัตว์ไว้ในภพ มี ๑๐ อย่าง โดยจำแนกเป็น สังโยชน์เบื้องตํ่า ๕ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) คือ (๑) สักกายทิฏฐิ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน (๒) วิจิกิจฉา ความสงสัย (๓) สีลัพพตปรามาส ความเชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยอำนาจศีลพรต (๔) กามฉันทะ ความพอใจในกาม (๕) พยาบาท ความคิดแก้แค้นผู้อื่น สังโยชน์เบื้องสูง ๕ (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) คือ (๑) รูปราคะ ความติดอยู่ในรูปภพ (๒) อรูปราคะ ความติดอยู่ในอรูปภพ (๓) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๔) อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่าน (๕) อวิชชา ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง {ที.ปา. (แปล) ๑๑/๓๐๕/๓๑๒, ขุ.ธ.อ. ๒/๑๐๖}
  2. ๒อินทรีย์ ๕ หมายถึงคุณธรรมที่เป็นใหญ่ในหน้าที่ของตน ๕ ประการ คือ (๑) สัทธินทรีย์ อินทรีย์ คือศรัทธา (๒)วิริยินทรีย์ อินทรีย์คือวิริยะ (๓) สตินทรีย์ อินทรีย์คือสติ (๔)สมาธินทรีย์ อินทรีย์คือสมาธิ (๕) ปัญญินทรีย์ อินทรีย์คือปัญญา {ขุ.เถร.อ. ๒/๒๕๙, พึงดูความพิสดารในอินทรียสังยุต สํ.มหา. (แปล) ๑๙/๔๗๑-๖๕๐/๒๙-๓๗๖}
  3. ๓กิเลสอันเป็นเครื่องข้อง ๕ หมายถึงกิเลสเหล่านี้ คือ (๑) ราคะ ความกำหนัดยินดี (๒) โทสะ ความประทุษร้าย (๓) โมหะ ความหลง (๔) มานะ ความถือตัวว่าเป็นนั่นเป็นนี่ (๕) ทิฏฐิ ความเห็นผิด (สํ.ส.อ. ๒๔, ขุ.ธ.อ. ๔/๖๘, ขุ.เถร.อ. ๒/๒๕๙)
หน้า ๔๙๒

[๖๓๔] ศีล สมาธิ และปัญญาของภิกษุผู้มีมานะดุจไม้อ้อที่ถูกยกขึ้นแล้ว ผู้ประมาท ยินดีในอายตนะภายนอก ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์

[๖๓๕] กิจใดที่ควรทำภิกษุเหล่านี้ละทิ้งกิจนั้นเสีย แต่กลับไป ทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อมเจริญแก่ภิกษุ เหล่านั้นผู้มีมานะดุจไม้อ้อที่ถูกยกขึ้นแล้ว ผู้ประมาท[๖๓๖] ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารภกายคตาสติด้วยดีเปีนนิจ มีปกติทำกิจต่อเนื่องเรื่อยไป ไม่ทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะ ของภิกษุเหล่านั้นผู้มีสติสัมปชัญญะย่อมถึงความสิ้นสูญ[๖๓๗] เมื่อมีทางตรงที่พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงดำเนินไปเถิด อย่าหันกลับ จงเตือนตนด้วยตนเอง พึงนำตนเข้าไปสู่พระนิพพาน[๖๓๘] เมื่อเราปรารภความเพียรเกินไป พระศาสดาผู้มีพระจักษุยอดเยี่ยมในโลกได้ทรงแสดงธรรมอุปมาด้วยสายพิณสอนเรา เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วยินดีอยู่ในศาสนา[๖๓๙] ยังสมถภาวนาให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑กิจที่ไม่ควรทำ ในที่นี้หมายถึงการประดับตกแต่งบริขารให้สวยงาม เช่น การประดับบาตร จีวร ประคดอเอว ผ้าอังสะ ร่ม รองเท้า พัด ธมกรก เป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๐)
  2. ๒กายคตาสติ สติอันไปในกาย หมายถึงสติอันกำหนดพิจารณากายโดยแยกส่วนต่าง ๆ มีผมเป็นต้น ให้เห็นเป็นของไม่สะอาดเป็นต้นเป็นอารมณ์ (นัย องฺ.เอกก.อ. ๔๑๙, ขุ.เถร.อ. ๒๖๐)
หน้า ๔๙๓

[๖๔๐] จิตของภิกษุผู้น้อมไปในเนกขัมมะ ในความวิเวกแห่งจิต ในความไม่เบียดเบียน ในความสิ้นไปแห่งอุปาทาน

[๖๔๑] ในความสิ้นตัณหา และในความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบเพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ

[๖๔๒] การสะสมย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบระงับ เสร็จกิจแล้ว ไม่มีกิจอื่นที่จะพึงทำต่อไปอีก

[๖๔๓] ภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบย่อมไม่สะเทือนด้วยแรงลมฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ ทั้งสิ้น

[๖๔๔] ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่ทำจิตของบุคคลผู้คงที่ให้หวั่นไหวได้ ฉันนั้น จิตของผู้ที่คงที่นั้นเป็น จิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยอารมณ์อะไร ๆ เพราะผู้คงที่นั้นพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งอารมณ์นั้น

จบ เตรสกนิบาต

ในเตรสกนิบาตนี้ พระโสณโกฬิวิสเถระผู้มีฤทธิ์ มากรูปเดียวเท่านั้นได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๓ คาถา ฉะนี้แล

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑เนกขัมมะ ภาวะที่สลัดออกจากกาม ได้แก่ การออกบวชเป็นต้น (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๑)
  2. ๒ความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ในที่นหมายถึงอรหัตตผล (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๒)
  3. ๓ความสิ้นไปแห่งตัณหา ในที่นี้หมายถึงพระนิพพาน (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๒)
  4. ๔ความไม่หลงใหลแห่งใจ ในที่นี้หมายถึงอริยมรรค (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๒)
หน้า ๔๙๔

๑๔. จุททสกนิบาต

๑.ขทิรวนิยเรวตเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระเรวตเถระ

นัยว่า ท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระ (เมื่อแสดงธรรมแก่เหล่าภิกษุและพระราชา) ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๔ คาถาอย่างนี้ว่า{๓๘๑}[๖๔๕] นับแต่เราออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย[๖๔๖] ในระยะกาลนานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ‘ขอให้สัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า จงถูกเบียดเบียน จงได้รับทุกข์,[๖๔๗] เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ ที่อบรม สั่งสมมาดีแล้วโดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว[๖๔๘] เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้อนุเคราะห์ สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน เจริญเมตตา จิตอยู่ทุกเมื่อ[๖๔๙] เราทำจิตที่ไม่ง่อนแง่น ไม่กำเริบให้บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารธรรมที่คนชั่วทำไม่ได้

[๖๕๐] สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เข้าทุติยฌานเป็นต้น ที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร ชื่อว่าประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่งอย่างประเสริฐ โดยแท้จริง

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑หมายถึงอรหัตตผลสมาบัติที่ประกอบด้วยฌานขั้นที่ ๔ (ขุ.เถร.อ. ๒/๒๖๗)

จบ ๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา