arnon.worldเข้าสู่ระบบ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา · อัฏฐกนิบาต

๒. สิริมิตตเถรคาถา เล่ม ๒๖

ชั้นตัวบทพุทธพจน์ข้อ ๓๖๗ (ฉบับหลวง)ลำดับ ๒/๓ ในอัฏฐกนิบาตมี ๔ ฉบับคลังนี้ตอบแบบ “อ่านตัวบท · ไม่ตีความ” — ระบบแสดงตัวบทตามฉบับที่มี และไม่สรุป ไม่ตีความ ไม่ให้คะแนนความน่าเชื่อถือ

พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา อัฏฐกนิบาต สิริมิตตเถรคาถา (ฉบับหลวง เล่ม ๒๖ · ฉบับมหาจุฬาฯ เล่ม ๒๖ · ฉบับมหามกุฏฯ เล่ม ๕๒ · ฉบับเฉลิมพระเกียรติ เล่ม ๒๖)

ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙) เล่ม ๒๖ หน้า ๔๖๖–๔๖๘

หน้า ๔๖๖

[๔๙๘] ก็คนอื่นนอกจากบัณฑิตย่อมไม่รู้สึกตัวว่า ‘พวกเรากำลัง ย่อยยับกันอยู่ในโลกนี้ ในคนสองพวกนั้น คนเหล่าใด มารู้สึกตัวว่า ‘พวกเรากำลังพากันไปใกล้มัจจุราช, จากนั้นความทะเลาะวิวาทกันย่อมระงับไปได้[๔๙๙] บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังเป็นอยู่อย่างไม่มีโทษได้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญาถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่ อย่างนั้นไม่ได้เพราะไม่มีปัญญา

[๕๐๐] บุคคลย่อมได้ยินเสียงทุกอย่างด้วยหู ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยตา แต่สิ่งที่ได้เห็นหรือสิ่งที่ได้ยินมา นักปราชญ์ไม่ควรทิ้งหรือเก็บเอาไว้ทั้งหมด

[๕๐๑] ผู้มีปัญญาถึงมีตาดี ก็พึงทำเป็นเหมือนคนตาบอดเสียบ้าง ถึงมีหูดี ก็พึงทำเป็นเหมือนคนหูหนวกเสียบ้าง ถึงมีปัญญาดี ก็พึงทำเป็นเหมือนคนใบ้เสียบ้าง ถึงเป็นคนแข็งแรง ก็พึงทำเป็นเหมือนคนทุรพลเสียบ้าง แต่เมื่อประโยชน์เกิดขึ้น ถึงจะนอนใกล้ตายอยู่ ก็พึงทำประโยชน์นั้น

๒. สิริมิตตเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระสิริมิตตเถระ

นัยว่า ท่านสิริมิตตเถระได้ภาษิตคาถาไว้ ๘ คาถาอย่างนี้ว่า

{๓๖๗}[๕๐๒] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุผู้เป็นเช่นนั้นนั่นแล ละโลกไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศกในโลกหน้า ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้

หน้า ๔๖๗

[๕๐๓] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วทุกเมื่อ ละโลกไป แล้วย่อมไม่เศร้าโศกในโลกหน้าด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าว มาแล้วอย่างนี้[๕๐๔] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีกัลยาณศีล ละโลกไปแล้วย่อม่ไม่เศร้า โศกในโลกหน้าด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้[๕๐๕] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด เป็นผู้มีกัลยาณมิตร ละโลกไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศกใน โลกหน้าด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้[๕๐๖] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด เป็นผู้มีกัลยาณปัญญา ละโลกไปแล้วย่อมไม่เศร้าโศกใน โลกหน้าด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้[๕๐๗] ผู้ใดมีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวในพระตถาคต มีศีลอันงดงามที่พระอริยเจ้าพอใจสรรเสริญ

[๕๐๘] มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นที่ตรง บัณฑิตทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ‘เป็นคนไม่ขัดสน, ชีวิตของผู้นั้น ไม่เปล่าประโยชน์

[๕๐๙] เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีบัญญา เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงหมั่นประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และความเห็นที่ถูกต้องไว้เถิด

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑ผู้มีกัลยาณศีล หมายถึงผู้มีศีลอันงาม ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ (ขุ.เถร.อ. ๒/๑๖๙)
หน้า ๔๖๘

๓. มหาปันถกเถรคาถา

คาถาสุภาษิตของพระมหาปันถกเถระ

นัยว่า ท่านพระมหาปันถกเถระได้ภาษิตคาถาไว้ ๘ คาถาอย่างนี้ว่า

{๓๖๘}[๕๑๐] เมื่อเราได้เห็นพระศาสดาผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เป็นครั้งแรก ความสลดใจก็ได้เกิดมีแก่เราเพราะได้เห็นพระศาสดา ผู้ทรงเป็นอุดมบุรุษ[๕๑๑] ผู้ใดนอบน้อมพระศาสดาผู้ทรงพระสิริที่พระบาทด้วยมือ ทั้งสอง ผู้นั้นพึงทำให้พระศาสดาทรงยินดีโปรดปรานได้[๕๑๒] ครั้งนั้น เราได้ทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์ และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกจากเรือนมาบวชเป็นบรรพซิต

[๕๑๓] เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาและสาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อยู่ อย่างผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อกิเลสมารเป็นต้น

เชิงอรรถ (ไทย (เฉลิมพระเกียรติ ๒๕๔๙))
  1. ๑สิกขาและสาชีพ คำว่า สิกขา หมายถึงข้อที่จะต้องศึกษา ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกอบรม มี ๓ อย่าง ซึ่งเรียกว่าไตรสิกขา คือ อธิสีลสิกขา การศึกษาในอธิศีล อธิจิตตสิกขา การศึกษาในอธิจิต อธิปัญญาสิกขา การศึกษาในอธิปัญญา แต่ในที่นี้หมายเฉพาะอธิสีลสิกขา คือข้อปฏิบัติสำหรับ ฝึกอบรมในทางความประพฤติขั้นสูง ซึ่งได้แก่ ปาติโมกขสังวรศีล ศีลคือความสำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าทรงห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต จัดเป็นศีลที่ยิ่งกว่าสูงกว่าศีลทั่วไป เพราะนอกจากพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีใครสามารถบัญญัติได้ คำว่า สาชีพ หมายถึง แบบแผนแห่งความประพฤติที่ทำให้มีชีวิตร่วมเป็นวิถีเดียวกัน ได้แก่ สิกขาบททั้งหมดที่ พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้อันทำให้ภิกษุทั้งหลายผู้มาจากถิ่นฐานชาติตระกูลที่ต่างกันมีความเป็นอยู่เสมอเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นคำคู่กับสิกขา (นัยวิ.อ.๑/๒๕๙-๒๖๑,ม.มู.อ.๒/๑๑๓,องฺ.จตุ กฺก.อ. ๔๒๒, ขุ.เถร.อ. ๒/๑๗๔)

จบ ๒. สิริมิตตเถรคาถา